กลโกงรูปแบบใหม่ อ้างเงินบุญตุ๋นผู้สูงวัย “ลงทุน1พัน แลกเงิน 1ล้าน”พบเงินหมุนเวียนกว่า 600 ลบ.

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น กก.3 บก.ป. พร้อมด้วยกำลังสนับสนุนจากตำรวจทางหลวง ส.ทล.5 กก.2 บก.ทล. และตำรวจน้ำ ส.รน.2 กก.6 บก.รน.ได้ร่วมจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 11 ราย ได้แก่ร่วมจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 11 ราย ได้แก่ 1. นางกาญจนา อายุ 57 ปี 2. นางสาวพรพรรณ อายุ 40 ปี 3. นางสาวจิรวดี อายุ 56 ปี 4. นางสาวศุภากร อายุ 49 ปี 5. นางธัญมน อายุ 64 ปี 6. นายณัฐศักดิ์ อายุ 56 ปี 7. นางปราณี อายุ 44 ปี 8. นางลำไย อายุ 59 ปี 9. นางวรวิทย์ อายุ 62 ปี 10. นางจิราพร อายุ 65 ปี 11. นายปฐวี อายุ 39 ปี

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด, ร่วมกันฟอกเงิน, สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่มีการสมคบกัน”

สิ่งของตรวจยึด 1.รถยนต์ จำนวน 4 คัน 2.รถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน 3.โฉนดที่ดิน จำนวน 22 ฉบับ 4.อาวุธปืนพกกึ่งอัตโนมัติ จำนวน 3 กระบอก 5.โทรศัพท์มือถือจำนวน 21 เครื่อง 6.โน๊ตบุ๊ค จำนวน 1 เครื่อง 7.Ipad จำนวน 1 เครื่อง 8. สร้อยคอทองคำ, สร้อยข้อมือ จำนวน 4 เส้น 9.สมุดบัญชีธนาคารจำนวน 110 เล่ม 10.บัตรจำนวน ATM/บัตรกดเงินสด จำนวน 12 ใบ และของกลางอื่น ๆ อีกจำนวน 206 รายการ มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปลายปี 2568 ได้มีกลุ่มผู้เสียหายจำนวนหลายรายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมตัวกันเดินทางเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. กรณีถูกหลอกลวงชักชวนให้ร่วมลงทุนโครงการที่เรียกว่า “เงินบุญ” อ้างผลตอบแทนสูงกำไรหลายเท่าตัว ภายใต้โครงการ “1,000 บาทแลก 1,000,000 บาท” สร้างความน่าเชื่อถือโดยการแอบอ้างโครงการหลวงฯ งัดสารพัดมุกหลอกโอนเงินหมดตัวสุดท้ายไม่ได้รับผลตอบแทนแต่อย่างใด พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. จึงได้สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.ต.วัตรสัณห์ เนตรหาญ สว.กก.3 บก.ป. พร้อมชุดสืบสวน ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

จากการสืบสวนทราบว่า ขบวนการดังกล่าวเป็นเครือข่ายหลอกลวงประชาชนในลักษณะอย่างเป็นระบบมีการแบ่งหน้าที่กันทำ สร้างสตอรี่แอบอ้างโครงการสำคัญต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นโครงการที่ถูกต้อง ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานสำคัญของประเทศ โดยกลุ่มผู้ต้องหาใช้แอปพลิเคชันไลน์เป็นช่องทางหลักในการติดต่อจัดตั้งกลุ่มในชื่อ “ลงทุนเงินบุญ” และเปิดหลายกลุ่มควบคู่กัน มีการเปลี่ยนชื่อกลุ่ม เปิด–ปิดกลุ่มอยู่บ่อยครั้ง ภายในกลุ่มมีการจัดประชุม ผ่านเสียงและข้อความ เพื่อชักจูง กดดัน และเร่งเร้าสมาชิกให้ร่วมลงทุนอ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ เช่น ลงทุน 1,000 บาท ภายใน 1 เดือนจะได้ค่าตอบแทนสูงถึง 1 ล้านบาท แต่เมื่อถึงกำหนดจ่ายผลตอบแทน กลับอ้างเหตุขัดข้องและเปิด “โปรโมชั่นใหม่” หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดเงื่อนไขให้สมาชิกต้องส่งเงินเพื่อรักษาสถานะบัญชี หากไม่โอนเงินตามที่กำหนดจะถูกตัดชื่อออกจากกลุ่ม ส่งผลให้ผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อและโอนเงินซ้ำหลายครั้ง

เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ กลุ่มผู้ต้องหาจะให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่เตรียมไว้ พร้อมใช้ถ้อยคำในลักษณะเร่งด่วน เช่น “งานด่วน งานลับ งานช่วยผู้ใหญ่” กำหนดเวลาจำกัด หากไม่ร่วมลงทุนจะเสียโอกาส หรือไม่ได้รับเงินคืน หากผู้เสียหายตั้งข้อสงสัย จะถูกลบออกจากกลุ่มหรือบล็อกการติดต่อทันที และเมื่อถึงกำหนดจ่ายเงิน กลุ่มผู้ต้องหาจะอ้างอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อเลื่อนกำหนด พร้อมเปิด “โปรใหม่” หลอกให้โอนเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กลุ่มผู้ต้องหายังแอบอ้างว่าเงินที่ระดมได้เป็นเงินค่าตอบแทนจากรัฐบาล หรือเป็นเงินที่ต้องใช้ดำเนินการนำเงินจำนวนมหาศาลจากต่างประเทศกลับเข้าประเทศไทย โดยอ้างว่าจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานสำคัญ เช่น ศาลโลก กระทรวงการต่างประเทศ และศาลไทย

กลุ่มผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบและชัดเจน ตั้งแต่แกนนำ แกนนำย่อย เลขานุการจัดการประชุม ฝ่ายการเงิน ไปจนถึงฝ่ายกดดัน เจรจา และข่มขู่ เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายถอนตัวหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย อีกทั้งยังบังคับให้ผู้เสียหายชักชวนบุคคลอื่นเข้าร่วมลงทุน โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องโอนเงินก่อนจึงจะได้รับเชิญเข้าร่วมกลุ่ม ลักษณะการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นขบวนการอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยมีนางกาญจาฯ นางพรพรรณฯ และนายปฐวีฯ เป็นแกนนำและเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์หลักและบุคคลอื่น ๆ ตามหน้าที่ในขบวนการ ที่น่าสลดใจคือ กลุ่มขบวนการนี้มุ่งเป้าไปที่ “ผู้สูงอายุและผู้เกษียณอายุราชการ” ซึ่งมีเงินเก็บบั้นปลายชีวิต หลายรายสูญเสียเงินหลักล้านบาท ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีการลงทุนใด ๆ เกิดขึ้นเงินทั้งหมดถูกโอนหมุนเวียนภายในเครือข่ายและนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวและแปลสภาพเป็นไปเป็นทรัพย์สินอื่น

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มขบวนการ พบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์รับโอนเงินจากผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก ก่อนจะโอนต่อภายในเครือข่าย เพื่อกระจายและซุกซ่อนแหล่งที่มาของเงิน จากนั้นนำเงินไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งรถยนต์หรู ที่ดิน และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ ในลักษณะปกปิดอำพรางที่มา อันเป็นพฤติการณ์ของการกระทำความผิดอย่างเป็นขบวนการ

การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 – 2564 มีผู้เสียหายจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายเฉพาะที่แจ้งความดำเนินคดีแล้วรวมกว่า 6.5 ล้านบาท และขณะนี้ยังมีผู้เสียหายเพิ่มเติมที่อยู่ระหว่างแจ้งความร้องทุกข์และยังตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อขบวนการนี้อยู่ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน

อีกประมาณ 30 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท และน่าเชื่อว่าจะมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติมอีกหลายราย ขณะเดียวกันทำการตรวจสอบบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหาพบว่า มีเงินหมุนเวียนรวมสูงกว่า 600 ล้านบาท โดยพบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการใช้ชีวิตอย่างหรูหรา กินอยู่สุขสบาย สวนทางกับความเดือดร้อนของผู้เสียหายที่สูญเสียเงินเก็บบั้นปลายชีวิต นอกจากนี้ ยังปรากฏว่ากลุ่มผู้ต้องหายังคงมีพฤติการณ์กระทำความผิดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อฟอกเงิน นำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งนี้ ทำการตรวจสอบประวัติของกลุ่มผุ้ต้องหาพบว่าหลายรายเคยมีประวัติการกระทำความผิด อาทิคดีทำร้ายร่างกาย, ร่วมกันฉ้อโกง, พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ เป็นต้น

จนกระทั่งเช้าวันที่ 29 ม.ค.2569 เวลา 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม พร้อมด้วยกำลังสนับสนุนจากตำรวจทางหลวง ส.ทล.5 กก.2 บก.ทล. และตำรวจน้ำ ส.รน.2 กก.6 บก.รน. นำกำลังเข้าตรวจค้น 11 จุด ในพื้นที่ จ.มหาสารคาม, จ.สิงห์บุรี, จ.ปทุมธานี, จ.นนทบุรี และจ.สุราษฎร์ธานี ผลการปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 11 ราย พร้อมตรวจยึดพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รวมถึงทรัพย์สินที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าได้มาจากการกระทำความผิด จำนวนกว่า 206 รายการ มูลค่ารวมประมาณ 250 ล้านบาท อาทิ รถยนต์ โฉนดที่ดิน สมุดบัญชีเงินฝาก อาวุธปืน เอกสารสำคัญ และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ

จากการสอบถามผู้ต้องหาซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำของขบวนการ ให้การรับสารภาพว่า ได้เข้าร่วมโครงการ “เงินบุญ” ตั้งแต่ปี 2551 ต่อมาเมื่อทราบว่าโครงการไม่สามารถดำเนินการได้จริง จึงได้อาศัยวิชาความรู้เทคนิคจากการเข้าฟังสัมมนาโดยเมื่อก่อนจะจัดในฮอลล์อย่างยิ่งใหญ่ ต่อมาปี 2560 เริ่มใช้วิธีการแอบอ้างบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้ใหญ่ไปต่างประเทศคุยเรื่องหุ้นโดยอ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนจำนวนมาก แต่ต้องอาศัยเงินสนับสนุนค่าใช้จ่าย,ค่าเดินทาง โดยให้ช่วยกันระดมทุนเพื่อที่จะได้ค่าตอบแทนตามที่เสนอ ทั้งนี้ เหยื่อส่วนใหญ่ยังคงโอนเงินเข้าร่วมโครงการต่อไป เนื่องจากเสียดายเงินที่ได้ลงทุนไปก่อนหน้า และเชื่อคำชักชวนให้กำลังใจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เงินที่ได้จากการระดมทุนจะถูกส่งต่อไปยังหัวสายหรือแกนนำของขบวนการ

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพ บางส่วนยังให้การปฏิเสธ

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอเตือนไปยังพี่น้องประชาชน อย่าหลงเชื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง โดยเฉพาะการลงทุนที่แอบอ้างบุคคลสำคัญ หน่วยงานของรัฐ โครงการลับ หรือโครงการพิเศษใด ๆ ซึ่งมักใช้ถ้อยคำโฆษณาชวนเชื่อ อาทิ ลงทุนง่าย รายได้งาม กำไรหลายเท่าตัว เพื่อหลอกล่อให้โอนเงิน ขอให้ระมัดระวังกลุ่มแก๊งมิจฉาชีพที่ใช้กลอุบายชักชวนลงทุนในลักษณะ “เงินบุญ” หรือ “โครงการพิเศษ” โดยมักสร้างความน่าเชื่อถือ ทำทีจ่ายผลตอบแทนในระยะแรก ก่อนใช้สารพัดวิธีเร่งรัด กดดัน อ้างความเร่งด่วน หรืออ้างว่าเป็นโครงการลับ เพื่อหลอกให้โอนเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จนผู้เสียหายสูญเสียเงินทั้งหมด

ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจโอนเงิน อย่าหลงเชื่อคำอ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ และอย่าถูกหลอกด้วยการอ้างชื่อบุคคลสำคัญหรือหน่วยงานของรัฐ หากพบพฤติการณ์ต้องสงสัย หรือเชื่อว่าอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

‘พ.ต.อ.ทวี’ เยือนอัตตัรกียะห์ นราธิวาส ชูนโยบาย ‘การศึกษาคือสิทธิ’ รื้อระบบหนี้ กยศ.

“พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง”หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลงพื้นที่พบปะครูโรงเรียนอัตตัรกียะห์ฯ ปลุกแนวคิดปฏิรูปงบศึกษา ชี้ “หนี้เรียนไม่ใช่หนี้เสีย” เสนอโมเดลใช้การทำงานพัฒนาท้องถิ่นหักลบยอดหนี้ กยศ. แทนเงินสด พร้อมจี้รัฐเลิกทุ่มงบสิ่งก่อสร้าง แต่ให้เน้นที่ตัวเด็กและสวัสดิการครู

ที่หอประชุมดาวุดฯ โรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามียะห์ อ.เมือง จ.นราธิวาส “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาและสวัสดิการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ชูโมเดลแก้หนี้ กยศ. “ใช้แรงงานแทนเงิน” พ.ต.อ.ทวี ได้หยิบยกปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล โดยเสนอให้เปลี่ยนมุมมองจากการมองนักเรียนเป็น “ลูกหนี้” ให้มองเป็นการ “ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์”“เป็นหนี้เพื่อการศึกษาไม่ใช่หนี้เสีย แต่มันคือการลงทุน” พ.ต.อ.ทวี ระบุ พร้อมเสนอแนวทางใหม่ในการจัดการหนี้

โดยใช้การทำงานหักลบยอดหนี้ เสนอให้นำการทำงานพัฒนาชุมชน หรือการทำงานในท้องถิ่นมาคำนวณเพื่อหักลบยอดหนี้ กยศ. แทนการจ่ายด้วยเงินสดลดภาระทางการเงิน  เพื่อให้คนที่ จบการศึกษามาแล้วสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในบ้านเกิดได้ทันที โดยไม่ต้องถูกกดดันจากมาตรการทวงถามเชิงธุรกิจ รัฐต้องดูแลสวัสดิการครูเพราะครู คือ “กำแพงป้องกันสังคม”

พ.ต.อ.ทวี ยังได้เน้นถึงบทบาทของ “ครู” และ “โต๊ะครู” ในพื้นที่ภาคใต้ว่าเป็นผู้สร้างสันติภาพที่แท้จริง พร้อมเรียกร้องให้รัฐยกระดับสวัสดิการให้ดีขึ้น”ท่านไม่ได้สอนแค่หนังสือ แต่ท่านกำลังสร้างสันติภาพผ่านห้องเรียน ถ้าคุณภาพชีวิตของครูไม่ดี เราจะหวังให้คุณภาพการศึกษาของเด็กดีได้อย่างไร รัฐต้องดูแลสวัสดิการครูให้สมกับที่เป็นผู้สร้างคน”

นอกจากนี้ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความลักลั่นของการจัดสรรงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ ที่มักจะมีตัวเลขสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่ผลลัพธ์กลับไม่คุ้มค่า ประเด็นปัญหาข้อเสนอแนะ แนวทางแก้ไขโครงสร้างงบประมาณงบส่วนใหญ่จมอยู่กับอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ไม่จำเป็นการกระจายงบต้องปรับงบประมาณให้ลงไปที่ตัวเด็กและผู้สอนโดยตรง การบริหารจัดการกระจายอำนาจให้โรงเรียนและชุมชนจัดการตนเองมากขึ้น

พ.ต.อ.ทวี ทิ้งท้ายว่า การทำให้ “การศึกษาคือสิทธิ ไม่ใช่ภาระ” จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพรรคประชาชาติพร้อมจะผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมในเชิงโครงสร้างต่อไป

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

.

ในหลวง โปรดเกล้าฯ องคมนตรีเยี่ยมให้กำลังใจทหารศรีสะเกษชายแดนไทย–กัมพูชา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เดินทางไปปฏิบัติภารกิจแทนพระองค์ ในการเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บ จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก ไปยังสนามเฮลิคอปเตอร์ชั่วคราว โรงเรียนภูมิซาลอนวิทยา อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นเดินทางต่อโดยรถยนต์ไปยังฐานปฏิบัติการภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษ์  จังหวัดศรีสะเกษ

ในการนี้ องคมนตรีได้เชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจ พร้อมทั้งร่วมพูดคุยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 30 ชุด และได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการภูมะเขือ

การปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ แก่เจ้าหน้าที่และกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติ และความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

ยิ่งใหญ่ !อนุรักษ์วิถีพื้นถิ่น-โชว์อัตลักษณ์บุญเดือน 3 ‘ขึ้นเขาเผาข้าวหลาม’นมัสการรอยพระพุทธบาท

ยิ่งใหญ่ อนุรักษ์วิถีพื้นถิ่น-โชว์อัตลักษณ์บุญเดือน 3 นมัสการรอยพระพุทธบาท  มีครบเรื่อง ที่วัดหัวสำโรง อ. แปลงยาวฉะเชิงเทราจัดงานประเพณี   ‘สืบสานประเพณีขึ้นเขาเผาข้าวหลาม ครั้งที่ 23 ประจำปี 2569’ โดยมีนายประสิทธิ์ อินทโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน มีนายเชิดศักดิ์ ชุ่มนาเสียว นายอำเภอแปลงยาว และ ดร.รัฐสภา นพเกตุ รองนายก อบจ.ฉะเชิงเทรา ร่วมต้อนรับ

ดร.รัฐสภา รายงานวัตถุประสงค์การจัดงานขึ้นครั้งนี้ ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมและมีประเพณีอื่นๆอีกมากมายซึ่งอำเภอแปลงยาวเป็นแหล่งที่อยู่เก่าแก่ของผู้คนและผู้มาอยู่ใหม่ พัฒนาไปตามโลกยุคใหม่ จึงมีวัฒนธรรมทั้งเก่าและใหม่มากมากมาย

‘ประเพณีขึ้นเขาเผาข้าวหลาม’ มีรากฐานมาจากความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของชาวบ้านตำบลหัวสำโรงและพื้นที่ใกล้เคียง โดยทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ชาวบ้านจะเดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาทจำลองที่วัดเขาสุวรรณคีรี (ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม) ซึ่งในอดีตต้องเดินเท้าผ่านป่าเขาเป็นระยะทางไกล ชาวบ้านจึงนิยมเผาข้าวหลามในวันขึ้น 14 ค่ำ เพื่อใช้เป็นเสบียงระหว่างทางและนำไปถวายพระสงฆ์ จนกลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน

ภายในงานปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ ขบวนรถจากแต่ละตำบลที่ตกแต่งด้วยข้าวหลามและผลิตภัณฑ์ชุมชน สะท้อนเอกลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น , การเฟ้นหา ‘สุดยอดข้าวหลาม’ และกิจกรรมสนุกสนานอย่างการแข่งขันกินข้าวหลาม และการแข่งขันจับปลาจากฟาร์ม และการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากนักเรียนโรงเรียนวัดหัวสำโรง และนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ

การจัดงานครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงรากเหง้า แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความรักความสามัคคีในชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดฉะเชิงเทราให้เติบโตอย่างยั่งยืน      ดังคำขวัญ ทุ่งนาบอกนาม เผาข้าวหลามประเพณี ผลไม้รสดี แหล่งอุตสาหกรรม

ทั้งนี้องค์การบริหารส่วนตำบลหัวสำโรง(อบต.) อได้รวบรวมและรองรับสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นและเลือกที่จะควรอนุรักษ์ไว้ ให้ลูกหลานได้ทราบและรับรู้ ความเป็นมา ตำบลหัวสำโรงจึงมีแหล่งเรียนรู้ และท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มากมาย ที่น่าเดินทางมาท่องเที่ยวอยู่อาศัยและหางานทำ

โดย…วิชัย ต่อเชื้อ  ผู้สื่อข่าวจังหวัดฉะเชิงเทรา

คปภ. ยืนยันประชาชนเลือกทำประกันรถยนต์แบบ “ระบุชื่อผู้ขับขี่” หรือ “ไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่” ได้ตามความสมัครใจ

จากกรณีที่ปรากฎข่าวและมีการนำเสนอข้อมูลอย่างแพร่หลายว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 ซึ่งกำหนดให้ผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ทุกฉบับต้องระบุชื่อผู้ขับขี่ได้สูงสุด จำนวน 5 ราย โดยไม่สามารถอนุญาตให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้ระบุชื่อในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ใช้งานรถยนต์คันเอาประกันภัยได้นั้น อันอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในวงกว้าง

สำนักงาน คปภ. ขอชี้แจงและยืนยันว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 ไม่ได้ยกเลิกการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่แต่อย่างใด โดยประชาชนผู้เอาประกันภัยทุกรายยังคงสามารถเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่จากบริษัทประกันภัยได้ตามปกติ ทั้งนี้ สำหรับผู้เอาประกันภัยที่เลือกทำกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบระบุชื่อตามหลักเกณฑ์ใหม่ จะสามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ได้สูงสุด จำนวน 5 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ระบุได้เพียง 2 ราย โดยผู้เอาประกันภัยจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นหากมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ดี แม้ว่ากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ดังกล่าวจะกำหนดให้มีการระบุชื่อผู้ขับขี่ แต่หากผู้เอาประกันภัย มีความจำเป็นต้องให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้ระบุชื่อเป็นผู้ใช้รถยนต์ ผู้เอาประกันภัยยังคงได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยอย่างครบถ้วน ในกรณีที่อุบัติเหตุดังกล่าวมิได้เกิดจากความประมาทของบุคคลนั้น

สำนักงาน คปภ. ขอเรียนเพิ่มเติมว่า การออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มเติมแบบมาตรฐานกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งานรถยนต์ในปัจจุบัน และยกระดับระบบประกันภัยรถยนต์ของประเทศไทยให้มีความเป็นธรรมและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยให้ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงหรือชำระค่าเบี้ยประกันภัยในอัตราที่สูงขึ้นจากพฤติกรรมการขับขี่ของผู้อื่นที่มีความเสี่ยงมากกว่า นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยอย่างเป็นธรรม โดยชำระค่าเบี้ยประกันภัยให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างปลอดภัย และได้รับผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ดี

ภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ นอกจากผู้เอาประกันภัยจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยตามประวัติการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของรถยนต์คันเอาประกันภัยแล้ว ยังจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติมจากประวัติพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ขับขี่ด้วย โดยจะมีการจัดระดับความเสี่ยงออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับ 1 ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ไปจนถึงระดับ 5 ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ โดยพิจารณาจากพฤติกรรมการขับขี่ย้อนหลัง 12 เดือนนับแต่วันที่ขอเอาประกันภัย หากผู้ขับขี่ไม่มีการเกิดอุบัติเหตุจากความประมาทในช่วงเวลาดังกล่าว    บริษัทประกันภัยจะนำระดับพฤติกรรมการขับขี่จากปีที่ผ่านมาไปใช้ในการคำนวณค่าเบี้ยประกันภัย ตัวอย่างเช่น ในปีแรกของการนำพฤติกรรมการขับขี่มาใช้ หากผู้ขับขี่ไม่มีประวัติการเกิดอุบัติเหตุจากความประมาท ระดับพฤติกรรมการขับขี่จะถูกกำหนดให้อยู่ในระดับ 2 ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยทันทีในปีแรกที่มีการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และหากไม่มีการเกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง ระดับพฤติกรรมการขับขี่จะสามารถปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดถึงระดับ 5 ซึ่งจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยสูงสุดถึง 40%

“สำนักงาน คปภ. ยืนยันว่า การออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเข้าทำสัญญาหรือการใช้ทรัพย์สินของตนเองแต่อย่างใด ประชาชนผู้เอาประกันภัยทุกรายยังคงสามารถเลือกทำกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ทั้งแบบระบุชื่อและไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ได้ตามความเหมาะสมกับลักษณะการใช้รถยนต์ของแต่ละบุคคล 

อย่างไรก็ดี ในกรณีที่เลือกทำกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่ ผู้เอาประกันภัยที่มีประวัติการขับขี่ดีจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยทันที อันเป็นการจ่ายเบี้ยประกันภัยอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง”

NIIIZAWA SAKE BREWERY ยกตำนานสาเกระดับโลกสู่กรุงเทพฯเปิดประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่าน Press Event และ Sake Masterclass

Niizawa Sake Brewery โรงผลิตสาเกระดับตำนานจากประเทศญี่ปุ่น เจ้าของรางวัลระดับโลกมากมาย จัดงาน Exclusive Press Event และ Sake Masterclass เพื่อเปิดตัวและแนะนำสาเกคุณภาพระดับพรีเมียมสู่สื่อมวลชนไทย พร้อมถ่ายทอดปรัชญาการผลิตสาเกที่มุ่งเน้นการเป็น The Ultimate Food Pairing Sake ณ ห้องอาหาร Tahona Bangkok โรงแรม InterContinental Sukhumvit Bangkok

ภายในงานได้รับเกียรติจาก Mr. Iwao Niizawa (อิวาโอะ นีซาวะ) เจ้าของและผู้ผลิตสาเกแห่ง Niizawa Sake Brewery เดินทางมาแบ่งปันเรื่องราว แนวคิด และปรัชญาการทำสาเกด้วยตนเอง โดยแบรนด์ Niizawa ยึดมั่นในแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือ การทำสาเกให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วัน สาเกในวันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน และสาเกในวันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ เพื่อให้ได้สาเกที่สมดุล ละเมียดละไม และเหมาะสำหรับการดื่มคู่อาหารอย่างแท้จริง

ในปัจจุบัน โรงงานผลิตสาเกนีซาวะได้ตอกย้ำชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตสาเกชั้นนำของโลก ด้วยการได้รับรางวัล “The Sake Brewer of the Year” จากเวที International Wine Challenge (IWC) ณ กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นการแข่งขันไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงการครองอันดับ 1 จาก World Sake Brewery Ranking ต่อเนื่องถึง 4 ปีซ้อน

คุณจักรกฤต เบเนเดทตี้ (คุณแม็กซ์) กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตาเลเซียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Niizawa Sake Brewery เป็นสาเกที่เข้าถึงได้ง่าย สามารถดื่มคู่กับอาหารได้หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะอาหารญี่ปุ่นเท่านั้น งานในวันนี้จึงตั้งใจนำเสนอประสบการณ์ใหม่ ให้เห็นว่าสาเกสามารถเข้ากับอาหารไทยได้อย่างลงตัว สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่มุ่งเน้นการเป็นสาเกสำหรับการดื่มคู่อาหารอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน Italasia ก็ยังคงเดินหน้าคัดสรรและนำเข้าสินค้าคุณภาพ ทั้งสาเก ไวน์ และสุรา เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคไทยอย่างต่อเนื่อง”

โดยไฮไลต์ของงาน คือการเปิดประสบการณ์การลิ้มลองสาเกจาก Niizawa Sake Brewery ถึง 5 ชนิด ที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน ได้แก่ Atagonomatsu Sparkling, Hakurakusei Tokubetsu Junmai, Hakurakusei Junmai Ginjo, Hakurakusei Junmai Daiginjo และ Zankyo Super 7 ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ในด้านความบริสุทธิ์ ความสมดุล และรสชาติที่เหมาะกับการดื่มร่วมกับอาหาร

นอกจากนี้ ยังมีการจับคู่สาเกกับอาหารไทยรสจัดในสไตล์ร่วมสมัย อาทิ Pork Tartare Northern Spice (ทาร์ทาร์หมู), Chu Chee Seasonal Local Fish (ฉู่ฉี่ปลา) และ Grilled Tiger Prawn Spicy & Sour (กุ้งลายเสือย่าง) เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นว่าสาเกสามารถเข้ากับอาหารไทยได้อย่างกลมกลืน และสร้างรสสัมผัสที่แตกต่างจากประสบการณ์การดื่มแบบเดิม

การจัดงานครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ Niizawa Sake Brewery และ บริษัท อิตาเลเซียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในการสื่อสารตัวตนและแนวคิดของสาเกระดับโลกสู่ตลาดประเทศไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของบริษัท อิตาเลเซียเทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (Italasia) ในฐานะผู้นำด้านการนำเข้าและจัดจำหน่ายสาเก ไวน์ และสุราคุณภาพจากทั่วโลก สะท้อนมุมมองว่าสาเกไม่ใช่เพียงเครื่องดื่ม แต่คือประสบการณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม รสนิยม และไลฟ์สไตล์การรับประทานอาหารได้อย่างร่วมสมัย

“ยศชนัน”ยกทัพเพื่อไทยบุกอีสาน คิวแรกลุยหาเสียงอำนาจเจริญชูนโยบายเด็ดเอาใจ

อำนาจเจริญ -โค้งสุดท้ายหาเสียงเดือด แกนนำพรรคเพื่อไทย ยกทับบุกภาคอีสาน ปักหลักที่จังหวัดอำนาจเจริญมีประชาชนมาร่วมรับฟังกว่า3หมื่นคนบรรยากาศคึกคักขอคะแนนจากประชาชน

บรรยากาศการหาเสียงที่จังหวัดอำนาจเจริญกลับมาคึกคักในช่วงโค้งสุดท้าย โดยเฉพาะพรรคใหญ่อย่าง “พรรคเพื่อไทย” ที่ยกทัพบุกภาคอีสานยาว 5 วัน และคิวแรกลงพื้นที่อำนาจเจริญเพื่อพบปะและขอคะแนนจากพี่น้องประชาชนชาวอำนาจเจริญ

แกนนำพรรคเพื่อไทยนำโดย ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ 2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย และคณะ ลงพื้นที่ ลานสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อปราศรัยขอคะแนนเสียงช่วยผู้สมัครของพรรคทั้งสองเขต คือ พิมพ์ นางสาวพิมพ์วิภา บัวบุตร ผู้สมัครเขต 1 และ โย๋ นางสาววรัดดา ประเสริฐศรี ผู้สมัคร เขต 2

พร้อมชูนโยบายหลักที่โดนใจคนอีสาน ท่ามกลางประชาชนชาวอำนาจเจริญ ที่มาร่วมรับฟังการปราศรัยกว่า30,000คน / ศาสตราจารย์ยศชนัน หยอดคำหวาน ว่า พร้อมจะสนับสนุนจังหวัดอำนาจเจริญทุกรูปแบบ พร้อมกล่าวปราศรัยประกาศจุดยืนนโยบายเร่งด่วน เช่น นโยบายแก้หนี้ทั้งระบบเพื่อช่วยคนที่ล้ม ให้ลุกขึ้นมาได้ เพื่อให้ชีวิตใหม่กับประชาชน

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลจ่าย 70 ประชาชนออก 30 / นโยบายพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี วงเงิน 5 แสนบาท /นโยบายประกันกำไรข้าวหอมมะลิ 30 เปอร์เซนต์ / นโยบายรัฐบาลดิจิตอล / นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ และนโยบายปราบยาเสพติดให้หมดไปจากประเทศไทย พร้อมย้ำว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คนไทยต้องหายจน

ภาพข่าว/ทิพกร  หวานอ่อน  ผู้สื่อข่าวประจำจัวหวัดอำนาจเจริญ

.

เกษตรกรเศร้า!มือมืดลอบเผาป่าลามไหม้ไร่อ้อย 20 ไร่ สูญเงินแสนเหตุรง.ไม่รับซื้อ

ชัยภูมิ –”มือมืดลอบเผาป่าลามไหม้ไร่อ้อยชัยภูมิ 20 ไร่! หวิดลามเข้าอุทยานฯ เกษตรกรน้ำตาร่วง เกษตรกรสูญเงินแสนเหตุโรงงานไม่รับซื้ออ้อยไฟไหม้”

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.นาฝาย ระดมรถน้ำและเครื่องเป่าลมเข้าสกัดเหตุไฟไหม้ไร่อ้อยบริเวณชายป่าบ้านหนองนกเขา อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่ประชิดแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา

เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ท่ามกลางลมกระโชกแรง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้

เบื้องต้นพบไร่อ้อยเสียหายกว่า 20 ไร่ เจ้าของไร่เผยเห็นไฟลามมาจากชายป่า พยายามดับเองแต่ไม่สำเร็จ คาดความเสียหายไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท เนื่องจากปีนี้โรงงานน้ำตาลมีกฎเหล็ก “ไม่รับซื้ออ้อยที่ถูกไฟไหม้” ทำให้ผลผลิตทั้งหมดกลายเป็นศูนย์ทันที

ทั้งนี้ การลอบเผาป่าหรือที่โล่งจนสร้างความเสียหาย มีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 220 โทษจำคุกสูงสุด 7 ปี และปรับสูงสุด 140,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่จะเร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป

.

น่านกระหึ่มโลก!ผู้ว่าฯเปิดเมืองต้อนรับ 100 สุดยอดแพทย์ระดับโลกรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ต้อนรับบุคคลสำคัญด้านการแพทย์ระดับโลก ในงาน “PMAN” ฉลอง 100 ราย ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ณ ปัญญาพัฒนสถาน ศูนย์การเรียนรู้นันทสิปปาคาร

เมื่อวันที่  2 กุมภาพันธ์ 2569 นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นำคณะผู้บริหารส่วนราชการ และภาคเอกชน ร่วมให้การต้อนรับคณะผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล คณะกรรมการรางวัลนานาชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์และสาธารณสุขจากทั่วโลก ในโอกาสเดินทางเยือนจังหวัดน่าน เพื่อเข้าร่วมงาน “Prince Mahidol Award Nexus (PMAN)” ณ ปัญญาพัฒนสถาน ศูนย์การเรียนรู้นันทสิปปาคาร

การมาเยือนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสที่มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีผู้ได้รับพระราชทานรางวัลครบ 100 ราย ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อมวลมนุษยชาติ โดยจังหวัดน่านได้รับเกียรติให้เป็นสถานที่จัดงานเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับสากล

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้มอบของที่ระลึกสุดพิเศษแก่คณะบุคคลสำคัญ  ได้แก่:

เข็มกลัด “ชื่นบาน”: งานหัตถศิลป์ที่ถักทอจาก “ตอกไม้ไผ่และหญ้าสามเหลี่ยม” วัตถุดิบธรรมชาติจากป่าต้นน้ำ (อำเภอปัว และอำเภอบ่อเกลือ)  “ชื่นบาน” งานหัตถศิลป์จากป่าต้นน้ำสู่อ้อมกอดแขกผู้มาเยือน

• เพื่อให้การต้อนรับสะท้อนถึงอัตลักษณ์ของน่านในฐานะ “เมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก”

• ความหมายอันลึกซึ้ง: แรงบันดาลใจจากดอกบานชื่น สื่อถึงความสดชื่นเบิกบาน มอบรอยยิ้มและภูมิปัญญาชาวน่านส่งตรงถึงใจผู้รับ

• รสชาติแห่งน่าน: คณะแขกผู้มีเกียรติยังได้ลิ้มลอง “น้ำมะไฟจีน” เครื่องดื่มพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์และมีที่เดียวในประเทศไทย สร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่ถึงท่าอากาศยานน่านนคร

“การต้อนรับในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง แต่คือการประกาศศักยภาพของจังหวัดน่านที่สามารถเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับวาระสำคัญระดับโลกได้อย่างสมภาคภูมิ”   ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าว

.

“ทำนอง จันลี”ต้นแบบเกษตรกร “โคก หนอง นา โมเดล”ยกระดับคุณภาพชีวิต

นายอำเภอกันทรารมย์ คนขยัน!ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าและผลสำเร็จการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล

นายนพนันท์ บุญคล้าย นายอำเภอกันทรารมย์ พร้อมด้วยนายรณฤทธิ์ นรสาร ปลัดอำเภอ (หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง) นางพจนี ผ่องใส พัฒนาการอำเภอกันทรารมย์ นางสาวศรีสมบูรณ์ คำผง สาธารณสุขอำเภอกันทรารมย์ นางประดับ สมนึก ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอกันทรารมย์ ลงพื้นที่บ้านหนองถ่ม หมู่ที่ 8 ตำบลดู่ เพื่อติดตามความก้าวหน้า

นพนันท์ บุญคล้ายนายอำเภอกันทรารมย์

และผลสำเร็จการดำเนินงานการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” แปลงครัวเรือนต้นแบบนายทำนอง จันลี ซึ่งได้รับงบประมาณจากกรมการพัฒนาชุมชนเมื่อปี พ.ศ.2564 ในการปรับพื้นที่ขนาด 3 ไร่ ตามแบบมาตรฐานสัดส่วน 1:1 ดินร่วนปนทราย

สำหรับแปลงครัวเรือนต้นแบบนายทำนอง จันลี ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบของอำเภอกันทรารมย์ ซึ่งได้รับการพัฒนาและยกระดับให้เป็นศูนย์เรียนรู้ระดับอำเภอ ที่มีการบริหารจัดการพื้นที่ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ในระดับดีเยี่ยม สามารถเป็นสถานที่ศึกษาดูงานและฝึกอบรมด้านการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

โดยแบ่งพื้นที่ตามอัตราส่วน 30:30:30:10 (แหล่งน้ำ, นาข้าว, โคก/ป่า, ที่อยู่อาศัย) ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เน้นขุดหนองน้ำ คลองไส้ไก่, ยกโคกปลูกป่า, และทำนา เพื่อสร้างความสมดุลนิเวศ พึ่งพาตนเอง ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เน้นการใช้ปุ๋ยธรรมชาติ การปลูกพืชหมุนเวียน และการไม่ใช้สารเคมีเพื่อรักษาคุณภาพดินและน้ำ

ตลอดจนอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น ส่งผลให้ครัวเรือนสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้ตลอดปี ลดการพึ่งพาตลาดหรือสินค้าจากภายนอก ถือเป็นการสร้างความยั่งยืนทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนอย่างแท้จริง

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.