ลำพูน มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สานพลังรัฐ–ชุมชน–เอกชน ป้องกันไฟป่า ลดฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน

ทุกปีเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง ภาคเหนือของไทยต้องเผชิญหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ชี้ชัดว่าแหล่งกำเนิดหลักกว่าร้อยละ 64 มาจากภาคป่าไม้ การป้องกันไฟป่าตั้งแต่ต้นทางจึงกลายเป็นคำตอบสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

จังหวัดลำพูนจึงผนึกกำลังภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคชุมชน เดินหน้า “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5” ณ อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ภายใต้ความร่วมมือกับ สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมป่าไม้ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (ซีพีเอฟ) เพื่อจัดการต้นเหตุอย่างเป็นระบบ และสร้างต้นแบบความร่วมมือที่ขยายผลได้ในระยะยาว

โครงการนำร่องครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า รวม 12 หมู่บ้าน พื้นที่กว่า 20,000 ไร่ ดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี (พ.ศ. 2569–2571) โดยมุ่งถ่ายทอดความรู้ด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่า สนับสนุนอุปกรณ์ จัดตั้งจุดเฝ้าระวัง และส่งเสริมการแปรรูปเศษวัสดุธรรมชาติให้เกิดมูลค่าเพิ่ม

“ภาครัฐ” มุ่งบูรณาการทุกภาคส่วน สร้างต้นแบบความร่วมมือ

นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ช่วงปลายฤดูหนาวต่อเนื่องฤดูแล้งเป็นช่วงเสี่ยงสูง เนื่องจากมีใบไม้แห้งสะสมจำนวนมาก จังหวัดจึงออกประกาศห้ามเผาในที่โล่ง ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2569 รวม 120 วัน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายและการขอความร่วมมือจากประชาชน

“ปัญหาไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือคน การที่ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามาร่วมมือกับภาครัฐในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ และจะช่วยเสริมกำลังให้การดูแลพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

“ภาคเอกชน” เสริมแรงหนุน ‘องค์ความรู้–อุปกรณ์’ สร้างความยั่งยืนในพื้นที่

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจในจังหวัดลำพูนมานานเกือบ 50 ปี และยึดแนวนโยบาย 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนของเครือซีพี

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันจากชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ เรามีความพร้อมทั้งบุคลากรและองค์ความรู้ พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ เช่น เครื่องเป่าลม และจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพชุมชนในการป้องกันไฟป่า และต่อยอดสร้างรายได้จากการแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้”

อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการร่วมลด PM 2.5 คือ นโยบายการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ ที่ไม่รับซื้อและไม่นำเข้าข้าวโพดจากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง โดยดำเนินระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จัดหาในประเทศไทยสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% ถึงแปลงปลูก ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลพิกัดแปลงกับเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อประเมินความเสี่ยงการเผา และส่งเสริมการจัดการเศษวัสดุหลังเก็บเกี่ยวแบบปลอดการเผา

“ภาคชุมชน”  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากแรงคนสู่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุชาติ ยานะคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนคนฮักป่าทาปลาดุก กล่าวว่า อำเภอแม่ทาเป็นพื้นที่เสี่ยงจุดความร้อนสูงของจังหวัด ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่และชุมชนช่วยกันดูแลป่าอย่างต่อเนื่อง

“เราเคยขาดแคลนอุปกรณ์หลายอย่าง เมื่อบริษัทเข้ามาสนับสนุนเครื่องมือและอบรมความรู้ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเห็นโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษไม้ใบไม้ในพื้นที่”

ด้าน นายณนธวรรษ ลังกากาศ ประธานวิสาหกิจชุมชนฮักป่าป้องไฟทาสบเส้า กล่าวว่า ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา อุปกรณ์หลักที่ใช้คือคราดและไม้กวาด การสนับสนุนเครื่องเป่าลมจำนวน 50 เครื่องจากซีพีเอฟ ในปีนี้ช่วยให้ควบคุมแนวไฟได้รวดเร็วขึ้น

“เมื่อมีอุปกรณ์และความรู้ที่เหมาะสม การป้องกันไฟป่าจะไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งชุมชน”

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 จะยั่งยืนได้ ไม่ใช่เพราะมีคำสั่งหรือมาตรการเข้มงวดเท่านั้น แต่เพราะทุกฝ่ายเลือกที่จะรับผิดชอบร่วมกัน ตั้งแต่การดูแลผืนป่า การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร ไปจนถึงการกำหนดมาตรฐานในห่วงโซ่อุปทาน

โครงการนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า “การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ” ไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่คือการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง และเมื่อความร่วมมือกลายเป็นวัฒนธรรมของพื้นที่ ลำพูนก็ไม่ได้แค่ลดไฟป่าและฝุ่นควัน หากกำลังสร้างมาตรฐานใหม่ของการพัฒนาที่เดินหน้าไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้คน.

เกษตรเดือดร้อน!ผลผลิตหอมหัวใหญ่เชียงใหม่ล้น เร่งกู้วิกฤตราคาตกต่ำ

เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ลงพื้นที่แปลงปลูกหอมหัวใหญ่อำเภอแม่วางเร่งกู้วิกฤตราคาตกต่ำหลังผลผลิตล้นตลาดโดยภาครัฐช่วยกระจายผลผลิตและรับซื้อนำราคาตลาด

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ การเก็บเกี่ยวหอมหัวใหญ่ในพื้นที่ อำเภอแม่วาง โดยว่าที่ร้อยตรี วิทยา โปทาศรี นายอำเภอแม่วาง และนายธนภูมิ มีธรรม เกษตรอำเภอ  นายกฤษณ์วัชระพงษ์ สุนทรพรประภา  บริษัท ฮกชุนเฮง จำกัด  ร่วมให้ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง  ณ แปลงปลูกหอมหัวใหญ่ อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีพื้นที่การผลิต จำนวน  5,150 ไร่ เกษตรกร  1,331 ราย พันธุ์ที่ปลูกซุปเปอร์เล็ก  โดยมีแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ อำเถอฝาง  แม่วาง สันป่าตอง แม่ริม และพร้าว คาดการณ์ผลผลิตปีนี้  25, 163 ตัน   เก็บเกี่ยวไปแล้วประมาณ 4%​ ในพื้นที่แม่วาง และสันป่าตอง

โดยในวันนี้ ได้มาที่แปลงเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่  ตำบล อำเภอแม่วาง ซึ่งกำลังเก็บเกี่ยวผลผลิต  จำหน่ายให้แก่บริษัท ฮกชุนเฮง จำกัด  วันนี้ราคา เบอร์ 0-3 ราคา6บาท/กก. เบอร์4ราคา 1 บาท/กก. ทางด้านผู้ประกอบการให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าช่วงนี้ราคาหอมหัวใหญ่ยังมีอยู่ในตลาดทำให้เกษตรกรขายไม่ได้ราคาเท่าที่ควร จากการประชุมของจังหวัดเชียงใหม่ในวันนี้ ก็ดีใจแทนพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรที่ทางภาครัฐมาช่วยกระจายผลผลิตและรับซื้อนำราคาตลาด  ส่วนทางด้านเกษตรอำเภอกล่าวว่าพื้นปลูกอำเภอแม่วาง มี  1,900 ไร่  เกษตรกร 472 ราย ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ 5,000 กก./ไร่ ช่วงนี้หอมหัวใหญ่

ขณะที่อำเภอแม่วาง กำลังทยอยออกสู่ตลาด  ก็ขอเชิญชวนผู้บริโภคอุดหนุนหอมหัวใหญ่คุณภาพดี ผลิตจากแหล่งผลิตที่ดินดี น้ำดี อากาศดี  ทางภาคเหนือของประเทศ สามารถนำไปประกอบอาหาร เช่น ต้มยำ ยำ ทอด อื่นๆอีกมากมาย รสชาติถูกปากคนไทย ดีต่อสุขภาพ โดยผู้ที่สนใจอุดหนุนหอมหัวใหญ่ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานณิชย์จังหวัดเชียงใหม่

.

“ลิเดีย โค” ลงซ้อมเข้มที่พัทยา นำทัพโปรระดับโลกเปิดสัปดาห์ “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026”

“ลิเดีย โค” ลงซ้อมเข้มที่พัทยา นำทัพโปรระดับโลกเปิดสัปดาห์ “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026”  ระดับโลก ระหว่างวันที่ 19–22 กุมภาพันธ์นี้

เมื่อวันที่  16 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศที่สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จังหวัดชลบุรี เริ่มคึกคักตั้งแต่เช้าวันนี้ เมื่อ ลิเดีย โค ยอดโปรสาวสมาชิกหอเกียรติยศของแอลพีจีเอ (Hall of Fame) จากนิวซีแลนด์ อดีตมือหนึ่งของโลกและเจ้าของแชมป์แอลพีจีเอ 23 รายการ รวม 3 เมเจอร์ เดินทางถึงประเทศไทยและลงซ้อมอย่างจริงจัง เตรียมความพร้อมก่อนเปิดศึก “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” ระหว่างวันที่ 19–22 กุมภาพันธ์นี้

การกลับมาร่วมแข่งขันที่ประเทศไทยของลิเดีย โค ในปีนี้ นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 โดยเธอเผยถึงความรู้สึกในช่วงเริ่มต้นสัปดาห์การแข่งขันว่า “การได้เริ่มต้นสัปดาห์แข่งขันในเอเชียที่ประเทศไทยเป็นเรื่องที่ดีมากค่ะ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส เป็นสนามที่ทดสอบทุกองค์ประกอบของเกม ทั้งด้านกลยุทธ์ ความแม่นยำ และความอดทน ดังนั้นการใช้เวลาฝึกซ้อมเพื่อทำความคุ้นเคยกับสนามจึงสำคัญมาก”

เจ้าของ 3 เหรียญโอลิมปิก (ทองแดง ปี 2016, เงิน ปี 2020 และทอง ปี 2024) กล่าวเพิ่มเติมว่า “เป้าหมายหลักของฉันคือการรักษาความสม่ำเสมอ เพราะการแข่งขันในแอลพีจีเอทัวร์แข็งแกร่งมาก ทุกสัปดาห์ให้ความรู้สึกเหมือนเล่นเมเจอร์ ฉันจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอกับการแข่งขันตลอดทั้งสี่รอบ การได้กลับมาเมืองไทยครั้งนี้เป็นสิ่งที่ตั้งตารอคอย แฟนกอล์ฟที่นี่คอยตามเชียร์และให้กำลังใจอย่างอบอุ่น ทำให้รายการนี้พิเศษมากค่ะ”

เธอปิดท้ายด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับสัปดาห์นี้ว่า “เป้าหมายของฉันในสัปดาห์นี้ เรียบง่ายค่ะ คือเล่นให้มั่นคง มีสมาธิอยู่กับเกมของตัวเอง หากทำได้ตามนั้นก็ถือว่าน่าพอใจมากแล้วค่ะ”

นอกจากลิเดีย โค แล้ว บรรดานักกอล์ฟระดับโลกต่างทยอยเดินทางถึงประเทศไทยและเริ่มลงฝึกซ้อมเช่นกัน นำโดย มิยู ยามาชิตะ, อายากะ ฟุระเอะ, ยูกะ ซาโสะ, อากิเอะ อิวาอิ และซิซซี อิวาอิ สองพี่น้องฝาแฝดจากญี่ปุ่น รวมถึง ยูริ โยชิดะ และริน โยชิดะ สองพี่น้องดาวรุ่ง รัวหนิง หยิน จากจีน, เซลีน บูติเยร์ จากฝรั่งเศส, เจนนิเฟอร์ คัพโช จากสหรัฐอเมริกา

ขณะที่กลุ่มนักกอล์ฟเกาหลีใต้ นำโดย ฮโยจู คิม, เซยอง คิม, จินยอง โค และอาริม คิม ต่างลงซ้อมอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งหมดล้วนมีดีกรีแชมป์เมเจอร์ สะท้อนถึงคุณภาพสนามแข่งขันที่เข้มข้นในปีนี้ ด้านกลุ่มแชมป์เมเจอร์จากประเทศอื่น ๆ ที่ร่วมแข่งขัน ได้แก่ ฮันนาห์ กรีน และ เกรซ คิม จากออสเตรเลีย, บรู๊ค เฮนเดอร์สัน จากแคนาดา, มายา สตาร์ค จากสวีเดน และ อัลลิเซน คอร์พุซ จากสหรัฐอเมริกา โดยปีนี้มีนักกอล์ฟดีกรีแชมป์เมเจอร์เข้าร่วมถึง 18 คน รวม 24 แชมป์ และแชมป์แอลพีจีเอรวมกันทั้งสิ้น 173 รายการ

ขณะเดียวกัน นักกอล์ฟไทยทั้ง 8 คน ต่างลงฝึกซ้อมอย่างมุ่งมั่นเพื่อเตรียมสร้างผลงานต่อหน้าแฟนกอล์ฟชาวไทย นำโดย จีโน่-อาฒยา ฐิติกุล มือหนึ่งของโลก เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอ 7 รายการ, เม-เอรียา จุฑานุกาล อดีตมือหนึ่งของโลก เจ้าของ 12 แชมป์แอลพีจีเอ รวม 2 เมเจอร์ และแชมป์รายการนี้ปี 2021, พราว-ชเนตตี วรรณแสน (2 แชมป์แอลพีจีเอ), เมียว-ปาจรีย์ อนันต์นฤการ (2 แชมป์แอลพีจีเอ), โม-โมรียา จุฑานุกาล (3 แชมป์แอลพีจีเอ), แหวน-พรอนงค์ เพชรล้ำ, เอพริล-ชนกนันท์ อังกุระเศรณี จากรอบคัดเลือก และ ปริม ปราชญ์นคร นักกอล์ฟสมัครเล่นเจ้าของ 2 เหรียญทองซีเกมส์ ปี 2025

การแข่งขันกอล์ฟสตรีระดับโลก “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 19 ระหว่างวันที่ 19–22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จังหวัดชลบุรี ชิงเงินรางวัลรวม 1.8 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 60 ล้านบาท)

เปิดจำหน่ายบัตรแล้วทางเว็บไซต์ hondalpgathailand.com โดยบัตรเข้าชมวันพฤหัสบดี–ศุกร์ ราคา 500 บาทต่อวัน, วันเสาร์–อาทิตย์ ราคา 700 บาทต่อวัน, บัตรสองวัน (เสาร์–อาทิตย์) ราคา 1,200 บาท และบัตรชมทั้ง 4 วัน ราคา 1,600 บาท พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตบีเฟิสต์ ธนาคารกรุงเทพ รับส่วนลดสูงสุด 15%

นอกจากนี้ ผู้ชมอายุต่ำกว่า 16 ปี และมากกว่า 60 ปี สามารถลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง PPTV HD ช่อง 36 และ AIS Play

เทศกาลเดือน “รอมฎอน”ปลุกท่องเที่ยว -ช้อปปิง คึกคัก เงินสะพัดพัทลุง-ชายแดนใต้

ต้อนรับเดือนรอมฎอนถือศิลอดชาวมุสลิม ทั่วโลก ซึ่ง จ.พัทลุง ซึ่งจะเข้าเดือนรอมฎอนถือศิลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งรอการประกาศสำนักงานจุฬาราชมนตรี  ซึ่งได้มีการจัดกิจกรรมงานบุญขึ้นหลายมัสยิดเป็นการกุศลเพื่อศาสนา ซึ่งจะได้นำเงินบริหารจัดการมัสยิดและการศึกษาทางศาสนา ฯลฯ

กิจกรรมต้อนรับเดือนรอมฎอนประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการจัดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ตั้งแต่ อ.กงหรา อ.บางแก้ว อ.ป่าบอน อ.ปากพะยูน อ.เขาชัยสน และ อ.ตะโหมด ฯลฯ โดยจะสิ้นสุดประมาณวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569  ปิดท้ายต้อนรับเดือนรอมฎอนมัสยิดบ้านมาบ ที่จัดขึ้น 2 วัน 2 คืน ระหว่างวันที่ 14-15 กุมพาพันธ์ ซึ่งมัสยิดสำหรับ จ.พัทลุง จะมีประจำแทบทุกหมู่บ้านภาพรวม จำนวน  105 แห่ง

โดยปัจจุบันจากตัวเลขเดือนธันวาคม 2566  มัสยิดที่ขอรับอนุญาตทั่วประเทศจำนวน 4,059 แห่ง กรุงเทพ 187 แห่ง ภาคกลาง  344 แห่ง กรุงเทพ  187 แห่ง ภาคใต้  3,444 แห่ง  ภาคตะวันออก  33 และภาคเหนือ จำนวน 51 แห่ง ประมาณการว่าจะขึ้นในแต่ละจังหวัดเกิดขึ้นทุกแห่ง

ในกิจกรรมจะมีการออกร้าน ร้านค้า ร้านอาหาร  และมีสินค้าเสื้อผ้า เครื่องหนัง เครื่องประดับ กิ๊ฟช๊อฟ ของฝาก ของเด็กเล่น สำหรับสินค้าที่สร้างยอดจำหน่ายดี คือเสื้อผ้าและอาหารแต่ละงานที่มีขนาดใหญ่ขนาดเล็ก ถ่ช้าเป็นขนาดใหญ่ภาพรวมขนาด 200 ร้านลง แต่ละร้านจะสร้างยอดจำหน่ายในระดับหลักร้อย หลักพัน หลักหมื่นบาท / วัน จะขึ้นอยู่กับร้านขนาดใหญ่ขนาดเล็กและสต๊อกสินค้า และงานกิจกรรมที่คนเข้าร่วม

“เรื่องของกิน ร้านอาหาร ร้านขนม จะทำยอดขายที่ดีกว่ากลุ่มสินค้าของแห้ง  ร้านอาหารจะดีที่เป็นขนาดใหญ่ จะมีรายได้หลัก 3,000 บาทและถึง 5,000 บาท / วัน ส่วนประภทของแห้งเครื่องประดับ เคนขายไม่ต่ำกว่าวันละ 10,000 กว่าบาทที่ผ่านมา แต่ท่ามกลางปัจจุบันเศรษฐกิจที่แตกต่างกันกับแต่ก่อน ยอดขายย่อมลดไป” พ่อค้าและแม่ค้า กล่าว

ผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนา กล่าวว่า แต่ละงานมัสยิดจะสิ่งของบริจาคให้กับมัสยิด ข้าวสาร โค เครื่องปรุงแกง น้ำแข็ง น้ำดื่ม ฯลฯ เพื่อเป็นอาหารจัดเลี้ยงรวมเงินบริจาคบุญจะเป็นเงินเข้ามัสยิดแต่ละแห่งหลักหลายแสนบาทและหลายล้านบาทเพื่อกิจกรรม มัสยิด

“ในแต่ละแห่งที่มีเงินหมุนเข้าร่วมบริจาคบางมัสยิดถึง 3 ล้านบาท บางแห่งประมาณ 400,000 – 500,000 บาท  ภาพรวมโดยเฉลี่ยแล้วมัสยิดละ  1 ล้านบาทบวกลบ เฉพาะล่าสุดมัสยิดบ้านมาบเงินบริจากสายบุญกว่า  1 ล้านบาท” แหล่งข่าว กล่าว และว่ายังไม่รวมถึงกิจกรรมของโรงเรียนศาสนา-สามัญ เพื่อหาเงินบริหารจัดการสถานการศึกษาที่แต่ละแห่งจะมีเงินหมุนสะพัดไม่ต่ำกว่า 300,000 – 4,000 บาทต่อแห่ง ที่มีอยู่จำนวนหลายสิบแห่งทั่ว จ.พัทลุง

เงินจับจ่ายใช้สอยจากกลุ่มสายบุญจะเป็นเงินหมุนสะพัดจำนวนมากที่ได้เข้าร่วมทำบุญและได้ท่องเที่ยวช๊อปปิ้งบริเวณงานมัสยิดที่ตกแต่งเสริมความสง่างามความรื่นเริงท่ามกลางบรรยายศาสนธรรม พลางชิมช๊อปสินค้าซึ่งในแต่ละแผงจะมีเงินเข้ามาหมุนเวียนหลักหลายร้อย หลักพันและหลักหมื่นบาทตามแต่ขนาดของร้านและสินค้าที่จำหน่าย ซึ่งสร้างงานสร้างรายกับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและเกษตรกร

“สำหรับกลุ่มแม่ค้าพ่อค้าจะเดินสายไปทุกกิจกรรมในจังหวัดและในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงทางภาคใต้ ซึ่งจะสร้างเงินหมุนเวียนไหลหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก”

เฉพาะงานมัสยิดบ้านมาบตั้งแต่วันที่ 1 กพ.ถึงวันที่ 14 กพ. ก่อนที่จะถึงหน้างาน เพียงขายอาหารขนมและแกงถุง ก็สามารถทำเงินกว่า 150,000 บาท เฉพาะโคชำแหละปรุงอาหารถึง 8 ตัว และในวันงานจะมีนักท่องเที่ยวสายบุญเข้ามายังงานเดินแวะชมสินค้าและช๊อปสินค้าหลักหมื่นคนก็จะมีเงินหมุนเวียนเคลื่อนไหวหลักหลายแสนบาทและล่าสุดภาพรวมได้เงินสนับสนุนบริจาคร่วมกว่า 1 ล้านบาท

“กิจกรรมงานบุญต้อนรับเดือนรอมฎอนจะมีขึ้นทุกปีและจะมีการจัดไปหลาย ๆ แห่งละทั่วประเทศ ภาพรวมในแต่ละจังหวัดจะจัดขึ้นประมาณ 80 % แต่ละจังหวัด กิจกรรมมีการบรรยายธรรมของเดือนรอมฎอน และเป็นกิจกรรมยอดนิยมของชาวมุสลิม และจะได้เที่ยวช๊อปอีกด้วย”

กิจกรรมงานบุญปัจจุบัน ได้ถูกบรรจุไว้ในกลุ่มการท่องเที่ยงเชิงศาสนา วัฒนธรรม สำหรับในกลุ่มผู้ประกอบการทัวร์ ไทย มาเลเซีย ที่หาดใหญ่สงขลา ซึ่งเป็นกลุ่มค่อนข้างมีคุณภาพและจะเป็นของกลุ่มทุกวัยยังมีกำลังซื้อที่ดีที่ส่งผลต่อเกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ทั้งระบบไหลหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภาพรวมทั้งประเทศในแต่ละปี.

สสส. ผนึกกำลังสมุทรปราการ เปิดศึกฟุตซอล “โนแอลคัพ 2026”ปั้นนักเตะเยาวชนห่างไกลนักดื่ม-นักสูบหน้าใหม่

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และภาคีเครือข่ายจังหวัดสมุทรปราการ เปิดฉากการแข่งขันฟุตซอลเยาวชน “SDN FUTSAL NO – L CUP 2026” รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ภายใต้แนวคิด “เพื่อนกัน มันส์โนแอล ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน” ชิงถ้วยเกียรติยศผู้ว่าราชการจังหวัด ณ ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์สำโรง เพื่อเฟ้นหาตัวแทนสู่ระดับประเทศ

นางสาวชนกนันท์ รักษาสนธ์ นักบริหารโครงการอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในฐานะประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้าง “ระบบนิเวศสุขภาวะ” ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน เป็นกระบวนการที่ส่งเสริมการป้องกันนักสูบ นักดื่มหน้าใหม่ ทำให้เยาวชนมีพื้นที่ปลอดภัย ในรูปแบบพื้นที่สร้างสรรค์ กิจกรรมสร้างสรรค์ที่หลากหลาย เป็นทางเลือกในการใช้ชีวิตห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยง สสส. เชื่อมั่นว่ากแนวคิด “สร้างนำซ่อม” คือยุทธศาสตร์เชิงรุกด้านสุขภาพที่สำคัญ ในการป้องกันนักดื่ม นักสูบหน้าใหม่ซึ่งเป็นอนาคตของประเทศไทย

ด้าน ผศ.ดร.จักรพันธ์ พรมฉลวย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ ได้นำเสนอผลการศึกษาวิจัยสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงในกลุ่มนักกีฬาฟุตซอลเยาวชน พบสัญญาณที่น่าประทับใจ โดยระบุว่า ผลจากการรณรงค์อย่างต่อเนื่องทำให้สถิติปัจจัยเสี่ยงรายบุคคลลดลงอย่างเห็นได้ชัด, โดยในปี 2568 พฤติกรรมการสูบบุหรี่ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.5 จากเดิมร้อยละ 5.0 ในปีก่อนหน้า

ขณะที่พฤติกรรมการดื่มสุราลดลงเหลือร้อยละ 3.5 จากเดิมร้อยละ 11.0 นอกจากนี้ผลวิจัยยังสะท้อนอีกว่า ปัจจัยเสี่ยงด้าน กระท่อม กัญชา และพนันออนไลน์ยังสะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมกีฬาที่เป็นมิตรต่อสุขภาพสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชนได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงจากสมาชิกในครอบครัว และพฤติกรรมด้านการใช้สื่ออนไลน์ที่อาจส่งผลต่อเยาวชนในระยะยาวต่อไป

นางนรินทร์รัชต์ สีแก้วน้าใส ผู้อำนวยการศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวปิดท้ายถึงความสำคัญของการบูรณาการการทำงานในระดับสถานศึกษาว่า ทางสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับภาคีเครือข่าย เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมให้สถานศึกษาเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์ที่ปลอดภัย”

โดยมีเป้าหมายสำคัญในการป้องกันนักดื่มและนักสูบหน้าใหม่ ลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพทุกรูปแบบทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด ความร่วมมือนี้จะช่วยยกระดับกิจกรรมกีฬาและศิลปวัฒนธรรมให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนจังหวัดสมุทรปราการให้เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน

#สสส #ฟุตซอลโนแอลสมุทรปราการ #อิมพีเรียลเวิลด์สำโรง สคลสมุทรปราการ

สืบบก.น. 6 รวบหนุ่มเครือข่ายแก๊งยา อาจารย์บี ซุกยาบ้าล็อตใหญ่ 2 ล้านเม็ด

สืบบก.น. 6 รวบหนุ่มหัวจ่ายย่านปากน้ำ เครือข่ายแก๊งยา อาจารย์บี ซุกยาบ้าล็อตใหญ่ 2 ล้านเม็ด บริเวณปากซอยทิพวัล 3  จ.สมุทรปราการ

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รอง.ผบก.น.6 พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ รอดเข็ม ผกก.สส.บก.น.6 พ.ต.ท.ประเสริฐ ชะเอมทอง พ.ต.ท.วิสิทธิ์ สายบัวทอง พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ จุติวรกุล รอง ผกก.สส.บก.น.6 ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ปัณณวัชร์ จิรัฐธรรมฤทธิ์ สว.กก.สส.บก.น.6 พร้อมกำลังชุด ชปส.บก.น.6 ได้ร่วมกันจับกุมนายเซียน อายุ 32 ปี พร้อมของกลาง ยาบ้า 2,000,000 เม็ด รถยนต์ สีดำ 1 คัน โดยจับกุมบริเวณปากซอยทิพวัล 3  จ.สมุทรปราการ

สืบเนื่องจากนโยบายของพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.สําราญ นวลมา รองผบ.ตร. สั่งการเร่งรัดจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ชุดสืบสวนนครบาล 6 ได้รับแจ้งจากสายลับมีขบวนการขนลำเลียงยาเสพติด โดยใช้รถยนต์ในการขนลำเลียง จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการสืบสวนและเฝ้าสังเกตการณ์ ขบวนการขนลำเลียงยาเสพติดดังกล่าวตามข้อมูลที่ได้รับแจ้ง โดยพบว่าจะใช้รถยนต์สีดำยี่ห้อหนึ่ง ในการขนลำเลียง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เฝ้าสังเกตการณ์พฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง จนเชื่อได้ว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีการลักลอบขนลำเลียงยาเสพติดหรือสิ่งของผิดกฎหมาย และนำมาเก็บพักไว้ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

จากนั้นชุดสืบสวนนครบาล 6 ประชุมวางแผน ก่อนนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเฝ้าสังเกตการณ์เพื่อพิสูจน์ทราบขบวนการดังกล่าว ต่อมาวันที่ 13 ก.พ. 69 เวลาประมาณ 02.30 น. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งข้อมูลมาว่ารถยนต์คันดังกล่าว มีการขับรถออกจากพื้นที่ จ.สมุทรปราการ เชื่อได้ว่าจะไปขนยาเสพติด จากนั้นจะนำยาเสพติดกลับมาเก็บพักไว้ที่หมู่บ้านในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้กระจายกำลังเฝ้าสังเกตการณ์อยู่บริเวณถนนเทพารักษ์ ปากซอยหมู่บ้าน และบริเวณใกล้เคียง จากนั้นเวลาประมาณ 06.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม พบว่ารถยนต์คันดังกล่าวขับเข้ามาภายในซอยหมู่บ้านทิพวัล จึงได้สะกดรอยติดตาม  ผลการตรวจค้นพบกระสอบ จำนวน 10 กระสอบ (รวมจำนวนยาบ้า 2 ล้านเม็ด) ใส่ไว้ท้ายรถยนต์ จึงได้ทำการจับกุมตัวนำตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามผู้ต้องหารับว่า ได้รับจ้างขนยาเสพติด ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 จึงมาถูกจับกุม ได้ค่าจ้างครั้งละ 40,000 บาท เงินที่ได้มานำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (เลี้ยงดูภรรยา และลูกเล็ก 3 คน)

.

ตำรวจลุยกวาดล้างต่างด้าวลูกจ้างทุนจีนหลอกขายสินค้าปลอมให้นักท่องเที่ยว

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอศ.ได้ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหา 3 ราย คือ 1.น.ส.นิ มา ยา (สงวนนามสกุล) สัญชาติ เมียนมา อายุ 19 ปี 2.น.ส.ทู ซา วิน (สงวนนามสกุล) สัญชาติ เมียนมา อายุ 20 ปี และ3.นายธวัชชัย (สงวนนามสกุล) สัญชาติไทย อายุ 26 ปี ในฐานความผิด “ร่วมกันเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่ปลอมและเลียนครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร”

พร้อมตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย 1.เสื้อที่ปลอมเครื่องหมายการค้า หลุยส์ วีตตอง จำนวน 107 ตัว 2.เสื้อที่เลียนเครื่องหมายการค้า หลุยส์ วีตตอง จำนวน 20 ตัว 3.เสื้อคลุมที่เลียนเครื่องหมายการค้า ดิออร์ จำนวน 68 ตัว 4.เสื้อคลุมที่เลียนเครื่องหมายการค้า วาเลนติโน จำนวน 20 ตัว 5. เสื้อที่เรียนเครื่องหมายการค้ากุชชี่ จำนวน 22 ตัว และ 6. แว่นตา ที่ปลอมเครื่องหมายการค้ารวม 12 รายการ (12 เครื่องหมายการค้า) จำนวนทั้งสิ้น 241 ชิ้น

โดยสถานที่จับกุม ตลาดดังย่านประตูน้ำ ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร   พฤติการณ์ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุก ระดมกวาดล้างเครือข่ายต่างด้าวลูกจ้างทุนจีน ที่ลักลอบหลอกลวงนักท่องเที่ยวจำหน่ายสินค้าปลอมให้กับนักท่องเที่ยว กระทบภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลก โดยสืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนว่ามีแรงงานต่างด้าว ลักลอบการจำหน่ายสินค้าที่ปลอมครื่องหมายการค้าให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในประเทศ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวของไทย เจ้าหน้าที่จึงเร่งสืบสวนและวางแผนเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย ก่อนเปิดปฏิบัติการระดมกวาดล้างการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้น

ผลการปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติได้ 2 ราย คนไทย 1 ราย พร้อมของกลางเป็นสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าหลายรายการ อาทิ แว่นตา เสื้อ ผ้าคลุมไหล่ และสินค้าแบรนด์เนมประเภทต่าง ๆ ที่นำมาจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยว โดยเจ้าพนักงานตำรวจ กก.1 บก.ปอศ. ได้ร่วมกับตัวแทนผู้เสียหายเดินทางไปตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว เมื่อไปถึงพบ น.ส.นิ มา ยา และ น.ส.ทู ซา วิน (ทราบชื่อ-สกุลภายหลัง) กำลังจำหน่ายสินค้าให้กับบุคคลทั่วไป เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวให้ น.ส.นิ มา ยา และ น.ส.ทู ซา วิน ทราบ

จากการสอบถาม น.ส.นิ มา ยา และ น.ส.ทู ซา วิน ทราบว่าทั้งสองคนเป็นบุคคลสัญชาติเมียนมา สามารถสื่อสารภาษาไทยได้บางส่วน จากนั้นจึงได้ขอตรวจสอบสินค้าภายในร้าน ก่อนทำการตรวจสอบได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้ น.ส.นิ มา ยา และ น.ส.ทู ซา วิน ดูจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงได้เริ่มตรวจสอบ อีกทั้งได้พบร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าปลอมอีกในบริเวณใกล้เคียงกัน  มี นายธวัชชัย (สงวนนามสกุล) สัญชาติไทย อายุ 26 ปี เป็นผู้จำหน่ายสินค้า และเป็นเจ้าของสินค้า ผลการตรวจสอบพบสินค้าที่ปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าววางอยู่ภายในบริเวณร้านในลักษณะเสนอจำหน่ายให้กับบุคคลทั่วไป โดยมีตัวแทนผู้เสียหายชี้ยืนยันว่าเป็นสินค้าที่ปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบริษัทผู้เสียหายจริง จากนั้นจึงได้ให้ นายหม่อง ขันจี กุมาร สัญชาติเมียนมา ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาไทยได้เป็นอย่างดี มาเป็นล่ามในการจับกุม ชาวต่างชาติจำนวน 2 รายนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น น.ส.นิ มา ยา และ น.ส.ทู ซา วิน ผู้ต้องหาต่างชาติ ทั้ง 2 ราย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ส่วนนายธวัชชัย ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ยืนยันเดินหน้าปราบปรามการละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าปลอมอย่างจริงจังต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค สร้างความเป็นธรรมทางการค้า และรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ขอความร่วมมือประชาชนและนักท่องเที่ยว เลือกซื้อสินค้าจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ หากพบเบาะแสการจำหน่ายสินค้าปลอม สามารถแจ้งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ทันที

ประชาสัมพันธ์การจำหน่ายและการซื้อสินค้าปลอม โดยเฉพาะสินค้าปลอมประเภทแบรนด์เนม ไม่ได้เป็นเพียงการค้าขายที่ผิดกฎหมาย แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติอย่างมีนัยสำคัญ สินค้าปลอมแบรนด์เนมจำนวนมากมักถูกนำมาจำหน่ายในแหล่งท่องเที่ยวหรือย่านการค้าสำคัญ โดยอาศัยความไม่รู้ของนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคเป็นช่องทางแสวงหากำไร ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายในวงกว้างทั้งต่อเจ้าของสิทธิ ผู้ประกอบการที่ค้าขายสุจริต และระบบตลาดโดยรวม

ในมิติทางเศรษฐกิจ การปล่อยให้สินค้าปลอมแบรนด์เนมแพร่กระจายย่อมกระทบต่อความเป็นธรรมทางการค้า ทำให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องเสียโอกาส สูญเสียรายได้ และเสียความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังเป็นการลดทอนรายได้ของรัฐจากภาษีและค่าธรรมเนียมที่ควรนำไปพัฒนาประเทศ รวมถึงเป็นช่องทางให้กลุ่มผู้กระทำผิดใช้เป็นแหล่งรายได้หมุนเวียน สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายอื่น ๆ อันเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความสงบเรียบร้อยของสังคม

ในมิติด้านการท่องเที่ยว สินค้าปลอมแบรนด์เนมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างประสบการณ์เชิงลบแก่นักท่องเที่ยว เมื่อเกิดกรณีถูกหลอกซื้อสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือสินค้าไม่ตรงตามที่กล่าวอ้าง ความเชื่อมั่นต่อแหล่งท่องเที่ยวและระบบการค้าของประเทศจะลดลง และอาจถูกขยายผลผ่านการบอกต่อและสื่อออนไลน์อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหายและกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวม ซึ่งเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

อากาศร้อนแล้ง!เกิดไฟป่า “ดอยผาแดง” เร่งทำแนวกันไฟไม่ให้ลุกลาม

เจ้าหน้าที่ระดมกำลังเร่งทำแนวกันไฟป่า”ดอยผาแดง”ต.ออนกลาง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ควบคุมไม่ให้ลุกลามเผยเข้าไปดับค่อนข้างลำบากเนื่องจากภูเขาสูงชัน

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ อบต. ออนกลาง โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า 15 ก.พ.69 ขณะนี้ งานป้องกันฯ อบต.ออนกลาง กำลังเข้าพื้นที่ และใช้โดรนบิน มองพื้นที่มุมสูง เพื่อประเมินสถานการณ์ กรณีมีไฟป่าลุกลาม บริเวณพื้นที่ หมู่ที่ 10 ดอยผาแดง ตำบลออนกลาง

ทั้งนี้ เนื่องเป็นพื้นที่สูงชัน และเป็นเวลากลางคืน เป็นอุปสรรคในการมองเห็น หากมีความเสี่ยงในการเข้าพื้นที่  จะเกิดอันตราย หรือความไม่ปลอดภัย กับเจ้าหน้าที่ จะทำแนวกันไฟควบคุมไม่ให้ไฟลุกลามมาด้านล่างเชิงดอย

.

แบงก์ปล่อยสินเชื่อเหยื่อน้ำท่วม “หาดใหญ่”รายละ 3-5 ล.หวั่นกลุ่มเปราะบางยากเข้าถึง

“ธนาคาร”  ลุยปล่อยสินเชื่อเหยื่อน้ำท่วม “หาดใหญ่” คึกคัก รายละ 3 – 5 ล้านบาท ด้านผู้ประกอบการกังวลกลุ่มเปราะบางเข้าถึงยาก ระบุ หากยังขาดความเชื่อมั่นระบบป้องกันน้ำท่วมยังยืน นักลงทุน “ทั้งใหม่-เก่า” ชะลอการลงทุนและพร้อมย้ายไปลงทุนแหล่งอื่น

นายชลิตพงศ์ สิริธนนนท์สกุล นายกสมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่ เปิดเผยว่า ภายหลังจากน้ำท่วมใหญ่ จ.สงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมาหนักเท่าที่ประสบมาจึงผลกระทบต่อการฟื้นฟูเกิดความล่าช้าไปด้วย โดยปกติจากที่ประสบมาทุกครั้งจะสารถฟื้นฟูได้ในระดับในระยะ 1 เดือนจะเข้ารูปแบบ และเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวก็จะกลับมาฟื้นฟูได้เร็วตามศักยภาพ

แต่การฟื้นฟูหนนี้กลับช้าไปมากเพราะความเสียหายมากดังไม่เคยปรากฏ การฟื้นฟูได้จึงไม่เต็มสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่อ่อนแอ ได้ส่งผลต่อภาพของความเชื่อมั่นในการเดินทางเข้ามายังหาดใหญ่สงขลาเป็นภาพรวม จากความไม่พร้อมของกลุ่มอ่อนแอทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ภัตตาคาร สถานบริการ สถานบันเทิง สถานที่ท่องเที่ยว แม้ว่าบางกลุ่มจะฟื้นฟูเสร็จแล้วก็ตามในบางส่วน ซึ่งสามารถบริการอำนวยความสะดวกรองรับนักธุรกิจ นักท่องเที่ยวได้  โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้

นายชลิตพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ภาคเอกชนได้นำเสนอถึงรัฐบาลการปล่อยสินเชื่อซอฟโลนดอกเบี้ยพิเศษ 1 ปี 5 ปี  ซึ่งทางสถาบันการเงินนธนาคารจำนวนแทบทุกแห่งต่างสนองตอบด้วยดีด้วยการเสนอสินเชื่อ แต่จะยังมีมาตรการการที่เข้มข้นเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยยังจะเน้นคู่ค้าเก่า และปลอด NPL ซึ่งเมือมองถึงศักยภาพในกลุ่มผู้ประกอบการแล้วน่าจะเข้าถึงได้ประมาณ 30 – 40 % ส่วนที่เหลือจะเป็นประเด็นที่จะเดินต่อหรือไม่อย่างไร หรือจะตัดสินใจเลิกกิจการ ดังนั้นจึงเห็นการฟื้นฟูยังไม่เต็ม 100 %

นายชลิตพงศ์ ยังกล่าวอีกว่า ในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่สำคัญทีสุดคือโครงการการป้องการน้ำท่วมอย่างยั่งยืนว่าจะไม่เกิดขึ้นที่ส่งผลความเสียหายที่ส่งผลกระทบขั้นรุนแรงอีกต่อไป ซึ่งกิจกรรมการลงทุนของรัฐบาลโดยตรง ที่จะต้องสร้างเครดิตความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาคการนักลงทุนในระยะยาวและขนาดใหญ่ หากไม่เกิดความเชื่อมั่นการลงทุนก็จะมีความกังวลขาดความเชื่อมั่นการลงทุนไม่เกิดขึ้น และที่มีอยู่มีแนวโน้มว่าจะมีการย้ายออก ทั้งที่หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจภาคใต้และชายแดนขนาดใหญ่  และบริษัทประกันภัยก็กังวลเรื่องความเสี่ยงเช่นกัน ก็จะรับผิดชอบน้อยตามไปด้วย.

“เทศกาลตรุษจีน”ยอดจองห้องพักสงขลาทรุด-ต่างชาติแห่เที่ยวที่อื่นฉุดเม็ดเงินหาย300ล้าน

นายกฯท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา เผย“เทศกาลตรุษจีน” เม็ดเงินหาย 300 ล้านบาท เหตุนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่เต็มร้อย บางส่วนฉีกเที่ยว เชียงราย เชียงใหม่ ภูเก็ต ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช ชี้ธุรกิจการค้าการท่องเที่ยวฟื้น ต้องยกระดับ เปิดเส้นทางรถไฟไทยเชื่อมการรถไฟมาเลเซียทุกต้นชั่วโมง ระหว่างสถานีปาดังเบซาร์ รัฐปะลิส สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ เปิดเส้นทางรถบัวนำเที่ยวมาเลเซีย อนุโลมเดินทางออก จาก จ.สงขลา

นายทรงชัย มุ่งประสิทธิชัย เจ้าของ ผู้จัดการนิวเอเชียทัวร์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา ซึ่งมีผู้ประกอบการนำเที่ยวร่วม 30 กลุ่ม พร้อมเครือข่ายผู้ประกอบการนำเที่ยวต่างประเทศ มาเลเซีย สิงคโปร์ โดยปกติในช่วงเทศกาลต่าง ๆ โดยเฉพาะเทศกาลตรุษจีน ณ วันนี้ จะมียอดการสั่งจองมาแล้ว 80-90 % แต่ ณ วันนี้สั่งจองมายังกลุ่มประมาณ 40 % โดยภาพรวมคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 30 %

“ปัจจัยความไม่พร้อมแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวมาเลเซีย และสิงคโปร์ คือ 1. ร้านอาหาร 2. นวดแผนไทย 3.แหล่งช๊อปปิ้ง เช่น ศูนย์การกิมหยง ตลาดพลาซ่า ฯลฯ 4.โรงแรมกุ่มหนึ่งในโซนย่านดาวน์ทาวน์ และ 5. สถานบันเทิง”

นายทรงชัย กล่าวเพิ่มอีกว่า และอีกปัจจัยสำคัญภายหลังน้ำท่วมที่หาดใหญ่ฟื้นฟูแล้วเสร็จชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ บางกลุ่มที่ได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวปรากฎว่าเมื่อมาเห็นหาดใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวแหล่งที่พวกเขานิยมอีกทั้งเวลากลางคืนเวลาประมาณ 21.00 น. – 22.00 น.หาดใหญ่ก็เงียบ

อีกทั้งในระเทศสิงคโปร์มีสายการบินระหว่างสิงคโปร์-เชียงราย วันละ 5 ไฟท์ไปกลับ กลุ่มนักท่องเที่ยวมาเลเซีย สิงคโปร์ จึงขึ้นสายการบินไปเที่ยว จ.เชียงราย  เชียงใหม่ และนอกนั้นยังไปเที่ยว จ.ภูเก็ต พัทลุง ตรัง ฯลฯ

“ปัจจัยที่จะส่งเสริมและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียได้กลับมาโดยเร็วทางรัฐบบาล ภาครัฐ และภาคเอกชนจะต้องสะท้อนปัญหาสำคัญที่ยังค้างอยู่ ฯลฯ และอกเรื่องสำคัญยังไม่มีการลงนามอนุมัติคือ MOU การขนส่งระหว่างไทย มาเลเซีย ที่อนุโลมให้รถบัสนำเที่ยวมาเลเซียสามารถอนุญาตให้ออกจาก จ.สงขลา ให้เดินทางไปต่างจังหวัดในจังหวัดภาคใต้ และรถนำเที่ยวไทย เข้ามาเลเซียได้” นายทรงชัย กล่าว

นายวิทยา แซ่ลิ่ม มัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลา ผู้ก่อตั้งสมาคมมมัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีน สำหรับในผู้ประกอบการทัวร์กลุ่มตนแต่เดิมจะมีการส่งจองล่วงหน้ามาแล้วประมาณ 1 และ 6 เดือน ไม่ต่ำกว่า 30 % และในส่วนของตนยังเป็น 0 % ในขณะนี้ และขณะนี้ทางโรงแรมต่าง  ๆ ยังส่งข้อความผู้ประกอบนำเที่ยวถึงห้องพักที่ยังว่งอยู่

นายวิทยา กล่าวอีกว่า ภาพรวมตอนนี้มีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจากประเทศมาเลเซีย ภาพรวมประมาณ 20 %  และจะเป็นกลุ่มทัวร์มุสลิมภูมิบุตรมาเลเซียถึง 90% และมาเลเซียเชื้อสายจีน  10 % และนักท่องเที่ยวมาเลเซียส่วนหนึ่งตอนนี้จะเดินทางท่องเที่ยวจะไปกับสายการบินไปยังจังหวัดอื่น ๆ จะเป็นนักท่องเที่ยวระดับบน และสำหรับคนไทยในพื้นที่นั้นไม่สามารถคาดการณ์ได้เพราะยังไม่มีกำลังซื้อทั้งผู้ประกอบการอีกหลุ่มหนึ่งและนักท่องเที่ยวด้วย โดยประมาณการณ์ว่าเงินจากการการค้าการท่องเที่ยวเทศกาลตรุษจีนเหลือประมาณ 200 ล้านบาท จากเทศกาลตรุษจีนช่วงที่หาดใหญ่สงขลาปกติและเศรษฐกิจดีจะมีเงินหมุนสะพัดไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาทของวงจรเทศกาลตรุษจีน

“มีข้อเสนอมานานและหลายหนที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อมาฟื้นฟูการลงทุนหาดใหญ่และจะเป็นรายได้เข้าประเทศ รัฐบาละต้องเปิดบริการอำนวยการความสะดวกในการเดินทางเส้นทางนิยมของนักท่องเที่ยวชวมาเลเซียคือเส้นทางรถไฟสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา กับรอยสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ รัฐปะลิสมาเลเซีย บริการรองรับรถไฟมาเลเซียที่เดินทางมาถึงสถานีรถไฟปาดังเบซาร์มาเลเซียทุกต้นชั่วโมงตลอดทั้งวันเพื่อรองรับชาวมาเลเซียเดินทางมาท่องเที่ยวหาดใหญ่สงขลา  และให้ ตม.ทุกด่านเปิดอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนเข้ามาประกอบการในประเทศมาเลเซีย ที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังหาดใหญ่สงขลา”

นายวิทยา กล่าวอีกว่า นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจะเข้าท่องเที่ยวหาดใหญ่สงขลา คาดการณ์น่าจะในระดับ 30 % และผลที่ชัดเจนว่านักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นมากน้อยต้องดูช่วงเทศกาลตรุษจีนซึ่งเป็นวันท่องเที่ยวของชาวจีนหลังจากทำพิธีแล้วเสร็จ และนักท่องเที่ยวประเภทวอล์คอินจะเข้ามากน้อยเพียงใด

ทางด้าน ดร.สิทธิพงศ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่สงขลา เปิดเผยว่า โดยปกติก่อนถึงหน้าเทศกาลตรุษจีนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย จะมีการสั่งจองมาล่วงหน้าแล้วเกินกว่า 70 – 80 % แต่มาในขณะนี้ตัวเลขยังมีปริมาณที่น้อยมีประมาณ 30-40 % นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้ลดลงไปมาก ส่วนนักท่องเที่ยววอล์คอินก็จะเข้ามาอีก แต่ไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะความไม่พร้อมของภาคเอกชนที่จะลงทุนประกอบการใหม่.