กำลังผาเมืองปะทะเดือดคาราวานขนยาเสพติดยึดยาบ้ากว่า 6 ล้านเม็ด

ทบ. เผยกองกำลังผาเมืองปะทะสกัดจับขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดชายแดนแม่สาย จ.เชียงราย ยึดยาบ้าได้กว่า 6 ล้านเม็ด

กองทัพบกได้รับรายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 กรณีกำลังพลกองร้อยทหารม้าที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง ขณะปฏิบัติภารกิจเฝ้าตรวจ ป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดฯ บริเวณบ้านห้วยน้ำริน ม.7 ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวนประมาณ 30 – 35 คน แบกกระสอบฟางดัดแปลง เดินลัดเลาะเข้ามาตามเส้นทางภูมิประเทศแนวชายแดนไทย-เมียนมา จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธไม่ทราบชนิดและขนาดยิงใส่ฝ่ายเรา ทำให้เกิดการปะทะกันประมาณ 5 นาที และได้อาศัยความชำนาญในภูมิประเทศวิ่งหลบหนีไปได้ ซึ่งหลังเหตุการณ์ปะทะ กำลังพลฝ่ายไทยปลอดภัย

แต่ยังไม่ทราบการสูญเสียของฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันทางหน่วยได้จัดกำลังพลเพิ่มเติมอีก 2 ชุดปฏิบัติการเพื่อเข้าควบคุมและพิสูจน์ทราบพื้นที่เกิดเหตุ พบกระสอบฟางดัดแปลงจำนวน 30 เป้ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) กระสอบละประมาณ 200,000 เม็ด รวมของกลางทั้งสิ้นประมาณ 6,000,000 เม็ด รวมทั้งได้ตรวจพบผู้ต้องสงสัยชาวเมียนมาในบริเวณพื้นที่เพิ่มเติมอีก 1 ราย โดยสารภาพว่าได้ร่วมกับกลุ่มขบวนการประมาณ 30 คน ลำเลียงยาเสพติดเข้ามาจากบ้านป่าสัก ประเทศเมียนมา และได้รับค่าจ้าง 15,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยพร้อมนำของกลางทั้งหมด เตรียมส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

กองทัพบกยืนยันความพร้อมของกองกำลังป้องกันชายแดนในการพิทักษ์รักษาอธิปไตย และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความมั่นคงและดูแลความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นเหตุการณ์ต้องสงสัยหรือความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสให้หน่วยทหารในพื้นที่ได้ทันที

.

อีหม่ามใหญ่ Ayasofya สาธารณรัฐทูร์เคีย เยือนไทย เปิดศูนย์ความร่วมมือไทย-ทูร์เคีย

วิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ และสำนักการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเกริก ได้ให้การต้อนรับการเดินทางมาเยือนอย่างเป็นทางการของ ศาสตราจารย์ ดร.เมห์เหม็ด เอมิน อาย (Prof. Dr. Mehmet Emin Ay) อีหม่ามใหญ่แห่งมัสยิดอายาโซฟยา (Ayasofya Grand Mosque) นครอิสตันบูล ศาสตราจารย์ด้านอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอูลูดาร์ (Uludağ University) และอดีตมุฟตีประจำจังหวัด สังกัดสำนักกิจการศาสนาแห่งสาธารณรัฐทูร์เคีย (Diyanet İşleri Başkanlığı) ในโอกาสสำคัญของการเข้าร่วม เป็นประธานพิธีเปิดตัวศูนย์ความร่วมมือไทย–ทูร์เคีย (Thailand–Türkiye Cooperation Center: TTC)  อย่างเป็นทางการ (Grand Launching Event)

พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมวิชาการนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกริก โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ รองศาสตราจารย์ ดร.พรพรรณ จันทโรนานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก ซึ่งได้กล่าวต้อนรับผู้มีเกียรติอย่างเป็นทางการ, อาจารย์กัษมารา เอี่ยมพัชรวุฒิ ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือไทย–ทูร์เคีย ซึ่งได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานและการจัดตั้งศูนย์ฯ, ศาสตราจารย์ ดร.จรัญ มะลูลีม รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเกริก และคณบดีวิทยาลัยนานาชาติอิสลามกรุงเทพ, ดร.สราวุธ และซัน ผู้ก่อตั้งศูนย์ความร่วมมือไทย–ทูร์เคีย, และ ดร.ชนิดาภา หนูนวลวุฒิวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเกริก

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากผู้แทนด้านการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น อาทิ นายอภิรัตน์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์, Mr. Ismail Hakkı Gorucu, Commercial Counsellor, Turkish Embassy in Bangkok, คุณพัณณ์ชิตา รมยานนท์ อุปทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา สาธารณรัฐทูร์เคีย, และ นายชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ทางราชการที่กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ และอดีตอุปทูตไทยประจำกรุงอังการา ซึ่งได้ร่วมสะท้อนทัศนะด้านความสัมพันธ์ไทย–ทูร์เคียในระดับนโยบายและการทูต ก่อนปิดท้ายด้วยการเข้าร่วมของ Mr. Mehmet Sülkü ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากสำนักงานความร่วมมือและประสานงานตุรกี (TİKA) ผ่านทางวิดีโอ สะท้อนให้เห็นถึงการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมของภาคการทูตและหน่วยงานความร่วมมือจากทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ

การเปิดตัวศูนย์ความร่วมมือไทย–ทูร์เคียในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐทูร์เคีย จากความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์ไปสู่ความร่วมมือเชิงสถาบัน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การส่งเสริมศาสนา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในเวทีนานาชาติ

ในโอกาสนี้ อาจารย์กัษมารา เอี่ยมพัชรวุฒิ ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือไทย–ทูร์เคีย ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานและการจัดตั้งศูนย์ฯ ว่า “การก่อตั้งศูนย์ความร่วมมือไทย–ทูร์เคียมีเป้าหมายเพื่อเป็นเวทีกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคศาสนา ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสร้างเครือข่ายเยาวชน ตลอดจนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ พร้อมทั้งการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสังคมไทยและทูร์เคียบนพื้นฐานของคุณค่าร่วมด้านศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ ทั้งนี้ ศูนย์ฯ จะทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม บูรณาการ และยั่งยืนในระยะยาว”

นอกจากนี้ ภายในพิธีเปิดศูนย์ความร่วมมือไทย–ทูร์เคีย ยังได้มีการจัดเวทีเสวนาและกิจกรรมความร่วมมือเชิงรูปธรรม โดยมี พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางกรอบความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัย และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต

ในส่วนของ เวทีเสวนาพิเศษ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างกว้างขวาง ในหัวข้อ “การทูตทางเศรษฐกิจเพื่อการเติบโตร่วมกัน: การค้า การลงทุน การศึกษา และการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ระหว่างไทย–ทูร์เคีย” Economic Diplomacy for Shared Growth: Trade, Investment, Education, and Youth Engagement between Thailand and Türkiye โดย นายอภิรัตน์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์, Mr. Ismail Hakkı Gorucu, Commercial Counsellor, Turkish Embassy in Bangkok, และ นายชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ทางราชการที่กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้ร่วมอภิปรายในหัวข้อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา และบทบาทของคนรุ่นใหม่ในความสัมพันธ์ไทย–ทูร์เคีย

ขณะเดียวกัน ยังมีเวทีเสวนาในหัวข้อ “Thailand–Türkiye Partnership: Pathways to Academic, Cultural and Economic Cooperation” โดยมีผู้ร่วมเสวนาที่มีบทบาทสำคัญในแวดวงศาสนาและวิชาการ ได้แก่ ดร.มูหัมหมัดอามีน เจะหนุ ที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี และผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย, อีหม่ามอนุสรณ์ องอาจ อีหม่ามมัสยิดบางอุทิศ, ดร.อันวา กอมะ ผู้อำนวยการศูนย์ตุรกีศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ อาจารย์อับดุลเอาวัล ซิดิ ผู้อำนวยการมูลนิธิวะกัฟมะดีนะห์ อัซ-ซะลาม จังหวัดปัตตานี และอดีตนายกสมาคมนักเรียนไทยในประเทศตุรกี

อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของงาน คือบทบาทของเครือข่าย ศิษย์เก่าไทย–ทูร์เคีย โดยมี นายอิสรา ชูชื่น ประธานสภาศิษย์เก่าไทย–ทูร์เคีย ขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายศิษย์เก่าในการสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์ความร่วมมือไทย–ทูร์เคีย และการสร้างสะพานเชื่อมด้านการศึกษา วัฒนธรรม และโอกาสระหว่างคนรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศ

ในระหว่างการพำนักในประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร.เมห์เหม็ด เอมิน อาย ได้เข้าพบ อาจารย์อรุณ บุญชม ท่านจุฬาราชมนตรี เพื่อร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการสานสัมพันธ์ไทย–ทูร์เคียในมิติด้านศาสนาอิสลาม การศึกษาศาสนา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนบทบาทของผู้นำศาสนาในการสร้างสันติภาพ ความเข้าใจอันดี และความร่วมมือระหว่างประชาคมมุสลิมในระดับนานาชาติ การพบปะครั้งนี้สะท้อนถึงความใกล้ชิด ความไว้วางใจ และความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างผู้นำศาสนาอิสลามของทั้งสองประเทศ 

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.เมห์เหม็ด เอมิน อาย ยังได้เดินทางเข้าเยี่ยม มัสยิดบางอุทิศ ซึ่งเป็นมัสยิดสำคัญที่มีการตกแต่งภายในด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมในแบบตุรกีอย่างงดงาม โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างและพัฒนาจาก สำนักงานความร่วมมือและประสานงานตุรกี (TİKA) สะท้อนบทบาทของสาธารณรัฐทูร์เคียในการส่งเสริมศาสนา วัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตของชุมชนมุสลิมในประเทศไทย ในการนี้ ได้รับการต้อนรับจาก อีหม่ามอนุสรณ์ องอาจ อีหม่ามประจำมัสยิดบางอุทิศ โดยภายในมัสยิด ศาสตราจารย์ ดร.เมห์เหม็ด เอมิน อาย ได้ร่วม ขานอาซาน และให้เกียรติ เป็นผู้นำละหมาดมัฆริบ ร่วมกับพี่น้องมุสลิม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งศรัทธา ความสงบ และความซาบซึ้งใจอย่างยิ่งในโอกาสเดียวกัน

อีกทั้ง ศาสตราจารย์ ดร.เมห์เหม็ด เอมิน อาย ยังได้เดินทางไปเยี่ยมเยียน มัสยิดกามาลุ้ลอิสลาม โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก อาจารย์สมัย เจริญช่าง อีหม่ามประจำมัสยิด พร้อมด้วยพี่น้องมุสลิมในชุมชน ซึ่งได้ร่วมให้การต้อนรับด้วยบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความศรัทธา ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.เมห์เหม็ด เอมิน อาย ได้ร่วม ประกอบศาสนกิจละหมาดกลางวัน (ซุฮ์ริ) และร่วม อ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ภายในมัสยิด สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณและความใกล้ชิดระหว่างประชาคมมุสลิมไทยและทูร์เคียในระดับชุมชนอย่างลึกซึ้ง

นอกเหนือจากภารกิจด้านศาสนา ศาสตราจารย์ ดร.เมห์เหม็ด เอมิน อาย ยังได้เดินทางไปเยี่ยมเยียน โรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์มัธยม โดยได้รับการต้อนรับจาก นายสุวินัย สมันเลาะ ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมด้วยคณะครูและนักเรียนกว่า 2,000 คนที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและพร้อมเพรียง ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.เมห์เหม็ด เอมิน อาย ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาในฐานะรากฐานของการพัฒนาตนเองและสังคม การแสวงหาความรู้ควบคู่คุณธรรม การเปิดมุมมองสู่โลกกว้าง ตลอดจนการไปศึกษาต่อในต่างประเทศซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพ ความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม และบทบาทของเยาวชนในการเป็นพลเมืองโลก คำกล่าวของท่านได้รับความสนใจและสร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่งแก่ผู้เข้าร่วม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวังและพลังแห่งการเรียนรู้

การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของศาสตราจารย์ ดร.เมห์เหม็ด เอมิน อาย ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเข้าร่วมกิจกรรมระดับพิธีการ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของ การทูตทางศาสนา การทูตทางการศึกษา และการทูตภาคประชาชน ที่หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างมีพลัง ภายใต้บทบาทของศูนย์ความร่วมมือไทย–ทูร์เคีย ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการประสานความร่วมมือ ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ และมุ่งสู่การสร้างคุณค่าและอนาคตร่วมกันของไทยและทูร์เคียอย่างยั่งยืน 

ส.ฟุตบอลฯ จับมือ BYD เปิดอบรมโค้ช AFC ‘B’ License ก้าวสู่มาตรฐานสากล

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดพิธีเปิดโครงการ “AFC ‘B’ Coaching Certificate Course by BYD” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 ณ พัฒนา สปอร์ต คลับ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยพลังและความมุ่งมั่นของผู้ฝึกสอนฟุตบอลจากทั่วประเทศ

โครงการดังกล่าวเป็นหลักสูตรพัฒนาโค้ชฟุตบอลระดับ B License ตามมาตรฐานสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) เปิดโอกาสให้ผู้ฝึกสอนจำนวน 24 คน จากทั่วประเทศ เข้ารับการอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพโค้ชในลีกระดับ T2 และ T3 รวมถึงการพัฒนาโค้ชเยาวชนขั้นสูงและนักฟุตบอลระดับสมัครเล่น ให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะการจัดการทีมอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล

ภายในงานได้รับเกียรติจาก มร.แอนโธนี่ ฮัดสัน หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลชายทีมชาติไทยชุดใหญ่ และ “ตอง” กวินท์ ธรรมสัจจานันท์ ตำนานผู้รักษาประตูทีมชาติไทย มาร่วมพูดคุยและถ่ายทอดประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าอบรมทั้ง 24 ท่าน โดยบรรยากาศการอบรมเป็นไปอย่างเข้มข้น ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในสนามจริง ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้แนวคิดฟุตบอลสมัยใหม่ การวางแท็กติก 

การพัฒนาผู้เล่นรายบุคคล รวมถึงการบริหารจัดการทีมในระดับแข่งขัน โดยว่าที่โค้ชระดับ AFC ‘B’ License ต่างร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแท็กติกกันอย่างจริงจัง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดพัฒนาเยาวชน สโมสรต้นสังกัด และฟุตบอลระดับอาชีพของไทยต่อไป

ในพิธีเปิด นายจิรศักดิ์ ชื่นอารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด กล่าวถึงความตั้งใจของ BYD ในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาฟุตบอลไทยว่า “BYD ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของทีมชาติไทยและไทยลีก ฤดูกาล 2025/26 มองเห็นความสำคัญของ ‘โค้ช’ ในฐานะกำลังหลักที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักกีฬา ซึ่งการเป็นโค้ชฟุตบอลไม่ใช่เพียงแค่มีประสบการณ์ในการเล่นหรือการชมเกมเท่านั้น 

แต่จำเป็นต้องผ่านการอบรมในหลักสูตรที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล และมี License อย่างถูกต้อง“โครงการ AFC ‘B’ Coaching Certificate Course by BYD ถือเป็นก้าวสำคัญของผู้ฝึกสอนที่ต้องการพัฒนาตนเองสู่การเป็นโค้ชหลักในลีกระดับ T2 และ T3 รวมถึงการเป็นโค้ชเยาวชนขั้นสูงและนักฟุตบอลสมัครเล่นได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อของเรเว่ว่า อนาคตของฟุตบอลไทย เริ่มต้นจาก ‘คน’ ที่ยืนอยู่ข้างสนาม” นายจิรศักดิ์กล่าว

BYD เดินหน้าสานต่อพันธกิจ ชาร์จพลังบอลไทย ด้วยความเชื่อว่า “พลัง” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า แต่หมายถึงพลังของบุคลากรในวงการกีฬา โดยมุ่งสร้างเครือข่ายโค้ชฟุตบอลคุณภาพระดับ B License จำนวน 24 คนจากทั่วประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างฟุตบอลไทยในระยะยาว และต่อ ยอดการพัฒนาสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การคัดเลือกผู้เข้าร่วมอบรมมาจากสโมสรในไทยลีก 3 ทั่วประเทศ แบ่งออกเป็น 6 โซน โซนละ 4 คน เพื่อกระจายโอกาสและองค์ความรู้สู่ภูมิภาคต่าง ๆ อย่างทั่วถึง

ในตอนท้าย นายจิรศักดิ์ได้กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ฝึกสอนทั้ง 24 คนที่ผ่านการคัดเลือก พร้อมเน้นย้ำว่าทุกคนคือบุคลากรสำคัญที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานฟุตบอลไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ พร้อมเชิญชวนให้ใช้โอกาสจากหลักสูตรนี้ในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ และร่วมกันขับเคลื่อนฟุตบอลไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืนในอนาคต

โครงการ AFC ‘B’ Coaching Certificate Course by BYD นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการวางรากฐานโครงสร้างบุคลากรฟุตบอลไทย โดยผู้ที่ผ่านการอบรมจะเป็นฟันเฟืองหลักในการยกระดับมาตรฐานการฝึกสอน ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชนและสโมสรต่าง ๆ พร้อมขับเคลื่อนวงการฟุตบอลไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และเป็นที่ยอมรับในเวทีนานาชาติอย่างยั่งยืน

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการได้ทางช่องทางการสื่อสารของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ หรือเพจเฟซบุ๊ก FA Coaching Course และ BYD Thailand

.

ชวนฟิน กินทั่วไทย ฟังดนตรีสด ชมบอลลูนยักษ์–ตุ๊กตาไฟ ที่วิสโก้หัวทะเล

บรรยากาศท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้งในจังหวัดนครราชสีมา กับงานมหกรรมอาหาร–ดนตรี–ความบันเทิง บริเวณห้างวิสโก้ หัวทะเล จัดยาวตั้งแต่ 30 ม.ค. ถึง 4 ก.พ.2569 รวม 6 วันเต็ม เอาใจทั้งสายกิน สายชิล และครอบครัว

ภายในงานรวมร้านอร่อยนับร้อย ทั้งผัดหมี่โคราช ทอดมัน อาหารอีสาน อาหารทะเล และเมนูดังจากทุกภาค พร้อมโซนเครื่องดื่มให้นั่งพักผ่อนในบรรยากาศสบาย ๆ เดินกินได้ตลอดทั้งงาน

ไฮไลต์เด่นคือการจัดแสดงบอลลูนขนาดใหญ่ให้ชมใกล้ชิด และโชว์ “ตุ๊กตาไฟ” เพิ่มสีสันยามค่ำคืน เสริมด้วยโซนเครื่องเล่นเด็ก กิจกรรมระบายสีตุ๊กตา เหมาะพาครอบครัวมาเที่ยวได้ทั้งวัน

ทุกค่ำคืนมีดนตรีสดบนเวทีหลัก หมุนเวียนทั้งแนวเพื่อชีวิตและลูกทุ่ง สร้างบรรยากาศให้นั่งกินไป ฟังเพลงไปได้ยาว ๆ และคืนสุดท้าย 4 ก.พ. เตรียมปิดงานด้วยคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบจากทีมงานของ ลำไย ไหทองคำ ยกวงมาสร้างความมันแบบจัดเต็ม

ทีมงาน TRD กรุ๊ป ผู้จัดงานเผยว่า ตั้งใจให้งานนี้เป็นทั้งแหล่งกินและแหล่งเที่ยวในที่เดียว รองรับคนทุกวัย ซื้ออาหารแล้วนั่งฟังเพลงได้ยาวตลอดคืน

ขอเชิญชวนประชาชนโคราชและพื้นที่ใกล้เคียง แวะมาเดินกิน ชมบอลลูน ดูการแสดงแสงไฟ และฟังดนตรีสดได้ทุกวันตั้งแต่ช่วงเย็นจนค่ำ ถึง 4 กุมภาพันธ์นี้.

นายประสิทธิ์ วนะชกิจ รายงาน

“พิเชษฐ” เมินโพลชี้วัดแค่พรรคกระเป๋าหนัก ยันเดินเคาะประตูบ้านชูนโยบายแก้หนี้ ขยี้พรรคใหญ่ทุ่มงบสู้แต่ชาวบ้านเมิน

“พิเชษฐ สถิรชวาล” เมินโพลเลือกตั้งชี้วัดแค่พรรคกระเป๋าหนัก ยอมรับวิชชั่นใหม่เสียเปรียบทุนหาเสียงจนไร้ชื่อในโพล แฉความเหลื่อมล้ำป้ายโฆษณา-พื้นที่สื่อพรรคใหญ่กลบมิด แต่สวนทางกระแสตอบรับพื้นที่จริง ยันลงใต้-ขึ้นเหนือชาวบ้านขานรับนโยบาย “การเงินไร้ดอกเบี้ย” ถล่มทลาย ลั่นสู้เดินเคาะประตูบ้านจนนาทีสุดท้าย

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ เปิดเผยถึงกรณีที่ผลโพลจากหลายสำนักในช่วงโค้งสุดท้ายไม่มีชื่อพรรควิชชั่นใหม่ปรากฏในการสำรวจว่า ตนไม่ได้แปลกใจกับผลที่ออกมา เพราะโพลส่วนใหญ่เป็นการวัดกระแสจากการมองเห็นผ่านสื่อและป้ายโฆษณา ซึ่งต้องยอมรับว่าพรรควิชชั่นใหม่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณประชาสัมพันธ์ที่น้อยกว่าพรรคใหญ่หลายเท่าตัว ทำให้การสร้างการรับรู้ในวงกว้างผ่านสื่อหลักทำได้ยากลำบาก

นายพิเชษฐระบุว่า ความเหลื่อมล้ำของสนามเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ที่ทุนหาเสียง พรรคใหญ่มีป้ายหาเสียงครอบคลุมทุกพื้นที่และมีงบซื้อสื่อมหาศาล แต่จากการที่ตนลงพื้นที่ด้วยตัวเอง ทั้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ จ.เชียงใหม่ กลับพบว่ากระแสตอบรับจากประชาชนมีสูงมากอย่างน่าตกใจ เพราะทุกคนล้วนได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในระบบหรือนอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่ว ซึ่งนโยบาย “การเงินไร้ดอกเบี้ย” ของพรรคเข้าไปตอบโจทย์ความเดือดร้อนได้ตรงจุดที่สุด

“ขณะนี้ทีมงานของพรรคที่กระจายลงพื้นที่ ทั้งในสุพรรณบุรี ภาคอีสาน และกรุงเทพมหานคร รายงานตรงกันว่า ทุกการพูดคุยกับประชาชนแบบตัวต่อตัวได้รับการขานรับอย่างดีเยี่ยม ประชาชนจำนวนมากที่เพิ่งทราบนโยบายและเพิ่งเห็นป้ายหาเสียงของพรรค ต่างยอมรับและประกาศพร้อมสนับสนุนทันที เพราะเขาเบื่อหน่ายกับนโยบายเดิมๆ ที่แก้หนี้ไม่ได้จริง” นายพิเชษฐกล่าว

หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ยืนยันว่า แม้จะเป็นพรรคเล็กที่ไร้ชื่อในโพล แต่ตนจะไม่ท้อและจะเดินหน้าหาเสียงเคาะประตูบ้านจนนาทีสุดท้าย เพื่อพิสูจน์ว่านโยบายที่ทำเพื่อประชาชนจริงๆ จะชนะพลังเงินและพลังสื่อได้ในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ พร้อมฝากถึงประชาชนว่าอย่าให้โพลมาตัดสินใจแทนความเดือดร้อนของตัวเอง 

ฮือฮาทั้งตำบล! ลูกวัวหน้าผากรูปใบโพธิ์–ปลายหางขาวเข้าตำรา”พญาวัว”ไม่เคยพบในรอบ 20 ปี

เมื่อวันที่ 31 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีเกิดกระแสฮือฮา หลัง นายวสันต์ สุนจิรัตน์ หรือ “กำนันตึ๋ง” ประธานสภาลมหายใจกาญจนบุรี และอดีตกำนันตำบลช่องสะเดา อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ได้โพสต์ภาพลูกวัวเพิ่งคลอดลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมข้อความสั้นๆ แต่ชวนตั้งคำถามว่า

“อ้าว มาได้ไง เหล่ากอก็ไม่เคยมี”

นายวสันต์ สุนจิรัตน์ หรือ “กำนันตึ๋ง”

สิ่งที่สร้างความสนใจอย่างมาก คือ ลักษณะของลูกวัวเพศผู้ตัวดังกล่าว ซึ่งมีสีตัวน้ำตาลเหมือนแม่ แต่บริเวณ หน้าผากปรากฏรอยขาวชัดเจนเป็นรูปใบโพธิ์ คล้ายรูปหัวใจ และที่ ปลายหางมีสีขาว แตกต่างจากวัวทั่วไป จนหลายคนเชื่อว่าอาจเป็นวัวตามตำราโบราณที่เรียกว่า “พญาวัว”

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถาม นายวสันต์ สุนจิรัตน์ โดยตรง ซึ่งเปิดเผยผ่านโทรศัพท์ว่า ตนเลี้ยงวัวพันธุ์ไทยแบบปล่อยทุ่งมา นานกว่า 20 ปี มีวัวในครอบครองราว 50 ตัว และไม่เคยพบลูกวัวที่มีลักษณะเช่นนี้มาก่อน

นายวสันต์ เล่าว่า แม่วัวตัวดังกล่าวชื่อ “เจ้าตัวเล็ก” อายุประมาณ 4 ปี เคยให้ลูกมาแล้ว 1 ตัว และกำลังตั้งท้องลูกตัวที่สอง โดยในช่วงเช้าวันเดียวกัน เวลาประมาณ 08.49 น. ก่อนเดินทางไปทำธุระที่กรุงเทพฯ ตนได้แวะไปดูและพบว่าเจ้าตัวเล็กกำลังคลอดลูกพอดี จึงเฝ้าดูจนคลอดออกมาเป็นลูกวัวเพศผู้ น้ำหนักราว 20 กิโลกรัม

ช่วงแรกไม่ได้เอะใจอะไร จนกระทั่งลูกวัวสามารถลุกเดินได้เอง จึงสังเกตเห็นลักษณะพิเศษดังกล่าว จนเกิดความประหลาดใจ และเชื่อว่าอาจ เข้าข่ายตามตำรา “พญาวัว” แต่ยังไม่กล้ายืนยัน

“ผมไม่ได้ฟันธง แค่โพสต์ให้เพื่อนๆ ดูเพื่อความบันเทิง ถ้ามีผู้เชี่ยวชาญอยากมาพิสูจน์ ก็ยินดีเปิดบ้านให้ดูตลอดเวลา”
นายวสันต์กล่าว

ทั้งนี้ วัวทั้งหมดเลี้ยงอยู่ที่ บ้านเลขที่ 49 หมู่ 1 ตำบลช่องสะเดา อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

ข่าว/ภาพ : ปรีชา ไหลวารินทร์ ผู้สื่อข่าวจังหวัดกาญจนบุรี

ทลายแก๊งคอลเซนเตอร์ “ชาวกิมจิ” หลอกเพื่อนร่วมชาติสูญกว่า 50 ล้านบาท

ตำรวจท่องเที่ยวกรุงเทพฯ บุกทลายแก๊งคอลเซนเตอร์ “ชาวกิมจิ” หลอกเพื่อนร่วมชาติ ยึด IP Phone 26 เครื่อง ความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 31 ม.ค.69  พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.ศราวุธ ตันกุล รอง ผบก.ทท.1, ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1, พ.ต.ท.ณัฐพล คนหลัก รอง ผกก.1 บก.ทท.1 ได้สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.ต.ภูมิ มั่นเมือง สว.กก.1 บก.ทท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจงานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1   ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวต่างชาติที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัย หลังประสานข้อมูลกับ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย พบว่ามีกลุ่มชาวเกาหลีใต้และชาวจีนเช่าบ้านเดี่ยวหรูในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงเหยื่อชาวเกาหลีใต้ โดยแอบอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ศาลและอัยการของเกาหลีใต้ เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าสามารถช่วยเหลือคดีความได้ โดยมีชายชาวจีนทำหน้าที่ควบคุมสั่งการ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติหมายค้นจาก ศาลอาญาพระโขนง เข้าตรวจค้นบ้านพักหรูย่านแขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร พบผู้ต้องหาเป็นชายชาวเกาหลีใต้ 5 คน และชายชาวจีน 1 คน ภายในบ้านถูกจัดเป็นลักษณะคล้ายศูนย์ปฏิบัติการ มีโต๊ะทำงาน 12 โต๊ะ พร้อมอุปกรณ์หูฟัง เอกสารสคริปต์บทสนทนาภาษาเกาหลี รายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์เหยื่อจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังตรวจพบโทรศัพท์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (IP Phone/VOIP) ที่ลักลอบนำเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก สำนักงาน กสทช.

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้น ได้แก่

1.เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

2.ร่วมกันมี ใช้ นำเข้าเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.วิทยุโทรคมนาคม พ.ศ.2498

3.ร่วมกันนำของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560

ตรวจยึดของกลางเป็น IP Phone รวม 26 เครื่อง ได้แก่ Fanvil รุ่น X303W จำนวน 10 เครื่อง และรุ่น E302 จำนวน 16 เครื่อง

ผู้ต้องหาพร้อมของกลางถูกนำส่งพนักงานสอบสวนที่ สถานีตำรวจนครบาลคลองตัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และประสานงานกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพิจารณาเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและผลักดันกลับประเทศ

จากการประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีประจำประเทศไทย พบว่ามีผู้เสียหายจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2,300 ล้านวอน หรือกว่า 50 ล้านบาท โดยตำรวจท่องเที่ยวจะขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมต่อไป

ททท.ปลุกประวัติศาสตร์ให้มีชีวิต ชวนสัมผัสเสน่ห์สุโขทัยเมืองสร้างสรรค์ระดับโลก

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับจังหวัดสุโขทัย    เปิดงาน “UNESCO Creative Cities Thailand @SUKHOTHAI” เนรมิตพื้นที่หน้าวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ให้เป็นพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “Value is the New Volume” ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์เมืองมรดกโลกผ่านงานคราฟต์ ศิลปะ และอาหาร เพื่อยกระดับสุโขทัยสู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับสากล ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. เล็งเห็นความสำคัญของ UNESCO Creative Cities Network (UCCN) หรือเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเมืองต่าง ๆ ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ที่ประเทศไทยได้รับการรับรองแล้ว 9 เมือง ใน 4 สาขา ได้แก่ ภูเก็ต เพชรบุรี สงขลา ในสาขาอาหาร เชียงใหม่ สุโขทัย น่าน ในสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน กรุงเทพมหานคร เชียงราย ในสาขาการออกแบบ สุพรรณบุรี ในสาขาดนตรี และอีก 1 เมือง ที่อยู่ระหว่างรอการประกาศรับรองในปี 2570 คือ พัทยา ในสาขา ภาพยนตร์

โดยในปี 2569 ททท. มุ่งเน้นการปรับทิศทางภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทยสู่ “The New Thailand” โดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง และการกระจายรายได้สู่เมืองน่าเที่ยว ผ่านมรดกทางศิลปะและหัตถกรรมดั้งเดิมอันยาวนาน ซึ่งจังหวัดสุโขทัยถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Creative City of Crafts and Folk Art) ในปี 2562

 “การจัดงานในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการพานักท่องเที่ยวมาชมโบราณสถาน แต่เรามุ่งเน้นแนวคิด Creative Tourism  ที่นักท่องเที่ยวไม่ได้แค่ ‘ชม’ แต่จะได้ ‘ร่วมสร้าง’ ผ่านกิจกรรมที่ผสมผสานภูมิปัญญาโบราณเข้ากับวิถีชีวิตร่วมสมัย เพื่อสร้าง Moment of Giving หรือการท่องเที่ยวที่เป็นทั้งผู้รับความสุขและผู้ให้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน”  นายอภิชัย กล่าว

ด้าน นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวเสริมว่า สุโขทัยมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า ทั้งผ้าทอ เครื่องประดับทอง – เงิน และเครื่องสังคโลก ซึ่งล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น การจัดกิจกรรมนี้จึงเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในพื้นที่ และเปิดโอกาสให้ปราชญ์ชาวบ้าน     และศิลปินครูช่างได้ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวโดยตรง

ไฮไลต์สำคัญภายในงานที่ห้ามพลาด

CRAFT Market ตลาดช่างศิลป์ร่วมสมัยที่รวบรวมงานคราฟต์คัดสรรจากทั่วสุโขทัย

TASTE of Sukhothai ลิ้มรสอาหารพื้นเมืองดั้งเดิมและเมนูซิกเนเจอร์ที่หารับประทานยาก

Local Wisdom Workshop ลงมือทำพวงกุญแจจากเศษผ้าทอมือ เขียนลายสังคโลกลงบนคุ๊กกี้

การแสดงศิลปวัฒนธรรม ชมการแสดงร่วมสมัยที่ผสานรากวัฒนธรรมกับแสงสีเสียงยามค่ำคืนท่ามกลางโบราณสถาน

ย้อนเวลาหาอดีต บริการเช่าชุดไทยเพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับบรรยากาศโบราณสถานยามค่ำคืน

ททท. คาดการณ์ว่าการจัดงานในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดสุโขทัยและพื้นที่ใกล้เคียง สร้างกระแสความนิยมในการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริมความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว

ขอเชิญนักท่องเที่ยวสัมผัส “ศิลป์สุโขทัย” ที่ปลุกประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ในงาน UNESCO Creative Cities Thailand @SUKHOTHAI วันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 – 21.00 น.   ณ หน้าวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

.

เอกสิทธิ์ “ปวงชนไทย” ประกาศกร้าว!! ชูโมเดลสมุทรปราการมหานคร ถึงเวลาปลดล็อกอำนาจ

“เอกสิทธิ์  คุณานันทกุล” หัวหน้าพรรค“ปวงชนไทย” ประกาศกร้าว!! ชูโมเดลสมุทรปราการมหานคร ถึงเวลาปลดล็อกอำนาจ คืนสิทธิ์คนปากน้ำลุกขึ้นกำหนดอนาคตตัวเอง

นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 23 กล่าวว่า พรรคปวงชนไทย ตั้งใจเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย  โดยเฉพาะที่ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านเกิด ถือว่าเป็นจังหวัดใหญ่ที่สำคัญมากอีกจังหวัดหนึ่ง ซึ่งมีรายได้สูงเสียภาษีต่อปีเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ

มีครบทั้งสนามบินสุวรรณภูมิ แหล่งท่องเที่ยวฟาร์มจระเข้ เมืองโบราณ เคซิตี้ ทะเลบางปู รวมถึง สว่างนิเวศน์ ถือเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวคนรู้จัก แต่ยังคงพบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก การก่อสร้างและซ่อมแซมถนนแพรกษา ซ่อมไม่เสร็จทั้งปี เป็นเหมือนถนนพระราม 2 และปัญหาบ่อขยะที่ส่งกลิ่นเหม็น เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนชาวสมุทรปราการเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ที่ผ่านมา มีการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการบ่อยครั้ง ทำให้การทำงานแก้ปัญหาในพื้นที่เกิดความไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นหากมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการเอง ซึ่งมาจากคนในพื้นที่ซึ่งจะรู้ปัญหาจริง และสามารถบริหารจัดการงบประมาณ พัฒนาเศรษฐกิจ สร้างรายได้ยกระดับความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตให้กับชาวสมุทรปราการได้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

“วันนี้ทุกปัญหาจะจบได้ด้วยโมเดล “สมุทรปราการมหานคร” ขอพี่น้องชาว สมุทรปราการมาร่วมกันสร้างบ้านของเรา ผลักดันให้สมุทรปราการเป็นพื้นที่บริหารจัดการตัวเอง กำหนดอนาคตของตัวเองได้ ยกระดับให้เป็น “สมุทรปราการมหานคร” ปลดล็อกอำนาจที่รวมศูนย์ เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดของเราเอง บริหารงบประมาณภาษีของเราให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่

นายเอกสิทธิ์  ระบุ ที่ผ่านมาเลือกพรรคเดิม ก็ได้แบบเดิม วันนี้ถึงเวลาแล้ว ขอคนไทยให้โอกาสตัวเองเลือกพรรคใหม่ พรรคปวงชนไทย หมายเลข 23 มาแก้ปัญหาให้กับประเทศ พี่น้องประชาชนคนไทยและชาวปากน้ำ มั่นใจ เราทำได้ทันที ทำจริง ทำเป็น ล้านเปอร์เซ็นต์”นายเอกสิทธิ์ ย้ำ

โดย… สุทธิวิทย์ ชยุตม์วรกานต์/สมุทรปราการ

.

ฮือฮาทั้งหมู่บ้าน!หัวปลีกล้วยโผล่กลางลำต้น คอหวยแห่จุดธูปขอเลขเด็ด

อุทัยธานี- ชาวบ้าน!!ได้เลขเด็ดต้นกล้วย หัวปลีโผล่กลางลำต้น 7 หวี 19 ลูก ปลูกมา300 กว่าต้น ต้นนี้แปลกกว่าเพื่อน

ใกล้กับวันหวยออกงวดของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานที่บ้านของยายทิ้ง อายุ 73 ปี บ้านพุหลม เลขที่ 156/2 หมู่ 2 ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เปิดเผยว่าตัวยายเองปลูกต้นกล้วยที่ไร่ พื้นที่ติดกับบ้าน ทั้งหมด 300 กว่าต้น ได้มีต้นกล้วยอยู่ 1 ต้น ซึ่งไม่เหมือนต้นอื่น มีหวยปลีโผล่ออกมากลางลำต้น มีทั้งหมด 7 หวี หวีหนึ่งมีทั้งหมด 19 ลูก ซึ่งปกติทั่วไป กล้วย 1 หวี จะออกลูกมาประมาณไม่เกิน 16 ลูก สร้างความแปลกใจเป็นอย่างมาก เชื่อว่าจะมาให้โชคให้ลาภยายเอง จึงได้นำเรื่องราวไปบอกกับชาวบ้าน

ล่าสุด ชาวบ้านทราบข่าว ได้เดินทางมาขอโชคลาภกับต้นกล้วย บางคนตีเลขหงอนหัวปลี เป็นเลข 5 หรือเลข 3 และนับหวีกล้วยทั้งหมด 7 หวี ได้เลข 57 และ 73 ไม่พอชาวบ้านได้นำเลขธูปมาจุดเสี่ยงโชคได้เลข 878 บางคนก็เห็นเป็นเลข 078 ชาวบ้านจะนำเลขที่ได้นั้นเป็นเสี่ยงดวงในวันหวยออก หากได้โชครางวัล จะนำผ้า 3 สี มากราบไหว้