เปิดสูตรเด็ด “น้ำหมักชีวภาพ” ดันลำไยพวงทองบ้านแพ้ว หวานกรอบ เนื้อแน่น สร้างมูลค่าเพิ่ม

ลำไยพันธุ์พวงทอง ของดีบ้านแพ้ว เพิ่งปิดฤดูกาลเก็บเกี่ยวไปไม่นาน รวมถึงผลผลิตจากสวน 14 ไร่ของ ลุงไพรัช เทียนทอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปลูกลำไยพวงทองบ้านแพ้ว ที่จำหน่ายหมดสวน ได้กำไรเป็นที่น่าพอใจ ผลผลิตออกมาตรงตามเป้าหมาย ทั้งขนาด ความหวาน และคุณภาพที่ตลาดต้องการ

ความสำเร็จในปีนี้ไม่ได้เกิดจากโชค หากแต่เป็นผลจากการปรับแนวคิดการทำสวนอย่างจริงจัง ลุงไพรัชค่อย ๆ ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ควบคู่กับ น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลำไยพวงทองโดดเด่นด้านคุณภาพ “เนื้อแน่น เมล็ดเล็ก หวานกรอบ” ตามเอกลักษณ์ของบ้านแพ้ว

ลุงไพรัชเล่าว่า เดิมทีสวนใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลัก กระทั่งเมื่อ 5 ปีก่อน เจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินเข้ามาส่งเสริมการทำปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้ วัสดุเหลือใช้ในสวน ผลไม้คัดทิ้ง แกลบ ขี้ไก่ และขี้วัว ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย ทำให้ต้นทุนลดลงและดินเริ่มฟื้นตัวต่อมา กรมประมงร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน มาสนับสนุนให้เกษตรกรในอำเภอบ้านแพ้ว และอำเภออื่นๆ ในสมุทรสาคร นำปลาหมอคางดำใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำหมักชีวภาพ ผลลัพธ์ที่ได้เกินความคาดหมาย พืชมีความสมบูรณ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบเขียวเข้ม หนา เงาสวย ใบร่วงน้อยลง ลำต้นใหญ่และแข็งแรงขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตต่อต้นเพิ่มขึ้น และรสชาติหวานกรอบตามมาตรฐาน GI

จุดเด่นของน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ คือการเป็นแหล่งธาตุอาหารธรรมชาติ ทั้งธาตุหลักและธาตุรอง ช่วยบำรุงดิน ใบ และผลอย่างสมดุล เมื่อใช้สม่ำเสมอสามารถลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีได้ชัดเจน ต้นทุนการผลิตลดลง ขณะที่คุณภาพผลผลิตกลับเพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร

สูตรการทำน้ำหมักชีวภาพของลุงไพรัช ใช้ปลาหมอคางดำบดหรือหั่น 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน สับปะรดทั้งหัว หรือเปลือกสับปะรด 1 ส่วน และจุลินทรีย์ EM หรือ พด.2 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน หมักในที่ร่มประมาณ 3 เดือน แต่ต้องหมั่นคนเป็นประจำทุกวัน เมื่อหมักได้ที่ลุงไพรัชจะนำน้ำหมักมาผสมน้ำในอัตรา 1 ต่อ 100 ใช้ฉีดพ่นและรดต้นลำไย ลดได้บ่อย ยิ่งบ่อยยิ่งดี

นอกจากประโยชน์ด้านการเกษตรแล้ว การนำปลาหมอคางดำมาแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพ ยังช่วยลดปริมาณปลาต่างถิ่นในแหล่งน้ำของสมุทรสาคร เป็นแนวทางจัดการทรัพยากรที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านสามารถจับปลาเพื่อนำมาผลิตน้ำหมัก หรือจำหน่ายเป็นวัตถุดิบ สร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน

สวนของลุงไพรัชได้รับตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของลำไยบ้านแพ้วตั้งแต่ปี 2563 ไม่เพียงเป็นเครื่องการันตีคุณภาพ แต่ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกรและผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน แนวทางการใช้น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำจึงสะท้อนภาพเกษตรกรรมที่พึ่งพาธรรมชาติอย่างชาญฉลาด

เรื่องราวจากสวนลำไยบ้านแพ้วพิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมที่เรียบง่ายและใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น สามารถยกระดับทั้งผลผลิต รายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน พร้อมเติบโตไปกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

ชลประทานอำนาจเจริญกางแผน 8 มาตรการบริหารจัดการน้ำรับมือภัยแล้ง

อำนาจเจริญ-“กันตสิษฐ์   ธนพนพิพัฒน์” ผอ. โครงการชลประทาน กางแผน 8 มาตรการ บริหารจัดการน้ำ รับมือภัยแล้งปีนี้ มั่นใจเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร

นายกันตสิษฐ์   ธนพนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทาน อำนาจเจริญ  กล่าวว่า อำนาจเจริญ ใช้ 8 มาตรการ รองรับฤดูแล้งปี 2568/2569 ประกอบด้วย

1 .คาดการชี้เป้าและแจ้งเตือน พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ก่อน และตลอดฤดูแล้ง

2. สร้างความมั่นคงน้ำ เพื่อการบริโภคอุปโภค และการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อน และตลอดฤดูแล้ง.

3. กำหนดแผนจัดสรรน้ำ และพื้นที่ เพราะปลูก พืชฤดูแล้ง โดยบริหารจัดการน้ำ ให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำ ที่คณะกรรมการ ลุ่มน้ำกำหนด

4. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ประหยัดน้ำ และลดการสูญเสียน้ำ ในทุกภาคส่วน ก่อน และตลอดฤดูแล้ง

5. เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ

6. เสริมสร้างความเข้มแข็ง ด้านการบริหารจัดการน้ำ ของชุมชน  องค์กรผู้ใช้น้ำ

7. สร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์ก่อนและตลอดฤดูแล้ง

และ8. ติดตามและประเมินผลการดำเนินการ ตลอดและหลังสิ้นสุดฤดูแล้ง

นอกจากนี้ นายกันตสิทธิ์  ฯ กล่าวอีกว่า ส่วนสำหรับ สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน สภาพน้ำท่า ในอ่างเก็บน้ำ 4 อ่าง 1 เขื่อน ความจุ รวม 49.989 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ขนาดกลางณวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 37.075 ล้าน ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 76.53 ของความจุปริมาณน้ำใช้การได้ 35.021 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 72.29 ของความจุ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำปกติ

แตรับรองว่า น้ำเกี่ยวกับอุปโภคบริโภค ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ เพียงพอในการใช้ ในหน้าแล้งนี้ รวมถึงน้ำทางการเกษตร สามารถ ปล่อยให้ได้ในการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปลูกข้าวนาปรัง หรือปลูกพืช เจ้าพวกปลูกสวนครัว ที่นำไปจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับประชาชน ว่าท่านไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะขาดน้ำในช่วงหน้าแล้งนี้ อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน ก็อยากให้ประชาชน ช่วยกันประหยัดน้ำ ด้วย นอกจากท่านจะ ได้ เป็นการประหยัดน้ำ ลดค่าใช้จ่าย ในครัวเรือนลงได้ ในระดับหนึ่ง ท่านก็จะเป็นคนที่ใช้น้ำ เป็น ก็ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับตนเอง และครอบครัวอีกด้วย โดยเฉพาะน้ำที่เราซักเสื้อผ้า สามารถนำไป รดต้นไม้ ได้อีกด้วย

ภาพ/ข่าวทิพกร  หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนาจเจริญ รายงาน

.

ศิลปะข้ามพรมแดนเขย่าหัวใจเมืองใต้ “Lukis Pattani 2026” วาดความงามที่ข่าวไม่เคยเล่า

พู่กันกว่า 50 ด้ามจากสองฝั่งพรมแดน ถูกยกขึ้นพร้อมกันเพื่อ “เขียนเรื่องใหม่ให้ปัตตานี” ในกิจกรรม “Lukis Pattani 2026” การรวมพลังของศิลปินไทยและมาเลเซีย ที่ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสาร ลบภาพจำความรุนแรง และเปิดมุมมองใหม่ของเมืองพหุวัฒนธรรมแห่งปลายด้ามขวานไทยอย่าง จังหวัดปัตตานี

นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน นิทรรศการมหกรรมศิลปะปัตตานี “วาดเขียนปัตตานี 2569 (Pattani Art Fest: Lukis Pattani 2026)” จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่  ระหว่างวันนี้จนถึง 29 มีนาคมนี้ จัดโดย จังหวัดปัตตานี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี และภาคีเครือข่ายฯ

โดยในงานยังได้รับเกียรติจาก ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สีน้ำ) และ ดร.นิพนธ์ นิกาจิ ศิลปินอาวุโสและจิตรกรสีน้ำระดับนานาชาติที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วยศิลปินในพื้นที่ ศิลปินในประเทศ และระดับนานาชาติ ที่มาร่วมสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างคึกคัก เพื่อร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนงานศิลป์

ครั้งสำคัญนี้สะท้อนพลังความร่วมมือของภาคีวัฒนธรรมในจังหวัดปัตตานีและภูมิภาคชายแดนใต้ โดยได้จัดพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ ณ หอศิลป์ภาคใต้ สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

สำหรับการจัดงาน นิทรรศการมหกรรมศิลปะปัตตานี “วาดเขียนปัตตานี 2569 (Pattani Art Fest: Lukis Pattani 2026)”  เป็นโครงการส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อการอนุรักษ์ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในสังคมพหุวัฒนธรรมภายใต้โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวทุกด้านด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้ศิลปินร่วมสมัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 

ตลอดจนศิลปินร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงจากที่ต่างๆ มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านภาพวาด ในการสะท้อนเรื่องราวของเมืองปัตตานี ผ่านมิติมุมมองในด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เพื่อให้ประชาชนทั่วไป ตลอดจนเด็กและเยาวชนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ถึงเรื่องราวในมิติต่างๆ ของจังหวัดปัตตานีมากยิ่งขึ้น

ภายในพิธีเปิดงานไม่ได้มีเพียงการจัดแสดงผลงานศิลปะจากศิลปินชายแดนใต้เท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยเวทีเสวนา “Pattani Art Talk: สืบศิลป์ สานพัฒนา” ที่เปิดมุมมองใหม่ทางความคิด การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่งดงาม และบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนตัวตนของพื้นที่ผ่านเส้น สี และเรื่องราว

โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่อเนื่อง โดยกำหนดจัดให้มีการนำผลงานของศิลปินที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ รวมไปถึงผลงานต่างๆ จากกิจกรรมที่จัดไปแล้ว มาจัดแสดงตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันวัฒนธรรมศึกษากลัยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์

และยังสามารถรับชมการแสดงผลงานสัญจร ต่อได้ทื่สภากาแฟพรีเมียม ถนนปัตตานีภิรมย์ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ระหว่างวันที่ 1 – 15 มีนาคม 2569 และ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 24 – 29 มีนาคม 2569 

นี่ไม่ใช่แค่งานศิลปะ แต่คือพลังสร้างสรรค์ที่กำลังบอกเล่าเรื่องราวของปัตตานีสู่สายตาโลก มางานเดียว…ได้ครบทั้งศิลปะ ความสุข และเรื่องราวของปัตตานี  แล้วคุณจะหลงรักเมืองนี้มากกว่าที่คิด

#ArtWorkshopPattani

#ศิลปะปัตตานี

#PattaniArtFest

#LukisPattani2026

#ArtThailand

#SouthThailandArt

#CreativePattani

#หอศิลป์ภาคใต้

#วาดเขียนปัตตานี2569

#สายอาร์ตห้ามพลาด

ผู้ว่าฯ ททท. ชี้ ‘วัฒนธรรมผสานนวัตกรรม’ เสน่ห์จีนยุคใหม่ ดึงคนไทยไปเที่ยวจีน

เมื่อไม่นานมานี้ น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ People’s Daily Online ว่า จำนวนคนไทยที่เดินทางไปประเทศจีนเพิ่มมากขึ้นนั้น เป็นผลมาจากวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและมีชีวิตชีวาของจีน รวมถึงนวัตกรรมและความแข็งแกร่งทางเทคโนโลยีที่โดดเด่น การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมและนวัตกรรมนี้ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทย

ความสำเร็จการพัฒนาของจีน กระตุ้นความต้องการท่องเที่ยวของชาวไทย

ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ปีที่ผ่านมาเป็นวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ซึ่งทั้งสองประเทศมีการติดต่อแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันชาวไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยบางเมืองของจีนมีจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% สะท้อนการเติบโตที่น่าจับตา

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวไทยไม่ได้จำกัดการเดินทางอยู่เพียงเมืองหรือมณฑลใดมณฑลหนึ่ง แต่เลือกท่องเที่ยวเชิงลึกในหลายพื้นที่ ได้สัมผัสความหลากหลาย แปลกใหม่ ความงดงามของธรรมชาติ ตลอดจนบรรยากาศทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งล้วนแต่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวไทย

ผู้ว่าฯ ททท. ยกตัวอย่างภาพรถไฟฟ้าวิ่งผ่านอาคารเมืองฉงชิ่ง ซึ่งเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ของไทยส่งผลให้หลายคนอยากเดินทางไปสัมผัสด้วยตนเอง และเมื่อไปถึงจริง นอกจากสถานที่สำคัญแล้ว นักท่องเที่ยวยังประทับใจกับอาหารท้องถิ่น ความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมถึงแหล่งช้อปปิ้งและสินค้าที่มีให้เลือกสรรมากมาย ซึ่งยิ่งเสริมแรงดึงดูดของจีน

ผู้ว่าฯ ททท. เล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า เคยเดินทางไปจีนครั้งแรกเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ที่เมืองคุนหมิง ประทับใจสภาพอากาศที่เย็นสบายและแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่างอุทยานป่าหิน ต่อมาเมื่อเริ่มทำงานก็มีโอกาสเดินทางไปหลายเมือง แต่ละแห่งให้ความรู้สึกแตกต่างกันไป โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สามารถเห็นพัฒนาการของจีนได้อย่างชัดเจนในทุกมณฑลและทุกเมือง

สำหรับการเดินทางล่าสุด เป็นการเข้าร่วมงาน China International Travel Mart (CITM) 2025 ที่เมืองไหโข่ว มณฑลไห่หนาน ซึ่งสร้างความประทับใจอย่างมาก ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ ตลอดจนเทคโนโลยีนวัตกรรม อาทิ รถแท็กซี่ไร้คนขับและโดรนไร้คนขับ ซึ่งยังไม่แพร่หลายในประเทศไทย

ผู้ว่าฯ ททท. ระบุว่า ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนบทบาทผู้นำของจีนในกระบวนการพัฒนาสู่ความทันสมัย ทำให้ผู้คนจำนวนมาก รวมถึงชาวไทยรู้สึกตื่นตาตื่นใจ อีกทั้งความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ใกล้ชิดเสมือนพี่น้อง ยังช่วยกระตุ้นให้ชาวไทยอยากเดินทางไปสัมผัสเมืองต่างๆ ของจีนมากยิ่งขึ้น

ส่งเสริมความร่วมมือเยาวชนในหลากมิติ

ผู้ว่าฯ ททท. กล่าวว่า เยาวชนคืออนาคตของชาติและเป็นทูตวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ ปัจจุบันมีนักเรียนจีนเดินทางมาเรียนในประเทศไทย และนักเรียนไทยไปศึกษาต่อในจีน ขณะเดียวกัน ครอบครัวไทยจำนวนมากต่างให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาจีน เนื่องจากเป็นภาษาที่มีอิทธิพลในระดับโลกและสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้จริง

นอกจากโครงการแลกเปลี่ยนในระดับมหาวิทยาลัยแล้ว ไทยและจีนยังควรส่งเสริมกิจกรรมแลกเปลี่ยนรูปแบบอื่น เช่น ค่ายฤดูร้อนและฤดูหนาว โดยนักเรียนไทยสามารถเดินทางไปเข้าค่ายฤดูหนาวในจีน ขณะที่เยาวชนจีนสามารถมาเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนในประเทศไทยตลอดทั้งปี เพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ ความร่วมมือไม่ควรจำกัดอยู่เพียงด้านการท่องเที่ยวหรือการเยือนกันเท่านั้น แต่ควรขยายไปสู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจีนมีความก้าวหน้าในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ทั้งสื่อสังคมออนไลน์ ปัญญาประดิษฐ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในด้านดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพของเยาวชนไทยในระยะยาว

คนไทยพร้อมเปิดบ้านต้อนรับมิตรชาวจีนเสมอ

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ผู้ว่าฯ ททท. ได้ส่งคำอวยพรเนื่องในเทศกาลตรุษจีนถึงชาวจีน โดยระบุว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่ง ไม่เพียงในย่านเยาวราชเท่านั้น แต่ทั่วประเทศยังมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในหลายพื้นที่ สะท้อนถึงการต้อนรับและให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวจีน

ผู้ว่าฯ ททท. กล่าวย้ำว่า คนไทยยินดีต้อนรับเพื่อนชาวจีนเสมอ พร้อมอวยพรให้ทุกท่านพบแต่ความสุข ความร่ำรวย มั่งคั่ง ยั่งยืน และขอให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนแน่นแฟ้นมั่นคงสืบไป รวมถึงขอให้เทศกาลตรุษจีนนี้เต็มไปด้วยความเป็นสิริมงคล

ที่มา People’s Daily Online, TAT News Thai

กลุ่มแรงงานเมียนมา 4 คนโหด รุมทำร้ายชายอเมริกันดับปมรักสามเส้า

กลุ่มแรงงานเมียนมา 4 คน รุมทำร้ายชายอเมริกันดับกลางซอยสุขสวัสดิ์ พยานชี้ปมรักสามเส้า ผู้ตายบุกทวงอดีตแฟนถึงห้อง

เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา เกิดเหตุสะเทือนขวัญภายในซอยสุขสวัสดิ์ 26 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ เมื่อชายชาวเมียนมา 4 คน ร่วมกันทำร้ายร่างกายชายสัญชาติอเมริกา จนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางมด รับแจ้งเหตุและรุดเข้าตรวจสอบ พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไว้สอบสวน

จากการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าว พบว่าชาวบ้านและพยานแวดล้อมให้ข้อมูลตรงกันว่า สาเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้มีชนวนมาจากปัญหาความหึงหวงและความสัมพันธ์เชิงชู้สาว โดยผู้เสียชีวิตเคยคบหากับหญิงสาวชาวเมียนมา ซึ่งเป็นน้องสาวของหนึ่งในผู้ต้องหา ก่อนจะเลิกรากันไป แต่ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิตยังคงพยายามติดตามรบกวนและทวงให้อดีตแฟนสาวกลับไปอยู่ด้วยกัน

พยานซึ่งเป็นนายจ้างของผู้ต้องหา 3 คน ระบุว่า คืนก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตถึงขั้นถืออาวุธมีดบุกเข้าไปในห้องพักเพื่อหาอดีตแฟนสาว แต่ไม่พบตัว เนื่องจากฝ่ายหญิงย้ายออกไปพักที่อื่นชั่วคราว กระทั่งเช้าวันถัดมา ครอบครัวของตนได้พาลูกจ้างไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมาในช่วงเย็น ผู้เสียชีวิตปรากฏตัวอีกครั้ง โดยถืออาวุธมีดเดินเข้ามาในร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งตนพยายามตะโกนห้ามไม่ให้ลูกน้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่หนึ่งในลูกจ้างกลับคว้าท่อนเหล็กวิ่งออกไป จนเกิดการชุลมุนและบานปลายเป็นเหตุทำร้ายร่างกายจนมีผู้เสียชีวิต นายจ้างยอมรับว่าลูกน้องขาดสติและใจร้อนเกินไป หากยับยั้งชั่งใจได้ เหตุสลดอาจไม่เกิดขึ้น

ขณะที่ชาวบ้านอีกรายให้ข้อมูลว่า ตลอดระยะเวลาประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา มักเห็นผู้เสียชีวิตไปก่อเหตุเอะอะโวยวายและรังควานที่ห้องพักของฝ่ายหญิงอยู่บ่อยครั้ง ได้ยินเสียงทะเลาะและร้องขอความช่วยเหลือหลายครั้ง โดยผู้เสียชีวิตพักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ย่านดังกล่าวมานานหลายปี และมักพาสุนัขออกมาเดินเล่นในช่วงเย็นเป็นประจำ

ด้านความคืบหน้าทางคดี พันตำรวจเอก สนชัย พูลผล ผู้กำกับการ สน.บางมด เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว ผู้เสียชีวิตไม่ยอมรับการเลิกรา และยังพยายามติดตามอดีตแฟนสาวอย่างต่อเนื่อง วันเกิดเหตุผู้เสียชีวิตถืออาวุธมีดเข้ามาหาเรื่อง ทำให้กลุ่มผู้ต้องหาเข้าไปขัดขวางและเกิดการรุมทำร้าย เบื้องต้นผู้ต้องหาอ้างว่าไม่มีเจตนาทำให้ถึงแก่ชีวิต แต่เหตุการณ์เป็นไปอย่างชุลมุนจนเกิดการพลั้งมือ

หนึ่งในผู้ต้องหา อายุ 37 ปี ให้การว่า เห็นผู้เสียชีวิตถือมีดมุ่งหน้าจะเข้าทำร้าย จึงเข้าไปทำร้ายตอบโต้โดยใช้ไม้ ไม่ได้ใช้อาวุธมีด ยืนยันว่ามูลเหตุเกิดจากการปกป้องน้องสาวซึ่งไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน เจ้าของร้านรับซื้อของเก่าในพื้นที่ ระบุว่า คืนก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตมีพฤติกรรมคล้ายเมาสุรา และเคยไล่แทงคนงานในบริเวณใกล้เคียง จนต้องไปแจ้งความและขอภาพจากกล้องวงจรปิด พร้อมกำชับลูกน้องไม่ให้ใช้ความรุนแรง แต่สถานการณ์กลับควบคุมไม่ได้

พยานวัย 20 ปี ซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ กล่าวว่า เห็นกลุ่มชาย 2-3 คน รุมทำร้ายผู้เสียชีวิต หลังวิ่งไล่กันมาจากบริเวณหน้าโรงงาน โดยมีหนึ่งในกลุ่มพยายามเข้าห้ามปราม

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนพยานเพิ่มเติม ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมายต่อไป

สกัดจับต่างด้าว 13 รายพร้อมมือถือกว่า 300 เครื่อง คาดเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวงพร้อม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล.และ   เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จ.ปราจีนบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 ปคม. ได้  ร่วมกันจับกุมตัว 

1.นาย ชลธิศ ฯ อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาที่ 1 

โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน“รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม”

2.ผู้ต้องหาที่ 2 โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐานบุคคลต่างด้าว สัญชาติจีน เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร โดยการอนุญาตสิ้นสุด (เกิน 67 วัน)

3.ผู้ต้องหาที่ 3– 9 บุคคลต่าวด้าว (สามารถพูดภาษาจีน) โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”

พร้อมด้วยของกลาง

1.รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ โตโยต้า สี ขาว ทะเบียน 5 กฎ xx1 กรุงเทพมหานคร พร้อมกุญแจ 

สถานที่จับกุม  ถนนทางหลวงหมายเลข 359 กม. 53-54 ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี

พฤติการณ์  ตามนโยบายศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./หัวหน้าศูนย์ (ACSC) ได้มีข้อสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่มีพื้นที่ติดกับแนวชายแดนฝั่งประเทศกัมพูชา โดยให้เฝ้าระวังเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ ที่คาดว่าจะใช้ช่องทางธรรมชาติในการหลบหนี หรือใช้เพื่อกระทำความผิดในประเทศไทย

จึงได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมทำการสืบสวนและปราบปราม การกระทำความผิดของบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และได้ทำการสืบสวนมาโดยตลอด จนพบว่ากลุ่มผู้กระทำความผิดมีการร่วมกันกระทำในลักษณะเครือข่าย ทำการนำพากลุ่มผู้ต้องหาชาวจีนหลบหนีเข้าเมืองเข้ามาในประเทศไทย เพื่อไปส่งพื้นที่ชั้นใน ใช้ประเทศไปเป็นช่องทางผ่านไปประเทศที่สาม

โดยก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เวลาประมาณ 06.00 น. เมื่อมาถึงบริเวณริม ทล.359 กม.53-54 พบรถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อ โตโยต้า สีขาว หมายเลขทะเบียน 5 กฎ xx1 กรุงเทพมหานคร ขับขี่มาโดยมีลักษณะต้องสงสัยและมีเงาบุคคลภายในรถลักษณะผิดสังเกต เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการหยุดรถเพื่อขอทำการตรวจสอบ

จากการตรวจสอบรถคันดังกล่าว พบ นายชลธิศ ฯ ผู้ขับขี่รถคันดังกล่าว ได้ตรวจสอบผู้โดยสารที่นั่งมากับรถ พบบุคคลต่างด้าว สามารถพูดภาษาจีน ไม่ทราบชื่อ – สกุล จำนวน 8 คน นั่งโดยสารอยู่ภายในรถคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจสอบหนังสือเดินทางหรือเอกสารอื่นที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง ซึ่งขณะตรวจสอบบุคคลชาวจีนทั้ง 8 คน ไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้เชิญตัวมาที่ ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. เพื่อทำการตรวจสอบ 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ติดต่อ นายพลพจน์ ฯ ซึ่งเป็นล่ามแปล ในการพูดคุยสื่อสารกับบุคคลทั้ง 8 คน จากการตรวจสอบหนังสือเดินทางระหว่างประเทศ (พาสปอร์ต) พบผู้ต้องหาที่ 2) Miss TANG อายุ 34 ปี สัญชาติ จีน ถือหนังสือเดินทางประเทศจีน เลขที่ EG538xx02 ผู้ต้องหาที่ 3 บุคคลต่างด้าว เพศชาย ไม่ทราบชื่อ สกุล และสัญชาติ แต่อ้างว่าตนชื่อ MR.TWAN ฯ อายุ 30 ปี ถือหนังสือเดินทางประเทศเมียนมา เลขที่ MF79xx99 ไม่ได้รับการตรวจลงตราเข้ามาในราชอาณาจักร (ผู้ต้องหาที่ 4-9) ว่าไม่มีหนังสือการเดินทางเข้ามาในประเทศหรือเอกสารอื่นใดที่จะแสดงการอยู่ในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายไทยแต่อย่างใด

จาการตรวจสอบสิ่งของที่อยู่ภายในรถพบ กระเป๋าจำนวน 9 ใบ ด้านในแพ็คโทรศัพท์มือถือรวม 283 เครื่อง, สายชาร์จโทรศัพท์ 118 เส้น, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 2 เครื่อง และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าเป็นของมีไว้หรือเพื่อใช้ในการกระทำความผิด เจ้าหน้าที่จึงทำบันทึกตรวจยึดไว้เพื่อตรวจสอบ จึงแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิให้ทราบตามกฎหมาย ผู้ถูกจับที่ 1-9 ทราบและเข้าใจเป็นอย่างดี โดยผู้ถูกจับที่ (2-9) แจ้งสิทธิผ่านล่ามแปล จากนั้นจึงได้ตรวจยึดรถยนต์ดังกล่าวไว้เป็นของกลาง พร้อมควบคุมตัว นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ระเบาะไผ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามปากคำ นายชลธิศ ฯ ทราบว่า ตนกับเพื่อน ได้รับว่าจ้างจากนายหน้าให้ไปรับบุคคลต่างด้าวจาก อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เพื่อไปส่งยัง โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ตามพิกัดที่ได้นัดหมายไว้กับนายหน้า โดยจะได้รับค่าว่าจ้าง 10,000 บาท หากไปส่งได้สำเร็จ

จึงเชื่อว่าสถานที่ดังกล่าว เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายบุคคลต่างด้าว ก่อนจะมีรถในขบวนการมารับไป จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เข้าไปตรวจสอบยังโรงแรมดังกล่าว พบว่ามีบุคคลต่างด้าว สัญชาติเมียนมาจำนวน 5 ราย พักอยู่จริง จึงได้ตรวจสอบเอกสารหนังสือเดินทาง พบว่าบุคคลต่างด้าว ไม่ได้เข้ามาในราชอาณาจักอย่างถูกต้อง จึงได้จับกุมตัว ส่ง สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย  

ท่องเที่ยวไทยพุ่งแรง! ต่างชาติทะลุ 1.3 แสนคนต่อวัน จีนคืนชีพแตะเกือบ 3 หมื่นราย

ปลัดท่องเที่ยวเผยสถิติ ต่างชาติแห่เข้าไทยทะลุ 1.2 แสนคนต่อวัน ดันรายได้สะสมต้นปีพุ่งกระฉูด มั่นใจกลยุทธ์ “ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” นำร่องเศรษฐกิจไทยโตแกร่งกว่าปี 2562

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า แนวโน้มการเติบโตดังกล่าวเกิดจากการดำเนินนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted Tourism Promotion) ที่ออกแบบให้สอดรับกับพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวแต่ละประเทศ ควบคู่กับการยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างเป็นรูปธรรม

“จีน” ฟื้นแรง จากวันละหมื่น สู่เกือบสามหมื่น
หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ถูกจับตาคือ ตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งตลอดปีที่ผ่านมาเคยชะลอตัวจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของจีนเอง และความกังวลด้านความปลอดภัยจากกระแสข่าวต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐไทยเร่งปรับกลยุทธ์แบบรุกทุกมิติ ทั้งการทำตลาดเชิงลึก การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การสื่อสารภาพลักษณ์ใหม่ และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ส่งผลให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนขยับจากเฉลี่ยราว 10,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนแตะเกือบ 30,000 คนต่อวันในปัจจุบัน กลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยวภูมิภาค

พลิกยุทธศาสตร์ สู่ High-Value Tourism
ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า รัฐบาลได้ปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ โดยเปลี่ยนโฟกัสจาก “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” มุ่งสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและกระจายรายได้สู่เมืองรองและชุมชนท้องถิ่น

แนวคิด High-Value Tourism และการสร้าง Seamless Travel Experience จะเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนในระยะต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในบริบทการท่องเที่ยวโลกยุคใหม่ ที่นักเดินทางให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ความปลอดภัย และมาตรฐานบริการมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว

ททท.เดินหน้ากิจกรรมทั้งปี รักษาโมเมนตัมโต
ในปีนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโต พร้อมเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สินค้า และบริการ ให้ได้มาตรฐานสากล

ภาครัฐย้ำว่า การฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่เพิ่มขึ้น แต่คือการวางรากฐานใหม่ให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน พร้อมขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมกันต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยว เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง.

.

สตม.เปิดปฏิบัติการขุดบ่อล่อปลา ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีน รวบ 6 ผู้ต้องหา

รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศมาตรการแข็งกร้าว ยกระดับการปราบปราม แก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ในทุกรูปแบบเป็นวาระแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการเป็นนโยบายเร่งด่วน โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตนีละบุตร และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ขับเคลื่อนนโยบายในระดับ ตร. สำหรับปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ภายใต้การนำทัพของ “บิ๊กปู” พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ที่ได้เน้นย้ำให้ระดมสรรพกำลัง และเทคโนโลยีที่จำเป็น ในการปราบปรามจับกุมอาชญากรทุกสัญชาติ ที่ได้หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักร หรือกระทำความผิดอาญา และอาศัยสิทธิประโยชน์ด้านการผ่อนผันการตรวจลงตรา อาศัยคราบของนักท่องเที่ยว ใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ซ่อนตัว จากเงื้อมมือของกฎหมาย

สำหรับปฏิบัติการล่าสุดนี้ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ รอง ผบก.ตม.3  และ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส. บก.ตม.3 ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่สำคัญ ในแหล่งท่องเที่ยวของประเทศในภาคตะวันออก ได้ประชุมสั่งการให้ พ.ต.ท.อิธิธร ประเสริฐศักดิ์ รอง ผกก.สส.บก.ตม.3, พ.ต.ท.ธงไทย ไพเราะ สว.กก.สส.บก.ตม.3 และ พ.ต.ท.อานุภาพ ตู้จินดา สว.กก.สส.บก.ตม.3 นำกำลังชุดสืบสวน ลงไปหาข่าวในพื้นที่จังหวัดชลบุรี หลังจากที่เมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ทาง กก.สส.บก.ตม.3 ได้รับเบาะแส จากสายลับชาวจีนว่าในพื้นที่ มีผู้ต้องหาสำคัญ ในคดีเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของประเทศจีน ที่มีฐานปฏิบัติการในพม่า หลบหนีมาซ่อนตัว

โดยหลังจากลงพื้นที่อยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนทราบว่าที่บ้านพักแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นพูลวิลล่า ในจังหวัดชลบุรี มีหนึ่งในชาวจีนซึ่งมีตำหนิรูปพรรณตรงกับที่ได้รับเบาะแส คือ นายหลิน (นามสมมติ) มาพักอาศัย แต่จากการสืบสวนปากคำเพื่อนบ้าน และผู้ที่พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียง ทราบว่า ในบางสัปดาห์โดยเฉพาะในวันหยุด นายหลินมักจะเชิญบุคคลต่างด้าว คล้ายชาวจีนจำนวนมาก มารวมตัวกัน เพื่อประชุมพูดคุยงานที่บ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจยังไม่เข้าตรวจสอบจับกุมเป้าหมาย แต่ได้วางกลยุทธ์โดยนำกำลังมาเช่าพูลวิลล่าด้านข้าง ติดกันกับพูลวิลล่าที่เป้าหมายชาวจีนพักอาศัยอยู่ เป็นเวลา 3 วันเต็ม

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 14 ก.พ.68 เวลาประมาณ 13:00 น. เจ้าหน้าที่ที่ซุ่มดูเป้าหมาย ได้ยินเสียงเอะอะ และมีรถเข้ามาจอดหลายคัน ประกอบกับพบมีรองเท้าถอดเรียงอยู่นับสิบคู่ คาดว่าจะเป็นกำหนดเวลานัดหมายประชุมของสมาชิกกลุ่มแก๊ง เจ้าหน้าที่ที่ปิดล้อมอยู่จึงเข้าแสดงตัวขอตรวจสอบหนังสือเดินทางและเอกสารประจำตัวผลการตรวจสอบ พบบ้านดังกล่าวแม้เป็นพูลวิลล่า แต่มีการใช้ห้องในบ้านเป็นห้องทำงาน มีคอมพิวเตอร์เปิดอยู่ บนหน้าจอเป็นบัญชีภาษาจีน แสดงสัดส่วนรายได้ กำไร และส่วนแบ่งของธุรกิจผิดกฎหมาย มีการใช้นามแฝงแทนชื่อสมาชิกแต่ละคน ในสถานที่ดังกล่าวเจ้าหน้าที่พบผู้อาศัยรวม 10 คน แบ่งเป็นหญิงชาวไทย 3 คน และชาวจีนอีก 7 คน

จากการตรวจสอบพบว่าทั้ง 7 รายเดินทางเข้ามาจากปีนัง ในวันเดียวกัน เที่ยวบินเดียวกัน และมีนายหลิน (นามสมมติ) มาเช่าพูลวิลล่าดังกล่าวเป็นที่ประชุมนัดหมายธุรกิจ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ พบว่า คนจีน 6 ราย จากทั้งหมด 7 ราย เป็นบุคคลที่ สตม. โดยได้รับการประสานงานจากกองการต่างประเทศ บันทึกข้อมูลเป็นบุคคลต้องห้าม และผบก.ตม.3 ได้ลงนามพิจารณาเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งการเพิกถอนดังกล่าว และควบคุมตัวดำเนินการตามกฎหมายคนเข้าเมืองว่าด้วยการผลักดันหรือส่งกลับต่อไป

พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 ยังเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมว่า “ผู้ถูกจับทั้งหมด 6 ราย ได้กระทำความผิดอาญา โดยได้ประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมาย ตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงชาวจีน เว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยมีฐานที่มั่นเดิมอยู่ในประเทศเมียนมาร์ จนทางการจีนได้ออกหมายจับยกแก๊ง ซึ่งหลังจากฐานปฏิบัติการในเมียนมาร์ถูกปิดลง ได้หลบหนีไปประเทศมาเลเซีย ก่อนจะมาจนมุมที่ประเทศไทยในที่สุด” อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ที่พบในที่เกิดเหตุทั้งหมดเพื่อขยายผลว่ามีผู้อื่น ทั้งในบ้านดังกล่าว หรือนอกจากที่พบในที่เกิดเหตุ มีส่วนพัวพันเกี่ยวข้องกับแก๊งดังกล่าวนี้ประการใดหรือไม่ หากพบเบาะแสการกระทำความผิด ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

ระทึก!อากาศร้อนจัดไฟลุกไหม้กองตู้เย็นเก่าเสียหาย 4 ตันรับเทศกาลตรุษจีน

เมื่อเวลา 16:00 น.วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยองค์การบริหารส่วนตำบลลาดตะเคียน (อบต.)อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี  ได้รีบแจ้ง เกิดเหตุไฟไหม้กองตู้เย็นเก่าเสียหายราว 4 ตัน  ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ส่งผลให้มีกลุ่มควันไฟสีดำทะมึนพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าดำทะมึนมองเห็นได้ในระยะ 5 กม.  หลังเกิดเหตุ  องค์การบริหารส่วนตำบลลาดตะเคียน(อบต.)และเทศบาลสระบัวนำรถดับเพลิงเข้าระงับเหตุจำนวน 3 คัน

พบกองตู้เย็นเก่าสูง 2 เมตร รัศมีกว้างเป็นวงกลม 5 เมตร กองอยู่ภายในพื้นที่ว่างข้างบ้านเลขที่ 385/1 หมู่ที่ 2 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี  ซึ่งจุดเกิดเหตุห่างจากตัวบ้าน 15 เมตร เจ้าหน้าที่ระดมฉีดน้ำเพื่อดับไฟที่กำลังโหมลุกไหม้ และ  มีเพื่อนบ้านมาช่วยกันฉีดน้ำดับไฟข้างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลามขยายวงกว้างเข้าพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ติดกัน  ขณะเดียวกัน นายศิริเชษฐ์ ทองคำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลลาดตะเคียน (อบต.ลงพื้นที่ตรวจสอบ พรัอมอำนวยการดับเพลิง

จากการสอบถามนายพงศกร อำนวยผล ผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าวว่า ขณะอยู่ที่ทำงานเห็นควันไฟสีดำลอยขึ้นจึงขับรถมาดูพบเห็นไฟกำลังลุกไหม้ในพื้นที่ของเพื่อนบ้าน ขณะนั้นไฟได้ลุกลามเข้ามาในพื้นทีบ้านของนางพัชพรรณ ทองใบ และไฟได้ลุกลามเข้ามาติดกองตู้เย็นเก่าแล้วโหมลุกไหม้กองตู้เย็นเก่าอย่างรวดเร็ว จึงเรียกคนงานมาช่วยดับไฟ และได้โทร.แจ้งให้เจ้าของบ้านทราบ

นายศิริเชษฐ์ ทองคำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลลาดตะเคียน (อบต.) กล่าวว่า ได้เกิดเหตุไฟไหม้ขยะพื้นที่ข้างๆสาเหตุก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าไฟลุกขึ้นจากในกองของเก่าเองหรือลุกลามเข้ามาจากด้านนอก พอมาถึงเจ้าของบ้านไม่อยู่บ้านไฟที่ไหม้กองของเก่านี้เพื่อที่จะรอนำกลับไปใช้ต่อ

นางพัชรีพรรณ ทองใบ เจ้าของบ้าน กล่าวว่า ไฟที่ไหม้มันเป็นตู้เย็นเก่าที่ไม่ผ่าน QC เพื่อนบ้านที่สนิทกันไปประมูลมาจากโรงงาน ซึ่งเพื่อนบ้านที่นำมาฝากไว้เนื่องจากโกดังมันเต็ม   เขาเห็นพื้นที่ของเราว่างจึงนำมาฝากไว้ถ้าเคลียร์โกดังว่าง ก็จะเอาไปคัดแยกชิ้นส่วนขายขายให้โรงงานประมาณนี้ ไม่รู้ว่าไฟมันมาจากทางไหนไม่รู้เพราะไปทำงานมาก็เห็นไฟไหม้แล้ว

โดย… มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ ทองสุข สิงห์พิมพ์ – ภาพ /ปราจีนบุรี

ตำรวจตั้งทีมไล่ล่าคนร้ายบุกชิงทองร้านดังขอนแก่น กวาด 26 บาทหนี

เกิดเหตุอุกอาจกลางวันแสกๆ สะเทือนเมืองขอนแก่น เมื่อคนร้ายบุกก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านทองชื่อดัง “กรุงเทพเยาวราช” ภายในพื้นที่ ต.บ้านทุ่ม อ.เมือง จ.ขอนแก่น กวาดสร้อยคอทองคำรูปพรรณน้ำหนักรวมกว่า 26 บาท มูลค่าเกือบ 2 ล้านบาท ก่อนหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 นำกำลังชุดสืบสวนจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ภ.4 ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น และ สภ.บ้านเป็ด ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประชุมเร่งรัดคดีอย่างเคร่งเครียด

จากการตรวจสอบพบว่า คนร้ายได้สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท 1 เส้น, หนัก 3 บาท 1 เส้น และหนัก 2 บาท จำนวน 9 เส้น รวม 11 เส้น น้ำหนักรวม 395.2 กรัม หรือประมาณ 26 บาท ก่อนใช้เส้นทางรองหลบหนีเพื่อหลีกเลี่ยงการสกัดจับของเจ้าหน้าที่

พล.ต.อ.ธัชชัย เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำชับให้ร้านทองทั่วประเทศติดตั้งมาตรการป้องกัน เช่น ลูกกรง ประตูนิรภัย กระจกนิรภัย และสัญญาณเตือนภัย แต่ร้านที่เกิดเหตุอยู่ระหว่างการติดตั้งประตูนิรภัย ทำให้เกิดช่องว่างด้านความปลอดภัยและถูกคนร้ายฉวยโอกาสก่อเหตุ

รอง ผบ.ตร. ยอมรับว่า ปัจจุบันยังมีร้านทองราว 10-15% ที่ยังไม่ได้ติดตั้งระบบป้องกันครบถ้วน โดยเฉพาะประตูนิรภัยและกระจกนิรภัย ซึ่งถือเป็นด่านสำคัญในการชะลอเหตุและลดความสูญเสีย

ภายหลังเหตุการณ์ ได้มีคำสั่งตั้ง “SIX PLAN TEAM” ชุดปฏิบัติการพิเศษจำนวน 6 นาย ซึ่งเป็นตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้อาวุธปืนสั้นและปืนยาว เพื่อยกระดับการป้องกันเหตุและดูแลความปลอดภัยประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าเตรียมหารือกับคณะกรรมการคุ้มครองผู้ประกันภัย เพื่อพิจารณาแนวทางการรับประกันภัยร้านทอง โดยเฉพาะร้านที่ไม่มีมาตรการป้องกันเพียงพอ อาจต้องพิจารณาความเหมาะสมในการรับประกัน

ส่วนความคืบหน้าทางคดี เจ้าหน้าที่ระบุว่า การสืบสวนมีความคืบหน้าไปมาก แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอาจกระทบต่อรูปคดี

ขณะเดียวกัน ได้มีคำสั่งทบทวนแผนเผชิญเหตุและแผนสกัดจับใหม่ทั้งหมด หลังพบว่าคนร้ายใช้เส้นทางรองในการหลบหนี สะท้อนถึงการวางแผนที่รัดกุมและต้องเร่งอุดช่องโหว่ด้านยุทธวิธี

คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงการชิงทองธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยของร้านทองทั่วประเทศ ที่ต้องเร่งยกระดับก่อนจะสายเกินไป

ข่าว/ภาพ : จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น