” ดร. ประสพ “นำทัพพรรคเพื่อบ้านเมืองอ้อนคนอำนาจเจริญกากบาทเลือกเข้าสภา

อำนาจเจริญ-” ดร. ประสพ  บุษราคัม”ลงพื้นที่หาเสียช่วยลูกพรรคจ้าระหวั่นในนามพรรคเพื่อบ้านเมืองทำเพื่อบ้านเมืองที่ตลาดสดวิชิตสินอำนาจเจริญ

นายโสนิ  สุวรรณี ผู้สมัคร ส.ส พรรค เพื่อบ้านเมือง ทำเพื่อบ้านเมือง เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมด้วย ดร.ประสพ  บุษราคัม หัวหน้าพรรค เพื่อบ้านเมือง ทำเพื่อบ้านเมือง ทำพิธี บวงสรวง เทพพระยาดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั่วสากลโลก ให้ ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ออกจาก จังหวัดอำนาจเจริญและ ทั่วประเทศไทย ให้ประเทศไทย

โดยฉพาะจังหวัดอำนาจเจริญ พบแต่สิ่งดีๆ และ นำมาพัฒนา บ้านเมืองให้เจริญยิ่งๆขึ้นไปโดยจากนั้น ได้เครื่องขบวน หาเสียง ออกจากบ้านนายโสนิฯ ข้างโรงพยาบาลอำนาจเจริญ ไปตามถนน อรุณประเสริฐ มุ่งหน้าเข้าสู่ถนนชยางกูร และเลี้ยวเข้าไปยังตลาด วิชิตสิน อำเภอเมือง

โดยปักหลักเวทีปราศรัย ที่หน้าตลาดสด วิชิตสิน ร่วม 2 ชั่วโมง กล่าวปราศรัย กับประชาชนและพ่อค้าแม่ขาย และประชาชน ในตลาดวิชิตสิน เป็นจำนวนมากร่วมรับฟัง โดยขอคะแนนเสียง จากประชาชน ให้เลือกผู้สมัคร เขต 1 คือนายโสนิสุวรรณี หมายเลข 9 และให้เลือกพรรค หมายเลข56  ซึ่งทั่วประเทศ ได้ส่งผู้สมัคร เขต ลงจำนวนกว่า 50 คน ซึ่งได้รับ การตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดีมาก

จากนั้น ได้เคลื่อนขบวนหาเสียง ไปตามถนน ชยางกูร มุ่งหน้าสู่ ลานเขาพระบาท พระมงคลมิ่งเมือง ซึ่งเป็น พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวอำนาจเจริญ และชาว ต่างจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ โดยได้กราบนมัสการพระมงคลมิ่งเมือง จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชน ที่ไปรอทำข่าว

ดร.บุประสพ  บุษราคัม หัวหน้าพรรคเพื่อบ้านเมือง ทำเพื่อนบ้านเมือง กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ตนได้ลงพื้นที่ หาเสียง ช่วยผู้สมัคร แต่ละจังหวัด มาอย่างต่อเนื่อง และได้รับการตอบรับ จากประชาชนเป็นอย่างดี ถึงแม้พักาตนจะเป็นพรรคเล็กๆก็ตาม แต่ประชาชน ให้ความสนใจ เป็นอย่างมาก เกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ของพรรค

ผมจะทำให้ เกษตรกรทั่วประเทศไทยรวยมากกว่าเกษตรกรของญี่ปุ่นครับ นอกจากนี้สิ่งที่คนอีสานเดือดร้อนก็คือเงินทุนนอกระบบเราจะตั้งธนาคารครอบครัวขึ้นมา เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถที่จะสามารถที่จะเข้าไปเอาเงินในธนาคารของเรา ไปตัวเปล่าเลยนะครับไม่ต้องมีหลักทรัพย์ไม่ต้องมีคนค้ำประกันดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 1 เราจะทำให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศสามารถที่จะเข้าถึงเงินทุนแล้วเงินนอกระบบก็จะได้หายไป

สุดท้ายท้ายสุดนะครับ สังคมนิยมสุดตรงเป็นสังคมนิยมการตลาดดร.ประสพ  บุษราคัมจะเปลี่ยนกฎหมายทุนนิยม ผูกขาดเป็นทุนนิยมแบบฟัน ผมเป็นประธานร่างกฎหมายประกันสังคมแนวความคิดของประกันสังคมจะมาใช้กับคนทุกอาชีพนิยมเราจะทำจากกฎหมาย ทุกอาชีพมีกฎหมายรองรับทุกอาชีพมีกฎหมายรองรับทุกอาชีพมีกองทุนเพราะฉะนั้นถ้าเราเป็นรัฐบาลคนจนจะหมดไปจากประเทศไทยแน่นอนครับ

ภาพข่าว  นายทิพกร   หวานอ่อน  ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนาจเจริญ  รายงาน

ททท.เนรมิตราตรีหัตถศิลป์และคีตศิลป์ ยกระดับผ้าไทยสู่เวทีโลก

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้จัดงาน “The Night by Amazing Thailand: รอยไหมในแสงจันทร์ ศิลป์แผ่นดินในความทรงจำใต้แสงพระบารมี” ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน ณ สวนลุมพินี โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท. ) พร้อมคณะทูตานุทูต และคณะผู้บริหาร ททท. เฝ้ารับเสด็จฯ

กิจกรรมดังกล่าวฯ เป็นการบูรณาการพลัง “ศิลปวัฒนธรรมไทย” เข้ากับ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และยกระดับงานหัตถศิลป์และผ้าไทย ให้ดำรงอยู่ร่วมสมัย และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ควบคู่กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Night-time Tourism และ Experience-based Tourism ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการท่องเที่ยวคุณภาพ

ไฮไลท์สำคัญของงาน 

 THE MOONLIGHT CONCERT: รอยไหมในแสงจันทร์ บทเพลงแห่งพระเมตตา ถ่ายทอดผ่านดนตรี Jazz Meets Orchestra โดย Koh Mr.Saxman & The Sound of Siam ร่วมกับ Thai Symphony Orchestra พร้อมศิลปินคุณภาพของประเทศ ถ่ายทอดความงดงามของดนตรีและความซาบซึ้งทางจิตใจ

 IMMERSIVE BOX
นิทรรศการสื่อผสมเสมือนจริง ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจด้านศิลปาชีพและหัตถศิลป์อย่างลึกซึ้ง สะท้อนพระวิสัยทัศน์ในการยกระดับผ้าไทยสู่เวทีโลก

 KHON IN JAZZ
ครั้งแรกของการผสมผสานการแสดงโขนกับวงออเคสตราในรูปแบบร่วมสมัย เปิดมิติใหม่ของศิลปะไทย ที่ยังคงจิตวิญญาณดั้งเดิม พร้อมเชื่อมโยงสู่คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

 พร้อมการจัดแสดงและสาธิตงานหัตถศิลป์ชั้นครู อาทิ งานทอผ้า งานปัก งานจักสาน งานดอกไม้ประดิษฐ์ งานศิลปาชีพ และกิจกรรมเรียนรู้จากภูมิปัญญาไทยอย่างใกล้ชิด

การจัดงาน The Night by Amazing Thailand สะท้อนความมุ่งมั่นของ ททท. ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคกลางคืนที่มีคุณภาพส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคกลางคืนที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มมูลค่าให้ต้นทุนทางวัฒนธรรม กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการทุกระดับ และตอกย้ำภาพลักษณ์ กรุงเทพมหานครในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก (Best Travel 2026) อย่างเป็นรูปธรรม

 ขอเชิญทุกท่านมาร่วมสร้างความทรงจำอันงดงามกับค่ำคืนแห่งศิลป์และแรงบันดาลใจในงาน The Night by Amazing Thailand

 27 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569
 16.00 – 21.30 น.
ลานบันเทิง สวนลุมพินี (ประตู 1 ตรงข้าม สน.ลุมพินี)
#AmazingThailand #TheNightByAmazingThailand
#สุขทันทีที่เที่ยวไทย

นวัตกรรมบนวิถีแห่งธรรมชาติ: ถอดบทเรียนศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างสมดุลบนดอยอินทนนท์

นวัตกรรมศาสตร์พระราชา คือแนวคิดการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนฐานของธรรมชาติ เคารพสิ่งแวดล้อม และมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างคน ระบบนิเวศ และเศรษฐกิจชุมชน ด้วยแนวคิดดังกล่าว โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 60 จึงจัดขึ้น ณ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้และถอดบทเรียนการประยุกต์ใช้นวัตกรรมตามแนวศาสตร์พระราชา ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในบริบทของโลกปัจจุบัน

กิจกรรมสำคัญของโครงการในครั้งนี้ คือ การเรียนรู้การเพาะเลี้ยงปลาปลาสเตอร์เจียน ซึ่งเป็นปลาน้ำเย็นที่ไม่ใช่ปลาท้องถิ่นของประเทศไทย แต่สามารถเพาะเลี้ยงได้สำเร็จบนพื้นที่สูงของดอยอินทนนท์ ภายใต้เงื่อนไขของธรรมชาติที่เหมาะสม ทั้งอุณหภูมิ น้ำที่สะอาด และระบบนิเวศที่สมดุล การเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี หากแต่ต้องอาศัยความเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง และการปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่

จากองค์ความรู้ดังกล่าว ทำให้การเลี้ยงปลาปลาสเตอร์เจียนกลายเป็นอาชีพที่มีจุดขายเฉพาะ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่สูง ควบคู่ไปกับการรักษาป่าต้นน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการพัฒนาตามแนวทางศาสตร์พระราชา ที่มุ่งเน้นความพอดี ความยั่งยืน และการพึ่งพาตนเองอย่างมีคุณภาพ

นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการสนับสนุนโครงการว่า“โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ศาสตร์พระราชาไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราเข้าใจอย่างถูกต้อง จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต การทำงาน และการสร้างอาชีพได้จริง โดยเฉพาะการพัฒนาที่เคารพธรรมชาติและสร้างความสมดุลให้กับสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความยั่งยืนในระยะยาว”

ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้นวัตกรรมจากฐานทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อาทิ การพัฒนากาแฟอาราบิก้าคุณภาพสูง และการถอดบทเรียนเชิงนวัตกรรม เพื่อให้เห็นว่าการสร้างอาชีพและรายได้ สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ คณะผู้เข้าร่วมโครงการยังได้ร่วมกิจกรรมคืนสมดุลให้กับใจและกาย ผ่านกิจกรรม “อาบป่า (Forest Bathing หรือ ชินริน-โยกุ)” และ “Awakening Walk – ก้าวแห่งการตื่นรู้” โดย ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี ท่ามกลางผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ บรรยากาศของป่าต้นน้ำ เสียงลำธาร เสียงนกร้อง และกลิ่นอายของธรรมชาติ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ผ่อนคลายจากความเร่งรีบของชีวิตประจำวัน และเปิดพื้นที่ภายในใจให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าการอาบป่าช่วยลดความเครียด เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และฟื้นฟูสมดุลของร่างกายและจิตใจได้อย่างมีนัยสำคัญ

กิจกรรมอาบป่าในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงการพักผ่อนหรือกิจกรรมเพื่อสุขภาพ หากแต่เป็นบทเรียนเชิงประสบการณ์ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมตระหนักว่า ธรรมชาติคือทรัพยากรที่ทรงคุณค่า เมื่อได้รับการดูแลอย่างเข้าใจและเคารพ ย่อมสามารถหล่อเลี้ยงทั้งชีวิต สุขภาวะของชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ ขณะที่กิจกรรม “Awakening Walk – ก้าวแห่งการตื่นรู้” เป็นการเดินอย่างมีสติบนเส้นทางธรรมชาติ เพื่อรับรู้เสียง สัมผัส และจังหวะของป่าอย่างตั้งใจ เปรียบเสมือนการปลุกให้จิตใจได้ “ตื่น” จากความวุ่นวาย และหวนกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติในฐานะรากฐานของการพัฒนาอย่างสมดุล ตามแนวคิดศาสตร์พระราชา ที่มองว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน มิได้เริ่มจากเทคโนโลยีหรือโครงสร้าง หากแต่เริ่มจากการสร้างสมดุลภายในมนุษย์ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูล

นอกเหนือจากการเรียนรู้ด้านนวัตกรรมและธรรมชาติ โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ครั้งที่ 60 ยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและจิตสาธารณะ ผ่านกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคม โดยคณะผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและสะท้อนแนวคิดการให้คืนธรรมชาติอย่างเกื้อกูล และยังมีโครงการ “อมรินทร์อาสา อ่านพลิกชีวิต” ได้ร่วมส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา ด้วยการมอบชุดหนังสือให้แก่โรงเรียนบ้านขุนกลาง โรงเรียนในพื้นที่สูงของดอยอินทนนท์ ควบคู่กับการสนับสนุนทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนจากมูลนิธิธรรมดี เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านและการเรียนรู้ให้กับเยาวชนในชุมชน สะท้อนแนวคิดการพัฒนาคนไปพร้อมกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และตอกย้ำเป้าหมายของโครงการในการสร้าง “ความยั่งยืนทางปัญญา” ให้หยั่งรากอย่างมั่นคงในพื้นที่

ทางโครงการยังจัดให้มีการสัมมนาและเวิร์คช็อปเกี่ยวกับศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมแบ่งปันความรู้ อาทิ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ดร.ดนัย 
จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี และอาจารย์อดุลย์ ดาราธรรม ที่ปรึกษาและอดีตนายกสมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย ผู้คิดค้นนวัตกรรมสื่อการสอนสำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 หรือ Interactive Board Game หนึ่งเดียว
ในโลก เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2030

โครงการทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย มูลนิธิธรรมดี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งต่อไปสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่เฟซบุ๊ก: ตามรอยพระราชา-The King’s Journey โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะได้รับประกาศนียบัตรซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาจากคุรุสภาได้

ชัยภูมิโค้งสุดท้ายเดือด! พรรคประชาชนนำคาราวานปักธงส้ม ขอคะแนนทั่วเมือง ชูปราบสแกมเมอร์–แก๊งสีเทา ปฏิรูปตำรวจ

ชัยภูมิ – บรรยากาศสนามเลือกตั้งในจังหวัดชัยภูมิช่วงโค้งสุดท้ายคึกคักอย่างต่อเนื่อง  พรรคประชาชนนำคาราวานปักธงส้ม ขอคะแนนทั่วเมือง ชูปราบสแกมเมอร์–แก๊งสีเทา ปฏิรูปตำรวจ

เมื่อวันนี้ (30 ม.ค. 2569) พรรคประชาชน นำโดย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย น.ส.อมรรัตน์ โชคประมิตรสกุล แกนนำพรรค และคณะ จัดคาราวานรถแห่รณรงค์หาเสียงภายใต้โครงการ “ปักธงส้มทั่วไทย” 8 สาย ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด โดยสายอีสานใต้เริ่มต้นที่จังหวัดชัยภูมิ และสิ้นสุดที่จังหวัดขอนแก่น ก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้ธีม “เลือกอนาคต”

ช่วงเช้า คาราวานเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลางอำเภอภูเขียว ท่ามกลางบรรดาแฟนคลับพรรคประชาชนที่นำพวงมาลัยดอกดาวเรืองมาคล้องต้อนรับอย่างคึกคัก พร้อมร่วมอ้อนขอคะแนนให้ นายแทนยุทธพงษ์ วงษ์วัชรวานิช ผู้สมัคร สส.เขต 6 จังหวัดชัยภูมิ หมายเลข 2 พรรคประชาชน ก่อนเคลื่อนขบวนรถแห่ไปตามเส้นทางต่าง ๆ ในพื้นที่อำเภอภูเขียว และต่อเนื่องสู่อำเภอบ้านแท่น ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งเดียวกัน

ต่อมาในช่วงค่ำ เวลา 19.00 น. คาราวานรถแห่เดินทางเข้าสู่สวนสาธารณะถนนคนเดิน เทศบาลกลางเมืองชัยภูมิ โดยนายวิโรจน์และน.ส.อมรรัตน์ ได้ร่วมขึ้นเวทีพร้อม น.ส.นัฏฐิกา โล่วีระ ผู้สมัคร สส.เขต 1 จังหวัดชัยภูมิ หมายเลข 1 พรรคประชาชน ท่ามกลางกองเชียร์สีส้มที่มารอคล้องพวงมาลัยดอกมะลิและส่งเสียงเชียร์อย่างเนืองแน่น

บนเวทีปราศรัย นายวิโรจน์ได้อ้อนขอคะแนนจากประชาชนชาวชัยภูมิให้สนับสนุนพรรคประชาชนและผู้สมัครในทุกเขต พร้อมชูนโยบายสำคัญ อาทิ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นภายใน 4 ปี ด้วยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และแก๊งสีเทา ปฏิรูปวงการตำรวจให้มีประสิทธิภาพ ปราบยาเสพติดอย่างจริงจัง รวมถึงการเดินหน้าปราบคอร์รัปชันที่กำลังเป็นประเด็นสังคมในขณะนี้

ภายหลังการปราศรัย แฟนคลับพรรคประชาชนร่วมกันเปิดไฟแฟลชจากโทรศัพท์มือถือส่องสว่างทั่วบริเวณหน้าเวที สร้างบรรยากาศสุดคึกคัก โดยมีประชาชนเข้าร่วมรับฟังมากกว่า 1,000 คน

มัฆวาน วรรณกุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค

.

กมธ.ศาสนาฯ จับมือ 8 ภาคีรัฐ ลงนาม MOU “เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา”

วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 13.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุมสัมมนา B1-1 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจในการดำเนินโครงการ “เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา” ระหว่างคณะกรรมาธิการการศาสนา กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กรมประชาสัมพันธ์ และกรุงเทพมหานคร โดยมี นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธานในพิธี และผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี

สำหรับพิธีลงนามดังกล่าวเป็นการลงนามบันทึกความเข้าใจในการดำเนินโครงการ “เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา” ระหว่างคณะกรรมาธิการการศาสนา โดยนางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานอนุกรรมาธิการ กับกระทรวงมหาดไทย โดยนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษาฯ โดยนางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง กระทรวงดิจิทัลฯ โดยนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวง กระทรวงวัฒนธรรม โดยนางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวง กรมประชาสัมพันธ์ โดยนายพรพิทักษ์ แม้นศิริ รองอธิบดี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยนายอุดม มัตสยะวนิชกูล ผู้อำนวยการกองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงศึกษาธิการ โดยนายอำนาจ สายฉลาด ผู้อำนวยการสำนักลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และกรุงเทพมหานคร โดยนางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา

 นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า โครงการ “เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา” นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ หน่วยงานภาครัฐ และภาคีครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในการเปิดพื้นที่เชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ซึมซับ และถ่ายทอดคุณค่าทางศาสนาและคุณธรรม ผ่านการใช้สื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งการดำเนินโครงการในลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้สื่ออย่างรู้เท่าทัน หากยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศต่อไป

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นกระบวนการในการเสริมสร้างศรัทธาทางศาสนาให้กลับคืนสู่เด็กและเยาวชน ผ่านการเรียนรู้ด้วยตนเอง และการถ่ายทอดหลักธรรมทางศาสนาในรูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสม เข้าถึงได้ง่าย อันจะนำไปสู่การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการธำรงรักษารากฐานทางจิตใจ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชาติให้มั่นคงและยั่งยืน

ทั้งนี้ ภายในงานมีการแสดงชุด “เยาวชนสร้างธรรมบำรุงศาสนา” จากนักเรียนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา และนิทรรศการเกี่ยวกับบทบาทเด็กและเยาวชนในการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของการแสดงเจตนารมย์ร่วมกันในการพัฒนาเยาวชนไทยให้มีทักษะด้านสื่อดิจิทัลควบคู่คุณธรรมจริยธรรมในการสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็ง

.

รฟฟท. รับรางวัลประกาศเกียรติคุณการประกันคุณภาพงานตรวจสอบภายในภาครัฐ ประจำปี 2568

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เข้ารับรางวัลประกาศเกียรติคุณการประกันคุณภาพงานตรวจสอบภายในภาครัฐจากภายนอกองค์กร ประจำปี 2568 “ระดับดี”

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เข้ารับรางวัลประกาศเกียรติคุณการประกันคุณภาพงานตรวจสอบภายในภาครัฐจากภายนอกองค์กร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 “ระดับดี” (Leveraging) นำโดยนายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่

พร้อมด้วยนางกฤษกร ญาณประภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ นายยงยุทธ สังข์ชู ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน และ นายสุรพงศ์ อิ่มเอิบธรรม ผู้จัดการส่วนตรวจสอบภายใน เข้ารับรางวัล โดยมีนางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัลฯ ณ ห้องประชุมแวนด้า แกรนด์ บอลรูม ชั้น 5 โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ ถนนแจ้งวัฒนะ  อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

พิธีมอบรางวัลดังกล่าว จัดขึ้นโดย กรมบัญชีกลาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพงานตรวจสอบภายใน สู่ความสำเร็จและสร้างคุณค่าให้แก่องค์กร โดยภายในงานมีหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เข้ารับรางวัล จำนวนทั้งสิ้น 46 หน่วยงาน ซึ่งรางวัลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นหน่วยงานที่มีการบริหารจัดการด้านตรวจสอบภายในอย่างมีประสิทธิภาพด้วยมาตรฐานสากล มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

บริษัทฯ ขอให้คำมั่นว่า จะมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถไฟฟ้า และซ่อมบำรุง พร้อมทั้งรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

.

ดีลอยท์ เปิดตัวโครงการพัฒนาบุคลากรช่วงเริ่มต้นอาชีพ (Early-career Talent Program) ช่วยสร้างความพร้อมในการทำงานให้คนรุ่นใหม่ในประเทศไทย

สำหรับคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย เส้นทางสู่การทำงานมีความซับซ้อนมากขึ้น เมื่อเทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงทักษะที่จำเป็นสำหรับความสำเร็จในการทำงาน คนรุ่นใหม่ต่างกำลังเผชิญกับความท้าทาย พร้อมตั้งคำถามว่า จะก้าวเข้าสู่อาชีพที่ตนเองต้องการได้อย่างราบรื่นได้อย่างไร ท่ามกลางช่องว่างด้านทักษะที่ขยายกว้างขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม โครงการพัฒนาบุคลากรในช่วงเริ่มต้นอาชีพการทำงาน (Early-career Talent Program) ที่มีโครงสร้างชัดเจน จึงเป็นตัวเชื่อมสำคัญระหว่างความคาดหวังกับการทำงานที่มั่นคง

ด้วยเหตุนี้เอง ดีลอยท์ เซาท์อีสต์เอเชีย จึงได้เปิดตัวโครงการ Amplify ซึ่งเป็นโครงการฝึกงานระดับภูมิภาคที่มุ่งหวังจะหล่อหลอมผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย โดยโครงการ Amplify มีการรับสมัครปีละ 2 รอบ สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานน้อยกว่า 3 ปี เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานที่เข้มข้นเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผสมผสานการทำงานจริงกับลูกค้า การฝึกอบรมด้านเทคนิค การพัฒนาภาวะผู้นำ และการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม

โครงการ Amplify จึงเป็นเป็นโครงการที่ดีลอยท์พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะสูง ท่ามกลางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับความมุ่งมั่นขององค์กรในระดับโลกในเรื่อง WorldClass ที่มุ่งเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร 100 ล้านคน ภายในปี 2573 ผ่านการศึกษาและการลงทุนในการพัฒนาทักษะ โดยผู้เข้าร่วมโครงการที่มีผลงานโดดเด่นจะได้รับข้อเสนอให้เข้าทำงานแบบเต็มเวลา นับเป็นการสร้างเส้นทางโดยตรงสู่อาชีพด้านบริการวิชาชีพกับเครือข่ายบริการวิชาชีพที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่างเช่น ดีลอยท์

“Amplify ไม่ได้เป็นเพียงโครงการฝึกงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับผู้นำในอนาคต โครงการนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้ มีความรับผิดชอบในการทำงานจริง ได้ลงมือทำโครงการต่าง ๆ อย่างจริงจัง และได้รับคำแนะนำที่ช่วยให้พวกเขาพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ตั้งแต่วันแรกที่เข้าร่วมโครงการ ในฐานะองค์กรที่ให้บริการวิชาชีพที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดีลอยท์มุ่งมั่นที่จะส่งมอบบริการและโซลูชันอย่างมีคุณภาพและซื่อสัตย์ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตในประเทศไทย

อีกทั้ง โครงการ Amplify ยังเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์แบบองค์รวมของเราเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ในประเทศไทย เราตั้งใจที่จะเป็นผู้นำในการหล่อหลอมอนาคตของบริการวิชาชีพ โดยหนึ่งในวิธีการของเราคือ การลงทุนในบุคลากรรุ่นใหม่ ด้วยการมอบทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อวิชาชีพ เพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าของเศรษฐกิจไทย ถึงแม้ประเทศกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นก็ตาม” ดร.เมธินี จงสฤษดิ์หวัง กรรมการผู้จัดการ  ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าว

ในช่วง 2 รอบแรกของโครงการ Amplify นั้น ดีลอยท์ ประเทศไทย ได้รับพนักงานฝึกงานเกือบ 150 คน โดยผู้ที่มีผลงานโดดเด่นกว่า 50 คนได้เข้าทำงานแบบเต็มเวลาภายหลังจบโครงการ นับเป็นการแสดงถึงความต้องการด้านโครงสร้างและทักษะที่เพิ่มขึ้นสำหรับโมเดลการพัฒนาบุคลากรในช่วงเริ่มต้นอาชีพการทำงาน

ผู้เข้าร่วมโครงการ Amplify ของดีลอยท์ ประเทศไทย 3 คน ได้เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเอง ดังนี้

นายสรัล เขียวนาวาวงศ์ษา – บริการด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยง และธุรกรรมรายการ (Strategy, Risk & Transactions)หลังจากที่สรัลสำเร็จการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขารู้ชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร “ผมอยากนำความรู้ด้านเทคนิคของผมไปประยุกต์ใช้ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจริง” สรัลกล่าว ซึ่งความต้องการนั้น นำเขาไปสู่การฝึกงานด้านที่ปรึกษาและการพัฒนาธุรกิจ และเขาได้ค้นพบว่า ตัวเองชอบแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

การเข้าร่วมโครงการ Amplify เป็นอีกก้าวสำคัญในเส้นทางชีวิตสำหรับสรัล “ดีลอยท์เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะผู้นำทางธุรกิจ และโครงการนี้มีความเหมาะสมมาก” สรัลกล่าวเสริม โดยโปรเจ็คต์แรกที่เขาได้รับมอบหมาย เป็นโปรเจ็คต์ใหญ่ด้านยานยนต์ ซึ่งนับเป็นการทดสอบที่ท้าทายอย่างยิ่ง

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำงานในโปรเจ็คต์ขนาดใหญ่ครับ ถึงแม้ว่าผมจะเรียนวิศวกรรมศาสตร์มา แต่สภาพแวดล้อมการทำงานจริงก็แตกต่างออกไป ผมได้เรียนรู้วิธีการจัดโครงสร้างปัญหา การกำหนดแนวทาง และการตั้งคำถามที่ถูกต้อง”
ปัจจุบัน สรัลเป็นที่ปรึกษาในหน่วยงานบริการด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยง และธุรกรรมรายการ (Strategy, Risk & Transactions) ทั้งนี้ เขามีเป้าหมาย 2 ข้อ ได้แก่ เรียนรู้จากผู้ที่เก่งที่สุด และเติบโตเป็นผู้นำที่บริหารโครงการและสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมได้

นางสาวภาวิณี อินดี – บริการด้านเทคโนโลยีและการปฏิรูปองค์กร (Technology & Transformation)เรื่องราวของภาวิณีเริ่มต้นจากเศรษฐศาสตร์ แต่อนาคตของเธอนั้นเกี่ยวกับเทคโนโลยี หลังจากสำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัย เธอตัดสินใจที่จะทำตามความสนใจของตัวเองในด้านงานที่ปรึกษา และได้เข้าร่วมโครงการ Amplify

จากประสบการณ์การเข้าร่วมโครงการ Amplify เป็นเวลา 12 สัปดาห์ เธอได้เป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานบริหารโครงการ (Project Management Office) ในการนำระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning: ERP) ไปปรับใช้ให้กับลูกค้า “การที่ได้เห็นว่าทุกอย่างที่เราร่วมมือกันทำนั้นให้ผลลัพธ์ที่ต้องการในโปรเจ็คต์ขนาดใหญ่นั้น เป็นสิ่งที่น่าทึ่งมากค่ะ” เธอกล่าว

ประสบการณ์ตั้งแต่การบริหารโครงการ ไปจนถึงการทำงานร่วมกันระหว่างหลากหลายทีม ทำให้เธอมั่นใจในความมุ่งมั่นที่จะเติบโตเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีที่เชี่ยวชาญด้านการนำ ERP ไปใช้
ทำไมถึงเลือกดีลอยท์? “ดีลอยท์มีทีมงานและการสนับสนุนจากผู้นำที่ยอดเยี่ยม นับว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่ดิฉันสามารถเรียนรู้และสร้างอาชีพระยะยาวได้ค่ะ”

นางสาวณิชาภัทร เต็มภูวภัทร – บริการด้านภาษีและกฎหมาย (Tax & Legal)ณิชาภัทรสำเร็จการศึกษา เอกการเงิน และโทการตลาด จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เธอยังเคยเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ทั้งนี้ เธอสมัครโครงการ Amplify ของดีลอยท์ เนื่องจากความสนใจในธุรกิจระดับโลกและงานวิเคราะห์

“โครงการ Amplify เป็นไปตามที่ดิฉันคาดหวังไว้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็น โอกาสในการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำโครงการจริงและการทำงานเป็นทีม” เธอกล่าว โดยไฮไลต์ของเธอในระหว่างร่วมโครงการคือ การช่วยงานด้านการวิเคราะห์อุตสาหกรรม และการเปรียบเทียบมาตรฐาน (Benchmarking) สำหรับงานด้านการกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing) “ดิฉันได้เรียนรู้การนำแนวปฏิบัติไปใช้จริง รวมถึงความสำคัญของความแม่นยำและการทำงานร่วมกัน”

จากประสบการณ์ที่ได้รับจากโครงการ Amplify ปัจจุบัน ณิชาภัทรทำงานในหน่วยงานบริการด้านภาษีและกฎหมาย (Tax & Legal) ของดีลอยท์ โดยเธอมุ่งมั่นที่จะเพิ่มความเชี่ยวชาญด้านการกำหนดราคาโอน และเติบโตไปสู่ตำแหน่งงานที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น พร้อมสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า

“สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้ดิฉันเติบโตต่อไปได้นั้น ไม่ใช่เพียงเรื่องงาน แต่เป็นเรื่องของคนค่ะ” ณิชาภัทรกล่าว

หอการค้าไทย-จีน คงบทบาทสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน ทุกมิติ พร้อมยกระดับบทบาทองค์กรในเวทีนานาชาติ

หอการค้าไทย-จีน  คงบทบาทสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน ทุกมิติ พร้อมยกระดับบทบาทองค์กรในเวทีนานาชาติ จาก “50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย”  สู่การสร้าง “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันไทย-จีน”

ฯพณฯ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์  ประธานองคมนตรี  ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีรับมอบตำแหน่งคณะกรรมการหอการค้าไทย-จีน สมัยที่ 30 โดยมี  ฯพณฯ จาง เจี้ยน เว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เป็นประธานร่วม  พร้อมด้วย  ประธานกิตติมศักดิ์  คณะกรรมการ และสมาชิก กว่า 500 คนเข้าร่วมงาน

ในโอกาสนี้ นายยง  สุขสุดประเสริฐ ประธานกิตติมศักดิ์ผู้ทรงเกียรติถาวร  เป็นประธานมอบตราประทับให้แก่นายณรงค์ศักดิ์  พุทธพรมงคล ดำรงตำแหน่งประธานหอการค้าไทย-จีน สมัยที่ 30    ด้วยตระหนักถึงความมุ่งมั่นและความทุ่มเททำงานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมาของนายณรงค์ศักดิ์ ในฐานะประธานหอการค้าไทย-จีน

หอการค้าไทย-จีน  คือ องค์กรชาวไทยเชื้อสายจีน ที่เป็นตัวแทนประเทศไทย กว่า 116 ปี มีประเพณีและประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองและยาวนาน  จนกลายเป็นแบบอย่างขององค์กรชาวไทยเชื้อสายจีน และมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสาธารณกุศลของไทย ตลอดจนการกระชับความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ  จาก “50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย“ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการสานต่ออดีต สู่อนาคตอีก 50 ปีข้างหน้า ตามเป้าหมายการสร้าง “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน“  ฯพณฯ จาง เจี้ยน เว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย  กล่าว

นายณรงค์ศักดิ์  พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย-จีน สมัยที่ 30  กล่าวขอบคุณสมาชิกที่ให้ ความไว้วางใจดำรงตำแหน่งประธานหอการค้าไทย-จีน  อีกวาระหนึ่ง พร้อมประกาศพันธกิจ ร่วมสืบสานเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษที่ยึดมั่นในความสามัคคีเกื้อกูลช่วยเหลือซี่งกันและกัน ขยันหมั่นเพียรและซื่อสัตย์สุจริต  ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนบทบาทและหน้าที่ของหอการค้าไทย-จีน  เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การพัฒนานักธุรกิจรุ่นใหม่และนวัตกรรม และการยกระดับบทบาทองค์กรในเวทีนานาชาติ รวมถึงการสานต่อภารกิจด้านสังคม วัฒนธรรม และการศึกษา เพื่อสร้างประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกัน อย่างมีคุณภาพ และเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ

อนึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2568) มีนักลงทุนจีน ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย จำนวน 2,602 โครงการ มูลค่ากว่า 6.39 แสนล้านบาท ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย เช่น อุตสาหกรรมโลหะและวัสดุอุตสาหกรรม  อุตสาหกรรมเครื่องจักรและยานยนต์  อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น     การลงทุนของจีนดังกล่าว นอกจากจะมีส่วนช่วยในการยกระดับภาคการผลิตของประเทศไทยแล้ว นักลงทุนจีนยังร่วมสร้างการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการไทยเพิ่มมากขึ้น

.

ด่วน!เครื่องบินกองทัพพอากาศตกที่เชียงใหม่ นักบินสละชีพ 2 นาย

เครื่องบินทหาร AT-6 สังกัดกองทัพอากาศ ตกกลางป่าอ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ไฟลุกท่วม นักบินสละชีพ 2 นาย พบบินมาจากกองบิน 411 เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบหาสาเหตุการตก

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 29 ม.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีฝ่ายความมั่นคงอำเภอจอมทอง รับแจ้งเหตุมีเครื่องบินตกบริเวณพื้นที่ป่าห่างไกลชุมชน หมู่ที่ 6 บ้านห้วยม่วงฝั่งซ้าย ตำบลแม่สอย อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

จากการเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุเบื้องต้น พบซากเครื่องบินเล็กประเภทเครื่องบินฝึกหรือโจมตีเบา แบบทหาร รุ่น AT-6 สีขาว สังกัดกองทัพอากาศ สภาพพังยับเยินและมีเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรงท่วมตัวเครื่อง ชิ้นส่วนปีกปรากฏเครื่องหมายวงกลมสีขาว-แดง-น้ำเงิน ของกองทัพอากาศไทยชัดเจน เจ้าหน้าที่กู้ภัยและฝ่ายปกครองที่เข้าถึงพื้นที่ รายงานเบื้องต้นว่า พบผู้เสียชีวิตในจุดเกิดเหตุจำนวน 2 ราย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุรายชื่อและตำแหน่งของผู้เสียชีวิตได้ โดยมีรายงานว่า เครื่องบินลำดังกล่าว บินมาจากกองบิน 411 เชียงใหม่

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอำเภอจอมทองร่วมกับหน่วยงานกู้ภัยได้ปิดกั้นพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่นิรภัยการบินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบเก็บกักพยานหลักฐาน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้ว่าเกิดจากขัดข้องทางเทคนิค สภาพอากาศ หรือปัจจัยอื่นใด


สรุปรายละเอียดเหตุการณ์สำคัญ:

 * จุดเกิดเหตุ: บริเวณแนวภูเขาและพื้นที่ป่าห่างไกลในเขตบ้านห้วยฝาง อ.จอมทอง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึง เจ้าหน้าที่ต้องใช้การเดินเท้าและอาศัยการนำทางจากคนในพื้นที่เพื่อเข้าสู่จุดตก

 * สถานะนักบินและลูกเรือ: ขณะนี้กองทัพอากาศและหน่วยกู้ภัยกำลังเร่งตรวจสอบสภาพความเสียหายและค้นหานักบินอย่างเร่งด่วน โดยยังไม่มีรายงานยืนยันสถานะหรือจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ

* การดำเนินการของกองทัพ: กองทัพอากาศยืนยันรับทราบเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูล รวมถึงเตรียมมาตรการปิดกั้นพื้นที่เพื่อสืบสวนหาสาเหตุทางเทคนิคตามมาตรฐานนิรภัยการบิน

ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องบิน AT-6TH:

สำหรับเครื่องบิน AT-6TH Wolverine รุ่นที่เกิดเหตุ เป็นเครื่องบินโจมตีเบาสมรรถนะสูงที่กองทัพอากาศไทยเพิ่งดำเนินการจัดหาและรับมอบครบจำนวน 8 ลำ เมื่อช่วงปี 2567–2568 โดยมีฐานปฏิบัติการหลักอยู่ที่ฝูงบิน 411 กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้ในภารกิจลาดตระเวน โจมตีทางอากาศ และฝึกยุทธการ

ตื่นตาตื่่นใจ!ฝูงค้างคาวปากย่น นับแสนตัว บินออกจากโพรงถ้ำ ออกหากิน

อุทัยธานี- ตื่นตาตื่่นใจฝูงค้างคาวปากย่น นับแสนตัว บินออกจากโพรงถ้ำ ออกหากิน ปราบศัตรูเพลี้ยกระโดดหลายล้านตัวต่อคืน 

กำลังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่บริเวณหน้าถ้ำเขาฆ้องชัย ต.ป่าอ้อ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ภายในถ้ำแห่งนี้ มีฝูงค้างคาว อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากหลายล้านตัว และในช่วงเวลาเย็น หรือประมาณหกโมงเย็นไปแล้วใกล้กับพระอาทิตย์ตกดิน จะเห็นฝูงค้างคาวนับแสนตัว บินโผล่ออกมาจากโพรงถ้ำ

และจะบินกลับเข้าถ้ำมาอีกที เวลาใกล้กับรุ้งฟ้าส่าง ถ้ำเขาฆ้องชัย ตั้งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน เป็นภูเขาหินปูนสูง เป็นถ้ำตื้นขนาดใหญ่ ซึ่งพื้นที่ถ้ำเขาฆ้องชัย นั้นติดกับบริเวณวัดและโรงเรียน

ล่าสุดทราบว่า เป็นค้างคาวปากย่น เป็นค้างคาวขนาดเล็กและกินแมลงเป็นอาหารหลัก อาศัยอยู่ในถ้ำหินปูน ช่วยรักษาสมดุลธรรมชาติ มีลักษณะการบินเหมือนเกลียวคลื่นสีคล้ำเป็นทางยาว ค้างคาวปากย่นชนิดนี้เป็นประโยชน์ต่อทางเศรษฐกิจมาก ชอบกินแมลงปีกแข็ง มวล เพลี้ย และพวกผีเสื้อกลางคืน

ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของนาข้าว และสามารถกินเพลี้ยกระโดดหลายล้านตัวต่อคืน ช่วยลดความเสียหายของผลผลิตข้าวและป้องกันการสูญเสีย

.