ทองคำร่วงหนักสุดในรอบ 43 ปี เทขายกระหน่ำหลังดอลลาร์ฯแข็งค่า

สมาคมค้าทองคำรายงานสถานการณ์ราคาทองคำประจำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ราคาทองคำในประเทศยังคงปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง นับตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเพียงครึ่งวันแรกของการซื้อขาย ณ เวลา 13.00 น. มีการปรับราคามากถึง 30 ครั้ง ส่งผลให้ราคาปรับลดลงรวม 4,200 บาท

ราคาทองคำแท่ง รับซื้ออยู่ที่บาทละ 69,800 บาท และขายออกที่บาทละ 70,000 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 68,401.92 บาท และขายออกบาทละ 70,800 บาท

การปรับตัวลงอย่างหนักในครั้งนี้ นับเป็นการร่วงแรงรายวัน หนักที่สุดในรอบ 43 ปี สะท้อนแรงเทขายทำกำไรของนักลงทุน หลังราคาทองคำพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันยาวนานก่อนหน้า

นอกจากนี้ ราคาทองคำยังถูกกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแต่งตั้ง นายเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งถูกมองว่าเป็นสายเหยี่ยวและเคยวิจารณ์นโยบายเฟดอย่างเปิดเผย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก และฉุดความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำอย่างรุนแรง

จีนประหารชีวิต 4 มาเฟีย “ตระกูลไป๋” เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

ทางการจีนสั่งประหารชีวิต 4 สมาชิกแก๊งมาเฟีย “ตระกูลไป๋” หนึ่งในตระกูลทรงอิทธิพลของเครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์ในเมียนมา หลังสั่งประหารชีวิต 11 สมาชิก “ตระกูลหมิง” ไปเพียง 1 สัปดาห์

สำนักข่าวบีบีซี และสื่อทางการจีน รายงานว่า ทางการจีนได้สั่งประหารชีวิต 4 สมาชิก “ตระกูลไป๋” ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา หลังสมาชิก 5 ราย รวมถึง ไป๋ ซัวเฉิง ผู้นำตระกูล ถูกตัดสินประหารชีวิตเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดย ไป๋ ซัวเฉิง ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการป่วย ก่อนรัฐบาลจีนจะมีคำสั่งประหารในครั้งนี้ 

โดยสมาชิกตระกูลทั้ง 4 รายที่ถูกประหาร เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาจำนวนทั้งหมด 21 ราย ที่ศาลในมณฑลกวางตุ้งตัดสินให้มีความผิดในฐานฉ้อโกง ฆาตกรรม ทำร้ายร่างกาย และข้อหาอื่น ๆ

โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาทางการจีนได้สั่งประหารชีวิต 11 สมาชิก “ตระกูลหมิง” เครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์ในเมียนมาอีกตระกูล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของทางการจีนในการกวาดล้างเครือข่ายการฉ้อโกงออนไลน์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สามารถหลอกลวงเหยื่อชาวจีนไปได้แล้วหลายพันราย

เป็นระยะเวลาหลายปีที่ ตระกูลไป๋ ตระกูลหมิง และตระกูลทรงอิทธิพลอีกหลายตระกูล ร่วมกันครองเมืองชายแดนเล้าก์ก่าย ในประเทศเมียนมา ด้วยการเปิดบ่อนคาสิโน สถานค้าบริการ และ ศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ตระกูลไป๋มีกองกำลังติดอาวุธเป็นของตัวเอง สร้างอาคารถึง 41 หลัง เพื่อใช้เป็นคาสิโน และศูนย์กลางปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเจ้าหน้าที่ได้รายงานว่า มีการใช้ความรุนแรงและการทารุณกรรมเกิดขึ้นเป็นประจำในสถานที่เหล่านั้น

ตำรวจสอบสวนกลางบุกตรังทลายซุ้มผู้มีอิทธิพลภาคใต้ ปิดคดี “อุ้มเรียกค่าไถ่” 5 ผู้ต้องหา

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) กก.5 บก.ป. และ กก.สสน.(ชุดหนุมาน) ประกอบกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 9 เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นและบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อถอนรากถอนโคนกลุ่มอิทธิพลมืดที่ก่อคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ “คดีอุ้มเรียกค่าไถ่”

โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 5 ราย มีรายละเอียด ดังนี้

1. นายสุชาติฯ อายุ 56 ปี เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 551/2569 ลงวันที่ 28 ม.ค.69 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อให้ ได้มาซึ่งค่าไถ่, ร่วมกันกรรโชก, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจาก เสรีภาพในร่างกายและให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และ ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยทำให้กลัวอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น”
สถานที่จับกุม โรงแรมใน ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมืองกระบี่ จว.กระบี่

2. นายเชิดศักดิ์ฯ อายุ 56 ปี เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 553/2569 ลงวันที่ 28 ม.ค.69 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อให้ ได้มาซึ่งค่าไถ่, ร่วมกันกรรโชก, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจาก เสรีภาพในร่างกายและให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และ ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยทำให้กลัวอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น”
สถานที่จับกุม โรงแรมใน ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมืองกระบี่ จว.กระบี่

3. นายกิตติศักดิ์ฯ อายุ 32 ปี เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 554/2569 ลงวันที่ 28 ม.ค.69 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อให้ ได้มาซึ่งค่าไถ่, กรรโชก, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และ ข่มขืนใจผู้อื่น โดยทำให้กลัวอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่นหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขื่นใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น”

สถานที่จับกุม บ้านพักใน ต.กันตังใต้ อ.กันตัง จ.ตรัง

4. น.ส.อนันตยาฯ อายุ 45 ปี เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 550/2569 ลงวันที่ 28 ม.ค.69 “เป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อให้ ได้มาซึ่งค่าไถ่, กรรโชก, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และ ข่มขืนใจผู้อื่น โดยทำให้กลัวอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่นหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขื่นใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น”

สถานที่จับกุม บ้านพัก ใน ต.มะขามเตี้ย อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี

5. นายจิรพงศ์ฯ อายุ 45 ปี เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 552/2569 ลงวันที่ 28 ม.ค.69 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อให้ ได้มาซึ่งค่าไถ่, ร่วมกันกรรโชก, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจาก เสรีภาพในร่างกายและให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และ ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยทำให้กลัวอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน ของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น”

สถานที่จับกุม บ้านพัก ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง

พฤติการณ์แห่งคดี สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568  เจ้าหน้าที่พบศพ นายสุรศักดิ์(อายุ 22 ปี) สภาพถูกยิงเสียชีวิตบริเวณสวนปาล์มน้ำมัน ริมถนนเลียบเขาจิงโจ้ ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง ในที่เกิดเหตุพบคราบเลือดและร่องรอยการยิงไม่ต่ำกว่า 6 นัดในช่วงเช้ามืดเวลาประมาณ 05.00 น. ภายในกระเป๋าสะพายของผู้ตาย พบจดหมายเขียนด้วยลายมือถึงแม่ มีใจความว่า “อยากกลับบ้านแล้วครับแม่ ช่วยลูกหน่อย… ขอให้ใครก็ได้มาไถ่ชีวิตลูก” พร้อมบัญชีรายชื่อเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่าผู้ตายถูกลักพาตัวมากักขังเพื่อเรียกค่าไถ่ จากการสืบสวนพบว่าผู้ตายถูกกลุ่มอิทธิพลลักพาตัวมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี

แล้วนำมากักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ในพื้นที่จังหวัดตรังเพื่อเรียกเงินค่าไถ่จากครอบครัว  คาดว่ามีความขัดแย้งเกี่ยวกับธุรกิจเงินกู้นอกระบบและการทวงหนี้ ซึ่งกลุ่มผู้ก่อเหตุมีลักษณะเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ภาคใต้ที่มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรง ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.6 บก.ป. จึงปิดล้อมตรวจค้นรวม 11 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ตรัง, จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.กระบี่ เพื่อจับกุมทีมอุ้มเรียกค่าไถ่กลุ่มนี้

ผลการปฏิบัติในปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวกลุ่มผู้ต้องหาตามหมายจับที่เกี่ยวข้องกับคดีอุ้มเรียกค่าไถ่นายสุรศักดิ์ฯ จำนวน 5 รายได้ทั้งหมด ประกอบด้วย นายสุชาติ , นายเชิดศักดิ์ ,นายกิตติศักดิ์ , น.ส.อนันตยา และนายจิรพงศ์ ในข้อหาร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่, ร่วมกันกรรโชกทรัพย์, และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยทำให้กลัวอันตรายต่อชีวิต

จากการตรวจค้นพบของกลางและทำการตรวจยึด ได้แก่

1) กลุ่มอาวุธและกระสุน ได้แก่ ยี่ห้อ SIG SAUER (ขนาด 9 มม.) และยี่ห้อ CZ 75 B (ขนาด 9 มม.) รวม 2 กระบอก, ปืนลูกซองยาว 5 นัด (ขนาด 12) จำนวน 1 กระบอก, ตรวจพบกระสุนหลากหลายขนาด รวมทั้งกระสุนอาวุธปืนสงคราม (5.56), กระสุน .357 Magnum, กระสุน 9 มม. และกระสุนลูกซองเบอร์ 12 และอุปกรณ์เสริม เช่น แม็กกาซีนปืน, ซองบรรจุกระสุน และซองพกในหนังสีดำรวมหลายรายการ

2) กลุ่มยานพาหนะ ได้แก่ รถกระบะ Mitsubishi Triton สีขาว 1 คัน และรถยนต์ Ford Fiesta สีดำ 1 คัน

3) หลักฐานอื่นๆ ได้แก่ อุปกรณ์สื่อสารโทรศัพท์มือถือรวม 13 เครื่อง ,สมุดบัญชีธนาคารรวม 6 เล่ม เงินสดจำนวนกว่า 1 ล้านบาท และชุดเสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุเพื่อส่งตรวจพิสูจน์

ในชั้นจับกุม เบื้องต้นผู้ต้องหาตามหมายจับทุกคนยังคงให้การปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด นำส่งมอบให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

อนึ่ง ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปูพรมตรวจค้นทั่วประเทศ เพื่อทำลาย “เงา” ของผู้มีอิทธิพลและซุ้มมือปืนให้เป็นศูนย์ก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมุ่งเน้นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนอย่างคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงการใช้อำนาจเหนือกฎหมายในพื้นที่ภาคใต้

เมืองเลย-ศรีสะเกษ! เชื่อมโยงตลาดหอมแดง-บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร

จังหวัดเลยผนึกศรีสะเกษ! เชื่อมโยงตลาดหอมแดง GI บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร-พยุงราคาไม่ให้ตกต่ำ กระตุ้นเศรษฐกิจ

นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย มอบหมายให้ นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ลงพื้นที่เป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์และกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรข้ามจังหวัด ที่ลานกิจกรรมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1

กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง นายนคร บุตรดีวงศ์ พาณิชย์จังหวัดเลย และ นางแพวิพา ภูสงัด ผู้อำนวยการ สพป.เลย เขต 1 ในการนำหอมแดงเกรดคุณภาพจากจังหวัดศรีสะเกษมาจำหน่ายโดยตรงแก่ประชาชน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงที่กำลังประสบปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัวในช่วงต้นปี จนอาจส่งผลให้ราคาจำหน่ายในพื้นที่แหล่งผลิตลดต่ำลง

นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์หลักคือการเพิ่มช่องทางการตลาดและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างจังหวัด ซึ่งในวันแรกนี้เบื้องต้นสามารถจำหน่ายให้กับบุคลากรและประชาชนในพื้นที่ สพป.เลย เขต 1 ได้แล้วกว่า 700 กิโลกรัม ถือเป็นการช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรและลดภาระค่าครองชีพให้แก่ผู้บริโภคในจังหวัดเลยไปพร้อมๆกัน

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสั่งซื้อหอมแดงศรีสะเกษ ได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเลย โดยจำหน่ายในราคา 3 กิโลกรัม ราคา 100 บาท ยกถุง 25 กิโลกรัม ราคา 830 บาท

.

ช้างป่าคลั่งไล่ทำร้ายนักท่องเที่ยวชายวัย 65 ปี เสียชีวิตขณะวิ่งออกกำลังกายเขาใหญ่

ปราจีนบุรี-เกิดเหตุช้างป่าวิ่งไล่ทำร้ายนักท่องเที่ยวชายวัย 65 ปี เสียชีวิตขณะออกกำลังกายหน้าหน่วยพิทักษ์ฯ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เร่งเตือนประชาชนเพิ่มความระวัง เขาใหญ่ชี้แจงเพิ่มกรณีช้างป่าพลายอ้อยหวานทำอันตราย จนท.ประชาชนและนักท่องเที่ยว มีผู้เสียชีวิต รวมทั้งสิ้น 3 ราย

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569   นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1  (ปราจีนบุรี) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 06.00 น. เกิดเหตุช้างป่าทำร้ายนักท่องเที่ยวเสียชีวิต บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขญ.4 (คลองปลากั้ง) หมู่ 16 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

จากการสอบถาม ผู้เสียชีวิตคือ นายจิรัฐชัย อายุ 65 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ได้เดินทางมาท่องเที่ยวพร้อมภรรยา ขณะที่ทั้งสองกำลังออกกำลังกายบริเวณหน้าป้ายหน่วยพิทักษ์ฯ ได้พบช้างป่าตัวหนึ่ง เมื่อช้างเห็นจึงวิ่งไล่ทั้งสองคน ภรรยาสามารถวิ่งหนีได้ทัน แต่นายจิรัฐชัยไม่สามารถวิ่งหนีทันจึงถูกช้างทำร้ายจนเสียชีวิต

นายวันชัย แค่นจันทึก หัวหน้าหน่วย ขญ.4 (คลองปลากั้ง) รายงานว่า ได้ยินเสียงช้างร้องและเสียงร้องขอความช่วยเหลือ จึงออกมาตรวจสอบและพบผู้เสียชีวิต จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังน้ำเขียว ฝ่ายปกครอง และชุดฮูก 31 เข้าตรวจสอบที่จุดเกิดเหตุ

จากการตรวจสอบร่างกายผู้เสียชีวิต พบบาดแผลบริเวณขาและแขนซ้ายฉีกขาดขนาดใหญ่ ร่างกายผิดรูป เจ้าหน้าที่ได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งตรวจชันสูตรที่โรงพยาบาลวังน้ำเขียวเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จะดูแลและให้ความช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตโดยให้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสัตว์ป่าตามระเบียบของทางราชการต่อไป

นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1  (ปราจีนบุรี) กล่าวย้ำเตือนว่า ขณะนี้เป็นช่วงฤดูแล้งซึ่งช้างป่าจะออกหากินบริเวณที่ใกล้ชุมชนและเส้นทางท่องเที่ยวมากขึ้น ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มความระมัดระวัง หากพบช้างป่าให้รีบออกห่างจากพื้นที่โดยเร็วและอย่าส่งเสียงดัง อย่าเข้าไปใกล้หรือยั่วยุสัตว์ป่า รวมทั้งควรเดินทางเป็นกลุ่มและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ

หากพบเห็นสัตว์ป่าหรือเหตุการณ์ผิดปกติ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้ที่หมายเลข 044-369100 ตลอด 24 ชั่วโมง

ต่อมา นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง  หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่   ได้รับรายงานการสอบสวนเพิ่มเติมจาก นายวันชัย แค่นจันทึก หัวหน้ากน่วยฯ ขญ.4(คลองปลากั้ง) กรณีได้ยินเสียงช้างร้องจึงออกมาดูและเห็นคนวิงหนีและร้องให้ช่วย จึงได้ตรวจสอบจุดที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบพบผู้ชายนอนเสียชีวิตจึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังน้ำเขียว และ ฝ่ายปกครอง ชุดฮูก 31 บริเวณจุดเกิดเหตุค่าพิกัดที่ 47 P 0793907 UTM 1588899

นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1  (ปราจีนบุรี)

เหตุเกิดที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ ข ญ 4 (คลองปลากั้ง) หมู่ 16 ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา จากการสอบถาม ภรรยาของผู้เสียชีวิต ผู้เสียชีวิตชื่อ นาย จิรัฐชัย จิรพัฒน์บุญญาธร อายุ 65 ปีบ้านเลขที่ 17/39 หมู่ 1 ต.ป่าตาล อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี

ตรวจสอบทราบว่า  เมื่อเวลา 06.00 น นาย จิรัฐชัย จิรพัฒน์บุญญาธรและภรรยาได้พากันเดินออกกำลังกาย   พอมาถึงบริเวณหน้าป้ายหน่วยฯ ได้พบช้างป่าและเมื่อช้างป่าเห็นจึงวิ่งไล่ทั้งสองคน แต่สามีไม่สามารถวิ่งหนีช้างป่าได้  จึงถูกช้างทำร้ายจนเสียชีวิต

ต่อจากนั้นคณะเจ้าหน้าที่จึงร่วมกันตรวจสอบร่างกายของผู้เสียชีวิต จากการตรวจสอบพบมีบาดแผลบริเวณที่ขาและที่แขนซ้ายมีรอยฉีกขาดขนาดใหญ่และร่างกายผิดรูป จึงได้นำร่างของผู้เสียชีวิตส่งตรวจสอบชันสูตรที่ โรงพยาบาลวังน้ำเขียวต่อไป

กรณีช้างป่าทำอันตรายประชาชนและนักท่องเที่ยว (ช้างป่าพลายอ้อยหวาน) ออกนอกพื้นที่ป่าและเข้ามาใกล้ชุมชน ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ได้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 3 ราย รายละเอียดดังนี้

1. นายบุญหนึ่ง เขียวเนตร
เสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2567 บริเวณป่ามัน บ้านคลองทราย หมู่ที่ 8 อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ผู้เสียชีวิตเป็นอาสาสมัครผลักดันช้างป่า และเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในการผลักดันช้างป่าพลายอ้อยหวาน ถือเป็นการเสียสละเพื่อความปลอดภัยของชุมชน

2. นายอภิสิทธิ์ ยงกะสัน
เสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บ้านคลองทราย หมู่ที่ 8 ตำบลวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ผู้เสียชีวิตเป็นชายสติไม่สมประกอบ ได้เข้าไปเก็บหาของป่าและถูกช้างป่าทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต

3. นายจิรัฐชัย จินพัฒน์บุญญาธร อายุ 65 ปี เสียชีวิต วันนี้ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เหตุเกิดบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขญ.4 (คลองปลากั้ง) หมู่ที่ 16 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา จากการสอบถามภรรยาของผู้เสียชีวิต ทราบว่าเมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. ผู้เสียชีวิตและภรรยาได้ออกเดินออกกำลังกาย เมื่อมาถึงบริเวณหน้าป้ายหน่วยพิทักษ์ฯ ได้พบช้างป่า ซึ่งเมื่อช้างป่าเห็นทั้งสองคนได้วิ่งไล่ ผู้เสียชีวิตไม่สามารถหลบหนีได้ทัน จึงถูกช้างป่าทำร้ายจนเสียชีวิต

โดย…  มานิตย์ สนับบุญ  / ปราจีนบุรี ###

ททท.เร่งผลักดัน “กีฬามวยไทย” มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทยสู่ระดับสากล

ททท. จัดงาน “Amazing MuayThai Festival 2026” ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาพร้อมผลักดัน “กีฬามวยไทย” มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทยสู่ระดับสากล 

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กองทัพบก การกีฬาแห่งประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรม กรมประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และสภามวยโลกมวยไทย (WBC) แถลงข่าวการจัดงาน“Amazing MuayThai Festival 2026”

โดยมี นายณัฐ  ครุฑสูตร  รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. เป็นประธานในการแถลงข่าว พร้อมด้วย ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายณัฐพล อันตรเสน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย พลโท บรรยง ทองน่วม รองเสนาธิการทหารบก และ    ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อุสายพันธ์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ให้เกียรติเข้าร่วมงาน ณ ห้องโถงธนะรัชต์ อาคาร ททท.

โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Ultimate Muay Thai Experience” ระหว่างวันที่ 4 – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อุทยานราชภักดิ์ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมมวยไทยในระดับนานาชาติ พร้อมยกระดับมวยไทยสู่มาตรฐานสากล ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ

นายณัฐ  ครุฑสูตร  รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า งาน “Amazing MuayThai Festival 2026” เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการไหว้ครูมวยไทยโลกซึ่ง ททท. ได้จัดขึ้นต่อเนื่องทุกปี เพื่อนำเสนออัตลักษณ์สำคัญของการฝึกมวยไทย และการถ่ายทอดเรื่องราวศิลปะการต่อสู้ของไทยอันงดงามสู่สายตานานาชาติ

โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Ultimate Muay Thai Experience” เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเดินทางผ่านอีเวนต์ ประเภท Sports & Adventure โดยการนำกีฬามวยไทย ศิลปะป้องกันตัวอันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทยมาผลักดันให้เป็นสินค้าทางการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่สนใจและชื่นชอบในกีฬามวยไทยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ

ตลอดจนยกระดับให้การท่องเที่ยวเชิงกีฬามวยไทยได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยประเทศไทยมีค่ายมวยและยิมมวยไทยกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศที่มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเรียนมวยไทยจากทั่วโลก อีกทั้งยังมีมาตรการสนับสนุนของรัฐบาลในการออกวีซ่ามวยไทย หรือ Non-Immigrant Visa รหัส ED ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการเดินทางมาเรียนมวยไทยในค่ายมวยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย (สคม.)

เพื่อมาสร้างประสบการณ์ฝึกฝนมวยไทยและท่องเที่ยวพักผ่อนในประเทศไทยได้นานถึง 90 วัน ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์การขยายวันพักและเพิ่มค่าใช้จ่ายทางการท่องเที่ยว ทั้งนี้ สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ททท. คาดการณ์ว่าตลอดระยะเวลาการจัดงานจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 18,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 214 ล้านบาท

งาน “Amazing MuayThai Festival 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อุทยานราชภักดิ์ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดเต็มความตระการตาด้วยไฮไลต์กิจกรรมที่หลากหลาย เริ่มต้นด้วยการจัด Event เกี่ยวกับมวยไทย ประกอบด้วย

การแข่งขันชกมวยไทย นิทรรศการเกี่ยวกับลำดับขั้นมงคลของนักมวยไทย การสาธิตและฝึกสอนมวยไทยโบราณสี่สาย ได้แก่ มวยไชยา มวยโคราช มวยท่าเสา และมวยลพบุรี การทดสอบพละกำลังด้วยวิธีการซ้อมแบบมวยไทย อาทิ การเตะต้นกล้วย การชกมะนาว นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสาธิตหัตถศิลป์ไทยทั้งการสักยันต์และการเขียนยันต์  สาธิตการละเล่นของไทยที่เกี่ยวกับมวย

อาทิ มวยตับจาก มวยทะเล สนุกสนานกับตู้เกมส์เพิ่มทักษะมวยไทย การออกร้านอุปกรณ์มวย คอร์สเรียนมวยไทย และเดินเล่น ช้อป ชิม ชิล กับการออกร้านจำหน่ายอาหารและสินค้าของดีของเด่นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังที่จะมาสร้างช่วงเวลาแห่งความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน  

ไฮไลต์สำคัญของการจัดงานที่ห้ามพลาด ได้แก่ พิธีบวงสรวงบูรพมหากษัตริย์ 7 พระองค์และพระเจ้าเสือ พิธีครอบครู (สวมมงคล) โดยปรมาจารย์ครูมวยไทย พร้อมชมการแสดงชุด “ลั่นกลองเกริกฟ้า ประกาศศักดา ภูมิปัญญามวยไทย” โดยใช้นักแสดงไม่น้อยกว่า 1,500 คน ประกอบแสง สี เสียง

ปิดท้ายความอลังการด้วยการแสดงพลุ สุดยิ่งใหญ่และตระการตา ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้เป็น “วันมวยไทย” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (สมเด็จพระเจ้าเสือ) องค์พระบิดาแห่งมวยไทย พร้อมกันนี้ยังร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ 

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook page : Amazing Thailand หรือ Facebook page : Thailand Festival หรือ Facebook page : World wai kru muay thai  หรือ โทร.1672 Travel buddy 

สั่งรื้อสะพาน M82 หลังพบโครงสร้างเสียหายหนัก ตั้งคณะสอบชี้ชะตาผู้รับเหมา

กรมทางหลวงเร่งเดินหน้า “ผ่าซาก” โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M82 ตอนที่ 7 หลังเกิดเหตุอุปกรณ์ยกติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป (Launching Gantry : LG) ถล่มบริเวณถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ล่าสุดสั่งรื้อถอนโครงสร้างสะพานที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด 2 ช่วง หลังตรวจพบความเสียหายระดับโครงสร้าง ซึ่งอาจนำไปสู่อันตรายร้ายแรงหากยังปล่อยใช้งานต่อ

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า การตรวจสอบพบพื้นสะพานคอนกรีตอัดแรงทะลุ ลวดอัดแรง (Prestressed Tendon) ชำรุด และมีรอยร้าวในคานรูปกล่องหลายตำแหน่ง ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรื้อถอนทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้เส้นทาง

กรมทางหลวงยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของสังคม จึงยกระดับมาตรการควบคุมความปลอดภัยเป็นกรณีพิเศษ โดยเชิญวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เข้ามากำกับดูแลในฐานะผู้เชี่ยวชาญอิสระ ควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่แผนงาน เครื่องจักร บุคลากร ไปจนถึงการสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะ

หนึ่งในมาตรการสำคัญ คือการ “ยุติ” ทีมปฏิบัติงาน LG เดิมของผู้รับเหมา และเปลี่ยนเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมตรวจสอบแบบคำนวณและวิธีการทำงานใหม่ทั้งหมด รวมถึงติดตั้งระบบตรวจวัดพฤติกรรมโครงสร้างแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงซ้ำรอยเดิม

ความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 ได้ดำเนินการแล้ว 2 ขั้นตอนหลัก คือ การรื้อย้ายเครน LG ออกจากพื้นที่เสี่ยง และการเคลื่อนย้ายเครนอีกชุดเข้าสู่ตำแหน่งเพื่อเตรียมรื้อถอนคานที่เสียหาย โดยอยู่ระหว่างติดตั้งโครงสร้างค้ำยันและโครงสร้างรองรับอย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกัน งานเทคอนกรีตเชื่อมสะพานคานยื่นข้ามแม่น้ำท่าจีน ซึ่งถูกทิ้งค้างในสภาพคานยื่นอิสระ 3 จุด ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง เนื่องจากถือเป็นโครงสร้างที่มีความเสี่ยงสูง ล่าสุดแล้วเสร็จ 1 จุด และเตรียมดำเนินการอีก 2 จุด เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้นั่งร้านชั่วคราวขนาดใหญ่

ในด้านการเอาผิด คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้เก็บรวบรวมวัตถุพยานสำคัญ 9 รายการ พร้อมเตรียมตรวจสอบเชิงนิติวิศวกรรมอย่างละเอียด ตั้งแต่การทดสอบวัสดุจริง ไปจนถึงการจำลองการถล่มด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อหาคำตอบว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากความบกพร่องด้านใด และใครต้องรับผิดชอบ

กรมทางหลวงย้ำชัด ผลสอบจะถูกนำไปใช้พิจารณาความรับผิดตามสัญญาและกฎหมายอย่างถึงที่สุด พร้อมยืนยันว่าจะไม่แลกความปลอดภัยของประชาชนกับความเร่งรัดของโครงการอีกต่อไป

ตรุษจีนนี้ CPF รวมทางเลือกของไหว้มงคล สืบสานประเพณีจีน รับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ตรุษจีนเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญของวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นปีใหม่ การแสดงความกตัญญู และการรวมตัวของครอบครัว วัฒนธรรมที่ดีเช่นนี้จึงควรค่าแก่การธำรงรักษา ควบคู่กับการปรับให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน เพื่อให้ประเพณียังคงอยู่และเข้าถึงได้ในทุกช่วงวัย

ในเทศกาลตรุษจีนปีนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF คัดสรรผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สด สะอาด อร่อย และปลอดภัย พร้อมเพิ่มความสะดวกในการเตรียมของไหว้ให้กับคนไทยเชื้อสายจีน ผ่านแคมเปญ “ชวนไหว้ให้ได้ดี ด้วยชุดไหว้ CP 5 ดี” ช่วยให้การไหว้เจ้าเป็นเรื่องง่าย ถูกต้องตามหลักความเชื่อ และสอดคล้องกับประเพณีตรุษจีนอย่างเหมาะสม

“ชุดไหว้ทองคำ CP 5 ดี” นำเสนอแนวคิด คัดสรรมาดี รสชาติดี สะดวกดี หาซื้อง่ายดี และชีวิตดี ผ่านการออกแบบชุดไหว้อย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่ผ้าปูโต๊ะทองคำที่ช่วยแนะนำตำแหน่งการจัดวางของไหว้ตามธรรมเนียมจีน ช้อนทองคำสำหรับตักตวงความหมายอันเป็นมงคล ไปจนถึงของไหว้ที่คัดสรรมาให้เหมาะสมกับการเริ่มต้นปีใหม่ของทุกครอบครัว โดยชุดไหว้ CP 5 ดี วางจำหน่ายผ่านโลตัสและแม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน CPF ยังรวมแบรนด์อาหารในเครือที่หลายคนคุ้นเคย มาเป็นทางเลือกในการเตรียมของไหว้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น ห้าดาว ที่มีเมนูไหว้เจ้าพร้อมเครื่องในแบบใกล้บ้าน เป็ดเจ้าสัว ที่จัดของไหว้ครบถ้วนตามธรรมเนียมโดยไม่ต้องลงครัว และ เชสเตอร์ กับชุดไก่ไหว้เจ้ายกกล่องที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมไหว้ได้ทันที โดยทุกแบรนด์เปิดให้สั่งจองล่วงหน้าและรับสินค้าในช่วงวันที่ 7–17 กุมภาพันธ์ 2569 (สินค้ามีจำนวนจำกัด ตามเงื่อนไขของแต่ละสาขา)

การรวมพลังของแบรนด์ในเครือ CPF ครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจขององค์กรในการธำรงรักษาประเพณีที่ดีงาม ควบคู่กับการนำความเชี่ยวชาญด้านอาหารมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภค เพื่อให้การไหว้เจ้าในเทศกาลตรุษจีนมีความหมายและเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น

กำปั้นทีมชาติลัดฟ้าสู้ศึกแดนกระทิงเตรียมความพร้อมก่อนบู๊เอเชี่ยนเกมส์

มาเรียโน่ กอสซาเลส หัวหน้าผู้ฝึกสอนมวยสากลทีมชาติไทย พร้อมกำปั้นทีมชาติทั้ง9คน บินลัดฟ้าสู้ศึก”บ๊อกแซม”ที่ประเทศสเปน เตรียมความพร้อม ก่อนชกมหกรรมเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่20 ระหว่าง19ก.ย.-4ต.ค.ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป้าหมายเหรียญทอง

สมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทยภายใต้การบริหารงานของ นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังในฐานะนายกสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย ที่พยายามผลักดันและปูพื้นฐานมวยสากลในระดับยุวชนเยาวชนและประชาชน เพื่อต่อยอดสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติรวมถึงเป้าหมายเหรียญทองโอลิมปิคเกมส์ 2028

มาเรียโน่ กอสซาเลส คอสเม่ หัวหน้าผู้ฝึกสอนมวยสากลทีมชาติไทยชาวคิวบา พร้อมด้วยสต๊าฟโค้ชทั้ง ร.ท.หญิง สุดาพร สีสอนดี, จ.ส.อ.ฐวิกร สณฑ์สกุณา และนักชกทั้งชาย-หญิง 9 คน บินลัดฟ้าไปประเทศสเปน เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันมวยสากลรายการ”บ๊อกแซม อินเตอร์เนชั่นแนล ทัวร์นาเมนต์  2026″ระหว่าง 2-8ก.พ.นี้ ที่เมืองลานูเซียร์  แคว้นบาเลนเซีย ประเทศสเปน

สำหรับนักชกชาย5คนประกอบด้วย รุ่น55กก.ธนรัฐ แสงเพชร, รุ่น60กก. ศักดา รวมธรรม ,รุ่น65กก.คุณาธิป ปิดนุช,รุ่น75กก. วิทยา จันทร์สม,รุ่น80กก.วีระพล จงจอหอ

ส่วนนักชกหญิง 4 คน มี รุ่น51กก.หญิง จุฑามาศ รักสัตย์,รุ่น 54 กก.หญิง ณัฐนิชา จงโปร่งกลาง,รุ่น 57กก.หญิง ปุณรวีร์ รื่นรส,รุ่น 60กก.หญิง ธนัญญา สมนึก

ทั้งนี้ช่วงดึกวันที่ 2 ก.พ.(ตามเวลาไทย)จะมีการจับสลากประกบคู่และเริ่มแข่งขัน วันที่3ก.พ.นี้

โคราชจัดใหญ่ เทศกาล “เบญจมาศบานในม่านหมอก”@วังน้ำเขียว ต้อนรับวาเลนไทน์ ส่งท้ายไฮซีซั่น

อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เตรียมส่งท้ายไฮซีซั่น จัดเทศกาล “เบญจมาศบานในม่านหมอก” ครั้งที่ 24 ต้อนรับเทศกาลวันวาเลนไทน์ หวังดึงดูดนักเที่ยวที่มีจำนวนลดลงต่ำสุดในรอบ 10 ปี คาดจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

ที่บริเวณลานข้างองค์การบริหารส่วนตำบลไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นสถานที่ที่จะใช้ในการจัดงานเทศกาล “เบญจมาศบานในม่านหมอก” เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ ซึ่งในปีนี้จะเป็นการจัดงานครั้งที่ 24 แล้ว

ล่าสุดตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมแปลงเบญจมาศ หลากหลายสายพันธุ์นับหมื่นต้นไว้รองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งได้เริ่มพากันผลิดอกอวดสีสันงดงามแล้ว ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ท่ามกลางสภาพอากาศที่กำลังเย็นสบายตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับอุณหภูมิต่ำกว่า 17 องศาฯ

นอกจากไฮไลท์สำคัญอย่างดอกเบญจมาศแล้ว ตอนนี้ที่สระน้ำบริเวณด้านหน้างาน น้ำภายในสระยังเป็นสีเขียวมรกต ยิ่งเพิ่มความสวยงามให้กับบริเวณจัดงานเพิ่มขึ้นอีก  ซึ่งการจัดงานเทศกาล “เบญจมาศบานในม่านหมอก” ครั้งที่ 24 นี้ จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. ไปจนถึงวันที่ 1 มี.ค. 69 นี้

ด้านนายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว กล่าวว่า ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวไฮซีซั่นหน้าหนาวที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่มีความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงมากที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งอาจจะมาจากผลพวงของความไม่มั่นคงทางการเมือง การสู้รบชายแดนไทย – กัมพูชา และปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้าน

อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณทางภาครัฐ ที่ร่วมกันจัดงานเทศกาลเบญจมาศบานในม่านหมอกครั้งนี้ขึ้นมาต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวในอำเภอวังน้ำเขียวได้มากกว่า 1 แสนคน ตลอดช่วงระยะเวลาการจัดงาน ประเมินว่าน่าจะมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท

ตลอดช่วงไฮซีซั่นที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ อำเภอวังน้ำเขียวมีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวไปแล้วประมาณ 30 ล้านบาท จึงอยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียวในช่วงโค้งสุดท้ายของไฮซีซั่นนี้ เพื่อร่วมชมความสวยงามของเทศกาลเบญจมาศบานในม่านหมอกในครั้งนี้ด้วย.