ปราจีนบุรีจัดยิ่งใหญ่ “เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ครั้งที่ 40″ตามรอยพระพุทธบาทคู่ยุคทวารวดีใหญ่

ปราจีนบุรี – สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรีจัดยิ่งใหญ่ “เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ครั้งที่ 40” เปิดเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา รอบรอยพระพุทธบาทคู่ยุคทวารวดีใหญ่-เก่าแก่ที่สุดอายุกว่า1,500 ปี สู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่าพิเศษปีนี้วันวาเลนไทน์เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี มาจังหวัดปราจีนบุรีเดินทางมาร่วมสักการะรอยพระพุทธบาทคู่  งานระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม 2569 ณ โบราณสถานสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี จัดงานแถลงข่าวการจัดงาน เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ครั้งที่ 40 ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา รอยพระพุทธบาทคู่ เมืองอวัธยะปุระ” 

โดยมี พระวชิราธิบดี ดร. เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วย นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี วัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี และผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานนครนายก) ร่วมแถลงข่าว ณ โบราณสถานวัดสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี แหล่งอารยธรรมโบราณสำคัญของแผ่นดิน

นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า งานเทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีนถือเป็นประเพณีสำคัญที่จัดต่อเนื่องยาวนานถึง 40 ปี สะท้อนรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และอัตลักษณ์ความเป็นเมืองโบราณของจังหวัดปราจีนบุรีอย่างชัดเจน 

ประวัติและความสำคัญของรอยพระพุทธบาทคู่ที่เก่าแก่ที่สุดในไทย   รอยพระพุทธบาทคู่ ที่ตั้งอยู่ ณ โบราณสถานสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ถือเป็นรอยพระพุทธบาทที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีประวัติและความสำคัญดังนี้  

ประวัติการค้นพบและอายุสมัย  การค้นพบ: กรมศิลปากรได้ขุดแต่งพบกลุ่มโบราณสถานสระมรกต และค้นพบรอยพระพุทธบาทคู่ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529  อายุสมัย: คาดว่าสร้างขึ้นในสมัยทวารวดีถึงสมัยลพบุรี ช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 – 16  ลักษณะทางกายภาพ: เป็นรอยพระพุทธบาทคู่ที่สลักลงบนพื้นศิลาแลงธรรมชาติความสำคัญของรอยพระพุทธบาทคู่  

หลักฐานทางประวัติศาสตร์: เป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันถึงความรุ่งเรืองในอดีตของเมืองโบราณที่ชื่อว่า “เมืองอวัยปุระ” หรือ “เมืองศรีมโหสถ” ซึ่งมีอายุกว่าพันปี,ความสำคัญทางพุทธศาสนา: รอยพระพุทธบาทนี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่า ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นสุวรรณภูมิที่พระพุทธศาสนาได้แผ่ขยายเข้ามาประดิษฐานอย่างมั่นคงมาอย่างยาวนาน

ศูนย์รวมจิตใจ: เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพศรัทธา โดยเฉพาะในวันมาฆบูชาที่จะมีการจัดกิจกรรม “ธุดงค์ตามรอยบาทพระศาสดา” และพิธีเวียนเทียนรอบรอยพระพุทธบาทคู่ ซึ่งถือเป็น Unseen ของจังหวัดปราจีนบุรี     จุดเริ่มต้นของประเพณี การค้นพบนี้นำไปสู่การจัดงานเทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีนครั้งแรกในปี พ.ศ. 2530 และสืบทอดมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน

รอยพระพุทธบาทคู่แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงโบราณวัตถุ แต่เป็น “รากแก้วแห่งบุญ” ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ความศรัทธา และวิถีชีวิตของชาวปราจีนบุรีเข้าไว้ด้วยกัน     งานมาฆปูรมีศรีปราจีน ครั้งที่ 40 (24 ก.พ. – 4 มี.ค. 2569) มีกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจซึ่งเน้นทั้งด้านความศรัทธาและซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรม ดังนี้

 • เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา: กิจกรรมธรรมยาตราเดินธุดงค์ตามรอยบาทพระศาสดาของคณะสงฆ์ผ่าน 7 อำเภอ และการร่วมเดินนมัสการรอยพระพุทธบาทคู่ที่เก่าแก่ที่สุดในไทย

พิเศษปีนี้วันวาเลนไทน์เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี มาจังหวัดปราจีนบุรีเดินทางมาร่วมสักการะรอยพระพุทธบาทคู่งาน

• พิธีเวียนเทียน Unseen: การเวียนเทียนรอบรอยพระพุทธบาทคู่ในวันมาฆบูชา (3 มี.ค.) ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญของงาน\

• การแสดงแสง สี เสียง: การแสดงย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองอวัยปุระและเส้นทางธรรมแห่งศรัทธาด้วยเทคโนโลยีทันสมัย (1-3 มี.ค.)

• วัฒนธรรมและแฟชั่น: การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากทั้ง 7 อำเภอ, และไฮไลต์พิเศษคือการเดินแบบชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ในวันที่ 28 ก.พ.

• ตลาดวัฒนธรรม: การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP และตลาดวัฒนธรรมย้อนยุคเมืองอวัยปุระกว่า 50 ร้านค้า,
กิจกรรมเหล่านี้จัดขึ้น ณ โบราณสถานสระมรกต ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่และการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโม

ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมสัมผัส “เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา” ในงานเทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ครั้งที่ 40 ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม 2569 ณ โบราณสถานสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี

โดย… มานิตย์ สนับบุญ – ข่าว / ณัฐนันท์-ศุภมิตร – ภาพ / ปราจีนบุรี ###

ระทึก! มดตัวน้อยทำรังในปลั๊กไฟ เกิดไฟฟ้าลัดวงจรลุกไหม้บ้าน ผู้สมัคร สส.ชัยภูมิ วอดทั้งหลัง

ศูนย์วิทยุ 191 สภ.เมืองชัยภูมิ รับแจ้งเหตุไฟไหม้บ้านเลขที่ 155 หมู่ 17 ตำบลชีลอง อำเภอเมืองชัยภูมิ จึงประสานหน่วยดับเพลิง อบต.ชีลอง และเทศบาลเมืองชัยภูมิ รวมรถดับเพลิง 3 คัน พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างคุณธรรม เข้าระงับเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียว สภาพโครงสร้างไม้ มุงสังกะสี เพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรงจากภายในห้อง ก่อนลุกลามทั่วตัวอาคาร กลุ่มควันและเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นท้องฟ้า เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ และป้องกันไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านใกล้เคียง

บ้านหลังดังกล่าวเป็นของ นายโสโชค สู้โนนตาด อายุ 67 ปี ข้าราชการครูบำนาญ ศิลปินพื้นบ้านแห่งชาติ และอดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 จังหวัดชัยภูมิ โดยห้องที่เกิดเพลิงไหม้ใช้เป็นห้องทำงานและสอนดนตรีอีสาน ภายในเก็บเครื่องดนตรีจำนวนมาก อาทิ พิณ แคน โปร่งลาง กลองชุด เบส กลองทอม รวมถึงอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องปรับอากาศ ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด

นายโสโชคเปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุไม่มีผู้อาศัยอยู่ในห้องดังกล่าว ตนเอง ภรรยา และบุตรชายพักอยู่บ้านอีกหลังที่อยู่ติดกัน จนกระทั่งเวลาประมาณ 04.00 น. บุตรชายตื่นมาเข้าห้องน้ำและพบเปลวไฟลุกไหม้ จึงรีบโทรแจ้งสายด่วน 191

สำหรับสาเหตุ เบื้องต้นคาดว่าเกิดจาก มดแดงไฟไปทำรังภายในปลั๊กไฟ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยพบปัญหาดังกล่าวและทำความสะอาดมาแล้วหลายครั้ง แต่ช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ประกอบกับอากาศร้อน ทำให้มดเข้าไปสร้างรังแน่นภายในปลั๊ก จนเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและลุกไหม้อย่างรวดเร็ว

ความเสียหายรวมทั้งตัวอาคารและทรัพย์สินภายใน โดยเฉพาะเครื่องดนตรีกว่า 10 ชิ้น ประเมินมูลค่าไม่ต่ำกว่า 400,000 บาท

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร และจะประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อยืนยันสาเหตุและประเมินมูลค่าความเสียหายอย่างเป็นทางการ

มัฆวาน วรรณกุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค

จับตา!” อนุทิน-ภูมิใจไทย-ยศนันท์ เพื่อไทย” จับมือร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสม

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569.  การหารือร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาล ระหว่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย โดยแกนนำพรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรค

สำหรับพรรคเพื่อไทยประกอบด้วย ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย และนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย โดยทั้ง 2 พรรคประกาศจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยถือเป็นพรรคอันดับ 3 ที่มีจำนวน สส.รวม 74 ที่นั่ง พร้อมกันนี้ต้องจับตาดู ว่าพรรคภูมิใจไทยจะมีการเทียบเชิญพรรคกล้าธรรม เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ หลังจากมีกระแสข่าวว่า จะมีการเชิญพรรคการเมืองต่าง ๆ เข้าร่วมตามลําดับ คือ พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์

อย่างไรก็ตาม เมื่อวานที่ผ่านมา มีพรรคเล็กหลายพรรคเดินทางมาประกาศร่วมงานพร้อมสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี อาทิ พรรคเศรษฐกิจ พรรคใหม่ และพรรคประชาธิปไตยใหม่ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ยังไม่ได้มีการประกาศจุดยืนร่วมรัฐบาลอย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีการเดินทางมาพูดคุยกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ภายในกรอบระยะเวลา 60 วัน

.

อบจ.ศรีสะเกษเตรียมพร้อมแข่งขันทักษะวิชาการ สู่เวทีชาติ ยกระดับการศึกษาไทย

องค์การบริหารส่วนศรีสะเกษ  เข้าเกียร์เหยียบสุดคันเร่ง !ประชุมเตรียมพร้อมแข่งขันทักษะวิชาการ สู่เวทีชาติยกระดับการศึกษาไทย

วิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9.30 น.นายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการการแข่งขันทางวิชาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาสู่เวทีระดับชาติ ระดับสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ครั้งที่ 17 ประจำปีงบประมาณ 2569 พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความพร้อม และให้กำลังใจคณะทำงานอย่างใกล้ชิด

ในครั้งนี้มี นายมานะพันธ์ อังคสกุลเกียรติ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ นางฑิมาภรณ์ แก้วกันเนตร์ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ นางอินทุ์อร บุญเนตร ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการ และคณะครู เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง

การแข่งขันฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ

โสลแกนของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ มุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษา สร้างเวทีแสดงศักยภาพ และผลักดันนักเรียนสู่ความเป็นเลิศในระดับชาติอย่างมั่นคง

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

ฮอนด้า LPGAไทยแลนด์ 2026 รวมสุดยอดแชมป์โลก 18 คนร่วมวงสวิง

ศึกกอล์ฟอาชีพสตรี ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 เตรียมต้อนรับหนึ่งในกลุ่มนักกอล์ฟ ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของรายการ เมื่อเหล่าแชมป์เมเจอร์ระดับโลกพร้อมใจกันลงประชันวงสวิงบนเวทีเดียวกัน เพื่อชิงถ้วยรางวัลเพียงหนึ่งเดียว ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 19–22 กุมภาพันธ์นี้

การแข่งขันปีนี้อัดแน่นด้วยคุณภาพระดับเวิลด์คลาส โดยมีนักกอล์ฟแชมป์เมเจอร์ถึง 18 คน ที่คว้าแชมป์รวมกัน 24 รายการ และนักกอล์ฟเจ้าของแชมป์อาชีพในแอลพีจีเอทัวร์มากถึง 45 คน รวมสถิติแชมป์ทั้งสิ้น 175 รายการ สะท้อนถึงมาตรฐาน ประสบการณ์ และความมุ่งมั่น ที่พร้อมลงดวลวงสวิงกันตลอด 72 หลุมของการแข่งขันแบบสโตรกเพลย์ ไม่มีการตัดตัว ชิงเงินรางวัลรวม 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 60 ล้านบาท)

หลังจากฝ่ายจัดการแข่งขันประกาศรายชื่อนักกอล์ฟครบทั้ง 72 คน อย่างเป็นทางการ ความคึกคักของรายการยิ่งทวีความเข้มข้น โดยปีนี้มีนักกอล์ฟจากสหรัฐอเมริการ่วมแข่งขันมากที่สุดถึง 15 คน ตามด้วยญี่ปุ่น 12 คน, เกาหลีใต้ 10 คน, ออสเตรเลีย 5 คน, สาธารณรัฐประชาชนจีน 3 คน, สวีเดน 3 คน, ฝรั่งเศสและสเปนชาติละ 2 คน รวมถึงนักกอล์ฟจากอีกหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อิตาลี นิวซีแลนด์ แคนาดา เม็กซิโก อังกฤษ เยอรมนี เดนมาร์ก เบลเยียม ไอร์แลนด์ ไต้หวัน และสกอตแลนด์ ด้วยนักกอล์ฟไทยอีก 8 คน ที่ร่วมสร้างสีสันในบ้านเกิด

ทัพนักกอล์ฟชุดนี้นำโดยซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง จีโน่–อาฒยา ฐิติกุล มือหนึ่งของโลกคนปัจจุบัน เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอ 7 รายการ พร้อมรางวัลนักกอล์ฟยอดเยี่ยมแห่งปี Rolex Player of the Year และ Vare Trophy จากสกอร์เฉลี่ยต่ำที่สุดของทัวร์ ร่วมด้วย ลิเดีย โค จากนิวซีแลนด์ อดีตมือหนึ่งโลก เจ้าของสามเหรียญโอลิมปิกเกมส์ (เหรียญเงินปี 2016, เหรียญทองแดง ปี 2020 และเหรียญทองปี 2024) สมาชิกหอเกียรติยศแอลพีจีเอ และ จินยอง โค จากเกาหลีใต้ แชมป์แอลพีจีเอ 15 รายการ รวมถึงสองแชมป์เมเจอร์ ผู้ครองสถิติเป็นมือหนึ่งของโลกยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์แอลพีจีเอทัวร์ถึง 163 สัปดาห์

ขณะที่ ฮันนาห์ กรีน จากออสเตรเลีย แชมป์แอลพีจีเอ 6 รายการ รวมหนึ่งแชมป์เมเจอร์ และ แดเนียล คัง จากสหรัฐอเมริกา แชมป์เมเจอร์ ต่างก็พร้อมร่วมโชว์วงสวิงเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีนักกอล์ฟแถวหน้าจากญี่ปุ่นอย่าง มิยู ยามาชิตะ, อายากะ ฟุรุเอะ และ ยูกะ ซาโสะ ซึ่งต่างพกดีกรีแชมป์เมเจอร์ลงสนาม เป็นกลุ่มผู้เล่นที่ผ่านบททดสอบบนเวทีใหญ่ และมีศักยภาพในการเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันได้ในทุกช่วงเวลา

ความพิเศษของรายการนี้ในแต่ละปี คือการได้เห็นการแข่งขันที่ขับเคี่ยวกันอย่างละเอียดในทุกช็อต บนสนามที่ขึ้นชื่อเรื่องความท้าทายอย่างสยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส โดยเฉพาะกรีนที่มีความเฟิร์ม เร็ว และสโลปสูง ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อสกอร์ทันที ทำให้ลีดเดอร์บอร์ดสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากรอบหนึ่งสู่อีกรอบหนึ่งอย่างต่อเนื่อง และบ่อยครั้ง การตัดสินแชมป์ต้องลุ้นกันจนถึงหลุมสุดท้าย

ตัวอย่างความทรงจำอันเข้มข้นของรายการนี้ยังคงถูกพูดถึงเสมอ ไม่ว่าจะเป็นปี 2010 เมื่อ ไอ มิยาซาโตะ จากญี่ปุ่น ชิพอินคว้าแชมป์เหนือ ซูซานน์ เพตเตอร์เซน จากนอร์เวย์ หรือปี 2013 ที่ เม–เอรียา จุฑานุกาล พลาดเสียทริปเปิลโบกี้ที่หลุมสุดท้าย ส่งแชมป์ให้ อินบี ปาร์ค จากเกาหลีใต้ ต่อมาในปี 2021 จีโน่–อาฒยา ฐิติกุล พัตต์พลาดในจังหวะสำคัญ ก่อนที่เอรียาจะคว้าแชมป์ไปครอง และในปี 2022 ซึ่งต้องตัดสินแชมป์ด้วยเพลย์ออฟเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รายการ เมื่อ นันนา เคิร์ต มัดเซน จากเดนมาร์ก เอาชนะ ซียู หลิน จากจีน ในการดวลซัดเดนเดธถึงหลุมที่สอง เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการควบคุมสภาพจิตใจและสมาธิในระดับสูงสุดของเกมกอล์ฟอย่างแท้จริง

ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ยังถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของเอเชีย โดยตลอด 18 ครั้งที่ผ่านมา มีนักกอล์ฟที่เป็นแชมป์เมเจอร์ หรือก้าวไปสู่การเป็นแชมป์เมเจอร์หลังคว้าแชมป์รายการนี้มากถึง 10 คน ไม่ว่าจะเป็น ซูซานน์ เพตเตอร์เซน (2007), ลอเรนา โอชัว (2009), หย่าหนี เจิ้ง (2011, 2012), อินบี ปาร์ค (2013), แอนนา นอร์ดควิสต์ (2014), เอมี หยาง (2015, 2017, 2019), เล็กซี ธอมป์สัน (2018), เม-เอรียา จุฑานุกาล (2021), ลิเลีย วู (2023) และ แพตตี้–ปภังกร ธวัชธนกิจ (2024)เมื่อเหล่าแชมป์จากหลากหลายยุคสมัยมารวมตัวกันที่พัทยา รายการนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันกอล์ฟระดับโลก หากแต่คือสัปดาห์แห่งเกมคุณภาพสูง ที่ทุกช็อตมีความหมาย ทุกวันมีจุดเปลี่ยน และทุกช่วงเวลาชวนให้แฟนกอล์ฟติดตามอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ทีออฟแรกจนถึงพัตต์สุดท้าย

การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จังหวัดชลบุรี ชิงเงินรางวัลรวม 1.8 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 60 ล้านบาท) เปิดจำหน่ายบัตรแล้วทางเว็บไซต์ hondalpgathailand.com โดยบัตรเข้าชมวันเดียว วันพฤหัสบดี–ศุกร์ ราคา 500 บาทต่อวัน, วันเสาร์–อาทิตย์ ราคา 700 บาทต่อวัน บัตรเข้าชมสองวัน (เสาร์–อาทิตย์) ราคา 1,200 บาท และบัตรเข้าชมทั้ง 4 วัน ราคา 1,600 บาท   พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตบีเฟิสต์ ธนาคารกรุงเทพ รับส่วนลดสูงสุด 15 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ผู้ชมอายุต่ำกว่า 16 ปี และมากกว่า 60 ปี สามารถลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง PPTV HD ช่อง 36 และ AIS Play

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.hondalpgathailand.com หรือเฟซบุ๊กwww.facebook.com/lpgaThailand และอินสตาแกรม www.instagram.com/hondalpgathailand

อลังการ “เทศกาลศิลปวัฒนธรรมประเพณี ดนตรี และของดีเมืองพยุห์”กระตุ้นศก.ชุมชน

อำเภอพยุห์เปิดงาน”เทศกาลศิลปวัฒนธรรมประเพณี ดนตรี และของดีเมืองพยุห์ อำเภอพยุห์ ประจำปี ๒๕๖๕๖๙”ส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

ธาตรี สิริรุ่งวนิช รองผู้ว่าฯศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ณ บริเวณลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๕ ที่ว่าการอำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ นายธาตรี สิริรุงวนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดงาน โดยมี นายคุณากร สุทธิโมกข์ นายอำเภอพยุห์ กล่าวรายงาน

คุณากร สุทธิโมกข์ นายอำเภอพยุห์

ในนามคณะกรรมการจัดงานโครงการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมการท่องเที่ยว “เทศกาลศิลปวัฒนธรรมประเพณี ดนตรี ตามที่รัฐบาลได้ขับเคลื่อนการยกระดับเมืองและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่าง ยั่งยืนโดยมีเป้าหมายในพื้นที่นำร่อง จำนวน ๑๐ จังหวัด ได้แก่ นครพนม ศรีสะเกษ แพร่ ลำปาง นครสวรรค์ กาญจนบุรี ราชบุรี จันทบุรี ตรัง และนครศรีธรรมราช เพื่อให้เกิดการเร่งรัดการพัฒนาจังหวัดในภูมิภาคต่างๆ และเพิ่มศักยภาพในการยกระดับเมืองและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ในการนี้ อำเภอพยุห์ จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และกิจกรรมการท่องเที่ยว กิจกรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดศรีสะเกษในการจัดงาน และจังหวัดศรีสะเกษได้บรรจุโครงการดังกล่าวไว้ในแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด ประจำปิ๊งบประมาณ พ.พ.ศ. ๒๕๖๙ อำเภอพยุห์ จึงได้จัดงานนี้ขึ้น ในระหว่างวันที่ ๑๒ – ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ รวม ๓ วัน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์ ให้อำเภอพยุห์เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนต่างพื้นที่มากยิ่งขึ้น เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับคนในชุมชุม และสร้างความรักความสมัครสมานสามัคคีของคนพยุห์ ภายในการจัดงานมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การแสดง ศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นของคนพยุห์ การเดินแบบผ้าไทย การจัดนิทรรศการศิลปวัฒนธรรมประเพณี การร้องเพลงลูกทุ่งประกอบหางเครื่อง การแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP และการรำเฉลิมฉลองเมืองพยุห์ ที่เวียนมาบรรจบครบ ๓๒ ปี อีกครั้ง

ประกอบกับนโยบายกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากการตลาดและการจำหน่ายสินค้าต่างๆ เพื่อให้ประชาชนมีช่องทางการตลาดและมีการพัฒนา คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงนโยบายของกรมการปกครอง ที่มุ่งเน้นเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีความสุข

ตลอดถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนวาระจังหวัดศรีสะเกษอีกด้วยการจัดงานในครั้งนี้ไดัรับความมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ นางขวัญตา คิดดี ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ผู้ประสานงานด้วยความเรียบร้อยดียิ่ง

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

ททท.ประดับไฟเยาวราช รับตรุษจีนสะท้อนมิตรภาพไทย–จีน 51 ปีแน่นแฟ้นในปีม้าทอง

ททท. ร่วมกับพันธมิตรประดับไฟตรุษจีนถนนเยาวราช ส่งมอบความสุข ส่งต่อความรุ่งเรือง สะท้อนมิตรภาพไทย–จีน 51 ปีแน่นแฟ้นในปีม้าทอง

นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดประดับตกแต่งไฟในเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 พร้อมด้วยพล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 พล.ต.ต. ดนุ กล่ำสุ่ม ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 นายธนาเดช จันทร์แก้ว ผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์ นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตสัมพันธวงศ์ นายวิศิษฏ์ ลิ้มประนะ ประชาคมนักธุรกิจย่านเยาวราช นายวิรัช เมฆสัมพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการพิเศษ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหาร ททท. ให้เกียรติร่วมงาน เฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นทางการทูตไทย-จีน ปีที่ 51  ณ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา ถนนเยาวราช กรุงเทพมหานคร

นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง จากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในการร่วมกันจัดกิจกรรมตกแต่งประดับไฟเพื่อเฉลิมฉลองความสุขและส่งต่อความรุ่งเรือง บนถนนเยาวราช บริเวณตั้งแต่วงเวียนโอเดียนถึงแยกเฉลิมบุรี ระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” ถ่ายทอดบรรยากาศแห่งความโชคดีและอนาคตอันสดใส ผ่านซุ้มอุโมงค์ไฟและโคมไฟประดับถนนที่ออกแบบอย่างสร้างสรรค์ งดงาม สร้างสีสันให้ย่านเยาวราชตลอดค่ำคืน โดยขอเชิญชวนให้ประชาชนเข้าชมการประดับตกแต่งไฟในช่วงเทศกาลตรุษจีนได้ตั้งแต่เวลา 18.00-23.00 น. เพื่อเป็นนิมิตหมายอันดีในการต้อนรับเทศกาลปีใหม่ของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน และในโอกาสของการครบ 51 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

นอกจากการประดับตกแต่งไฟบริเวณถนนเยาวราชแล้ว ททท. ยังจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569  ในวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ 2569  ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. โดยจะมีพิธีกล่าวอวยพร ไทย-จีน ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมไฮไลต์การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน 4 คณะ ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงซิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน และกิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย-จีน และการแสดงสุดพิเศษจากศิลปินชั้นนำของไทย ตระการตากับสีสันโคมไฟมงคลขนาดใหญ่

และพลาดไม่ได้กับเซอร์ไพรส์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ศิลปินและนักแสดงจีนสุดฮอต “จู เจิ้งถิง” และการแสดงศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียง ต้าอู๋ พิทยา ,Klear, Better Weather,MEAN, HERS, Slapkiss, Sirious Bacon, Wanyai, โอบ นิธิ, 2Ectasy Jeffy Kakagoesbackhome รวมไปถึงการจัดงาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai วันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

นอกจากนี้ ททท. ยังได้สนับสนุนการการจัดงานเทศกาลตรุษจีนในพื้นที่ชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่และมีเอกลักษณ์อีก 2 พื้นที่ ได้แก่ ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ วันที่ 10-21 กุมภาพันธ์ 2569 และงานตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ณ อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2569

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามหรือติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1672 Travel Buddy หรือแฟนเพจเฟซบุ๊ก Thailand Festival 

ททท.กว่างโจวถ่ายทอดเสน่ห์ไทย กระตุ้นตลาดจีน เที่ยวเชียงใหม่และใกล้เคียง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานกว่างโจว เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์การสื่อสารเชิงนโยบายผ่านความร่วมมือด้านสื่อระดับรัฐของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยร่วมกับสถานีวิทยุและโทรทัศน์กว่างโจว (Guangzhou Radio and Television Station) ซึ่งเป็นสื่อหลักภายใต้การกำกับและสนับสนุนของรัฐบาลจีน จัดกิจกรรมถ่ายทำรายการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมชื่อดัง “山海行 (Travel Across Mountains and Seas)” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ระหว่างวันที่ 3–8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนสู่ภาคเหนือของประเทศไทย

ในการถ่ายทำครั้งนี้ รายการได้รับเกียรติจาก Mr. Chen Aisen นักกีฬากระโดดน้ำดีกรี Olympic Champion ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับและมีอิทธิพลสูงในสังคมจีน ร่วมเป็น Special Guest โดยมุ่งถ่ายทอดเรื่องราวความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวระหว่างนครกว่างโจวและจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสะท้อนมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–จีน ภายใต้แนวคิด “จีน–ไทย ครอบครัวเดียวกัน” ควบคู่กับการนำเสนอการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Tourism) ตามแนวคิด 5 Must Do in Thailand และรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ของไทย “Play the New Thai Way” ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณค่า ความแตกต่าง และประสบการณ์เชิงลึก

รายการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม “山海行 (Travel Across Mountains and Seas)” มีกำหนดเผยแพร่ผ่านสื่อครบวงจรของสถานีวิทยุและโทรทัศน์กว่างโจว ทั้งโทรทัศน์ แอปพลิเคชัน และสื่อสังคมออนไลน์หลัก ระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม 2569 โดยคาดว่าจะสามารถเข้าถึงผู้ชมในเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า ได้มากกว่า 20 ล้านคน ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้ เสริมความเชื่อมั่น และกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวจีนทั้งในช่วงก่อนและหลังเทศกาลตรุษจีนอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากการเพิ่มเที่ยวบินตรงเส้นทางกว่างโจว–เชียงใหม่ โดยสายการบิน China Southern Airlines อีกวันละ 1 เที่ยวบิน สะท้อนถึงศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง พร้อมรองรับความต้องการเดินทางในช่วงก่อนและหลังเทศกาลตรุษจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

.

“ยูเอสจีเอ” ประกาศสนามคัดเลือก “ยูเอส โอเพ่น” 2026 ทั่วสหรัฐฯ

สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ ยูเอสจีเอ (USGA) ประกาศรายชื่อสนามจัดการแข่งขันรอบคัดเลือกศึกกอล์ฟเมเจอร์ “ยูเอส โอเพ่น” รวมทั้งสิ้น 110 สนามทั่วสหรัฐอเมริกา พร้อมสนามคัดเลือกในต่างประเทศที่แคนาดา เม็กซิโก อังกฤษ และญี่ปุ่น โดยจะทำการแข่งขันระหว่างกลางเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน เพื่อเฟ้นหานักกอล์ฟเข้าสู่รอบสุดท้ายที่สนามชินเนค็อก ฮิลส์ กอล์ฟ คลับ ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ 

การแข่งขันกอล์ฟยูเอส โอเพ่น ครั้งที่ 126 จะจัดขึ้นที่สนามชินเนค็อก ฮิลส์ กอล์ฟ คลับ เมืองเซาท์แฮมป์ตัน รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 18–21 มิถุนายน 2569 โดยยูเอสจีเอได้เปิดเผยสนามรอบคัดเลือกทั้งหมด 110 สนามในสหรัฐฯ รวมถึงสนามใน 4 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เม็กซิโก อังกฤษ และญี่ปุ่น

รอบคัดเลือกระดับท้องถิ่น จะทำการแข่งขันระหว่างวันที่ 20 เมษายน ถึง 18 พฤษภาคม เป็นการแข่งขันแบบสโตรกเพลย์ 18 หลุม ครอบคลุม 110 สนามใน 46 รัฐของสหรัฐอเมริกา รวมถึงแคนาดาและเม็กซิโก ขณะที่รอบคัดเลือกรอบสุดท้าย จะแข่งขันแบบ 36 หลุม ในวันที่ 18 พฤษภาคม ณ 13 สนามในสหรัฐอเมริกา พร้อมกับการแข่งขันที่อังกฤษในวันเดียวกัน ส่วนญี่ปุ่นจะจัดในวันที่ 25 พฤษภาคม และแคนาดาในวันที่ 8 มิถุนายน 

ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันจะต้องเป็นนักกอล์ฟสมัครเล่นที่มีแฮนดิแคปไม่เกิน 0.4 หรือเป็นนักกอล์ฟอาชีพ โดยสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ champs.usga.org ตั้งแต่วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ เวลา 09.00 น. ตามเวลามาตรฐานฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ จนถึงวันพุธที่ 8 เมษายน เวลา 17.00 น.

จอห์น โบเดนแฮมเมอร์ หัวหน้าฝ่ายจัดการแข่งขันของยูเอสจีเอ กล่าวว่า “ยูเอส โอเพ่น เป็นการแข่งขันที่เปิดกว้างที่สุดในวงการกอล์ฟ และเป็นการเชิญชวนนักกอล์ฟจากทั่วโลกเข้าร่วมการชิงแชมป์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา สมาคมกอล์ฟพันธมิตรในสหรัฐฯ ดีพี เวิลด์ ทัวร์ รวมถึงสหพันธ์กอล์ฟในแคนาดา ญี่ปุ่น และเม็กซิโก จะร่วมมือกันมอบเส้นทางสู่การแข่งขันผ่านรอบคัดเลือก นักกอล์ฟทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นหลายพันคนจากหลากหลายภูมิหลังจะมีโอกาสคว้าสิทธิ์ลงแข่งขันในปีนี้ที่สนามชินเนค็อก ฮิลส์ กอล์ฟ คลับ” 
 
ย้อนกลับไปในปี 2025 การแข่งขันยูเอส โอเพ่น ที่สนามโอคมอนต์ คันทรี คลับ รัฐเพนซิลเวเนีย มีผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันสูงถึง 10,202 คน นับเป็นสถิติสูงสุด และเป็นครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์ของรายการที่มีผู้สมัครเกิน 10,000 คน โดยสถิติก่อนหน้านี้คือ 10,187 คน ในปี 2023 ซึ่งแข่งขันที่เดอะ ลอสแอนเจลิส คันทรี คลับ รัฐแคลิฟอร์เนีย

สำหรับสนามชินเนค็อก ฮิลส์ กอล์ฟ คลับ จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันยูเอส โอเพ่น เป็นครั้งที่ 6 โดยแชมป์ในอดีตประกอบด้วย เจมส์ ฟูลิส (1896), เรย์มอนด์ ฟลอยด์ (1986), คอรีย์ เพวิน (1995), เรทีฟ กูเซน (2004) และบรูคส์ เคปกา (2018) 

ขณะที่ยูเอส โอเพ่น ปี 2025 แชมป์ตกเป็นของ เจ.เจ. สปอน นักกอล์ฟชาวอเมริกัน จากการแข่งขันที่สนามโอคมอนต์ คันทรี คลับ รัฐเพนซิลเวเนีย

เครดิตภาพ: USGA

กองทุนพัฒนา SME ส่ง TOP UP ช่วยลูกหานี้ เสริมสภาพคล่องเพิ่มโอกาสเติบโต

กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ส่งโครงการ TOP UP ช่วยลูกหนี้เดิมฯ  เสริมสภาพคล่องเพิ่มโอกาสโตอย่างยั่งยืน

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยปัจจุบันยังคงมีความผันผวน การค้าการลงทุนยังมีแนวโน้มการชะลอตัว ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำเป็นต้องมีสภาพคล่องทางการเงินอย่างเพียงพอ ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาเอสเอ็มอีที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ จึงเร่งเติมเงินทุนสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตด้วยโครงการสินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (TOP UP) วงเงินโครงการ 500 ล้านบาท 

สำหรับลูกหนี้เดิมของกองทุนฯ ที่ต้องการเติมทุน เพื่อต่อยอดธุรกิจและคงสภาพการจ้างงาน โดยต้องเป็นลูกหนี้เกรด A หรือชำระดีติดต่อกัน 12 เดือน โดยมีวงเงินกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.5-3.5% ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 3 ปี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มโครงการฯได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

“สำหรับมาตรการโครงการสินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (TOP UP) นั้น วัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นลูกหนี้เดิมของกองทุนฯ ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ยังมีความผันผวน พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อนำไปใช้เสริมสภาพคล่อง ขยายกิจการ และฟื้นฟูศักยภาพทางธุรกิจ ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และนำพาธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว” นายณัฐพล กล่าว

สำหรับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ได้รับพิจารณาโครงการสินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (TOP UP) ประกอบด้วย เป็นเอสเอ็มอีที่เป็นลูกหนี้ของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ใน 7 โครงการที่กำหนด และมีภาระหนี้เงินต้นวงเงินกู้สินเชื่อระยะยาว (Term Loan) คงเหลืออยู่กับกองทุนฯ ต้องมีสถานะที่ไม่เป็น NPL หรือไม่อยู่ในระหว่างที่ถูกกองทุนฯ ดำเนินคดี หรือ ถูกดำเนินคดี ณ วันยื่นขอเข้าร่วมหลักเกณฑ์ และคุณสมบัติอื่นๆ เป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนด

โดยลูกหนี้สินเชื่อของกองทุนฯ ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและยื่นขอสินเชื่อได้ที่ สำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ หรือ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือ SME D Bank ทุกสาขาทั่วประเทศ