สุโขทัยชวนเที่ยวงาน “เฮือนพวน ชวนคราฟต์”ยลเสน่ห์หัตถศิลป์ถิ่นไทยพวน กระตุ้นเศรษฐกิจ

ททท.สุโขทัย จับมือผู้ประกอบการจัดกิจกรรม “เฮือนพวน ชวนคราฟต์” นำเสนองานหัตถศิลป์เชื่อมโยงภูมิปัญญาชาวไทยพวน เสริมจุดขายการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ตอกย้ำการเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) และเมืองแห่งการเรียนรู้ ที่ได้รับการรับรองเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์จากองค์การยูเนสโก

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย ร่วมกับผู้ประกอบการสุนทรีผ้าไทย สุโขทัยพัฒนาเมือง หอการค้าจังหวัดสุโขทัย สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสุโขทัย สมาคมการท่องเที่ยวสุโขทัย สมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนสุโขทัย ตลอดจนหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐภาคเอกชน กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบงานสร้างสรรค์ และศิลปะ ภายใต้ชื่อ “เฮือนพวน ชวนคราฟต์ ครั้งที่ 4” ในวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00–17.00 น. ณ ร้านเฮือนไทยพวนโบราณ ร้านสุนทรีผ้าไทย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน รวมทั้งเพื่อส่งต่อถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาของงานหัตถกรรมท้องถิ่นชาวไทยพวน อำเภอศรีสัชนาลัย ผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “Green Tourism” ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  

ภายในงานเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบ DIY (Do it your Self) อิ่มอร่อยกับอาหารพื้นถิ่นของกินสุโขทัย – ไทยพวน รวมทั้งเครื่องดื่มหลากหลายเมนู พร้อมรับชมรับฟังการแสดงศิลปพื้นบ้านและดนตรีพื้นเมือง ลุ้นรับของที่ระลึกจาก ททท. สำนักงานสุโขทัย

ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าว นำเสนอให้มีกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นสบาย และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวได้หลากหลายเส้นทาง ทั้งทางด้านธรรมชาติ ด้านประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า

รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่น่าสนใจหลากหลาย ผนวกกับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเข้าสู่พื้นที่เกิดการจับจ่ายใช้สอยและให้เกิดการหมุนเวียนเงินตราในระบบเศรษฐกิจ ตามนโยบายของรัฐบาล และร่วมพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัยไปสู่แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติของเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุโขทัย จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวผู้สนใจ เข้าร่วมชมงาน “เฮือนพวน ชวนคราฟต์” ครั้งที่ 4  ในวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00-18.00 น. ณ เฮือนไทยพวนโบราณ    ร้านสุนทรีผ้าไทย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย  

สุดสลด!ดินสไลด์ทับคนงานชาวเมียนมาจมดับคาโคลนตมย่านบางนา

สุดสลดเกิดเหตุดินทรุดตัวสไลด์ ทับคนงาน ชาวเมียนมา ร่างจมดินโคลนเสียชีวิต ขณะลงไปปรับแต่งบ่อร้อยสายไฟใต้ดิน ลึกกว่า 10 เมตร ย่านบางนา

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 69 ร.ต.อ.ณัฐธนนท์ นับงามธนเศรษฐ์ รอง สว.(สอบสวน) สน.บางนา เปิดเผยว่า ได้แจ้งรับเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น.วันที่ 4 ก.พ.256 เกิดเหตุดินทรุดตัวสไลด์ทับคนงานเสียชีวิต ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสบางนา ถนนสุขุมวิท แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงกู้ภัยบางนา และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุ เป็นสถานที่ก่อสร้างบ่องานเดินท่อร้อยสายไฟใต้ดิน ความลึกกว่า 10 เมตร พบผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อ นายวีอาเล อายุประมาณ 30-35 ปี คนงานชาวเมียนมา สภาพร่างจมดินโคลนอยู่ภายในบ่อดังกล่าว โดยหน่วยกู้ภัย ได้ใช้เปลตะกร้านำศพขึ้นมาตรวจสอบพร้อม กองพิสูจน์หลักฐาน(พฐ.)และแพทย์นิติเวช รพ.ตำรวจ เพื่อบันทึกรวบรวมที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถามคนงานให้การว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นโครงการท่อร้อยสายไฟใต้ดิน ก่อนเกิดเหตุได้ปิดถนนและเปิดฝาคอนกรีตช่องจราจร 2 เลน ก่อนที่รถแบคโฮ 1 คันทำการขุดดิน โดยขณะที่คนงานลงในบ่อก่อสร้าง เพื่อทำการปรับแต่งดินอยู่นั้น จู่ๆ ดินเกิดสไลด์ทับร่างคนงานจนเสียชีวิต

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนเพิ่มเติม หัวหน้าคุมงานก่อสร้าง และคนงานที่ปฎิบัติงานเวลาดังกล่าวเพื่อสรุปสาเหตุสลดครั้งนี้ต่อไป

อุณหภูมิสูงขึ้นฉับพลัน!หิมะถล่มญี่ปุ่นหลายพื้นที่เสียชีวิตแล้ว 35 ศพ บาดเจ็บนับ 100 ชีวิต

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2569 สเตรตส์ไทมส์ รายงานว่า ทางการญี่ปุ่นออกมาประกาศเตือนประชาชนว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดหิมะถล่มทางตอนเหนือของ ประเทศญี่ปุ่น หลังอุณหภูมิสูงขึ้นฉับพลันภายหลังหิมะตกหนักต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ หิมะที่ตกหนักตั้งแต่ปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่มีหิมะทับถมสูงกว่า 2 เมตร

อย่างไรก็ตามเนื่องจากอุณหภูมิสูงขึ้นมากในช่วงนี้ทำให้เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดหิมะถล่ม โดยอุณหภูมิในเมืองโจเอ็ตสึ จังหวัดนีงาตะ อยู่ที่ 6.2 องศาเซลเซียส ขณะที่เมืองอาโอโมริมีอุณหภูมิเพิ่มเป็น 5.9 องศาเซลเซียส และเมืองซัปโปโร 4.2 องศาเซลเซียส ส่วนที่เมืองนากาโอกะ จังหวัดนีงาตะ คาดว่าอุณหภูมิสูงสุดในช่วงกลางวันจะอยู่ที่ 8 องศาเซลเซียสใน

ขณะเดียวกันสำนักงานจัดการภัยพิบัติและอัคคีภัย เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับหิมะตกนับตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. เพิ่มเป็นอย่างน้อย 35 ราย และอีก 393 รายได้รับบาดเจ็บ เช่นเดียวกับสถานีโทรทัศน์ฟูจิ รายงานว่า พบศพชายคนหนึ่งเสียชีวิตที่บ้านพักในจังหวัดนีงาตะซึ่งพังถล่มลงมาเพราะหิมะตกหนักเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ส่วนชายอีกคนถูกโรงรถพังทับจนเสียชีวิต

นอกจากขณะเดียวกันทางการญี่ปุ่นได้ส่งทหารไปยังพื้นที่ตอนเหนือเพื่อเก็บกวาดหิมะ ด้านเจ้าหน้าที่พยากรณ์อากาศเตือนว่าสภาพอากาศหนาวเย็นจะกลับมาอีกครั้งช่วงสุดสัปดาห์นี้และก่อให้เกิดหิมะตกหนักมากขึ้นทางตอนเหนือ

ตำรวจบุกจับกุม “อาแปะ”ผู้ต้องหาฆ่าฝังดินที่ฮ่องกงหนีกบดานในไทยนาน 32 ปี

กองปราบแกะรอยรวบ “อาแปะ” เจ้าของร้านข้าวต้มหัวปลา ย่านลำผักชี หนีคดีฆ่าฝังดินที่ฮ่องกงมากบดานในไทยนาน 32 ปี จนมีลูก 3 คน

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.2 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน บก.ตม.1 สตม. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 2 ตำรวจสากลและประสานงานภูมิภาค 2 ตท. ร่วมกันจับกุม Mr.MUI สัญชาติฮ่องกง อายุ 62 ปี ในความผิดฐาน “ต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตสิ้นสุด ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81”โดยสถานที่จับกุม ภายในห้องพัก แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2568 ให้ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับ ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมเมื่อปี พ.ศ.2532 ตามหมายจับฮ่องกง และตามคำร้องขอจากตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อจับกุมบุคคลที่ต้องการตัว (Red Notice; หมายแดง) จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกง พบมี 4 ผู้ต้องหา ที่ร่วมก่อเหตุ โดย 1 ในตัวการสำคัญซึ่งเป็นผู้ใช้พลั่วในการทำร้ายจนเหยื่อเสียชีวิตและนำศพไปฝังบริเวณชายหาดแห่งหนึ่งในฮ่องกง ชื่อ “Mr.MUI” ได้หลบหนีการจับกุมมาโดยตลอด และจากคำให้การซักทอดผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุและถูกจับกุมไปก่อนหน้า ได้ให้การว่า “Mr.MUI” ได้หลบหนีมาทำงานที่ประเทศไทยตั้งแต่ราวปี พ.ศ.2537

ต่อมาตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้มอบหมายให้ กก.2 บก.ป. ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับ Mr.MUI ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2537 – ปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เริ่มแกะรอย โดยลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ที่ได้รับข้อมูลมาว่า Mr.MUI เคยมาทำงาน บริเวณ จ.สมุทรปราการ และพื้นที่ปริมณฑล ประกอบกับการนำข้อมูลต่าง ๆ มาวิเคราะห์เชื่อมโยงกัน จนนำไปสู่การพบเบาะแสที่เชื่อได้ว่า Mr.MUI ได้ใช้ชีวิตอยู่กินกับหญิงไทยและมีลูกด้วยกัน 3 คน ที่บริเวณบ้านพักย่านลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

ต่อมาในวันที่ 2 ก.พ.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป. ได้ร้องขอต่อศาลอาญามีนบุรี ขออนุมัติหมายค้น ที่ ค.40/2569 ซึ่งศาลอาญามีนบุรีได้อนุมัติตามขอ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป., บช.สตม. และ บก.ตท. ได้นำหมายค้นดังกล่าวเข้าตรวจสอบ ที่บ้านพักแห่งหนึ่ง แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ผลการตรวจสอบพบ Mr.MUI อายุ 62 ปี สัญชาติฮ่องกง พักอาศัยอยู่ภายในบ้านพักหลังดังกล่าว

โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่าตน ชื่อ Mr.MUI และเป็นบุคคลเดียวกันกับบุคคลตามคำร้องขอจากตำรวจสากล (Red Notice; หมายแดง) เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป. จึงได้จับกุมผู้ต้องหาในความผิดฐาน “ต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตสิ้นสุด” ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย และในวันที่ 4 ก.พ.69 ผบ.ตร.ฮ่องกง ได้เดินทางมายังกองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อพูดคุยหารือแนวทางและขั้นตอนในการผลักดันตัว Mr.MUI กลับประเทศฮ่องกงเพื่อไปรับโทษตามกฎหมายต่อไป

ปฏิบัติการในครั้งนี้ คือ เครื่องยืนยันถึงมิตรภาพ และความร่วมมืออันดีระหว่างหน่วยงานของ ทั้ง 2 ประเทศ ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานเกือบ 40 ปี แต่ความยุติธรรมก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แล้ว

ตำรวจบุกทลายโกดังนายทุนต่างชาติซุกซ่อนยาสระผม ยาสีฟัน ปลอมกว่า 200,000 ชิ้น

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.1 บก.ปอศ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอศ.ร่วมกันจับกุม Mrs.sank สัญชาติ เมียนมา ดำเนินคดีในฐานความผิดตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2537 ในข้อหา “ร่วมกัน เสนอจำหน่าย จำหน่าย และมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร

และเอาชื่อรูปรอยประดิษฐ์หรือข้อความใดๆ ในการประกอบการค้าของบุคคลอื่นมาใช้เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าหรือการค้าของผู้อื่น”พร้อมตรวจยึดของกลาง สินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม, แชมพูสระผม, ยาสีฟัน ที่ปลอมเครื่องหมายการค้า จำนวนกว่า 200,000  ชิ้น โดยสถานที่จับกุม สถานที่ตรวจค้น – ตรวจยึด โกดังเก็บสินค้า ในพื้นที่ ถนนเศรษฐกิจบางปลา ต.บ้านเกาะ อ.เมืองสมุทรสาคร จว.สมุทรสาคร และอาคารที่พักใน ต.นาดี อ.เมืองสมุทรสาคร จว.สมุทรสาคร

พฤติการณ์ ตามที่ ตัวแทนจากบริษัทผู้ผลิตแบรด์สินค้าได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอศ. ให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้มีการลักลอบจำหน่ายสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม, ยาสระผม และสินค้าอื่นๆที่มีปลอมเครื่องหมายการค้าฯของผู้เสียหาย ซึ่งพบว่ามีการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์มีการเสนอจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ยาสระผม, ยาสีฟัน และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ยี่ห้อดัง ในราคาถูกกว่าราคาจำหน่ายตามท้องตลาด และเมื่อได้รับผลประโยชจากค่าสินค้า

ที่ผิดกฎหมายแล้ว จากนั้นจะโอนออกไปยัง Payment Gateway (ตัวกลางชำระเงินออนไลน์ที่เชื่อมโยงระหว่างเว็บไซต์ร้านค้ากับธนาคาร) เพื่อนำเงินออกไปนอกประเทศ จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตสินค้าดังกล่าว พบว่าเป็นสินค้าปลอม ที่ไม่ได้ผลิต หรือมีการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานการผลิตจากบริษัทที่ถูกต้อง ซึ่งการเสนอจำหน่ายสินค้าดังกล่าว บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้มีประชาชนหลงเชื่อว่า ผลิตภัณฑ์ ยาสระผม, ยาสีฟัน และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมของแท้ ยี่ห้อดัง แต่มีการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า ทำให้ราคาถูกกว่าราคาตามท้องตลาด หรือใกล้เคียงกับท้องตลาด ทำให้มีผู้หลงเชื่อซื้อไปใช้ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนที่หลงเชื่อได้

จากการสืบสวนพบว่า พบว่าผู้ลักลอบเสนอจำหน่ายสินค้าดังกล่าว มีการแยกสถานที่กักเก็บ และกระจายสินค้า ที่รอจำหน่ายไว้หลายที่ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นจับกุมของเจ้าหน้าที่ โดยแยกสถานที่กักเก็บสินค้า และออฟฟิศ สถานที่แพ็คสินค้าห่างจากกัน และจากการสืบสวน เฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ ชุดสืบสวนพบสถานที่กักเก็บสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้า และสถานที่ใช้เป็นออฟฟิศในการติดต่อลูกค้า ที่สั่งซื้อสินค้า เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้สืบสวนจนแน่ชัด และได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายค้นต่อศาลจังหวัดสมุทรสาคร เข้าตรวจค้นโกดังและอาคารที่ออฟฟิศต้องสงสัย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) พร้อมด้วยกรมทรัพย์สินทางปัญญาฯและตัวแทนจากบริษัทฯ ผู้เสียหาย นำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรสาคร เข้าตรวจค้นสถานที่เป้าหมายโกดัง และอาคารที่พักอาศัย และเมื่อเดินทางไปถึงที่โกดังที่จะเข้าตรวจค้น พบว่าโกดังถูกปิดล็อคกุญแจไว้แน่นหนา ไม่มีผู้ใดอยู่ภายในโกดังสินค้า จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้นำหมายค้นเข้าตรวจค้นอาคารที่พัก ที่คาดว่าเป็นออฟฟิศในการติดต่อลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้า และที่พักของผู้กระทำความผิด

จากการตรวจค้นอาคารออฟฟิศที่พัก พบ Mrs.sank สัญชาติ เมียนมา ยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลสถานที่ และเจ้าของสินค้าที่อยู่ในโกดังสินค้าที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น ซึ่งเป็นสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้ารอจำหน่ายให้ลูกค้าที่สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้เชิญตัว Mrs.sank เปิดโกดังสินค้าปลอม เมื่อเปิดโกดังภายในพบผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม, แชมพูสระผม, ยาสีฟัน ที่ปลอมเครื่องหมายการค้า จำนวนกว่า 200,000 ชิ้น โดย Mrs.sank ให้การเพิ่มเติมว่าทำร่วมกับสามีชาวจีนจำหน่ายสินค้าปลอม ซึ่งยังไม่พบตัวในสถานที่ตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ติดตามตัวมารับทราบข้อกล่าวหา

เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา แจ้งสิทธิให้ Mrs.sank สัญชาติ เมียนมา และจับกุมตัวพร้อมยึดของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอศ.ดำเนินคดีต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลสถานที่ และเจ้าของสินค้าที่อยู่ในโกดังสินค้าที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น ซึ่งเป็นสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้ารอจำหน่ายให้ลูกค้าที่สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้เชิญตัว Mrs.sank เปิดโกดังสินค้าปลอม เมื่อเปิดโกดังภายในพบผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม, แชมพูสระผม, ยาสีฟัน ที่ปลอมเครื่องหมายการค้า จำนวนกว่า 200,000 ชิ้น โดย Mrs.sank ให้การเพิ่มเติมว่าทำร่วมกับสามีชาวจีนจำหน่ายสินค้าปลอม

ททท. ชวนปักหมุดแลนด์มาร์ค เที่ยวตามรอย “ลิซ่า” Amazing Thailand Ambassador

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมออกเดินทางปักหมุดเที่ยวไทยตามโลเคชันสำคัญจากภาพยนตร์โฆษณาชุดล่าสุด “feel all the feelings” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางผ่าน “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador กับการนำเสนอเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมและธรรมชาติจากหลากหลายภูมิภาค ถ่ายทอดอารมณ์และบรรยากาศของการท่องเที่ยวไทยในมุมมองร่วมสมัย เพื่อพาผู้ชมออกเดินทางไปสัมผัสทุกความรู้สึกที่เมืองไทย พร้อมสะท้อนศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวไทยที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ในทุกภูมิภาค

การเล่าเรื่องการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นหรือจบลงที่จุดหมายใดจุดหมายหนึ่ง หากแต่นำเสี้ยวเสน่ห์จากหลายพื้นที่ทั่วประเทศมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ก็เพียงพอจะปลุกแรงบันดาลใจให้คนอยากออกเดินทางไปพบกับความหลากหลายและความครบครันอันเป็นมนต์เสน่ห์ของเมืองไทยที่รอให้นักเดินทางได้มาสัมผัส และนั่นคือแนวคิดที่ ททท. นำมาถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์โฆษณาล่าสุด “feel all the feelings” ผ่านมุมมองของ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador ที่นำเสนอสถานที่สวยงามทั่วประเทศไทย ถ่ายทอดร้อยเรื่องราวเสมือนโปสการ์ดจากหลายเมืองที่ค่อย ๆ เปิดทีละใบ เผยให้เห็นธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตไทยในมุมที่งดงามร่วมสมัย สัมผัสถึงทุกความรู้สึกที่เมืองไทย สะท้อนเสน่ห์ของ Amazing Thailand ที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกพื้นที่

หนึ่งในโลเคชันสำคัญของการถ่ายทำ คือ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ วัดเก่าแก่กลางเมืองล้านนาดื่มด่ำไปกับกลิ่นอายวิถีชีวิตของภาคเหนือ เจดีย์โบราณตั้งตระหง่านท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและเปี่ยมด้วยศรัทธา สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงสะกดสายตา แต่ยังสะท้อนรากวัฒนธรรมไทยที่แข็งแรงและงดงาม นอกจากนี้ยังมีเสน่ห์ของ “ประเพณียี่เป็ง” หรือประเพณีลอยกระทงทางล้านนา หนึ่งในเทศกาลสำคัญของภาคเหนือ ซึ่งจัดขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวงในเดือนพฤศจิกายน ถ่ายทอดภาพโคมลอยนับพันดวงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนบริเวณนอกตัวเมืองเชียงใหม่ พร้อมบรรยากาศวัดเจดีย์หลวงที่สว่างไสวจากแสงเทียนและการจุดผางประทีปนับแสนดวง แสงเล็ก ๆ เหล่านี้เปรียบเสมือนมนต์สะกด เปลี่ยนค่ำคืนให้สว่างไสวเต็มไปด้วยประกายแห่งความงดงามและความประทับใจที่ยากจะลืมและในระหว่างการถ่ายทำ ลิซ่าเองก็ได้มีส่วนร่วมในการจุดเทียน ทำให้ทุกภาพเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความรู้สึกของเทศกาลอย่างแท้จริง

ไม่เพียงแค่ วัดเจดีย์หลวง เท่านั้น โลเคชันต่าง ๆ ของภาคเหนือยังถูกถ่ายทอดออกมาใน Feelingsที่ละมุนชวนหลงใหล เริ่มจาก วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน กับจิตรกรรมอันโด่งดัง “ปู่ม่านย่าม่าน” ที่เล่าเรื่องราวความรักอย่างอ่อนโยนและละเอียดอ่อน ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสความรู้สึกอบอุ่นในทุก ๆ รายละเอียด ต่อด้วย ทุ่งนาสะปัน จังหวัดน่าน ท้องนาเขียวขจีโอบล้อมด้วยขุนเขาและหมอกยามเช้า สร้างบรรยากาศสงบผ่อนคลายเหมือนอยู่กลางฝัน ดื่มด่ำกับเสน่ห์ที่แตกต่างกันทั้งในช่วงเขียวชอุ่มของฤดูฝนและทะเลหมอกในช่วงปลายฝนต้นหนาว ภูลังกา จังหวัดพะเยา คือจุดหมายที่ไม่ควรพลาด ด้วยทัศนียภาพอันเลอค่าของทะเลหมอกและผืนป่าบนยอดเขาสูง ท่ามกลางละอองขาวที่โอบล้อมราวกับหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ ช่วยให้จิตใจได้รับความผ่อนคลายและกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ขณะที่ ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในยอดดอยที่สวยที่สุดในเมืองไทย เมื่อยืนอยู่บนหน้าผาสูง มองทะเลหมอกและทิวเขาที่ทอดยาว สร้างความรู้สึกอิสระและเต็มไปด้วยพลังจากธรรมชาติ อีกหนึ่งโลเคชันที่สร้างความประทับใจไม่แพ้กัน คือเจดีย์ลอยฟ้า วัดพระพุทธบาทสุทธาวาส จังหวัดลำปาง ที่ให้ความรู้สึกมหัศจรรย์ในความงดงามตระการตาของเหล่าเจดีย์น้อยใหญ่ที่เรียงรายอยู่บนยอดเขาหินปูน สวยงามราวกับลอยอยู่บนฟ้า ผสมผสานกับความงามของธรรมชาติได้อย่างลงตัว การเข้าถึงที่แห่งนี้ ต้องเดินเท้าขึ้นบันไดตามหน้าผาสูงชัน ลัดเลาะบันไดเหล็กกว่า 300 ขั้น เพื่อขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ของอำเภอแจ้ห่ม และกราบพระประธานบนยอดเขา นอกจากความรู้สึกตื่นเต้นและท้าทายแล้ว ยังจะได้รับความอิ่มอกอิ่มใจจากการมาเยือนอีกด้วย 

ทางฟากฝั่งภาคเหนือตอนล่างถูกถ่ายทอดผ่านป่าเขาและสายน้ำที่ชวนให้สูดลมหายใจลึก ๆ เริ่มจาก น้ำตกทีลอซู จังหวัดตาก จุดหมายปลายทางที่สะท้อนนิยามของคำว่าอลังการ ด้วยสายน้ำที่ไหลทอดตัวลงมาเป็นชั้นอย่างงดงามท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์ ปักหมุดน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ที่ได้ชื่อว่าสวยงามที่สุดของเมืองไทย ซึ่งจะมอบภาพความประทับใจให้ตั้งแต่แรกเห็น ต่อด้วย วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาสลับซับซ้อนบนเขาค้อ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้รอบทิศทุกช่วงเวลาของวัน ในเช้าวันอากาศแจ่มใส จะได้เห็นทะเลหมอกลอยละล่องโอบล้อมวัดราวกับอยู่ท่ามกลางสรวงสวรรค์ สะกดสายตาด้วยอุโบสถพระพุทธเจ้า 5 องค์ ที่มีองค์พระพุทธรูปสีขาวนั่งลดหลั่นซ้อนกันลงมา และเจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้ว สิริราชย์ธรรมนฤมิต ที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงามด้วยกระเบื้องหลากหลายสี เครื่องประดับ สร้อย กำไล ถ้วยชามเครื่องเบญจรงค์ อย่างวิจิตรบรรจง ฯลฯ และยังมีมุมถ่ายภาพที่สวยงามอีกมากมาย

ในส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลิซ่าได้นำผู้ชมเข้าสู่ Feelings ที่นุ่มลึกมีเสน่ห์เฉพาะตัว เมื่อ ทะเลสาบบัวแดง จังหวัดอุดรธานี ท่ามกลางแสงเช้าสีทอง ดอกบัวแดงนับหมื่นดอกบานสะพรั่งเต็มผืนน้ำกลายเป็น ทะเลบัวแดงอันงดงาม ราวกับถูกย้อมด้วยพรมสีชมพูขนาดใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทำให้ผู้มาเยือนได้รู้สึกสงบผ่อนคลาย ราวกับธรรมชาติกำลังแต้มสีสันและความสดใสลงบนผืนน้ำ 

ในอีกมุมหนึ่งของเรื่องราว ลิซ่าพาเดินทางสู่ โลเคชันจากภาคกลางที่ถ่ายทอดออกมาอย่างอลังการ ให้ Feelings งดงามกับภาพของ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ที่ปรากฏโฉมอย่างสง่างาม เรืองรองริมแม่น้ำเจ้าพระยา พระปรางค์สะท้อนแสงแดดและแสงไฟ เป็นภาพจำของกรุงเทพฯ ที่งดงามเหนือกาลเวลา และไม่เคยหลุดจากสายตาคนทั่วทุกพื้นที่

ส่วนโลเคชันจาก ภาคตะวันออกและทะเลไทยของภาคใต้ ถือเป็นบทสรุปของ Feelings ความสดใสและอิสระของธรรมชาติทะเลไทย เผยสองฟากฝั่งที่แตกต่างแต่งดงามเฉพาะตัว ฝั่งอ่าวไทย ที่สงบเงียบ เช่น เกาะทะลุ จังหวัดระยอง สวรรค์ของทะเลภาคตะวันออก ให้ความรู้สึกของวันพักผ่อนอันเรียบง่าย น้ำทะเลใสสะอาด ลมทะเลเย็นสบาย และความสงบที่หาได้ยาก  มีความโดดเด่นคือมีช่องหินตรงกลางสามารถทะลุผ่านได้ และเป็นจุดดำน้ำตื้นชมปะการังที่สวยงามและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของระยอง 

ขณะที่ฝั่งอันดามัน อย่าง เสม็ดนางชี จังหวัดพังงา เผยวิวอ่าวพังงาและสันทรายขาวกลางทะเลราวกับภาพฝัน มองเห็นความงดงามของธรรมชาติรอบอ่าวกว้างไกล สุดสายตา น้ำทะเลสงบนิ่งสีเขียวมรกต โอบล้อมด้วยภูเขาหินปูนเล็กใหญ่ ตัดเส้นด้วยป่าโกงกางสีเขียวสด ในยามที่พระอาทิตย์ค่อย ๆ ทอแสงสีทองแทรกขึ้นจากด้านหลังหุบเขา โลเคชันทั้งสองแห่งนี้ถ่ายทอด Feelings ของความสดใส ความสงบ และอิสระของทะเลไทยได้อย่างลงตัว ให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ทั้งสายตา จิตใจ และความรู้สึกของการพักผ่อนอย่างแท้จริง

แม้ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้จะนำเสนอโลเคชันที่หลากหลาย แต่ทุกสถานที่ล้วนเชื่อมโยงกันด้วยแนวคิดเดียวกัน คือการชวนผู้ชมมองประเทศไทยผ่าน “Feelings” ใหม่ ๆ ผ่านการถ่ายทอดของ “ลิซ่า” ลลิษา   มโนบาล Amazing Thailand Ambassador ที่ทำให้แต่ละโลเคชันไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทาง หากแต่เป็นแรงบันดาลใจในการออกเดินทาง และสะท้อนพลังของการท่องเที่ยวไทยที่งดงามและร่วมสมัย

โดย ททท. มุ่งหวังให้การนำเสนอโลเคชันต่าง ๆ ในภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ เป็นมากกว่าฉากหลังของศิลปิน แต่ทำหน้าที่ร่วมกันเล่าเรื่องประเทศไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย ทั้งในมิติของการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และธรรมชาติ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเปิดใจออกไปสัมผัสเมืองไทยด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งต่อคำเชิญชวนให้ร่วม feel all the feelings…Amazing Thailand และค้นพบเสน่ห์ของประเทศไทยที่ยังคงรอให้ทุกคนได้มาสัมผัส

พลิกนาร้างคืนสู่เกษตรกร! 2 หมู่บ้านชัยภุมิเฮ รัฐ-เอกชนยุติขัดแย้งปมน้ำเสียเรื้อรัง

ชัยภูมิ – ปิดดีลปมน้ำเสียเรื้อรัง! นายอำเภอบำเหน็จณรงค์จับมือภาคเอกชนและชุมชน เดินหน้าขุดคลองไส้ไก่-วางท่อระบายน้ำยักษ์ พลิกฟื้นพื้นที่การเกษตรกว่า 250 ไร่ หลังชาวบ้านต้องทนทุกข์มานานหลายปี ยันเป็นโมเดลความร่วมมือที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2569 ณ บริเวณทางเข้าหมู่บ้านใหม่สมบูรณ์วัฒนา ต.โคกเริงรมย์ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ว่าที่เรือตรี ธราธิป พหลภิญโญ นายอำเภอบำเหน็จณรงค์ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียและน้ำท่วมขังข้ามปี ร่วมกับผู้นำชุมชนและชาวบ้านจากบ้านกุดตาลาด หมู่ 2 และ หมู่ 4

วิกฤตการณ์ดังกล่าวถือเป็นปัญหา “กินลึก” ที่สะสมมานาน จากสภาวะน้ำหลากจากคลองสาขาที่รับน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำลำคันฉูซึ่งไร้ทางระบาย ผนวกกับการระบายน้ำจากสถานประกอบการในพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวบ้านกว่า 20 ครัวเรือน และทำลายพื้นที่การเกษตรกว่า 250 ไร่ จนเกษตรกรไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามฤดูกาล กลายเป็นปมขัดแย้งระหว่างชุมชนและภาคเอกชนมาอย่างยาวนาน

ทางออกที่เป็นรูปธรรม: ภายใต้ความร่วมมือแบบ 3 ประสาน (รัฐ-เอกชน-ชาวบ้าน) ได้มีการดำเนินการขุด “คลองไส้ไก่” ขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 600 เมตร พร้อมติดตั้งท่อระบายน้ำขนาดมหึมา เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.50 เมตร เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด โดยทาง บริษัท พูลอุดม จำกัด ได้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ด้วยการสนับสนุนงบประมาณ 160,000 บาท พร้อมเครื่องจักรหนัก ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ได้ร่วมเสียสละที่ดินบางส่วนเพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วง

ว่าที่เรือตรี ธราธิป พหลภิญโญ เปิดเผยว่า “การร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การขุดคลอง แต่คือการขุดความขัดแย้งออกจากใจคนในชุมชน นี่คือการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง”
ขณะที่ นางวันดี อัครวงศ์วิจิตร กรรมการผู้จัดการบริษัท พูลอุดม จำกัด ระบุชัดเจนว่า พร้อมเดินหน้าดูแลสิ่งแวดล้อมและเติบโตไปพร้อมกับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยจะไม่ทิ้งปัญหาไว้เบื้องหลังอีกด้วย

โดย…มัฆวาน  วรรณกุล – อารยา  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค

.

ระเบิดสนั่นในห้องคนพิการปั๊มปตท.ปัตตานี อีโอดีเจ็บสาหัส 1 ขณะเก็บกู้

เกิดระเบิดในห้องน้ำคนพิการปั๊มน้ำมัน ปตท.สาขาตะลุโบะ อ.เมืองปัตตานี ขณะเจ้าหน้าที่อีโอดีเข้าตรวจสอบเก็บกู้ หลังแม่บ้านเปิดเจอ 1 ลูกก่อนแจ้งตำรวจ เจออีกลูกเป็นแบบกระตุก เจ้าหน้าที่ยกฝาชักโครกเด็กขึ้น ระเบิดจึงทำงาน บาดเจ็บ 1 นายอาการสาหัส

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 เวลา 07.30 น. พ.ต.อ.เจฟฟรีย์ ไศลมานกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี ได้รับแจ้งจากพนักงานปั๊มน้ำมัน ปตท. สาขาตะลุโบะ อำเภอเมืองปัตตานี ว่า พบวัตถุต้องสงสัยภายในห้องน้ำปั๊มน้ำมัน จึงรายงานให้ พล.ต.ต.สันทัศน์ เชื้อพุฒตาล ผบก.ภ.จ.ปัตตานี ทราบ พร้อมนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หรือ EOD เข้าตรวจสอบพื้นที่ทันที

เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบวัตถุคล้ายระเบิดภายในห้องน้ำสำหรับผู้พิการ เจ้าหน้าที่จึงปิดกั้นพื้นที่โดยรอบ ไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ EOD เข้าดำเนินการตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัย โดยเจ้าหน้าที่ได้สวมชุดบอมบ์สูทเข้าตรวจสอบในรอบแรก ก่อนออกมาประเมินสถานการณ์ และกลับเข้าไปตรวจสอบเป็นครั้งที่สอง

.

ฝ่ายปกครองแม่ฮ่องสอนบุกป่าปาย “ทำลายไร่ฝิ่น”สกัดต้นตอยานรก

ฝ่ายปกครองแม่ฮ่องสอนตอบสนองนโยบาย ‘Quick Big Win’ บุกป่าอำเภอปาย ตัดฟันทำลายไร่ฝิ่นกว่า 1 ไร่ สกัดต้นตอยาเสพติด

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดและปลัดจังหวัด มอบหมายให้ นายพิเชษฐ พุ่มนวน ผู้ช่วยป้องกันจังหวัด นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดแม่ฮ่องสอน และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอปาย สนธิกำลังร่วมกับ นายศิริสุข ยืนหาญ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ลงพื้นที่ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดครั้งใหญ่

ปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างรวดเร็วและเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการเดินเท้าเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย ณ หมู่ที่ 4 ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

จากการตรวจสอบ พบแปลงปลูกฝิ่นลักลอบซ่อนตัวอยู่ในเขตพื้นที่ป่า จำนวน 1 แปลง มีเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ โดยดอกฝิ่นกำลังเริ่มบาน เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการตัดฟันและเผาทำลายหลักฐานทั้งหมดในที่เกิดเหตุ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ผลิตยาเสพติดประเภทฝิ่นดิบและเฮโรอีนต่อไป

ผลการปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้ขณะเข้าทำลายจะไม่พบตัวผู้กระทำความผิดในจุดเกิดเหตุ แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานในพื้นที่ และจะเร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวผู้เป็นเจ้าของแปลงฝิ่นดังกล่าวมาส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.ปาย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายถึงที่สุด

.

สกัดแก๊งลักลอบขนชาวจีนเข้าเมืองผิดกฎหมาย รับค่าจ้างหัวละ 5,000 บาท

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง  เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.1 บก.ทล.  ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 18 ราย ดังนี้
1.)นายจักรพล ฯ อายุ 44 ปี  
 2.)นายจิรวัฒน์ ฯ อายุ 21 ปี 
3.)นายกฤษดา ฯ อายุ 44 ปี 

ผู้ถูกจับที่1-3โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน“รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม”มาตรา 64  พรบ.ตรวจคนเข้าเมืองพ.ศ.2522

ผู้ถูกจับที่ 4-18 บุคคลสัญชาติจีน โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน“เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”
      พร้อมของกลางของกลาง 
       1.รถยนต์ ยี่ห้อ Chevrolet รุ่น trailblazer สีขาว ทะเบียน 9กถ-xx87 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน
       2.โทรศัพท์ ยี่ห้อ Samsung Galaxy J7 Plus สีขาว จำนวน 1 เครื่อง
       3.โทรศัพท์ ยี่ห้อ iPhone 8 Plus สีดำ จำนวน 1 เครื่อง

4.โทรศัพท์ ยี่ห้อ iPhone Xs Max สีดำ จำนวน 1 เครื่อง
5.รถตู้ ยี่ห้อ TOYOTA สีเทา หมายเลขทะเบียน ฮร xx80 กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน
6.โทรศัพท์ ยี่ห้อ Xiaomi รุ่น Redmi Note 14 สีดำ จำนวน 1 เครื่อง
7.โทรศัพท์ ยี่ห้อ Redmi สีเขียว หมายเลข จำนวน 1 เครื่อง     
สถานที่จับกุม บริเวณถนนพหลโยธิน (ทล.1) ขาเข้า กม.93 ต.ห้วยขมิ้น อ.หนองแค จ.สระบุรี

พฤติการณ์แห่งคดี เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 19.00 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ บนบริเวณถนนพหลโยธิน (ทล.1) พบรถยนต์ ยี่ห้อ Chevrolet รุ่น trailblazer สีขาว ทะเบียน 9กถ-xx87 กรุงเทพมหานคร และรถตู้ ยี่ห้อ TOYOTA สีเทา หมายเลขทะเบียน ฮร xx80 กรุงเทพมหานคร มีลักษณะต้องสงสัย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเรียกรถทั้งสองคัน โดยส่งสัญญาณไฟกระพริบสีแดงและใช้สัญญาณเสียง รวมถึงการพูดออกคำสั่งผ่านไมโครโฟน เรียกรถยนต์ต้องสงสัยทั้งสองคันให้หยุดรถ

จนกระทั่งมาถึงบริเวณถนนมิตรภาพ ขาเข้า กม.1 ต.ปากเพรียว อ.เมืองสระบุรี จ.สระบุรี เมื่อรถหยุดจอดไหล่ทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจขอทำการตรวจสอบ พบนายจักรพล ฯ (ทราบชื่อภายหลัง) เป็นผู้ขับขี่รถยนต์ ยี่ห้อ Chevrolet ฯ คันดังกล่าว โดยมีผู้ถูกจับที่ 2,4 นั่งโดยสารมาภายรถยนต์คันดังกล่าว  และพบนายกฤษดา ฯ(ทราบชื่อภายหลัง) เป็นผู้ขับขี่รถตู้ ยี่ห้อ TOYOTA ฯ คันดังกล่าว โดยมีผู้ถูกจับที่ 5-18 นั่งโดยสารมาภายรถยนต์ด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเชิญรถยนต์ทั้งสองคัน มาตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดอีกครั้งที่ สถานีตำรวจทางหลวงสระบุรี (ส.ทล.2 กก.1 บก.ทล.) พบว่า ผู้ถูกจับที่ 4-18 เป็นคนต่างด้าวสัญชาติจีน ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสาร ใช้แทนหนังสือเดินทางแต่อย่างใด โดยผู้ถูกจับนั่งโดยสารมาในรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าว

โดยนายจักรพลฯ และนายกฤษดา ฯ รับว่าได้ขับขี่รถยนต์ บรรทุกคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองมาจริง และตนรู้ดีอยู่แล้วว่า คนต่างด้าวไม่มีหนังสือเดินทาง หรือเอกสารแทนหนังสือเดินทางใดๆ และยินยอมที่จะนำพามาส่งที่ปลายทาง จนกระทั่งมาถูกตำรวจทางหลวงเรียกตรวจสอบ ก่อนถูกจับกุมในครั้งนี้  เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาผู้ถูกทั้งหมด ควบคุมตัวพร้อมของกลางและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระบุรี ภ.จว.สระบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น  ผู้ต้องหาที่ 1–3 ให้การว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 05.00 น. ได้ไปรับบุคคลต่างด้าวจากพื้นที่ อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับการติดต่อจากชายชาวลาวชื่อ “นายตั้ม” (ไม่ทราบชื่อ–สกุลจริง) ผ่านแอปพลิเคชัน Facebook ให้นำส่งปลายทาง อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้รับค่าจ้าง 5,000 บาทต่อคน ผู้ต้องหาที่ 4–18 ให้การว่า ได้ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยใช้เรือหางยาวข้ามแม่น้ำโขง และยอมรับว่าไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง