คู่รักแห่ซื้อดอกกุหลาบมอบให้หวานใจ “วันวาเลนไทน์”กระตุ้นเศรษฐกิจคึกคัก

บรรยากาศการขายดอกกุหลาบวันวาเลนไทน์ ที่ตลาดดอกไม้เป็นไปอย่างคึกคัก กลุ่มวัยรุ่นต่างพากันมาซื้อดอกกุหลาบและสั่งช่อกุหลาบไว้มอบให้กับคนที่รัก บางคนสั่งช่อดอกไม้เป็นเงินสด

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่ตลาดดอกไม้ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ประชาชนและกลุ่มวัยรุ่นต่างพากันไปเลือกซื้อหาดอกกุหลาบ และสั่งจองช่อดอกไม้ ไว้มอบให้กับคนที่รักเนื่องในวันวาเลนไทน์

โดยปีนี้ บรรยากาศที่ตลาดดอกไม้นั้นคึกคักกว่าทุกปีที่ผ่านมาเนื่องจากตรงกับวันหยุด ประกอบกับดอกกุหลาบที่แม่ค้าสั่งมาจำหน่าย ออกตรงวันวาเลนไทน์พอดีทำให้ราคาดอกกุหลาบไม่แพงเหมือนปีที่ผ่านมา

นางเปล่งศรี นาคขำ เจ้าของร้านยุพิณดอกไม้สด เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ปีนี้ถือว่าคึกคักกว่าทุกปีเพราะดอกกุหลาบออกเยอะราคาไม่แพง ดังนั้นจึงมีวัยรุ่นมาซื้อกันจำนวนมากเพราะราคาจับต้องได้ไม่แพงเกินไป ทำให้มีออเดอร์เข้ามาตลอด ซึ่งทางร้านเธอนั้นจะมีดอกกุหลาบจำหน่ายตั้งแต่ช่อเล็กและช่อใหญ่มีราคาตั้งแต่ช่อละ 20 บาท 100 บาท 500 บาท และ 1,000 บาท

สำหรับช่อใหญ่สุดมีลูกค้าสั่งใช้ธนบัตรฉบับละ 100 แทนดอกกุหลาบ 199 ดอก ถือว่าแพงที่สุดในร้าน ราคา 15,000 กว่าบาท ซึ่งช่อดอกไม้นั้นแล้วแต่ลูกค้าสั่งมาทางร้านก็สามารถจัดให้ได้หมด ราคาแล้วแต่ว่าใครจะมีทุนทรัพย์เท่าไหร่ ทางร้านจัดให้ได้หมด.

.

หนีไม่รอด!! สืบ ตม. รวบจีนเทาหนีคดีฉ้อโกง เสียหาย 11,500 ล้านบาท

ตามนโยบาย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้สั่งทุกหน่วยใน สตม. เพิ่มความเข้ม X-ray พื้นที่คนต่างชาติ ซึ่งอาจแฝงตัวหลบหนีคดีจากต่างประเทศ หรือเข้ามาก่อเหตุความไม่สงบเรียบร้อยในไทย โดยมีการระดมชุดสืบสวนประสานงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงระหว่างประเทศและภายในประเทศอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี โฆษก สตม. และ พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม./โฆษก บก.สส.สตม. ร่วมกันเปิดเผยว่า วันนี้ (13 ก.พ.2569 ) เวลาประมาณ 15.30 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม./รอง ผอ.ศปชก.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. นำโดย พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. พร้อมชุดสืบสวน กก.1 บก.สส.สตม. ได้นำหมายค้นของศาลแขวงดอนเมือง บุกเข้าตรวจค้นบ้านพักในหมู่บ้านหรูย่านสายไหม โดยสงสัยว่าจะมีบุคคลต่างด้าวที่เป็นบุคคลต้องห้าม และเป็นที่ต้องการตัว ของรัฐบาลต่างประเทศ หลบหนีซุกซ่อนอยู่ในไทย

ผลการตรวจค้น สามารถควบคุมตัว Mr.Jingwei (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี ซึ่งทาง สอท. สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ได้ประสานขอความร่วมมือมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สืบสวนติดตามจับกุม Mr.Jingwei ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะเขตซางเฉิง ลง 12 ม.ค.69 กระทำความผิดฐานฉ้อโกง โดยเป็นผู้ร่วมรู้เห็นในกิจกรรมระดมทุนอย่างผิดกฎหมาย จากบุคคลที่ไม่ระบุชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้แผนการ “การให้กู้ยืมแบบใช้เงินทุนส่วนตัว” และ “ส่วนต่างดอกเบี้ย” คดีนี้มีนักลงทุนกว่า 15,000 รายที่มีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่ยังไม่ได้รับชำระรวมกว่า 23 พันล้านหยวน (11,500 ล้านบาท) 

จากกรณีดังกล่าว เข้าลักษณะคนต่างด้าวที่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายคนเข้าเมือง  ซึ่ง พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. ได้สั่งเพิกถอนวีซ่า และได้นำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. กักตัวไว้รอการส่งกลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป นับเป็นอาชญากรต่างชาติอีกรายที่ทาง สตม. ประสานงานร่วมกับทางการจีน ในการกวาดล้างจับกุม และผลักดันออกนอกประเทศ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งกบดานของคนต่างชาติผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด

กรมศุลกากรตรวจยึดแมงมุม-แมงป่อง กว่า 400 ตัวคาสนามบินสุวรรณภูมิ

กรมศุลกากร ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจยึดสัตว์มีชีวิต แมงมุม-แมงป่อง จำนวนกว่า 400 ตัวคาสนามบินสุวรรณภูมิ

 นางสันธนี ไพรัตนากร ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ตามที่ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นางนันท์ฐิตา ศิริคุปต์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร  สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดการลักลอบนำเข้า – ส่งออก ซากสัตว์ หรือการลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างจริงจัง สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ดำเนินการ อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด

โดย สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และกองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร  บูรณาการความร่วมมือกับด่านตรวจสัตว์ป่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง จับกุมผู้โดยสารชาย สัญชาติเกาหลี ซึ่งเดินทางจากเมืองมอมบาซา สาธารณรัฐเคนยา ผ่านกรุงแอดดิสอาบาบา สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปีย ปลายทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทยผลการตรวจค้นพบ สัตว์มีชีวิตจำพวก แมงมุมทารันทูล่า แมงป่อง ตะขาบ และจิ้งจกแคระ จำนวนกว่า 400 ตัว มูลค่าเบื้องต้นประมาณ 75,000 บาท

การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

เปิดปฏิบัติการ “Ghost Buster ปราบร่างทรงซีเกมส์”รวบนักกีฬา ROV-นอมินี

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นนำโดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ร่วมกันตรวจค้นและแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหา จำนวน 2 รายดังนี้

1.นางสาวณภัทรฯ อายุ 29 ปี (ผู้ต้องหาที่ 1) และ 2.นายไชยโยฯ อายุ 23 ปี (ผู้ต้องหาที่ 2) ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่น จัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะ แล้วนำไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน”

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 พฤติการณ์แห่งคดี สืบเนื่องจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (SEA Games 2025) รายการ Arena of Valor (RoV) ในการแข่งขันประเภททีมหญิง มีกำหนดการแข่งขันระหว่างวันที่ 15–16 ธ.ค.2568 ณ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีนักกีฬาเข้าร่วม 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม, ประเทศลาว, ประเทศติมอร์-เลสเต และประเทศไทย

ซึ่งต่อมาวันที่ 15 ธ.ค.2568 ในเกมส์การแข่งขันรอบตัดเชือกระหว่างประเทศไทยและเวียดนาม กรรมการได้ตัดสิทธิการแข่งขันของนักกีฬาของประเทศไทยทีมหญิง เนื่องจากมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าทุจริตการแข่งขัน ซึ่งทำให้เกิดกระแสวิพากวิจารณ์ในสังคมเป็นอย่างมากสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทยจึงได้รวบรวมข้อมูลในการแข่งขันเบื้องต้น และพบว่ามีการทุจริตในการแข่งขันจริง จึงได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับ กก.5 บก.ป. ในเหตุการณ์ทุจริตการแข่งขันดังกล่าว

ต่อมาได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถสรุปข้อเท็จจริงได้ดังนี้

น.ส.ณภัทรฯ ผู้ต้องหาที่ 1 ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในนักกีฬาทีมชาติไทย เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้

โดยในการแข่งขันทางกรรมการได้กำหนดระเบียบโดยจัดเตรียมอุปกรณ์และบัญชีผู้ใช้ (Username) ชื่อว่า “THA_NAPHA”  ให้กับ น.ส.ณภัทรฯ เพื่อใช้เฉพาะสำหรับการแข่งขันแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น แต่จากการสืบสวนทำให้ทราบว่า น.ส.ณภัทรฯ ได้ทราบรหัสผ่านของบัญชีที่ใช้ในการแข่งขัน และได้ส่งทั้งชื่อบัญชีและรหัสผ่านที่ใช้ในการแข่งขันให้กับนายไชยโยฯ ผู้ต้องหาที่ 2 โดยพบข้อมูลว่านายไชยโยฯ ได้ทดสอบล็อคอินบัญชีที่ใช้ในการแข่งขันจำนวนหลายครั้ง

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568 เวลาประมาณ 17.00 น. ก่อนการแข่งขันระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนาม น.ส.ณภัทรฯ ได้แอบนำโทรศัพท์เครื่องที่ตนเองใช้ซ้อมซึ่งมีการติดตั้งแอปพลิเคชันดิสคอร์ดไว้อยู่แล้ว สลับกับโทรศัพท์เครื่องที่ใช้ในการแข่งขัน ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกัน โดยในขณะเดียวกันนั้นได้ให้นายไชยโยฯ ล็อคอินเข้าเกมส์รอไว้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้นายไชยโยฯ เป็นผู้เล่นเกมส์แทนและทำการแชร์หน้าจอขณะเล่นเกมส์การแข่งขันมาให้ แต่ปรากฏว่าเกิดปัญหาไม่สามารถส่งเลขห้องในการแข่งขันให้กับนายไชยโยฯ เข้าเกมส์ได้

น.ส.ณภัทรฯ จึงจำเป็นต้องเล่นเกมส์การแข่งขันในรายการดังกล่าวเอง ซึ่งต่อมากรรมการได้ตรวจสอบว่า น.ส.ณภัทรฯ ได้มีการสลับหน้าจอโทรศัพท์ระหว่างเล่นเกมส์ จึงได้หยุดการแข่งขันชั่วคราวและเข้าไปตรวจสอบโทรศัพท์ของ น.ส.ณภัทรฯ และพบว่ามีการติดตั้งแอปพลิเคชันดิสคอร์ดและเปิดการสนทนาอยู่กับนายไชยโยฯ

ซึ่งผิดกฎกติกาการแข่งขันจนถูกกรรมการตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน เป็นเหตุให้สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย (TESF) และนักกีฬาทีมหญิงของประเทศไทย ต้องถอนตัวออกจากการแข่งขันทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นจากศาลแขวงนนทบุรี และศาลจังหวัดนครพนม และได้เข้าทำการตรวค้นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 3 จุด ดังนี้

1) ห้องพัก บริเวณถนนรัตนาธิเบศร์ ต.ไทรม้า อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ตามหมายค้นศาลแขวงนนทบุรี ที่ 17/2569 ลงวันที่ 3 ก.พ.2569 ซึ่งเป็นบ้านพักของ น.ส.ณภัทรฯ

2) หอพัก บริเวณถนนรัตนาธิเบศร์ ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ตามหมายค้นศาลแขวงนนทบุรี ที่ 18/2569 ลงวันที่ 3 ก.พ.2569 ซึ่งหอพักที่นายไชยโยฯ เคยเช่าพักอาศัย

3) บ้านพัก หมู่ 1 ต.ไผ่ล้อม อ.บ้านแพง จ.นครพนม ตามหมายค้น ศาลจังหวัดนครพนม ที่ ค.42/2569 ลงวันที่ 3 ก.พ.2569 ซึ่งเป็นบ้านพักของนายไชยโยฯ ในปัจจุบัน

ผลการตรวจค้นพบ น.ส.ณภัทรฯ และนายไชยโยฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เชิญตัวมาซักถามปากคำโดยมีการพบพยานหลักฐานที่ยืนยันการกระทำความผิดของผู้ต้องทั้งสองราย ได้แก่ อุปกรณ์โทรศัพท์ที่นายไชยโยฯใช้ล็อคอินเข้าบัญชีการแข่งขัน, ข้อมูลไอพีแอดเดรสที่ล็อคอินเข้าบัญชีเกมส์ในการแข่งขัน, ข้อมูลการสนทนาระหว่างนายไชยโยฯ และ น.ส.ณภัทรฯ เป็นต้น

ต่อมาในวันที่ 5 ก.พ.69 พนักงานสอบสอบสวนจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาทั้งสองราย ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นวันที่ 6 ก.พ.69 จึงได้นำตัวส่งพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 (ปทุมวัน) เพื่อส่งฟ้องศาลแขวงปทุมวันดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ดาวเรืองมุกดาหารบานสะพรั่งทองชาวไทย-เทศแห่ซื้อ เกษตรกรยิ้มรายได้พุ่ง

เมื่อใกล้ถึงเทศกาลตรุษจีน บรรยากาศที่สวนดาวเรือง บ้านศูนย์ไหม ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร กลับมาคึกคักเป็นพิเศษ ประชาชนทั้งชาวไทย ชาวเวียดนาม ชาวจีน รวมถึงลูกค้าจาก สปป.ลาว ต่างเดินทางเข้ามาเลือกซื้อดอกดาวเรืองสีเหลืองทองอร่าม เพื่อนำไปจัดเครื่องเซ่นไหว้และประดับบ้านเรือน ร้านค้า และร้านอาหาร ตามความเชื่อที่ว่าเป็นดอกไม้มงคล สื่อถึงความรุ่งเรือง มั่งคั่ง และความเจริญก้าวหน้า

ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า ดอกดาวเรืองนับหมื่นต้นบานสะพรั่งเต็มพื้นที่ราว 1 ไร่ กลายเป็นภาพสีทองสดใสตระการตา สร้างทั้งสีสันและรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่

นายพิชิต บุญขันธ์ อายุ 54 ปี เกษตรกรผู้ปลูกดาวเรือง เปิดเผยว่า ปีนี้ดอกดาวเรืองออกดอกสวยงามพอดีกับช่วงตรุษจีน หลังเริ่มปลูกมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ใช้เวลาประมาณ 70 วันจึงให้ดอกเต็มที่ แต่ละต้นออกดอกเฉลี่ย 8-10 ดอก

“ช่วงตรุษจีนถือว่าเป็นช่วงทองของชาวสวนดาวเรือง ลูกค้าจะมาซื้อใส่กระถางไปไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ และตกแต่งบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล ปีนี้ขายดีกว่าทุกปี โดยเฉพาะลูกค้าจากลาวและเวียดนาม” นายพิชิต กล่าว

สำหรับ ราคาจำหน่าย มีตั้งแต่กระถางเล็ก 40 บาท กระถางกลาง 250 บาท และกระถางจัมโบ้ 350 บาท ทั้งยังมีราคาส่งสำหรับผู้สั่งซื้อจำนวนมาก ยอดจำหน่ายเฉลี่ยปีละประมาณ 10,000 ต้น โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีเหลือง สีเหลืองทอง และสีส้ม ซึ่งล้วนเป็นสีมงคลในช่วงเทศกาลสำคัญ

กว่าจะได้ดอกดาวเรืองที่สวยงามเช่นทุกวันนี้ นายพิชิตยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาปลูกดาวเรืองมากว่า 20 ปี ผ่านการลองผิดลองถูกมานานนับทศวรรษ เมล็ดพันธุ์สั่งซื้อมาจากบริษัทในราคาเมล็ดละ 2 บาท แต่การงอกไม่ได้เต็มร้อย บางครั้งเพาะ 1,000 เมล็ด งอกเพียงส่วนน้อย ต้องอาศัยประสบการณ์ ความอดทน และการดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะดาวเรืองเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดจัด

“ช่วงปีใหม่กับตรุษจีนคือความหวังของครอบครัว รายได้หลักมาจากสองช่วงนี้ ทำให้เรามีกำลังใจทำต่อทุกปี” นายพิชิตกล่าวด้วยรอยยิ้ม

สวนดาวเรืองบ้านศูนย์ไหม ตั้งอยู่ใกล้บริษัทแลคตาซอย ถนนมุกดาหาร–คำชะอี เปิดให้ประชาชนเข้าชมและเลือกซื้อในช่วงเทศกาลตรุษจีน นอกจากจะได้ดอกไม้มงคลกลับบ้านแล้ว ยังได้สัมผัสภาพความงดงามของทุ่งดาวเรืองสีทองที่บานสะพรั่งรับศักราชใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ

ข่าว/ภาพ : อนุศักดิ์ – เสาวภา แสนวิเศษ ผู้สื่อข่าวจังหวัดมุกดาหาร

ทลายคลังแสง “แบอ๋องลาย” ตัดวงจรปืนเถื่อนลามสู่เยาวชน-ตะเข็บชายแดน

ตำรวจ กก.ดส.บช.น. โชว์ผลงานสืบสวนระดับคลังแสง ล่องใต้เปิดปฏิบัติการเชิงรุกแกะรอยอาวุธสงคราม หลังพบเบาะแสแพร่ระบาดสู่เด็กและเยาวชน บุกจู่โจมพื้นที่ทุ่งสง ยึด M16-ระเบิดสังหาร-ปืนเถื่อนเพียบ พร้อมผู้ต้องหา 4 ราย

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ท.สิทธิชัย โล่ห์กันภัย ผบช.ภ.8 สั่งการให้กำลังชุดปฏิบัติการที่ 4 กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี (กก.ดส.บช.น.) นำโดย พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผกก.ดส. และ พ.ต.ท.รชต พุ่มพันธุ์ม่วง สว.กก.ดส. สนธิกำลังร่วมกับตำรวจสืบสวนภาค 8 และตำรวจไซเบอร์ (สอท.) เข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายสำคัญในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช

สืบเนื่องจากการสืบสวนทางลับของ กก.ดส. ที่พบการจำหน่ายอาวุธปืนและวัตถุระเบิดทางออนไลน์ภายใต้ฉายา “แบอ๋องลาย” ซึ่งมีพฤติการณ์กระจายอาวุธปืนเข้าสู่กลุ่มเด็ก เยาวชน รวมถึงพื้นที่ตะเข็บชายแดน เจ้าหน้าที่จึงแฝงตัวรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถระบุพิกัดคลังแสงรายใหญ่ได้ที่ ต.ที่วัง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

เจ้าหน้าที่นำหมายค้นศาลจังหวัดทุ่งสง เข้าจู่โจมบ้านพักเป้าหมาย พบผู้ต้องหาทั้งหมด 4 ราย พร้อมของกลางจำนวนมาก ประกอบด้วย
 1. อาวุธสงคราม: ปืน M16 A1 จำนวน 2 กระบอก
 2. ระเบิดสังหาร: ลูกระเบิด M67 จำนวน 2 ลูก
 3. ปืนเถื่อน: ปืนลูกซอง MK 12, ปืนยาว .22, ปืนพกสั้น และปืนไทยประดิษฐ์ รวม 9 กระบอก
 4. เครื่องกระสุน: กระสุนขนาด 5.56, 7.62 และขนาดอื่น ๆ รวมเกือบ 300 นัดและยังตรวจพบยาบ้าอีกจำนวนหนึ่ง

พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผกก.ดส. เปิดเผยว่า การเข้าจับกุมในครั้งนี้เป็นการตัดวงจรอาชญากรรมที่ต้นทาง เนื่องจากอาวุธสงครามเหล่านี้มีอานุภาพทำลายล้างสูง หากหลุดไปถึงมือเยาวชนหรืออาชญากรจะสร้างความสูญเสียมหาศาล
โดยเน้นย้ำ “หน้าที่ของ ดส. ไม่ใช่แค่การปราบปราม แต่คือการเฝ้าระวังไม่ให้อาวุธเหล่านี้เข้าถึงมือเด็กและเยาวชน การทลายเครือข่ายนี้คือการหยุดยั้งเหตุสลดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาหนักตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะนำข้อมูลดิจิทัลไปขยายผลเพื่อลากตัว “ต้นตอ” และผู้สนับสนุนเครือข่ายขายปืนออนไลน์นี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

.

นรข.อุบลราชธานี สกัดจับแก๊งลักลอบขนสินค้าผิดกม.ตามลำน้ำโขง

กองทัพเรือผนึกกำลังฝ่ายความมั่นคง สกัดขบวนการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายตามลำน้ำโขงยึดของกลางเป็นบุหรี่ต่างประเทศ 23 ลัง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง (นรข.) เขตอุบลราชธานี ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ดำเนินการสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการลักลอบค้าสินค้าผิดกฎหมายตามแนวลำน้ำโขง ตามการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยศุลกากร 

โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบริเวณภายในบ้านร้าง เลขที่ 26 หมู่ที่ 4 บ้านบุ่งขี้เหล็ก ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี พบของกลางเป็นบุหรี่ต่างประเทศ (ประเทศจีน) ซึ่งลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร จำนวน 23 ลัง ทั้งนี้ ไม่พบตัวผู้กระทำความผิดในที่เกิดเหตุ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการกระทำในลักษณะของเครือข่ายลักลอบค้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมด และนำส่งกลับไปยัง บก.นรข.เขตอุบลราชธานี เพื่อดำเนินการตรวจสอบโดยละเอียด และขยายผลตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

กองทัพเรือยืนยันความมุ่งมั่นในการบูรณาการกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสกัดกั้นและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดนและลำน้ำโขงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการป้องกันภัยคุกคามด้านความมั่นคง รักษาความสงบเรียบร้อย และผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวม

หนีตายระทึก!ไฟไหม้บ้าน 2 สาวกบินทร์บุรี ผวาตื่นนอนหนีได้ทัน

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยองค์การบริหารส่วนตำบลนนทรี(อบต.) อ.กบินทร์บุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุไฟไหม้บ้านไม้ครึ่งปูนครึ่งไม้ชั้นเดียวต้นเพลิงบริเวณลานหน้าบ้านที่อยู่ติดกับต้นไม้ ซึ่งเป็นที่เก็บของใช้ ตู้เย็น หม้อหุงข้าว และ  รถจักรยานยนต์เพลิงกำลังลุกไหม้ เลขที่ 125 หมู่ 7 ต.นนทรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและรีบนำรถดับเพลิง จำนวน 2 คันมาช่วยดับไฟที่กำลังลุกไหม้บริเวณหน้าบ้านหลังดังกล่าว

ขณะที่สองสาวนอนหลับอยู่ในบ้านได้ยินเสียงคล้ายระเบิดดังตูมๆหน้าบ้าน เปิดประตูออกมาดูเห็นไฟไหม้หน้าบ้านหมดแล้ว รีบปลุกหลานสาวที่นอนหลับอยู่ในห้องเปิดประตูหนีออกมาได้ทัน และรีบโทรแจ้ง.191 โทรแจ้งองค์การบริหารส่วนตำบลนนทรี(อบต.) ขอรถดับเพลิงมาช่วยดับไฟดังกล่าว ขณะสองสาวที่หนีออกมาได้ยังอยู่ในอาการตื่นตระหนกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นางสาวกนกวรรณ (ขอสงวนนามสกุล)หลานสาวเจ้าของบ้านกล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนเองและหลานสาวได้นอนหลับอยู่ภายในบ้าน ประมาณบ่ายโมงครึ่งน่าจะประมาณนี้เพราะว่าตอนแรกได้ยินเสียงดังตูมๆเหมือนเสียงเคาะมากกว่า ไม่ได้เชิงว่าเป็นเสียงระเบิดขนาดนั้น แต่ก็เปิดประตูข้างในออกมาจะมีประตูเหล็กก่อนที่จะเป็นประตูครัวที่ไฟจะไหม้ เห็นว่าข้างนอกไฟไหม้หมดแล้วไหม้ทุกอย่างหมดแล้ว แล้วรีบเรียกน้องที่นอนหลับอยู่ในห้องออกมาด้วย แล้วรีบโทรทุกอย่างที่โทร.ได้ มาภายในประมาณ 20 นาที รถดับเพลิงและเจ้าหน้าที่ก็มากันหมดแล้ว คิดว่าน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

จุดเกิดเหตุที่ถูกไฟไหม้บริเวณลานหน้าบ้านที่อยู่ติดกับต้นไม้ ซึ่งเป็นที่เก็บของใช้ ตู้เย็น หม้อหุงข้าว และ  รถจักรยานยนต์สภาพเก่าที่ไม่ได้ใช้ถูกไฟไหม้เสียหายไป 1 คันขณะนั้นได้เกิดควันไฟปะทุขึ้นบนหลังคาบ้านทางด้านทิศตะวันออกเพื่อนบ้านจึงรีบตักน้ำนำบันไดมาปีนขึ้นไปดับไฟบริเวณจุดนั้น โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต มูลค่าความเสียหายหลักหมื่นบาท

โดย… มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ ทองสุข สิงห์พิมพ์ – ภาพ /ปราจีนบุรี ###

กสทช. บุกจับกล้องวงจรปิดเถื่อนกลางกรุง ยึดของกลาง 6,606 ชุด-ซิมการ์ด501 ซิม

กสทช. บุกจับกล้องวงจรปิดเถื่อนกลางกรุง ยึดของกลาง 6,606 ชุด และซิมการ์ดต่างประเทศ 501 ซิม มูลค่ารวมประมาณ 10.5 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน กสทช. ร่วมกับกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ดำเนินการจับกุมผู้ประกอบการจำหน่ายและติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือ “กล้องวงจรปิดเถื่อน” ในซอยลาดพร้าว 101 เขตบางกะปิ กทม.

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. มอบหมายให้นายจาตุรนต์ โชคสวัสดิ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช. พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ “หน่วยพระพาย” และเจ้าหน้าที่สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ตรวจสอบและติดตามเฝ้าระวังการใช้คลื่นความถี่ของ สำนักงาน กสทช. โดยพบว่ามีผู้ประกอบการหลายรายนำเข้าและจำหน่ายกล้องวงจรปิดโดยไม่ได้ขออนุญาตใช้คลื่นความถี่ และอุปกรณ์ดังกล่าวไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก กสทช. ตามที่กฎหมายกำหนด จากการลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนี้พบว่า เจ้าของบริษัทเป็นคนจีน มีผู้ดูแลเป็นคนไทย ใช้อาคารพาณิชย์ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 101 เป็นพื้นที่จัดเก็บและขายผ่านช่องทางออนไลน์

 การปฎิบัติการครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นและยึดอุปกรณ์กล้องวงจรปิดเถื่อนเพื่อนำไปตรวจสอบจำนวน 6,606 ชุด และซิมการ์ดโทรศัพท์อีก 501 ซิม ซึ่งเป็นซิมจากต่างประเทศ ผูกเข้ากับบัญชีเติมเงินผ่านแอปพลิเคชัน มูลค่ารวมประมาณ 10.5 ล้านบาท โดยสำนักงาน กสทช. ได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อดำเนินคดีกับผู้จำหน่าย/คลังสินค้า ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 หากตรวจสอบพบเพิ่มเติมแล้วเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายไตรรัตน์ กล่าวว่า กล้องวงจรปิดเถื่อนที่ใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น นอกจากจะผิดกฎหมาย ยังก่อให้เกิดปัญหาสัญญาณรบกวนต่อระบบโทรคมนาคมอื่นๆ ที่ใช้คลื่นความถี่ในย่านเดียวกัน เช่น อินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) โทรศัพท์มือถือ และระบบสื่อสารของหน่วยงานราชการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศได้ นอกจากนี้ อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานยังอาจมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของข้อมูล ทำให้เสี่ยงต่อการถูกแฮ็ก และเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของบ้านหรือผู้ใช้งานได้

สำนักงาน กสทช. ขอให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการเลือกซื้อ และใช้งานกล้องวงจรปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนี้ 

1. ซื้อจากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้ โดยเลือกซื้อจากร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และขอดูเอกสารการรับรองมาตรฐานของสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ 

2. ระวังสินค้าราคาถูกผิดปกติ โดยสินค้ามีราคาถูกกว่าท้องตลาดมาก อาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ถูกกฎหมาย และไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าเป็นของแท้แต่ขายในราคาที่ต่ำกว่าปกติมาก 

3. กรณีซื้อออนไลน์ ตรวจสอบรีวิวและความน่าเชื่อถือของผู้ขาย สอบถามเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานก่อนสั่งซื้อ และเก็บหลักฐานการสั่งซื้อและการสนทนากับผู้ขายไว้เป็นหลักฐาน

ทั้งนี้ ในส่วนสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลส่วนบุคคล ในฐานะหน่วยงานบูรณาการร่วมกับสำนักงาน กสทช. ได้ตรวจสอบโดยศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล PDPC Eagle Eye พบข้อเท็จจริง กล้องวงจรปิดที่เข้าร่วมตรวจค้นผู้ใช้บริการมีการใช้ผ่าน แอปพลิเคชัน ซึ่งไม่มีความปลอดภัยเนื่องจากใน นโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลผ่านกล้องวงจรปิด และมีแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลไปหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ

โดยหากผู้ใช้บริการประชาชนคนไทยไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมีนัยยะสำคัญ

เปิดปฏิบัติการ “Bar 31” บุกจับร้านคาราโอเกะเถื่อน!! นำเด็กหญิงอายุ 16 ค้ากาม เข้าข่ายค้ามนุษย์

ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “Bar 31” บุกจับร้านคาราโอเกะเถื่อน!! นำเด็กหญิงอายุ 16 ค้ากาม เข้าข่ายค้ามนุษย์ !! เจ้าของร้านคู่สามีภรรยามีส่วนรู้เห็นและรับผลประโยชน์จากการค้าประเวณีเด็ก 16 แฉ!! เจ้าของร้านพยายามลวนลามล่วงละเมิดเพื่อขอมีเพศสัมพันธ์

ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เน้นให้มีการจัดระเบียบสังคม ปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย มอบหมายให้นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร.ต.ต. สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสํานักอํานวยการกองอาสารักษาดินแดน สั่งการให้นายศักดิ์ชัย โรจนรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง นำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง บุกจับร้านคาราโอเกะ ชื่อ “Zeeds Bar31” ตั้งอยู่ในเขตเมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 00.30 น. ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการบุกจับร้านคาราโอเกะ ชื่อ “Zeeds Bar31” ตั้งอยู่ในเขตเมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการนำเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มาปรนนิบัติลูกค้า ให้กอดจูบลูบคลำ และที่เลวร้ายที่สุดคือการให้เด็กขายบริการทางเพศอย่างเปิดเผย ทำให้การจับกุมครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความโหดร้ายของการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์จากเด็กที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยอย่างน่าตกใจ อีกทั้ง เจ้าของร้านซึ่งเป็นสามีภรรยากันมีส่วนรู้เห็นและรับผลประโยชน์จากการค้าประเวณี

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากกรมการปกครองได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่าร้านคาราโอเกะดังกล่าว ที่นอกจากจะส่งเสียงดังสร้างความเดือดร้อนรำคาญ เปิดให้บริการยันสว่างแล้ว ยังมีการนำเด็กมาทำงานพิเศษที่เข้าข่ายการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก อย่างชัดเจน โดยเด็กหญิงจะถูกพามาทำงานให้ปรนนิบัติลูกค้า ทั้งการให้ลูกค้ากอดจูบลูบคลำ และนำเด็กไปค้าประเวณี โดยเจ้าของร้านจะได้รับส่วนแบ่งจากการกระทำนี้

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าร้านคาราโอเกะแห่งนี้เป็นร้านคาราโอเกะเถื่อน ไม่มีใบอนุญาตให้เปิดสถานบริการ ภายในร้านพบพนักงานหญิงให้บริการจำนวน 5 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 16 ปี จากการสืบสวนพบว่า เจ้าของร้านเป็นคู่สามีภรรยามีพฤติการณ์รู้เห็น และได้รับผลประโยชน์จากการค้าประเวณี

ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง จึงได้แจ้งข้อกล่าวหากับเจ้าของร้านดังกล่าว ในข้อหา
1. ร่วมกันตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 4 ประกอบ 3 (4) (ข) และมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 
2. ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 28 แห่งพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ประกอบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2558
3. ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไป เพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ตามมาตรา 282 แห่งประมวลกฎหมายอาญา


4. แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก (บุคคลผู้มีอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี) โดยการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ด้วยวิธีการฉ้อฉล หลอกลวง หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ตามมาตรา 6 (2) ประกอบมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 
5. เป็นธุระจัดหา หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใด เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตามตามมาตรา 9 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 
6. ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการ โดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า หรือโดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอนหรือมีบริการนวดให้แก่ลูกค้า ตามมาตรา50(4) แห่ง พรบ.ควบคุ้มแรงงาน พ.ศ.2551

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการช่วยเหลือ ผู้เสียหายเป็นเด็กหญิง อายุ 16  ปี จำนวน 1 คน โดยจะเข้าสู่กระบวนการกลไกการส่งต่อระดับชาติ หรือ National Referral Mechanism (NRM) ในการคัดกรองคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์โดยทีมสหวิชาชีพ และเข้ารับการคุ้มครองโดย พมจ.ชลบุรีต่อไป ในส่วนของร้านที่กระทำความผิดจะมีการเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พิจารณาสั่งปิดเป็นเวลา 5 ปี ตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 และคำสั่ง คสช.ที่ 46/2559 ต่อไป

นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ได้กล่าวเน้นย้ำว่า “ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันป้องกันและแก้ไขปัญหา ผู้ประกอบการสถานบันเทิงควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม สถานบริการเป็นสถานที่ต้องห้ามมิให้มีเด็กเข้าไปทำงาน รวมถึงหากพบมีพฤติการณ์แอบแฝงค้าประเวณีเด็กซึ่งเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ จะมีโทษตามกฎหมายสูงมาก ประชาชนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ขจัดการค้ามนุษย์ หากพบเห็นเบาะแส หรือการกระทำที่เข้าข่ายค้ามนุษย์ แจ้งศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย หมายเลขโทรศัพท์ 1567”

#ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง
#กรมการปกครอง
#กระทรวงมหาดไทย
#DOPAFlagships
#Amphoeปลอดภัย
#Amphoeรักษ์สิทธิ
#ต่อต้านการค้ามนุษย์