พลิกวิกฤตใช้กลไก “สหกรณ์ช่วยสหกรณ์”ระบายมะพร้าวน้ำหอม-สกัดราคาตกต่ำ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ลุยสมุทรสาคร! ใช้กลไก ‘สหกรณ์ช่วยสหกรณ์’ ระบายมะพร้าวน้ำหอม 1 ล้านลูก สกัดราคาตกต่ำเหลือลูกละ 2 บาท

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และชี้แจงมาตรการกระจายผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ณ สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรเข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางออกอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ราคามะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนเฉลี่ยอยู่ที่ลูกละ 23-28 บาท แต่ปัจจุบันราคาลดลงเหลือเพียง ลูกละ 2 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 7 บาทต่อลูก ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน กรมฯ ได้ใช้กลไกเครือข่ายสหกรณ์เข้ามาช่วยกระจายผลผลิต โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.รวบรวมมะพร้าวจาก จ.สมุทรสาคร และ จ.ราชบุรี จำนวน 1,000,000 ลูก 2.สหกรณ์ต้นทางรับซื้อจากสมาชิกที่ 5 บาท/ลูก (สูงกว่าราคาตลาด) และส่งขายปลายทางที่ 6-7 บาท/ลูก และ 3.ปล่อยรถบรรทุกมะพร้าว 20,000 ลูก สู่เครือข่ายในภาคอีสาน (ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, ยโสธร) และมีออเดอร์จากนครราชสีมาและอุดรธานีตามมาอย่างต่อเนื่อง

จ.สมุทรสาคร มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 50,000 ไร่ ในรอบการผลิตนี้ (ธ.ค. 68 – ก.พ. 69) คาดว่าจะมีผลผลิตออกมาไม่น้อยกว่า 5,000,000 ลูก ซึ่งกรมฯ ได้ให้การสนับสนุนทั้งด้านอุปกรณ์การตลาด โรงคลุม และการส่งเสริมมาตรฐาน GAP เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

‘ความร่วมมือครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ เราไม่ได้แค่ระบายผลผลิต แต่เรากำลังสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนให้กับเกษตรกร เพื่อไม่ให้ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางหรือล้งต่างชาติ’ นายนิรันดร์ กล่าวทิ้งท้าย

NIIIZAWA SAKE BREWERY ยกตำนานสาเกระดับโลกสู่กรุงเทพฯเปิดประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่าน Press Event และ Sake Masterclass

Niizawa Sake Brewery โรงผลิตสาเกระดับตำนานจากประเทศญี่ปุ่น เจ้าของรางวัลระดับโลกมากมาย จัดงาน Exclusive Press Event และ Sake Masterclass เพื่อเปิดตัวและแนะนำสาเกคุณภาพระดับพรีเมียมสู่สื่อมวลชนไทย พร้อมถ่ายทอดปรัชญาการผลิตสาเกที่มุ่งเน้นการเป็น The Ultimate Food Pairing Sake ณ ห้องอาหาร Tahona Bangkok โรงแรม InterContinental Sukhumvit Bangkok

ภายในงานได้รับเกียรติจาก Mr. Iwao Niizawa (อิวาโอะ นีซาวะ) เจ้าของและผู้ผลิตสาเกแห่ง Niizawa Sake Brewery เดินทางมาแบ่งปันเรื่องราว แนวคิด และปรัชญาการทำสาเกด้วยตนเอง โดยแบรนด์ Niizawa ยึดมั่นในแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือ การทำสาเกให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วัน สาเกในวันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน และสาเกในวันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ เพื่อให้ได้สาเกที่สมดุล ละเมียดละไม และเหมาะสำหรับการดื่มคู่อาหารอย่างแท้จริง

ในปัจจุบัน โรงงานผลิตสาเกนีซาวะได้ตอกย้ำชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตสาเกชั้นนำของโลก ด้วยการได้รับรางวัล “The Sake Brewer of the Year” จากเวที International Wine Challenge (IWC) ณ กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นการแข่งขันไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงการครองอันดับ 1 จาก World Sake Brewery Ranking ต่อเนื่องถึง 4 ปีซ้อน

คุณจักรกฤต เบเนเดทตี้ (คุณแม็กซ์) กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตาเลเซียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Niizawa Sake Brewery เป็นสาเกที่เข้าถึงได้ง่าย สามารถดื่มคู่กับอาหารได้หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะอาหารญี่ปุ่นเท่านั้น งานในวันนี้จึงตั้งใจนำเสนอประสบการณ์ใหม่ ให้เห็นว่าสาเกสามารถเข้ากับอาหารไทยได้อย่างลงตัว สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่มุ่งเน้นการเป็นสาเกสำหรับการดื่มคู่อาหารอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน Italasia ก็ยังคงเดินหน้าคัดสรรและนำเข้าสินค้าคุณภาพ ทั้งสาเก ไวน์ และสุรา เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคไทยอย่างต่อเนื่อง”

โดยไฮไลต์ของงาน คือการเปิดประสบการณ์การลิ้มลองสาเกจาก Niizawa Sake Brewery ถึง 5 ชนิด ที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน ได้แก่ Atagonomatsu Sparkling, Hakurakusei Tokubetsu Junmai, Hakurakusei Junmai Ginjo, Hakurakusei Junmai Daiginjo และ Zankyo Super 7 ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ในด้านความบริสุทธิ์ ความสมดุล และรสชาติที่เหมาะกับการดื่มร่วมกับอาหาร

นอกจากนี้ ยังมีการจับคู่สาเกกับอาหารไทยรสจัดในสไตล์ร่วมสมัย อาทิ Pork Tartare Northern Spice (ทาร์ทาร์หมู), Chu Chee Seasonal Local Fish (ฉู่ฉี่ปลา) และ Grilled Tiger Prawn Spicy & Sour (กุ้งลายเสือย่าง) เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นว่าสาเกสามารถเข้ากับอาหารไทยได้อย่างกลมกลืน และสร้างรสสัมผัสที่แตกต่างจากประสบการณ์การดื่มแบบเดิม

การจัดงานครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ Niizawa Sake Brewery และ บริษัท อิตาเลเซียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในการสื่อสารตัวตนและแนวคิดของสาเกระดับโลกสู่ตลาดประเทศไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของบริษัท อิตาเลเซียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (Italasia) ในฐานะผู้นำด้านการนำเข้าและจัดจำหน่ายสาเก ไวน์ และสุราคุณภาพจากทั่วโลก สะท้อนมุมมองว่าสาเกไม่ใช่เพียงเครื่องดื่ม แต่คือประสบการณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม รสนิยม และไลฟ์สไตล์การรับประทานอาหารได้อย่างร่วมสมัย

.

ดอกงิ้วบานแดงฉ่าสะพรั่งรับหน้าแล้งชาวบ้านแห่เก็บประกอบอาหาร-ขายอาชีพเสริม

ในช่วงนี้เข้าสู่ช่วงหน้าแล้งอย่างเป็นทางการ หลายพื้นที่ของจังหวัดพะเยาพบต้นงิ้วออกดอกบานสะพรั่ง สีแดงสดตัดกับท้องฟ้า ก่อนร่วงหล่นเต็มพื้น กลายเป็นสัญญาณธรรมชาติที่ชาวบ้านรู้กันดีว่า ฤดูดอกงิ้ว ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วชาวบ้านต่างพากันออกมาเก็บดอกงิ้วที่ร่วงจากต้น นำไปตากแห้งไว้บริโภคและจำหน่าย สร้างรายได้เสริมในช่วงหน้าแล้ง โดยดอกงิ้วแห้งมีราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละประมาณ 200 บาท และจะมีให้เก็บเพียงปีละครั้งเท่านั้น ทำให้เป็นของหายากที่ตลาดต้องการ

ชาวบ้านในพื้นที่เผยว่า การเก็บดอกงิ้วไม่ต้องลงทุน เมื่อเก็บแล้วนำไปตากแดดจนแห้ง สามารถเก็บไว้ขายได้นานเป็นวัตถุดิบพื้นบ้านสำคัญของภาคเหนือ อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและแคลเซียมสูงกว่านมวัวถึง 3 เท่า มีสรรพคุณทางสมุนไพร ช่วยบำรุงโลหิต แก้ท้องเสีย ลดไข้ และแก้อาการอักเสบ

สำหรับดอกงิ้ว (หรือดอกเงี้ยว) ออกดอกบานสะพรั่งในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน ประมาณเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยต้นจะผลัดใบทิ้งและเหลือเพียงดอกสีแดงหรือสีส้มสดบานอยู่ชั่วเดือนก่อนจะร่วงหล่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนนิยมเก็บเกสรดอกมาตากแห้งเพื่อใช้ประกอบอาหาร โดยเฉพาะน้ำเงี้ยว หรือแกงแค

นางสุภาภรณ์ ชาวอำเภอฟากท่า เดินกลับจากอำเภอลับแล จะกลับ อ.ฟากท่า ผ่านมาเห็นดอกงิ้วร่วงเต็มริมถนน จึงแวะลงเก็บ เพื่อนำไปประกอบอาหาร พี่สุภาภรณ์ กล่าวว่า ชอบขนมจีนน้ำเงี้ยว จำนำเกสรที่ได้ไปตากแห้ง เพื่อทำขนมจีนน้ำเงี้ยว ซึ่งชอบรับประทานกันทั้งบ้าน

.

5 โปโลน้ำ เฮลั่น! เล่นลีกอาชีพยุโรป ลับฝีมือเตรียมบู๊เอเชียนเกมส์ 2026

สมาคมกีฬาทางน้ำส่ง 5 นักโปโลน้ำสาวไทยเล่นลีกยุโรป เพื่อหาประสบการณ์ ก่อนแข่งเอเชียนเกมส์ 2026 ครั้งที่ 20 ที่เมืองนาโกย่า  ประเทศญี่ปุ่น ช่วงกลางเดือนก.ย.นี้ มั่นใจสามารถเสริมแกร่งจนคว้าเหรียญทองเอเขียนเกมส์ ได้แน่

ความเคลื่อนไหวของการเตรียมทีมเอเชียนเกมส์ 2026 ครั้งที่ 20 ที่เมืองนาโกย่า  ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 19 กันยายน – วันที่ 4 ตุลาคม 2569 ของทีมโปโลน้ำสาวไทย ดีกรีทีมอันดับ 4 เอเชีย ที่มีลุ้นคว้าเหรียญทองแดงในการแข่งขัน เอเชียนเกมส์ ครั้งนี้

ล่าสุดจากคำแนะนำ ของ แม็กซิม คอร์ดอนสกี้ (Maxim Kordonskiy) เฮดโค้ชโปโลน้ำทีมชาติไทยชาวอิสราเอล ที่มีการเสนอแนะให้ส่งนักกีฬา โปโลน้ำหญิงทีมชาติไทย ไปเล่นให้กับ สโมสรในยุโรป เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้แก่ สมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายกสมาคมฯ ได้ทำการคัดเลือกนักกีฬาโปโลน้ำหญิงไทย เป็นจำนวน 5 คน เพื่อไปเล่นลีกอาชีพ ที่ยุโรป

“โค้ชตึก” ธนาวิชญ์ โถสกุล เลขาธิการสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตอนนี้ทางสมาคมไม่สามารถที่จะรองบประมาณในการเตรียมเอเชียนเกมส์จาก กกท.ได้ ซึ่งอะไรที่สมาคมทำได้และมีงบประมาณอยู่ก็จะต้องดำเนินการไปก่อน

การส่งนักกีฬาโปโลน้ำหญิงที่มีความสามารถไปแข่งในยุโรป ก็คือแผนงานที่สมาคมทำในตอนนี้ สำหรับการเตรียมเอเชียนเกมส์ 2026 เพื่อที่นักกีฬาจะได้ไปฝึกร่างกายและหาประสบการณ์ในการแข่งขันระดับยุโรป 

สำหรับสโมสรที่เราส่งไปนั้นก็ระดับแชมเปี้ยนลีกทุกทีม สมาคมหวังว่านักกีฬาหญิงไทยที่ไปเล่นสโมสรยุโรปจะสามารถพัฒนาฝีมือ ร่างกาย รวมถึงความเข้าใจเกมในแบบฉบับยุโรป แล้วสามารถนำมาปรับใช้กับทีมชาติไทย รวมทั้งสอดประสานไปกับระบบของทาง แม็กซิม คอร์ดอนสกี้ ที่ถือว่าเป็นยอดโค้ชมากฝีมือระดับยุโรป

ในการเดินทางไปเล่นลีกอาชีพที่ยุโรปครั้งนี้ นักกีฬาหญิงไทยจะเข้าไปแข่งในเลก 2 ของทุกสโมสร และจะเดินทางไปในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์

สำหรับนักกีฬาโปโลน้ำหญิงทั้ง 5 คน ที่ไปเล่นในลีกยุโรปมีดังนี้ ภัณฑิลา อาสายุทธ์ และ รักษิณา เรืองทรัพย์ไพศาล เล่นให้กับ สโมสรฮาโปแอลโยคเนียม (Hapoel Yoqneam) สโมสรโปโลน้ำชั้นนำของประเทศอิสราเอล ซึ่งมีชื่อเสียงจากการเข้าร่วมแข่งขันระดับนานาชาติ รวมถึงรายการ Women Euro Cup (วูเมนส์ ยูโรคัพ) และการแข่งขันในยุโรป

กฤษณา พวงทอง และ จณิสตา ถิ่นวิลัย จะเล่นให้กัยสโมสรดินาโม-อูราโลชก้า (Dinamo-Uralochka) ของประเทศรัสเซีย และ ธนิดากาญจน์ ขวัญทองธนารีย์ เล่นให้กับ สโมสรดูนาอูจวารอช (Dunaujvaros) ของประเทศฮังการี ซึ่งเป็นสโมสรเก่าของ แม็กซิม คอร์ดอนสกี้ ก่อนที่จะมารับงานคุมทีมชาติไทย

.

ภารกิจบีบหัวใจ ส่งหัวใจ 2 ดวงคืนเดียวสนับสนุนทางการแพทย์สำเร็จตามกรอบเวลา

แข่งกับเวลาเพื่อรักษาชีวิต ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ เปิดเส้นทางส่งหัวใจ 2 ดวงต่อเนื่องในคืนเดียว สนับสนุนภารกิจแพทย์สำเร็จตามกรอบเวลา

วันนี้ (4 กุมภาพันธ์ 2569) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศจร.ตร.) และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศจร.ตร. แสดงความชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ที่ร่วมปฏิบัติภารกิจสนับสนุนทางการแพทย์ในการลำเลียงอวัยวะหัวใจเพื่อการปลูกถ่าย จำนวน 2 ภารกิจต่อเนื่องภายในคืนเดียว โดยสามารถเปิดเส้นทางจราจรแข่งกับเวลา เพื่อส่งต่อโอกาสในการรักษาชีวิตผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยและทันตามกรอบเวลาที่กำหนด

ภารกิจแรกเป็นการนำส่ง “อวัยวะหัวใจ ดวงที่ 156” เมื่อคืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.55 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริได้เข้าประจำพื้นที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เปิดเส้นทางอำนวยความสะดวกในการลำเลียงอวัยวะหัวใจไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ใช้เวลาเพียง 14 นาที ภารกิจสำเร็จลุล่วงอย่างรวดเร็ว ภายใต้การประสานงานร่วมกับทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

ต่อมาเวลา 22.11 น. ในคืนเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ร่วมบูรณาการกำลังกับตำรวจจราจรพื้นที่ ตำรวจทางหลวง เจ้าหน้าที่การทางพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดเส้นทางนำส่ง “อวัยวะหัวใจ ดวงที่ 157” จากโรงพยาบาลในจังหวัดสระบุรี ไปยังโรงพยาบาลรามาธิบดี ในระยะทางกว่า 109 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 55 นาที สามารถนำส่งถึงปลายทางได้อย่างปลอดภัย สนับสนุนกระบวนการรักษาทางการแพทย์ได้ทันท่วงที

พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศจร.ตร. กล่าวว่า ภารกิจดังกล่าวสะท้อนบทบาทของตำรวจจราจรในฐานะกำลังสำคัญของระบบช่วยชีวิต ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยแพทย์และการจราจรบนท้องถนน ด้วยการบริหารจัดการที่แม่นยำ รวดเร็ว และทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาโอกาสในการมีชีวิตของผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด

ความสำเร็จของภารกิจในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานด้านการแพทย์ และประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ที่พร้อมใจกันเปิดเส้นทางแห่งความหวัง เพื่อให้ทุกวินาทีบนถนนมีความหมายต่อการช่วยชีวิตอย่างแท้จริง

.

ครบรอบ 21 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กับ 21 ปี แห่งการสร้างโอกาส

นราธิวาส จัด กิจกรรมวันสถาปนามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ครบรอบ 21 ปี 21 ปี แห่งการสร้างโอกาส การเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัด สร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืน

มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เชิญเที่ยวงาน ครบรอบ 21 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กับ “21 ปี แห่งการสร้างโอกาส การเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัด สร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืน” โดยจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 9 -13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

ภายในงานพบกับกิจกรรม Open House การจัดนิทรรศการ การแข่งขันทางวิชาการ การแสดงผลงานนวัตกรรมที่โดดเด่น จากหน่วยงานคณะ วิทยาลัย และสถาบันต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ฯ อาทิเช่น นิทรรศการด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและการแพทย์ / นิทรรศการนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสังคม / นิทรรศการด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมสร้างสรรค์ และทักษะแห่งอนาคต ชมกิจกรรม PNU Fair 2026 / ชมการแสดงของนักศึกษา / ปลุกจินตนาการ สร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืน

ในการประกวดวาดภาพระบายสี /สืบสานวัฒนธรรม ผ่านรสชาติแห่งความสามัคคี กับการแข่งขันกวนขนมอาซูรอ/ เปิดเวทีเฟ้นหาสุดยอดเสียงประสานระดับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับ ANASYID CONTEST 2026 / ขับขานบทเพลงแห่งความภาคภูมิใจ กับประกวด ร้องเพลงพระราชนิพนธ์ และการประกวด PNU Folk Song Contest 2026 / เปิดสนามรบ! ของเหล่าเกมเมอร์ กับการแข่งขัน ESPORT GAMING ROV /

เปิดโอกาสให้คุณเปล่งประกาย ปล่อยพลังความสามารถ ทางวัฒนธรรมบนเวที PNU Cultural GOT Talent Show! / และเวทีแห่งศักยภาพ ผู้นำรุ่นใหม่ของมหาวิทยาลัย กับการประกวด PNU AMBASSADOR 2026 พร้อมการจัดจำหน่ายสินค้าและอาหาร โดยจะมีพิธีเปิดในวันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และงานแถลงข่าวในวันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมนวบานบุรี ชั้น 3 ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์.

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

.

ตำรวจเร่งล่าคนร้ายบุกเดี่ยวชิงทองในห้างดังหาดใหญ่ กวาดกว่า 60 บาทหลบหนี

อุกอาจไม่เกรงกลัว “กฎหมาย” คนร้ายบุกเดี่ยวช้ค้อนทุบกระจกตู้โชว์แล้วกระโดดข้ามเคาน์เตอร์ชิงทองภายในห้างดังหาดใหญ่ กวาดทองกว่า 60 บาทหลบหนี

เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วเมืองหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียงสนธิกำลังเร่งติดตามจับกุมคนร้ายหลังก่อเหตุบุกเดี่ยวชิงทรัพย์ร้านห้างทองแห่งหนึ่ง ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพคนร้ายเป็นชายรูปร่างเล็ก สวมชุดสีดำและไอ้โม่งปิดบังใบหน้า เดินพุ่งตรงเข้ามาภายในร้านอย่างไร้วี่แววการดูลาดเลา จากนั้นได้ชักอาวุธปืนขึ้นมาข่มขู่พนักงานและลูกค้าที่กำลังรับบริการอยู่ ก่อนจะใช้ค้อนทุบกระจกตู้โชว์แล้วกระโดดข้ามเคาน์เตอร์เข้าไปกวาดสร้อยคอทองคำไปได้ประมาณ 3-4 ถาด

ทางด้าน ผู้จัดการร้าน เปิดเผยถึงพฤติการณ์ของคนร้ายว่ามีการเตรียมตัวมาอย่างดี โดยคนร้ายไม่ได้พูดจาข่มขู่ใดๆ แต่ใช้ความรวดเร็วในการก่อเหตุ ซึ่งทองที่ถูกชิงไปส่วนใหญ่เป็นสร้อยคอทองคำน้ำหนักเส้นละ 1 บาท เบื้องต้นจากการประเมินร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าน้ำหนักทองที่สูญหายไปอาจสูงถึง 60 บาท หรือไม่ต่ำกว่า 50 บาทขึ้นไป ก่อนที่คนร้ายจะอาศัยความชำนาญเส้นทางวิ่งหลบหนีออกจากห้างไปอย่างรวดเร็ว

ผู้จัดการร้าน ระบุเพิ่มเติมว่า ทางร้านมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดและมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอยู่เสมอ รวมถึงมีการติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัยซีคอม (Secom) เพื่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน นอกจากนี้ทางร้านยังมีนโยบายความปลอดภัยในช่วงเย็น โดยจะทยอยเก็บทองเส้นใหญ่ที่มีราคาสูงเข้าตู้เซฟเพื่อลดความเสี่ยง เนื่องจากเป็นช่วงเวลาสุ่มเสี่ยงที่มักเกิดเหตุชิงทรัพย์บ่อยครั้งตามที่เคยได้รับอบรมมา แต่คนร้ายก็ยังตัดสินใจลงมือก่อเหตุอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 9 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุและเก็บหลักฐานอย่างละเอียด พร้อมเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความหวาดกลัวให้แก่ประชาชนในพื้นที่

สำหรับรถที่คนร้ายใช้เกิดเหตุได้ไปขโมยจากพื้นที่บ้านควนมีด อ.จะนะ จ.สงขลา เมื่อเวลาประมาณ บ่ายสามโมงของวันนี้ หลังจากนั้นก็ได้ใช้รถมาก่อเหตุที่ห้างโลตัส อ.หาดใหญ่ ประมาณ หกโมงครึ่ง โดยใช้เวลาขับรถมาประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วลงมือก่อเหตุทันที คาดว่ามีการวางแผนล่วงหน้ามาอย่างเป็นระบบ

ปูพรมกวาดล้างสินค้าปลอม 5 จังหวัด รวบ 15 ผู้ต้องหา ยึดของกลางกว่า 10,000 ชิ้น เสียหายนับล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอศ., เจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกันตรวจค้น ภาคเหนือ ในพื้นที่ 5 จังหวัด ดังนี้ 1.พิษณุโลก 2.อุตรดิตถ์ 3.น่าน 4.พะเยา และ 5.เชียงใหม่ ภาคตะวันออก ในพื้นที่ 5 จังหวัด ดังนี้ 1.ชลบุรี 2.จันทบุรี 3.สระแก้ว 4.นครนายก และ 5.ตราด
ภาคอีสาน ในพื้นที่ 2 จังหวัด ดังนี้ 1.ร้อยเอ็ด และ 2.นครราชสีมา สามารถจับกุมผู้ต้องหา 15 ราย

ในฐานความผิด “ร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่าย/มีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร” ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ของกลาง เป็นสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าหลากหลายประเภท อาทิ อุปกรณ์การเกษตร, อะไหล่ยานยนต์, น้ำหอม, เสื้อผ้า, ถุงเท้า, กระเป๋าและรองเท้าแบรนด์เนมยี่ห้อดัง มากกว่า 10,000 ชิ้น มูลค่าความเสียหายนับล้านบาท

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจได้ร่วมกันประชุมหารือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จนได้มีบันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือปฏิบัติงานการป้องกัน ปราบปรามการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อปกป้องคุ้มครองพิทักษ์สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและขจัดปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาให้ลดน้อยลง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอศ. ได้ร่วมกำลังกับเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดปฏิบัติการเชิงรุกลงพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกและภาคอีสาน กวาดล้างแหล่งค้าสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าที่แพร่ระบาดในพื้นที่ โดยมุ่งเป้าไปยังพื้นที่เฝ้าระวัง ไม่ว่าจะเป็น โกดังกักเก็บสินค้า หรืออาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ตลาดค้าส่ง – ค้าปลีก รายใหญ่ประจำจังหวัด/อำเภอ รวมถึงร้านค้าที่จำหน่ายทั้งหน้าร้านและผ่านช่องทางออนไลน์

โดยได้ขอศาลอนุมัติหมายค้นเข้าตรวจค้นสถานที่กักเก็บสินค้าปลอม สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 15 ราย พร้อมตรวจยึดสินค้า รวมจำนวนกว่า 10,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่าล้านบาท จากการตรวจสอบเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตราฐานและปลอมเครื่องหมายการค้าจึงได้ร่วมกันตรวจยึดสินค้าดังกล่าว พร้อมกับจับกุมบุคคลที่เป็นเจ้าของสินค้าดังกล่าว นำตัวพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘ในหลวง’พระราชทานสิ่งของให้กำลังใจทหารชายแดนที่ช่องโอบก จ.บุรีรัมย์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ องคมนตรี ไปเยี่ยมมอบสิ่งของพระราชทานให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติภารกิจ ณ ฐานปฏิบัติการช่องโอบก อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์  2569  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้  พล.อ. ไพบูลย์  คุ้มฉายา องคมนตรี เดินทางไปปฏิบัติภารกิจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา  โดย พล.อ.ไพบูลย์  คุ้มฉายา องคมนตรี เดินทางไปที่ฐานปฏิบัติการช่องโอบก ต.นิคมปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นรอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา

และเชิญสิ่งของพระราชทานมอบเป็นขวัญกำลังใจให้ แก่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ปฏิบัติงาน และพูดคุยถึงสถานการณ์ในพื้นที่และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกนาย โดยมี นายศรีธรรม  ราชแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์,นายอัครพันธุ์ พูลศิริ ปลัดจังหวัดบุรีรัมย์,   ,ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์  ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ร่วมพิธีเชิญสิ่งของพระราชทาน

การปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แก่เจ้าหน้าที่และกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติ และความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่ ชายแดน  จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์  และจังหวัดนครราชสีมา

.

ตลาดยานยนต์ได้เฮ เศรษฐกิจไทยได้ขับเคลื่อน : พนัส-แรพพิด เปิดแผนใหญ่ EV Conversion ตีตลาด 4,000 คัน/ปี ตั้งเป้ารายได้ 2,300 ล้านใน 3 ปี

พนัส แอสเซมบลีย์ และ แรพพิด มอเตอร์ส ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจแปลงสภาพยานยนต์เชิงพาณิชย์เป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV Conversion) อย่างเต็มตัว โดยมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและแข็งแกร่งในระดับภูมิภาค โดยตั้งเป้าหมายที่จะแปลงรถได้กว่า 4,000 คันต่อปี ในระยะเริ่มแรก และมุ่งสร้างรายได้สะสมแตะ 2,300 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี

ความร่วมมือนี้ครอบคลุมการดำเนินงานที่ครบวงจร ตั้งแต่การตรวจสอบมาตรฐานวิศวกรรมและความปลอดภัย การบริหารพื้นที่การผลิตในเขตปลอดอากรเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ไปจนถึงการวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้มาตรฐานสากล ระบบอัดประจุไฟฟ้าแบบ “Fast Charge” และการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า โดยมุ่งตอบโจทย์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า 30% ต่อปี เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของบริษัทคนไทย 100% ที่สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

พนัส แอสเซมบลีย์ โดย คุณพนัส วัฒนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า “บริษัทของเราได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ด้านยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงจากบพข. ทำให้มีทีมวิศวกรและนวัตกรรมที่พร้อมแล้ว เราได้พัฒนาชุด EV Conversion Kit แบบ Modular ซึ่งสามารถปรับใช้กับรถยี่ห้อต่างๆ ได้ โดยครอบคลุมรถกลุ่มเป้าหมายเชิงพาณิชย์ในประเทศกว่า 100,000 คัน ตอนนี้รถต้นแบบของเราผ่านการทดสอบสมรรถนะและพร้อมให้ทดลองขับแล้ว รวมถึงได้จำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้ถึง 50-70% ต่อคัน”

ด้านแรพพิด มอเตอร์ส โดย คุณรริส อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “เราเชี่ยวชาญการแปลงรถกระบะเชิงพาณิชย์เป็นยานยนต์ไฟฟ้า โดยยังคงสมรรถนะการบรรทุกเทียบเท่ารถดีเซลเดิม ในต้นทุนที่ต่ำกว่ารถใหม่ พร้อมช่วยผู้ประกอบการลดค่าเชื้อเพลิงและการปล่อยคาร์บอนได้สูงถึง 30 ตันต่อคันต่อปี ผ่านแพลตฟอร์มบริการครบวงจร ทั้งระบบนัดหมายตรวจสภาพรถออนไลน์ และบริการสินเชื่อที่อนุมัติภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ EV เป็นไปอย่างราบรื่น”
เพื่อลดอุปสรรคด้านเงินทุนและเร่งการตัดสินใจของลูกค้า ทั้งสองบริษัทได้ร่วมออกแบบโซลูชันการเงินแบบครบวงจร ตั้งแต่บริการสินเชื่อและสัญญาเช่าซื้อที่ยืดหยุ่น พร้อมเปิดกว้างต่อโอกาสการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในหลายรูปแบบสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการโลจิสติกส์ อาทิ

(1) การร่วมพัฒนาตลาดเพื่อสร้างโซลูชัน EV Conversion ราคาจับต้องได้ 
(2) การขยายเครือข่ายศูนย์บริการหลังการขาย 
(3) การเป็นผู้ใช้งานนำร่องด้วยฟลีทของตนเอง 
และ (4) การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลและระบบการเงินครบวงจร ผู้สนใจสามารถขอรับข้อมูลทางการด้านการเงินและแผนประมาณการรายได้ฉบับละเอียด (Detailed Financial Model) เพื่อใช้ในการประเมินศักยภาพ การเติบโต และโอกาสในการสร้างผลตอบแทน ซึ่งถือเป็นช่องทางเชิงรุกในการเข้าสู่ตลาดพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยโมเดลธุรกิจที่พร้อมดำเนินการแล้ว