‘เวย์-นานา’ รอดคุก ศาลให้ประกันตัว 1 ล้านบาท ห้ามออกนอกประเทศ

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 ได้นำตัว นางไรบีนา อินทชัย หรือ นานา ไรบีนา อดีตนักแสดงชื่อดัง อายุ 44 ปี , นายปริญญา อินทชัย หรือ เวย์ ไทเทเนี่ยม อายุ 44 ปี สามี แร็ปเปอร์ชื่อดัง , บริษัท ฟลิกค์ออฟ เดอไรท์ โปรดักส์ชั่น จำกัด โดยนางไรบีนา และบริษัท ไรบีนา 2016 จำกัด โดยนางไรบีนา เป็นจำเลยที่ 1 – 4 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ปลอมและใช้เอกสารปลอมมายื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลในความผิดฐานร่วมกันคดีฉ้อโกงประชาชน

โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2564 – ตุลาคม 2568 จำเลยร่วมกันกระทำการฉ้อโกงและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม หลอกลวงผู้เสียหายรวม 11 คน ซึ่งเกินกว่า 10 คนขึ้นไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดความจริง โดยชักชวนในการกู้ยืมเงินเพื่อนำไปลงทุนธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล ธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ ธุรกิจเกี่ยวกับบริษัทกีฬา กองทุนสำหรับลงทุนธุรกิจต่างๆ ซื้อหุ้น ธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศ และซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยตกลงว่าจะจ่ายผลตอบแทนอัตราร้อยละ 4 ร้อยละ 7 ต่อเดือน หรือร้อยละ 40 ของเงินที่กู้ยืนมาลงทุน ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยทั้งหมดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให่กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 – 11 ร่วมลงทุน โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ที่จำเลยทั้งสี่กับพวกแจ้งมาให้

ทั้งนี้ การติดต่อชักชวนผู้เสียหายที่ 1 – 11 ที่พวกจำเลยหมด ชักชวนนั้น เป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยพวกจำเลย ไม่มีเจตนานำเงินของผู้เสียหายทั้ง 11 ไปลงทุนตามที่ได้ชักชวน เป็นการนำเงินมาจ่ายหมุนเวียนผู้ลงทุนซึ่งเป็นผู้ให้กู้ยืมด้วยกัน เป็นการปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกโดยจำเลยทั้ง 4 มีเจตนาตั้งแต่แรกในการใช้กลอุบายหลอกลวงเงินจากผู้เสียหายทั้ง 11 คน อันเป็นความผิดฐานกันฉ้อโกง และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

ชั้นสอบสวนจำเลยทั้ง สี่ให้การปฏิเสธ คดีนี้มีพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการร่วมกันฉ้อโกง และหลอกลวงกู้ยืมเงินันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มีความเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้ง 11 คน และบุคคลอื่นเป็นวงกว้าง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดความผิดเช่นนี้อีก จึงขอศาลให้ลงโทษจำทั้ง 4 สถานหนักด้วย

เวย์-นานา

หากจำเลยทั้งสี่ ขอยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้าน และขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย และให้ชดใช้เงินคืนต่อผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 41,683,337 ล้านบาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 46,394,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 28,795,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 3,550,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 3,150,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 4,364,500 บาท ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 2,970,000 บาท ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 1,500,000 บาท ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 13,951,000 บาท ผู้เสียหายที่ 10 4,000,000 บาท และผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 23,684,077 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้เสียหายทั้ง 11 ราย เสียไปจากการฉ้อโกงดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามกฎหมายตามเงินต้นผู้เสียหายนับตั้งแต่วันที่กู้ยืมจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระแต่ละคนเสร็จ

ศาลรับฟ้องคดีไว้พิจารณาเป็นคดีดำที่ อ.508/2569

ต่อมาทนายความจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์จำเลยขอปล่อยชั่วคราว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

ต่อมา นายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความของเวย์ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์จำนวน 1 ล้านบาท ขอปล่อยชั่วคราว

ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้เวย์ประกันตัว โดยตีราคาประกัน 1 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นานา ไรบีนา ภรรยาเวย์ นั้น ได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขังไปก่อนหน้านี้ โดยศาลอาญาตีราคาประกัน 1 ล้านบาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลเช่นเดียวกัน

ส่วนสภาพจิตใจของ เวย์ ไทยเทเนี่ยม ตอนนี้ตนไม่ทราบ ส่วนตัวยอมรับว่าดีใจที่ลูกความได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เพราะเชื่อว่าเขาไม่หนีอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องสู้คดีต่อ และก็ต้องหาเงินมาใช้หนี้

สำหรับ นานา ไรบีนา มีความเครียดเรื่องคดี เพราะมีผู้เสียหายถึง 11 คน ซึ่งตนก็พยายามที่จะให้เขาชำระหนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ วันที่ 4 ธ.ค.68 พนักงานสอบสวนได้นำตัวมาฝากขัง และศาลมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวไปแล้ว ฉะนั้น เท่ากับว่าอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องยื่นประกันตัวในวันนี้ โดยขั้นตอนหลังจากนี้ศาลจะนัดสอบคำให้การตรวจพยานหลักฐาน กำหนดนัดสืบพยาน วันที่ 26 กุมภาพันธ์ นี้ โดยจะนัดสอบคำให้การทั้งคู่ รวมถึงอีก 2 บริษัท ที่รับโอนเงิน

สายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความของเวย์

เมื่อถามว่า จุดใดของเรื่องที่หนักใจที่สุดในคดีนี้ นายสายหยุด ยอมรับ เรื่องคดีความไม่หนักใจ แต่หนักใจกับนักข่าวที่โทรตามทั้งวัน ส่วนลูกหนี้บางรายที่ไม่ได้แจ้งความได้มีการไปชำระหนี้กันที่ ปอศ.แล้ว เจ้าหนี้บางส่วนมีสัญญาประนีประนอมไปบ้างแล้ว 3 – 4 คน และจะพยายามหาคนมาซื้อหุ้นบาสเกตบอล เพราะถ้าหากมีคนมาซื้อหุ้นตรงนี้ ทางผู้เสียหายก็ไม่ติดใจเอาความอะไร ส่วนกรณี ภรรยาของ เดย์ ไทยเทเนี่ยม ที่แจ้งความเรื่องหุ้นร้านตัดผม ที่มีมูลค่าอยู่ 1.5 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้มีคนแจ้งมาแล้วว่าจะซื้อหุ้น ส่วนขายได้แล้วหรือยังนั้นขออนุญาตไม่ยุ่ง เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่หนี้ของผู้เสียหายรายอื่น ตอนนี้รอให้ผู้เสียหายฟ้องดำเนินคดีมาก่อนจะได้เห็นคำฟ้อง ว่าใครกล่าวหาเรื่องอะไรบ้าง และจะได้รู้ว่าจำนวนยอดเงินเท่าไหร่ ซึ่งในหลักการทำคดีพนักงานสอบสวนไม่ได้บอกรายละเอียดคำให้การ แต่ถ้าเป็นคำร้องแล้วจะต้องชี้แจงให้ชัดว่ากล่าวหาว่าอย่างไรบ้าง

อัยการสั่งฟ้อง “เวย์ – นานา” ข้อหาฉ้อโกงประชาชน ปลอมเอกสาร

จากกรณี นานา ไรบีนา นักแสดงสาวมากฝีมือ  ถูกตำรวจบุกจับที่บ้านพักไปย่านใจกลางเมืองคดีฉ้อโกงและ พรก.กู้ยืมเงิน (วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568) จนนำไปสู่ยึดทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อนำไปตรวจสอบ ก่อนจะถูกส่งตำรวจนำตัวไปฝากขังไว้ที่ศาลอาญา จนกระทั่งในเวลาต่อมาศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวด้วยวงเงิน 1 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศและต้องรายงานตัวตามนัด

ล่าสุดวันนี้ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจได้นำตัว นางไรบีนา อินทชัย หรือนานา ไรบีนา และนายปริญญา อินทชัย หรือ เวย์ ไทเทเนี่ยม แร็ปเปอร์ชื่อดัง, บริษัท ฟลิกค์ออฟ เดอไรท์ โปรดักส์ชั่น จำกัด โดยนางไรบีนา และ บริษัท ไรบีนา 2016 จำกัด โดยนางไรบีนา เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ปลอมและใช้เอกสารปลอม

คำฟ้องโจทก์ระบุว่า อัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางไรบีนา อินทชัย อายุ 44 ปี นายปริญญา อินทชัย อายุ 44 ปี ระบุว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2564 – ตุลาคม 2568 จำเลยร่วมกันกระทำการฉ้อโกงและกู้ยืมเงินที่เป้นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม หลอกลวงผู้เสียหายรวม 11 คน ซึ่งเกินกว่า 10 คนชึ้นไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดความจริง โดยชักชวนในการกู้ยืมเงินเพื่อนำไปลงทุนธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล ธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ ธุรกิจเกี่ยวกับบริษัทกีฬา กองทุนสำหรับลงทุนธุรกิจต่าง ๆ ซื้อหุ้น ธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศ และซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ 

โดยตกลงว่าจะจ่ายผลตอบแทนอัตราร้อยละ 4 ร้อยละ 7 ต่อเดือน หรือร้อยละ 40 ของเงินที่กู้ยืนมาลงทุน ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยทั้งหมดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให่กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ทำให้ผู้เสียหายที่ 1-11 ร่วมลงทุน โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ที่จำเลยทั้ง 4 กับพวกแจ้งมาให้

พายุลูกเห็บถล่มอำเภอแม่วางพืชผลเสียหายหนัก-เร่งเยียวยาผู้ประสบภัย

นายอำเภอแม่วางลงพื้นที่เร่งสำรวจเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรหลังเกิดพายุลูกเห็บพัดถล่ม ส่งผลกระทบผลผลิตเกษตรหลายชนิด

ว่าที่ร้อยตรี วิทยา โปทาศรี นายอำเภอแม่วาง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่บ้านปางขี้เหล็ก หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งปี้ เพื่อตรวจสอบความเสียหายด้านการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรในอำเภอแม่วางที่ได้รับผลกระทบจากพายุลูกเห็บถล่มในพื้นที่

โดยเมื่อช่วงเย็นวันที่ 21 ก.พ. 69 ได้เกิดลมกระโชกแรง มีพายุฝนพัดถล่ม และมีลูกเห็บตกในหลายตำบลของอำเภอแม่วาง ส่งผลให้กิ่งไม้หักและล้มขวางเส้นทางทั้งสายหลักและสายรอง เบื้องต้นหน่วยงานท้องถิ่นได้เร่งเคลียร์พื้นที่จนสามารถสัญจรได้ตามปกติแล้ว ขณะที่บ้านเรือนประชาชนบางครัวเรือนได้รับความเสียหายเล็กน้อย เช่น กระเบื้องหลังคาแตกหัก ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ให้ความช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว
.

ทั้งนี้ ในส่วนที่ได้รับผลกระทบหนัก คือ ด้านผลผลิตทางการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่  โดยจากการลงพื้นที่สำรวจพบความเสียหายในพืชหลายชนิด เช่น หอมหัวใหญ่ หอมแดงแขก คะน้า ลำไย และสตรอว์เบอร์รี  ซึ่งขณะนี้สำนักงานเกษตรอำเภอแม่วางกำลังอยู่ระหว่างเร่งสำรวจความเสียหายโดยละเอียด พร้อมประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือตามระเบียบและอำนาจหน้าที่ และจะสรุปความเสียหายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป

ไล่ล่าระทึกกลางดึก!สกัดจับ2ผู้ต้องหาลอบขนยาไอซ์ 448 กก.ซุกกระสอบอาหารแมว

กก.ดส.ผนึกกำลัง ตชด.23 ไล่ล่ากลางดึก สกัดจับ 2 ผู้ต้องหาลักลอบขนยาไอซ์ 448 กก. แอบแฝงใส่กระสอบอาหารแมว ก่อนกระจายสู่เยาวชนเมืองกรุง

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.69  พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์  รอง ผบช.น. , พ.ต.อ.ศภชัย ชัยสุรรณ ผกก.ดส. ได้สั่งการให้  พ.ต.ท.จักรี นารีผล และ พ.ต.ท.รชต พุ่มพันธุ์ม่วง สารวัตร กก.ดส. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 1 และชุดปฏิบัติการที่ 4 กก.ดส. เข้าดำเนินการ

ผลการจับกุมสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายสมชาย (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี และ นายปรีดา (สงวนนามสกุล) อายุ 54 ปี  ริมถนนบางแวก แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมตรวจยึดของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาไอซ์) จำนวน 23 กระสอบ รวม 448 ห่อ น้ำหนักรวมประมาณ 448 กิโลกรัม

จากการสืบสวนทราบว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะมีการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อกระจายสู่กลุ่มเด็กและเยาวชน โดยใช้รถตู้จำนวน 2 คัน เป็นพาหนะ เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังเฝ้าติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด

กระทั่งวันที่ 22 ก.พ. 69 เวลาประมาณ 23.00 น. เจ้าหน้าที่พบรถตู้ต้องสงสัยจำนวน 2 คัน ขับอยู่บนถนนกาญจนาภิเษก และกำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนบางแวก โดยสังเกตเห็นว่ารถทั้งสองคันมีลักษณะบรรทุกสิ่งของน้ำหนักมาก ทั้งที่ไม่มีผู้โดยสาร และมีพฤติกรรมหยุดรถเป็นระยะเพื่อสังเกตการณ์ ซึ่งตรงตามข้อมูลที่สืบทราบมา

เจ้าหน้าที่จึงแบ่งกำลังเข้าทำการสกัดกั้น แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงาน และส่งสัญญาณให้หยุดรถ ก่อนทำการตรวจค้น พบยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสารรถตู้ทั้งสองคัน รวมของกลางทั้งสิ้นประมาณ 448 กิโลกรัม

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง  พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่าย โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”  นำส่งพนักงานสอบสวน สน.บางเสาธง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อำเภอพร้าวอ่วมพายุฤดูร้อนถล่มเสียหาย 5 ตำบลบ้านพัง 593 หลัง วัด 4 แห่ง โรงเรียน 3 แห่ง

ปภ.เชียงใหม่ ลงพื้นที่ อ.พร้าว  สำรวจความเสียหายพายุฤดูร้อนถล่ม   5 ตำบลได้รับผลกระทบ บ้านเรือน 593หลัง วัด  4 แห่ง โรงเรียน 3 แห่ง

นางพัทธนันท์ พิทาคำ นายอำเภอพร้าว พร้อมด้วย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ สาขาเชียงดาว  องค์การบริหารส่วนตำบลสันทราย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านตำบลสันทราย สภ.พร้าว และกองพันทหารราบที่ 7 กรมทหารราบที่ 2  หน่วย นพค.32 สมาชิกสภา อบจ.เชียงใหม่ เขตอำเภอพร้าว  กองร้อย อส.อ.พร้าว  ลงพื่นที่ตรวจสอบความเสียหาย และช่วยเหลือ พื้นที่ประสบเหตุพายุฤดูร้อน ณ วัดท่ามะเกี๋ยง ตำบลสันทราย (เหตุเกิดวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น.)

โดยสรุปในพื้นที่อำเภอพร้าวที่ได้รับความเสียหาย จำนวน 5 ตำบล  31 หมู่บ้าน 593 ครัวเรือน วัด 4 แแห่ง โรงเรียน 3 แห่ง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1 แห่ง รายละเอียดดังนี้
1. ตำบลสันทราย 
    – บ้านเรือนราษฎรที่ได้รับความเสียหาย จำนวน 12 หมู่บ้าน 300 ครัวเรือน
   – วัด 2 แห่ง 
   – โรงเรียน 1 แห่ง
   – ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1 แห่ง
2.ตำบลบ้านโป่ง 
   – บ้านเรือนราษฎรที่ได้รับความเสียหาย จำนวน 5 หมู่บ้าน 37 ครัวเรือน

3.ตำบลป่าไหน่ 
   – บ้านเรือนราษฎรที่ได้รับความเสียหาย จำนวน 10  หมู่บ้าน 225 ครัวเรือน
   – วัด 1 แห่ง
   – โรงเรียน 2 แห่ง
4.ตำบลแม่แวน
   – บ้านเรือนราษฎรที่ได้รับความเสียหาย จำนวน 2 หมู่บ้าน 21 ครัวเรือน
5.ตำบลเวียง 
   – บ้านเรือนราษฎรให้รับความเสียหาย จำนวน 2 หมู่บ้าน 10 ครัวเรือน
   – วัด 1 แห่ง

ขณะนี้ทุกภาคส่วนกำลังระดมกำลังเข้าช่วยเหลือ และประสานงบประมาณในการซ่อมแซมอาคารสถานที่ และ บ้านเรือนราษฎร

คปภ.เปิดทิศทางการดำเนินงาน ปี 2569 มุ่งยกระดับระบบประกันภัยเป็นโครงสร้างพื้นฐานบริหารความเสี่ยงของประเทศ

เลขาธิการ คปภ. แถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน ปี 2569 เดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 มุ่งยกระดับระบบประกันภัยเป็นโครงสร้างพื้นฐานบริหารความเสี่ยงของประเทศ

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดงานแถลงข่าวนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของสำนักงาน คปภ. ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุม NT Meeting & Auditorium กรุงเทพมหานคร โดยมีนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงาน ปี 2569 เดินหน้าแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569 – 2573) สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า ปี 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติจริง โดยมุ่งยกระดับระบบประกันภัยจากเครื่องมือทางเลือก สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของประเทศ” และเป็น “National Risk Buffer” หรือกลไกรองรับแรงกระแทกจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการประกันภัยได้อย่างทั่วถึง ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน และให้ระบบประกันภัยไทยสามารถรองรับความเสี่ยงใหม่และภัยพิบัติขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี 2569 จึงเป็นปีแห่งการ “แปลงแผนสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” โดยสำนักงาน คปภ. จะดำเนินงานภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งการขับเคลื่อนในปี 2569 หัวใจคือการทำให้ระบบประกันภัยไทย “อึด – รับ – ทั่ว – ล้ำ” โดยมี คน เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ข้อมูล เป็นฐานในการวิเคราะห์และกำหนดนโยบาย เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการยกระดับประสิทธิภาพ และ การบูรณาการ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านการติดตามและการวิเคราะห์ตามบริบทธุรกิจประกันภัยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการดำเนินการที่สำคัญของสำนักงาน คปภ. ประจำปี 2569 แบ่งตามหมวดยุทธศาสตร์ตามแผน 5 ดังนี้

อึด = ยุทธศาสตร์ที่ 1 Stability สร้างระบบประกันภัยที่ยืดหยุ่น แข็งแกร่ง ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง และพร้อมรับอนาคต การสร้างเสถียรภาพของระบบประกันภัยต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะการยกระดับการกำกับดูแลคนกลางประกันภัย ซึ่งเป็นด่านหน้าที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ประกอบด้วย 5 ประเด็น ได้แก่

ประเด็นที่ 1 ยกระดับการกำกับดูแลคนกลางประกันภัยสู่การกำกับเชิงป้องกัน สำนักงาน คปภ. จะปรับบทบาทการกำกับดูแลจากการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การ “ป้องกันก่อนเกิดปัญหา” โดยนำข้อมูลและระบบ Risk Scoring มาใช้ติดตามและประเมินความเสี่ยงของคนกลางประกันภัยอย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาช่องทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบใบอนุญาตได้สะดวก และเดินหน้าสู่การชำระเบี้ยผ่านระบบ e-Payment โดยยกเลิกการรับเงินสดผ่านตัวแทนภายในปี 2570 เพื่อลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการแอบอ้าง อันเป็นการยกระดับการกำกับดูแลจาก “การควบคุม” สู่ “การบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ” เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าได้รับการเสนอขายจากผู้ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง และได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรม

ประเด็นที่ 2 คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน ตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการประกันภัย โดยปรับแนวคิดการคุ้มครองสิทธิจากการ “รับเรื่องร้องเรียน” ไปสู่การ “ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ต้นทาง” โดยกำหนดตัวชี้วัด KPI และมาตรฐานการให้บริการ (SLA) ที่ชัดเจน เพื่อให้บริษัทประกันภัยรับผิดชอบต่อคุณภาพบริการอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการให้ข้อมูลแก่ประชาชนให้เข้าใจเงื่อนไขความคุ้มครองอย่างถูกต้อง และใช้ข้อมูลวิเคราะห์แนวโน้มข้อร้องเรียนเพื่อแก้ไขเชิงระบบล่วงหน้า โดยตั้งเป้าลดจำนวนเรื่องร้องเรียนลงอย่างน้อยร้อยละ 15 และมุ่งยกระดับ “คุณภาพทั้งระบบ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมตั้งแต่ต้นทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประกันภัยอย่างยั่งยืน

ประเด็นที่ 3 ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสาขาบริษัทประกันภัยในส่วนภูมิภาค โดยเพิ่มการกำกับดูแลตาม Market Conduct สำนักงาน คปภ. จะยกระดับการกำกับดูแลสาขาบริษัทประกันภัยจากการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ทั่วไป สู่การกำกับดูแลด้าน Market Conduct อย่างเข้มข้น โดยใช้แนวทาง Risk-focused Supervision และข้อมูลข้อร้องเรียนเป็นฐาน ในการประเมิน เพื่อให้ความสำคัญกับคุณภาพการให้บริการประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งการเสนอขายอย่างเป็นธรรม (Fair Selling) การพิจารณาสินไหมที่รวดเร็ว โปร่งใส การดูแลลูกค้าหลังการขาย และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศได้รับบริการในมาตรฐานเดียวกัน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบประกันภัยไทย

ประเด็นที่ 4 ยกระดับความมั่นคงของธุรกิจประกันภัยผ่านการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม สำนักงาน คปภ. จะเดินหน้าการกำกับดูแลแบบ Group-Wide Supervision อย่างเต็มรูปแบบ โดยบังคับใช้หลักเกณฑ์และกำหนดให้กลุ่ม ธุรกิจประกันภัยรายงานข้อมูลระดับกลุ่มอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถมองเห็น “ความเสี่ยงที่แท้จริง” ของทั้งกลุ่มธุรกิจ และป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นแบบลูกโซ่ (Domino Effect) อันจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของบริษัทประกันภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมั่นใจว่า บริษัทประกันภัยมีฐานะการเงินที่มั่นคงและสามารถ จ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่ 5 ผลักดันให้เกิด Insurance Community และยกระดับไทยสู่ ASEAN Insurance Hub โดยสร้าง Insurance Community เพื่อเชื่อมโยง “คน ความรู้ นวัตกรรม และความร่วมมือ” ระหว่างภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และ ภาคเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ โดยขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา พัฒนา Innovation Center และส่งเสริม InsurTech ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพและจัดทำ Insurance Learning Platform เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านองค์ความรู้ของอุตสาหกรรม อันจะช่วยยกระดับศักยภาพบุคลากร ส่งเสริมนวัตกรรม และวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง ด้านประกันภัยของภูมิภาค (ASEAN Insurance Hub) ในระยะยาว

รับ = ยุทธศาสตร์ที่ 2 Resilience ระบบประกันภัยสามารถรองรับภัยขนาดใหญ่และความเสี่ยงใหม่ สำนักงาน คปภ.ให้ความสำคัญกับการเสริมความมั่นคงของระบบประกันภัยเพื่อรองรับภัยพิบัติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยยกระดับการกำกับดูแลด้านการประกันภัยต่อ (Reinsurance) ซึ่งเป็น “กันชนทางการเงิน” สำคัญของระบบ ควบคู่กับการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงเชิงลึกเชื่อมโยงกับกรอบ ERM/ORSA เพื่อประเมินความสามารถในการรองรับความสูญเสียของทั้งระบบ พร้อมทั้งพัฒนากลไกบริหารความเสี่ยงภัยขนาดใหญ่ในระดับประเทศ และศึกษาแนวทางจัดตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติและความเสี่ยงขนาดใหญ่แห่งชาติ เพื่อรองรับความเสียหายในอนาคต ลดภาระงบประมาณภาครัฐ และช่วยให้ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วและมั่นคง

ทั่ว = ยุทธศาสตร์ที่ 3 Inclusion ผลักดันการเข้าถึงประกันภัยอย่างทั่วถึงและรองรับสังคมสูงวัย โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้อย่างทั่วถึง ประกอบด้วย 3 ประเด็น ได้แก่

ประเด็นที่ 1 บริษัทประกันภัยออกกรมธรรม์แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) โดยขยายการใช้จากประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับไปสู่กรมธรรม์ประกันภัยส่วนบุคคล (Personal Line) และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบกลาง Custodian เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และใช้ข้อมูลกรมธรรม์ได้สะดวก โปร่งใส ลดความเสี่ยงจากเอกสารสูญหาย และยกระดับระบบประกันภัยไทยสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ประเด็นที่ 2 ยกระดับพื้นที่เป้าหมาย เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน สำนักงาน คปภ. จะยกระดับการประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ให้เป็นวาระสำคัญระดับประเทศ ภายใต้เป้าหมายว่า “รถทุกคันต้องมีความคุ้มครองตามกฎหมาย” โดยขยายโมเดลต้นแบบสู่ระดับประเทศ ควบคู่กับการพัฒนา Ecosystem เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนรถและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรับกระบวนการเชื่อมโยงการต่อภาษีและระบบแจ้งเตือน เพื่อให้ พ.ร.บ. เป็น “หลักประกันพื้นฐาน” ที่ประชาชนพึ่งพาได้ และช่วยลดความสูญเสียของประเทศในระยะยาว

ประเด็นที่ 3 เสริมสร้างความรู้ด้านการประกันภัยให้แก่สื่อมวลชนและผู้สื่อสารสาธารณะ สำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายนักสื่อสารคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลด้านการประกันภัยที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ โดยต่อยอดโครงการ Responsible Voices สำหรับ Finfluencer ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการแล้ว 2 รุ่น มีผู้เข้าร่วมรวม 87 คน และเข้าถึงประชาชนกว่า 34 ล้านคน พร้อมทั้งเตรียมจัดกิจกรรม Reunion และเปิดอบรมรุ่นที่ 3 ในปี 2569 ควบคู่กับการจัดหลักสูตรและ Workshop สำหรับสื่อมวลชนและผู้สื่อสารสาธารณะ เพื่อยกระดับความเข้าใจด้านประกันภัย กฎหมาย และบทบาทการกำกับดูแล นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “น้องพิทักษ์ (PITAK)” มาสคอตประจำสำนักงาน คปภ. เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารข้อมูล ข่าวสาร และสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัยให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย เข้าถึงได้มากขึ้น และสามารถใช้ประกันภัยเป็นเครื่องมือในการ สร้างความมั่นคงทางการเงินได้อย่างมั่นใจ

ล้ำ = ยุทธศาสตร์ที่ 4 Technology&Data-Driven ระบบนิเวศข้อมูลประกันภัยที่เชื่อมโยงและใช้เทคโนโลยีอย่างมี ความรับผิดชอบ ประกอบด้วย การพัฒนา AI เทคโนโลยีดิจิทัล และ Open Insurance เพื่อการกำกับดูแลยุคใหม่ โดยนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแล โดยพัฒนาแพลตฟอร์ม OIC AI Submission Acceleration Platform (OIC ASAP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งและวิเคราะห์ข้อมูลจากภาคธุรกิจประกันภัย และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลผ่านระบบ OIC Gateway และ e-Custodian เพื่อให้ข้อมูลกรมธรรม์มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการผลักดัน Open Insurance เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างปลอดภัย ภายใต้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความเป็นธรรมในการพิจารณารับประกันภัยและการจ่ายสินไหม ลดการฉ้อฉล และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของประชาชนได้อย่างแท้จริง

“การดำเนินการในทุกยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการกำกับดูแล การพัฒนากลไกรองรับภัยพิบัติ การขยายการเข้าถึงระบบประกันภัย หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านความมั่นคงทางการเงิน การได้รับความเป็นธรรม และการเข้าถึงระบบประกันภัยที่มีมาตรฐานและสามารถพึ่งพาได้จริง “เพราะประกันภัยไม่ใช่เพียงกรมธรรม์หนึ่งฉบับ แต่คือหลักประกันความมั่นคงของชีวิต เศรษฐกิจ และประเทศ” และขอขอบคุณสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดข้อมูล นโยบาย และทิศทางการพัฒนา ระบบประกันภัยไปสู่ประชาชนอย่างถูกต้องและทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ เข้าถึงการประกันภัยอย่างเหมาะสม และใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต สำนักงาน คปภ. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบประกันภัยไทยที่มีความมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน และเป็นหลักประกันสำคัญในการดูแลประชาชนและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

หนึ่งเดียวในเมืองอุบลฯปลูกองุ่น”3 สี” มาตรฐานอิสราเอล สู่รายได้ยั่งยืน

หนึ่งเดียวในจังหวัดอุบลราชธานี อดีตแรงงานไทยในอิสราเอล นำความรู้การดูแลสวนองุ่นกลับมาต่อยอดที่บ้านเกิด พลิกผืนนาปลูกองุ่นในโรงเรือนจัดการด้วยวิธีเกษตรประณีตองุ่นนอก “3 สี” ผลผลิตขายราคาเดียวทั้งปี

ธิปัตย์ บุษบาล หรือ ทัก เจ้าของ “สวนองุ่นเกศปรียา” ตั้งอยู่ที่ ต.เป้า อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เล่าให้ฟังว่า กว่า 5 ปีที่ไปทำงานเป็นแรงงานเกษตรอยู่ที่อิสราเอล โดยผ่านทางกรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่งไปทำงานตามสัญญาการว่าจ้างฯ และสำหรับตนเองแล้วถือว่าโชคดีมากได้ทำงานฟาร์มที่ผลิตพืชตรงกับใจซึ่งนึกชอบอยู่ก่อนหน้า นายจ้างเป็นเจ้าของสวนองุ่นคุณภาพและเขาเองมีความเชี่ยวชาญด้านพืชชนิดนี้เป็นอย่างดีอีกด้วย การได้เห็นของจริง(วิธีการผลิต) และใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยจัดการ ทำให้เปลี่ยนแนวคิดของตนใหม่จากก่อนเคยมอง “องุ่น” เป็นพืชของคนรวยมีทุนเท่านั้นจึงจะทำได้ ซึ่งพอกลับมาบ้านจึงไม่ยอมพลาดโอกาสในการทดลอง “ทำ” เพื่อให้รู้กันว่าจะสามารถทำได้ไหม!

เดิมทีพื้นที่ผลิต1 ไร่ตรงนี้ คุณทัก บอกว่า เคยมีสภาพเป็น “นาดอน” ถูกทิ้งร้างเปล่าประโยชน์มานาน เหตุเพราะน้ำไม่ถึง(อยู่สูง) ก็เลยคิดว่านี่แหละเหมาะดีที่จะลองสร้าง “โรงเรือน” เพื่อปลูกองุ่นดู ทั้งนี้ ได้เริ่มหาความรู้ก่อนในระดับหนึ่งแล้วจากผู้รู้เรื่องการผลิตองุ่นในประเทศไทย จนกระทั่งได้รับคำแนะนำให้ปลูกเป็นรูปแบบของ “สวนเปิด” ให้คนเข้ามาเที่ยวชมดูงานได้พร้อมเรียนรู้เรื่องวิธีต่าง ๆ ในการผลิตควบคู่ไปด้วย ซึ่งตนก็เห็นว่าดีจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อแชร์กับคนอื่น ๆ ต่อยอดเพิ่มเติมไปอีก ดังนั้นสวนองุ่นเกศปรียาจึงได้เกิดขึ้นมาภายใต้จุดมุ่งเน้นดังกล่าวถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว

เน้นปลูกองุ่นสายพันธุ์จากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่าแหล่งที่มาก็มีทั้งจากอิสราเอลรวมไปถึงแหล่งพันธุ์อื่น ๆ ที่ขึ้นชื่อด้วย รวมกันแล้วในช่วงแรกมีมากกว่า30 สายพันธุ์ที่นำมาปลูกทดสอบดู และมีครบทั้ง องุ่นแดง, องุ่นดำ และองุ่นเขียว ซึ่งแต่ละสายพันธุ์นั้นมีชื่อเสียงตามที่ตลาดมีความนิยมกันอยู่ ปลูกไปก็เรียนรู้ไปจากนิสัยของพืชที่ต่างสายพันธุ์กันให้ผลเป็นอย่างไรบ้าง จนพบว่าบางพันธุ์ไม่สามารถผลิต (เอาลูก) ไม่ได้เพราะสภาพอากาศไม่เหมาะกัน แต่ว่าสำหรับพันธุ์ที่ทำได้ก็ให้ผลผลิตที่ดี เป็นองุ่นนอกไร้เมล็ด รสชาติหวานกรอบ ที่ถูกปากของคนไทย

ทั้งนี้ก็จะมีบางพันธุ์ผลิตได้แต่อาจไม่ตรง “คุณสมบัติ” ที่ตลาดส่วนใหญ่ต้องการหรือว่าคุ้นเคยกันดี อย่าง “องุ่นไชน์มัสแคท” เพราะที่นี่จะทำแบบไม่ใช้สารบังคับใด ๆ เพื่อเร่งให้เมล็ดฝ่อ ธรรมชาติของพันธุ์นี้เป็นองุ่นที่มีเมล็ดอยู่แล้ว ดังนั้นไชน์มัสแคทที่สวนผลิตจึงเป็นเพียงการเน้นปลอดสาร (ที่มีเมล็ดอยู่) รสชาติและกลิ่นเฉพาะตัวไม่แตกต่างต้นตำรับจากญี่ปุ่น เหตุผลสำคัญคือเรื่องต้นทุนในการจัดการที่ยุ่งยากเกินไป และเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค การปลูกในโรงเรือนแบบนี้สามารถช่วยลดการใช้สารเคมีปราบศัตรูพืชลงได้ แบบแนวทางการผลิตGAP คือ ใช้เคมีด้วย มีปุ๋ยหรือธาตุอาหารหลักพืช (NPK) สารปราบศัตรูพืชใช้ตามความจำเป็นโดยเน้นเป็นกลุ่มของ “สารชีวภัณฑ์” ไตรโคเดอร์มา, บีที, บีเอส ฯลฯ เพื่อการบริโภคที่ปลอดภัยเป็นหลัก

สำหรับการปลูกภายใต้ “โรงเรือน” ที่มุงหลังคาด้วยผ้าพลาสติก พบว่ามีข้อเสียเรื่องความร้อน(อุณหภูมิสูง) จากเฟสแรกที่ทำโรงเรือนหลังคาเตี้ยไปเพียง 1.80 เมตร เจอปัญหาทั้งอากาศที่ร้อนระอุและยังพบ “ใบไหม้” หรือเกิดซันเบิร์นที่สร้างความเสียหายหนักเลย ขณะที่การผลิตทำได้ทั้งปีเพราะองุ่นสามารถบริหารจัดการให้มีผลผลิตออกตามแผนการพรุนนิ่ง (การตัดแต่งกิ่ง) มีการสะสมอาหาร และการควบคุมโดยจำลองสภาวะให้เป็นฤดูใบไม้ร่วงแบบต่างประเทศ(ใช้วิธีงดน้ำ) เพื่อกระตุ้นให้พืชเกิดการติดดอก-ออกผลตามมาได้ ดังนั้นความพยายามแก้ปัญหาในเฟสที่2 โดยการออกแบบโครงสร้างของโรงเรือนปลูกให้กว้างใหญ่ขึ้น สูงขึ้นเป็น 2.70 เมตร เพื่อการถ่ายเทอากาศที่ดีกว่า ทั้งยังมีการจัดการใหม่เรื่อง “พันธุ์” ที่ปลูกเพียง1 ชนิดต่อ1 โรงเท่านั้น ไม่รวมกันแบบเฟสแรกที่พบปัญหาทั้งเรื่องการเจริญของต้นที่ช้า-เร็วแตกต่างกันมาก อายุการเก็บเกี่ยวก็ไม่เท่ากันด้วย ฯลฯ การแยกทำและควบคุมด้วยวิธีเกษตรแบบประณีต ใช้เทคนิคใหม่ในการตัดแต่งกิ่งเพื่อสร้างผลผลิตและช่วยยืดอายุของต้น ที่สามารถอยู่ได้ยืนนานขึ้น

การปลูกในระยะห่างที่เหมาะสมช่วยเรื่องการจัดการง่าย โดยเลือกช่วง 4-5 เมตร การทำค้างซึ่งตอนแรกเน้นจัดทรงเป็นรูป “ตัววาย”(Y) ก็เปลี่ยนเป็นตัว T หรือทรงก้างปลาที่จัดระเบียบต่าง ๆ ในแปลงได้ง่ายขึ้นกว่าแทน การไม่ยกร่องปลูก(เฟสแรกยกร่อง) ที่พบว่าไม่จำเป็นสำหรับพื้นที่นี้ การให้น้ำจากเดิมวางเป็นระบบน้ำหยดไว้แต่พบว่าไม่เวิร์กสำหรับการให้ปุ๋ยแบบเม็ด จึงเปลี่ยนเป็นแบบหัวจ่ายมินิสปริงเกลอร์แทน และตอนหลังยังได้เปลี่ยนวิธีการใส่ปุ๋ยเป็นแบบละลายน้ำก่อนนำไปใช้ราดลงโคนต้นขององุ่นโดยตรงแทน เป็นต้น

ส่วนการผลิตในปัจจุบัน คุณทักบอกว่า ได้มีการวางแผนจัดการเพื่อให้มีผลผลิตทยอยออกทุกเดือน แบบไล่รุ่น จากพื้นที่ผลิต1 ไร่ในเฟสแรก มีองุ่นที่ปลูกไว้รวมกัน 12 แถว วางแผนให้ออกลูกตัดขายได้เดือนละ 2 แถว โดยใน 1 ปีต้นองุ่นจะทำให้ติดดอก-ออกผลได้ 2 รอบ/ต้น หรือคิดเป็นผลผลิตเฉลี่ย 200-300 กก./รุ่น/เดือน จากองุ่นนอก 8 สายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตได้แล้วและมีให้เลือกครบทั้ง 3 สี(แดง ดำ เขียว) โดยที่สวนจะตั้งราคาจำหน่ายทุกพันธุ์ในราคาเดียวกัน คือ 250 บาท/กก.

ขณะนี้ยังไม่เปิดสวนให้ลูกค้าเข้าชม  เนื่องจากองุ่นยังไม่สุกเต็มที่  คาดว่าจะเปิดสวนให้เข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้  ก็อยากเชิญชวนนักท่องเที่ยว ประชาชนที่สนใจมาเที่ยวสวนองุ่นที่สวนเกศปรียา  บ้านเป้า  ตำบลเป้า  อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี  ซึ่งเมืองอีสานก็ปลูกองุ่นได้ พันธุ์ต่างประเทศด้วย  แต่ตอนนี้ยังไม่มีคาเฟ่  หรือร้านอาหาร  ถ้าใครที่มาสวนก็สามารถมาชมองุ่น  มาเซลฟี่กับองุ่นได้   เส้นทางมาที่สวนสามารถปักหมุดมาได้เลยที่สวนองุ่นเกศปรียา  หรือจะสอบได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 082 – 2319526 อธิปัตย์  บุษบาล  เจ้าของสวนองุ่นเกศปรียา

นายกฯอนุทินสั่งผู้ว่าฯทุกจังหวัดตั้งรับภัยแล้ง บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อนประจำปี 2569 อย่างเป็นทางการแล้ว ตามประกาศของ กรมอุตุนิยมวิทยา ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคาดว่าฤดูร้อนจะดำเนินไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นต่อเนื่อง และมีแนวโน้มกระทบต่อปริมาณน้ำในหลายพื้นที่

ปลัดกระทรวงมหาดไทยระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้กำหนดแนวทางรับมือภัยแล้งปี 2569 อย่างเร่งด่วน พร้อมสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศบูรณาการทุกภาคส่วน เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจทวีความรุนแรง

อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

มาตรการสำคัญประกอบด้วย การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ตั้งคณะทำงานวิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณน้ำในแหล่งกักเก็บ และความต้องการใช้น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เร่งจัดทำและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุภัยแล้งระดับจังหวัด ประสานงานทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร และเอกชน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ได้กำชับให้ทุกพื้นที่เตรียมกำลังพล รถบรรทุกน้ำ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ตรวจสอบและซ่อมแซมภาชนะเก็บกักน้ำ ระบบประปาหมู่บ้าน และวางแผนกระจายน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

สำหรับ พื้นที่เสี่ยงหรือเริ่มประสบปัญหา ให้เร่งตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นแกนกลางระดมทรัพยากรช่วยเหลือ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับน้ำอุปโภคบริโภค พร้อมประสานตำรวจและทหารเฝ้าระวังความขัดแย้งจากการแย่งชิงน้ำ และป้องกันอาชญากรรมที่มักเกิดในช่วงฤดูแล้ง

นอกจากนี้ ยังให้จัดหน่วยแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่ เฝ้าระวังโรคที่มากับอากาศร้อน เช่น โรคท้องร่วง อหิวาตกโรค และโรคอาหารเป็นพิษ ควบคู่กับการรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัดและถูกสุขลักษณะ พร้อมกำชับทุกจังหวัดรายงานสถานการณ์ต่อกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง

ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนนิรภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หมายเลข 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

มะพร้าวน้ำหอมสงขลาวิกฤต! ราคาดิ่งเหลือ 2 บาทชาวสวนจี้รัฐดันเป็นวาระแห่งชาติ

สถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมในจังหวัดสงขลากำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังราคาหน้าสวนดิ่งลงเหลือเพียง 2 บาทต่อผล จากเดิมที่เคยขายได้ 10–12 บาท และในช่วงขาดตลาดเคยทะยานเกิน 20 บาทต่อผล สร้างแรงกระแทกทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่การผลิต

นายสิริวัฒน์ โหรารัตน์ ประธานกรรมการเครือข่ายภาคประชาสังคมสงขลามหานครมะพร้าวน้ำหอม เปิดเผยว่า ปัจจุบัน จ.สงขลามีต้นมะพร้าวน้ำหอมราว 1 ล้านต้น บนพื้นที่กว่า 13,000 ไร่ นับเป็นแหล่งปลูกใหญ่ที่สุดของภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ ครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ สทิงพระ สิงหนคร กระแสสินธุ์ และระโนด ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ดินเหนียว น้ำกร่อย เหมาะสมต่อคุณภาพและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

ผลผลิตรวมทั้งจังหวัดเฉลี่ยปีละประมาณ 100 ล้านผล มีเงินสะพัด 500–600 ล้านบาทต่อปี แต่วันนี้ตัวเลขเหล่านั้นกำลังสั่นคลอน

ขาดทุนแล้วกว่า 1 ล้าน

นายสิริวัฒน์ ระบุว่า ในฐานะเจ้าของสวนและผู้ประกอบการล้งรายใหญ่ของจังหวัด ต้องแบกรับภาระขาดทุนกว่า 1 ล้านบาท จากผลผลิต 40 ล้านผล ผ่านล้ง 4 แห่ง เพื่อพยุงราคาช่วยเหลือเกษตรกร ขณะที่หลายสวนไม่มีคู่ค้าประจำ ต้องจำใจขายในราคาต่ำกว่าทุน

ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 5 บาทต่อผล แต่ราคาหน้าสวนเหลือเพียง 2–4 บาท ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนทันที ยังไม่รวมต้นทุนแรงงานและการดูแลสวน

ออเดอร์หด โรงงานปลูกเอง ตลาดถูกครอบงำ

ปัจจัยหลักมาจากคำสั่งซื้อที่ลดลง ทั้งตลาดภายในประเทศและส่งออก โดยตลาดใหญ่คือ จีน สหรัฐ และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันโรงงานแปรรูปบางแห่งปรับบทบาทจาก “ผู้รับซื้อ” เป็น “ผู้ลงทุนปลูกเอง” ผ่านการเช่าที่ดิน เช่าซื้อสวน หรือถือครองผ่านนอมินี ทำให้ลดการรับซื้อจากเกษตรกรรายย่อย

ผลที่ตามมาคือ มะพร้าวล้นโกดัง ล้นสต๊อก และค้างต้นจำนวนมาก ราคาจึงทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2568

แหล่งข่าวผู้ประกอบการรายใหญ่ในพื้นที่ระบุว่า รูปแบบตลาดปัจจุบันไม่ต่างจาก “โมเดลทุเรียน” ที่กลุ่มทุนสามารถควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ กำหนดปริมาณรับซื้อและทิศทางส่งออกได้

ยิ่งไปกว่านั้น ปีนี้ผลผลิตเพิ่มสูงกว่าปกติ หลังปลายปีที่ผ่านมาได้รับน้ำฝนสมบูรณ์ ทะลายหนึ่งจากเดิมเฉลี่ย 10 ผล เพิ่มเป็น 15 ผล ทำให้ซัพพลายทะลัก ขณะที่ดีมานด์ชะลอตัว

ท่องเที่ยวซบ กระทบราคาปลีก

ด้านนายวิทยา แซ่ลิ่ม มัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลา กล่าวว่า มะพร้าวน้ำหอมเป็นสินค้ายอดนิยมของนักท่องเที่ยว โดยปกติราคาปลีกในเมืองท่องเที่ยวอยู่ที่ 30–35 บาทต่อผล ค่าส่งประมาณ 20 บาทต่อผล

แต่ปัจจุบัน เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ความต้องการบริโภคก็หดตัว แม้หน้าสวนขายเพียง 2 บาท แต่ราคาปลีกยังอยู่ราว 30 บาท สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในห่วงโซ่ราคา

จี้รัฐดัน “พืชเศรษฐกิจแห่งชาติ”

เครือข่ายเกษตรกรเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศมะพร้าวน้ำหอมเป็น “พืชเศรษฐกิจแห่งชาติ” ออกกฎหมายคุ้มครองและกำกับดูแลครบวงจรเช่นเดียวกับยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย พร้อมเสนอให้ประกันราคาขั้นต่ำ 5 บาทต่อผล ซึ่งเป็นเพียงต้นทุนการผลิต

ขณะเดียวกัน เครือข่ายได้หารือร่วมกับจังหวัดสงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัด และหน่วยงานเกษตร เพื่อประสานสหกรณ์ทั่วประเทศช่วยรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมระบายสต๊อกชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีมาตรการเร่งด่วน ปัญหาอาจลุกลามจากคาบสมุทรสทิงพระไปสู่พื้นที่ปลูกทั่วประเทศ

ท่ามกลางสวนมะพร้าวที่ผลดกเต็มต้น แต่ไร้คนรับซื้อ เสียงสะท้อนจากชาวสวนวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องราคา หากเป็นคำถามถึง “ความเป็นธรรมในระบบตลาด” ที่พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอด.

ทลายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่สมุทรสาคร รวบ “บิ๊ก” พร้อมยาบ้า 4 แสนเม็ด คีตามีน 7 กก.

ภายใต้อำนวยการของ พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผกก.ดส., พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์, พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล และ พ.ต.ท.นราธิป คงเพ็ชร์ รอง ผกก.ดส.สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีเครือข่ายลักลอบจำหน่ายยาเสพติดรายใหญ่เคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จึงเร่งสืบสวนสะกดรอยติดตามพฤติการณ์อย่างใกล้ชิด จนทราบแน่ชัดว่ามีการลำเลียงยาเสพติดเข้ามาเตรียมกระจายสู่กลุ่มลูกค้า

ต่อมา พ.ต.ท.วรพล สมประสงค์ สว.กก.ดส. นำกำลังเจ้าหน้าที่ ชปส.ดส. วางแผนเข้าจับกุม นายวิษณุ หรือ “บิ๊ก” อายุ 36 ปี ได้บริเวณริมถนนภายในซอยทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

จากการตรวจค้น พบของกลางจำนวนมาก ประกอบด้วย

•ยาบ้า 40 ห่อ ห่อละ 5 มัด มัดละประมาณ 2,000 เม็ด รวมประมาณ 400,000 เม็ด

•คีตามีน บรรจุถุงชาสีเขียว น้ำหนักรวมถุงละประมาณ 1 กิโลกรัม รวมประมาณ 7 กิโลกรัม

•รถยนต์ 1 คัน

•โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง

•เครื่องชั่งดิจิตอล 1 เครื่อง

•กุญแจบ้านที่เกิดเหตุ 1 พวง

เบื้องต้นแจ้งข้อหา

1.จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชน

2.จำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภทที่ 2 (คีตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป