รพ.รามาฯ ร่วม 13 องค์กรย่านถนนพระราม 6 ยกระดับถนนปลอดบุหรี่มวน-บุหรี่ไฟฟ้า ปกป้องคนจากควันบุหรี่มือสอง

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร และ13 องค์กรย่านถนนพระราม 6 จัดกิจกรรมรณรงค์ “ถนนพระราม 6 ปลอดบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า” ชูแนวคิดการแบ่งปันความรักด้วยอากาศบริสุทธิ์ มุ่งคุ้มครองสิทธิของผู้ไม่สูบบุหรี่ และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยจากควันบุหรี่มือสองบนพื้นที่สาธารณะ รวมถึงทางเดินเท้าที่มีคนสัญจรจำนวนมาก

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ในฐานะสถาบันการแพทย์ที่ตั้งอยู่บนถนนเส้นนี้ เราตระหนักถึงอันตรายของควันบุหรี่มือสองและละอองไอจากบุหรี่ไฟฟ้าที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วย เด็ก และบุคลากรทางการแพทย์ที่สัญจรไปมา การทำให้ถนนพระราม 6 ปลอดบุหรี่ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภัยเงียบที่มากับอากาศที่เราหายใจร่วมกันในที่สาธารณะ”

รองศาสตราจารย์ ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า “การยกระดับถนนพระราม 6 ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารจัดการเมืองตามนโยบายสุขภาพดี (Healthy City) ของ กรุงเทพมหานคร เราเล็งเห็นว่าถนนเส้นนี้เป็นย่านนวัตกรรมสุขภาพที่มีโรงพยาบาลและสถานศึกษาหนาแน่น การปล่อยให้มีควันบุหรี่และละอองฝอยจากบุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะ เป็นการซ้ำเติมสุขภาพของผู้ป่วยและประชาชนที่สัญจรไปมา”

นายอภิชาต แสนมาโนช ผู้อำนวยการเขตราชเทวี กล่าวว่า “สำนักงานเขตราชเทวีมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนโยบาย ‘มหานครปลอดบุหรี่’ เพื่อก้าวไปสู่การเป็น Healthy City อย่างเต็มรูปแบบ ตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร การนำร่องที่ถนนพระราม 6 ซึ่งเป็นย่านสถาบันการแพทย์ที่สำคัญ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดการพื้นที่สาธารณะ โดยเราจะเน้นการจัดระเบียบทางเท้าและจุดรอรถโดยสารให้เป็นเขตปลอดบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างมีสุขภาวะที่ดี”

ด้าน เรืออากาศเอก นายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สารพิษในบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งปอด ซึ่งผู้ที่ได้รับควันมือสองมีความเสี่ยงไม่ต่างจากผู้สูบเอง การรณรงค์ครั้งนี้จึงเป็นการป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่และสร้างค่านิยมใหม่ให้สังคมตระหนักว่า การไม่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะคือการแสดงความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์”

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า ถนนพระราม 6 เป็นเส้นทางที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุข เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลหลายแห่ง สถาบันวิจัย และสถานที่ราชการ การทำให้ถนนสายนี้เป็น “ถนนปลอดบุหรี่” เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในการปกป้องสิทธิของคนไม่สูบบุหรี่ที่จะไม่ต้องได้รับควันบุหรี่มือสองในพื้นที่ทางเดินเท้าและจุดรอรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งมีประชาชนร้องเรียนมาทางช่องทางของสำนักงานเขตราชเทวีและทางโรงพยาบาลรามาธิบดี การรณรงค์ครั้งนี้มุ่งหวังเพื่อให้ถนนพระราม 6 เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลมหายใจของทุกคน และผมหวังว่า “ถนนพระราม 6 ปลอดบุหรี่” เส้นนี้ จะเป็นต้นแบบถนนปลอดบุหรี่ของกรุงเทพมหานครต่อไป” นพ.ประกิต กล่าว

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการปักหมุดสัญลักษณ์ “ถนนปลอดบุหรี่” ตลอดเส้นทางถนนพระราม 6 เพื่อตอกย้ำความปลอดภัยของประชาชนทุกคนในย่านการแพทย์ราชเทวี รวมถึงการเชิญชวนร้านค้าและสถานประกอบการริมทางร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 กำหนดให้พื้นที่สาธารณะและทางเท้าเป็นเขตปลอดบุหรี่ ผู้ที่ฝ่าฝืนสูบบุหรี่มีโทษปรับทางกฎหมายไม่เกิน 5,000 บาท จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สัญจรบนถนนพระราม 6 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมไร้ควัน หากพบเห็นการสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามสูบ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่หรือช่วยกันรณรงค์อย่างสุภาพ เพื่อให้เกิดสังคมปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน

โดย:งานสร้างเสริมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

.

“พลังมั่งมี มหาสุขี”เขย่าเมืองสกล! เปิดฉากตรุษไทสกล 3 วัน 3 คืนฉลองศรัทธา 3 วัฒนธรรม

สกลนครผนึก “ไทย–จีน–เวียดนาม” จัดอย่างยิ่งใหญ่เทศกาลตรุษจีน 3 วัน 3 คืนเต็ม ภายใต้ธีม “พลังมั่งมี มหาสุขี ศรีเมืองสกลนคร”อัดแน่นด้วยร้านอาหารพื้นถิ่น อาหารมงคล และสินค้า OTOPเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนแม่น้ำโขง

บรรยากาศที่ลานคนเมือง เทศบาลนครสกลนคร คึกคักไปด้วยประชาชนและนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลร่วมงาน “ตรุษไทสกล” ประจำปี 2569 เทศกาลสานสัมพันธ์ศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณีไทย–จีน–เวียดนาม ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้ธีม “พลังมั่งมี มหาสุขี ศรีเมืองสกลนคร”

งานดังกล่าวเป็นความร่วมมือของเทศบาลนครสกลนคร องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม สมาคมชาวไทยเชื้อสายจีน–เวียดนาม ตลอดจนภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์เมืองสกลนครที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรร

นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมกล่าวอวยพรปีใหม่จีนและเวียดนามด้วยถ้อยคำมงคล “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” และ “จุ๊ก หมึ่ง นัม เหมย” ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง สื่อถึงความหวังให้ประชาชนประสบความสำเร็จ สุขภาพแข็งแรง และมั่งคั่งตลอดปี

ภายในงานตลอดวันที่ 17–19 กุมภาพันธ์ ลานคนเมืองถูกเนรมิตให้เป็นเทศกาลอาหารและดนตรีสุดยิ่งใหญ่ ถนนสายวัฒนธรรม 3 ชาติพันธุ์ ไทย–จีน–เวียดนาม อัดแน่นด้วยร้านอาหารพื้นถิ่น อาหารมงคล และสินค้า OTOP ขณะที่ไฮไลต์สำคัญคือการผัดหมี่ซั่วแจกจ่ายแก่ผู้ร่วมงาน ตามความเชื่อว่าจะเสริมอายุยืนและความเป็นสิริมงคล

ค่ำคืนเปิดเวทีคอนเสิร์ตได้ศิลปินชื่อดัง “ปั่น” ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว ร่วมสร้างความประทับใจ พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากกลุ่มชาติพันธุ์ไทสกล ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม สะท้อนภาพการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของผู้คนต่างรากเหง้า

อีกหนึ่งสีสันสะดุดตาคือการประดับโคมไฟ 3 ชาติ ทั้งโคมจีน โคมเวียดนาม และโคมครามไทสกล ที่ส่องแสงสว่างไสวทั่วลานคนเมือง กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งความศรัทธาและความสามัคคีของชาวสกลนครในเทศกาลตรุษจีนปีนี้อย่างแท้จริง

.

15 วินาทีชีวิต! ลมพายุหอบก้ามปูยักษ์ 100 ปีโค่นทับบ้านกลางเมืองนนทบุรี

พายุฤดูร้อน ฝนกระหน่ำ–ลมหมุนแรงเพียงแค่เสี้ยว 15 วินาที เปลี่ยนบ้านทั้งหลังเป็นซากจากต้นก้ามปูยักษ์ 100 ปีโค่นทับบ้านกลางเมืองนนทบุรี

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนักพร้อมลมกรรโชกแรงในหลายพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรี ส่งผลให้ป้ายหาเสียงบางจุดหลุดปลิว เสาไฟฟ้าหลายแห่งล้มสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนแก่ประชาชนเป็นวงกว้าง

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายที่บ้านเลขที่ 30 ซอยประชาชื่นนนทบุรี 8 ตำบลบางเขน อำเภอเมือง พบว่าบ้านพักอาศัยหลังหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยครึ่งหลังของตัวบ้าน โดยเฉพาะบริเวณหลังคาด้านหน้าพังถล่มลงมาทั้งหมด ขณะที่โรงจอดรถถูกต้นไม้ขนาดใหญ่โค่นทับ ส่งผลให้รถยนต์ที่จอดอยู่ภายในได้รับความเสียหาย กระจกหน้าแตกหลายบาน

จากการตรวจสอบพบว่า ต้นไม้ที่ล้มทับบ้านเป็นต้นก้ามปูขนาดใหญ่ อายุกว่า 100 ปี ซึ่งอยู่ในพื้นที่มานานตั้งแต่สมัยคนรุ่นก่อน และอาจเป็นหนึ่งในต้นไม้ขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัด โดยภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าได้เข้าพื้นที่ตัดกระแสไฟฟ้าในเบื้องต้น เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่วและเหตุซ้ำซ้อน

นายสมชาย บัติพุฒ อายุ 67 ปี น้าข้างบ้านของผู้ประสบเหตุ เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุมีฝนตกหนักและเกิดลมหมุนรุนแรงต่อเนื่องราว 15 วินาที ตนเห็นต้นก้ามปูโยกอย่างแรงก่อนจะโค่นล้มลงมาอย่างรวดเร็ว

“ช่วงนั้นลมแรงมาก ต้นไม้แกว่งไปมาแล้วก็ล้มลงทันที ภายในบ้านมีหลานอยู่เพียง 2 คน กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ ต้นไม้ล้มมาเฉียดตัวบ้านไปนิดเดียว โชคดีที่ไม่โดนเด็ก ไม่อย่างนั้นไม่อยากคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น” นายสมชายกล่าว

เบื้องต้นตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ได้แก่ หลังคาบ้าน รถยนต์ และกระจกแตกหลายจุด อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง ทันทีหลังเกิดเหตุจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเข้าตัดกระแสไฟ และเตรียมประสานเทศบาลให้เข้าดำเนินการตัดและรื้อถอนต้นไม้ที่ล้มทับบ้านในวันถัดไป เนื่องจากยังอยู่ในสภาพอันตราย

ขณะเดียวกัน เจ้าของบ้านไม่สามารถพักอาศัยอยู่ภายในบ้านได้ในขณะนี้ โดยผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อสอบถามแต่ไม่พบตัว ทราบว่าได้ย้ายไปพักอาศัยอยู่บ้านญาติใกล้เคียงเป็นการชั่วคราว ส่วนมูลค่าความเสียหายทั้งหมดอยู่ระหว่างการประเมินอย่างละเอียดต่อไป

ทหาร ฉก.ราชมนูสกัดจับ 11 ชาวจีนลักลอบนั่งเรือข้ามแม่น้ำเมย เข้าไทย

ทหารหมวดลาดตระเวณปืนเล็ก ที่ 1.กองร้อย.ร.1411.หน่วยเฉพาพกิจราชมนู (ฉก.ราชมนู)ย ออกปฎิบัติการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ ชายแดนริมแม่น้ำเมย ไทย=เมียนมา บริเวณป่าสักบ้านวังแก้ว ห้วยกระโหลก หมู่ 4 ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก ได้ตรวจพบบุคคลต้องสงสัย จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ จากการปฏิบัติ ตรวจพบบุคคล สัญชาติจีน จำนวน 11 ราย เป็นชาย ทั้งหมด 11 คน. และ 9 ใน 11 คนไม่มีหนังสือเดินทาง ส่วนอีก 2 คน มีหนังสือเดินทาง

โดยบุคคลดังกล่าวให้การยอมรับว่าได้ลักลอบข้ามมายังฝั่งไทยตามช่องทางธรรมชาติ โดยนั่งเรือ ข่ามมาทางแม่น้ำเมย และเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่ จึงควบคุมตัวส่ง เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืงจังหวัดตาก(ด่าน ตม.แม่สอด) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ฝนถล่มลมกระโชกแรงซัดกระจกกั้นผนังห้างดังย่านแครายล้มทับลูกค้าเจ็บหลายราย

พายุฝนกระหน่ำ ทำกระจกกั้นผนังห้างแห่งหนึ่ง ย่านแคราย ล้มทับลูกค้าร้านอาหารขณะนั่งรับประทานอาหาร ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 17 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุลมพายุฝนกระหน่ำพื้นที่อำเภอเมืองนนทบุรี ทำให้กระจกกั้นผนังขนาดใหญ่ห้างแห่งหนึ่ง ย่านแคราย ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี ล้มทับลูกค้าขณะนั่งกินอาหารอยู่ตามโต๊ะอาหารในศูนย์อาหาร จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทางเจ้าหน้าที่ของห้างได้เร่งนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล เพื่อทำการรักษา

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ของห้างได้กั้นพื้นที่ทันที เพื่อเร่งเคลื่อนย้ายกระจกและเศษวัสดุที่พังลงมา ก่อนดำเนินการซ่อมแซม 

ขณะที่ พนักงานร้านค้ารายหนึ่ง เผยว่า ก่อนเกิดเหตุเป็นช่วงที่มีลมฝนพัดมาแรงมาก ก่อนผนังกระจกจะล้มลงมา ใส่กลุ่มลูกค้าที่นั่งกินอาหารจนทำให้มีคนเจ็บหลายคน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานเพิ่มเติมว่า บริเวณที่ซอยประชาชื่น-นนทบุรี 8 หลังฝนตกอย่างหนักทำให้น้ำท่วมสูงประมาณ 10-30 ซม. ชาวบ้านและนักศึกษาต้องเดินลุยน้ำเพื่อกลับเข้าหอพัก.

“ในหลวง-พระราชินี”ทรงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้ายเนื่องในเทศกาลตรุษจีน

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.50 น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จลง ณ บริเวณด้านหน้าพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย เนื่องในเทศกาลตรุษจีน พุทธศักราช 2569 

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนทอง เทียนเงิน ธูป ที่โต๊ะเครื่องสังเวย ทรงจุดธูปหางแล้วทรงปักที่เครื่องสังเวย  สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ทรงจุดธูปหางแล้วทรงปักที่เครื่องสังเวย   จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทรงกราบ  เสร็จแล้ว ทรงเผากระดาษเงิน กระดาษทอง สมควรแก่เวลา จึงเสด็จขึ้นพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

พระราชพิธีสังเวยพระป้าย จัดขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างพระป้ายพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช กับพระนามาภิไธยสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศจำรูญ พระราชวังบางปะอิน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

 ต่อมา ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดสร้างพระป้าย พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนามาภิไธยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศจำรูญ พระราชวังบางปะอิน เพื่อประกอบพิธีสังเวยพระป้าย เนื่องในเทศกาลตรุษจีน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย เนื่องในเทศกาลตรุษจีน เพื่อทรงแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระบรมราชบุพการี ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศชาติ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดถือและทรงปฏิบัติมาโดยตลอดอย่างสม่ำเสมอ โดยทรงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ผู้แทนพระองค์ ไปในการสังเวยพระป้าย เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ณ พระที่นั่งเวหาศจำรูญ พระราชวังบางปะอิน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประจำทุกปี

สนามจอมเทียนแตก! ฟุตบอลชายหาดไทย พลิกแซง รัสเซีย 4-3 เข้าอันดับหนึ่งรอบแรก

ศึก PATTAYA INTERNATIONAL BEACH FOOTBALL CUP 2026  วันที่ 16 ก.พ. 69 ที่สนามฟุตบอลชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา รอบแรกนัดสุดท้าย

โดยผลงานสองนัดแรกเอาชนะ ญี่ปุ่น 9-0 และชนะนอร์เวย์ 6-2 ปรากฏว่าทีมฟุตบอลชายหาดไทยยังโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงท่ามกลางเสียงเชียร์แฟนบอลรัสเซียล้นสนาม แซงชนะ รัสเซีย ไปได้ 4-3

ผู้ทำประตูทีมฟุตบอลชายหาดไทย
1-1 รัฐพงษ์ นาดี 🇹🇭
2-1 เจ็ค สโทเท็น 🇹🇭
3-1 วรินทร นาคสุวรรณ์ 🇹🇭
4-3 อนันต์ นนทเกษ 🇹🇭

.

เหม็นคลุ้งยาบ้า!ตำรวจสภ.บ้านไร่สกัดรวบหนุ่มลักลอบขนยาบ้าซุกรถดูดส้วมกว่า 8 ล้านเม็ด

ตำรวจ สภ.บ้านไร่  จังหวัดอุทัยธานี สกัดจับหนุ่มลักลอบขนยาบ้าซุกซ่อนในรถดูดส้วมกว่า 8 ล้านเม็ด ขณะขับผ่านด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์

เมื่อเวลา  16.30 น.ของวันที่  17 ก.พ 69 ที่ด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ กองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียง ยาเสพติด ภายใต้การอำนวยการ ของ พล.ต.ต.วิทัศน์ บริรักษ์ ผบก.สกส. พ.ต.อ สมบูรณ์  ทองลอย รอง
ผบก.ภจว.อน. พ.ต.อ.อังคาร อุทัยพันธ์  ผกก. สภ.บ้านไร่ ได้ร่วมกันแถลงข่าว ร่วมกันจับกุมยาบ้า จำนวน  8,394,000 เม็ด

จากกรณี จนท.ตร.สภ.บ้านไร่ได้รับการประสานงานจาก บช.ปส. ให้สกัดรถบรรทุกลักลอบขนยาเสพติด ลักษณะคือ เป็นรถบรรทุกกำจัดสิ่งปฏิกูล จึงรายงานผู้บังคับบัญชา ทราบ และได้ร่วมกันตั้งด่านสกัด ที่ บริเวทางหลวงหมายเลข 333 ตรงข้ามหน้าที่ทำการสายตรวจศิลาทอง

 เวลาต่อ ได้มี รถบรรทุก ไม่ประจำทาง ชนิด บรรทุกเฉพาะกิจ (กำจัดสิ่งปฏิกูล) ยี่ห้อ ISUZU รุ่น NKR55EX1T สีฟ้า ทะเบียน 70 4538 บุรีรัมย์ ตรงตามที่ได้รับแจ้งได้ขับผ่านมา จึงขอเข้าตรวจค้นรถคันดังกล่าว  และเข้าทำการตรวจสอบ

 จากการตรวจสอบพบว่ามี นายวุฒิชัย สงสะอาด เป็นผู้ขับขี่มีเหตุสงสัยว่าจะลักลอบซุกซ่อนและลำเลียงสิ่งของผิดกฎหมาย จึงได้ร่วมกับชุด บช.ปส. นำรถคันดังกล่าวไปตรวจสอบที่ด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์

ผลการตรวจค้นพบ ยาบ้า จำนวน ประมาณ 8,394,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในถัง สิ่งปฎิกูล (รถดูดส้วม)จึงควบคุมตัว นายวุฒิชัย มอบตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้ ร้อยเวรสอบสวน สภ. บ้านไร่ เพื่อดำเนินคดีต่อไป

.

ตำรวจบุกจับคาแท่นพิมพ์! ทลายโรงงานผลิตกล่อง & อะไหล่รถยนต์ปลอมครบวงจร

ตำรวจบุกจับคาแท่นพิมพ์! ทลายโรงงานผลิตกล่อง & อะไหล่รถยนต์ปลอมครบวงจร ปั๊มตราเนียนกริบ ยึดแท่นพิมพ์และของกลางกว่า 2,000 ชิ้น

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1บก.ปอศ.
ได้ร่วมกันตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1.อาคารแห่งหนึ่ง ซอยเทียนทะเล แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร

2.โกดังแห่งหนึ่ง(ใกล้เคียงกับจุดที่ 1) ซอยเทียนทะเล แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร

ร่วมกันจับกุม นายกรณ์ดนัยฯ อายุ 57 ปี ในฐานความผิด เลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร และ มีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักรพร้อมตรวจยึดของกลาง เครื่องพิมพ์ใช้สำหรับพิมพ์เลียนเครื่องหมายการค้าบนกล่องบรรจุภัณฑ์

กรองอากาศ, ลูกปืนล้อรถยนต์, โช้ค, ไส้กรองน้ำมัน, กล่องบรรจุภัณฑ์, ที่ปลอม/เลียนเครื่องหมายการค้า TOYOTA, DENSO, FORD และ ISUZU รวม 2,179 ชิ้น มูลค่าความเสียหาย 3,000,000 บาท

พฤติการณ์ เจ้าพนักงานตำรวจ บก.ปอศ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีกลุ่มบุคคลได้ตระเวนขายส่งอะไหล่รถยนต์ปลอมเครื่องหมายการค้าหลากหลายยี่ห้อให้กับร้านค้าปลีกทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพฯ

เจ้าพนักงานตำรวจ กก.1 บก.ปอศ. จึงได้สืบสวนจนพบสถานที่ผลิต กักเก็บ สินค้าดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกัน จำนวน 2 จุดตรวจค้น และได้นำหมายค้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง 2 หมาย เข้าตรวจค้นสถานที่ตรวจค้นดังกล่าวพร้อมกัน จากการตรวจค้นจุดที่ 1 อาคารแห่งหนึ่ง ซอยเทียนทะเล แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พบเครื่องพิมพ์ใช้สำหรับพิมพ์ปลอม/เลียนเครื่องหมายการค้ายี่ห้อต่างๆ

บนกล่องบรรจุภัณฑ์ แล้วจะนำกล่องบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวมาบรรจุอะไหล่รถยนต์ อาทิ กรองอากาศ, ลูกปืนล้อรถยนต์, โช้ค, ไส้กรองน้ำมัน, ที่ปลอม/เลียนเครื่องหมายการค้า TOYOTA, DENSO, FORD และ ISUZU ณ จุดที่ 2 ภายในโกดังแห่งหนึ่ง(ใกล้เคียงกับจุดที่ 1) ซอยเทียนทะเล แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร แล้วกระจายส่งขายแก่ร้านค้าทั่วไป จึงได้ร่วมกันตรวจยึดเครื่องพิมพ์และสินค้าดังกล่าว

พร้อมกับจับกุมบุคคลที่เป็นเจ้าของสินค้าดังกล่าว นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอศ.เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กยท. ลุยยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาง พัฒนาตลาดเครือข่ายทั่วประเทศ

กยท.เดินหน้าพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมยาง มุ่งยกระดับตลาดเครือข่ายฯ ครอบคลุมทั่วประเทศ ควบคู่การป้อนองค์ความรู้ – เทคโนโลยีในสวนยาง พัฒนาศักยภาพชาวสวนยาง เพิ่มคุณภาพผลผลิตยาง สร้างความมั่นคงทางรายได้อย่างยั่งยืน

นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร ปฏิบัติงานแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราอย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมาได้ขยายตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ให้ชาวสวนยางเข้าถึงระบบซื้อขายยางผ่านตลาดกลางยางพาราของ กยท. ซึ่งปัจจุบัน กยท. สามารถขยายตลาดเครือข่ายฯ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ได้แล้วจำนวน 901 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 2 ก.พ. 69) บรรลุเป้าหมายการขยายตลาดเครือข่ายฯ ตามแผนที่วางไว้

สำหรับปีนี้ กยท. จะเน้นการยกระดับและพัฒนาตลาดเครือข่ายฯ ทุกแห่งให้มีมาตรฐานเดียวกัน โดยจะจำแนกกลุ่มตลาดเครือข่ายฯ (Grading) ตามศักยภาพ เพื่อให้สามารถวางแนวทางเข้าไปสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพตลาดเครือข่ายฯ แต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสมและตรงจุด โดยแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับ A, B, C, D และ E ซึ่งพิจารณาจากปริมาณและความถี่ของการซื้อขายยางผ่านตลาด ระบบการบริหารจัดการภายใน และผลการดำเนินงานในภาพรวม เป็นต้น

จากนั้นจะนำข้อมูลรายละเอียดของตลาดเครือข่ายฯ เข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์เพื่อกำหนดแนวทางการสนับสนุนให้สอดคล้องกับศักยภาพแต่ละระดับ อาทิ กลุ่มตลาดเครือข่ายฯ ระดับ A ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการซื้อขายยางผ่านตลาดในระดับสูง จะเน้นสนับสนุนด้านการขยายช่องทางการจำหน่ายยาง รวมถึงส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากการทำอาชีพเสริมร่วมยาง ในขณะที่กลุ่มตลาดเครือข่ายฯ ระดับ E ซึ่งเป็นตลาดเครือข่ายฯ กลุ่มตั้งต้น จะเน้นสนับสนุนอุปกรณ์จัดการผลผลิตให้ได้คุณภาพ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการตลาด

และการพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ชาวสวนยางมีช่องทางการขายยางผ่านตลาดเครือข่ายฯ มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ได้รับราคาที่เป็นธรรม ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร

นายโกศล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากยกระดับตลาดยางเครือข่ายฯ ทั่วประเทศแล้ว กยท. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของชาวสวนยางซึ่งถือเป็นกลุ่มต้นน้ำในระบบยางพารา เพื่อให้เกษตรกรมีการจัดการสวนยางอย่างเป็นระบบ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านยางพารา โดยใช้ศูนย์เรียนรู้ยางพาราและแปลงถ่ายทอดเทคโนโลยีของ กยท. เป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีสมัยใหม่แก่ชาวสวนยาง

เปิดโอกาสให้ชาวสวนยางได้เข้ามาเรียนรู้จากประสบการณ์จริงผ่านแปลงสาธิต  ปรับแนวคิด-เปลี่ยนรูปแบบการทำสวนยางสู่การบริหารจัดการที่นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ทรัพยากร และศักยภาพมากขึ้น รวมถึงโมเดลสวนยางอารยเกษตร ที่ผสานศาสตร์สากลหรือเทคโนโลยี ร่วมกับการจัดการสวนยางแบบผสมผสาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะครูยางอาสา ผ่านการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตยาง เพื่อส่งต่อความรู้ใหม่ๆ สู่เกษตรกรชาวสวนยางได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเกิดประโยชน์สูงสุด