ตชด.346 สกัดจับหนุ่มเมียนมาขโมยจยย.ส่งขายข้ามแดนคันละ 8 พันบาท

ตาก-ตชด.346 สนธิกำลังทาหารสกัดจับหนุ่มเมียนมาขโมยมอเตอร์ไซค์เตรียมข้ามฝั่งขายคันละ 8,000 บาทขายถูกว่าเงินดาวน์ 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569. พ.ต.ท.อรรถชัย ออมสินสมบูรณ์ รองผู้กำกับการหัวหน้ากองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346  แจ้งว่าได้สั่งการให้ ร.ต.ต.โสพล ขันทะบุตร หัวหน้าชุดปฏิบัติการบ้านริมเมย จัดชุดเจ้าหน้าที่ ตชด.ลาดตระเวนป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดนไทยในเขตพื้นที่รับผิดชอบร่วมกับ เจ้าหน้าที่ทหารร้อยควบคุมอาวุธหนัก ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู

ในขณะร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย=เมียนมา ในพื้นที่ได้สังเกตเห็นชายคนหนึ่งสวมเสื้อสีดำกางเกงขายาวสีดำขับเข้าไปในป่าละเมาะบริเวณพื้นที่ 70 ไร่ อยู่ในเขตหมู่ 1 บ้านแม่ตาว ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ห่างจากริมแม่น้ำเมยตรงข้ามฝั่งสหภาพเมียนมาประมาณ 600 เมตร เจ้าหน้าที่จึงขับรถจักรยานยนตร์ ตามเข้าไปเพื่อขอตรวจสอบ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ได้พบชาย 1 คน ทราบชื่อในเวลาต่อมา นายสุไรมาน ไม่มีนามสกุล สัญชาติเมียนมา อายุ 18 ปี 

หลังจากนั้นได้สอบถามเพิ่มเติมทราบว่า ผู้ต้องหานายสุไรมาน  สัญชาติเมียนมาร์ อายุ 18 ปี ให้การว่า ตนได้ขโมยรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ HONDA รุ่น WAVE  I 110 สี น้ำเงิน ขาว หมายเลขทะเบียน 1 กค 547 ตาก มาจากบริเวณ
ร้าน ป.ปลาสด ต.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวมาไว้ที่ชุดปฏิบัติการบ้านริมเมย ติดกับสะพานมิตรภาพไทย เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 1  เพื่อทำบันทึกจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายประเทศไทยและแจ้งข้อกล่าวหาเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและพักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติเข้าเมืองพุทธศักราช 2522 และลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตามมาตรา 335จึงได้ทำบันทึกจับกุมพร้อมนำตัวตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สอด ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รวบสาวเปิดบัญชีม้าให้แก๊งตุ๋นขายมือถือแค่ 2 เดือน ยอดเงินหมุนเวียนกว่า 15 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ร่วมกันจับกุม น.ส.ลัดดานันท์ฯ อายุ 28 ปี ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือ เพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตน โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่น” ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ จ.149/2569 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2569

สถานที่จับกุม บริเวณถนนในซอยแห่งหนึ่ง แยก 2 ซอย 5 ถนนบางบอน 3 แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพฯ 

พฤติการณ์ สืบเนื่องจาก กก.3 บก.ป. ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายแจ้งว่า ถูกกลุ่มมิจฉาชีพสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอม แอบอ้างชื่อบริษัทและห้างสรรพสินค้า (เช่น อ้างชื่อ “บริษัท focusshop จำกัด สาขาโลตัส…”) หลอกลวงขายโทรศัพท์มือถือ โดยให้โอนเงินไปยังบัญชีของ น.ส.ลัดดานันท์ฯ แต่เมื่อโอนเงินไปแล้วกลับไม่ได้รับสินค้าและถูกบล็อกช่องทางการติดต่อ โดยน่าเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายดังกล่าวได้หลอกลวงกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหลายราย หากปล่อยไปอาจได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ รัตนพันธ์ สว.กก.3 บก.ป. ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี

โดยด่วน

จากการสืบสวนทราบว่ากลุ่มคนร้ายมีการทำงานเป็นขบวนการ โดยสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมใช้ชื่อบริษัทที่ดูน่าเชื่อถือพ่วงท้ายด้วยสาขาห้างสรรพสินค้าโพสต์หลอกขายโทรศัพท์มือถือในราคาถูกกว่าท้องตลาด นอกจากนี้ เพื่อตบตาเหยื่อให้ตายใจ คนร้ายยังได้จัดฉากใช้ “หน้าม้า” เข้ามาคอมเมนต์รีวิวใต้โพสต์ เช่น “แนะนำร้านนี้เหมือนกันค่ะ”, “สั่งมาแล้ว เครื่องสภาพสวยมาก” เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินค่าสินค้าไปยังบัญชีของ น.ส.ลัดดานันท์ฯ มิจฉาชีพก็จะเชิดเงินหนีและบล็อกการติดต่อทันที ตรวจสอบพบว่าภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน บัญชีของ น.ส.ลัดดานันท์ฯ มียอดเงินหมุนเวียนเข้า-ออก สูงกว่า 15 ล้านบาท 

โดยมีลักษณะของการรับโอนเงินย่อยจากผู้เสียหายหลายรายทั่วประเทศ แล้วรีบถูกผ่องถ่ายไปยังบัญชีแถว 2 – 3 ต่อไปอย่างรวดเร็วเป็นทอดๆ และน่าเชื่อว่าบัญชีดังกล่าว มีการไปเปิดใช้งานเพื่อทำธุรกรรมอยู่บริเวณแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งพฤติการณ์การย้ายเงินอย่างรวดเร็วและการสั่งการจากนอกประเทศเช่นนี้ สอดคล้องกับรูปแบบการฟอกเงินของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) อย่างชัดเจน พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับต่อศาลและศาลอนุมติตามคำขอ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ร่วมกันสืบสวนหาข่าวจนทราบว่า น.ส.ลัดดานันท์ฯ หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ย่านบางบอน กรุงเทพฯ กระทั่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังลงพื้นที่และเข้าจับกุมตัวได้ในที่สุด โดยในชั้นจับกุม น.ส.ลัดดานันท์ฯ ให้การรับสารภาพว่าบัญชีธนาคารและหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นชื่อของตนจริง แต่ได้อ้างว่า “ได้ยินยอมและส่งมอบบัญชีดังกล่าวให้แก่เพื่อน เพื่อนำไปใช้ในการประกอบกิจการร้านขายลูกชิ้น” โดยไม่ทราบว่าจะถูกนำไปใช้หลอกลวง ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของฝ่ายสืบสวนพบว่า ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน บัญชีดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนสูงกว่า 15 ล้านบาท จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวผู้ต้องหา ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยผึ้ง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า ห้ามเปิดเผยหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคาร ข้อมูลส่วนตัว หรือโทรศัพท์มือถือโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีความสนิทสนมเพียงใด เนื่องจากอาจถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดและต้องรับผิดตามกฎหมาย สำหรับความผิดเกี่ยวกับ “บัญชีม้า/ซิมม้า” ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ผู้เปิดบัญชีมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้เป็นธุระจัดหามีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นราธิวาสจัดยิ่งใหญ่ “Narathiwat Bike Fest 2026″ปลุกท่องเที่ยว-กระตุ้นศก.ชายแดนใต้

ผู้ว่าฯ นราธิวาส เปิด “Narathiwat Bike Fest 2026” ดึงเหล่าไบค์เกอร์-ศิลปินดัง โปรโมต ท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้

บรรยากาศ คึกคักเกินต้าน เมื่อ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  เปิดงาน“Narathiwat Bike Fest 2026 Presented by JK Rider Thailand” ณ บริเวณลานนกเงือก เขื่อนท่าพระยาสาย ริมแม่น้ำบางนรา แลนด์มาร์คกลางเมืองนราธิวาส ท่ามกลางกองทัพไบค์เกอร์จากทั่วประเทศที่หลั่งไหลเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

โดยมีนางขนิษฐา หอมยามเย็น นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส  นายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนชาวนราธิวาส เข้าร่วมจำนวนมาก

โดยไฮไลต์ของงานอยู่ที่การรวมพลครั้งใหญ่ของกลุ่ม JK Rider Thailand นำโดย เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา หรือน้าเน๊ก ที่ได้ขนขบวนรถบิ๊กไบค์นับร้อยคันจอดเรียงรายสุดตระการตา สร้างความฮือฮาและเรียกเสียงว้าวจากประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

พร้อมบรรยากาศบนเวทีเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ตื่นตาตืนในกับการแสดง Live&Sound Concert by JK Rider Thailand จากศิลปินชื่อดัง อาทิ ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล, แคทลียา อิงลิช และวง Y Not 7 ที่มาร่วมสร้างความบันเทิงและความประทับใจให้กับชาวนราธิวาสอย่างอบอุ่น

นอกจากนี้ กลุ่มไบค์เกอร์นักบิด JK Rider  Thailand ได้ร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุนเพื่อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์กลางในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการรักษาประชาชนต่อไป

เรียกได้ว่า “ครบเครื่อง” ทั้งรถ ทั้งคน ทั้งดนตรี และอิ่มบุญกันถ้วนหน้า  Narathiwat Bike Fest 2026 กลายเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์ใหญ่ที่ปลุกกระแสการท่องเที่ยวชายแดนใต้ให้กลับมาคึกคัก พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์นราธิวาสในมุมใหม่…ที่มันส์ไม่แพ้ที่ไหนในประเทศไทย.

โดย….แวดาโอ๊ะ หะไร/อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

.

พายุฤดูร้อนถล่มโนนคูณหลายหมู่บ้านเสียหายยับ เร่งสำรวจ–ช่วยเหลือประชาชนด่วน

อำเภอโนนคูณได้รับรายงานว่าเกิดเหตุวาตภัยจากพายุฤดูร้อนพัดถล่มในพื้นที่ ส่งผลให้บ้านเรือนและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายในหลายตำบล

จากการรายงานเบื้องต้น พบพื้นที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้
 • ตำบลโนนค้อ จำนวน 2 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 8 และหมู่ที่ 10
 • ตำบลบก จำนวน 5 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 4, 5, 9, 13 และ 17
 • ตำบลเหล่ากวาง จำนวน 1 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 4

รวมหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากแรงลมพายุ ทำให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจรายละเอียดเพิ่มเติม เบื้องต้น อำเภอโนนคูณได้มอบหมายให้ฝ่ายความมั่นคง พร้อมสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ลงพื้นที่ตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลความเสียหายอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งประสานองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด

จากการดำเนินการครั้งนี้
 • ได้รับการดูแลและช่วยเหลืออย่างรวดเร็วจากภาครัฐ
 • มีการสำรวจความเสียหายอย่างเป็นระบบ เพื่อการเยียวยาที่เป็นธรรม
 • ลดความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน ด้วยการเร่งฟื้นฟูพื้นที่
 • สร้างความมั่นใจว่าหน่วยงานภาครัฐพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

อำเภอโนนคูณยืนยันเดินหน้าตามแนวทาง “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เร่งช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง พร้อมฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

เสียงสะท้อนจากชาวนาชาวนาระทมทั้งแผ่นดิน ทุกอย่างแพงหมดยกเว้น “ข้าวเปลือก”

ชาวนาสุดขมขื่นกันทั้งแผ่นดิน ทุกอย่างแพงหมดยกเว้นข้าวเปลือก เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ทั้งเจ้าของรถเกี่ยว-รถลากข้าว-ร้านอาหารตามสั่ง ยันคนเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง หลังราคาน้ำมันทุกชนิดพุ่งพรวดเดียว 6 บาท แถมแนวโน้มสูงขึ้นไม่หยุด

หลังจากเกษตรกรต้องทนอดหลับอดนอน มารอคิวเติมน้ำมันในปั๊มตั้งแต่ตี 3 ซึ่งก็ได้มาอย่างจำกัด ทำให้หลายคนต้องขับรถวนหาปั๊มไปเรื่อย เพื่อให้ได้น้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ จนกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันที่แสนทรมานใจ ก่อนเผชิญทุกข์ซ้ำจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอีก 6 บาทต่อลิตร

จากการสอบถามผู้คนในพื้นที่ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ทั้งเกษตรกรชาวนา เจ้าของรถเกี่ยวนวดข้าว เจ้าของรถบรรทุก 6 ล้อรับจ้างลากข้าว ต่างก็พากันโอดครวญ เพราะนอกจากน้ำมันขาดแคลนทำให้การประกอบอาชีพยากลำบากแล้ว ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นยังกระทบต่อเรื่อง ค่าจ้าง ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ทุกอย่างแพงหมด แต่ยกเว้นราคาข้าวเปลือก ถูกพ่อค้ากดเหลือแค่ตันละ 5,300 บาท ปีที่แล้วเคยได้ 7,000 กว่าบาท ชาวนาเดือดร้อนและช้ำใจมาก

นายเอกชัย อายุ 38 ปี เจ้าของรถ 6 ล้อรับจ้าง ชาว ต.ท่าฉนวน อ.กงไกรลาศ
นายเอกชัย อายุ 38 ปี เจ้าของรถ 6 ล้อรับจ้าง ชาว ต.ท่าฉนวน อ.กงไกรลาศ


ลุงประสพ อายุ 63 ปี เกษตรกร ต.ท่าฉนวน อ.กงไกรลาศ บอกว่า ที่บ้านทำนาทั้งหมด 70 กว่าไร่ รถอัดฟางก้อนไม่มี จะจุดไฟเผาตอซังฟางข้าวทิ้งก็ไม่ได้ จึงต้องจ้างรถมาปั่นนาในราคาไร่ละ 250 บาท โดยต้องปั่น 2 รอบ ทำให้ต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปอีก ขณะที่ราคาข้าวเปลือกตกต่ำลง แล้วชาวนาจะอยู่รอดได้ยังไง

นายณัฐพล อายุ 41 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งกว่า 4,000 ตัว บอกว่า ได้รับผลกระทบหนักเช่นกัน เพราะน้ำมันขาดแคลนและแพงขึ้น ต้องตระเวนหาซื้อมาเติมเครื่องสูบน้ำให้เป็ดทุกวัน แบกต้นทุนสูงขึ้น สวนทางกับราคาไข่เป็ดที่ยังคงส่งแผงละ 85-90 บาท ถ้าขายปลีกให้ชาวบ้านก็แผงละ 100 บาท

เจ้าของรถเกี่ยวข้่าว
เจ้าของรถเกี่ยวข้่าว

ด้านหญิงสาวเจ้าของร้านอาหารตามสั่ง เผยความในใจให้ฟังว่า หมู-ผักทุกอย่างราคาขึ้นหมด แต่ที่ร้านไม่สามารถขึ้นราคาอาหารกับก๋วยเตี๋ยวได้ เพราะกลัวจะเสียลูกค้า จึงต้องฝืนทนคงราคาเดิม ในปริมาณที่เท่าเดิม แม้เงินเก็บจะไม่มี มีแต่เงินหมุน แค่ประคองร้านให้อยู่รอดไปวันๆก็ตาม ขอฝากไปถึงรัฐบาลอนุทิน 2 ช่วยลงพื้นที่มาดูความเดือดร้อนประชาชนด้วย

นายณัฐพล เกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง
นายณัฐพล เกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง

สัญญาณอันตราย! น้ำมันแพง–ข่าวลบซ้ำเติมทุบเที่ยวตราดทรุดนักท่องเที่ยวชะลอเดินทาง

วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงต่อเนื่อง กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อภาคการท่องเที่ยวจังหวัดตราด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่เคยเป็น “ความหวัง” ของผู้ประกอบการ แต่ปีนี้กลับเผชิญภาวะซบเซาอย่างเห็นได้ชัด

นายวิชิต สุกะสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้กลายเป็น “ตัวแปรสำคัญ” ที่ทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง โดยสะท้อนผ่านยอดจองห้องพักที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568

วิชิต สุกะสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด

แม้ผู้ประกอบการและแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์รายใหญ่ จะพยายามออกโปรโมชั่นราคาพิเศษเพื่อกระตุ้นตลาด แต่กลับไม่สามารถปลุกกำลังซื้อได้ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หันมาใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงานและเศรษฐกิจ

“ถ้าสงครามยังยืดเยื้อ และไม่มีสัญญาณคลี่คลายในเร็ววัน ความวิตกเรื่องน้ำมันจะยิ่งรุนแรงขึ้น และจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่บั่นทอนบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งเดิมทีควรเป็นช่วงทำรายได้ของผู้ประกอบการ” นายวิชิต กล่าว

นอกจากแรงกดดันด้านต้นทุนแล้ว ภาคการเดินทางยังได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะระบบขนส่งข้ามฟากอย่างเรือเฟอร์รี่ ที่ได้รับผลกระทบเต็มรูปแบบ ทั้งจากกระแสข่าวเชิงลบเรื่องการรอคิวหลายชั่วโมง จนสร้างความไม่มั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว รวมถึงปัญหาทางเทคนิคที่ทำให้การเข้าเทียบท่าไม่เป็นไปตามปกติ สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นที่เปราะบางอยู่แล้ว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย “เลือกเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทาง” ออกไป

นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งสื่อสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันอย่างชัดเจน เพื่อสยบข่าวลือเรื่องการกักตุนและการขาดแคลน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าสามารถบริหารจัดการได้

ขณะเดียวกัน ยังขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลเชิงบวก เพื่อช่วยประคับประคองบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญนี้

“วันนี้สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดคือ ‘ความเชื่อมั่น’ หากสามารถดึงกลับมาได้ ก็ยังมีโอกาสประคองธุรกิจให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้” นายวิชิต กล่าว

ข่าว/ภาพ : นายจักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์

ผู้บริโภคอ่วม!ผู้ค้าสะเทือนทั้งแผงทั่วประเทศ ไข่ไก่ขึ้นอีกฟองละ 3.60 บาท

เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งประกอบด้วย 4 สหกรณ์หลัก ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ประกาศปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละอีกฟองละ 20 สตางค์ ส่งผลให้ราคาขยับเป็นฟองละ 3.60 บาท หรือเพิ่มขึ้นแผงละ 6 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

ปัจจัยหลักมาจากการปลดแม่ไก่ยืนกรงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับไก่รุ่นใหม่ยังให้ผลผลิตไม่เต็มที่ ขณะเดียวกันสภาพอากาศร้อนจัดยังซ้ำเติมให้ปริมาณไข่ลดลง ส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ภาวะตึงตัว และราคาปรับขึ้นตามกลไกตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้าน นายสุธาศิน อมฤก เลขานุการสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย เปิดเผยว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลถึง 6 บาทต่อลิตรในครั้งเดียว ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อระบบขนส่งไข่ทั่วประเทศ ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นทันที ผู้ประกอบการทุกระดับได้รับผลกระทบถ้วนหน้า

“ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว ทำให้การวางแผนธุรกิจทำได้ยากมาก ไม่สามารถประเมินได้ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นอีกเมื่อใด ส่งผลให้การค้าขายเริ่มชะลอตัว และภาระกำลังถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในที่สุด” นายสุธาศินกล่าว

ผู้ประกอบการยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการอุดหนุนต้นทุนน้ำมัน แม้จะมีแนวคิดเรื่องคูปองช่วยเหลือ แต่ยังติดปัญหาความยุ่งยาก เนื่องจากธุรกิจขนส่งไข่ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งภายใน ไม่ได้อยู่ในระบบเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ทำให้เข้าถึงมาตรการได้จำกัด

ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว ลดต้นทุนด้วยการบริหารเส้นทางขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การรวมรอบจัดส่งสินค้าในเส้นทางเดียวกันเพื่อลดจำนวนเที่ยววิ่ง อย่างไรก็ตาม การขนส่งปริมาณมากกว่า 20,000 ฟองต่อเที่ยว ยังติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของกรมปศุสัตว์

นอกจากนี้ คำสั่งซื้อเร่งด่วนยังคงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนพุ่งสูง เนื่องจากต้องแยกขนส่งหลายเที่ยว ส่งผลให้ผู้ค้าหลายรายเริ่มปรับกลยุทธ์ เช่น เสนอส่วนลดให้ลูกค้าที่มารับสินค้าเอง หรือคิดค่าขนส่งเพิ่มตามระยะทาง เพื่อพยุงธุรกิจให้อยู่รอด

ขณะเดียวกัน ขั้นตอนการเคลื่อนย้ายสินค้าภายใต้การกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์ ซึ่งต้องนัดหมายล่วงหน้า ยังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในช่วงวิกฤตต้นทุน โดยผู้ประกอบการเสนอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขดังกล่าวชั่วคราว เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการกระจายสินค้า

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังผันผวน บวกกับปัจจัยด้านการผลิตที่ไม่แน่นอน กำลังผลักดันให้ “ไข่ไก่” ซึ่งเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน กลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่กระทบค่าครองชีพของประชาชน และอาจนำไปสู่แรงกดดันด้านราคาสินค้าอื่นในระยะถัดไป หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที

ตามคาด!“หนิง ปัทมา” ซิว “มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2026” ด้านตัวเต็งคู่แข่ง “มิสแกรนด์บุรีรัมย์” คว้ารอง 1

ไม่มงจะงงมาก !! เพราะความพยายามไม่เคยทรยศใครจริงๆ หลังมุ่งมั่น อดทน ใช้ลูกล่อลูกชนกวาดคะแนนนิยมในทุกรอบการประกวด มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 มาตลอดการเก็บตัว ในที่สุด “มิสแกรนด์ชลบุรี” หนิง ปัทมา จิตรสวัสดิ์  คว้ามงกุฎ “The evolution” มูลค่า 1,200,000 บาท ไปครอง ตัวแทนประเทศไทยไปประกวด มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2026 ที่ ประเทศอินเดีย ปลายเดือน ตุลาคม นี้

ตำแหน่งรองอันดับ 1 ตกเป็นของคู่เฉือน มิสแกรนด์บุรีรัมย์ “แองเจ- ปนัสยา แองเจลิกา ดีมากด์ “รองอัน 2 ได้แก่ มิสแกรนด์ภูเก็ต “ไอลิน ไอลิน เเนบสุข”  รองอันดับ 3  ได้แก่ มิสแกรนด์สระบุรี “ผ้าแพร ณัฐกฤตา เกิดแก่นจิโรจ”  รองอันดับ 4 ได้แก่ มิสแกรนด์สุโขทัย “เนย  นฤมล เฉลิมฤกษ์” สำหรับตำแหน่งรองอันดับ 5

ทั้ง 6 สาวงาม ได้แก่ มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา “เหมยลี่  พัชรมนต์ เทพรักษา”มิสแกรนด์ตราด “ทีน่า อซุนทีน่า ชูศักดิ์” มิสแกรนด์แพร่ “เจสสิกา คริสตินา นีนนิมาร์” มิสแกรนด์อุดรธานี “คะนิ้ง  ศิริกานต์ พรรณมาตย์” มิสแกรนด์ตรัง “ขนมเนย  วรินรัตน์ วรรณศิลป์” และ มิสแกรนด์กรุงเทพฯ “ยีนส์ พิชญาวี โยโกยาม่า” ท่ามกลางเสียงเชียร์กระหี่ม MGI HALL ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravoo BKK

บอส ณวัฒน์ อิสรไกรศีล เตรียมงานเอาไว้รองรับแน่น ปั้นให้เป็นนางงามซุปตาร์ ตามรอยรุ่นพี่ 

คลื่นผู้ชุมนุมหลายล้านคนทั้งในสหรัฐ-ต่างแดน รวมพลังต่อต้าน”ทรัมป์”ทำสงครามอิหร่าน

กลุ่มฝูงชนหลายล้านคนเดินขบวนทั้งในสหรัฐฯและต่างแดนเมื่อวันที่ 28มี.ค.ที่ผ่านมาเพื่อต่อต้านประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แสดงความขุ่นเคืองต่อสิ่งสไตล์การปกครองเผด็จการของผู้นำรายนี้ นโยบายผู้อพยพที่แข็งกร้าวและการทำสงครามกับอิหร่าน

สำนักข่าวเอเอฟพี  รายงานว่า  การประท้วงครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ในเวลาไม่ถึงปี ที่อเมริกันชนไหลบ่าลงสู่ท้องถนน ส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวรากหญ้าที่เรียกว่า “No Kings” ซึ่งส่งเสียงและแสดงออกต่อต้านทรัมป์อยู่เป็นประจำ นับตั้งแต่เขาเริ่มดำรงแหน่งประธานาธิบดีสมัย 2 ในเดือนมกราคม 2025

แกนนำคาดหมายว่าจะมีผู้ชุมนุมหลายล้านคนไหลบ่าสู่ท้องถนนตามเมืองขนาดใหญ่และเมืองขนาดเล็ก ประท้วงต่อต้านสิ่งต่างๆไล่ตั้งแต่การจู่โจมจับกุมคนเข้าเมือง ราคาข้าวของที่พุ่งทะยาน ไปจนถึงการทำสงตรมกับอิหร่าน ที่ ทรัมป์ เปิดศึกเคียงข้างอิสราเอล

ที่นิวยอร์ก เมืองที่มีประชากรมากที่สุดของอเมริกา ผู้คนหลายหมื่นรายออกมาเดินขบวนประท้วงค่อยๆทยอยกันออกมา ไล่ตั้งแต่แอตแลนตาไปจนถึงชิคาโก เช่นเดียวกับที่เมืองเวสต์บลูมฟิลด์ รัฐมิชิแกน ประชาชนฝ่าอากาศหนาวเหน็บอุณภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ออกมาชุมนุม ส่วนในกรุงวอชิงตัน เมืองหลวงของประเทศ บรรดาผู้ประท้วงหลายพันคน บางส่วนชูป้ายข้อความว่า “ทรัมป์ ต้องออกไปเดี๋ยวนี้” และ “ต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสต์” หลั่งไหลกันไปยังอุทยานเนชันแนล มอลล์

“เขาเอาแต่โกหก โกหก โกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่มีใครพูดอะไร ดังนั้นเราจึงอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายมาก” โรเบิร์ด เปโวเซวิช ผู้เกษียณอายุวัย 67 ปีบอกกับเอเอฟพี ทั้งนี้

บรรยากาศแห่งการต่อต้านทรัมป์ยังไหลทะลักออกไปนอกเขตแดนของสหรัฐฯ มีการชุมนุมตามเมืองต่างๆของยุโรปเช่นกัน ในนั้นรวมถึงอัมสเตอร์ดัม, มาดริด และกรุงโรม โดยประชาชนกว่า 20,000 คนเดินขบวนภายใต้การดูแลของตำรวจจำนวนมาก

การประท้วงทั่วประเทศ “No Kings” ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ในวาระครบรอบวันเกิดอายุ 79 ปีของทรัมป์ ซึ่งตรงกันพอดีกับพิธีสวนสนามที่เขาจัดขึ้นในวอชิงตัน คราวนั้นมีประชาชนหลายล้านคนออกมา ไล่ตั้งแต่นิวยอร์ก ไปจนถึง ซานฟรานซิสโก

ส่วนครั้งที่ 2 มีขึ้นในเดือนตุลาคม คาดหมายว่าดึงดูดผู้ประท้วงออกมาประมาณ 7 ล้านคน ตามคำกล่าวอ้าวของแกนนำ

เป้าหมายของการประท้วงในวันเสาร์(28มี.ค.) คือดึงดูดผู้ชุมนุมออกมามากกว่าเดิม ในขณะที่คะแนนนิยมของทรัมป์ดำดิ่งต่ำกว่า 40% ก่อนถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้พรรครีพับลิกันของเขาเสี่ยงสูญเสียเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฏร

พายุฤดูร้อนกระหน่ำอำเภอพยุห์พัดบ้านเรือนพังยับ แรงลมซัดกำแพงถล่มทับผู้เฒ่าป่วยติดเตียงดับสลด

พายุถบ้าคลั่ง อาละวาดศรีสะเกษ ล่าสุด ! พัดกระหน่ำ ท้องที่ตำบลโนนเพ็ก อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ ลมกระโชกแรง ส่งผลให้บ้านพังครืนระเนระนาด กำแพงบ้านล้มทับคุณตาวัย 78 ปี ที่ป่วยติดเตียง ดับอนาถ

เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 28 มีนาคม 2569 นายคุณากร สุทธิโมกข์อำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับแจ้งเหตุจากกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ตำบลโนนเพ็ก ว่าเกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มอย่างรุนแรงในหลายหมู่บ้าน โดยเฉพาะที่บ้านสร้างหว้า หมู่ 7 ตำบลโนนเพ็ก ส่งผลให้บ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง เบื้องต้นพบว่ามีบ้านพังเสียหายแล้วกว่า 10 หลังคาเรือน และยังอยู่ระหว่างการเร่งสำรวจเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน เกิดเหตุสลดเมื่อมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ 1 ราย ทราบชื่อคือ นายเลื่อน อายุ 78 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงและเป็นโรคมะเร็ง อาศัยอยู่กับญาติ คือ นางนวรัตน์ ที่บ้านสร้างหว้า หมู่ 7 ตำบลโนนเพ็ก เบื้องต้นทราบว่า ขณะเกิดเหตุพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงอย่างหนัก ได้พัดโหมเข้าถล่มบ้านเรือนในพื้นที่อย่างฉับพลัน ส่งผลให้โครงสร้างบ้านหลายหลังไม่สามารถต้านแรงลมได้ โดยบ้านของนางนวรัตน์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก กำแพงบ้านได้พังถล่มลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว และได้ล้มทับร่างของนายเลื่อนที่อยู่ภายในบ้านจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
.
ญาติและชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงต่างพากันวิ่งเข้าช่วยเหลือท่ามกลางสายฝนและแรงลมที่ยังพัดกระหน่ำ ก่อนจะเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลพยุห์อย่างเร่งด่วน แต่เนื่องจากสภาพร่างกายของผู้บาดเจ็บอ่อนแอจากโรคประจำตัว ประกอบกับแรงกระแทกอย่างรุนแรง ทำให้นายเลื่อนทนพิษบาดแผลไม่ไหว และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา


หลังเกิดเหตุ นายคุณากร สุทธิโมกข์ นายอำเภอพยุห์ ได้สั่งการให้ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลความเสียหายอย่างละเอียด เพื่อรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ และเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด
.
นอกจากนี้ ทางอำเภอพยุห์ยังได้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เข้าร่วมสำรวจความเสียหายอย่างเป็นระบบ เพื่อจัดสรรความช่วยเหลือทั้งในด้านที่อยู่อาศัย เครื่องอุปโภคบริโภค และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบต่อไป

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน