เปิดตำนานวัดร้างสุดเฮี้ยน! สู่ที่พึ่งทางใจชาวชัยภูมิ “หลวงปู่จีน”ปัดเป่าทุกข์ ไม่รับปัจจัย-เน้นสร้างบุญ

ชัยภูมิ – พลังมูเตลูทะลัก! ศิษยานุศิษย์นับร้อยแห่ร่วมพิธีสะเดาะเคราะห์ “หลวงปู่จีน” วัดผนังศิลาอาส หลังเล่าปากต่อปาก ปัดเป่าโรคร้าย-ไล่สิ่งลี้ลับได้ผลชะงัด เจ้าอาวาสย้ำทำด้วยเมตตา ไม่เรียกร้องค่าตัว เตรียมสร้างองค์พญานาคแลนด์มาร์คใหม่หลังสงกรานต์นี้

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศความศรัทธาสุดคึกคัก ณ วัดผนังศิลาอาส บ้านหนองหอย ต.กุดชุมแสง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ โดยพบว่ามีประชาชนทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัดกว่า 50 ชีวิต เดินทางมารวมตัวกันจนแน่นศาลาการเปรียญ เพื่อรอรับการประพรมน้ำมนต์ เสริมสิริมงคลจาก หลวงปู่จีน อายุ 65 ปี เจ้าอาวาสผู้เปี่ยมเมตตา

โดยพิธีกรรมเริ่มต้นด้วยการถวาย “ขัน 5” บูชาครู ก่อนที่หลวงปู่จะนำสวดพระพุทธมนต์ ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และทำพิธี “นอนคลุมผ้าขาว” เพื่อต่อชะตาตามความเชื่อโบราณ ท่ามกลางเสียงเล่าลือถึงปาฏิหาริย์ที่หลายคนเจอกับตัว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรังที่รักษาทางการแพทย์ไม่หาย แต่กลับมีอาการดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์หลังเข้าร่วมพิธี

นางสุดสวย (นามสมมติ) อายุ 52 ปี หนึ่งในผู้ร่วมพิธี เปิดใจถึงเรื่องราวเหนือธรรมชาติว่า “ครอบครัวเคยอยู่บ้านไม่ได้เหมือนมีสิ่งลี้ลับรบกวนจนเกือบตัดสินใจประกาศขายทิ้ง แต่พอได้หลวงปู่จีนไปช่วยแผ่เมตตาและทำพิธีให้ ปรากฏว่าทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ วันนี้จึงเดินทางมาทำพิธีต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 เพราะศรัทธาที่หลวงปู่ทำด้วยใจ ไม่เคยเรียกร้องเงินทอง”

ด้าน หลวงปู่จีน เปิดเผยถึงปูมหลังของวัดแห่งนี้ว่า เดิมทีเป็นสำนักสงฆ์ร้างที่ขึ้นชื่อเรื่อง “ความเฮี้ยน” จนไม่มีพระรูปใดกล้าอยู่ แต่หลังท่านเข้ามาจำพรรษาในปี 2558 ก็ได้พัฒนาจนกลายเป็นวัดอย่างถูกต้อง ส่วนพิธีกรรมต่างๆ นั้นจัดขึ้นทุกวันอังคาร เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจให้ญาติโยมที่มีความทุกข์ ทั้งเรื่องการงาน สุขภาพ และโชคลาภ

“อาตมาไม่ได้ชี้นำเรื่องเลขเด็ด เพียงแต่ให้โยมพิจารณาจากหยดน้ำตาเทียนในอ่างน้ำมนต์ตามวาสนาของแต่ละคน สิ่งสำคัญคือการมีสติและรักษาศีล” หลวงปู่กล่าวทิ้งท้าย พร้อมแย้มข่าวดีเรื่องการเตรียมก่อสร้าง “องค์พญานาค” ขนาดใหญ่เพื่อให้ประชาชนได้สักการะในช่วงหลังสงกรานต์ปีนี้

มัฆวาน  วรรณกุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค

.

สภ.บ้านเพชร ทลายล้างเครือข่ายยา-ปืน รวบ 4 ราย ยึดยาบ้าครึ่งพันเม็ด-เร่งล่าตัวเอเย่นต์ใหญ่

ตำรวจสภ.บ้านเพชรบุก ทลายล้างเครือข่ายยา-ปืน รวบ 4 ราย ยึดยาบ้าครึ่งพันเม็ด-เร่งล่าตัวเอเย่นต์ใหญ่ พร้อมย้ำจุดยืน “กวาดล้างต่อเนื่อง” เพื่อคืนความสงบสุขให้พี่น้องชาวชัยภูมิ

พ.ต.ท.ประหยัด ศรีเพ็ชร สารวัตร สภ.บ้านเพชร พร้อมกำลังชุดสืบสวน เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรม บุกจู่โจมเป้าหมายยาเสพติดและอาวุธปืนในพื้นที่ อ.ภูเขียว อย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้กระทำผิดได้ 4 ราย ประกอบด้วย:

นายสำรอง พร้อมยาบ้า 19 เม็ด,นายศิริพงษ์ (35 ปี) ยึดปืนแก๊ปไทยประดิษฐ์ พร้อมผลตรวจฉี่สีม่วง และนายวุฒิศักดิ์ (23 ปี) และนายธวัชชัย (33 ปี) ข้อหาเสพยาเสพติด

จากการตรวจค้นขยายผล เจ้าหน้าที่ยึดของกลางเพิ่มเติมจาก “นายวันใหม่” ผู้ต้องหารายสำคัญที่อาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปได้ ยึดของกลางได้ ยาบ้า 520 เม็ด อาวุธปืน ขนาด .38 พร้อมกระสุน 14 นัด รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ (มูลค่าประมาณ 30,000 บาท)

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ รวบรวมหลักฐานเตรียมขออนุมัติศาลออกหมายจับนายวันใหม่ทันที พร้อมย้ำจุดยืน “กวาดล้างต่อเนื่อง” เพื่อคืนความสงบสุขให้พี่น้องชาวชัยภูมิ

กรมข้าวอลหม่าน ข้าราชการร่อนนส.ร้องยกเลิกประมูลโครงการ

จากกรณีที่สัปดาห์ก่อนมีข่าวหนาหูว่า กรมการข้าวกำลังเดินหน้าโครงการจัดจ้างก่อสร้างและติดตั้งระบบสูบน้ำพลังานแสดงอาทิตย์แบบผิวดินในหลายพื้นที่งบประมาณรวม 400 กว่าล้านบาท ทั้งที่มีปัญหาตั้งแต่ชั้นการประกวดราคา เพราะผู้เสนอราคาที่เป็นผู้ชนะการประกวดราคาไม่ผ่านคุณสมบัติ

จากการติดตามพบว่า มีข้าราชการได้ทำหนังสือยื่นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และยังได้ยื่นถึงปลัดกระทรวงเกษตรฯ โดยได้เนื้อหาในหนังสือระบุว่า ในชั้นพิจารณาผลการประกวดราคาของคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ มีการจัดทำรายงานเป็นหนังสือ เลขที่ กษ 2605/2568 เพื่อแจ้งให้อธิบดีกรมการข้าวทราบว่า ในการประกวดราคามีผู้เข้าประมูล จำนวน 3 ราย แต่ไม่มีผู้เข้าประมูลที่ผ่านคุณสมบัติ จึงได้เสนอต่ออธิบดีกรมการข้าวให้ยกเลิกการประกวดราคาในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ปรากฎภายหลังว่ามีกระบวนการผลักดันให้มีการเปิดประมูลต่อ และมีการประกาศผู้ชนะการประมูลในที่สุด  ข้าราชการในคณะกรรมการพิจารณาผลฯ จึงได้ทำหนังสือข้อเท็จจริงแจ้งไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และปลัดกระทรวง ส่วนการร้องเรียนจะเป็นผลอย่างไรมีการสอบสวนหรือไม่ ระหว่างนี้การเมืองเป็นสูญญากาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการอาจจจะปล่อยผ่าน แต่ปลัดกระทรวงเกษตรฯตัวจริงเสียงจริงจะยอมปล่อยผ่านหรือไม่ ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

.

“เวฟ-บิว-หยก-หนูแหวน” คว้ารางวัลนักกีฬาดีเด่น วันกีฬาแห่งชาติ 2568

“เวฟ”วีรพล “บิว”ภูริพล “หยก”จุฑาทิพย์ “หนูแหวน”อัญพัชร์ คว้ารางวัลนักกีฬาดีเด่น วันกีฬาแห่งชาติ 2568 เชิดชูนักกีฬาไทยผู้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ผู้บริหาร กกท., บุคลากรทางการกีฬา และนักกีฬา เข้าร่วมงาน ณ อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก กกท. เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

เนื่องในโอกาสวันที่ 16 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันกีฬาแห่งชาติ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ทรงชนะเลิศได้รับเหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาเรือใบ ประเภท โอ.เค ในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พุทธศักราช 2510 ปัจจุบันเรียกว่า “การแข่งขันกีฬาซีเกมส์“ รวมไปถึงเพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประชาชนชาวไทยเห็นคุณค่าความสำคัญของการกีฬา ซึ่ง กกท. ในฐานะองค์กรหลักที่รับผิดชอบการจัดงานวันกีฬาแห่งชาติ จึงได้จัดงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติขึ้นทุกปี เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา และบุคลากรกีฬา ที่ได้สร้างผลงาน และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ ประจำปี 2568 ในวันนี้ ถือเป็นวันสำคัญยิ่งทางการกีฬาของไทย เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย และทรงชนะเลิศการแข่งขันกีฬาเรือใบ ประเภท โอ.เค. ในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ณ กรุงเทพมหานคร ปีพุทธศักราช 2510 ยังความปลื้มปิติแก่ประชาชนชาวไทยทั้งชาติ

ผลงานของนักกีฬาในรอบปีที่ผ่านมา ถือว่าได้สร้างชื่อเสียงและความสุขให้กับประชาชนในประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในปีพุทธศักราช 2568 ประเทศไทยของเราได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งนักกีฬาทีมชาติไทยสามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่จะได้รับรางวัลทุกรางวัล ซึ่งได้สร้างชื่อเสียง เกียรติยศด้านการกีฬาให้แก่ประเทศชาติด้วยกันทั้งสิ้น คณะนักกีฬา เจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมการแข่งขันฯ และนักกีฬา ท่านอื่นๆ ต่างก็มีส่วนทำให้เกิดความสำเร็จในการแข่งขันฯ เช่นกัน นับว่าทุกท่านเป็นบุคคล ที่ได้เสียสละ อดทนต่อความยากลำบากในการฝึกซ้อม ต้องอดทนกับความกดดันต่างๆ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ได้ชัยชนะ นำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูล และประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของเรา

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรหลักที่รับผิดชอบการจัดงานวันกีฬาแห่งชาติ ได้จัดงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 เพื่อมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา และบุคลากรกีฬานี้ ถือเป็นการสร้าง
ขวัญและกำลังใจให้แก่นักกีฬาที่ได้รับรางวัลความสำเร็จที่ได้รับจากการแข่งขันกีฬา นำมาซึ่งความภาคภูมิใจแก่ชาวไทยทุกคน และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนและประชาชนหันมาออกกำลังกายและเล่นกีฬาอันจะเป็นประโยชน์ทางสังคม

ทำให้คนในประเทศชาติมีสุขภาพที่แข็งแรง สำหรับปีพุทธศักราช 2568 นี้ ถือเป็นห้วงเวลาที่สำคัญและพิเศษยิ่งต่อวงการกีฬาไทย เนื่องจากเป็นปีที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งนักกีฬาทีมชาติไทยสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการครองเจ้าเหรียญทองกีฬาซีเกมส์และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ถือเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจยิ่งและสมควรแก่การยกย่องเชิดชู

งานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาดีเด่นนั้น ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชิดชูเกียรตินักกีฬา ผู้ฝึกสอน สมาคมกีฬา และบุคลากรกีฬา ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย โดยมีรางวัลรวมทั้งสิ้น 43 รางวัล ดังนี้ นักกีฬาสมัครเล่นชายดีเด่น ได้แก่ “เวฟ” จ่าอากาศตรี วีรพล วิชุมา นักกีฬายกน้ำหนัก แชมป์โลก ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนรองดีเด่น ได้แก่ นายบัลลังก์ ทับทิมแดง (เทควันโด) กับ ว่าที่ร้อยตำรวจตรี กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (แบดมินตัน), นักกีฬาสมัครเล่นหญิงดีเด่น “หยก” นางสาวจุฑาทิพย์ กันทะธง นักกีฬาเทคบอล

แชมป์โลก ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนรองดีเด่น ได้แก่ นางสาวณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย (สนุกเกอร์) กับ จ่าอากาศโทหญิง ปุณณ์รวี รื่นรส (มวยสากล), นักกีฬาเยาวชนสมัครเล่นชายดีเด่น ได้แก่ นายภูริพล บุญสอน (กรีฑา) ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนรองดีเด่น ได้แก่ นายสิรวุฒิ รุ่งรัตน์กสิกุล (อีสปอร์ต) กับ นายฐิตภัทร ปรีชาญาณ (เทเบิลเทนนิส), นักกีฬาเยาวชนสมัครเล่นหญิงดีเด่น ได้แก่ นางสาวอัญพัชร์ พิชิตปรีชาศักดิ์ (แบดมินตัน) ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนรองดีเด่น ได้แก่ นางสาวธนพร แซ่เตีย (ยกน้ำหนัก) กับ นางสาวมิยู ซูซูกิ (ยูยิตสู)

นักกีฬาอาชีพชายดีเด่น ได้แก่นายมูฮัมหมัด อุสมานมูซา (ฟุตซอล) ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนนักกีฬาอาชีพหญิงดีเด่น ได้แก่ นางสาวอาฒยา ฐิติกุล (กอล์ฟ) ได้รับถ้วยพระราชทาน, นักกีฬามวยไทยอาชีพชายดีเด่น ได้แก่ นายทศพร ศรีพรมมา ฉายา “ขุนศึกน้อย บูมเด็กเซียน” ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนนักกีฬามวยไทยอาชีพหญิงดีเด่น ได้แก่ นางสาวอริศรา นุ่นเอียด ฉายา “มงกุฎเพชร เขาหลักมวยไทย” ได้รับถ้วยพระราชทาน, นักกีฬาคนพิการชายดีเด่น ได้แก่ นายพงศกร แปยอ (วีลแชร์เรสซิ่ง) ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนรองดีเด่น  ได้แก่ นายอธิวัฒน์ แพงเหนือ (วีลแชร์เรสซิ่ง) กับ นายวิสิทธิ์ กิ่งมะนาว (วีลแชร์ฟันดาบ), นักกีฬาคนพิการหญิงดีเด่น ได้แก่ สายสุนีย์ จ๊ะนะ (วีลแชร์ฟันดาบ) ได้รับถ้วยพระราชทาน ส่วนรองดีเด่น ได้แก่ นางสาวพัชราภา สีเสน (จักรยาน) กับ นางสาวขวัญสุดา พวงกิจจา (เทควันโดคนพิการ)

ชนิดกีฬาทีมดีเด่น ได้แก่ วอลเลย์บอลทีมหญิง ชุดชิงแชมป์โลกและชุดซีเกมส์, ประเภททีมกีฬาดีเด่น ได้แก่ ทีมแบดมินตันประเภทคู่ผสม, ชนิดกีฬาทีมคนพิการดีเด่น ได้แก่ทีมฟุตบอลคนตาบอดทีมชาย, ประเภทกีฬาทีมคนพิการดีเด่น ได้แก่ เทเบิลเทนนิสประเภทคู่ชาย MD14, ผู้ฝึกสอนนักกีฬาสมัครเล่นดีเด่น ได้แก่ ว่าที่ร้อยตรี ศักดิ์ชัย ธิตะจารี (ยกน้ำหนัก), ผู้ฝึกสอนนักกีฬาชาวต่างประเทศดีเด่น ได้แก่ มร.ลุคแมน (ยกน้ำหนัก), ผู้ฝึกสอนนักกีฬาอาชีพดีเด่น ได้แก่ นายกฤช อัศวพิมลพร (กอล์ฟ), ผู้ฝึกสอนนักกีฬาส่วนภูมิภาคดีเด่น

ได้แก่ นายปริญญา บัวพันธ์ (วอลเลย์บอลชายหาดสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดร้อยเอ็ด), ผู้ฝึกสอนนักกีฬาคนพิการดีเด่น ได้แก่ นายสุพรต เพ็งพุ่ม (วีลแชร์เรสซิ่ง) สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยดีเด่น ได้แก่ สมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย,  สมาคมกีฬาคนพิการดีเด่น ได้แก่ สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดดีเด่น ได้แก่ สมาคมกีฬาแห่งจังหวัด กรุงเทพมหานคร,  ผู้บริหารดีเด่น ได้แก่ ไมตรี คงเรือง (นายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์), นักวิชาการดีเด่น ได้แก่ รศ.ดร. ฉัตรกมล สิงห์น้อย (ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการกีฬา ของการกีฬาแห่งประเทศไทย)

 ผู้จัดการทีมดีเด่น ได้แก่ นายไชยยศ ตั้งวรกุลชัย (ส.ยกน้ำหนัก),  ผู้ตัดสินดีเด่น ได้แก่ ดร.นิวัฒน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ (ส.ยกน้ำหนัก), นักวิทยาศาสตร์การกีฬาดีเด่น ได้แก่ รศ.นพ.ณัฐพร แสงเพชร (รองศาสตราจารย์ ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ สังกัดภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล), นักกีฬาอาวุโสชายดีเด่น ได้แก่ นายจิรพงษ์ เมฆเวียน (กรีฑา), นักกีฬาอาวุโสหญิงดีเด่น ได้แก่ นางสมสง่า บุญนอก (กรีฑา), รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ได้แก่ นายกษิดิศ ธีระประทีป, นางสาวอรพรรณ ธีรพัฒน์พาณิชย์ และนายนาคร ศิลาชัย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลให้กับนักกีฬาชายและหญิงดีเด่นของสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด และรางวัลสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย , การจัดนิทรรศการงานวันกีฬาแห่งชาติ และถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์เพื่อการท่องเที่ยวและกีฬา (T Sports 7) อีกด้วย

“จุลพันธ์”เพื่อไทยรับผลเลือกตั้งย้ำเคารพเสียงประชาชน พร้อมทำงานทุกสถานะ

พรรคเพื่อไทย แถลงท่าทีภายหลังทราบผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างไม่เป็นทางการ โดยย้ำจุดยืนเคารพระบอบประชาธิปไตย และพร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าพรรคจะอยู่ในบทบาทใดในสมรภูมิการเมือง

การแถลงข่าวมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรค เพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวถึงแนวโน้มทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง

นายจุลพันธ์ กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง พร้อมขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้พรรคเพื่อไทย โดยระบุว่า แม้ขณะนี้ผลการเลือกตั้งยังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ แต่พรรคยืนยันยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา และเคารพการตัดสินใจของประชาชนอย่างสูงสุด

“ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะอยู่ในบทบาทใดต่อจากนี้ เราจะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ” นายจุลพันธ์กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงท่าทีของพรรคว่าจะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือทำหน้าที่ฝ่ายค้าน นายจุลพันธ์ ระบุว่า ขณะนี้พรรคยังไม่ได้มีการหารือในประเด็นดังกล่าว และย้ำว่าการจัดตั้งรัฐบาลเป็นหน้าที่ของพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งในการรวบรวมเสียงในสภา

ส่วนกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้ง นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคได้แสดงความกังวลและท่าทีไว้ก่อนหน้านี้แล้ว พร้อมฝากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

สำหรับกำลังใจของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายจุลพันธ์ ระบุว่า ยังมีขวัญกำลังใจที่ดี โดยพรรคได้รับพลังใจจากพี่น้องประชาชน และพร้อมเดินหน้าทำงานทางการเมืองต่อไป

ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวเสริมว่า พรรคให้ความสำคัญกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ และภายหลังการนับคะแนนเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ พรรคจะมีการประชุมเพื่อถอดบทเรียน เพื่อนำไปปรับปรุงการทำงานและยุทธศาสตร์ทางการเมืองในอนาคต

“ณัฐพงษ์”ลั่นไม่จับมือภูมิใจไทยตั้งรัฐบาบชี้ประชามติผ่านคือความหวังประเทศ

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เวลา 21.45 น. ที่อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรคประชาชน (ปชน.) พรรคประชาชนจัดแถลงข่าวภายหลังผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการปรากฏว่า พรรคได้คะแนนมาเป็นอันดับ 2 รองจากพรรคภูมิใจไทย

บรรยากาศภายในที่ทำการพรรคเต็มไปด้วยกองเชียร์และผู้สนับสนุนที่เดินทางมาให้กำลังใจ นำโดย นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ นายสุชาติ เรืองปัญญาวุฒิ บิดาของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค

นายณัฐพงษ์ แถลงขอบคุณประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและร่วมออกเสียงประชามติ แม้ผลการเลือกตั้งยังไม่เป็นทางการ 100% แต่ยืนยันว่า สิ่งหนึ่งที่น่ายินดีคือ ผลประชามติมีแนวโน้มสูงที่จะผ่านความเห็นชอบของประชาชน เปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

หัวหน้าพรรคประชาชนยอมรับว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้พรรคอาจไม่ใช่อันดับหนึ่ง พร้อมย้ำจุดยืนชัดเจนว่า พรรคเคารพหลักการประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา และให้สิทธิพรรคอันดับหนึ่งเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก่อน

“การเลือกตั้งทุกครั้งคือการหาทางออกของประเทศ ตราบใดที่ประชาชนยังเชื่อในพลังของตัวเอง และออกมาใช้สิทธิ ประเทศไทยยังมีทางออกเสมอ” นายณัฐพงษ์กล่าว

เมื่อถูกถามถึงท่าทีการร่วมรัฐบาล นายณัฐพงษ์ยืนยันหนักแน่นว่า พรรคประชาชน ไม่สามารถร่วมรัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และไม่อาจโหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคดังกล่าวได้ พร้อมระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใดทาบทามอย่างเป็นทางการ

กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับความผิดปกติในการเลือกตั้งหลายพื้นที่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรคได้รับข้อมูลร้องเรียนหลายกรณี และได้ประสานงานกับ กกต. เป็นรายพื้นที่ แต่จะไม่ใช้เหตุเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างในการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งโดยภาพรวม

สำหรับ ประเด็นการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายณัฐพงษ์เรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาชุดใหม่ทุกฝ่าย เคารพเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านประชามติ พร้อมชี้ว่า การผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่จำเป็นต้องอาศัยเสียงจากทั้ง สส. และ สว.

ช่วงท้าย นายณัฐพงษ์ส่งสารถึงผู้สนับสนุนพรรคว่า อย่าเพิ่งหมดหวังกับการเมือง พร้อมย้ำว่า “ผู้ตัดสินนักการเมืองมีเพียงหนึ่งเดียว คือประชาชน” และหากพรรคภูมิใจไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคประชาชนก็พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่

“อนุทิน”ขอบคุณคนไทยเทคะแนนให้ภูมิใจไทยย้ำยังไม่เปิดไพ่จับมือใครตั้งรัฐบาล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำแกนนำพรรค อาทิ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 2 นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค นายเอกนิติ นิติทันฑ์ประภาส และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ แถลงข่าวภายหลังทราบผลคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งปรากฏว่าพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำเป็นลำดับที่ 1

บรรยากาศการแถลงข่าวเป็นไปอย่างคึกคัก ทันทีที่นายอนุทินเดินเข้าห้องแถลงข่าว ปรากฏสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะลงไปนั่งกับพื้น สนทนากับผู้สื่อข่าวอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน โดยแกนนำพรรคทั้งหมดสวมเสื้อแจ็คเก็ตชุดใหม่ สะท้อนบรรยากาศแห่งชัยชนะ

นายอนุทินกล่าวขอบคุณประชาชนว่า พรรคภูมิใจไทยขอกราบขอบพระคุณทุกเสียง ทุกคะแนน ที่ประชาชนมอบให้ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร แม้ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่จากการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้พอประเมินได้ว่า พรรคภูมิใจไทยมีจำนวน ส.ส. จากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอันดับ 1

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยย้ำว่า สิ่งที่ประชาชนมอบให้ในวันนี้ไม่ใช่ชัยชนะของพรรคเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นชัยชนะของประชาชนทั้งประเทศ พร้อมระบุว่า พรรคจะน้อมรับการตัดสินใจและถือเป็น “คำสั่งของประชาชน” ที่ต้องการให้พรรคภูมิใจไทยเข้ามาบริหารประเทศ แก้ไขปัญหา และสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับประเทศไทย

“พวกเราได้รับสัญญาณจากประชาชนอย่างชัดเจน และขอน้อมรับข้อสั่งการในการบริหารประเทศด้วยความสุจริต ทุ่มเท และยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยยึดประโยชน์ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ และต้องรอการรับรองสถานะ ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขต 400 เขต และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน จาก กกต. ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันหลังวันเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่าพรรคจะดำเนินทุกขั้นตอนต่อจากนี้อย่างรอบคอบ

ในช่วงท้าย นายอนุทินกล่าวแสดงความยินดีกับพรรคการเมืองทุกพรรค และว่าที่ ส.ส. ทุกคนที่ได้รับชัยชนะ พร้อมหวังว่าจะร่วมกันทำงานรับใช้ประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการจัดตั้งรัฐบาลและการจับมือกับพรรคการเมืองอื่น นายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไป เนื่องจากต้องรอผลรับรองอย่างเป็นทางการ และให้แต่ละพรรคการเมืองประชุมกำหนดท่าทีของตนเองก่อน โดยย้ำว่ายังมีเวลาในกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนกรณีเงื่อนไขตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี นายอนุทินกล่าวเพียงว่า หากตัวเลข ส.ส. เป็นไปตามที่ปรากฏในสื่อ พรรคก็มีศักยภาพเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาลได้

ขณะเดียวกัน นายอนุทินตอบคำถามสื่อต่างประเทศถึงปัจจัยแห่งชัยชนะว่า มาจากการทำงานหนักของทุกคน ความเข้าใจประชาชน และทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ พร้อมย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยยึดประเทศชาติเป็นหลัก

สำหรับกระแสการขอโทษคู่แข่งทางการเมืองในช่วงหาเสียง จะเป็นสัญญาณเปิดทางจับมือจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินส่ายหัวปฏิเสธ พร้อมระบุว่าเป็นเพียงมารยาททางการเมือง เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นแล้ว หากมีสิ่งใดล่วงเกินก็ขออภัย ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

แฟชั่นฟาดธรรมชาติ! สไบ–ยีนส์ยึดเขื่อนลำแชะถ่ายสวยจนลืมเสื้อชูชีพ

กระแสแฟชั่น “ห่มสไบใส่ยีนส์” ตามเพลงดัง Bangkok City กำลังลุกลามจากโลกออนไลน์ สู่สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติทั่วประเทศ และล่าสุดได้บุกถึง เขื่อนลำแชะ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

ภาพนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม สวมสไบสะบัดคู่ยีนส์ ล่องเรือกลางเขื่อน โพสต์ท่าถ่ายภาพบนเรือ บนโขดหิน และตามอุโมงค์ต้นแจงเหนือแหล่งต้นน้ำ “แก่งวังวน” กลายเป็นภาพชวนตะลึง ที่ทั้งสวย แปลกตา และแฝงความเสี่ยง

กระแสแฟชั่นที่เคยอยู่แค่หน้าจอมือถือ วันนี้ถูกนำมาใช้จริงกลางผืนน้ำ ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบของเขื่อนลำแชะ จนหลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า “สวยแค่ไหน ถึงจะคุ้มกับความปลอดภัย?”

นายคำพา สงกระโทก ประธานชมรมผู้ประกอบการเรือแพท่องเที่ยวเขื่อนลำแชะ เปิดเผยว่า ระยะนี้การท่องเที่ยวภายในเขื่อนเริ่มกลับมาคึกคัก หลังอากาศอุ่นขึ้น การล่องเรือได้รับความนิยมอีกครั้ง และยิ่งกระแสสไบ–ยีนส์กำลังมาแรง ก็ยิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาถ่ายภาพในมุมใหม่

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย โดยย้ำชัดว่า ผู้โดยสารทุกคนต้องสวมเสื้อชูชีพตลอดการเดินทาง และหากต้องการถ่ายภาพ จะต้องให้เรือจอดหรือแล่นด้วยความเร็วต่ำเท่านั้น

“อยากให้ได้รูปสวยกลับไป แต่ไม่อยากให้ใครต้องเสี่ยงอันตราย เพราะแค่ตามกระแสแฟชั่น” นายคำพากล่าว

ท่ามกลางแฟชั่นที่กำลังแรง และยอดไลก์ที่กำลังพุ่ง ผู้ประกอบการฝากเตือนนักท่องเที่ยวว่า ภาพสวยอาจสร้างกระแสได้เพียงชั่วคราว แต่ ความปลอดภัยคือสิ่งที่ไม่ควรนำมาแลก

ข่าว/ภาพ : ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา

.

แดดแล้งปั้นรสชาติ”ชมพูคลองหาด”GI ใหม่สระแก้วสินค้าชุมชนที่โลกจับตา

จากที่ราบสูงเชิงเขาสระแก้ว สู่ผลไม้สีแดงเข้มรสจัดจ้าน “ชมพูคลองคลองหาด”เป็นผลไม้ GI ที่สร้างรายได้ให้จังหวัดสระแก้วมากกว่า 70 ล้านบาทต่อปี ปลูกในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ คลองหาด เขาฉกรรจ์ เมืองสระแก้ว วังน้ำเย็น วังสมบูรณ์ วัฒนานคร และอรัญประเทศ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมและคุ้มครองสินค้า GI เป็นหนึ่งในภารกิจหลักภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจฐานราก โดยการขึ้นทะเบียน GI ไม่เพียงสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า แต่ยังวางระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่เชื่อถือได้ เชื่อมโยงสินค้าท้องถิ่นสู่ตลาดสมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับ “ชมพูคลองหาด” ถือเป็นผลไม้ GI ที่สร้างรายได้ให้จังหวัดสระแก้วมากกว่า 70 ล้านบาทต่อปี ปลูกในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ คลองหาด เขาฉกรรจ์ เมืองสระแก้ว วังน้ำเย็น วังสมบูรณ์ วัฒนานคร และอรัญประเทศ พื้นที่เหล่านี้มีลักษณะเป็นที่ราบสูงและที่ราบเชิงเขา ดินระบายน้ำดี อุดมด้วยตะกอนและอินทรียวัตถุจากภูเขา โดยเฉพาะแร่ธาตุโพแทสเซียมที่ช่วยให้เนื้อชมพู่แน่น กรอบ และมีเอกลักษณ์

ประกอบกับสภาพอากาศร้อนชื้นสลับร้อนแล้ง อุณหภูมิสูงตลอดปี และปริมาณฝนค่อนข้างน้อย ทำให้ ชมพูคลองหาดมีเนื้อแห้ง ไม่ฉ่ำน้ำ แต่ให้รสชาติหวานเข้มข้น แตกต่างจากชมพู่ทั่วไปอย่างชัดเจน ขณะที่แสงแดดในฤดูแล้งยังช่วยเร่งสีผิวให้แดงสดถึงแดงเข้ม สร้างภาพลักษณ์ผลไม้พรีเมียมที่โดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น

ด้วยคุณลักษณะเฉพาะดังกล่าว ส่งผลให้ชมพูคลองหาดสามารถจำหน่ายในราคาสูงกว่าชมพู่ทั่วไปถึง 2–3 เท่า โดยมีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละประมาณ 100 บาท ขณะที่ชมพู่ทั่วไปมีราคาเฉลี่ยเพียงกิโลกรัมละ 35 บาท นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคผลไม้ระดับพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาและคุณภาพ

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลักดันสินค้า GI ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างรายได้ แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพ มาตรฐานสินค้า และการทำตลาดให้กับชมพูคลองหาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน

เกษตรกรชาวตรังยึดเศรษฐกิจพอเพียงปลูกข้าวไร่แซมสวนยางสวนปาล์มไว้กินไว้ขาย

ในพื้นที่ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งใหญ่ที่ชาวบ้านหันมาปลูกข้าว ทั้งข้าวไร่ และข้าวนา ไว้สำหรับบริโภคในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่าย และหากเหลือก็ได้ขายสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะข้าวไร่นั้น ชาวบ้านนิยมปลูกในพื้นที่ว่างระหว่างร่องในสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมันขนาดเล็ก ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงที่ข้าวไร่กำลังทยอยสุก ทำให้ชาวบ้านต้องเร่งเก็บเกี่ยว ทั้งนี้ พบว่า ญาติพี่น้อง รวมทั้งเพื่อนบ้านกลุ่มหนึ่ง ได้ช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวไร่ที่กำลังสุกเหลืองอร่าม หลังจากประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนรถเกี่ยวข้าว

นางสาวทัศนีย์ สุขสนาน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ บอกว่า ปีนี้ชาวบ้านในตำบลบางดี ปลูกข้าวไร่รวมเกือบ 1,000 ไร่ ประกอบด้วย แปลงที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกว่า 400 ไร่ และส่วนที่เหลือไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยชาวบ้านในอำเภอห้วยยอด ที่ยังอนุรักษ์การปลูกข้าวไร่ไว้ ประกอบด้วย ตำบลบางดี ตำบลวังคีรี และตำบลบางกุ้ง รวมเกือบ 2,000  ไร่ หลังจากที่ส่วนใหญ่เลิกทำไปนานแล้ว เพราะต้นทุนสูง ในขณะที่บางส่วนพยายามหันกลับมาทำนาใหม่ เมื่อเห็นตัวอย่างของเพื่อนบ้านที่ทำแล้วได้ผล ได้มีข้าวไว้กินเอง สามารถลดรายจ่าย และขายสร้างรายได้เสริม

สำหรับอำเภอห้วยยอด ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวไร่แหล่งใหญ่ของจังหวัดตรัง และยังมีพื้นที่ข้างเคียง คือ อำเภอวังวิเศษ ชาวบ้านก็หันมาปลูกข้าวไร่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยพันธุ์ที่นิยมปลูก เช่น ข้าวไร่ดอกพะยอม ข้าวดอกข่า ข้าวหอมบอน และข้าวเบายอดม่วง (ซึ่งสามารถปลูกได้ทั้งข้าวไร่ และข้าวนาปี) โดยชาวบ้านจะปลูกแซมในสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมันขนาดเล็ก อายุตั้งแต่ 1-3 ปี ระหว่างที่ต้องรอผลผลิตจากยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งผลผลิตที่ได้ทำให้ชาวบ้านสามารถลดรายจ่ายได้เป็นอย่างมาก ไม่ต้องซื้อข้าวสาร รวมทั้งได้ข้าวสารปลอดภัยสารพิษไว้รับประทาน

ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลในการปลูกข้าวไร่ พบว่า สามารถเก็บผลผลิตได้เฉลี่ยประมาณ 400 กก.ต่อไร่ ซึ่งแต่ละครัวเรือนไม่ได้ปลูกแค่ 1 ไร่ ทำให้มีข้าวสารไว้กินเหลือเฟือในครัวเรือน โดยส่วนหนึ่งสามารถแบ่งขายด้วย หากคิดเป็นรายได้จากการขายข้าวเปลือก จะเฉลี่ยประมาณ 12,000 บาทต่อไร่ และในส่วนของตำบลบางดี ก็จะเน้นการทำแปลงเมล็ดพันธุ์ขายด้วย ในราคา กก.ละ 50 -60 บาท เฉลี่ยจะได้ประมาณไร่ละ 20,000 บาท

นอกจากนั้น ในพื้นที่ยังมีการรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อผลิตข้าวไร่ และข้าวนาปี ไว้จำหน่ายสร้างรายได้ด้วย โดยราคาขายในพื้นที่ กก.ละ 50 บาท แต่หากขายออนไลน์ และไปออกบูท ก็จะขาย กก.ละ 70 บาท และส่วนหนึ่งก็แปรรูปเป็นข้าวเม่าขายด้วย ทำให้ปัจจุบันนี้ชาวบ้านในพื้นที่จะไม่ปล่อยพื้นที่ให้ว่างโดยไม่ทำประโยชน์ แต่จะหันมาปลูกข้าวไร่เพิ่มขึ้น เพราะเห็นเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ทำแล้วได้ผล ไม่ต้องซื้อข้าวทำให้หันมาปลูกกันเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำนาในปีนี้ก็ประสบปัญหาจากสภาพอากาศหลายอย่าง เช่น ฝนทิ้งช่วงในระยะต้นข้าวเริ่มโต ทำให้ต้นข้าวเกิดโรคใบไหม้ ต่อมาช่วงต้นข้าวเริ่มออกดอก เกิดฝนตกชุก ทำให้ข้าวไม่ติดเมล็ด และเมื่อข้าวสุก ก็ปรากฏฝนตกชุกอีกรอบ ทำให้ข้าวสุกงอม ต้นข้าวล้ม และขาดแคลนรถเกี่ยวข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหาย ถือเป็นปัญหาใหญ่ของชาวบ้านในพื้นที่ เพราะต้องอาศัยรถเกี่ยวข้าวจากจังหวัดอื่น ทำให้แปลงข้าวไร่ที่เหลือก็ต้องระดมเพื่อนบ้าน และญาติพี่น้อง มาช่วยกันลงแขกเก็บเกี่ยวด้วย “แกะ” ซึ่งเป็นวิธีเกี่ยวข้าวแบบโบราณ ตามภูมิปัญญาชาวบ้านภาคใต้

โดย….คนิตา สีตอง