ตร.ทล.บุกรวบ 3 ผู้ต้องหาเครือข่ายค้ายาข้ามจังหวัดยึดของกลางล็อตใหญ่ 8 ล้านเม็ด

ตาก-ตำรวจทางหลวงจับ ยาบ้า 8,000,000 เม็ด ที่ปั๊มดัง รวบ 3 ผู้ต้องหา เผยเครือข่ายขนยาข้ามจังหวัด ค่าจ้างครึ่งล้าน

เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง 1.กองกำกับการ 5. (สถานีตำรวจทางหลวงตาก) ,ตำรวจภูธรจังหวัดตาก, ร่วมกันตรวจยึด จับกุม ยาเสพติด (ยาบ้า) ได้ จำนวน 8,000,000 เม็ด พร้อมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย ที่ลักลอบขนยาเสพติด จำนวนดังกล่าว 

โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้บริเวณสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง แห่งหนึ่ง ในเขต อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก

นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ได้เดินทาง มาที่ ตำรวจทางหลวง 1.กองกำกับการ 5. (สถานีตำรวจทางหลวงตาก) เพื่อติดตามผลการจับกุมคดียาเสพติด พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ที่ร่วมกันปฏิบัติการจับกุม

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การว่า ได้รับจ้างขนยาเสพติดมาแล้วรวม 2 ครั้ง โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งไปรับยาเสพติดมาจากจังหวัดเชียงราย เพื่อนำไปส่งยังปลายทางในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดสระบุรี ได้รับค่าจ้างจำนวน 200,000 บาท สำหรับครั้งแรก และ 500,000 บาท สำหรับครั้งที่ 2 โดยถูกจับกุมได้ขณะจอดแวะรับประทานอาหารภายในสถานีบริการน้ำมันดังกล่าว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง 1.กองกำกับการ 5. (สถานีตำรวจทางหลวงตาก) ได้ดำเนินการบันทึกการจับกุม ณ.สถานีตำรวจทางหลวงตาก  ก่อนนำผู้ต้องหา พร้อมของกลาง ส่งคดีไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และขยายผลไปยังเครือข่า ขบวนการค้ายาเสพติดต่อไป

จนท.จับพรานป่า ล่าสัตว์ หนึ่งในสาเหตุหนึ่งของการเผาป่าเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าแม่ตื่น

จากการที่ได้เกิดการเผาป่า ทำให้เกิดจุดความร้อนขึ้นเป็นจำนวนมากติดต่อกันมาหลายวัน  ที่บ้านแสม หมู่ที่ 4 ต.สามหมื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก

ฝ่ายปกครองอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก  ได้มีการสอบถามเพื่อทราบถึงสถานการณ์จากหัวหน้าพันธุ์เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าแม่ตื่น เพื่อขอความร่วมมือในการช่วยหาทางลดจุดความร้อน ดำเนินคดีผู้ที่กระทำผิดให้ได้ เพื่อเป็นการป้องปรามผู้ที่เผาป่า หวังผลจากการล่าสัตว์

เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น ได้ ทำการออกตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ในพื้นที่รับผิดชอบ ในวันที่ 29 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 23.20 น.  คณะเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น ร่วมกับเจ้าหน้าที่สายตรวจปราบปราม สายที่ 1 เจ้าหน้าที่ร้อยตำรวจตระเวฯชายแดน 345 เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร สภ.แม่ระมาด และเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าแม่ตื่น ได้ร่วมกันตรวจยึดจับกุม ผู้กระทำความผิดการล่าสัตว์ป่า  ผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมด้วยของกลาง ได้แก่

          1.ซากอีเห็นข้างลาย จำนวน 1 ตัว น้ำหนัก 3.2 กิโลกรัม 
          2.ซากกระรอกบินเล็กแก้มขาว จำนวน 2 ตัว น้ำหนักรวม 400 กรัม
          3.รถยนต์ จำนวน 1 คัน
          4.อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ขนาด.22 LR พร้อมกล้องเล็ง จำนวน 1 กระบอก
          5.กระสุนปืน ขนาด.22 LR จำนวน 15 นัด
          6.ปลอกกระสุนปืน ขนาด.22 LR จำนวน 1 ปลอก

          7.อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ (ปืนแก๊ป) จำนวน 1 กระบอก พร้อมอุปกรณ์ประกอบด้วย ดินปืน 1 ขวด ,ลูกตะกั่ว 1 ถุง ,แก๊ป ,ฝอย ,ออดเป่าเรียกสัตว์ 1 อัน
         8.ไฟฉายคาดหัว จำนวน 4 ดวง
         9. ยากันยุงหักเป็นแท่งใส่ในกระป๋องพร้อมไฟแช็ก
        โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดตาม พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ม.12, 17,55,109 และพรบ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7,8,8ทวิ

        เหตุเกิดที่ บริเวณป่าข้างทางหลวงหมายเลข 1175 หมู่ 4 ตำบลสามหมื่น อำเภอแม่ระมาด
จังหวัดตาก ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น ค่าพิกัด 47 Q 473758 UTM 1888565
นำส่งพนักงานสอบสวน  สภ. แม่ระมาด จังหวัดตาก ลงบันทึก ปจว.ข้อ 1.ลงวันที่ 30 มี.ค. 2569 คดีที่ 117/2569 ยึดทรัพย์ ที่ 79/2569 โดย มี พ.ต.ท.หญิง ชโลธร เล็กสุทธิ์ เป็น พนักงานสอบสวน

ใกล้หวยออก!ชาวบ้านขอโชคศาลพ่อปู่ฤาษีเฝ้าเขา ได้เลขเด็ดเสี่ยงดวงงวดนี้

อุทัยธานี- ใกล้หวยออก!ชาวบ้านขอโชคศาลพ่อปู่ฤาษีเฝ้าเขา ได้เลขเด็ดเสี่ยงดวงในวันหวยออก

ผู้สื่อข่าวรายงานที่วัดเขาฤาษี หมู่ 8 ต.น้ำรอบ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ใกล้กับวันหวยออกงวดที่จะถึง ได้พบกับชาวบ้านเดินทางมาขอโชคลาภขอเลขเด็ด กับพ่อปู่ฤาษี ที่ติดอยู่ที่หน้าเชิงเขา ที่ชาวบ้านต่างมีความเชื่อ และมีความศรัทธา ว่าพ่อปู่ฤาษี นั้นเฝ้าสถานที่เขาแห่งนี้

ยายวัย 75 ปี เปิดเผยว่า ก่อนที่ชาวบ้านจะมาตั้งศาลให้พ่อปู่ฤาษี ก่อนหน้านี้ ตัวยายวัยเด็ก ตัวยายเอง เคยได้พบเจอกับชายสูงวัย ยืนอยู่บริเวณที่จุดเขา มาขอข้าวกิน ตัวยายจึงได้แอบพ่อแม่ เอาข้าวมาให้กับชายสูงวัยได้กินทุกวันพระ ณ.สถานที่จุดนี้ หลังจากนั้นมาก็ไม่เคยพบเจอกับชายสูงวัยอีกเลย

ส่วนตัวยายมีความเชื่อว่าชายสูงวัย คือพ่อปู่ฤาษีอย่างแน่นอน หลังชาวบ้านทราบข่าวก็พากันมาตั้งศาลให้ที่วัด ซึ่งติดอยู่กับเชิงเขา ช่วงที่ผ่านมา ชาวบ้านหลายคนเดินทางมาขอหน้าที่การงานประสบความสำเร็จ รวมถึงเรื่องโชคลาภ มาแล้วนักต่อนัก

ล่าสุดไม่พลาดเลขเด็ด ชาวบ้านนำธูปจีนมาจุดเสี่ยงทาย ได้เลข 507 ชาวบ้านไม่หนำใจ ได้ล่วงไหจับเลขอีกครั้ง ได้เลข 052 บางคนก็เชื่อว่า เลขทั้ง 2 เลขที่ได้ มีตัวเลขที่คล้ายกัน ชาวบ้านจะนำเลขที่ได้นั้นไปเสี่ยงดวงในวันหวยออก

.

วช. หนุน วว. นำนวัตกรรมแก้ปัญหา PM2.5 ต่อยอดงานวิจัยสู่ชุมชน ณ ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน จ.เชียงราย

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย นำ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมส่งมอบนวัตกรรมและตรวจเยี่ยมพื้นที่ต้นแบบการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ภายใต้โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกล่าวสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม และผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวรายงาน พร้อมนี้ นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับ ณ ศูนย์ฝึกอบรมและสาธิตการแปรรูปวัสดุชีวภาพเพื่อการใช้ประโยชน์ระดับชุมชนวัดหนองปึ๋ง ตำบลจันจว้าใต้ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ วว. มาประยุกต์ใช้ในการลดปัญหาการเผาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ประชาชน ช่วยลดจุดความร้อนด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ซังข้าวโพด เปลือกข้าวโพด และวัสดุปลูกต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ ในระยะต่อไปยังมีความท้าทายในการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการลดจำนวนครั้งการเผาและการยกระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่ โดย วช. ยังคงมุ่งมั่นผลักดันการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังว่าผลงานวิจัยด้านการลดการเผาและฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่วัดหนองปึ๋ง จังหวัดเชียงราย จะสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบสำคัญในการขยายผลสู่พื้นที่อื่น ๆ ของประเทศต่อไป

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวถึงผลสัมฤทธิ์ของการนำผลงานวิจัยไปใช้ในพื้นที่ว่า ปัจจุบันจังหวัดเชียงรายมีปริมาณเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมากกว่า 1 ล้านตัน โดย วว. ได้นำองค์ความรู้ในโครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ป้ญหา PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน ประกอบด้วย แอปพลิเคชัน Agri-PM2.5 ที่เชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้รับซื้อชีวมวล, ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกจากวัสดุเหลือทิ้ง, นวัตกรรมการผลิตไบโอชาร์ด้วยเทคโนโลยีการเผาไหม้แบบสกรูลำเลียงในแนวนอน และเจลหน่วงการติดไฟเพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า และวัสดุกรองอากาศประสิทธิภาพสูงจากเศษวัสดุการเกษตร ซึ่งทั้งหมดช่วยลดการเผาและสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายยังอยู่ในระดับสูง โดยมีปัจจัยจากการเผาและหมอกควันข้ามแดนที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง การดำเนินมาตรการควบคุมจุดความร้อนควบคู่กับการป้องกันการเผาในพื้นที่เกษตรจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างเหมาะสม ลดการเผา และสามารถต่อยอดเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ได้ในอนาคต

นอกจากนี้ ภายในงานมีการส่งมอบ “ศาลาฮอมบุญ” ก่อสร้างจากบล็อกประสานไบโอชาร์ จากนวัตกรรมการผลิตไบโอชาร์ด้วยเทคโนโลยีการเผาไหม้แบบสกรูลำเลียงในแนวนอน โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาต่อยอดเป็นวัสดุก่อสร้าง ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุทางการเกษตร แต่ยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดการเผาในที่โล่ง อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่น PM2.5 พร้อมทั้งสะท้อนการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงในชุมชน

Dr.TATTOF รุกตลาดภาคใต้ เปิดสาขาใหม่ “เซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัล”

Dr.TATTOF Clinic ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการรักษาปัญหาผิวด้วยนวัตกรรมเลเซอร์ จัดงาน Grand Opening เปิดตัวสาขาใหม่ สาขาเซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัล เพื่อรองรับความต้องการของ กลุ่มลูกค้าชาวภูเก็ต ชาวภาคใต้ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และพร้อมในการเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วย ขับเคลื่อนจังหวัดภูเก็ต สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและความงาม (Medical & Aesthetic Destination)

ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก คุณสุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิด อย่างเป็นทางการ โดยมี นพ.นัทธพงศ์ จิรุระวงศ์ ประธานบริษัท แททออฟ จำกัด ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย แขกผู้ทรงเกียรติ อาทิ คุณพิบูลศักดิ์ กิตติธรกุล รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต คุณพงศยา ตราชูนิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แททออฟ จำกัด คุณนัฐพงศ์ วิสุทธิผล รองประธานหอการค้า จังหวัดภูเก็ต และคุณวราวุธ วรภมร General Manager เซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัล

นพ.นัทธพงศ์ จิรุระวงศ์ ประธานบริษัท แททออฟ จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Dr.TATTOF เติบโตด้วยจุดยืนที่ชัดเจน คือ การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลบรอยสัก และรักษาปัญหาผิวด้วย นวัตกรรมเลเซอร์ที่มีมาตรฐาน รักษาแบบเห็นผลและปลอดภัย ซึ่งการตัดสินใจปักหมุดเปิดสาขาใหม่ที่ภูเก็ต ในครั้งนี้ เพราะเรามองเห็นศักยภาพของเมืองที่เป็นศูนย์กลาง Luxury Lifestyle รวมถึงต้องการช่วยผลักดัน ให้ภูเก็ตเป็น Medical & Aesthetic Destination ระดับโลก และตั้งใจนำมาตรฐานเดียวกับสาขาหลัก ทั้งนวัตกรรมเลเซอร์ และทีมบุคลากรเฉพาะทางมาไว้ที่นี่ เพื่อให้พี่น้องชาวภูเก็ต ชาวภาคใต้ และนักท่องเที่ยว ได้รับบริการโดยไม่ต้องเดินทางไกล”

สำหรับการขยายสาขาของ Dr.TATTOF Clinic มาที่จังหวัดภูเก็ตในครั้งนี้ ถือเป็นการนำมาตรฐาน การรักษาปัญหาผิวด้วยนวัตกรรมเลเซอร์มาตรฐานระดับ Gold Standard มาใช้ อาทิ

-โปรแกรม PicoWay Laser – ลบรอยสัก ลบรอยแผลเป็น ลบรอยดำคล้ำ ลบฝ้า และลบรอยแตกลาย

-โปรแกรม Vbeam Laser – ลบรอยแดง สิวอักเสบ ปานแดง และเส้นเลือดฝอย

-โปรแกรม Gentle YAG Pro-U – กำจัดขนถาวร

-โปรแกรม Botox โปรแกรม Filler และ โปรแกรม Sculptra – ลดริ้วรอย เติมเต็มใบหน้า

Dr.TATTOF Clinic โดดเด่นด้วยการเป็นสถานพยาบาล ที่มุ่งเน้นการรักษาปัญหาผิว ด้วยนวัตกรรมเลเซอร์มาตรฐานระดับ Gold Standard ทุกขั้นตอนการรักษาถูกออกแบบมา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ ที่เห็นผล และปลอดภัย โดยให้ความสำคัญกับ 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่:

1.Expertise: ทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์

2.Innovation: นวัตกรรมเลเซอร์ที่ได้รับมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

3.Trust: การบริการที่โปร่งใส จริงใจ เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับผู้เข้ารับบริการ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้ารับคำปรึกษาได้แล้ววันนี้ที่ Dr.TATTOF Clinic สาขาเซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัล  ชั้น 4 โทร 095-336-2424 หรือ Dr.TATTOF ทั้ง 10 สาขา ได้แก่ สาขาวัน แบงค็อก 090-546-2424, สาขาเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว 095-428-9424, สาขาเทอร์มินอล 21 พัทยา 097-428-2424, สาขาเอท ทองหล่อ 099-614-2424, สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต 083-535-2424, สาขาเซ็นทรัลพลาซ่า ปิ่นเกล้า 064-679-2424, สาขาเดอะ พรอมานาด 064-756-2424, สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต 064-568-2424,สาขาเมกาบางนา 090-895-2424 และสาขาเซ็นทรัลสาขาเซ็นทรัลภูเก็ต เฟสติวัล 095-336-2424หรือ Inbox: http://m.me/dr.tattof และ Line@: http://line.me/ti/p/~@dr.tattof

.

DITP ลุยปั้น 680 โครงการเร่งเครื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ปั๊มมูลค่าส่งออกกว่า 1.42 แสนล้านบาท

DITP เดินเครื่องยุทธศาสตร์ส่งออกไทย “THINK THAILAND: NEXT LEVEL” ปั้น 680 โครงการเร่งเครื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ปั๊มมูลค่าส่งออกกว่า 1.42 แสนล้านบาท พร้อมดันไทยติด Top 5 การค้าเอเชีย

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่าง ประเทศ เปิดเผยถึงกรอบแผนปฏิบัติ ราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า กรมฯ มีแผนดำเนิน โครงการ และกิจกรรมส่งเสริมการค้ากว่า 680 โครงการ โดยคาดว่าจะสามารถ สร้างมูลค่าการค้ารวม 142,000 ล้านบาท และมีผู้ประกอบการ ได้รับประโยชน์ กว่า 294,500 ราย ครอบคลุม กิจกรรมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

ทั้งนี้ กรมฯ ตั้งเป้าเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันด้านการค้า ระหว่างประเทศของไทย ให้ติดอันดับ 1 ใน 5ของเอเชียภายในปี พ.ศ. 2570 สำหรับหนึ่งในแผนปฏิบัติราชการ สำคัญ ได้แก่ การขยายผลแคมเปญ “THINK THAILAND: NEXT LEVEL” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสาร แบรนด์ประเทศไทย เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย ให้สามารถตอบสนอง ต่อความ ต้องการของตลาดโลก  ได้อย่าง เป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยมีแผนปฏิบัติราชการใน 5 เรื่อง ประกอบด้วย 

1. การสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าและธุรกิจบริการไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองต่อ ความต้องการ Megatrends และเศรษฐกิจใหม่ ด้วยแนวคิด “Thai to Global” From local value to global vision ตั้งเป้ามูลค่าการเจรจาการค้า ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 125,675 ล้านบาทเร่งเพิ่มมูลค่าด้วยแบรนด์ นวัตกรรม และการออกแบบให้สอดรับเมกะเทรนด์ และเศรษฐกิจใหม่ อาทิ กลุ่มเกษตรสร้างมูลค่าสินค้าตามเทรนด์โลก เช่น สินค้าฮาลาล อาหารอนาคต อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่ส่งเสริมความยั่งยืน อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต

เช่น สินค้ายานยนต์ สมัยใหม่ รถยนต์ไฟฟ้าและอะไหล่ยานยนต์ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ สินค้านวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง เป็นต้น ตลอดจนพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจบริการศักยภาพ  สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า บริการไทย ด้วยพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ใน 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ เกม หนังสือ ออกแบบ และแฟชั่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าบริการของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

2. รุกตลาดศักยภาพเดิม เพิ่มตลาดใหม่ และขยายสัดส่วนการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดโลก ทั้งในตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น อาเซียน และจีน (รวมฮ่องกง) ฯลฯ ตลาดศักยภาพ ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ และอื่นๆ ตลาดศักยภาพใหม่ ได้แก่ อิรัก ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกา ฯลฯ ส่งเสริมการเปิดตลาดโดยแสวงหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ เร่งรัด Strategic Partnership กับประเทศคู่ค้าสำคัญ

3. ส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy) ด้วยการพัฒนา ระบบแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ (Thaitrade.com) และเครือข่ายพันธมิตรออนไลน์ พร้อมส่งเสริม สภาพแวดล้อมและปัจจัยสนับสนุนการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สร้างพันธมิตรทางการค้าออนไลน์ แพลตฟอร์ม e-commerce ต่างๆ เป็นต้น  

4. พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยการพัฒนา ความรู้เบื้องต้นด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไป การพัฒนาและต่อยอด องค์ความรู้ด้านการตลาด/สินค้าแก่ผู้ประกอบการ MSME, SME และบุคคลทั่วไปในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ของประเทศ และพัฒนาผู้ประกอบการหรือผู้ส่งออกที่มีแบรนด์สินค้าให้สามารถดำเนินธุรกิจ ในต่างประเทศได้ ผ่านสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการค้ายุคใหม่ (NEA)

5. ยกระดับการให้บริการด้านการค้าระหว่างประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยใช้การวิเคราะห์ ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) และเทคโนโลยีดิจิทัลในการปรับเปลี่ยนองค์กร เพื่อให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน

ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์ www.ditp.go.th  Facebook : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ DITP LINE Official : @DITP หรือสายด่วน 1169 และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านเว็บไซต์ WWW.THAITRADE.COM

.

มิรอช้า ! นอภ.ขุขันธ์ นำคณะเร่งช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบ”มหาวาตะภัย” 73 ครัวเรือน

นายสุวรรณ เนตรเนติกุล นายอำเภอขุขันธ์ พร้อมด้วย ส.ต.ท.วิษณุ สำเริง ปลัดอำเภออาวุโส สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ร้อย อส.อำเภอขุขันธ์ ที่ 5 คณะครูจากโรงเรียนขุขันธ์ และโรงเรียนขุขันธ์วิทยา รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจประชาชนผู้ประสบเหตุวาตภัยในหลายพื้นที่ของอำเภอขุขันธ์

สุวรรณ เนตรเนติกุล นายอำเภอขุขันธ์

โดยได้ลงพื้นที่สำคัญ อาทิ ร้านรับซื้อข้าวเปลือก “ไทยเฮง” บ้านหาด หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยเหนือ ซึ่งอาคารโกดังได้รับความเสียหาย รวมถึงโรงเรียนขุขันธ์ และโรงเรียนขุขันธ์วิทยา ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ และพื้นที่บ้านแดง หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยใต้ ซึ่งมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย

จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัยจำนวน 5 ตำบล 9 หมู่บ้าน รวม 73 ครัวเรือน สถานที่ราชการ 2 แห่ง และซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 1 แห่ง โดยมีความเสียหายทั้งบ้านเรือน ยุ้งฉาง คอกสัตว์ โรงเรือน และอาคารสถานที่ต่าง ๆ ในหลายพื้นที่ อาทิ ตำบลห้วยเหนือ ห้วยใต้ ห้วยสำราญ ใจดี และนิคมพัฒนา

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด สถานการณ์โดยรวมอยู่ในความสงบเรียบร้อย

ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงได้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจความเสียหายอย่างละเอียด พร้อมดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบของทางราชการอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของหน่วยงานในพื้นที่ ที่บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ลงพื้นที่ดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด ย้ำชัด “ไม่ทอดทิ้งประชาชนในยามวิกฤต” และเดินหน้าฟื้นฟูอย่างเต็มกำลัง

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

คนดอนไซเมืองน่านระทมทุกข์นาข้าวกว่า100ไร่จมน้ำเน่าเสียทุกปีรัฐเมินเหลียวแล

น่าน – ชาวนาบ้านดอนไชย  ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน กว่า 30 ราย รวมตัวร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังพื้นที่ทำนากว่า 100 ไร่ ต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังเป็นเวลานานต่อเนื่องกว่า 3 ปี จนไม่สามารถปลูกข้าวได้ ส่งผลกระทบต่อรายได้และวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่อย่างหนัก

ชาวบ้าน เปิดเผยว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการถมที่ดินและการขยายตัวของเมือง ทำให้ทางระบายน้ำตามธรรมชาติถูกปิดกั้น ส่งผลให้น้ำไม่สามารถไหลผ่านออกไปได้ตามปกติ จนกลายเป็นน้ำขังสะสมในพื้นที่นาข้าวและบริเวณบ้านเรือนของประชาชน  ที่ผ่านมาได้รวมตัวยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ทั้งในระดับอำเภอและระดับจังหวัด เพื่อขอให้หน่วยงานเข้ามาตรวจสอบและหาแนวทางแก้ไข แต่จนถึงขณะนี้เรื่องยังเงียบหาย ไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการแก้ไข ทำให้ชาวบ้านต้องออกมาร้องขอความเป็นธรรมอีกครั้ง

นายตรี วงศ์ภาดี อายุ 73 ปี ชาวนาในพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ  เล่าว่า นาของชาวบ้านแถวนี้ถูกน้ำท่วมขังมาหลายปีแล้ว ปลูกข้าวไม่ได้เลย บางคนต้องปล่อยที่นาไว้เฉย ๆ เพราะน้ำไม่ยอมแห้ง รายได้ก็หายไปหมด พวกเราร้องเรียนไปหลายที่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาดูพื้นที่จริง และช่วยหาทางระบายน้ำออกจากพื้นที่ เพื่อให้พวกเรากลับมาทำนาได้เหมือนเดิม

นอกจากพื้นที่การเกษตรแล้ว บ้านเรือนของประชาชนในบริเวณใกล้เคียงยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังเช่นกัน โดยเฉพาะบ้านของ นางสมจิต เผือทะนา อายุ 67 ปี บ้านเลขที่ 185 หมู่ 13 บ้านดอนไชย ตำบลกลางเวียง อ.เวียงสา ที่ต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณชั้นล่างของบ้านอย่างต่อเนื่อง

นางสมจิต เปิดเผยว่า ปัจจุบันน้ำได้ท่วมขังเต็มพื้นที่ชั้นล่างของบ้านมานานมากกว่า 2 ปี  ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนในครอบครัว น้ำมันขังอยู่ใต้บ้านมานานมาก ส่งกลิ่นเหม็น ใช้ห้องน้ำก็ลำบาก บางทีก็ต้องเดินลุยน้ำ ที่แย่คือทำให้ป่วยง่าย และมีผื่นคันตามตัว เพราะน้ำมันสกปรก อยากให้หน่วยงานเข้ามาช่วยดูแล เพราะอยู่แบบนี้ก็ลำบากมาก  นางสมจิตกล่าว

ชาวบ้านระบุว่า หากปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนในปีนี้ ระดับน้ำในพื้นที่อาจเพิ่มสูงขึ้นอีก และจะสร้างความเสียหายทั้งต่อพื้นที่เกษตร  โรงเรียน และบ้านเรือนของประชาชนในวงกว้าง จึงขอวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหา พร้อมหาแนวทางแก้ไขเรื่องทางระบายน้ำอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้ทันก่อนเข้าสู่ฤดูฝน  ให้ชาวนาได้กลับมาปลูกข้าวเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัว ให้ชาวบ้านได้อยู่อาศัยในบ้านได้

ตชด.346 สกัดจับหนุ่มเมียนมาขโมยจยย.ส่งขายข้ามแดนคันละ 8 พันบาท

ตาก-ตชด.346 สนธิกำลังทาหารสกัดจับหนุ่มเมียนมาขโมยมอเตอร์ไซค์เตรียมข้ามฝั่งขายคันละ 8,000 บาทขายถูกว่าเงินดาวน์ 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569. พ.ต.ท.อรรถชัย ออมสินสมบูรณ์ รองผู้กำกับการหัวหน้ากองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346  แจ้งว่าได้สั่งการให้ ร.ต.ต.โสพล ขันทะบุตร หัวหน้าชุดปฏิบัติการบ้านริมเมย จัดชุดเจ้าหน้าที่ ตชด.ลาดตระเวนป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดนไทยในเขตพื้นที่รับผิดชอบร่วมกับ เจ้าหน้าที่ทหารร้อยควบคุมอาวุธหนัก ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู

ในขณะร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย=เมียนมา ในพื้นที่ได้สังเกตเห็นชายคนหนึ่งสวมเสื้อสีดำกางเกงขายาวสีดำขับเข้าไปในป่าละเมาะบริเวณพื้นที่ 70 ไร่ อยู่ในเขตหมู่ 1 บ้านแม่ตาว ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ห่างจากริมแม่น้ำเมยตรงข้ามฝั่งสหภาพเมียนมาประมาณ 600 เมตร เจ้าหน้าที่จึงขับรถจักรยานยนตร์ ตามเข้าไปเพื่อขอตรวจสอบ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ได้พบชาย 1 คน ทราบชื่อในเวลาต่อมา นายสุไรมาน ไม่มีนามสกุล สัญชาติเมียนมา อายุ 18 ปี 

หลังจากนั้นได้สอบถามเพิ่มเติมทราบว่า ผู้ต้องหานายสุไรมาน  สัญชาติเมียนมาร์ อายุ 18 ปี ให้การว่า ตนได้ขโมยรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ HONDA รุ่น WAVE  I 110 สี น้ำเงิน ขาว หมายเลขทะเบียน 1 กค 547 ตาก มาจากบริเวณ
ร้าน ป.ปลาสด ต.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวมาไว้ที่ชุดปฏิบัติการบ้านริมเมย ติดกับสะพานมิตรภาพไทย เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 1  เพื่อทำบันทึกจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายประเทศไทยและแจ้งข้อกล่าวหาเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและพักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติเข้าเมืองพุทธศักราช 2522 และลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตามมาตรา 335จึงได้ทำบันทึกจับกุมพร้อมนำตัวตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สอด ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รวบสาวเปิดบัญชีม้าให้แก๊งตุ๋นขายมือถือแค่ 2 เดือน ยอดเงินหมุนเวียนกว่า 15 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ร่วมกันจับกุม น.ส.ลัดดานันท์ฯ อายุ 28 ปี ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือ เพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่น” ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ จ.149/2569 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2569

สถานที่จับกุม บริเวณถนนในซอยแห่งหนึ่ง แยก 2 ซอย 5 ถนนบางบอน 3 แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพฯ 

พฤติการณ์ สืบเนื่องจาก กก.3 บก.ป. ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายแจ้งว่า ถูกกลุ่มมิจฉาชีพสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอม แอบอ้างชื่อบริษัทและห้างสรรพสินค้า (เช่น อ้างชื่อ “บริษัท focusshop จำกัด สาขาโลตัส…”) หลอกลวงขายโทรศัพท์มือถือ โดยให้โอนเงินไปยังบัญชีของ น.ส.ลัดดานันท์ฯ แต่เมื่อโอนเงินไปแล้วกลับไม่ได้รับสินค้าและถูกบล็อกช่องทางการติดต่อ โดยน่าเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายดังกล่าวได้หลอกลวงกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหลายราย หากปล่อยไปอาจได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ รัตนพันธ์ สว.กก.3 บก.ป. ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี

โดยด่วน

จากการสืบสวนทราบว่ากลุ่มคนร้ายมีการทำงานเป็นขบวนการ โดยสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมใช้ชื่อบริษัทที่ดูน่าเชื่อถือพ่วงท้ายด้วยสาขาห้างสรรพสินค้าโพสต์หลอกขายโทรศัพท์มือถือในราคาถูกกว่าท้องตลาด นอกจากนี้ เพื่อตบตาเหยื่อให้ตายใจ คนร้ายยังได้จัดฉากใช้ “หน้าม้า” เข้ามาคอมเมนต์รีวิวใต้โพสต์ เช่น “แนะนำร้านนี้เหมือนกันค่ะ”, “สั่งมาแล้ว เครื่องสภาพสวยมาก” เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินค่าสินค้าไปยังบัญชีของ น.ส.ลัดดานันท์ฯ มิจฉาชีพก็จะเชิดเงินหนีและบล็อกการติดต่อทันที ตรวจสอบพบว่าภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน บัญชีของ น.ส.ลัดดานันท์ฯ มียอดเงินหมุนเวียนเข้า-ออก สูงกว่า 15 ล้านบาท 

โดยมีลักษณะของการรับโอนเงินย่อยจากผู้เสียหายหลายรายทั่วประเทศ แล้วรีบถูกผ่องถ่ายไปยังบัญชีแถว 2 – 3 ต่อไปอย่างรวดเร็วเป็นทอดๆ และน่าเชื่อว่าบัญชีดังกล่าว มีการไปเปิดใช้งานเพื่อทำธุรกรรมอยู่บริเวณแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งพฤติการณ์การย้ายเงินอย่างรวดเร็วและการสั่งการจากนอกประเทศเช่นนี้ สอดคล้องกับรูปแบบการฟอกเงินของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) อย่างชัดเจน พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับต่อศาลและศาลอนุมติตามคำขอ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ร่วมกันสืบสวนหาข่าวจนทราบว่า น.ส.ลัดดานันท์ฯ หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ย่านบางบอน กรุงเทพฯ กระทั่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังลงพื้นที่และเข้าจับกุมตัวได้ในที่สุด โดยในชั้นจับกุม น.ส.ลัดดานันท์ฯ ให้การรับสารภาพว่าบัญชีธนาคารและหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นชื่อของตนจริง แต่ได้อ้างว่า “ได้ยินยอมและส่งมอบบัญชีดังกล่าวให้แก่เพื่อน เพื่อนำไปใช้ในการประกอบกิจการร้านขายลูกชิ้น” โดยไม่ทราบว่าจะถูกนำไปใช้หลอกลวง ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของฝ่ายสืบสวนพบว่า ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน บัญชีดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนสูงกว่า 15 ล้านบาท จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวผู้ต้องหา ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยผึ้ง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า ห้ามเปิดเผยหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคาร ข้อมูลส่วนตัว หรือโทรศัพท์มือถือโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีความสนิทสนมเพียงใด เนื่องจากอาจถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดและต้องรับผิดตามกฎหมาย สำหรับความผิดเกี่ยวกับ “บัญชีม้า/ซิมม้า” ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ผู้เปิดบัญชีมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้เป็นธุระจัดหามีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ