ยืนหยัด ยืนยง “ป้าศรีวรรณ”คงขายเตี๋ยว 10 บาท คู่ตลาดโบราณนครเนื่องเขต

ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อพุ่งไม่หยุด โดยเงิน 10 บาท แทบจะซื้ออะไรไม่ได้เลย แต่ที่ตลาดโบราณนครเนื่องเขต อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา เงินจำนวนนี้กลับเนรมิตความอิ่มอร่อยท่ามกลางบรรยากาศริมน้ำสุดคลาสสิกได้!อิ่มท้องหลักสิบชมวิวหลักล้าน

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน “ป้าศรีวรรณ”หรือ “ชนาพร สุวรรณธนโชติ” เริ่มขายก๋วยเตี๋ยวตั้งแต่ราคาเพียง 5 บาท แม้โลกจะหมุนไปไกลขนาดไหนและค่าครองชีพจะพุ่งสูงขึ้นเพียงใด แต่ป้าศรีวรรณยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ “อยากให้ลูกค้าอิ่มอร่อย ประหยัดเงินในกระเป๋า” โดยเพิ่งขยับราคามาเป็น 10 บาทเมื่อไม่กี่ปีก่อนเพราะปัญหาเรื่องเงินทอน

ป้าศรีวรรณ บอกความในใจว่า การมีบ้านเป็นของตัวเอง ทำให้ไม่มีภาระค่าเช่า จึงอยากปันความอิ่มอร่อย ราคาที่ทุกคนจับต้องได้ เพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยหรือมีเงินติดตัวเพียงไม่กี่สิบบาท ได้อิ่มท้องไปหนึ่งมื้อ และตั้งใจให้เป็นเอกลักษณ์คู่ตลาดโบราณแห่งนี้

อย่างไรก็ตามเสน่ห์ที่ทำให้ใครต่อใครต้องหลงรักที่ร้าน คือรสชาติระดับตำนานที่ “ถึงเครื่อง” แบบโบราณแท้ๆ โดยเฉพาะ “หมูบะช่อ” สูตรลับที่ป้าศรีวรรณตีผสมลงในน้ำซุปจนหวานกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ ความอร่อยนี้เลื่องลือจนถึงขั้นมีลูกค้าจากกรุงเทพฯ บุกมาพิสูจน์และสั่งทานรวดเดียวถึง 14 ชาม! ไม่ใช่เพียงเพราะราคาถูก แต่เพราะรสชาติที่ป้าปรุงด้วยใจ

บรรยากาศของร้าน คืออีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด ตัวร้านเป็นบ้านไม้เก่า 2 ชั้นริมคลองนครเนื่องเขต ที่ยังคงความงดงามตามแบบฉบับดั้งเดิม การได้นั่งทานก๋วยเตี๋ยวบนโต๊ะไม้ริมน้ำ รับลมเย็นๆ ฟังเสียงน้ำไหล และชมวิถีชีวิตชาวบ้านที่สัญจรไปมา เป็นความสุขที่เรียบง่าย และเป็นพื้นที่พักผ่อนที่ช่วยฮีลใจให้นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

สุรกิจ อรรถศิริปัญญา นายกเทศมนตรีตำบลนครเนื่องเขต ที่มากินก๋วยเตี๋ยวป้าศรีวรรณ บอกว่า ตลาดโบราณนครเนื่องเขตเคยคึกคัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไม่ขาดสาย โดยขณะนี้เทศบาลได้ปรับปรุงภูมิทัศน์และเพิ่มจุดถ่ายรูปหลายจุดเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว พร้อมเชิญชวนประชาชนกลับมาเที่ยวชมตลาดน้ำโบราณ เลือกซื้อสินค้าชุมชน และสัมผัสวิถีชีวิตริมคลองที่ยังคงเสน่ห์ดั้งเดิมไว้ครบถ้วน

โดย : วรรณชนะ ทองมณี จ.ฉะเชิงเทรา

ความฝันเด็กไทย ได้สัมผัสเกมระดับโลก จากใจส่งต่อในสนาม”ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026″

เสียงปรบมือดังขึ้นเป็นจังหวะเมื่อช็อตสำคัญตกลงใกล้ธง เด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งยืนเรียงกันอยู่ภายในเชือกกั้นสนาม ดวงตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของนักกอล์ฟระดับโลกอย่างไม่กะพริบ สำหรับพวกเขา การเดินทางมาชมการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” คือ ผลลัพธ์ของการเริ่มต้นจากกิจกรรม Honda LPGA Thailand Junior Golf Program เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

จากวันที่ฝึกไดร์ฟ พัตต์ และจำลองแข่งขันในสนามฝึก วันนี้พวกเขาได้ก้าวเข้าสู่พื้นที่จริงของเกมระดับโลกในฐานะผู้มีสิทธิพิเศษ “Honorary Observer Inside the Rope” เดินตามนักกอล์ฟอย่างใกล้ชิดตลอด 18 หลุม เรียนรู้การวางแผนเกม การควบคุมอารมณ์ และการรับมือกับแรงกดดันในสถานการณ์จริง นั่นคือบทเรียนที่ไม่มีอยู่ในตำรา

พสิษฐ์ โชติภักดีตระกูล นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา วัย 15 ปี เล่นกอล์ฟมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เคยคว้าแชมป์ TGA Class B ตอนอายุ 14 ปี และเพิ่งเป็นตัวแทนนักกอล์ฟเข้าแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อสัปดาห์ก่อน เล่าด้วยแววตาเปล่งประกายว่า

“นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมได้มีโอกาสเดินตามดูโปรระดับโลกแบบใกล้ชิดครบ 18 หลุม กิจกรรมต่อเนื่องจาก Honda LPGA Thailand Junior Golf Program ที่จัดขึ้นปลายปีที่แล้ว วันนี้ผมได้เดินในก๊วนของพี่เม–เอรียา จุฑานุกาล ผมได้ประสบการณ์เยอะมาก ได้สังเกตวิธีคิดและวิธีวางแผนของโปร แต่ก่อนผมเล่นกอล์ฟค่อนข้างดุดัน แต่พอเห็นโปรเล่นแบบสุขุม รอบคอบ ผมเริ่มเข้าใจว่าการวางแผนสำคัญแค่ไหน และพยายามปรับเกมของตัวเองให้รอบคอบขึ้นครับ”

เขายังฝากถึงเพื่อน ๆ และน้อง ๆ รุ่นหลังว่า “อยากชวนให้ติดตามกิจกรรม Honda LPGA Thailand Junior Golf Program นะครับ เพราะจัดทุกปี และอาจโชคดีได้มา Inside the Rope แบบผมบ้าง โตขึ้นผมอยากเป็นทันตแพทย์และก็อยากเป็นโปรกอล์ฟด้วยครับ เรื่องเรียนผมตั้งใจเต็มที่ ส่วนความฝันด้านกีฬาผมก็ไม่ทิ้งครับ”

ประสบการณ์ “Honorary Observer Inside the Rope” เป็นรางวัลพิเศษ และเป็น “บทเรียนชีวิต” ที่ทำให้เด็ก ๆ มองเห็นเส้นทางของตัวเองชัดเจนขึ้น พวกเขาได้เรียนรู้ว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวินัย สมาธิ และความอดทน การได้เห็นโปรระดับโลกวางแผนเกม รับมือกับความผิดพลาด และคุมสติในจังหวะสำคัญ ทำให้ความฝันในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพดูใกล้ขึ้นกว่าที่เคย

ขณะที่เด็ก ๆ จากโครงการ Junior Golf Program ได้ก้าวเข้าสู่ประสบการณ์ “Inside the Rope” แต่อีกด้านหนึ่งของสนาม ก็มีครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่เลือกสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกด้วยวิธีของตนเอง นั่นคือการพามาเห็นเวทีระดับโลกด้วยสายตาจริง
เช่นเดียวกับครอบครัวของคุณแยน ไอ จิง อาจารย์สอนภาษาจีนที่พำนักอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งใจพาลูก ๆ น้องไทเกอร์ วัย 13 ปี และน้องโซอี้ วัย 11 ปี เดินทางโดยรถทัวร์ข้ามจังหวัดมาพัทยา เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสบรรยากาศการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” อย่างใกล้ชิด

สำหรับเธอ การได้พาลูกมายืนอยู่ริมแฟร์เวย์ ก็ถือเป็นการมอบบทเรียนชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้ “ฉันรู้สึกโชคดีมาก ๆ ที่ได้มาชมการแข่งขันในสนามจริง เด็ก ๆ ตื่นเต้นมาก บรรยากาศแตกต่างจากที่ดูในทีวีอย่างสิ้นเชิง และเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำจริง ๆ” เธอกล่าว

น้องไทเกอร์เสริมด้วยความตื่นเต้นว่า “ในสนามมันตื่นเต้นกว่าเยอะครับ ผมได้เห็นทั้งตอนนักกอล์ฟตีช็อตดี ๆ และตอนที่พลาด ทำให้ผมเข้าใจเกมมากขึ้น” ขณะที่น้องโซอี้ยิ้มกว้างก่อนบอกว่า “หนูเห็นชัดกว่าทางทีวีมาก และอยากพัฒนาเกมของตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคตค่ะ”

แม้เส้นทางของเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกัน บางคนเริ่มจากโครงการพัฒนาเยาวชน บางคนเริ่มจากการจับมือพ่อแม่เดินเข้าสนาม แต่จุดร่วมกลับเหมือนกัน ทุกคนกำลังยืนอยู่ใกล้เวทีโลกกว่าที่เคย และกำลังเก็บแรงบันดาลใจกลับบ้านไปพร้อมกัน

ตำรวจบางโพงพางตามรวบทันควันหนุ่มเมียนมาใช้มีดจ่อเหยื่อบังคับโอนเงินหนีซุกห้องเช่า

อุกอาจกลางกรุง! ต่างด้าวเมียนมาบุกบ้านกลางดึก ใช้มีดจ่อปากเหยื่อบังคับโอนเงิน ก่อนหนีซุกห้องเช่า สุดท้ายไม่รอด สน.บางโพงพางตามรวบคาเตียง

คดีสะเทือนขวัญชาวยานนาวา เมื่อคนร้ายต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ก่อเหตุบุกเดี่ยวเข้าบ้านพักยามวิกาล ถือมีดจี้ปากหญิงสาวถึงในห้องนอน บังคับให้โอนเงิน ก่อนหลบหนีอย่างใจเย็น สุดท้ายถูกฝ่ายสืบสวน สน.บางโพงพาง แกะรอยกล้องวงจรปิดตามรวบได้ภายในวันเดียว

ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.สมสิทธิ์ สันทัสนะโชค ผกก.สน.บางโพงพาง ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ศรุต ระยานนท์ รอง ผกก.สส.ฯ พร้อมชุดสืบสวนเร่งล่าตัวคนร้าย หลังรับแจ้งเหตุชิงทรัพย์อุกอาจเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569

บุกถึงห้องนอน ใช้มีดปิดปาก ขู่ให้โอนเงิน

เหตุเกิดเวลาประมาณ 03.40 น. น.ส.ฐานิตา โง้วศิริ อายุ 33 ปี เข้าแจ้งความว่า ขณะพักผ่อนอยู่ชั้น 2 ของบ้านพักในซอยนนทรี 14 แยก 7 แขวงช่องนนทรี ได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง ก่อนพบชายแปลกหน้าถือมีดบุกเข้ามาถึงตัว ใช้มือปิดปากเพื่อไม่ให้ร้องขอความช่วยเหลือ

ผู้เสียหายอยู่ในอาการตกใจและหวาดกลัวต่ออันตราย จึงยอมโอนเงิน 2,000 บาท จากบัญชีธนาคารกสิกรไทยของตน ไปยังบัญชีชื่อ MR. TIN TUN AUNG หลังได้เงิน คนร้ายปีนรั้วหลังบ้านหลบหนีไปในความมืด

แกะรอยกล้องวงจรปิด ล็อกเป้าห้องเช่าย่านสาธุฯ

ฝ่ายสืบสวนเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทาง พบคนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ 125i หลบหนีผ่านถนนนนทรี มุ่งหน้าถนนสาธุประดิษฐ์ ก่อนเลี้ยวเข้าซอยสาธุประดิษฐ์ 57 แยก 6 (ปรีชา 3)

กระทั่งเวลา 13.30 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจสอบห้องเช่าเลขที่ 443/3 ชั้น 4 ห้อง D8 แขวงบางโพงพาง พบชายต้องสงสัยมีตำหนิรูปพรรณตรงกับภาพวงจรปิด ทราบชื่อภายหลังคือ MR. AUNG YE KYAW อายุ 31 ปี สัญชาติเมียนมา

เมื่อแสดงภาพหลักฐานให้ดู เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลาง เสื้อผ้าที่ใช้ก่อเหตุ โทรศัพท์มือถือ รถจักรยานยนต์ และเอกสารส่วนตัว

เจอเพิ่มผิดกฎหมายซ้ำซ้อน

จากการตรวจสอบยังพบว่า ผู้ต้องหาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการอนุญาตสิ้นสุดแล้ว จึงแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มรวม 3 ข้อหา ได้แก่

•บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ

•ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยเข้าทางที่มิได้จัดไว้เป็นทางเข้า และโดยมีอาวุธ

•เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

เจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ครบถ้วนแล้ว

ตำรวจเตรียมขยายผลเส้นทางการเงิน และตรวจสอบว่าผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอื่นในพื้นที่หรือไม่ เนื่องจากพฤติการณ์ถือว่าอุกอาจและไม่เกรงกลัวกฎหมาย.

นายกฯอนุทินพร้อมคณะสักการะหลวงปู่ไต้ฮง เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ให้การต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เข้าสักการะหลวงปู่ไต้ฮง เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

เมื่อวันที่  21 กุมภาพันธ์ 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ พร้อมด้วย นายณัฐวัตร ก้อนทอง หัวหน้าสำนักกฎหมายและคดี ให้การต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เข้าสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (องค์ไต้ฮงกง) และทำบุญบริจาคสมทบทุนงานสาธารณกุศล เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประจำปี 2569 กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 16 – 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์ และสาธุชนทุกท่าน “สักการะหลวงปู่ไต้ฮง” ขอพรเนื่องในเทศกาลตรุษจีนเพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ ลงชื่อสวดชัยมงคลคาถา หรือ “พะเก่ง” เพื่อสะเดาะเคราะห์ ขอให้ครอบครัวมีสุข เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา เสริมความมั่นคงสถาพร ตลอดปี รวมถึงทำบุญสะเดาะเคราะห์และเสริมความเป็นสิริมงคลกับรูปปั้นนักษัตรปีมะเมีย ซึ่งได้ผ่านการทำพิธีเบิกเนตรโดยพระอาจารย์จีนคณาณัติจีนพรต (เย็นงี้) เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) 

พร้อมรับประทาน สาคูสิริมงคล  เพื่อความกลมเกลียวและอยู่เย็นเป็นสุข รับฮู้ (ยันต์) ของหลวงปู่ไต้ฮง ติดหน้าบ้าน หรือพกติดตัวเพื่อคุ้มครอง  เคาะระฆังทอง ให้ก้องกังวานเพื่อให้ชีวิตสดใส การงานรุ่งเรืองระบือไกล  และร่วมขอพรเทพยดาฟ้าดินเนื่องในวันประสูติ (ทีกงแซ)  ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ เช่น หลวงปู่ไต้ฮง ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ (โดยในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดบริการโต้รุ่ง ให้แก่ผู้มีจิตศรัทธาได้เข้าสักการะ ทำบุญตลอดคืน)

สำหรับท่านที่สะดวกการทำบุญออนไลน์  พิธีสวดชัยมงคลคาถา [พะเก่ง] มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดให้มีการลงชื่อสวดชัยมงคลคาถา ทำบุญพะเก่งออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ได้ที่  www.pttfny.net/cnny ให้ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านได้ร่วมพิธีเพื่อสริมความมั่งมีศรีสุขตลอดปีมะเมีย ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

ทลายแหล่งพักสัตว์ป่าข้ามชาติย่านประชาอุทิศ ยึดเต่าดาวอินเดียบัญชีไซเตส 1 กว่า 70 ตัว

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) สนธิกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักในซอยประชาอุทิศ 89 หลังขยายผลจากขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติชาวไต้หวัน พบสัตว์ป่าควบคุมเกือบ 100 ชีวิต ซุกซ่อนอยู่

เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.1 บก.ปทส. นำหมายค้นศาลอาญาธนบุรีที่ ค.42/2569 เข้าตรวจสอบบ้านพักย่านทุ่งครุ หลังสืบทราบว่าเป็นจุดพักและเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าผิดกฎหมาย เชื่อมโยงกับเครือข่ายค้าสัตว์ป่ารายใหญ่ที่เคยถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ 4 ราย

จากการตรวจสอบภายในบ้าน พบสัตว์ป่าควบคุมตามอนุสัญญาไซเตส (CITES) ทั้งหมด 6 ชนิด รวมกว่า 70 ตัว ประกอบด้วย

-เต่าดาวอินเดีย (CITES Appendix I): จำนวน 19 ตัว (ต้องแจ้งการครอบครองตามกฎหมาย)
-เต่าซูลคาต้า จำนวน 19 ตัว
-เต่าเสือดาว จำนวน 44 ตัว
-อิกัวน่าเขียว: จำนวน 12 ตัว
-อิกัวน่าหางหนามดำ จำนวน 8 ตัว
-งูหลามบอล จำนวน 6 ตัว

เบื้องต้น เจ้าของบ้าน (ขอสงวนชื่อ) ให้การภาคเสธ โดยอ้างว่าสัตว์ทั้งหมดเป็นของลูกเลี้ยงนำมาฝากไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบใบอนุญาตครอบครอง “เต่าดาวอินเดีย” ซึ่งเป็นสัตว์ในบัญชีไซเตส 1 (สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ที่ต้องควบคุมเข้มงวด) ทางเจ้าของบ้านไม่มีเอกสารมายืนยัน

เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดเต่าดาวอินเดียทั้ง 19 ตัว เพื่อส่งตรวจพิสูจน์พันธุกรรม (DNA) ณ ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ เพื่อหาความเชื่อมโยงกับขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่าข้ามชาติต่อไป

โทษทางกฎหมายการฝ่าฝืนครอบครองสัตว์ป่าควบคุมโดยไม่แจ้ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

CIB เตือนภัยประชาชน
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนระมัดระวังการซื้อขายหรือเลี้ยงสัตว์ป่าแปลกหน้า (Exotic Pets) ควรตรวจสอบว่าเป็นสัตว์ป่าควบคุมหรือไม่ และต้องดำเนินการแจ้งครอบครองให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือสนับสนุนขบวนการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ

อลังการ!มหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่านเชื่อมโยงตลาด ท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

น่าน -เตรียมเปิดงานยิ่งใหญ่ ” มหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ครั้งที่ 10 “คลัสเตอร์เครื่องเงินและผ้าทอ หนุนผู้ประกอบการโชว์สินค้าอัตลักษณ์ร่วมสมัย กระตุ้นเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงตลาดและการท่องเที่ยว

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในงานแถลงข่าวงานมหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ครั้งที่ 10 ซึ่งจัดโดย นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ร่วมกับ จับมือภาคีเครือข่าย ได้แก่ นายชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช ประธานคลัสเตอร์เครื่องเงินน่าน และนางวราภณ์ ลำจวน ประธานคลัสเตอร์ผ้าทอเมืองน่าน โดยมีภาคส่วนราชการและเอกชน เข้าร่วมกิจกรรมการแถลงข่าว ณ ลานข่วงเมืองน่าน ต.ในเวียง อ.เมืองน่าน ซึ่งงานมหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ได้จัดมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เครื่องเงินและผ้าทอน่านให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ส่งเสริมผู้ประกอบการเครื่องเงินและผ้าทอน่านเข้าสู่ตลาดสากล สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการเครื่องเงินและผ้าทอน่าน และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดน่าน กระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดน่านให้คึกคักยิ่งขึ้น

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีผลิตภัณฑ์เครื่องเงินและผ้าทอที่มีชื่อเสียงแพร่หลาย เป็นที่ยอมรับของคนไทยและชาวต่างประเทศ ปัจจุบันมีการประยุกต์โดยการนำลวดลายต่างๆ พัฒนารูปแบบเครื่องประดับเงินและผ้าทอให้เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นสินค้าที่มีดีไซน์ทันสมัย ปรับเปลี่ยนตามทิศทางแฟชั่นและเป็นสากล เพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าให้แก่ผู้บริโภคสามารถซื้อและเลือกใช้หรือสวมใส่ เนื่องในโอกาสใดๆ ได้ตลอดทั้งปี รวมถึงยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเข้มแข็งของชุมชนได้อย่าง มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ด้วยการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ พัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมถึงปรับรูปแบบธุรกิจ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ผสมผสานกับยุทธศาสตร์ที่รองรับอนาคต บนพื้นฐานแนวคิด “ต่อยอดอดีต” “ปรับปัจจุบัน” และ “สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต”

นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน กล่าวว่าน่านมีทุนที่ล้ำค่า ทั้งธรรมชาติ และภูมิปัญญา ที่ส่งต่อกันมา ที่ล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์ มีภูมิปัญญาในการรังสรรค์งานหัตถศิลป์ที่สวยงาม เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมากมายที่แสดงถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งผ้าทอ เครื่องเงิน ของที่ระลึกของใช้ต่างๆ สินค้าเมืองน่านไม่ใช่แค่ของที่ระลึก แต่คือ “Soft Power ที่มีมูลค่าสูง” ที่เชื่อมโยง “อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต”

การจัดงานมหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอน่าน ครั้งที่ 10 เป็นการจัดงานมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวได้ว่าเป็น “ทศวรรษแห่งความสำเร็จ” โดยการจัดงานในครั้งนี้ เป็นการจัดภายใต้แนวคิดที่ต้องการโชว์ให้เห็นว่า เครื่องเงินและผ้าทอน่าน “ไม่ได้มีดีแค่ความดั้งเดิม แต่มีความร่วมสมัย” ที่คนทั่วโลกสวมใส่และใช้งานได้จริง ในชีวิตประจำวัน” บนพื้นฐานที่คงความเป็นเอกลักษณ์ และกลิ่นอายของเมืองน่าน

ด้านนายชัยพฤกษ์ รุ่งรชตะวาณิช ประธานคลัสเตอร์เครื่องเงิน และนางและนางวราภณ์ ลำจวน ประธานคลัสเตอร์ผ้าทอเมืองน่าน ได้กล่าวสนับสนุนการจัดงาน โดย คลัสเตอร์เครื่องเงินได้จัดช่างทำการสาธิตการทำเครื่องเงิน การตอก การสร้างลาย กิจกรรม Workshop เช่นการลงสีในเครื่องเงิน และบริการขัดล้างเครื่องเงินฟรี เป็นประจำทุกวัน ประธานคลัสเตอร์ผ้าทอ ได้สนับสนุนการจัดนิทรรศการผลิตภัณฑ์ผ้าทอภายในงาน รวมถึงนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยจัดแสดง ชุดไทยราชนิยม จำนวน 8 แบบ ตัดเย็บโดยใช้ผ้าทอเมืองน่าน กิจกรรม Workshop โดยการจัดทำพวงกุญแจผ้า เป็นของที่ระลึก พร้อมแจกแก่ผู้ที่รวมกิจกรรม เป็นประจำทุกวัน รวมถึงจัดหาช่างเย็บผ้า เพื่อให้บริการแก้ไขขนาด ของผลิตภัณฑ์ผ้าทอที่จำหน่ายภายในงาน ตลอดระยะเวลาการจัดงาน

ทั้งนี้คลัสเตอร์เครื่องเงินน่าน และคลัสเตอร์ผ้าทอเมืองน่าน ให้ความเห็นพ้องกันว่า การจัดงานมหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ครั้งที่ 10 จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดของทางกลุ่มคลัสเตอร์เครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่าน ที่จะสามารถรวมกลุ่มกันจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องเงินและผ้าทอในงานนี้ ซึ่งเป็นการง่ายสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานรับรองจากทั่วจังหวัดน่านได้ ณจุดเดียวในงานนี้ และยังเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการเครื่องเงินและผ้าทอน่านเข้าสู่ตลาดสากล ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดน่าน กระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดน่านให้คึกคักยิ่งขึ้น

สำหรับงานมหกรรมเครื่องเงินและผ้าทอเมืองน่านครั้งที่ 10 กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2569 ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 21.00 น.

ในงานจะประกอบด้วย นิทรรศการเครื่องเงินและผ้าทอน่าน เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ นิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แฟชั่นโชว์ โดยคุณกานต์ ชนนิกานต์ (Miss Thailand 2023) พร้อมกับเหล่านายแบบ นางแบบ มืออาชีพ กว่า 20 คน การแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องเงิน-ผ้าทอจำนวน 60 คูหา กิจกรรม Workshop ที่เกี่ยวกับเครื่องเงินและผ้าทอ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ ผู้แทนการค้า Buyers และ Trader ที่มีเครือข่ายด้านการตลาดทั้งใน และต่างประเทศซึ่งจะเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการที่จะได้ “ยกระดับสินค้าชุมชนสู่ห้างหรูและตลาดโลก” กิจกรรมส่งเสริมการขาย และกิจกรรมคืนกำไรที่จัดหนักกว่าทุกปี โดยเฉพาะรางวัลทองคำแท่ง ผลิตภัณฑ์เครื่องเงิน และผ้าทอ ซึ่งรวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท กิจกรรมบันเทิงบนเวที พบกับศิลปิน บิว กัลยาณี อาร์สยาม 1 มีนาคม 2569 / เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์ 2 มีนาคม 2569 และการแสดงดนตรี และศิลปวัฒนธรรมเป็นประจำทุกวัน

ระรินธร เพ็ชรเจริญ รายงาน

ประชาชนชาวยะลาแห่เลือกซื้ออาหารแห้งอินทผลัมเตรียมรับเดือนรอมฎอนกันอย่างคึกคัก

ยะลา – บรรยากาศย่านการค้าในเขตเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา เริ่มกลับมาคึกคัก หลังชาวไทยมุสลิมจำนวนมากเดินทางออกมาเลือกซื้อ อาหารแห้ง เครื่องปรุง และ อินทผลัม เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่เดือนรอมฎอน หรือเดือนถือศีลอด ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1447 แม้ราคาปรับตัวสูงขึ้นตามค่าเงินบาทก็ตาม

ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง  จ.ยะลา วันนี้มีความคึกคักเป็นพิเศษเนื่องจากพี่น้องชาวไทยมุสลิม ต่างเริ่มออกมาหาซื้ออาหารแห้ง เครื่องปรุงรสต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่เดือนรอมฎอน และอย่างผลไม้มหัศจรรย์ “อินทผลัม” กลับมาขายดี แม้ราคาจะปรับขึ้นเล็กน้อยตามกลไกตลาด แต่บรรดาพี่ชาวไทยมุสลิมต่างพากันเดินทางมาเลือกซื้ออินทผลัม ที่นำเข้าหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งแบบแห้ง แบบนิ่ม และแบบติดก้าน มีทั้งประชาชนทั่วไปที่ซื้อไปรับประทานในครอบครัว หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ที่สั่งซื้อเป็นจำนวนมาก นำไปเป็นของฝาก เพื่อเตรียมพร้อมก่อนถึงวันดูดวงจันทร์นี้

สำหรับราคาในปีนี้ มีการปรับขึ้นเล็กน้อยตามเกรดและสายพันธุ์ โดยราคาแบบลังเริ่มต้น 700 ไปจนถึงระดับพรีเมียม 4,000 บาท ส่วนราคาปลีกแบบกล่องยังคงเริ่มต้นที่ 50-100 บาท ซึ่งทางร้านยืนยันว่าถึงแม้ราคาจะขยับขึ้นตามอัตราแลกเปลี่ยน แต่ความต้องการของพี่น้องชาวไทยมุสลิมยังคงต้องการอยู่มากเพราะเป็นของทานในเดือนรอมฎอนช่วงละศิลอด

ด้านนายดือราแม เปาะมา พ่อค้าขายอาหารแห้งและอินทผลัม บอกว่า ปีนี้เริ่มเข้าสู่เดือนรอมฎอนสินค้าในตลาดเริ่มคึกคักสินค้าที่ขายดีนอกเหนือจากอินทผาลัมแล้วยังมีชุดข้าวยำ สำหรับคนที่เวลาละศิลอดแล้วเบื่ออาหารประจำจะมีเมนูข้าวยำ เป็นตัวเลือกที่ขายดี โดยที่ร้านขาย น้ำบูดู กก.ละ 60 บาท มะพรัาวคั่ว ครึ่ง กก. 90 บาท ปลาบด ครึ่ง กก. 90 บาทและกือโปะ  ห่อ 35 บาท กินคู่กับข้าวยำหรือน้ำชาอร่อยมาก

ทั้งนี้ สำนักจุฬาราชมนตรีได้ประกาศให้ดูดวงจันทร์ในเย็นวันที่ 18 กุมภาพันธ์ หากเห็นดวงจันทร์จะเริ่มถือศีลอดในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ แต่หากไม่เห็นดวงจันทร์ จะเริ่มถือศีลอดพร้อมกันใน

.

ผู้นำและชาวบ้าน “เลตองคุ”ร้องผู้ว่าฯตากขอคืน”งาช้าง” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่หมู่บ้าน

ผู้นำและชาวบ้าน “กะเหรี่ยงฤาษีผมยาว” บ้านเลตองคุ ยื่นหนังสือ ถึง พ่อเมืองตาก เรียกร้อง เอา”งาช้าง” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่หมู่บ้าน ที่ประดิษฐานอยู่ในศาลาฤๅษี กลับคืนสู่ หมู่บ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ชายแดนไทย=เมียนมา  อ.อุ้มผาง จ.ตาก ณ.โรงเรียนบ้านไม้กระพงบ้านตะเป่อพู หมู่ที่ 2 ต.โมโกร  อ.อุ้มผาง จ.ตาก นายช่อกุ โรจน์ศิริชัย ผู้ใหญ่บ้านเลตองคุ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง  พร้อมด้วยชาวบ้านเลตองคุ(หมู่บ้านกะเหรี่ยงฤาษีผมยาว) ได้เดินทางมายื่นหนังสือ ให้กับนายชูศักดิ์ รู้ยิ่งผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เพื่อเรียกร้องความต้องการ เพื่อขอนำงาช้างกลับหมู่บ้าน  เพราะงาช้างเป็นสมบัติของหมู่บ้านเลตองคุ เป็นงาช้าง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนำถือเพื่อจะนำไปประกอบพิธี

งาช้างคู่บ้านคู่เมืองประจำหมู่บ้านเลตองคุ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ.ตาก เป็นงาช้างโบราณแกะสลักพุทธประวัติสมัยอยุธยา ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่หมู่บ้านที่ประดิษฐานอยู่ในศาลาฤๅษี โดยเคยเกิดเหตุการณ์ลักลอบขโมยและตามคืนมาได้

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับประวัติและความสำคัญของงาช้างบ้านเลตองคุที่มาและความศักดิ์สิทธิ์: งาช้างโบราณคู่นี้มีความยาวกว่า 1.70 เมตร  น้ำหนักมากกว่า 40 กิโลกรัม ถูกแกะสลักลวดลายพุทธประวัติอย่างสวยงาม เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่อาศรมฤๅษีบ้านเลตองคุมาอย่างยาวนาน

คุณค่าทางวัฒนธรรม ชาวกะเหรี่ยงปกากะญอที่หมู่บ้านเลตองคุเป็นหมู่บ้านที่นับถือฤๅษี ถือศีล 5 เคร่งครัด และงาช้างคู่นี้เป็นวัตถุบูชาสำคัญในการประกอบพิธีกรรมเหตุการณ์สำคัญ (พ.ศ. 2560) ในเดือนมิถุนายน งาช้างคู่นี้ถูกอดีตผู้ใหญ่บ้านลักลอบนำไปไว้ที่ฝั่งเมียนมา สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านและเกิดการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ไทยติดตามทวงคืนการได้กลับคืนมาจ้าหน้าที่สามารถประสานงานนำงาช้างศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมาได้ และทำพิธีขอขมาตามประเพณีของชาวบ้าน โดยชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองหมู่บ้าน

ปัจจุบันงาช้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของบ้านเลตองคุเก็บรักษาไว้ ณ.ที่ว่าการอำเภออุ้มผาง จ.ตาก

นายช่อกุ โรจน์ศิริชัย ผู้ใหญ่บ้านเลตองคุ (หมู่บ้านกะเหรี่ยงฤาษีผมยาว) บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองเป็นผู้ใหญ่บ้านเลตองคุ วันนี้ตนเองพร้อมด้วยชาวบ้านมายืนหนังสือถึงชาว ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก มีความต้องการ ขอนำงาช้าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน คูเมืองของบ้านเลตองคุ กลับไปยังหมู่บ้านเพื่อนำไปประกอบพิธี ทางความเชื่อ ของหมู่บ้านและความต้องการของชาวบ้านต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาปรับปรุงถนนเข้าหมู่บ้าน พร้อมทั้งปัญหาความมั่นคงแนวชายแดนหมู่บ้านเลตองคุติดกับชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านอยากให้หน่วยงานความมั่นคงช่วยดูแลเพิ่มเสริมในการดูแลแนวชายแดน

อีกประเด็นปัญหารายการทำไร่หมุนเวียน เป็นพื้นที ลาดชัน ไม่สามารถใช้รถไถได้ในการทำพืชหมุนเวียนชาวบ้านเลตองคุใช้วิธีการเผาวัชพืช รายการทำไร่หมุนเวียนเนื่องจากใช้รถไถไม่ได้

ทางด้านนายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ใด้รับหนังสือ พร้อมแจ้งให้ชาวบ้านและผู้นำรับทราบน่าจะมาเตรียมความพร้อมในการหาสถานที่เก็บรักษา ในเรื่องของถนนผู้ว่าราชการจังหวัดตากได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างถนนอยู่ระหว่างการดำเนินการ  ทุกปัญหาต่างจังหวัดตราดจะเร่งดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามความต้องการของชาวบ้าน โดยมอบหมายให้นายมาโนช โพธิ์เนียม นายอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมช่วยกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนต่อไป

‘ทรัมป์’เครียดจัดหลังศาลตัดสินรีดภาษีเป็นโมฆะเตรียมใช้วิธีอื่นกำหนดเพดานภาษีโลก10%

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เดือดดาลจัดหลังคำพิพากษาของศาลสูงในวันศุกร์(20ก.พ.)ที่ผ่านมา ตัดสินว่าเขาไม่มีอำนาจกำหนดเพดานภาษีสินค้านำเข้าแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงออกมาแถลงการดูหมิ่นผู้พิพากษาแต่ละคน พร้อมประกาศใช้กฎหมายอื่นเดินหน้าสงครามการค้ากับทั่วโลกต่อไป

คำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์ของศาลสูงสหรัฐฯ ด้วยคะแนน 6-3 เสียง พลิกผันอำนาจต่อรองของทรัมป์และบรรดาผู้แทนการค้าของเขาที่มีต่อบรรดารัฐบาลต่างชาติ ไม่ว่าจะทั้งพันธมิตรหรือศัตรู ณ โต๊ะเจรจาต่างๆทั่วโลก สำหรับพลิกโฉมความสัมพันธ์ทางการทูตและตลาดโลก

ทั้งนี้คำตัดสินของศาลได้ก่อคำถามไปยังข้อตกลงการค้าต่างๆนานาที่คณะผู้แทนเจรจาของทรัมป์ สามารถเจรจาต่อรองได้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ภายใต้คำขู่ปรับเพิ่มเพดานภาษี ขณะเดียวกันมันผลักให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์ และทำให้ภาษีกว่า 175,000 ล้านดอลลาร์ ที่ ทรัมป์ เรียกเก็บกับพวกผู้นำเข้าสหรัฐฯ ตกอยู่ในความไม่แน่นอน หลังผู้พิพากษาบอกว่าเขากระทำการเกินเลยขอบเขตของกฎหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งมุ่งเอาไว้ใช้ในยามประเทศชาติเกิดภาวะฉุกเฉินเท่านั้น

นับตั้งแต่กลับคืนสู่ทำเนียบขาวเมื่อ 13 เดือนก่อน ทรัมป์ประกาศกร้าวว่าเขามีอำนาจพิเศษในการกำหนดมาตรการรีดภาษีแต่เพียงฝ่ายเดียว ในปริมาณ ระยะเวลาและขอบเขตที่ไม่จำกัด โดยอ้างสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ เขาบอกว่าตามกฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) เขาสามารถกำหนดเพดานภาษีอัตราใดก็ได้ตามที่เขาต้องการ

อย่างไรก็ตามคำพิพากษาระบุอย่างตรงไปตรงมา ว่า ทรัมป์ ไม่มีข้อพิสูจน์ว่าประธานาธิบดีมีอำนาจนี้ และชี้ว่ามันอยู่เกินขอบเขตอำนาจของเขา ศาลบอกว่ามาตรการรีดภาษีที่กำหนดกับพวกผู้นำเข้าสินค้าสู่อเมริกา ก็เหมือนกับภาษีอื่นๆ และรัฐธรรมนูญสงวนอำนาจ “ในการกำหนดและจัดเก็บภาษี ภาษีอากรและภาษีสรรพสามิต” ไว้แก่สภาคองเกรส

ในปฏิกิริยาตอบโต้อันโกรธเกรี้ยว ทรัมป์ กล่าวในช่วงบ่ายวันศุกร์(20ก.พ.) ว่าเขาจะใช้กฎหมายอื่นๆในการเรียกเก็บภาษี และแถลงกำหนดเพดานภาษีอย่างครอบคลุม 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นๆทั้งหมด เพิ่มเติมจากภาษีนำเข้ารียกเก็บโดยไม่ได้ใช้อำนาจภายใต้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ(Non-IEEPA tariff)

ระทึก!เสี่ยร้านประดับยนต์คลั่งคว้าปืนยิงสนั่นจนท.-ญาติกล่อมนาน2ชม.ยอมมอบตัวอ้างมึนเมาเครียด

ระทึก! เจ้าของร้านประดับยนต์คลั่งใช้อาวุธปืนยิงสนั่นหลายนัด จนท.ปิดถนนวางแผน-ญาติกล่อมนาน 2 ชม.ยอมมอบตัว อ้างมึนเมาเครียด

เมื่อเวลา 02.30 น.วันที่ 21 ก.พ.69 พ.ต.ท.ตฤณ อ่อนนิ่ม รอง ผกก.ป.สน.โคกคราม รับแจ้งเหตุชายคลั่งใช้อาวุธปืนยิงหลายนัด ภายในร้านประดับยนต์ ริมถนนรามอินทรา กม.5 ฝั่งขาเข้า แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2, พ.ต.อ.ประภาส แก้วฉีด ผกก.สน.โคกคราม นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ MPB SWAT บก.น.2, เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ 191 และชุดปฏิบัติการพิเศษ บก.สปพ., เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.โคกคราม รวมกว่า 100 นาย

ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจกั้นพื้นที่และปิดทางจราจรห้ามรถยนต์วิ่งผ่านช่วงปากซอยรามอินทรา 28-30 เพื่อความปลอดภัยจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษจึงวางแผนเข้าระงับเหตุ พร้อมทั้งญาติๆพยายามเกลี้ยกล่อมโดยใช้เวลานานกว่า 2 ชม. ผู้ก่อเหตุทราบชื่อนายวีรภัทร์ อาป้อง อายุ 51 ปีซึ่งเป็นเจ้าของร้านประดับยนต์ จึงยอมเดินออกมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวในที่สุด

สอบถามชายคลั่งดังกล่าวให้การว่า ตนมีอาการมึนเมาและความเครียดจึงใช้อาวุธปืนยิงหลายนัดภายในร้าน โดยไม่มีใครไม่รับอันตรายแต่อย่างใด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไปสอบสวนเพิ่มเติม พร้อมยึดของกลางอาวุธปืนแบลงค์กันลูกโม่ 2 กระบอกและเครื่องกระสุนปืนจำนวนหนึ่งไว้ตรวจสอบก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป