‘ทรัมป์’เครียดจัดหลังศาลตัดสินรีดภาษีเป็นโมฆะเตรียมใช้วิธีอื่นกำหนดเพดานภาษีโลก10%

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เดือดดาลจัดหลังคำพิพากษาของศาลสูงในวันศุกร์(20ก.พ.)ที่ผ่านมา ตัดสินว่าเขาไม่มีอำนาจกำหนดเพดานภาษีสินค้านำเข้าแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงออกมาแถลงการดูหมิ่นผู้พิพากษาแต่ละคน พร้อมประกาศใช้กฎหมายอื่นเดินหน้าสงครามการค้ากับทั่วโลกต่อไป

คำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์ของศาลสูงสหรัฐฯ ด้วยคะแนน 6-3 เสียง พลิกผันอำนาจต่อรองของทรัมป์และบรรดาผู้แทนการค้าของเขาที่มีต่อบรรดารัฐบาลต่างชาติ ไม่ว่าจะทั้งพันธมิตรหรือศัตรู ณ โต๊ะเจรจาต่างๆทั่วโลก สำหรับพลิกโฉมความสัมพันธ์ทางการทูตและตลาดโลก

ทั้งนี้คำตัดสินของศาลได้ก่อคำถามไปยังข้อตกลงการค้าต่างๆนานาที่คณะผู้แทนเจรจาของทรัมป์ สามารถเจรจาต่อรองได้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ภายใต้คำขู่ปรับเพิ่มเพดานภาษี ขณะเดียวกันมันผลักให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์ และทำให้ภาษีกว่า 175,000 ล้านดอลลาร์ ที่ ทรัมป์ เรียกเก็บกับพวกผู้นำเข้าสหรัฐฯ ตกอยู่ในความไม่แน่นอน หลังผู้พิพากษาบอกว่าเขากระทำการเกินเลยขอบเขตของกฎหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งมุ่งเอาไว้ใช้ในยามประเทศชาติเกิดภาวะฉุกเฉินเท่านั้น

นับตั้งแต่กลับคืนสู่ทำเนียบขาวเมื่อ 13 เดือนก่อน ทรัมป์ประกาศกร้าวว่าเขามีอำนาจพิเศษในการกำหนดมาตรการรีดภาษีแต่เพียงฝ่ายเดียว ในปริมาณ ระยะเวลาและขอบเขตที่ไม่จำกัด โดยอ้างสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ เขาบอกว่าตามกฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) เขาสามารถกำหนดเพดานภาษีอัตราใดก็ได้ตามที่เขาต้องการ

อย่างไรก็ตามคำพิพากษาระบุอย่างตรงไปตรงมา ว่า ทรัมป์ ไม่มีข้อพิสูจน์ว่าประธานาธิบดีมีอำนาจนี้ และชี้ว่ามันอยู่เกินขอบเขตอำนาจของเขา ศาลบอกว่ามาตรการรีดภาษีที่กำหนดกับพวกผู้นำเข้าสินค้าสู่อเมริกา ก็เหมือนกับภาษีอื่นๆ และรัฐธรรมนูญสงวนอำนาจ “ในการกำหนดและจัดเก็บภาษี ภาษีอากรและภาษีสรรพสามิต” ไว้แก่สภาคองเกรส

ในปฏิกิริยาตอบโต้อันโกรธเกรี้ยว ทรัมป์ กล่าวในช่วงบ่ายวันศุกร์(20ก.พ.) ว่าเขาจะใช้กฎหมายอื่นๆในการเรียกเก็บภาษี และแถลงกำหนดเพดานภาษีอย่างครอบคลุม 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นๆทั้งหมด เพิ่มเติมจากภาษีนำเข้ารียกเก็บโดยไม่ได้ใช้อำนาจภายใต้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ(Non-IEEPA tariff)

ระทึก!เสี่ยร้านประดับยนต์คลั่งคว้าปืนยิงสนั่นจนท.-ญาติกล่อมนาน2ชม.ยอมมอบตัวอ้างมึนเมาเครียด

ระทึก! เจ้าของร้านประดับยนต์คลั่งใช้อาวุธปืนยิงสนั่นหลายนัด จนท.ปิดถนนวางแผน-ญาติกล่อมนาน 2 ชม.ยอมมอบตัว อ้างมึนเมาเครียด

เมื่อเวลา 02.30 น.วันที่ 21 ก.พ.69 พ.ต.ท.ตฤณ อ่อนนิ่ม รอง ผกก.ป.สน.โคกคราม รับแจ้งเหตุชายคลั่งใช้อาวุธปืนยิงหลายนัด ภายในร้านประดับยนต์ ริมถนนรามอินทรา กม.5 ฝั่งขาเข้า แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2, พ.ต.อ.ประภาส แก้วฉีด ผกก.สน.โคกคราม นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ MPB SWAT บก.น.2, เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ 191 และชุดปฏิบัติการพิเศษ บก.สปพ., เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.โคกคราม รวมกว่า 100 นาย

ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจกั้นพื้นที่และปิดทางจราจรห้ามรถยนต์วิ่งผ่านช่วงปากซอยรามอินทรา 28-30 เพื่อความปลอดภัยจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษจึงวางแผนเข้าระงับเหตุ พร้อมทั้งญาติๆพยายามเกลี้ยกล่อมโดยใช้เวลานานกว่า 2 ชม. ผู้ก่อเหตุทราบชื่อนายวีรภัทร์ อาป้อง อายุ 51 ปีซึ่งเป็นเจ้าของร้านประดับยนต์ จึงยอมเดินออกมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวในที่สุด

สอบถามชายคลั่งดังกล่าวให้การว่า ตนมีอาการมึนเมาและความเครียดจึงใช้อาวุธปืนยิงหลายนัดภายในร้าน โดยไม่มีใครไม่รับอันตรายแต่อย่างใด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไปสอบสวนเพิ่มเติม พร้อมยึดของกลางอาวุธปืนแบลงค์กันลูกโม่ 2 กระบอกและเครื่องกระสุนปืนจำนวนหนึ่งไว้ตรวจสอบก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผลักดันเกษตรกรรุ่นใหม่ “Young Smart Farmer” ต้นแบบ แปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ปีละล้านบาท

เกษตรจังหวัดชัยภูมิเปิดอบรมหลักสูตรพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ครั้งที่ 2 ตามโครงการพัฒนาทักษะแนวคิดผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร (เกษตรกรปราดเปรื่อง(SmartFarmer))การแปรรูปอาหารนำมาแสดงและจำหน่ายรวมกว่า 50 ร้านทำเงินปีละกว่า 1 ล้านบาท

เกษตรจังหวัดชัยภูมิเปิดอบรมหลักสูตรพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ครั้งที่ 2 ตามโครงการพัฒนาทักษะแนวคิดผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร (เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer)) ประจำปีงบประมาณ 69 ณ ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สาขาชัยภูมิ ชั้น 2  โดยมี นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ได้เดินทางมาเป็นประธานในการเปิดอบรม หลักสูตรพัฒนาเกษตรกรรุ’นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer  ครั้งที่ 2

โดยมี น.ส.กังสดาล ชาตกุล เกษตรจังหวัดชัยภูมิ หัวหน้าส่วนราชการทุกท่าน คุณอัคราพนธ์ กิตติภัทธ์เจริญ ผู้อำนวยการภาค ศูนย์การค้า โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ คุณกิติภูมิ ทองลิ่มชินกฤต ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สาขาชัยภูมิ ผู้จัดการ บริษัท ไทวัสดุ จำกัด สาขาชัยภูมิ ผู้จัดการ TOPs Supermarketเกษตรอำเภอ เจ้าหน้าที่และเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมอบรม กว่า200คน.ให้การต้อนรับและร่วมกิจกรรมนี้ ณ ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สาขาชัยภูมิ (ชั้น2) ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ

ในการอบรม หลักสูตรพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ครั้งที่ การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เป็น Young Smart Farmer เป็นเป้าหมาย หลักในการพัฒนาเกษตรกร ให้มีความสามารถด้านการเกษตร ทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบ อาชีพเกษตรกรรม โดยนำเทคโนโลยี สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด จนเป็นเกษตรกร มืออาชีพที่เป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกระดับ

ดังนั้น การที่จะพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer จึงควรมี การจัดทำแผนชีวิต เป็นการปรับแนวคิดและสร้างแรงจูงใจในการทำการเกษตร มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบผสมผสานระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่กับบุคคคลต้นแบบ การศึกษาดูงาน การลงมือฝึกปฏิบัติจริง การเรียบรู้ผ่านสื่อธารสนเทศและสื่อสาร ออนไลน์ การเชื่อมโยงเครือข่าย เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกิจกรรมการเกษตร ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการตลาด

ทั้งนี้การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ควรมีการดำเนินงานควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ ในการเพี่มทักษะให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้จัดการเรียนรู้ เพื่อเป็นเพื่อนคู่คิดในการจัดกระบวนการเรียนรู้ไปด้วย

ด้าน นาย ทศพร เลิศคอนสาร อายุ 40 ปี บ้านเลขที่ 198 หมู่ที่ 6 ต. ห้วยยาง อ. คอนสาร จ. ชัยภูมิ  เจ้าของฟาร์มปูนาแสนสวย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ หนึ่งในผู้มาออกร้านตามโครงการพัฒนาทักษะแนวคิดผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรและเป็นวิทยากรให้กับโครงการฯได้เปิดเผยว่า การจัดงานเริ่มตั้งแต่ 4-6 ก.พ. 69 ที่ผ่านมาและภายในงานก็ได้มีการออกบูธสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและการแปรรูปอาหารนำมาแสดงและจำหน่ายรวม 50 ร้าน

โดยเฉพาะ น้ำปลาร้าปูนา ของตน เป็นเกษตรกรต้นแบบรุ่นใหม่ Young Smart Farmer ที่นำเอาผลผลิตด้านการเกษตรมาปรุงอาหารและแปรรูปอาหารจนได้น้ำปลาร้าปูนาบรรจุขวดขายติดตลาดเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านทั่วไปทำให้มีรายได้จาการขายน้ำปลาร้าปูนาซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของตนเองและเป็นที่ต้องการของคอส้มตำเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีรายได้ปีละกว่า 1 ล้านบาท

สำหรับน้ำปลาร้าปูนาสูตรของตนสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู เช่นส้มตำ ใส่น้ำพริก ใส่แกง ใส่ยำ และอื่นๆ เป็นต้นและหากมีองค์กรหรือผู้สนใจสามารถไปเป็นวิทยากรให้ความรู้การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ได้ตลอดเวลา หรือตาม โทร 0804494847

ชัยภูมิซ้อมแผนวิกฤต!ซ้อมช่วยเหลือ ‘นักท่องเที่ยวตกหน้าผาหำหด’ ยกระดับกู้ชีพมาตรฐานสากล

“ชัยภูมิซ้อมแผนวิกฤต! สสจ. ผนึกกำลังอุทยานไทรทอง จำลองเหตุระทึก ‘นักท่องเที่ยวตกหน้าผาหำหด’ ยกระดับกู้ชีพมาตรฐานสากล”

ชัยภูมิ – เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ ร่วมกับอุทยานแห่งชาติไทรทอง จัดฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุบัติเหตุหมู่ กรณีจำลองนักท่องเที่ยวตกหน้าผาหำหด ภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง อำเภอหนองบัวระเหว ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบ “ปลอดภัย ไม่เสี่ยงโรค” ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

การฝึกซ้อมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชัยภูมิ พร้อมทีมเจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารส่วนตำบลโป่งนก อำเภอเทพสถิต เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านการกู้ชีพ กู้ภัย การคัดแยกผู้บาดเจ็บ และการประสานงานหลายหน่วยงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีผู้เข้าร่วมฝึกซ้อมรวม 80 คน

การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายภาคสนาม ให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์วิกฤตได้อย่างรวดเร็ว เป็นระบบ และลดการสูญเสียหากเกิดเหตุจริง ตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุขในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดชัยภูมิ

.

อิ่มอร่อย “กระทะแตกเลิศรส” …เมนู ผัดไทย-หอยทอด… อร่อยจน 2 นายกรัฐมนตรีต้องแวะชิม

ปราจีนบุรี –  อิ่มอร่อย “กระทะแตกเลิศรส” …เมนู ผัดไทย-หอยทอด…  เมื่อปลายตะหลิวและเปลวเพลิงสะท้อนเส้นทางการเมืองแห่งปราจีนบุรีอร่อยจน  2นายกรัฐมนตรี       นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ปู) อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 หรือ นายกฯหนู หรือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีต้องมาชิม!

… เมื่อรสชาติอาหารคือพื้นที่ทับซ้อนของอุดมการณ์ จน 2นายกรัฐมนตรีของไทย แวะมา “ชิม-อิ่มอร่อย” ถึงร้าน”กระทะแตกเลิศรส” ในบริบทของการเมืองไทย  “อาหาร” …เมนู ผัดไทย-หอยทอด…  ไม่เคยเป็นเพียงเรื่องของความอิ่มท้อง แต่คือเครื่องมือสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ที่ลดช่องว่างระหว่าง “ผู้นำ” และ “มวลชน” ได้อย่างแนบเนียนที่สุด

ภายใต้เงาสะท้อนของเปลวไฟที่ลุกโชนบนผิวกระทะเหล็กและเสียงตะหลิวที่กระทบกันเป็นจังหวะหนักแน่น ร้าน “กระทะแตกเลิศรส” ของนายมณเฑียร รอดมาลี หรือ ดำ-ผัดไทย อายุ 54 ปี ร้านจำหน่ายเมนูเด็ด ผัดไทย-หอยทอด ไฟแดง-การเมืองชื่อดัง ริมถนนในตลาดประสิทธิ์เยื้องโอเดียนเก่า หรือ ย่านโรงหนังเก่าในอดีต-ตลาดโต้รุ่ง ในตัวเทศบาลเมืองปราจีนบุรี ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี  ผู้ประสานงานกลุ่มคนเสื้อแดง จ.ปราจีนบุรี  กลายเป็นข่าวโด่งดังทั่วโซเชี่ยล!ชั่วข้ามคืนอีกครั้ง

เมื่อ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 หรือ นายกฯหนู หรือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มากินหอยทอดที่ร้าน จึงเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของไทย!  ที่มาชิมเมนูเด็ด! หอยทอด-ผัดไทยที่ร้านกระทะแตกเลิศรสแห่งนี้!

โดยก่อนหน้านั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ปู) อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 และ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2560 ได้เคยแวะมาชิมเมนูเด็ด ผัดไทย-หอยทอด ที่ร้านนี้ รวมถึง 2 ครั้งมาก่อนแล้ว

ร้าน “กระทะแตกเลิศรส”จำหน่ายเมนูเด็ด ผัดไทย-หอยทอด    เหมือนเป็นหมุดหมายสำคัญในฐานะพื้นที่นัดพบทางการเมืองร่วมสมัย   บนความโดดเด่นของร้านสตรีทฟู้ดแห่งนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของร้านอาหารท้องถิ่น เมื่อสามารถดึงดูดบุคคลระดับนายกรัฐมนตรีถึง 2 ท่านให้แวะเวียนมาลิ้มรส นี่คือบทพิสูจน์ว่ารสชาติที่คงเส้นคงวามากว่า 2 ทศวรรษสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงขั้วการเมืองที่แตกต่างเข้าด้วยกันได้อย่างน่าสนใจ และยังสะท้อนถึงตัวตนของผู้เป็นเจ้าของร้านที่มีจุดยืนทางการเมืองที่ร้อนแรงไม่แพ้เปลวไฟหน้าเตา

นายมณเฑียร รอดมาลี หรือ ดำ-ผัดไทย อายุ 54 ปี เจ้าของร้านกระทะแตกเลิศรส  กล่าวว่า   กระแสโซเชียลและการบอกต่อ หลังจากที่นักการเมืองระดับประเทศมาแวะเวียน ร้านกลายเป็นข่าวโด่งดังในโลกโซเชียลและสื่อต่างๆ ทำให้ลูกค้าจากจังหวัดใกล้เคียงตามมารับประทานตามรอยนักการเมือง ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว   กลายเป็นประเด็นไวรัลในชั่วข้ามคืนจากการเยือนของบุคคลสำคัญ  โดยล่าสุด  ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 หรือ นายกฯหนู หรือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มากินหอยทอดที่ร้าน

ครั้งแรกนั้นโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (นายกฯ คนที่ 28)  เคยแวะมาชิมเมนูเด็ดที่ร้านถึง 2 ครั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2560 เพื่อให้กำลังใจมวลชนเสื้อแดง และชื่นชมว่ารสชาติอร่อย และ   นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 (ในฐานะแคนดิเดตนายกนายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรค)  เมื่อครั้งเดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่ปราจีนบุรี

การมาเยือนของนายอนุทินสร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อเขาเลือกเดินเท้าจากร้านข้างเคียงมายังหน้าร้าน “กระทะแตก” เพียงเพื่อดูว่าขายอะไร ก่อนจะสั่งหอยทอดมารับประทานแบบ “ยืนกินหน้าร้าน” จากกล่องพลาสติกโดยไม่ถือตัว ภาพการทานจนหมดกล่องท่ามกลางฝูงชนคือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความเป็นคนเข้าถึงง่ายและการสื่อสารกับผู้ประกอบการรายย่อยโดยปราศจากพิธีรีตอง

นายมณเฑียรนอกจากเป็นพ่อครัว    แต่ยังเป็น ผู้ประสานงานกลุ่มคนเสื้อแดง (นปช.) จ.ปราจีนบุรี และเป็น ผู้ประสานงานพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ด้วย   เขาแสดงจุดยืนชัดเจนด้วยการสวมเสื้อแดงเป็น “โลโก้ประจำตัว” ในการทำอาหารทุกวัน และตกแต่งร้านด้วยสัญลักษณ์สีแดง

การตกแต่งร้านที่เป็นเอกลักษณ์   ภายในและหน้าร้าน     มีการติดรูปถ่ายของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายทักษิณ ชินวัตร รวมถึงป้ายแสดงความยินดีกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ทำให้ร้านมีบรรยากาศทางการเมืองที่เข้มข้นและเป็นจุดดึงดูดทั้งนักการเมืองและมวลชน

นายมณเฑียร เล่าถึง   ความเป็นมาของร้าน    ร้านนี้เป็นธุรกิจในครัวเรือนที่สืบทอดต่อกันมาเป็น รุ่นที่ 2 โดยตนนายมณเฑียร รอดมาลี หรือ “ดำ-ผัดไทย” เจ้าของร้านวัย 54 ปี ดำเนินกิจการมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี   เอกลักษณ์การปรุง – ชื่อเสียงของร้าน   มาจากเมนูผัดไทยและหอยทอดสูตรโบราณ   ที่เน้นความรวดเร็วและใช้ไฟแรงจนไฟลุกท่วมหน้าเตา (ไฟแดง) ทำให้มีกลิ่นหอมกระทะและความกรอบที่เป็นเอกลักษณ์ จนเป็นที่มาของเสียงตะหลิวกระทบกระทะที่ดังไม่ขาดสาย  หากคุณสนใจอยากลองชิมเมนูระดับ “นายกฯ แวะชิม” ร้านเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.00 น. ถึง 22.00 น. (หยุดทุกวันเสาร์)

เบื้องหลังหน้าเตาที่ร้อนระอุคือ นายมณเฑียร รอดมาลี หรือ “ดำ-ผัดไทย” วัย 54 ปี    เป็นมากกว่าพ่อครัว แต่คือ  “นักเคลื่อนไหว” ที่แสดงออกถึงอุดมการณ์ผ่านวิชาชีพอย่างชัดเจน ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มคนเสื้อแดง-หัวใจสีแดงแห่งปราจีนบุรี และเป็น ผู้ประสานงานพรรคเพื่อไทยจังหวัดปราจีนบุรี

 สัญลักษณ์เชิงประจักษ์    หน้าร้านประดับโปสเตอร์ขนาดใหญ่ (80 ซม. x 1 เมตร) แสดงความยินดีกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 พร้อมป้ายคู่ของนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ระบุข้อความ “รออดีตนายกฯ กลับประเทศไทย”

นายมณเฑียร  จะสวมเสื้อแดง นปช. เป็นประจำทุกวันในการทำอาหาร เพื่อเป็นโลโก้ประจำตัวที่ยืนยันถึงความจงรักภักดีต่อแนวคิดทางการเมือง    เขาเชื่อมั่นในผลงานของอดีตนายกฯ ทักษิณ โดยเฉพาะนโยบายที่สร้างประโยชน์ให้คนในชนบทอย่าง “30 บาทรักษาทุกโรค” และ “กองทุนหมู่บ้าน” ซึ่งเขามองว่าเป็นรากฐานที่เปลี่ยนชีวิตประชาชนได้จริง

อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจ  คือ    “ดำ-ผัดไทย” ยังคงรักษาสปิริตของผู้ให้บริการได้อย่างมืออาชีพ   เขาสามารถต้อนรับแขกต่างขั้วการเมืองอย่างนายอนุทินด้วยมิตรภาพที่จริงใจ สะท้อนว่า    รสชาติอาหารไม่มีพรมแดนอุดมการณ์มาขวางกั้น

นายมณเฑียร หรือ “ดำ-ผัดไทย”  เล่าถึง    สูตรลับ “กระทะแตก”25 ปีแห่งความเชี่ยวชาญ  และ  การคงเส้นคงวาจนกลายเป็นศิลปะการปรุงที่หาตัวจับยาก  เมนูหอยทอด  หัวใจสำคัญคือ “แป้งสูตรโบราณ” ที่ผสมผสานแป้งนวดและหมักทิ้งไว้นาน 1 ชั่วโมงเต็ม เมื่อเจอกับเทคนิคการเร่งไฟจน “ไฟแดงวาบ” ลุกท่วมหน้าเตา แป้งจะสุกกรอบนอกนุ่มในพร้อมกลิ่น “กระทะไหม้” ที่เป็นเอกลักษณ์ดึงดูดใจผู้พบเห็นยามค่ำคืน

ส่วน  ผัดไทย  ทีเด็ดอยู่ที่น้ำซอส “4 รส” (หวาน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด) ที่เคี่ยวจากน้ำตาลปี๊บและน้ำมะขามเปียกคั้นสด ผัดคลุกเคล้ากับเส้นก๋วยเตี๋ยวและกุ้งสดใหม่ จนเข้าเนื้อโดยไม่ต้องปรุงเพิ่ม การรักษามาตรฐานรสชาติและการปรุงที่ “ถึงอกถึงใจ” มากว่าสองทศวรรษ คือรากฐานที่แข็งแกร่งซึ่งทำให้ร้านสามารถยืนหยัดและกลายเป็นไวรัลได้ในทันทีที่มีแรงกระเพื่อมจากการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

ตัวเลขสะท้อนความสำเร็จ  เส้นผัดไทย เพิ่มปริมาณจาก 12 กิโลกรัม เป็น 24 กิโลกรัมต่อวัน   หอยทอด   เพิ่มปริมาณจาก 8 กิโลกรัม เป็นกว่า 15 กิโลกรัมต่อวัน

ท่ามกลางความคึกคัก นายมณเฑียรยังคงสะท้อนมุมมองในฐานะผู้ประกอบการว่าต้องการเห็นรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจภาพรวม เขาให้ความสนใจทั้งเรื่องโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และประเด็นละเอียดอ่อนอย่าง MOU ไทย-กัมพูชา แม้ธุรกิจครอบครัวของเขาจะประสบความสำเร็จจน “ไร้หนี้สิน” แต่เขายังหวังเห็นนโยบายที่ทำให้ประชาชนทั่วไปอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน

ด้าน  น้องโจ กับ น้องแชมป์  กล่าวว่า   มากันจากโคกปีบ หรือ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรีมาเที่ยวงานกาชาด จ.ปราจีนบุรีเลยแวะมาทาน เมนู “หอยทอด”ตามนายกฯอนุทินเพราะเห็นจากข่าว ขอบอกว่า อร่อยจริง!

 ด้าน  นายนนท์   กิตติธเนศวร กล่าวว่า  มาจากจังหวัดนครนายกคนเดียว  หลังได้ดูจากโพสต์ข่าว และ ติ๊กต๊อก  และ พี่ชาย ชื่อนายเกรียงไกร กิตติธเนศวร หรือ สส.หนุ่ม  บอกว่า ร้านนี้อร่อย พี่ชายเป็นสส. จังหวัดนครนายกเมื่อก่อนอยู่พรรคเพื่อไทย  ปัจจุบันอยู่พรรคภูมิใจไทยตามท่านอนุทินมาในวันนั้นด้วย ตนจึงมาทานเมนูหอยทอด ตามเมนูนายกฯอนุทิน อร่อยจริงๆ  นายนนท์   กล่าวในที่สุด

สำหรับนักชิมและผู้ที่สนใจสัมผัสบรรยากาศ “ผัดไทย-หอยทอดการเมือง” ปักหมุดชิมตามรอยผู้นำสามารถเดินทางไปได้ที่    ที่ตั้ง ย่านตลาดโต้รุ่ง (ตลาดประสิทธิ์ เยื้องโอเดียนเก่า) เทศบาลเมืองปราจีนบุรี ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี  เวลาทำการ 11.00 น. – 22.00 น. (หยุดทุกวันเสาร์)ติดต่อ 084-865-9115 (มีบริการออกร้านนอกสถานที่)

ร้าน “กระทะแตกเลิศรส” ไม่ได้เป็นเพียงสถานประกอบการอาหารที่เน้นผลกำไร แต่   คือพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่บันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยผ่านปลายตะหลิวและเปลวเพลิง    ที่นี่รสชาติของอาหารและอุดมการณ์ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อม   ยืนยันว่าไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ขั้วการเมืองใด รสชาติที่แท้จริงคือจุดร่วมเดียวที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและอิ่มเอมไปพร้อมกันได้เสมอ

โดย… มานิตย์ สนับบุญ – ข่าว / ณัฐนันท์-ศุภมิตร – ภาพ / ปราจีนบุรี ###

“มาดามแป้ง” เยี่ยมชมการเก็บตัวฝึกซ้อม ทีมชาติไทย U17 ที่สมุย เตรียมลุยศึกชิงแชมป์เอเชีย

”มาดามแป้ง“ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เดินทางมาให้กำลังใจ ทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ถึงแคมป์ฝึกซ้อม ภายใน มาราเลน่า สปอร์ต รีสอร์ท เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับทำการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี 2026 รอบสุดท้าย (AFC U17 Asian Cup Saudi Arabia 2026) ระหว่างวันที่ 5 – 22  พฤษภาคม 2569 ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ภายใต้การคุมทัพของ “มาร์โค ก็อคเคิ่ล” หัวหน้าผู้ฝึกสอน

โดยล่าสุด ทีมชาติไทย U17 ได้ลงอุ่นเครื่องกับ สมุย ยูไนเต็ด ทีมระดับไทยลีก 3 ผลปรากฏว่า เสมอกันไป 2-2 ซึ่งการแข่งขันกัน 4 ควอเตอร์ ควอเตอร์ละ 30 นาที

การเก็บตัวครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ โดยจะเก็บตัวฝึกซ้อม ไปจนถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนที่เดือนมีนาคม จะกลับไปเข้าแคมป์ฝึกซ้อมที่ กรุงเทพฯ พร้อมเชิญทีมชาติอุซเบกิสถาน แชมป์เก่ารายการ ชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ครั้งล่าสุด มาอุ่นเครื่องด้วย

สำหรับ ฟุตบอลชายทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย ในรายการ 𝗔𝗙𝗖 𝗨𝟭𝟳 𝗔𝗦𝗜𝗔𝗡 𝗖𝗨𝗣 𝗦𝗔𝗨𝗗𝗜 𝗔𝗥𝗔𝗕𝗜𝗔 𝟮𝟬𝟮𝟲 โดยอยู่ในกลุ่ม เอ ร่วมกับ ซาอุดีอาระเบีย, ทาจิกิสถาน และ เมียนมา

#Matchday1 
 คืนวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 (วันที่ 6 พฤษภาคม)
🇹🇯 ทาจิกิสถาน พบ ไทย 🇹🇭
 เวลา 00.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
คิง อับดุลลาห์ สปอร์ตส์ ซิตี้ สนาม B (Champions)

#Matchday2
 คืนวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 (วันที่ 10 พฤษภาคม)
🇹🇭 ไทย พบ ซาอุดีอาระเบีย 🇸🇦
 เวลา 00.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
 คิง อับดุลลาห์ สปอร์ตส์ ซิตี้ Hall Stadium (Legends)

#Matchday3
คืนวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 (วันที่ 13 พฤษภาคม)
🇹🇭 ไทย พบ เมียนมา 🇲🇲
เวลา 00.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
 คิง อับดุลลาห์ สปอร์ตส์ ซิตี้ สนาม B (Champions)

 ถ่ายทอดสดทาง Youtube : BG Sports

การแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มจะหาทีมแชมป์และรองแชมป์ของทั้ง 4 กลุ่มผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ และหา 8 ชาติที่ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศเป็นตัวแทนของทวีปเอเชีย ไปแข่งขัน ฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์โลก U17 (FIFA U-17 World Cup 2026) ที่ประเทศกาตาร์ ในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2569 ต่อไป

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ทีมชาติไทยU17 #U17 #AFCU17 #AFCAsianCupU17 #AFCAsianCup #AFCU17AsianCupSaudiArabia2026 #ฟุตบอลชายชิงแชมป์เอเชียU17

ม.อัสสัมชัญ ผนึกผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สร้างบุคลากรขั้นสูง รองรับเศรษฐกิจยุค New Energy Vehicle (NEV)

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (AU) ตอกย้ำบทบาทสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับนานาชาติ ในฐานะฟันเฟืองสำคัญเพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย โดยการเปิดศูนย์วิจัยและเรียนรู้ด้านพลังงานใหม่ Gabriel Mary New Energy Research and Learning Center เพื่อต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

หมุดหมายสำคัญของการบูรณาการระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม

การเยือนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (Industry-Academic Collaboration) โดยได้รับเกียรติจากผู้นำระดับแถวหน้าของประเทศ นำโดย:

• คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)
• คุณตรีพล บุณยมาน รองผู้อำนวยการ สถาบันยานยนต์ (TAI)
• Mr. Jia Weichao (Jason) Director, บริษัท MG Sales (Thailand)
ในส่วนของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ นำโดย ดร. กิติกร ดาวพิเศษ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาพัฒนาจริยธรรม พร้อมด้วย ผศ.ดร. ณรงค์ อภิรัตน์สกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมให้การต้อนรับและหารือแนวทางความร่วมมืออย่างใกล้ชิด

ยกระดับทักษะแรงงาน สู่มาตรฐานวิศวกรรมขั้นสูง

คณะผู้บริหารได้ร่วมหารือเชิงลึกถึงแนวทางการพัฒนาหลักสูตร Upskill และ Reskill เพื่อบ่มเพาะวิศวกรและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ (Advanced Engineers) ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 แกนหลักสำคัญ:

1. Strategic R&D: การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ร่วมกับภาคเอกชน
2. Professional Training: การจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมขั้นสูงเพื่อยกระดับขีดความสามารถของกำลังคนในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
3. Sustainability Goals: การขับเคลื่อนนโยบาย Green Mobility เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ตามวิสัยทัศน์ประเทศไทย 4.0
“มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พร้อมแล้วที่จะเป็นศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการและนักวิชาชีพในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค New Energy Vehicle อย่างยั่งยืนและมั่นคง”

.

นักท่องเที่ยวต่างชาติทะลักฉลองเทศกาลตรุษจีนเงินสะพัดเมืองหาดใหญ่

“ตรุษจีน” หาดใหญ่เป็นไปตามเป้า 30-40 %  นักท่องเที่ยวไทย  มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ประเภทวอล์คอินทยอยเข้ามา

นายวิทยา แซ่ลิ่ม มัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลา ผู้ก่อตั้งสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลา ประชาสัมพันธ์สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า เทศกาลตรุษจีนปี 2569  เมืองหาดใหญ่มีถึง 4 งาน จัดทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ เช่น บริเวณมูลนิธิท่งเซียเซียงตึ้ง  โรงเรียนศรีนคร ห้างเซ็นทรัล และบริเวณห้างสรรพสินค้าโอเดียน  ซึ่จะได้กระจายนักท่องเที่ยวได้ท่องเที่ยวช๊อปตามความประสงค์ คาดการณ์ว่าเป็นตามเป้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประมาณ 50,000 คน จากที่เป็นวันหยุดยาวเฉพาะชาวจีนประมาณ 15 วัน

ซึ่งนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศอินโดนีเซีย จะได้ทยอยเข้ามาท่องเที่ยว หากเทียบแล้วในช่วงวันเทศกาลจะมีนักท่องเที่ยวมาเลเซีย 100 % และจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวประเทศอินโดนีเซีย ไม่ต่ำกว่า 30 % และชาวไทย

“นักท่องเที่ยวชาวอินโดนีเซียจะมาจากเมืองเมดาล เข้ามายังรัฐปินัง มาเลเซีย แล้วเดินทางต่อมายังหาดใหญ่สงขลา ส่วนกำลังซื้อก็ใกล้เคียงกับชาวมาเลเซีย 5,000 – 6,000 บาท / วัน แต่นักท่องเที่ยวจะมาท่องเที่ยวไม่ถี่จะมาเฉพาะวันเทศกาลสำคัญและเป็นวันหยุดยาวของอินโดนีเซีย และเทศกาลตรุษจีนยังมีนักท่องเที่ยวประเภทวอล์คอินเริ่มทยอยเข้า” นายวิทยา กล่าว

นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่า ททท.ด้านสินค้าและธุรกิจการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า เทศกาลตรุษจีนหาดใหญ่สงขลาได้จัดานเทศกาลตรุษจีนขึ้นระหวางวันทา 17-20 กพ.คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าน่วมประมาณ 50,000 คน ระหว่าง 4 วัน โดยจะดึงนักท่องเที่ยวนานาชาติเข้ามาโดยเฉพาะจากประเทศมาเลเซีย และรวมถึงชาวไทย

นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า หาดใหญ่ มีความสำคัญของประเทศไทย เพราะได้มีการส่งเสริมมีความครบถ้วนมีสนามบินนานาชาติ โรงแรมชั้นมาตรฐาน และนอกนั้นคือความหลากหลายทางศิลปะ วัฒนธรรมผสมผสานไทย จีน มุสลิม

.

ถอดบทเรียน 4 ปี Chiang Mai Greentopia ต้นแบบเมืองอาหารปลอดภัย-สุขภาวะยั่งยืน

ก้าวย่างสู่ปีที่ 4 ของโครงการ Chiang Mai Greentopia ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส. ซึ่งมุ่งหวังให้เชียงใหม่กลายเป็นโมเดลต้นแบบด้านสุขภาวะระดับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดเชียงใหม่ในการเป็นจังหวัดต้นแบบด้านความมั่นคงทางอาหาร

ศ.ดร.พวงรัตน์ แก้วล้อม ในฐานะผู้จัดการโครงการฯ ได้ชี้ให้เห็นถึงกลไกสำคัญอย่างภาคี Green Kitchen กว่า 50 ร้าน ที่ให้ความสำคัญการใช้วัตถุดิบเกษตรอินทรีย์และผักพื้นบ้านเป็นหลัก ซึ่งความน่าสนใจอยู่ที่การปรับตัวของร้านอาหารที่หันมาออกแบบเมนูตามฤดูกาล  ซึ่งสอดคล้องกับวิถีการปลูกของเกษตรกรในพื้นที่เชียงใหม่ โดยมีเชฟเป็นตัวกลางสำคัญในการสื่อสารเรื่องความรอบรู้ด้านอาหาร (Food Literacy) ไปสู่ผู้บริโภค

ศ.ดร.พวงรัตน์ ชี้ว่า  โครงการ Chiang Mai Greentopia  เชฟได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ไม่เพียงแต่การปรุงอาหารให้คนเชียงใหม่ได้รับประทานเท่านั้น เชฟยังช่วยสื่อสารความรอบรู้ด้านอาหารอีกด้วย  โดยเมื่อปี 2568 โครงการฯ มีการเชิญเชฟต้นแบบ มาเรียนรู้เรื่องโภชนาการ จากนั้นร่วมกันออกแบบปฏิทินเมนูอาหารจานเด่น (Signature dish) 12 เดือน โดยใช้ผักพื้นบ้านเป็นหลัก  
 
การกินตามฤดูกาล การกินผักพื้นบ้าน จึงเป็นนัยทางสุขภาพว่า อาหารนั้นๆ ปลอดภัยจากสารเคมีปนเปื้อนซึ่งผักพื้นบ้าน มีวางจำหน่ายอยู่ที่ริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ตทั้ง 7 สาขาแล้ว

คุณนุ่น-ธิดา วรเนตร ผู้บริหารจากริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต ซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น แห่งเมืองเชียงใหม่ และได้รับคัดเลือกจากโครงการ Chiang Mai Greentopia  ให้เป็น Green People ประจำปี 2569 

คุณนุ่น มองว่า  ริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต อยู่กับชุมชน  ริมปิงฯ เป็นของชุมชน ทำงานในชุมชน ลูกค้าก็เป็นคนในชุมชนที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนเชียงใหม่เท่านั้น แต่รวมถึงคนที่ย้ายถิ่นฐาน ต่างชาติที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่เชียงใหม่ด้วย  ริมปิงฯ จึงให้ความสำคัญกับสินค้า Local ผักพื้นบ้าน รวมถึง ชีสท้องถิ่น ซึ่งในเชียงใหม่มีความหลากหลายสูงมาก

นอกจากนี้ ริมปิง ซุปเปอร์มาร์เก็ต ยังคงยึดมั่นในแนวคิด ‘ความยั่งยืน’  (Sustainability) โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม โดยทุกวันพุธ มีนโยบายลดการใช้ถุงพลาสติก  ทดแทนด้วยการรณรงค์ให้ลูกค้าพกหรือนำถุงผ้ามาเอง และริมปิงฯ จะมีกล่องใส่สินค้าให้แทนหากท่านใดลืมพกถุงผ้ามา 

ส่วนโครงการผัก 5 สี บอกลูกค้าด้วยสติกเกอร์แสดงที่มาที่ไปของผัก จำแนกวิธีการเพาะปลูกโดยใช้สีเป็นตัวกำหนด   เพื่อให้ลูกค้า ได้เลือกซื้อผักที่ตรงกับวิธีการบริโภคของตัวเองและสอดรับกับกำลังการผลิตโดยมีฤดูกาลเป็นตัวแปรสำคัญ

สัญลักษณ์สีเขียว เป็นเกษตรอินทรีย์ 100% ได้ Certified Organic ปราศจากสารเคมีในทุกขั้นตอน สัญลักษณ์สีฟ้า ผักปลอดสารพิษ ผักที่ปลูกด้วยกระบวนการทางเกษตรอินทรีย์ไม่มีการใช้สารเคมี ตั้งแต่ระยะเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว แต่ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

สัญลักษณ์สีขาว ไฮโดรพอนิกซ์ การปลูกพืชผักโดยไม่ใช้ดิน พืชจะปลูกในน้ำที่มีธาตุอาหารพืชละลายอยู่ ไม่มีโรค ไม่มีวัชพืช ไม่มีศัตรูพืช ไม่ต้องจัดการดิน

สัญลักษณ์สีเหลือง ผักปลอดภัย ปุ๋ยเคมีถูกใช้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่จะลดใช้ปุ๋ยเคมีก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน

สัญลักษณ์สีแดง ผักทั่วไป เป็นผักที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป ไม่ระบุวิธีการปลูกที่แน่ชัด ริมปิงมีการสุ่มตรวจอยู่เป็นประจำ หากพบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ ริมปิงฯ จะไม่ทำการรับซื้อจากผู้ส่งรายนั้นๆ

“สำหรับเกษตรกรท้องถิ่นผู้ปลูกพืชผักที่ใช้ความพยายามปลูกแบบออแกนิกส์ แต่ไม่มีกำลังไปขอ Certified Organic ริมปิงฯ มองว่า พืชผักของเขาออแกนิกส์เช่นกัน จึงเกิดสติกเกอร์สีฟ้าให้กับเกษตรกรกลุ่มนี้  ซึ่งผักพื้นบ้านจะเป็นสติกเกอร์สีฟ้าส่วนใหญ่” คุณนุ่น-ธิดา ระบุ  พร้อมกับอธิบายถึงขั้นตอนการควบคุมคุณภาพ (QC) ทั้งการตรวจแปลง ตรวจสอบ และการยึดมั่นในการเป็น “The Market of Choice” ที่คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด ดีต่อผู้ซื้อและดีต่อผู้ขาย ทำให้ทุกวันนี้ ผักสติกเกอร์สีเขียว จึงเป็นผักที่เยอะที่สุดในร้านริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต

 เธอยังเล่าต่อด้วยว่า “มีครั้งหนึ่ง ริมปิงฯ เปิดสาขาเพิ่ม จู่ๆ ผู้ส่งพืชผักก็มีผักงอกให้เรา เมื่อตรวจสอบ พบว่า ผู้ส่งรายนั้นไปซื้อพืชผักจากที่อื่นเพื่อมาส่งริมปิงฯ  เราก็ให้ใบเหลืองไป และต่อมามีการทำโทษ  ปัจจุบัน ริมปิง ซูเปอร์มาร์เก็ต สาขานิ่มซิตี้  มีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบสารเคมีปนเปื้อนในผลิตผลอย่างจริงจัง”

 จะเห็นได้ว่า การใช้ระบบสัญลักษณ์สีเป็นตัวช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เช่น แครอทที่มีสติกเกอร์สีเขียวและสีแดงจะมีราคาที่แตกต่างกันตามระดับความปลอดภัย  ซึ่งระบบนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ผู้ซื้อ แต่ยังส่งผลดีต่อเกษตรกรท้องถิ่น เพราะเป็นแรงจูงใจในการกำหนดราคาตามคุณภาพมาตรฐาน หากเกษตรกรยกระดับการเพาะปลูกจนได้รับสัญลักษณ์สีเขียว ก็จะได้รับราคาผลตอบแทนที่สูงขึ้น กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกษตรกรพยายามพัฒนาคุณภาพสินค้าของตนเองอย่างต่อเนื่อง

จากความเข้มแข็งในการร่วมกันสร้างเชียงใหม่เมืองสีเขียว ทางโครงการ Chiang Mai Greentopia  ยังได้ริเริ่มในการสร้างมาตรฐานอินทรีย์ผักพื้นบ้านเกษตรอินทรีย์ PGS (Participatory Guarantee System) ภายใต้ชื่อ “PGS กรีนฟาร์ม” ซึ่งมาจากการขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรกร Chiang Mai Green Farm ที่มีมากกว่า 100 แปลงในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเป็นระบบรับรองเกษตรอินทรีย์ที่ใช้การมีส่วนร่วมของชุมชน มหาวิทยาลัย

 และร้านอาหารในกลุ่ม Chiang Mai Green Kitchen โดยผักจาก PGS กรีนฟาร์ม นี้จะผ่านการตรวจสอบสารเคมีปนเปื้อนทั้งดิน น้ำ และผักจากห้องปฏิบัติการ ตลอดจนมีการให้คำปรึกษาเกษตรกร เพื่อให้สามารถมีผลผลิตอย่างต่อเนื่องที่คุณภาพสูงสู่ร้านอาหาร ภายใต้แบรนด์ “สวนผักฮักร้องขุ้ม” (ต้นแบบความเชื่อถือของ Chaing Mai Green Farm ที่ภาคีเครือข่ายเชื่อมั่น) ซึ่งผ่านการตรวจสอบสารเคมีที่เข้มงวดของริมปิงฯ สู่การได้รับการรับรองสติกเกอร์สีฟ้าในการจำหน่ายที่ริมปิงฯ อีกด้วย

ด้าน เชฟจีโน่ – พิสิษฐ์ จิโนปง จากโรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่  โชว์เมนู  “กาดก้อม” รวมในส่วนของอาหารพื้นบ้าน ที่คนอาจลืมไปแล้ว  อย่างแกงบอน เนื้อสัตว์หนังควายตากแห้ง ขนมปังกรอบใช้ใบจันทร์หอมกรุ่น แกงอ่อมหมู ราดด้วยน้ำเหมี่ยงก็แทบไม่ค่อยมีคนทำแล้ว และเมนู “โค๊ะโล๊ะ”  รวมถึง แกงผักเชียงดา ปลาแห้ง ในงาน Taste of Chiang Mai ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลองชิม พร้อมกับการอธิบายอาหารหนึ่งจาน มีเรื่องเล่า มีเรื่องราวและเส้นทางอาหารดีต่อสุขภาพ ดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

เชฟจีโน่ บอกว่า ทางเซ็นทาราฯ ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบประเภทผักพื้นบ้าน โดยผู้ประกอบการกลุ่มโรงแรมและเชฟต่างมีส่วนร่วมในการสนับสนุนฟาร์มให้ประสบความสำเร็จร่วมกัน

“วันนี้เราต้องยอมรับวัตถุดิบพืชผักที่เราได้จากแหล่งอื่นๆ มีการปนเปื้อนสารเคมีทางการเกษตร ฉะนั้น สวนผักฮักร้องขุ้ม ต้นน้ำที่สนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกพืชผักอินทรีย์แบบนี้หายากแล้ว ผู้ประกอบการโรงแรมอยู่ในส่วนของปลายน้ำ ทางโรงแรมได้เล็งเห็นศักยภาพ การช่วยเหลือเกษตรกรเชียงใหม่ที่ปลูกผักปลอดภัยจากสารเคมี”

ส่วนเชฟไก่ – สุปรีชา ตันสิงห์ จากโรงแรมยู นิมมาน เป็นผู้รังสรรค์เมนู “ข้าวซอยเนื้อเสือร้องไห้” เลือกใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน ร่วมกับ Signature_Dish จาก 9 เชฟดังเมืองเชียงใหม่ แต่ละจานเล่าเรื่องของวัตถุดิบท้องถิ่น ผักตามฤดูกาล และแนวคิดการกินเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง โดยเชฟไก่ ยังได้อธิบายทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตุ๋นตัวเนื้อกับสมุนไพรที่มีอยู่ทางภาคเหนือเพื่อให้เนื้อเปื่อย การนำน้ำสต๊อกมาทำน้ำข้าวซอย พริกแกงข้าวซอย หรือการนำน้ำตุ๋นมาเพิ่มรสชาติความเป็นข้าวซอยเนื้อในสูตรเมือง และมาปรับให้เหมาะกับการทานกับเนื้อ

สุดท้าย ศ.ดร.อภิชาต โสภาแดง คณบดีวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ มช. มองเห็นถึงการขับเคลื่อนโครงการ Chiang Mai Greentopia  มา 4  ปี ขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะและความยั่งยืนในจังหวัดเชียงใหม่ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ เกษตรกร เชื่อมโยงต่อไปยังร้านอาหารดังๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ รวมถึงผู้จัดจำหน่าย สถาบันการศึกษา และผู้บริโภค  เพื่อให้เกิดเป็นระบบอาหารที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวันของคนเชียงใหม่

“แม้โครงการนี้จะเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ แต่ผมมองว่า การทำงานได้สะท้อนออกไปยังจังหวัดอื่นๆ ของประเทศด้วย เราได้เห็นความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของอาหารมีความยั่งยืน  และมีความปลอดภัย”

กมธ.วิสามัญวุฒิสภา ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ศรีสะเกษ วันที่ 2 ศึกษาข้อดีข้อเสียกรณีเสนอให้ยกเลิก MOU

คณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ศรีสะเกษ วันที่ 2 ศึกษาข้อดีข้อเสียกรณีเสนอให้ยกเลิก MOU ปี 2543 และ 2544

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ปี 2543 และ 2544 ของวุฒิสภา ลงพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามสถานการณ์ปัญหาเขตแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังการหยุดยิง พร้อมรับฟังข้อคิดเห็นจากหน่วยงานราชการและประชาชนในพื้นที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย จ่าเอกสมควร สิงห์คำ นายอำเภอกันทรลักษ์ และผู้บัญชาการหน่วยทหารในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปข้อมูล

คณะกรรมาธิการได้เดินทางตรวจเยี่ยมพื้นที่สำคัญตามแนวชายแดน ได้แก่ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ฐานปฏิบัติการผาหลวง ปราสาทโตนตลวน และผามออีแดง เพื่อรับฟังสถานการณ์จากผู้แทนกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 และหน่วยงานด้านความมั่นคง พร้อมตรวจสอบภูมิประเทศแนวเขตแดน รวมถึงประเด็นพื้นที่ทับซ้อน และกรณีการละเมิดบันทึกความเข้าใจ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาในจังหวัดศรีสะเกษ ตลอด 2 วันที่ผ่านมา พบข้อเท็จจริงหลายประการ ทั้งการก่อสร้างถนนและสิ่งปลูกสร้างที่ลุกล้ำในพื้นที่ทับซ้อน หรือ No Man’s Land ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้ตาม MOU ปี 2543

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พื้นที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหารเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โดยข้อเท็จจริงทั้งหมดจะถูกนำไปประกอบการจัดทำรายงาน เพื่อประเมินสถานการณ์เชิงลึก เสนอในที่ประชุมวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี สำหรับกำหนดท่าทีต่อกรอบความร่วมมือชายแดนไทย–กัมพูชาในระยะต่อไป

ด้าน พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา คณะกรรมาธิการทหาร และความมั่นคงของรัฐ ระบุว่า หากเกิดสถานการณ์สู้รบอีกครั้ง ขอให้ประชาชนมั่นใจในศักยภาพของกองกำลังฝ่ายไทย ที่พร้อมปกป้องเอกราชและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มที่

โอกาสเดียวกันนี้ คณะกรรมาธิการยังได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และอาสาสมัครพิทักษ์ป่า ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.