ถอดบทเรียน 4 ปี Chiang Mai Greentopia ต้นแบบเมืองอาหารปลอดภัย-สุขภาวะยั่งยืน

ก้าวย่างสู่ปีที่ 4 ของโครงการ Chiang Mai Greentopia ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส. ซึ่งมุ่งหวังให้เชียงใหม่กลายเป็นโมเดลต้นแบบด้านสุขภาวะระดับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดเชียงใหม่ในการเป็นจังหวัดต้นแบบด้านความมั่นคงทางอาหาร

ศ.ดร.พวงรัตน์ แก้วล้อม ในฐานะผู้จัดการโครงการฯ ได้ชี้ให้เห็นถึงกลไกสำคัญอย่างภาคี Green Kitchen กว่า 50 ร้าน ที่ให้ความสำคัญการใช้วัตถุดิบเกษตรอินทรีย์และผักพื้นบ้านเป็นหลัก ซึ่งความน่าสนใจอยู่ที่การปรับตัวของร้านอาหารที่หันมาออกแบบเมนูตามฤดูกาล  ซึ่งสอดคล้องกับวิถีการปลูกของเกษตรกรในพื้นที่เชียงใหม่ โดยมีเชฟเป็นตัวกลางสำคัญในการสื่อสารเรื่องความรอบรู้ด้านอาหาร (Food Literacy) ไปสู่ผู้บริโภค

ศ.ดร.พวงรัตน์ ชี้ว่า  โครงการ Chiang Mai Greentopia  เชฟได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ไม่เพียงแต่การปรุงอาหารให้คนเชียงใหม่ได้รับประทานเท่านั้น เชฟยังช่วยสื่อสารความรอบรู้ด้านอาหารอีกด้วย  โดยเมื่อปี 2568 โครงการฯ มีการเชิญเชฟต้นแบบ มาเรียนรู้เรื่องโภชนาการ จากนั้นร่วมกันออกแบบปฏิทินเมนูอาหารจานเด่น (Signature dish) 12 เดือน โดยใช้ผักพื้นบ้านเป็นหลัก  
 
การกินตามฤดูกาล การกินผักพื้นบ้าน จึงเป็นนัยทางสุขภาพว่า อาหารนั้นๆ ปลอดภัยจากสารเคมีปนเปื้อนซึ่งผักพื้นบ้าน มีวางจำหน่ายอยู่ที่ริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ตทั้ง 7 สาขาแล้ว

คุณนุ่น-ธิดา วรเนตร ผู้บริหารจากริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต ซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น แห่งเมืองเชียงใหม่ และได้รับคัดเลือกจากโครงการ Chiang Mai Greentopia  ให้เป็น Green People ประจำปี 2569 

คุณนุ่น มองว่า  ริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต อยู่กับชุมชน  ริมปิงฯ เป็นของชุมชน ทำงานในชุมชน ลูกค้าก็เป็นคนในชุมชนที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนเชียงใหม่เท่านั้น แต่รวมถึงคนที่ย้ายถิ่นฐาน ต่างชาติที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่เชียงใหม่ด้วย  ริมปิงฯ จึงให้ความสำคัญกับสินค้า Local ผักพื้นบ้าน รวมถึง ชีสท้องถิ่น ซึ่งในเชียงใหม่มีความหลากหลายสูงมาก

นอกจากนี้ ริมปิง ซุปเปอร์มาร์เก็ต ยังคงยึดมั่นในแนวคิด ‘ความยั่งยืน’  (Sustainability) โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม โดยทุกวันพุธ มีนโยบายลดการใช้ถุงพลาสติก  ทดแทนด้วยการรณรงค์ให้ลูกค้าพกหรือนำถุงผ้ามาเอง และริมปิงฯ จะมีกล่องใส่สินค้าให้แทนหากท่านใดลืมพกถุงผ้ามา 

ส่วนโครงการผัก 5 สี บอกลูกค้าด้วยสติกเกอร์แสดงที่มาที่ไปของผัก จำแนกวิธีการเพาะปลูกโดยใช้สีเป็นตัวกำหนด   เพื่อให้ลูกค้า ได้เลือกซื้อผักที่ตรงกับวิธีการบริโภคของตัวเองและสอดรับกับกำลังการผลิตโดยมีฤดูกาลเป็นตัวแปรสำคัญ

สัญลักษณ์สีเขียว เป็นเกษตรอินทรีย์ 100% ได้ Certified Organic ปราศจากสารเคมีในทุกขั้นตอน สัญลักษณ์สีฟ้า ผักปลอดสารพิษ ผักที่ปลูกด้วยกระบวนการทางเกษตรอินทรีย์ไม่มีการใช้สารเคมี ตั้งแต่ระยะเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว แต่ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

สัญลักษณ์สีขาว ไฮโดรพอนิกซ์ การปลูกพืชผักโดยไม่ใช้ดิน พืชจะปลูกในน้ำที่มีธาตุอาหารพืชละลายอยู่ ไม่มีโรค ไม่มีวัชพืช ไม่มีศัตรูพืช ไม่ต้องจัดการดิน

สัญลักษณ์สีเหลือง ผักปลอดภัย ปุ๋ยเคมีถูกใช้ในปริมาณที่เหมาะสม แต่จะลดใช้ปุ๋ยเคมีก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน

สัญลักษณ์สีแดง ผักทั่วไป เป็นผักที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป ไม่ระบุวิธีการปลูกที่แน่ชัด ริมปิงมีการสุ่มตรวจอยู่เป็นประจำ หากพบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ ริมปิงฯ จะไม่ทำการรับซื้อจากผู้ส่งรายนั้นๆ

“สำหรับเกษตรกรท้องถิ่นผู้ปลูกพืชผักที่ใช้ความพยายามปลูกแบบออแกนิกส์ แต่ไม่มีกำลังไปขอ Certified Organic ริมปิงฯ มองว่า พืชผักของเขาออแกนิกส์เช่นกัน จึงเกิดสติกเกอร์สีฟ้าให้กับเกษตรกรกลุ่มนี้  ซึ่งผักพื้นบ้านจะเป็นสติกเกอร์สีฟ้าส่วนใหญ่” คุณนุ่น-ธิดา ระบุ  พร้อมกับอธิบายถึงขั้นตอนการควบคุมคุณภาพ (QC) ทั้งการตรวจแปลง ตรวจสอบ และการยึดมั่นในการเป็น “The Market of Choice” ที่คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด ดีต่อผู้ซื้อและดีต่อผู้ขาย ทำให้ทุกวันนี้ ผักสติกเกอร์สีเขียว จึงเป็นผักที่เยอะที่สุดในร้านริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต

 เธอยังเล่าต่อด้วยว่า “มีครั้งหนึ่ง ริมปิงฯ เปิดสาขาเพิ่ม จู่ๆ ผู้ส่งพืชผักก็มีผักงอกให้เรา เมื่อตรวจสอบ พบว่า ผู้ส่งรายนั้นไปซื้อพืชผักจากที่อื่นเพื่อมาส่งริมปิงฯ  เราก็ให้ใบเหลืองไป และต่อมามีการทำโทษ  ปัจจุบัน ริมปิง ซูเปอร์มาร์เก็ต สาขานิ่มซิตี้  มีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบสารเคมีปนเปื้อนในผลิตผลอย่างจริงจัง”

 จะเห็นได้ว่า การใช้ระบบสัญลักษณ์สีเป็นตัวช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เช่น แครอทที่มีสติกเกอร์สีเขียวและสีแดงจะมีราคาที่แตกต่างกันตามระดับความปลอดภัย  ซึ่งระบบนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ผู้ซื้อ แต่ยังส่งผลดีต่อเกษตรกรท้องถิ่น เพราะเป็นแรงจูงใจในการกำหนดราคาตามคุณภาพมาตรฐาน หากเกษตรกรยกระดับการเพาะปลูกจนได้รับสัญลักษณ์สีเขียว ก็จะได้รับราคาผลตอบแทนที่สูงขึ้น กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกษตรกรพยายามพัฒนาคุณภาพสินค้าของตนเองอย่างต่อเนื่อง

จากความเข้มแข็งในการร่วมกันสร้างเชียงใหม่เมืองสีเขียว ทางโครงการ Chiang Mai Greentopia  ยังได้ริเริ่มในการสร้างมาตรฐานอินทรีย์ผักพื้นบ้านเกษตรอินทรีย์ PGS (Participatory Guarantee System) ภายใต้ชื่อ “PGS กรีนฟาร์ม” ซึ่งมาจากการขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรกร Chiang Mai Green Farm ที่มีมากกว่า 100 แปลงในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเป็นระบบรับรองเกษตรอินทรีย์ที่ใช้การมีส่วนร่วมของชุมชน มหาวิทยาลัย

 และร้านอาหารในกลุ่ม Chiang Mai Green Kitchen โดยผักจาก PGS กรีนฟาร์ม นี้จะผ่านการตรวจสอบสารเคมีปนเปื้อนทั้งดิน น้ำ และผักจากห้องปฏิบัติการ ตลอดจนมีการให้คำปรึกษาเกษตรกร เพื่อให้สามารถมีผลผลิตอย่างต่อเนื่องที่คุณภาพสูงสู่ร้านอาหาร ภายใต้แบรนด์ “สวนผักฮักร้องขุ้ม” (ต้นแบบความเชื่อถือของ Chaing Mai Green Farm ที่ภาคีเครือข่ายเชื่อมั่น) ซึ่งผ่านการตรวจสอบสารเคมีที่เข้มงวดของริมปิงฯ สู่การได้รับการรับรองสติกเกอร์สีฟ้าในการจำหน่ายที่ริมปิงฯ อีกด้วย

ด้าน เชฟจีโน่ – พิสิษฐ์ จิโนปง จากโรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่  โชว์เมนู  “กาดก้อม” รวมในส่วนของอาหารพื้นบ้าน ที่คนอาจลืมไปแล้ว  อย่างแกงบอน เนื้อสัตว์หนังควายตากแห้ง ขนมปังกรอบใช้ใบจันทร์หอมกรุ่น แกงอ่อมหมู ราดด้วยน้ำเหมี่ยงก็แทบไม่ค่อยมีคนทำแล้ว และเมนู “โค๊ะโล๊ะ”  รวมถึง แกงผักเชียงดา ปลาแห้ง ในงาน Taste of Chiang Mai ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลองชิม พร้อมกับการอธิบายอาหารหนึ่งจาน มีเรื่องเล่า มีเรื่องราวและเส้นทางอาหารดีต่อสุขภาพ ดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

เชฟจีโน่ บอกว่า ทางเซ็นทาราฯ ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบประเภทผักพื้นบ้าน โดยผู้ประกอบการกลุ่มโรงแรมและเชฟต่างมีส่วนร่วมในการสนับสนุนฟาร์มให้ประสบความสำเร็จร่วมกัน

“วันนี้เราต้องยอมรับวัตถุดิบพืชผักที่เราได้จากแหล่งอื่นๆ มีการปนเปื้อนสารเคมีทางการเกษตร ฉะนั้น สวนผักฮักร้องขุ้ม ต้นน้ำที่สนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกพืชผักอินทรีย์แบบนี้หายากแล้ว ผู้ประกอบการโรงแรมอยู่ในส่วนของปลายน้ำ ทางโรงแรมได้เล็งเห็นศักยภาพ การช่วยเหลือเกษตรกรเชียงใหม่ที่ปลูกผักปลอดภัยจากสารเคมี”

ส่วนเชฟไก่ – สุปรีชา ตันสิงห์ จากโรงแรมยู นิมมาน เป็นผู้รังสรรค์เมนู “ข้าวซอยเนื้อเสือร้องไห้” เลือกใช้วัตถุดิบพื้นบ้าน ร่วมกับ Signature_Dish จาก 9 เชฟดังเมืองเชียงใหม่ แต่ละจานเล่าเรื่องของวัตถุดิบท้องถิ่น ผักตามฤดูกาล และแนวคิดการกินเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง โดยเชฟไก่ ยังได้อธิบายทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตุ๋นตัวเนื้อกับสมุนไพรที่มีอยู่ทางภาคเหนือเพื่อให้เนื้อเปื่อย การนำน้ำสต๊อกมาทำน้ำข้าวซอย พริกแกงข้าวซอย หรือการนำน้ำตุ๋นมาเพิ่มรสชาติความเป็นข้าวซอยเนื้อในสูตรเมือง และมาปรับให้เหมาะกับการทานกับเนื้อ

สุดท้าย ศ.ดร.อภิชาต โสภาแดง คณบดีวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ มช. มองเห็นถึงการขับเคลื่อนโครงการ Chiang Mai Greentopia  มา 4  ปี ขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะและความยั่งยืนในจังหวัดเชียงใหม่ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ เกษตรกร เชื่อมโยงต่อไปยังร้านอาหารดังๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ รวมถึงผู้จัดจำหน่าย สถาบันการศึกษา และผู้บริโภค  เพื่อให้เกิดเป็นระบบอาหารที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวันของคนเชียงใหม่

“แม้โครงการนี้จะเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ แต่ผมมองว่า การทำงานได้สะท้อนออกไปยังจังหวัดอื่นๆ ของประเทศด้วย เราได้เห็นความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของอาหารมีความยั่งยืน  และมีความปลอดภัย”

กมธ.วิสามัญวุฒิสภา ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ศรีสะเกษ วันที่ 2 ศึกษาข้อดีข้อเสียกรณีเสนอให้ยกเลิก MOU

คณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ศรีสะเกษ วันที่ 2 ศึกษาข้อดีข้อเสียกรณีเสนอให้ยกเลิก MOU ปี 2543 และ 2544

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ปี 2543 และ 2544 ของวุฒิสภา ลงพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามสถานการณ์ปัญหาเขตแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังการหยุดยิง พร้อมรับฟังข้อคิดเห็นจากหน่วยงานราชการและประชาชนในพื้นที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย จ่าเอกสมควร สิงห์คำ นายอำเภอกันทรลักษ์ และผู้บัญชาการหน่วยทหารในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปข้อมูล

คณะกรรมาธิการได้เดินทางตรวจเยี่ยมพื้นที่สำคัญตามแนวชายแดน ได้แก่ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ฐานปฏิบัติการผาหลวง ปราสาทโตนตลวน และผามออีแดง เพื่อรับฟังสถานการณ์จากผู้แทนกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 และหน่วยงานด้านความมั่นคง พร้อมตรวจสอบภูมิประเทศแนวเขตแดน รวมถึงประเด็นพื้นที่ทับซ้อน และกรณีการละเมิดบันทึกความเข้าใจ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาในจังหวัดศรีสะเกษ ตลอด 2 วันที่ผ่านมา พบข้อเท็จจริงหลายประการ ทั้งการก่อสร้างถนนและสิ่งปลูกสร้างที่ลุกล้ำในพื้นที่ทับซ้อน หรือ No Man’s Land ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้ตาม MOU ปี 2543

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พื้นที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหารเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โดยข้อเท็จจริงทั้งหมดจะถูกนำไปประกอบการจัดทำรายงาน เพื่อประเมินสถานการณ์เชิงลึก เสนอในที่ประชุมวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี สำหรับกำหนดท่าทีต่อกรอบความร่วมมือชายแดนไทย–กัมพูชาในระยะต่อไป

ด้าน พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา คณะกรรมาธิการทหาร และความมั่นคงของรัฐ ระบุว่า หากเกิดสถานการณ์สู้รบอีกครั้ง ขอให้ประชาชนมั่นใจในศักยภาพของกองกำลังฝ่ายไทย ที่พร้อมปกป้องเอกราชและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มที่

โอกาสเดียวกันนี้ คณะกรรมาธิการยังได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และอาสาสมัครพิทักษ์ป่า ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

ทต.กำแพง จัดงาน มหกรรมอาหารปลอดภัยและโภชนาการเพื่อสุขภาพกระตุ้นศก.ท้องถิ่น

เทศบาลตำบลกำแพง จัดงาน มหกรรมอาหารปลอดภัยและโภชนาการเพื่อสุขภาพ อร่อยได้ไร้แอลกอฮอล์และปลอดโฟมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น 

นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เดินทางมาเป็นประธานในพิธีปิดงานซึ่งจัดใหญ่ในครั้งนี้โดยมี นายพศิน ทาศิริ นายอำเภออุทุมพรพิสัย กล่าวต้อนรับ นายมงคลพัฒน์ สรรณ์ไตรภพ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้มาร่วมงานพร้อมให้การสนับสนุนงานในครั้งนี้ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยด้วย

สุกิจ เหลืองสกุลไทย รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

สมพงษ์ จิริวิภากร นายกเทศมนตรีตำบลกำแพง

ส่วนงานนี้ นายจันทร์ โต๊ะสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเสียว ประธานประชาคมงดเหล้าจังหวัดศรีสะเกษรับผิดชอบโครงการอาหารปลอดภัย ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาชิกสภา
เทศบาลตำบลกำแพง

จากนั้น นายสมพงษ์ จิริวิภากร นายกเทศมนตรีตำบลกำแพง กล่าวรายงานว่า ด้วยเทศบาลตำบลกำแพง ได้บูรณาการร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม(สสส.) ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนในเขตเทศบาลตำบลกำแพง ได้ริเริ่ม “โครงการมหกรรมอาหารปลอดภัยและโภชนาการเพื่อสุขภาพ อร่อยไร้แอลกอฮอล์และปลอดโฟม เป็นการจัดงานครั้งที่ ๒๑

” โครงการดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมสุขภาพประชาชน และสนัสนุนผู้ประกอบการอาหาร ให้มีการจำหน่ายอาหารที่สด สะอาด รสชาติอร่อย ตามมาตรฐานอาหารของกรมอนามัย หรือ SAN PLUS (แชนพลัส) และกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประชาชน มีการรณรงค์ให้ผู้ประกอบการ งดการใช้โฟม เน้นการใช้บรรจุภัณฑ์จากธรรใชาติกำหนดการจัดงาน ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

อย่างไรก็ตาม จากการตระเวนเดินสำรวจดูอาหารในบูธต่างๆนั้นมีอาหารหลากหลายชนิดซึ่งอาหารแต่ละชนิดนั้นล้วนมีคุณภาพ ซึ่งเป็นพ่อค้าแม่ค้ามืออาชีพทั้งนั้น อาหารบางชนิดก็แปลกใหม่ซึ่งได้ซื้อมารับประทานหลายอย่างรู้สึกว่ามีคุณภาพระดับ 4 ดาว 5 ดาวเลยทีเดียว จึงอยากจะเชิญชวนประชาชนไปแวะเที่ยวชม ชิมช็อปรับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวัง

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

พิจิตรฉาว! สถาบันเงินทุนชุมชนทำเงินหาย 30 ล้าน ตรวจบัญชีเหลือแค่ 6 หมื่น

“กิติพล เวชกุล”รองผู้ว่าฯพิจิตร,อัยการสคช.-ตำรวจระดมนักกฎหมายช่วยชาวบ้านกว่า100รายร้องทุกข์สถาบันการเงินชุมชนฯขาดสภาพคล่องทำสูญเงินกว่า 30 ล้านบาท  ตรวจบัญชีเหลือแค่ 6 หมื่น

นายกิติพล เวชกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร , นายอเนก ถนอมจิตร์ อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดพิจิตร , นายปริวัชร วัชรวิภา นายอำเภอวชิรบารมี , พ.ต.อ.ศักดิ์สุธี คำมูล ผกก.สภ.วชิรบารมี , นางสาวพันสี คุณธรรม พัฒนาการจังหวัดพิจิตรร่วมกันลงพื้นที่ไปที่อาคารอเนกประสงค์ อบต.บ้านนา จ.พิจิตร

เพื่อสืบสวนสอบสวนรับเรื่องร้องทุกข์ของชาวบ้านกว่า 100 คน ที่เป็นสมาชิกสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชนแห่งหนึ่งในอำเภอวชิรบารมี ที่ไปร้องทุกข์ที่ศูนย์ดำรงธรรม อ.วชิรบารมี และมี 39 ราย ที่เข้าแจ้งความ ที่ สภ.วชิรบารมี  ว่าไม่สามารถเบิกถอนเงินฝากของตนเองจากสถาบันการเงิน  โดยทางสถาบันฯ อ้างสภาวะขาดสภาพคล่อง พบมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นพุ่งสูงถึง 30 ล้านบาท

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชนแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.หนองหลุม อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร  ซึ่งเป็นกองทุนที่เติบโตต่อยอดมาจากกองทุนฌาปนกิจหมู่บ้าน “แต่ไม่ได้จดทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน” ต่อมามีการขยายตัวและรับสมาชิกจากนอกพื้นที่ โดยเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงถึง ร้อยละ 5 ต่อปี จนมีสมาชิกมากกว่า 1,000 ราย

ปัญหาเริ่มแดงขึ้นเมื่อสมาชิกหลายรายแสดงเจตนาไปถอนเงินคืนและลาออกจากการเป็นสมาชิก แต่ทางสถาบันฯ ปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า ลูกหนี้รายอื่นไม่ชำระหนี้ตามกำหนด มีการเบิกถอนเงินจากสถาบันฯ พร้อมกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้ขาดสภาพคล่อง และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิจิตร อำเภอวชิรบารมี และสำนักงานพัฒนาชุมชน บวกกับข้อมูลจาก สภ.วชิรบารมี ระบุว่ามีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความแล้วประมาณ 100 ราย มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 30 ล้านบาท

ขณะที่ทางอำเภอได้รับข้อมูลจากผู้เสียหายอีกกลุ่ม 39 ราย มูลค่าประมาณ 9 ล้านบาท จากการประสานงานกับธนาคาร ธ.ก.ส. พบว่าบัญชีของสถาบันการเงินชุมชนแห่งนี้ เหลือเงินเพียงประมาณ 60,000 บาทเท่านั้น เมื่อทางอำเภอขอตรวจสอบเอกสารบัญชีและรายชื่อสมาชิก ทางสถาบันการเงินฯ กลับปฏิเสธที่จะแสดงหลักฐานดังกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุด กลุ่มผู้เสียหายได้ดำเนินการในหลายช่องทางเพื่อทวงคืนเงินฝาก แจ้งความดำเนินคดีอาญา ณ สภ.วชิรบารมี ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมกับร้องทุกข์ต่อสำนักงานอัยการ คุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายจังหวัดพิจิตร สมาชิกบางส่วนได้แต่งตั้งทนายความเพื่อฟ้องร้องต่อศาล

โดยมีการส่งหมายแจ้งให้สถาบันฯ ชำระหนี้แล้ว โดยเรื่องดังกล่าว สนง.อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดพิจิตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามกฎหมายและหาแนวทางช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบต่อไป

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย/พิจิตร

ศรีสะเกษเตรียมจัดยิ่งใหญ่ ” เทศกาลดอกจานบาน ครั้งที่ ๑๙”กระตุ้นเศรษฐกิจสู่ฐานราก

ศรีสะเกษเตรียมร่วมกับเทศบาลตำบลโคกจาน จัดใหญ่! งานเทศกาลดอกจานบาน และโครงการตลาดนัดท้องถิ่นสีเขียว กระตุ้นเศรษฐกิจสู่ฐานราก

เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๐๐ น. ณ ลานอเนกประสงค์เทศบาลตำบลโคกจาน อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมี นายพศิน ทาสิริ นายอำเภออุทุมพรพิสัยกล่าวต้อนรับ นายมงคลพัฒน์ สรรณ์ไตรภพ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และคณะที่มาร่วมงาน งานใหญ่วันนี้มี นายนิรุตย์ เกษกุล นายกเทศมนตรีตำบลโคกจาน กล่าวรายงานว่า งานวันนี้มีการเปิดตลาดนัดท้องถิ่นสีเขียว ก่อนอันดับแรก

สุกิจ เหลืองสกุลไทย  รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

นิรุตย์ เกษกุล นายกเทศมนตรีตำบลจาน

สำหรับตำบลโคกจานนั้น เป็นตำบลที่อยู่ห่างจากอำเภออุทุมพรพิสัยประมาณ ๑๙ กิโลเมตร มีปกครอง ๑๐ หมู่บ้าน มีอาชีพทำนา มีดอกจานเป็นสัญสัญลักษณ์ของตำบล ซึ่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมของทุกปี ต้นจานจะเริ่มออกดอกสวยงาม และเป็นตำบลที่มีการทอผ้าไหมทุกหมู่บ้าน ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมตำบลโคกจาน หลายกลุ่มได้ผ่านการคัดสรรสุดยอดสินค้า OTOP และได้รับมาตรฐาน ติดตรานกฎรทอง ตลอดทั้งดีรีบร่างวัลต่างๆ จาการรรรกกรรวมกันกันหน้าไหม และมีการที่จัดตลาดนัดท้องถิ่นสีเขียว เพื่อจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์พื้นบ้านในชุมชุมชน

เทศบาลตำบลโคกจาน และพี่น้องประชาชน,ส่วนราชการ ภาคเอกชนทุกภาคส่วน ในตำบลโคกจาน จึงได้จัดงาน” เทศกาลดอกจานบาน ครั้งที่ ๑๙’และโครงการตลาดนัดท้องถิ่นสีเขียว ขึ้น เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มองค์กร ตลอดทั้งประชาชนทั่วทุกท้องถิ่น ได้รู้จักสัญลักษณ์และอัตลักษณ์โคกจาน และเพื่อเผยแพร่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทอผ้าไหมผลิตภัณฑ์พื้นบ้านในชุมชนตำบลให้เป็นที่รู้จัก และส่งเสริมการสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยมีกิจกรรมต่างๆนี้

– จัดโครงการตลาดนัดท้องถิ่นสีเขียว เพื่อจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์พื้นบ้านในชุมชน

– การจัดซุ้มแสดงสินค้า OTOP และซุ้มอาหารของดีตำบลโคกจาน

การแสดงพิธีเปิดชุด “รำออนชอนโคกจาน” โดย ๑๐ หมู่บ้าน ๓ โรงเรียน ในเขตพื้นที่

– การแข่งขันส้มตำลีลา พร้อมกองเชียร์

– การแข่งขันสาวไหม พร้อมกองเชียร์

– การเดินแบบผ้าไหมพื้นบ้านตำบลโคกจาน การประกวดหางเครื่องประกอบเพลงลูกทุ่ง หมอลำ

ในวันเปิดงานได้มีประชาชนมาร่วมชมงานกันอย่างคับคั่งทีเดียว

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

“แอล”คลั่ง มอบตัวแล้ว สารภาพ แค่ทะเลาะกับเมียไม่คิดทำร้ายเด็กนักเรียน

เมื่อเวลา 16.00น.วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569  พลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี นายชัยวัฒน์ อินทร์เลิศ ประธานสภา อบจ.ปทุมธานีนายสุริยะ ภิรมย์พร้อมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลลาดหลุมแก้ว ได้นำตัวนายนพรัตน์  จีนโต หรือแอลอายุ30ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดพัทยาและศาลจังหวัดปทุมธานีหลังก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่กู้ภัยจนรถได้รับความเสียหาย พร้อมด้วยอาวุธปืนแบบออโตเมติกส์ 1กระบอก ได้เดินทางมาที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี เพื่อเข้ามอบตัวกับ พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วย ผบ.ตร.พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1. พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมอาวุธครบมือคอยดูแลความปลอดภัย

 พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วย ผบ.ตร.เปิดเผยว่า ต้องขอบคุณพลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ผู้นำท้องถิ่นตลอดเวลา2วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหามาโดยตลอด โดยทางญาติก็กังวลใจอยากให้ทางผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายโดยเร็ว สำหรับตัวนายนพรัตน์  จีนโต หรือแอลอายุ31ปี นั้นได้มีปากเสียงกันกับภรรยาอยู่บนถนนในพื้นที่จ.ชลบุรี จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าไปตักเตือนก่อนที่ผู้ต้องหาจะขับรถไล่ยิงเจ้าหน้าที่กู้ภัย ตำรวจสภ.ห้วยใหญ่จ.ชลบุรีได้ออกออกหมายจับไว้

จากนั้นผู้ต้องหาได้หลบหนีกลับมาที่อ.ลาดหลุมแก้ว และพบกับพ่อของภรรยาเพื่อให้ช่วยทางด้านคดีจนเกิดมีปากเสียงกันและนำตัวพ่อภรรยาติดรถยนตืไปด้วย ระหว่างหลบหนีผู้ต้องหาได้มีอาวุธปืนติดไปด้วยเมื่อทางพ่อภรรยามีโอกาสจึงหลบหนีออกมาได้จึงมาแข้งความที่สภ.ลาดหลุมแก้วเพื่อให้ดำเนินคดี แต่ทางตัวผู้ต้องหาต้องหาคดี2วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนได้ปฏิบัติการอย่างเต็มที่เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชาวลาดหลุมแก้ว รวมทั้งสถาบันการศึกษา กระทั่งในวันนี้นายกอบจ.ปทุมธานีได้ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ1ชุดปฎิบัติการเพื่อร่วมปฎิบัติในการนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีทางกฎหมาย

พลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พี่น้องสื่อมวลชนให้ความสนใจรวมทั้งผู้ปกครองที่มีลูกหลานคนปทุมธานีโ?รหาตนเองจำนวนมากเพราะกลัวเรื่องความปลอดภัย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สถายันการศึกษาหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอนเพื่อป้องกันความปลอดภัยทำให้ตนเองได้ประสานส่วนเกี่ยวข้องได้ประสานไปคุยกับพ่อแม่ของผู้ต้องหา ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนเองรู้ดีว่าครอบครัวนี้ไม่ใช่โจรผู้ร้ายโหดเหี้ยมตามที่เป็นข่าว เป็นคนทำมาหากินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงต้องทำให้มันจบ

และต้องขอบคุณผู้ต้องหาที่มีความไว้วางใจติดต่อมาที่ตนเองเพื่อที่จะให้พาเข้ามอบตัว ตนเองก็บอกไปว่ายินดีขอให้ครอบครัวสบายใจได้ว่าจะไม่มีทำร้ายหรือใส่ความใดๆทั้งสิ้นและผู้ต้องหาก็ให้ความร่วมมืออย่างดี ตนเองเป็นผู้ไปรับตัวเองที่วัดสะพานสูงจ.นนทบุรี เพื่อเอาตัวกลับมาสอบปากคำดำเนินคดีพร้อมอาวุธปืนซึ่งตัวผู้ต้องหาเองก็ให้ความร่วมมืออย่างดี

นายนพรัตน์  จีนโต หรือแอล ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ที่ตนเองมอบตัวเพราะเห็นเด็กหลายๆโรงเรียนรวมทั้งลูกตนเองที่ยังเรียนอยู่หลานก็มีได้รับความเดือดร้อนก็คิดว่ามามอบตัวซะดีกว่า ตนเองที่ยังไม่มอบตัวแต่แรกเพราะไม่สบายใจไม่รู้ว่าตำรวจชุดไหนเป็นอย่างไร ที่มั่นใจก็คิดว่าคนปทุมธานีเหมือนกันดีกว่าจึงได้ประสานงานนายกอบจ.ปทุมธานีเพื่อมอบตัว ตนเองไม่มีพฤติกรรมที่จะเข้าไปในโรงเรียนตามที่ข่าวออกมาเพราะตนเองมีลูกหลานที่ยังเรียนอยู่

สาเหตุทั้งหมดเกิดจากความหึงเมียหากทุกคนรู้อาจจะเป็นยิ่งกว่าตนเอง ตนเองยืนยันเกี่ยวข้องกับกัญชาและน้ำกระท่อมส่วนยาเสพติดอื่นไม่มี ส่วนวันที่ตนเองยิงรถกู้ภัยเพราะเกิดความหึงหวงมีปากเสียงกับภรรยามาได้กว่าครึ่งเดือนแล้วทำไมต้องยิงกู้ภัยเพราะตนเองทะเลาะกันอยู่2คนผัวเมียจากนั้นกู้ภัยก็มาและเปิดกระจกมาถามว่า มีอะไรค่อยๆคุยกันตนเองคิดว่าภรรยามีการแชร์ข้อความขอความช่วยเหลือลงในโซเชียลแต่ตนเองไม่เป็นเรื่องโทรศัพท์จึงมั่นใจว่าภรรยาได้แจ้งขอความช่วยเหลือแน่จึงก่อเหตุขึ้น ตนเองอยากขอโทษสังคมที่ทำให้เด็กๆต้องหยุดเรียน ตนเองไม่อยากเป็นเช่นนี้เลยพ่อแม่ตนเองก็เสียใจ

ส่วนอาวุธปืนนั้นตนเองเก็บเงินจากการขายใบกระท่อมซื้อมาสองคนกับภรรยามีทะเบียนถูกต้องซื้อมาได้ประมาณ2-3ปีมีการฝึกยิงปืนที่สนามบ้างแต่ก็ไปกับภรรยา  วันที่ก่อเหตุจะบอกว่าตนเองสองผัวเมียจะไม่รู้เห็นกันก็เป็นไปไม่ได้ตอนที่ตนเองยิงปืนตนเองค้างสไลด์ไว้แม็กซ์กาซีนอยู่คนละที่ภรรยาได้ห้ามตนเองแล้วว่าอย่ายิงกู้ภัย แต่กับยื่นแม็กซ์กาซีนของอาวุธปืนให้กับตนเองจะห้ามตนเองว่าอย่ายิงๆแต่เป็นคนใส่ลูกกระสุนปืนให้กับตนเองขณะเดียวกันนายนพรัตน์  จีนโต หรือแอลได้เข้าโอบกอดมารดาก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะอ่านหมายจับเพื่อจับกุมตัวกลับไปดำเนินคดีที่สภ.ลาดหลุมแก้ว 

คณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ศรีสะเกษ ศึกษาข้อดี–ข้อเสียยกเลิก MOU ปี 2543–2544

ศรีสะเกษ -คณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ศรีสะเกษ ศึกษาข้อดี–ข้อเสียยกเลิก MOU ปี 2543–2544 ขณะที่ทหารกัมพูชาเกาะรั้วสังเกตการณ์ไม่ห่าง

ผู้สื่อข่าวรายงานมายากชายแดนว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2569 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียกรณีเสนอให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และปี 2544 ของวุฒิสภา ได้ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เพื่อติดตามสถานการณ์ปัญหาเขตแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังเหตุการณ์หยุดยิง พร้อมรับฟังข้อคิดเห็นจากหน่วยงานราชการและประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยมี นายสุริยา บุตรจินดา รอง ผวจ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย นายบัญชา จันทร์ณรงค์ นายอำเภอภูสิงห์ และผู้บัญชาการหน่วยทหารในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์

ในการนี้ คณะกรรมาธิการได้เดินทางไปยังจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปจากผู้แทนกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 และหน่วยงานด้านความมั่นคงเกี่ยวกับภาพรวมสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน พร้อมทั้งตรวจสอบสภาพภูมิประเทศบริเวณแนวเขตแดน ด่านพรมแดน และหลักเขตแดนหลักที่ 1 ซึ่งเป็นจุดที่ไทยและกัมพูชาสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่คณะกรรมาธิการกำลังสำรวจพื้นที่บริเวณจุดผ่านแดนช่องสะงำ ได้มีกำลังทหารกัมพูชาจำนวนหนึ่งเข้ามาสังเกตการณ์และบันทึกภาพในระยะใกล้ บริเวณประตูฝั่งประเทศกัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนดังกล่าว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่อย่างรอบด้าน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาว่าควรยกเลิก คงไว้ หรือปรับปรุงบางส่วนของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ พร้อมย้ำว่า พื้นที่ที่ประเทศไทยสามารถยึดคืนมาได้จากการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพล ซึ่งต้องแลกมาด้วยการสูญเสียและการบาดเจ็บ จะต้องไม่สูญเปล่า

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยังได้พบปะนักเรียนและนักศึกษาในโครงการ “ตามรอยพ่ออย่างพอเพียง” ในพื้นที่ชายแดน พร้อมมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และอาสาสมัครพิทักษ์ป่า ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและอธิปไตยของประเทศ ท่ามกลางความห่วงใยจากทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อประเมินข้อเท็จจริงจากสถานการณ์จริงอย่างรอบคอบ รวบรวมข้อมูลเชิงลึก และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เสนอต่อวุฒิสภาในการกำหนดท่าทีต่อกรอบความร่วมมือชายแดนไทย–กัมพูชาในระยะต่อไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทสถานการณ์ปัจจุบัน.

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

ชาวบางแก้วรวมตัว คัดค้านตั้งโรงกลั่นน้ำมัน -โรงงานไฟฟ้า จ.เพชรบุรี

ชาวบ้านตำบลบางแก้ว และตำบลใกล้เคียงกว่า 200 คน นำโดย นายสุเนตร สินสวัสดิ์ ส.อบจ.บ้านแหลม ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี และนายกีรติ เทศเจริญ (ผู้พันพอเพียง) รวมตัวกัน ที่ ท่าเทียบเรือบางแก้ว หมู่ 5 ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงแปรสภาพคอนเดนเสท และน้ำมันดิบ และโครงการหน่วยผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง โดยมี นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ว่าที่ส.ส.เพชรบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทยๅประสาน นายสุขุม จันทโชติ ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบุรี นายรัฐพงศ์ พูนเพ็ชร หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี ร่วมรับฟังปัญหา

นายกีรติ ชี้แจงว่าบริษัทดังกล่าว เริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่ปี 2547 มีพื้นที่ 135ไร่ กำลังการกลั่นน้ำมันดิบสูงสุดประมาณ 35,000 บาร์เรลต่อวัน ปัจจุบันบริษัทฯมีแผนจะปรับปรุงโรงแปรสภาพคอนเดนเสท และก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอีก 1 โรงที่มีกำลังกลั่นสูงสุด 175,000 บาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 5 เท่าของกำลังผลิตเดิม และจะขยายพื้นที่เป็น 385 ไร่

นอกจากนี้ยังมีแผนงานดำเนินการก่อสร้างโรงผลิตไฟฟ้าและไอน้ำกำลังการผลิตติดตั้ง 90 เมกะวัตต์และผลิตไอน้ำได้สูงสุด 95 ตันต่อชั่วโมง เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา โรงงานเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนครั้งที่ 1 ที่ รร.รอยัลไดมอนเพชรบุรี แต่การรับฟังความเห็นดังกล่าวผู้ร่วมการประชุมมีการแสดงความเห็นเป็นแนวทางเดียว คือไม่เห็นด้วยให้มีการสร้างโรงกลั่น  เนื่องจากกังวลกระทบสิ่งแวดล้อม และเกิดมลภาวะเป็นพิษ

นายสุเนตร สินสวัสดิ์ กล่าวว่า การดำเนินงานของโรงงานจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก ทั้งน้ำเสียหรือคราบน้ำมันจากโครงการอาจกระทบต่อระบบนิเวศน์ และแหล่งอาหารทะเล เกิดมลพิษทางอากาศ ฝุ่นตะกอนจากกระบวนการผลิตของโรงงาน อาจจะปนเปื้อนในนาเกลือและนาข้าว ตลอดจนพืชสวนการเกษตร และส่งผลกระทบด้านสุขอนามัยโรคทางเดินหายใจ ที่สำคัญโรงกลั่นน้ำมัน เป็นโรงงานก่อให้เกิดมลพิษสูง ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับปี พ.ศ. 2545 นอกจากกระบวนการผลิตแล้ว ยังมีกากตะกอนพิษที่เหลือจากกระบวนการผลิตที่ส่งผลในระยะยาว  ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านไม่ต้องการให้มีการขยายหรือตั้งโรงงานเพิ่มในพื้นที่

ขณะที่นายสุขุม จันทโชติ ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบุรี และนายรัฐพงศ์ พูนเพ็ชร หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวอยู่ในช่วงการแนะนำโครงการ ซึ่งหากจะขออนุญาตตั้งโรงงาน ต้องผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชน และการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากมีการคัดค้านประชาชนไม่เห็นด้วย หรือผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับสูงพิจารณาต่อไป

ด้านนางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ส.ส.เพชรบุรี เขต 1 กล่าวว่าชาวบ้านไม่เห็นด้วยให้ขยายโรงแปรสภาพคอนเดนเสท และน้ำมันดิบ และโครงการหน่วยผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ   เนื่องจากกังวลกระทบสิ่งแวดล้อมรุนแรง และเกิดมลภาวะเป็นพิษต่อประชาชนในพื้นที่ จึงได้เชิญทั้งอุตสาหกรรมจังหวัด และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบุรี มารับฟังข้อเท็จจริงโดยตรงจากชาวบ้าน เชื่อมั่นหากชาวบ้านที่รวมตัวมีเจตนาเข้มแข็ง โรงงานจะไม่สามารถเกิดได้ หากชาวบ้านเดินหน้าคัดค้านเต็มที่

เบื้องต้นชาวบ้านในพื้นที่ได้รวบรวมรายชื่อ นำไปยื่นคัดค้านต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี เพื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป

ผู้การปทุมฯบัญชาฯ สั่งล่าไอ้แอลคลั่งค้นบ้านถึงผงะเจอปืน 7 กระบอก สั่งปิดโรงเรียน 13 แห่งย่านลาดหลุมแก้ว

ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี คุมทีมล่า ไอ้แอล คลั่ง ซ้อมเมียปางตาย ไล่ยิงกู้ภัย สั่งไล่บี้ทุกจุด พบล่าสุดจับพ่อตาเป็นตาเป็นประกัน ต่อรองให้เมียมาพบ แต่เหยื่อไหวตัวทัน หนีออกมาขอความช่วยเหลือ ค้นบ้านเจอปืน 7 กระบอก

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องประชุม สภ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี พล.ต.ต.พีรพล โชติเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ดุษฎี หิรัญรัตน์ ผกก.สภ.ลาดหลุมแก้ว, พ.ต.ท.ณัฐพล อุตน้อย พนักงานสอบสวน และกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจังหวัดปทุมธานี ประชุมวางแผนเร่งติดตามจับกุม นายนพรัตน์ จีนโต อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุยิงรถกู้ภัยในพื้นที่ห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี ก่อนหลบหนีกลับบ้านในพื้นที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี และก่อเหตุจับพ่อตาเป็นตัวประกันเพื่อขอพบภรรยา

พล.ต.ต.พีรพล เปิดเผยว่า เหตุเริ่มเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ต้องหาซึ่งเป็นโชเฟอร์รถกระบะ ได้จอดรถบริเวณจุดอันตรายบนถนนมอเตอร์เวย์ในพื้นที่ จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าไปตักเตือน เนื่องจากอ้างว่าจอดรถทะเลาะกับแฟนสาว แต่ผู้ต้องหากลับโมโห ขับรถไล่ตามประกบยิงรถกู้ภัย 2 นัด ก่อนจอดรถทิ้งและพาแฟนสาววิ่งหนีเข้าป่า ตรวจค้นท้ายรถพบใบกระท่อมบรรจุถุงรวม 51 ถุง น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม

ต่อมาเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ต้องหาได้กลับมาบ้านพักย่านตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว และจับพ่อตาซึ่งพักอยู่บ้านฝั่งตรงข้ามคลองขึ้นรถกระบะเป็นตัวประกัน เพื่อเรียกร้องให้ภรรยามาพบ

กระทั่งเวลาประมาณ 04.00 น. บริเวณอำเภอบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา พ่อตาอาศัยจังหวะรถชะลอความเร็วช่วงขึ้นสะพาน กระโดดหนีและขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน ก่อนเข้าแจ้งความกับตำรวจ

เมื่อเข้าตรวจค้นบ้านผู้ต้องหาเมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ลาดหลุมแก้ว เข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหา แต่จังหวะนั้นผู้ต้องหาได้กระโดดหนีออกทางหน้าต่าง วิ่งหลบหนีไปทางหลังบ้าน พร้อมอาวุธปืน 1 กระบอก

เจ้าหน้าที่ตรวจค้นภายในบ้าน ซึ่งมีพ่อและแม่ของนายนพรัตน์ ฯ อาศัยอยู่และสามารถตรวจ ยึดอาวุธปืนภายในบ้านได้รวม 7 กระบอก ตรวจสอบพบว่า 4 กระบอก มีทะเบียนและชื่อผู้ครอบครองเป็นบิดามารดาของผู้ต้องหา อีก 3 กระบอก มีทะเบียนแต่เป็นชื่อบุคคลอื่น จึงตรวจยึดไว้ตรวจสอบและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม

ทั้งนี้ จากกระแสข่าวในโซเชียลว่ามีบุคคลคลุ้มคลั่งพกปืนเข้าใกล้โรงเรียน ทำให้มีคำสั่งปิดโรงเรียนในพื้นที่อำเภอลาดหลุมแก้วเพื่อความปลอดภัย ขณะเดียวกันตำรวจได้เคลื่อนย้ายพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และเด็กเล็กในบ้านฝ่ายภรรยาไปยังสถานที่ปลอดภัยแล้ว และทราบว่าสถานศึกษา 13 แห่ง ภายในอำเภอลาดหลุมแก้วสั่งปิดการเรียนฉุกเฉินในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 หยุดเรียนฉุกเฉิน 1 วัน เนื่องด้วยโรงเรียนนี้มีความจำเป็นต้องดำเนินการจัดจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อความเรียบร้อยและความปลอดภัยของนักเรียน จึงได้แจ้งงดการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราวจำนวนหนึ่งวัน

ในส่วนผู้ต้องหาเคยต้องโทษคดีเกี่ยวกับทรัพย์และยาเสพติดมาก่อน เบื้องต้นถูกแจ้งข้อกล่าวหา ได้แก่ พยายามฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ,มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง ,พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ,ยิงปืนโดยไม่มีเหตุอันควรในที่ชุมชน

พล.ต.ต.พีรพล ระบุว่า ได้สั่งการให้สถานีตำรวจในพื้นที่อำเภอลาดหลุมแก้วและใกล้เคียงรวม 6 แห่ง ระดมกำลังเร่งติดตามจับกุมโดยด่วน เนื่องจากผู้ต้องหายังพกพาอาวุธปืน ถือเป็นบุคคลอันตรายต่อสังคม หากประชาชนพบเห็นเบาะแส ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อความปลอดภัย

ตำรวจบางรักบุกรวบแม่เล้าวัย 18 พาสาววัย 17 ปีขายบริการทางเพศในโรงแรมย่านสุรวงศ์

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6, พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง ผบก.น.6, พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ รอดเข็ม ผกก.กก.สส.บก.น.6, พ.ต.อ.ธรรมศักดิ์ สารบุญ ผกก.สน.บางรัก และ พ.ต.ท.ปิติพัฒน์ เอกอัครภูววัฒน์ รอง ผกก.ป.สน.บางรัก

สั่งการให้ พ.ต.ต.อังกูร ตู้วัฒนะวาณิช สวป.สน.บางรัก พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางรัก ทำการสืบสวนและล่อซื้อบริการทางเพศเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

ผู้ต้องหา
น.ส.ฐิติรัตน์  อายุ 18 ปี ชาวจังหวัดราชบุรี

ผู้เสียหาย
น.ส.สุภร (สงวนนามสกุล) อายุ 17 ปี

ข้อกล่าวหา
 1. ความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 ฐานเป็นธุระจัดหาโดยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีเด็ก
 2. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปีแต่ยังไม่เกิน 18 ปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม

การปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลว่ามีการลักลอบจัดหาเด็กผ่านทางเฟซบุ๊ก บัญชีชื่อ “Meen My” เจ้าหน้าที่จึงวางแผนให้สายลับติดต่อขอซื้อบริการทางเพศ กระทั่งตกลงค่าบริการรวม 8,000 บาท แบ่งเป็นค่าบริการเด็ก 6,000 บาท ค่าจัดหา 1,000 บาท และค่าเอนเตอร์เทน 1,000 บาท พร้อมลงบันทึกหมายเลขธนบัตรไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมาสายลับนัดหมายให้พาผู้เสียหาย อายุ 17 ปี ไปยังห้องพักเลขที่ 207 โรงแรมแห่งหนึ่งย่านสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก เมื่อสายลับส่งสัญญาณว่าเตรียมให้บริการแล้ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและช่วยเหลือผู้เสียหาย ก่อนเข้าจับกุม น.ส.ฐิติรัตน์ โกมาก อายุ 18 ปี ผู้ต้องหา ซึ่งพักอยู่ห้องใกล้เคียง

จากการตรวจค้นพบธนบัตรจำนวน 8,000 บาท ตรงตามหมายเลขที่ลงบันทึกไว้ภายในกระเป๋าเงินของผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ติดต่อจัดหาเด็กและรับผลประโยชน์จริง

เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 ฐานเป็นธุระจัดหาโดยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีเด็ก และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.บางรัก ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคุ้มครองช่วยเหลือผู้เสียหายต่อไป.