ญาติยังติดใจพลทหารตายผิดปกติมีช้อนอยู่ในลำคอหลังทบ. แจงหมอชี้ตายเพราะหัวใจวายเฉียบพลัน

ปราจีนบุรี– ญาติยังติดใจพลทหารตายผิดปกติมีช้อนอยู่ในลำคอ ขณะทางกองทัพภาคที่ 1   ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า ….     ทบ. แจงข้อเท็จจริง กรณีพลทหารสังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ หมดสติเสียชีวิต ผลการพิสูจน์ของแพทย์ระบุ สาเหตุจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

กรณีพลทหาร  เพชรัตน์  กำลังยิ่ง  อายุ 22 ปี  สังกัดกรมทหารปืนใหญ่ที่ 2  รักษาพระองค์  ค่ายพรหมโยธี  จังหวัดปราจีนบุรี   เสียชีวิตเมื่อ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568   ที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์   และ โรงพยาบาลได้ส่งศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  ก่อนที่ญาตินำมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดสามัคคีสโมสร (วัดหนองจิก) หมู่12 ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และทำการฌาปนกิจวันที่ 15 พ.ย. 68  

วันรุ่งขึ้น 16 พ.ย. 68 ญาติทำการเก็บกระดูก  พบมีช้อนสั้นปนอยู่ในกองกระดูก  ญาติสงสัยและติดใจการเสียชีวิต   จึงติดต่อขอทราบรายละเอียดจากต้นสังกัด  ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ   จึงร้องเรียนกับ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เพื่อทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต  ตามปรากฏในสื่อออนไลน์ และข่าวสื่อมวลชน นั้น

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  ได้เดินทางไปที่วัดสามัคคีสโมสร (วัดหนองจิก)  หมู่ 12 ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบกับทางญาติของผู้เสียชีวิตและสัปเหร่อ  รอกลุ่มผู้สื่อข่าวอยู่บริเวณเมรุของวัด  

ในเรื่องนี้  นายสิทธิพร  หิรัญพูล  ได้พาผู้สื่อข่าวดูที่บริเวณเมรุที่ใช้ในการเผาร่าง  พลทหาร  เพชรัตน์  กำลังยิ่ง  อายุ 22 ปี  สังกัดกรมทหารปืนใหญ่ที่ 2  รักษาพระองค์  เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 68  พอรุ่งเช้าในช่วงพิธีเก็บกระดูกก็พบช้อนอยู่ที่บริเวณด้านในเมรุที่เผาศพ

นายสิทธิพร หิรัญพูล อายุ  39 ปี   สัปเหร่อที่เผาศพ  พลทหารเพชรัตน์  กล่าวว่า   ก่อนเผาศพเราจะเอาสำลีออกเอาไม้ของดอกไม้จันทน์เขี่ยสำลี  แต่ก็ไปโดนของแข็งมือเราล้วงไม่ได้  ซึ่งอยู่ลึกมากระหว่างคอ   เวลาเผาเราไม่ได้พลิกศพเพราะเป็นเตาไฟฟ้า  

ซึ่งทำพิธีเผาช่วงตอนเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง  เราตรวจตามร่างกายตามกระเป๋าก็ไม่มีช้อน  คนตายเขาใส่ชุดเครื่องแบบในกระเป๋ากางเกงก็ไม่มี  ก่อนเผาผมต้องตรวจทุกครั้ง  เผื่อมีทรัพย์สินเราก็ต้องคืนญาติ  ในปากใส่สำลีมาเยอะเอามือล้วงไม่ถึง  ผมก็เลยเอาไม้ของดอกไม้จันทน์ไปแคะเพื่อดึงสาลีออก  แคะลงไปก็เจอของแข็งดังกึ๊ดๆ อยู่บริเวณใต้คอลงไปเราก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร

เคสแบบนี้ไม่เคยมี  เพิ่งจะเจอเคสแรก  ผมก็คิดเองคนเดียวว่าพรุ่งนี้ต้องเจออะไรแน่  ตอนเช้าจะมาเก็ยกระดูกก็เห็นช้อนอยู่ก็บอกว่าช้อนไปอยู่ได้อย่างไร

นายก้องภพ ปานพูน อายุ 45 ปี  (อาเขยผู้เสียชีวิต) กล่าวว่า   เริ่มสงสัยและติดใจตั้งแต่วันเกิดเหตุว่า  เขาตายเพราะอะไรด้วยโรคประจำตัวหรือถูกทำร้ายร่างกาย   ด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ของโรงพยาบาลในการชันสูตรระบุว่าเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว  คือ   กล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติ

ก็อยากจะทราบว่าโรคนี้มีปัจจัยอะไรที่ทำให้เสียชีวิตได้  เราไม่ทราบว่าหลานเป็นอยู่ก่อนหรือไม่เราแค่สงสัย  ที่ถูกลงโทษก็เนื่องจากการกลับเข้าค่ายช้าและมีการเขียนในเอกสารไว้ว่าถ้ามีกรณีนี้เกิดขึ้นอีกยินดีที่จะให้ถูกนำขังแต่รายละเอียดว่าเขาผิดอะไรบ้างโทษควรจะแค่ไหนเราไม่ทราบรายละเอียด 

ส่วนที่ว่าจะโดนครูฝึกลงโทษหรือไม่นั้นเราก็ไม่ทราบ  เห็นแต่เขาบ่นบ่นว่าปวดหลังปวดเมื่อย  ทางเราทราบการเสียชีวิตจนเขาประมาณ 6 โมงกว่ากว่าเกือบทุ่ม  โรงพยาบาลโทรมาแจ้ง  เราก็ถามกลับไปว่าเรือนจำทำไมไม่โทรแจ้งเรา  ผมก็ติดใจ

ในความรู้สึกมันเป็นความรู้สึกแต่วันแรก เราไม่มีหลักฐาน  และสุขภาพร่างกายเขาแข็งแรง  ผมไม่เคยเห็นเขาเข้าโรงพยาบาลเลย  ตั้งแต่รู้จักเขามาตั้งแต่เล็ก  อย่างกล้ามเนื้อหัวใจโตมันทำให้เสียชีวิตได้ใช่ไหมที่ทำให้คนคนหนึ่งเสียชีวิต  ปัจจัยอะไรที่ทำให้พลทหารคนหนึ่งหนีทหาร  อีกคนหนึ่งกลับเข้าค่ายช้า ปกติการชันสูตรต้องแจ้งญาติและผู้เกี่ยวข้องเข้าไปสังเกตการณ์ ทางเราได้รับแจ้งให้ไปรับศพทีเดียว

เราไม่มีหลักฐานตอนที่อยู่ในโลง ผมถามก่อนว่าช้อนมาจากไหน  ถ้ามาจากค่าย ช้อนสั้นในค่ายทหารใช้ในช่วงไหน  ขั้นตอนไหน เวลาใด ถ้าใช้ได้แสดงว่าอยู่กับตัวเขาใช่ไหม ทำไมไม่เจอ ขณะที่เราเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา  จากที่ผมสอบถามครั้งสุดท้ายว่าไม่มี แต่ก็ยังไม่ฟันธง  

หลังจากเผาศพแล้วเราก็มาเจอช้อนทำให้ผมย้อนความรู้สึกทั้งหมดที่เราปล่อยไปแล้วกลับมา  ผมก็ถามว่าช้อนเกี่ยวข้องกับการเผาศพอย่างไรไม่มีใครใส่ไว้  ลืมไว้  ผมขอให้เป็นการชี้แจงรายละเอียดความเป็นธรรม  ขอให้มีการชี้แจงในรายละเอียดในข้อสงสัยที่ญาติญาติติดใจ เป็นข้อๆอธิบายถึงขั้นตอนอันนี้ก็เป็นขั้นตอนนานแล้ว ก็ให้เป็นคำตอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นคนชี้แจง

ขณะเพจ.กองทัพภาคที่ 1 และเพจทีมโฆษกกองทัพบก Army Spoke Team  ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความระบุว่า ….     ทบ. แจงข้อเท็จจริง กรณีพลทหารสังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ หมดสติเสียชีวิต ผลการพิสูจน์ของแพทย์ระบุ สาเหตุจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน  ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้วโดยทางครอบครัวเข้าใจ ตามข้อเท็จจริงด้วยหลักฐานข้อพิสูจน์ทางการแพทย์ และสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่กองบัญชาการกองทัพบก  พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่า ตามที่ปรากฏประเด็นข่าวในสังคมกรณี พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง สังกัด กรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี มีอาการหมดสติ ในระหว่างถูกจำขังในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12  โดยมีกลุ่มเพื่อนพลทหารที่ถูกจำขังด้วยกันจำนวนหลายนาย เป็นผู้พบเหตุ  ทางหน่วยจึงได้รีบมีการส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ทันที และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา โดยแพทย์ระบุเป็นการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว  ยืนยันไม่มีร่องรอยการถูกสัมผัสเพื่อทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามเนื่องจากในช่วงก่อนเกิดเหตุ พลฯ เพชรรัตน์ฯ จะมีภาวะหัวใจล้มเหลว  ได้ถูกจำขังรวมอยู่กับเพื่อนๆ พลทหารด้วยกัน จำนวนมาก  เป็นเวลานับ 10 วัน  อยู่ด้วยกันภายในพื้นที่จำขังของหน่วย   ทางหน่วยจึงต้องมีการตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัด  โดยเฉพาะเผื่อมีกรณีมีการทะเลาะวิวาทกัน  ในช่วงระหว่าง 10 วันที่ถูกจำขังอยู่ด้วยกัน  ซึ่งหน่วยได้ทำการตรวจสอบโดยละเอียดแล้ว สรุปว่าไม่มีการทะเลาะวิวาทหรือมีเพื่อนพลทหาร ที่อยู่ด้วยกันได้ทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด

โดยทางหน่วยต้นสังกัด และกองทัพภาคที่ 1 ได้ให้รายละเอียดว่า พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง ถูกจำขังตามความผิดทางวินัยฐานขาดราชการ โดยในวันเกิดเหตุเมื่อ 10 พ.ย. 68 เวลาประมาณ 18.07 น. เพื่อนที่อยู่ด้วยกันยืนยันว่าผู้เสียชีวิตยังดูมีอาการปกติ   แต่พอเวลา 18.18 น.  อยู่ดีๆ ได้หมดสติล้มลง เพื่อนพลทหารจึงได้เข้าช่วยเหลือ  ทางหน่วยได้นำส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ ซึ่งแพทย์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการรักษา  แต่ไม่เป็นผล   แพทย์ระบุ พลทหารเพชรรัตน์ฯ เสียชีวิตในเวลา 19.28 น.  จากผลการตรวจชันสูตรพลิกศพ พบว่าไม่มีร่องรอยการทำร้ายร่างกาย ไม่มีสมองช้ำ หรือเลือดออกในสมอง 

ซึ่งในช่วงนั้น ได้ประสานชี้แจงทางครอบครัวและญาติ ให้ได้รับทราบตามข้อเท็จจริง  ซึ่งไม่ติดใจ และมีความเข้าใจต่อเหตุที่เกิดขึ้น  ทางหน่วยฯ จึงดูแลอำนวยความสะดวกในการจัดพิธีศพ พร้อมติดตามเรื่องสิทธิสวัสดิการต่างๆ ตามแบบธรรมเนียมอย่างเหมาะสม

แต่จากการที่มีบางบุคคล ได้นำกรณีนี้มานำเสนอซ้ำกับสังคม  จึงทำให้มีประชาชนบางส่วนได้มีการตั้งข้อสังเกตคาดเดาถึงสาเหตุการเสียชีวิต ในมุมต่างๆ ซึ่งอาจไม่ตรงกับพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พยานบุคคลที่ในกรณีนี้มีอยู่จำนวนมาก  และข้อเท็จจริงทางกฎหมายตามระบบราชการ  

 ซึ่งหากญาติหรือครอบครัว หรือบุคคลใด เปลี่ยนใจกลับมาเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ และมีความกังวลสงสัยในช่วงนี้   ทางหน่วยต้นสังกัดยินดี และพร้อมให้รายละเอียด  สามารถประสานทางหน่วยงานต้นสังกัด  หรือหน่วยทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง  รวมถึงกลุ่มเพื่อนพลทหารจำนวนมากที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลาในช่วงก่อนเหตุ และระหว่างเกิดเหตุ  เพื่อจะให้ข้อมูลข้อเท็จจริง หรือทำความเข้าใจเพิ่มเติมให้ได้ตลอดเวลา  

ยืนยันว่าการสูญเสียกำลังพลคนหนึ่งคนใดก็ตาม นับเป็นการสูญเสียของกองทัพบก ด้วยเช่นกัน  ทำให้กรณีมีกำลังพลเสียชีวิต จึงต้องดำเนินการทุกอย่างด้วยความเป็นธรรมโปร่งใสอย่างตรงไปตรงมา

โดย…มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ ทองสุข สิงห์พิมพ์ – ภาพ /ปราจีนบุรี ###

เสียงจาก “เคร็ก เคสเลอร์” ผู้นำแอลพีจีเอ…เมื่อเอเชียคือหัวใจของอนาคตกอล์ฟโลก

ท่ามกลางบรรยากาศการลุ้นแชมป์ที่เข้มข้น ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา ภาพของ จีโน่-อาฒยา ฐิติกุล มือหนึ่งของโลกจากประเทศไทย ที่ขับเคี่ยวกับนักกอล์ฟแถวหน้าจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่น  คือความหมายของโครงสร้างอำนาจใหม่ในกอล์ฟสตรีโลกที่สวิงเอเชียมีบทบาทเด่นชัดยิ่งกว่าที่เคย และสำหรับ เคร็ก เคสเลอร์ ประธานแอลพีจีเอทัวร์ การเดินทางมาประเทศไทยครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าภารกิจเชิงบริหาร แต่คือการมองเห็นด้วยตนเองว่า เอเชียกำลังขับเคลื่อนอนาคตของทัวร์อย่างไร

เคร็ก เคสเลอร์ ย้ำอย่างชัดเจนว่า แอลพีจีเอยังคงให้ความสำคัญกับการเติบโตในเอเชียอย่างต่อเนื่อง เพราะภูมิภาคนี้ถือเป็นตลาดที่มีฐานแฟนกีฬาแข็งแรง มีการถ่ายทอดสดครอบคลุม และมีระบบพัฒนานักกีฬาที่ก้าวหน้า สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเอเชียในฐานะหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมกอล์ฟสตรีโลก พร้อมกันนั้น เขายังกล่าวชื่นชมพัฒนาการของรายการ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 19 ครั้ง จากการแข่งขันหนึ่งในปฏิทินทัวร์ สู่เวทีระดับโลกที่สร้างมาตรฐานทั้งด้านการจัดงาน ประสบการณ์ผู้ชม และความร่วมมือระยะยาวกับพันธมิตรหลัก

ในมุมของประเทศไทย เคสเลอร์ มองเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจาก “เจ้าภาพจัดการแข่งขัน” สู่ “ต้นแบบความสำเร็จระดับโลก” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จำนวนนักกอล์ฟไทยในแอลพีจีเอทัวร์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของโลกได้ถึงสองคน คือ เม–เอรียา จุฑานุกาล และ จีโน่-อาฒยา ฐิติกุล ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วย 3 แชมป์เมเจอร์ (เม–เอรียา จุฑานุกาล  รายการ Women’s Open, U.S. Women’s Open และ แพตตี้–ปภังกร ธวัชธนกิจ  รายการ The Chevron Championship)  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากระบบพัฒนาเยาวชน โครงสร้างการแข่งขัน และแรงบันดาลใจที่ส่งต่อกันอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองในภาพรวมของอุตสาหกรรมกอล์ฟโลก เอเชียคือ ภูมิภาคที่ผลิตนักกอล์ฟฝีมือดี และเป็นศูนย์กลางการเติบโตทั้งด้านเศรษฐกิจ กีฬา และการตลาด ฐานผู้ชมขนาดใหญ่ การสนับสนุนจากภาคเอกชน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนทำให้ภูมิภาคนี้มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว เคสเลอร์ยังเปิดเผยถึงแผนการกลับไปจัดการแข่งขันในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกครั้ง ทั้งในนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ซึ่งสะท้อนความพยายามเชื่อมโยงตลาดสำคัญของโลกเข้าด้วยกันอย่างสมดุล

แม้ปัจจุบันแอลพีจีเอจะมีการแข่งขันเมเจอร์ 5 รายการ และยังไม่มีแผนเพิ่มรายการใหม่ในเวลานี้ แต่คำถามเรื่อง “เมเจอร์ในเอเชีย” ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะจากพัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภูมิภาคนี้ได้พิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพทั้งในด้านนักกีฬา แฟนกีฬา และการจัดการแข่งขันระดับสูง

ในท้ายที่สุด การกลับมาเยือนประเทศไทยของเคสเลอร์ครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำว่า เอเชียโดยเฉพาะประเทศไทย คือหนึ่งในเสาหลักของอนาคตกอล์ฟสตรีโลก จากแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นข้างแฟร์เวย์ สู่ระบบนิเวศกีฬาที่เติบโตอย่างยั่งยืน ภาพของนักกอล์ฟไทยที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกในวันนี้ จึงเป็นบทหนึ่งของเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์ที่กำลังจะได้รับการบันทึกต่อไป

สำหรับอุตสาหกรรมกอล์ฟโดยรวม คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเอเชียจะมีบทบาทมากเพียงใด แต่คือบทบาทนั้นจะขยายตัวไปไกลแค่ไหนในทศวรรษข้างหน้า

ที่สุดวงการกอล์ฟ “จีโน่-อาฒยา” คว้าแชมป์ “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026″ทำสถิติคนไทยรายที่ 3

สมใจแฟนกอล์ฟ จีโน่-อาฒยา ฐิติกุล คว้าแชมป์ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 อาศัยความนิ่งเฉือนชนะ ชิซซี่ อิวาอิ มืออันดับ 30 ของโลกจากญี่ปุ่นแค่สโตรคเดียว สร้างสถิติเป็นนักกอล์ฟไทยคนที่ 3 ที่ได้แชมป์รายการนี้ต่อจาก เม-เอรียา จุฑานุกาล ปี 2021 และ แพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ ปี 2024 โดยนักกอล์ฟมือ 1 ของโลก ยกให้เป็นทัวร์นาเมนต์ที่พิเศษของคนไทย และมีความรู้สึกยิ่งใหญ่เหมือนคว้าแชมป์เมเจอร์

การแข่งขันกอล์ฟสตรีระดับโลก ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026  ครั้งที่ 19 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จังหวัดชลบุรี มีนักกอล์ฟระดับโลกจากแอลพีจีเอทัวร์รวม 72 คน ชิงเงินรางวัลรวม 1.8 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 60 ล้านบาท) และได้ลุ้นรางวัลโฮลอินวันสุดพิเศษที่หลุม 8 เป็นรถจักรยานยนต์ Honda GoldWing มูลค่า 1,355,000 บาท และที่หลุม 16 เป็น รถยนต์ Honda CR-V e:HEV ใหม่ รุ่น e:HEV RS พร้อมชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Modulo รวมมูลค่า 1,863,220 บาท แฟนกอล์ฟจากทั่วทุกสารทิศเดินทางเข้ามาเพื่อเป็นกำลังใจให้นักกอล์ฟไทยคว้าแชมป์ในบ้านอีกครั้ง

จีโน่–อาฒยา ฐิติกุล มือ 1 ของโลก ขวัญใจชาวไทย ผู้นำหลังจบรอบสามด้วยสกอร์รวม 20 อันเดอร์พาร์ 196 (67-63-66) ลงทีออฟรอบสุดท้ายร่วมกับ ฮโย จู คิม มืออันดับ 9 ของโลกจากเกาหลีใต้ ซึ่งตามมาในอันดับสองที่ 18 อันเดอร์พาร์ และ อัลลิเซ่น คอร์ปุซ มืออันดับ 68 ของโลกจากสหรัฐอเมริกา ในอันดับสามร่วมที่ 17 อันเดอร์พาร์ ท่ามกลางกองเชียร์ที่หลั่งไหลเข้ามาให้กำลังใจอย่างเนืองแน่นเป็นประวัติการณ์ ก่อนที่จีโน่จะรักษาฟอร์มการเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมในวันสุดท้าย ผงาดคว้าแชมป์ไปครองด้วยสกอร์รวม 24 อันเดอร์พาร์ 264 ท่ามกลางเสียงเฮกึกก้องทั่วทั้งสนาม

นักกอล์ฟสตรีแห่งปีของแอลพีจีเอทัวร์ 2025 วัย 23 ปีจากจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ดีใจและภูมิใจมากที่ได้แชมป์รายการนี้เพราะเป็นรายการเดียวที่ได้เล่นในบ้านต่อหน้าครอบครัวและมีแฟนกอล์ฟเข้ามาเชียร์เยอะมาก ความรู้สึกเหมือนเกินฝันไป จีนจะมาไม่ถึงวันนี้ถ้าขาดแรงสนับสนุนผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งครอบครัว โค้ช แคดดี้ ตลอดจนผู้สนับสนุนต่าง ๆ และที่ลืมไม่ได้คือ แฟนกอล์ฟทุกคนทั้งที่ดูอยู่ในสนามและติดตามเชียร์อยู่ทั่วประเทศขอบคุณมากที่คอยเป็นกำลังใจมากมายขนาดนี้ ทำให้รายการนี้เป็นทัวร์นาเมนท์ที่พิเศษสำหรับคนไทยจริง ๆ

“การได้แชมป์ในบ้านเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มาก คล้าย ๆ กับแชมป์เมเจอร์เลยทีเดียว และการเล่นในหลุม 18 หลังจากที่กลุ่มหน้าเล่นไปก่อนนั้นรู้ผลแล้วไม่ง่ายเลย แต่ในที่สุดก็ทำได้ ครอบครัวมาเชียร์ตลอดทั้ง 18 หลุม ในหลุมสุดท้ายจีนก็ชนะต่อหน้าแม่ได้แล้ว แม่ก็ร้องไห้เลยหลังจากได้แชมป์”

จีโน่- อาฒยา ทำเบอร์ดี้หลุมแรก ก่อนจะมาออกโบกี้ที่หลุม 4 จากนั้นเก็บ 4 เบอร์ดี้ที่หลุม 6, 7, 8 และ 10 โดยการเล่นในหลุมที่ 18 พาร์ 5 หลังจากที่ ชิซซี่ อิวาอิ มืออันดับ 30 ของโลกจากญี่ปุ่น เล่นจบไปก่อนที่ 23 อันเดอร์พาร์  จีโน่-อาฒยา ตีช็อตสองออนแล้วแต่ไหลออกนอกกรีน ก่อนจะชิพเข้ามาระยะหนึ่งคันธงและพัตต์เฉียดเบอร์ดี้ไปนิดเดียวได้แค่พาร์ จบที่ 4 อันเดอร์พาร์ 68 รวม 24 อันเดอร์พาร์ 264 (67-63-66-68) คว้าแชมป์ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 ไปครองได้สำเร็จ โดย ชิซซี่ อิวาอิ ได้สร้างความฮือฮาและกดดันผู้นำได้ตลอดด้วยการทำ 2 อีเกิ้ล ที่หลุม 7 และ 10  กับอีก 2 เบอร์ดี้ เก็บได้เพียง 6 อันเดอร์พาร์ 66 รวม 23 อันเดอร์พาร์ 265 (69-62-68-66) ได้รองแชมป์ ด้วยการเฉือนกันเพียงสโตรคเดียว

อันดับ 3 ได้แก่ ฮโย จู คิม มืออันดับ 9 ของโลกจากเกาหลีใต้ ทำ 4 อันเดอร์พาร์ 68 รวม 22 อันเดอร์พาร์ 266 (68-65-65-68), อันดับ 4  โซมี ลี มืออันดับ 38 ของโลกจากเกาหลีใต้ ทำ 4 อันเดอร์พาร์ 68 รวม 21 อันเดอร์พาร์ 267 (66-61-72-68)  และ นานน่า เคอร์ซ แมดเซ่น แชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 มือ 61 ของโลกจากเดนมาร์ก ทำ 9 อันเดอร์พาร์ 63 รวม 20 อันเดอร์พาร์ 268 (69-67-69-63) ได้อันดับ 5 ร่วมกับ ลิเดีย โค มืออันดับ 6 ของโลกจากนิวซีแลนด์ ที่ทำ 4 อันเดอร์พาร์ 68 รวม 268 (67-64-69-68)

การคว้าแชมป์ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 ส่งผลให้ จีโน่-อาฒยา ฐิติกุล คว้าเงินรางวัล 270,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 8,370,000 บาท และสร้างสถิติเป็น นักกอล์ฟไทยคนที่ 3 ที่เป็นแชมป์รายการนี้ต่อจาก เม-เอรียา จุฑานุกาล ปี 2021 และ แพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ ปี 2024  โดยเป็นแชมป์แอลพีจีเอทัวร์ รายการที่ 8 ของเธอ ซึ่งนับเป็นการประเดิมแชมป์แรกของฤดูกาล 2026 อีกด้วย

ผลงานของนักกอล์ฟไทย

เม-เอรียา จุฑานุกาล แชมป์ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021 มือ 25 ของโลก เร่งฟอร์มในวันสุดท้ายทำ 7 อันเดอร์พาร์ จาก 1 อีเกิ้ล 7 เบอร์ดี้ แต่ดับเบิ้ลโบกี้ที่หลุม 14 รวม 18 อันเดอร์พาร์ 270 (67-71-67-65) อันดับ 8 ร่วม พร้อมทั้งกล่าวว่า แอบตกใจเหมือนกันเพราะ 3 รอบก่อนหน้านี้ 9 หลุมแรกทำสกอร์ไม่ได้เลย แต่วันสุดท้ายทำได้ดีกว่าที่หวังไว้ ได้อีกเกิ้ลที่หลุม 7 แม้ว่าจะออกดับเบิ้ลโบกี้ที่หลุม 14 พอใจมาก ๆ กับผลงานในรายการนี้ โดยในฤดูกาลใหม่ก็จะต้องดูแลสภาพร่างกายให้พร้อมที่สุดสำหรับการแข่งขัน และใจจริงแล้ว อยากจะได้แชมป์อีกสักรายการหนึ่งก่อนที่จะเลิกเล่นกอล์ฟอาชีพ

เมียว-ปาจรีย์ อนันต์นฤการ มือ 49 ของโลก ทำ 5 อันเดอร์พาร์ 67 รวม 13 อันเดอร์พาร์ 275 (68-72-68-67) เท่ากับ พราว ชเนตตี วรรณแสน มือ 56 ของโลก ที่ทำ 1 อันเดอร์พาร์ 71 รวม 275 (65-71-68-71) อยู่อันดับ 18 ร่วม

เอพริล-ชนกนันท์ อังกุรเศรณี แชมป์ Honda LPGA Thailand 2026 National Qualifiers ทำอีเวนพาร์ 72 รวม 12 อันเดอร์พาร์ 276 (71-69-64-72) อยู่อันดับ 24 ร่วม

แหวน-พรอนงค์ เพชรล้ำ มือ 258 ของโลก ทำ 1 อันเดอร์พาร์ 71 รวม 7 อันเดอร์พาร์ 271 (70-68-72-71) อยู่อันดับ 42 ร่วม

ปริม ปราชญ์นคร นักกอล์ฟสมัครเล่นทีมชาติไทย ทำ 1 โอเวอร์พาร์ 73 รวม 6 โอเวอร์พาร์ 294 (74-72-75-73) อยู่อันดับ 65 ร่วม

โม-โมรียา จุฑานุกาล มือ 205 ของโลก ทำ 7 โอเวอร์พาร์ 79 รวม 16 โอเวอร์พาร์ 304 (73-75-77-79) อยู่อันดับ 72

การแข่งขันฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 ปิดฉากการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนจะพบกันใหม่ในการแข่งขันปี 2027 สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.hondalpgathailand.com หรือเฟซบุ๊กwww.facebook.com/lpgaThailand และ อินสตาแกรม www.instagram.com/hondalpgathailand

สร้างสถิติใหม่”เบซเซ็คคี” บิดเร็วที่สุดเคยมีมา “บุรีรัมย์ เทสต์” โมโตจีพี สนามช้าง

การทดสอบ “พรี-ซีซันเทสต์” ครั้งสุดท้ายของศึก โมโตจีพี 2026 ปิดฉากลงอย่างเข้มข้นที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดย มาร์โก เบซเซ็คคี ยอดนักบิดอิตาเลียนจาก อพริเลีย เรซซิ่ง ขยับขั้นเป็นอันดับ 1 สร้างสถิติใหม่อย่างไม่เป็นทางการ เหนือ ไอ โอกูระ ดาวบิดญี่ปุ่นจาก แทร็คเฮาส์ เรซซิ่ง ขณะ มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลกจาก ดูคาติ ฝืนอาการปวดท้องรั้งอันดับ 3 หลังพลาดล้มรวมถึง 3 ครั้ง ใน “บุรีรัมย์ เทสต์” ก่อนเปิดฉากฤดูกาลใหม่ในศึก “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์” สุดสัปดาห์หน้า ภายใต้การรอคอยของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก

ศึก โมโตจีพี 2026 ผ่านการทดสอบ “พรี-ซีซั่นเทสต์” ครั้งสุดท้ายอย่างเป็นทางการใน “บุรีรัมย์ เทสต์” หลังจากที่นักบิดทุกคนลงทำงานกันอย่างหนักตลอดทั้ง 2 วัน ระหว่างวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

วันสุดท้ายของ บุรีรัมย์ เทสต์ มีความคึกคักขึ้นอย่างมาก โดยแฟนมอเตอร์สปอร์ตจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่สนาม เพื่อเข้าชมการทดสอบ และต้อนรับนักแข่งทุกคนอย่างอบอุ่น ช่วยเพิ่มสีสันให้กับสุดสัปดาห์นี้ ก่อนจะเข้าสู่แข่งขัน “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026” ในสุดสัปดาห์หน้า

ผลการทดสอบวันสุดท้ายของ บุรีรัมย์ เทสต์ ปรากฏว่า มาร์โก เบซเซ็คคี ยอดนักบิดอิตาเลียนจาก อพริเลีย เรซซิ่ง ออกไปเค้นความเร็วช่วง 10 นาทีสุดท้าย ขยับขึ้นมารั้งจ่าฝูงด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 28.668 วินาที ทำสถิติเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของสนามช้างฯ แม้ตามกฎของโมโตจีพีจะยังไม่นับเป็นสถิติอย่างเป็นทางการเนื่องจากเกิดขึ้นในรอบทดสอบ แต่ก็นับว่าเร็วกว่าสถิติเดิมของ ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า นักบิดอิตาเลียนจาก ดูคาติ เลอโนโว ทีม ที่ทำไว้ 1 นาที 28.700 วินาที ในปี 2024 ลงได้สำเร็จ

อันดับ 2 ในการเทสต์ครั้งนี้เป็นของ ไอ โอกูระ นักบิดชาวญี่ปุ่นจาก แทร็คเฮาส์ เรซซิ่ง โดยทำเวลาต่อรอบ 1 นาที 28.668 วินาที ตามหลังผู้นำเพียง 0.097 วินาทีเท่านั้น

ขณะที่ มาร์ค มาร์เกซ นักบิดสแปนิชแชมป์โลกคนปัจจุบันจาก ดูคาติ เลอโนโว ทีม มีปัญหาอาการปวดท้องรบกวนตลอดทั้ง 2 วัน โดยเขาพลาดล้มรวมถึง 3 ครั้งในการทดสอบครั้งนี้ แต่ยังรั้งอันดับ 3 ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 28.836 วินาที ตามหลังผู้นำ 0.168 วินาที ตามด้วยทีมเมทชาวอิตาเลียนอย่าง บันยาญ่า ในอันดับ 4 ตามหลัง 0.215 วินาที

ด้าน อเล็กซ์ มาร์เกซ รองแชมป์โลกชาวสแปนิชจาก เกรซินี เรซซิ่ง จบการทดสอบด้วยอันดับ 5 ตามหลัง 0.293 วินาที ตามด้วย เปโดร อคอสต้า นักบิดกระทิงดุจาก เคทีเอ็ม แฟ็คตอรี เรซซิ่ง ในอันดับ 6 ตามหลัง 0.353 วินาที

ส่วน โจอัน เมียร์ นักบิดสแปนิชจาก ฮอนด้า เอชอาร์ซี คาสตรอล เป็นนักแข่งจากค่ายจักรยานยนต์ญี่ปุ่นที่เร็วที่สุดในการทดสอบครั้งนี้ รั้งอันดับ 10 ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 29.296 วินาที ตามหัวแถว 0.628 วินาที

สำหรับ ยามาฮ่า ที่ทำงานอย่างหนักกับรถแข่ง M1V4 ยังต้องเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากกว่าค่ายอื่นๆ โดยในช่วงท้าย แจ็ค มิลเลอร์ นักบิดออสเตรเลียนจาก พรีม่า พรามัค ยามาฮ่า โมโตจีพี ออกมาทำ “ฟลายอิ้งแล็ป” จบการเทสต์ในอันดับ 16 ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 29.672 วินาที ตามหลังผู้นำ 1.004 วินาที ส่วน ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร นักบิดชาวฝรั่งเศสจาก มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี รั้งอันดับ 17 ตามหลัง 1.033 วินาที

โดยกลุ่มนักบิดรุกกี้ถือว่าทำผลงานในการทดสอบครั้งนี้ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่ง ดิโอโก้ โมเรร่า นักบิดดาวรุ่งชาวบราซิเลียนจาก โปร ฮอนด้า แอลซีอาร์ ยกระดับความเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง รั้งอันดับ 19 ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 29.920 วินาที ตามหลังจ่าฝูง 1.252 วินาที ส่วน โทปรัค ราซกัตลิโอกลู นักบิดเติร์กจาก พรีม่า พรามัค ยามาฮ่า โมโตจีพี จบ บุรีรัมย์ เทสต์ ในอันดับ 21 ตามหลัง 2.104 วินาที

ทั้งนี้ ศึก โมโตจีพี 2026 จะเปิดฉากดวลความเร็วสนามแรกของฤดูกาลระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคมนี้ ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

.

ปิดหีบ–นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ สส.น่าน เขต 1 หน่วย 3 เรียบร้อย โปร่งใส ตรวจสอบได้

บรรยากาศการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน เขต 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 3 อำเภอเมืองน่าน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังเกิดกรณีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยฉีกบัตรลงคะแนนผิดพลาด จำนวน 69 ใบ จึงต้องจัดให้มีการลงคะแนนใหม่เพื่อรักษาสิทธิของประชาชน

ตลอดทั้งวัน ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทยอยเดินทางมาใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความตื่นตัวทางการเมืองของคนในพื้นที่ โดยหน่วยเลือกตั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 579 ราย กระทั่งเวลา 17.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ประกาศปิดหีบเลือกตั้ง และดำเนินการนับคะแนนทันทีต่อหน้าประชาชนและผู้สังเกตการณ์อย่างเปิดเผย

กระบวนการจัดการเลือกตั้งดำเนินการเช่นเดียวกับวันเลือกตั้งที่ผ่านมาในทุกขั้นตอน ทั้งการเปิดหน่วย การอำนวยความสะดวกผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การดูแลความเรียบร้อย ตลอดจนการนับคะแนน เพื่อให้เป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้

นายประธาน พรหมเผ่า ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดน่าน ลงพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์และเฝ้าระวังความเรียบร้อยด้วยตนเอง ขณะที่ พ.ต.อ.ชาญณรงค์ รัชตประทาน ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองน่าน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ การนับคะแนนคาดจะแล้วเสร็จในเวลา 19.00 น. ซึ่ง ผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการจะต้องผ่านการรวบรวมและประกาศตามขั้นตอนของคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป.

.

รวบหนุ่มเปิดบัญชีม้าให้มิจฉาชีพหลอกเงินดาราสาวชื่อดัง สูญเงินกว่า 1.2 ล้าน อ้างถูกบังคับ

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย กก.1 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุม นายสมชายฯ อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ 1073/2568 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น 

โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตนฯ”ซึ่งสถานที่จับกุม บริเวณหน้าห้องพัก ต.ห้วยโป่ง อ.เมืองระยอง จ.ระยอง

พฤติการณ์คดี เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ได้มีมิจฉาชีพใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook ชื่อบัญชี “Marketing Influencer” โพสต์โฆษณาขึ้นหน้าฟีตของดาราสาว “เบสท์” (ผู้เสียหาย) ว่าหา Influencer นักรีวิวโรงแรม Hotel Reviewer ผู้เสียหายสนใจ หลงเชื่อแล้วได้ติดต่อสมัครงานไป โดยให้โหลดใช้แอพพลิเคชั่น Telegram เพื่อเป็นการใช้ในการติดต่อข่าวสาร หลังจากนั้นคนร้ายแจ้งว่า ผู้เสียหายผ่านการรีวิว และให้ผู้เสียหายส่งข้อมูลเลขบัญชีธนาคาร เพื่อจะได้รับค่าตอบแทน และคนร้ายแจ้งว่าผู้เสียหาย ได้เข้าร่วมกลุ่มงาน Influencer & Agent Group123 

ต่อมาได้ให้ผู้เสียหายเปลี่ยนมาทำกิจกรรมรีวิวเพื่อรับงานโปรโมทสินค้า เพื่อเพิ่มยอดการขายโรงแรมในแอพ Agoda โดยจะเป็นการทำ Partner Agoda หลังจากนั้นคนร้ายได้หลอกให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าได้เงินกำไรจริง ผู้เสียหายจึงได้โอนเงินให้คนร้ายไปลงทุนเพื่อหวังเงินเปอร์เซ็นต์กำไรจากการรีวิว จำนวน 8 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 1,201,760 บาท

 หลังจากนั้นผู้เสียหายเริ่มรู้ตัวว่าโดนหลอก จึงได้ส่งข้อความไปสอบถามว่าจะยกเลิกไม่ทำแล้วปรากฏว่า คนร้ายบ่ายเบี่ยง ไม่ตอบคำถาม เชื่อว่าคนร้ายมีเจตนาเข้ามาคุยกับผู้เสียหายเพื่อมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปหลงเชื่อ ให้ทำกิจกรรมพิเศษแล้วโอนเงินอันเป็นความเท็จ ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุดต่อไป

ทางด้าน เบสท์ฯ เล่าเป็นอุทาหรณ์ผ่าน เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ เบสท์ฯ มีเวลามาคิดทบทวนว่า เฮ้ย! เราโดนไปได้ยังไง ทั้งๆที่ปกติ เป็นคนระวังตัวมาก ไม่เคยหลงเชื่ออะไรง่ายๆแต่ในวันที่เราหลวมตัวเข้าไปสู่โลกของมิจ มันเหมือนถูกดึงเข้าไปให้ “ติดกับดัก” เพราะสนใจทำงานและอยากมีรายได้ (ซึ่งในกรณีนี้ไม่ได้เสียค่าสมัครนะคะ คนเข้าใจผิดกันเยอะ) และพวกนี้เป็นมืออาชีพทำงานกันเป็นทีม

และมีการแบ่งหน้าที่กันโดยชัดเจน เพื่อที่จะมาเล่นกับความรู้สึกคน กดดันเรื่องเวลา หน้าม้าก็รุมพิมพ์ต่อว่า เพื่อบีบให้เราต้องทำเพื่อส่วนรวมยอมรับว่า ณ เวลานั้น “ขาดสติ” และมัวแต่ใจจดใจต่อในการอยากได้เงินตัวเองคืน ทำให้โอนต่อ โอนเพิ่ม โดยไม่ทันได้ฉุกคิด หรือไหวตัวช้าไปมาก จนยอดความเสียหายสูงไปถึงหลักล้าน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน กก.1 บก.ปพ. ได้ทำการสืบสวนติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถจับกุมตัวได้ในพื้นที่ ต.ห้วยโป่ง อ.เมืองระยอง จ.ระยอง และนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสน.ทองหล่อ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แจ้งเบื้องต้นว่า ได้เข้าไปคุยในกลุ่มหางาน ชื่อกลุ่มรับงานระยอง มีผู้หญิงคอมเม้นต์ใต้โพสต์ที่ผู้ต้องหาโพสต์ในกลุ่มหางานว่าจะจัดหางานให้ แล้วทำการติดต่อคุยกัน แล้วผู้หญิงดังกล่าวหลอกให้ไปที่ชายแดน เพื่อจะให้ตนได้ไปทำงาน เมื่อไปถึงได้มีคนมาหาล๊อคตัวเพื่อไปเปิดบัญชี จับแสกนหน้าแล้วยึดบัญชีไป ผู้ต้องหารู้ตัวว่าโดนหลอกอีกทีจึงได้แอบหนีกลับมาโดยเส้นทางธรรมชาติ

เลือกตั้งสส.น่าน เขต 1 หน่วยที่ 3 อ.เมืองน่าน รอบใหม่คึกคัก ประชาชนทยอยใช้สิทธิ์ตั้งแต่เช้า

น่าน -บรรยากาศการออกเสียงลงคะแนนใหม่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 3 อำเภอเมืองน่าน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังเกิดกรณีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยทำบัตรลงคะแนนฉีกผิดพลาดจำนวน 69 ใบ ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่เฉพาะหน่วยดังกล่าว

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่ช่วงเช้า (08.00 น.) ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างทยอยเดินทางมาใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการอำนวยความสะดวกของเจ้าหน้าที่อย่างเป็นระบบ โดยหน่วยเลือกตั้ง เขต 1 หน่วยเลือกตั้วที่3 ต.ไชยสถาน อ.เมืองน่าน สถานที่เลือกตั้งหอประชุมบ้านศรีเกิด มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 579 ราย ขณะที่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้มาใช้สิทธิ 425 ราย คิดเป็นสัดส่วนที่น่าพอใจ

การจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้ ดำเนินการตามขั้นตอนเช่นเดียวกับวันเลือกตั้งที่ผ่านมาในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การเปิดหีบลงคะแนน การตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ การจัดระเบียบภายในหน่วย การอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ ตลอดจนการนับคะแนน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

ในการนี้ นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ลงพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์และติดตามความเรียบร้อย พร้อมด้วย นายประธาน พรหมเผ่า ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดน่าน เพื่อเฝ้าระวังและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า “การเลือกตั้งเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย วันนี้จังหวัดน่านได้กำชับทุกภาคส่วนให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด รอบคอบ และโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกคะแนนเสียงมีความหมาย และได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย”

ด้านนายประธาน พรหมเผ่า ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า “การจัดให้มีการออกเสัยงลงคะแนนใหม่ในหน่วยนี้ เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด หลังเกิดเหตุบัตรลงคะแนนฉีกผิดพลาด 69 ใบ ซึ่งถือเป็นเหตุที่ต้องจัดให้มีการลงคะแนนใหม่ เพื่อรักษาความถูกต้องของกระบวนการ และผลการเลือกตั้งครบถ้วนทุกหน่วยเลือกตั้ง ทั้งนี้ กกต.น่านได้เปลี่ยน กปน.ใหม่ทั้งชุด และกำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบมากยิ่งขึ้น และยืนยันว่าทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้”

ทั้งนี้ บรรยากาศโดยรวมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และอาสาสมัคร ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการรักษามาตรฐานการเลือกตั้ง และสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประชาธิปไตยในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างเข้มแข็ง

.

“ใบหม่อน” สรรพคุณคับแก้ว ใช้เลี้ยงหมู แก้หอบ ลดเสี่ยงช็อกตายจากสภาพอากาศร้อนดีเยี่ยม

หากพูดถึง “ใบหม่อน ” ไม่เพียงที่จะเป็นอาหารใช้เลี้ยงหนอนไหม แปรรูปทำเป็นชาเพื่อสุขภาพแล้ว ยังสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงสุกรได้ โดยกรมหม่อนไหม และกรมปศุสัตว์ได้ร่วมกันศึกษาวิจัย เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้เกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง เป็นช่องทางสร้างรายได้ให้กลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ มีการนำหญ้าเนเปียร์ผสมกับอาหารข้น แต่การปลูกหญ้าเนเปียร์ ต้องใช้น้ำมาก ซึ่งช่วงหน้าแล้ง 2-3 ปี บ้านเราเจอวิกฤตแล้งขาดแคลนน้ำมาตลอด การทดลองเอาใบหม่อนที่ปลูก มาทดลองใช้เป็นอาหารเลี้ยงหมูจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ จะเป็นอีกช่องทางที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อน และลดต้นทุนอาหารสัตว์ในช่วงฤดูแล้ง

ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ สระบุรี ได้ทดสอบโดยใช้วิธีแบ่งสุกรขุน 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ สุกรคอกที่ 1 ให้อาหารข้นล้วน สุกรคอกที่ 2 ใช้อาหารข้นผสมกับหญ้าเนเปียร์ และสุกรคอกที่ 3 เลี้ยงด้วยอาหารข้น ผสมใบหม่อนสับละเอียด 10 เปอร์เซ็นต์

ปรากฎว่า  แม้เจอสภาพอากาศทั่วไปร้อนมากถึง 40 องศา แต่กลับพบว่าสุกรที่เลี้ยงด้วยใบหม่อนผสมอาหารข้น มีอาการเหนื่อยหอบน้อย ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าการใช้ใบหม่อนผสมอาหารข้นเลี้ยง จะช่วยลดอัตราเสี่ยง สุกรช็อกจากสภาพอากาศร้อนได้ดีกว่าสุกรที่เลี้ยงด้วยอาหารข้นล้วน เพราะอุณหภูมิร่างกายจะร้อน สุกรเหนื่อยกอบง่าย ส่วนอัตราการเจริญเติบโต การสร้างเนื้อ และไขมันสันหลัง สุกรทั้ง 3 กลุ่มตัวอย่าง ให้ผลไม่แตกต่างกัน ส่วนคุณภาพซาก อัตราการแลกเนื้อจะศึกษาในขั้นตอนต่อไป

ปักหมุด “แพมบก แม่ฮ่องสอน” เต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” สร้างเศรษฐกิจฐานราก

ปักหมุดแพมบกแม่ฮ่องสอน! เที่ยวชุมชนแบบ “UNSEEN THAI THAI” วธ. ปลุกเสน่ห์ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เช็กอินสะพานบุญโขกู้โส่ – ชวนชิมสำรับไทใหญ่รสเด็ด – เรียนคราฟต์ชุมชน ครบจบที่เดียว ชวนไปสัมผัสและสร้างประสบการณ์ใหม่แสนประทับใจด้วยทุนวัฒนธรรม เดินหน้าดันสุดยอดต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 2568 สร้างเศรษฐกิจฐานรากแบบจับต้องได้ ขับเคลื่อนนโยบาย “ไท ไทย” เปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”  ณ ชุมชนบ้านแพมบก หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดย วธ.ขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย : สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยให้ความสำคัญกับการนำทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตของชุมชน มาพัฒนาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

“การคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกย่องและประชาสัมพันธ์ชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับประเทศและระดับนานาชาติ พร้อมทั้งกระตุ้นกระแสการท่องเที่ยววิถีชุมชน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนในพื้นที่” ปลัด วธ. กล่าว

ทั้งนี้ ชุมชนบ้านแพมบก เป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ (ไต) ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 200 ปี ยังคงรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้อย่างเข้มแข็ง สามารถเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวได้อย่างสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “UNSEEN THAI THAI” ประกอบด้วย

1. Unseen Faith (ศรัทธา) สะพานบุญโขกู้โส่ และการตักบาตรเช้า สะพานไม้ไผ่ยาว 815 เมตร ที่สร้างจากศรัทธา เป็นกิจกรรมสร้างประสบการณ์เชิงจิตวิญญาณ และเป็นสถาปัตยกรรมไทใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาตักบาตรยามเช้า และเป็นสถาปัตยกรรมไทใหญ่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

2. Unseen Taste (รสชาติ) อาหารพื้นถิ่นไทใหญ่ ที่เป็นเอกลักษณ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยใช้วัตถุดิบจากชุมชน ตัวอย่างเช่น “สำรับเมนูเซ็ตผัดผักกูด (สำรับเมนูผัดผักกูดประด้วย แกงแค น้ำพริกอุ๊บไข่ ยำปลีกล้วย ไข่เจียว ข้าวสวย) แกงแค ผัดผักกูด นำมาจากวัตถุดิบพื้นบ้านที่หาได้จากสวนป่าชุมชน สดใหม่ปลอดสาร ชูรสชาติอาหารพื้นเมืองของชาวไทยใหญ่ เสิร์ฟพร้อมน้ำพริกอุ๊บไข่ น้ำพริกเผาหรือน้ำพริกผัดพื้นบ้านที่ใส่ไข่ที่มีความเข้มข้น หอมเครื่องเทศเป็นเอกลักษณ์ของแม่ฮ่องสอน

3. Unseen Craft & Wisdom (ภูมิปัญญา) หัตถกรรมและกิจกรรมวิถีไต เช่น การทำไม้กวาดปุ๋มเป้ง (จากใบตระกูลปาล์ม/ไม้ไผ่) กิจกรรมทำน้ำพริกคั่วทราย (Workshop) เป็นการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้วิถีชุมชน

สำหรับภายในงานวันนี้ วธ.และชุมชนได้คัดเลือกเสน่ห์ของชมชุนแห่งนี้ เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยววิถีชุมชนให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ อาทิ การแสดงศิลปวัฒนธรรม ชุด “อัตลักษณ์ไท รวมใจไทยสัมพันธ์” การสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกว่า 20 บูธ และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิ จักสานแพมบก ผ้าลาหู่ กระเทียมสายน้ำแร่ ถั่วลิสงและงาดำสกัดเย็น ผ้ามัดย้อม ผ้าพันคอ และผ้าคลุมไหล่ ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่โดยตรง

นายประสพ กล่าวอีกว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ได้แก่ ไทใหญ่ คนเมือง ลาหู่ ลีซู ม้ง ลอเวือะ จีนยูนนาน ปะโอ กะเหรี่ยง ซึ่งล้วนมีวัฒนธรรมและประเพณีที่งดงาม เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างมีศักยภาพ

นอกจากนี้ ชุมชนบ้านแพมบกยังสามารถเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ น้ำตกแพมบก สำนักสงฆ์ห้วยคายคีรีมฤคทายวัน จุดชมวิวดอยเมี่ยง–ดอยธง หมู่บ้านศูนย์วัฒนธรรมจีนยูนนาน (บ้านสันติชล) จุดชมวิวหยุนไหลบ้านสันติชล วัดน้ำฮู และวัดศรีดอนชัย ซึ่งเป็นพระอารามสำคัญของอำเภอปาย เป็นต้น

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดชุมชนครั้งนี้เป็นเวทีบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายในการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

“ทั้งนี้ ต้องขอแสดงความชื่นชมและยินดีกับพี่น้องประชาชนชุมชนบ้านแพมบกที่ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาชุมชนจนได้รับการยกย่องเป็นสุดยอดชุมชนต้นแบบ ‘เที่ยวชุมชน ยลวิถี’ ประจำปี 2568 วธ.พร้อมสนับสนุนและผลักดันเสน่ห์ UNSEEN THAI THAI ให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อให้พลังวัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างแท้จริง ตลอดจนจะเดินหน้าสืบสาน สร้างสรรค์ และนำทุนทางวัฒนธรรมของไทยมาต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างมั่นคงและยั่งยืน เพื่อให้วัฒนธรรมไทยเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป” นายประสพ กล่าว

ตำรวจบุกจับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง

ตำรวจบุกจับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง ขณะกำลังไปส่งของ ไม่ทันถึงมือคนสั่ง ถูกรวบก่อน รับว่ามีหน้าที่ดูแลและส่งสินค้า ให้กับนายทุนที่อยู่ต่างประเทศ ได้รับค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท

ตำรวจสอบสวนกลาง CIB โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กก.2 บก.ปอศ. นำกำลังตรวจค้นจับกุม นายไป๋ ฉางโป (MR.BAI CHANGBO) ชาวจีน อายุ 54 ปี ข้อหา “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาภายในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร” พร้อมทั้งตรวจยึด แก๊สหัวเราะ (แก๊สไนตรัสออกไซด์) จำนวน 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท จับกุมได้ที่บ้านพักในพื้นที่ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก การสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง หลังจับกุมขบวนการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายแก๊สหัวเราะหรือไนตรัสออกไซด์ (Nitrous Oxide: N₂O) รายใหญ่เมื่อช่วงเดือน ม.ค.69 ที่ผ่านมา จนพบเครือข่ายกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่ติดต่อซื้อขายกับเครือข่ายเดิม ยังคงมีการลักลอบจำหน่ายสินค้าชนิดนี้อยู่ จึงติดตามเฝ้าสังเกตการณ์เรื่อยมา

ต่อมาพบเป้าหมายในครั้งนี้มีสถานที่เก็บสินค้าไว้ย่านรามคำแหง มักจะนำแก๊สฯ ใส่ไว้ในกล่องสินค้า โดยให้รถจักรยานยนต์นำไปส่งให้กับลูกค้าที่สั่งผ่านทางช่องทางออนไลน์ต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอศ. จึงขอหมายค้นต่อศาลภาษีอากรกลาง เข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมาย พบนายไป๋ กำลังจะขี่รถจักรยานยนต์พ่วงกล่องใส่สินค้าออกมาจากบ้าน จึงแสดงตัวสอบถามและตรวจค้น 

พบ แก๊สหัวเราะ หรือ ไนตรัสออกไซด์ อยู่ภายในกล่องลังสำหรับส่งสินค้า 2 ถัง จากนั้นได้เข้าตรวจค้นภายในบ้านพบ แก๊สหัวเราะ หรือ ไนตรัสออกไซด์ของกลาง รวม 500 ถัง จึงจับกุมตัวพร้อมของกลาง นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


สอบสวนนายไป๋ ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ดูแลสถานที่และสินค้าของกลางดังกล่าว ได้รับค่าจ้างจากนายจ้างชาวจีนที่อยู่ต่างประเทศเดือนละ 30,000 บาท นำตัวส่ง กก.2 บก.ปอศ. พร้อมขยายผลหากลุ่มนายทุนต่อไป

พ.ต.อ.นฤพนธ์ ฝากเตือนพี่น้องประชาชนรวมถึงกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนทั้งหลายที่ซื้อแก๊ส ไนตรัสออกไซด์ มาใช้ผิดวัตถุประสงค์ ใส่ลูกโป่งเพื่อสูดดมให้รู้สึกเพลิดเพลินและเคลิบเคลิ้ม อาจส่งผลอันตรายถึงตายได้ เนื่องจากแก๊สที่บรรจุในลูกโป่งคือแก๊สไนตรัสออกไซด์ หากสูดดมเข้าไปมาก แก๊สจะเข้าไปแทนที่ออกซิเจนในปอดและในระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน มึนงง ร่างกายไม่สามารถควบคุมระบบหายใจหรือประสานการทำงานของอวัยวะต่างๆ ได้ อาจทำให้หกล้ม ได้รับบาดเจ็บ และหมดสติ หากสูดดมบ่อยครั้งเป็นเวลานานจะทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม มึน ชา กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย เหน็บชาบริเวณนิ้วมือนิ้วเท้า รับความรู้สึกไม่ได้ ร้ายแรงที่สุดอาจเสียชีวิตได้

และขอเตือนให้ผู้ที่นำแก๊สไนตรัสออกไซด์ ที่มีแหล่งกำเนิดจากต่างประเทศเข้ามาและเก็บซุกซ่อนไว้และจำหน่ายให้กับประชาชน ให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันที