คลื่นผู้ชุมนุมหลายล้านคนทั้งในสหรัฐ-ต่างแดน รวมพลังต่อต้าน”ทรัมป์”ทำสงครามอิหร่าน

กลุ่มฝูงชนหลายล้านคนเดินขบวนทั้งในสหรัฐฯและต่างแดนเมื่อวันที่ 28มี.ค.ที่ผ่านมาเพื่อต่อต้านประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” แสดงความขุ่นเคืองต่อสิ่งสไตล์การปกครองเผด็จการของผู้นำรายนี้ นโยบายผู้อพยพที่แข็งกร้าวและการทำสงครามกับอิหร่าน

สำนักข่าวเอเอฟพี  รายงานว่า  การประท้วงครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ในเวลาไม่ถึงปี ที่อเมริกันชนไหลบ่าลงสู่ท้องถนน ส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวรากหญ้าที่เรียกว่า “No Kings” ซึ่งส่งเสียงและแสดงออกต่อต้านทรัมป์อยู่เป็นประจำ นับตั้งแต่เขาเริ่มดำรงแหน่งประธานาธิบดีสมัย 2 ในเดือนมกราคม 2025

แกนนำคาดหมายว่าจะมีผู้ชุมนุมหลายล้านคนไหลบ่าสู่ท้องถนนตามเมืองขนาดใหญ่และเมืองขนาดเล็ก ประท้วงต่อต้านสิ่งต่างๆไล่ตั้งแต่การจู่โจมจับกุมคนเข้าเมือง ราคาข้าวของที่พุ่งทะยาน ไปจนถึงการทำสงตรมกับอิหร่าน ที่ ทรัมป์ เปิดศึกเคียงข้างอิสราเอล

ที่นิวยอร์ก เมืองที่มีประชากรมากที่สุดของอเมริกา ผู้คนหลายหมื่นรายออกมาเดินขบวนประท้วงค่อยๆทยอยกันออกมา ไล่ตั้งแต่แอตแลนตาไปจนถึงชิคาโก เช่นเดียวกับที่เมืองเวสต์บลูมฟิลด์ รัฐมิชิแกน ประชาชนฝ่าอากาศหนาวเหน็บอุณภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ออกมาชุมนุม ส่วนในกรุงวอชิงตัน เมืองหลวงของประเทศ บรรดาผู้ประท้วงหลายพันคน บางส่วนชูป้ายข้อความว่า “ทรัมป์ ต้องออกไปเดี๋ยวนี้” และ “ต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสต์” หลั่งไหลกันไปยังอุทยานเนชันแนล มอลล์

“เขาเอาแต่โกหก โกหก โกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่มีใครพูดอะไร ดังนั้นเราจึงอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายมาก” โรเบิร์ด เปโวเซวิช ผู้เกษียณอายุวัย 67 ปีบอกกับเอเอฟพี ทั้งนี้

บรรยากาศแห่งการต่อต้านทรัมป์ยังไหลทะลักออกไปนอกเขตแดนของสหรัฐฯ มีการชุมนุมตามเมืองต่างๆของยุโรปเช่นกัน ในนั้นรวมถึงอัมสเตอร์ดัม, มาดริด และกรุงโรม โดยประชาชนกว่า 20,000 คนเดินขบวนภายใต้การดูแลของตำรวจจำนวนมาก

การประท้วงทั่วประเทศ “No Kings” ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ในวาระครบรอบวันเกิดอายุ 79 ปีของทรัมป์ ซึ่งตรงกันพอดีกับพิธีสวนสนามที่เขาจัดขึ้นในวอชิงตัน คราวนั้นมีประชาชนหลายล้านคนออกมา ไล่ตั้งแต่นิวยอร์ก ไปจนถึง ซานฟรานซิสโก

ส่วนครั้งที่ 2 มีขึ้นในเดือนตุลาคม คาดหมายว่าดึงดูดผู้ประท้วงออกมาประมาณ 7 ล้านคน ตามคำกล่าวอ้าวของแกนนำ

เป้าหมายของการประท้วงในวันเสาร์(28มี.ค.) คือดึงดูดผู้ชุมนุมออกมามากกว่าเดิม ในขณะที่คะแนนนิยมของทรัมป์ดำดิ่งต่ำกว่า 40% ก่อนถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้พรรครีพับลิกันของเขาเสี่ยงสูญเสียเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฏร

พายุฤดูร้อนกระหน่ำอำเภอพยุห์พัดบ้านเรือนพังยับ แรงลมซัดกำแพงถล่มทับผู้เฒ่าป่วยติดเตียงดับสลด

พายุถบ้าคลั่ง อาละวาดศรีสะเกษ ล่าสุด ! พัดกระหน่ำ ท้องที่ตำบลโนนเพ็ก อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ ลมกระโชกแรง ส่งผลให้บ้านพังครืนระเนระนาด กำแพงบ้านล้มทับคุณตาวัย 78 ปี ที่ป่วยติดเตียง ดับอนาถ

เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 28 มีนาคม 2569 นายคุณากร สุทธิโมกข์อำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับแจ้งเหตุจากกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ตำบลโนนเพ็ก ว่าเกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มอย่างรุนแรงในหลายหมู่บ้าน โดยเฉพาะที่บ้านสร้างหว้า หมู่ 7 ตำบลโนนเพ็ก ส่งผลให้บ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง เบื้องต้นพบว่ามีบ้านพังเสียหายแล้วกว่า 10 หลังคาเรือน และยังอยู่ระหว่างการเร่งสำรวจเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน เกิดเหตุสลดเมื่อมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ 1 ราย ทราบชื่อคือ นายเลื่อน อายุ 78 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงและเป็นโรคมะเร็ง อาศัยอยู่กับญาติ คือ นางนวรัตน์ ที่บ้านสร้างหว้า หมู่ 7 ตำบลโนนเพ็ก เบื้องต้นทราบว่า ขณะเกิดเหตุพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงอย่างหนัก ได้พัดโหมเข้าถล่มบ้านเรือนในพื้นที่อย่างฉับพลัน ส่งผลให้โครงสร้างบ้านหลายหลังไม่สามารถต้านแรงลมได้ โดยบ้านของนางนวรัตน์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก กำแพงบ้านได้พังถล่มลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว และได้ล้มทับร่างของนายเลื่อนที่อยู่ภายในบ้านจนได้รับบาดเจ็บสาหัส
.
ญาติและชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงต่างพากันวิ่งเข้าช่วยเหลือท่ามกลางสายฝนและแรงลมที่ยังพัดกระหน่ำ ก่อนจะเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลพยุห์อย่างเร่งด่วน แต่เนื่องจากสภาพร่างกายของผู้บาดเจ็บอ่อนแอจากโรคประจำตัว ประกอบกับแรงกระแทกอย่างรุนแรง ทำให้นายเลื่อนทนพิษบาดแผลไม่ไหว และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา


หลังเกิดเหตุ นายคุณากร สุทธิโมกข์ นายอำเภอพยุห์ ได้สั่งการให้ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลความเสียหายอย่างละเอียด เพื่อรายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ และเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด
.
นอกจากนี้ ทางอำเภอพยุห์ยังได้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เข้าร่วมสำรวจความเสียหายอย่างเป็นระบบ เพื่อจัดสรรความช่วยเหลือทั้งในด้านที่อยู่อาศัย เครื่องอุปโภคบริโภค และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบต่อไป

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ลงล็อก! ลุ้นนาทีสุดท้ายเปิดโผ ครม.อนุทิน 2 ทูลเกล้าฯ 30 มี.ค.นี้

ความเคลื่อนไหวการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ “อนุทิน 2” เดินทางเข้าสู่โค้งสุดท้าย ท่ามกลางแรงกระเพื่อมทางการเมืองภายในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ต้องปรับเกมกะทันหัน หลังหนึ่งในรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีติดปัญหาคุณสมบัติ

รายงานข่าวจากแกนนำพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า การตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติของว่าที่รัฐมนตรีทั้ง 35 รายชื่อ ได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา โดยพบว่ามีเพียงรายชื่อของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ที่มีปัญหาด้านคุณสมบัติ ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องเสนอ “แผนสำรอง” อย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้ส่งรายชื่อสำรอง 3 ราย ได้แก่ นายนิกร โสมกลางนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ และ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติ ซึ่งทั้ง 3 รายผ่านเกณฑ์ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย กลับเป็นชื่อของ “นายนิกร โสมกลาง” ที่ได้รับการเคาะให้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แทนสุดาวรรณ

การเลือก “นายนิกร” ในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญภายในพรรคเพื่อไทย เนื่องจากอีก 2 รายชื่อที่หลุดโผอย่าง “นายวิสุทธิ์” และ “น.ส.ขัตติยา” ต่างถูกจับตาในฐานะตัวเต็งก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงแรงต่อรองและสมดุลอำนาจภายในพรรคที่ยังไม่สิ้นสุด

แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ในวันจันทร์ที่ 30 มีนาคมนี้ นายกรัฐมนตรีจะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาคุณสมบัติเป็นครั้งสุดท้าย หากไม่มีข้อทักท้วงเพิ่มเติม รายชื่อคณะรัฐมนตรีทั้ง 35 คน จะถูกนำขึ้นทูลเกล้าฯ ตามขั้นตอนทันที

สำหรับโผ “ครม.อนุทิน 2” ที่ถูกจับตา ประกอบด้วยตำแหน่งสำคัญ อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะที่ทีมรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลักกระจายตัวจากหลายพรรคการเมือง สะท้อนภาพรัฐบาลผสมที่ต้องอาศัยการประคับประคองอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม แม้รายชื่อจะ “ลงตัว” ในทางเทคนิค แต่บรรยากาศทางการเมืองยังคงคุกรุ่น โดยเฉพาะภายในพรรคแกนนำ ที่ยังมีแรงสะเทือนจากการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลในระยะต่อไป

การทูลเกล้าฯ ในวันที่ 30 มีนาคมนี้ จึงไม่ใช่เพียงขั้นตอนตามพิธีการ แต่เป็น “บทพิสูจน์” สำคัญว่า รัฐบาล “อนุทิน 2” จะสามารถก้าวผ่านแรงเสียดทานทางการเมือง และเดินหน้าบริหารประเทศได้อย่างราบรื่นเพียงใด

สำหรับ 35 รายชื่อรัฐมนตรีในรัฐบาล”อนุทิน2″ ประกอบด้วย

1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 2. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 3. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี 4. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 5. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี 6. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 7. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 8. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 9. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 10. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

11. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 12. นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 13. พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 14. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 15. นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 16. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 17. นายวัชรพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 18. นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 19. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

20. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม 21. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม 22. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 23. นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 24. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 25. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 26. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 27. นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 28. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย 29. พลโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

30. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 31. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 32. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 33. นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 34. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 35. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

คนลาวเสียดายชื่อ “ปากเซ” หลังรัฐบาลเตรียมเปลี่ยนใช้ “นครคำไต สีพันดอน”แทน

แขวงจำปาสักเสนอเปลี่ยนชื่อ”นครปากเซ” เป็น”นครคำไต สีพันดอน” ตามชื่อบิดาของนายกรัฐมนตรี สอนไซ ที่เป็นชาวเมืองโขง แต่ชุมชนออนไลน์ของลาวกลับแสดงปฏิกิริยา พร้อมใจกันโพสต์อาลัยชื่อ”ปากเซ”กันอย่างกว้างขวาง

สื่อหลายแห่งของลาวได้เผยแพร่หนังสือแจ้งการของคณะจัดตั้งศูนย์กลางพรรคประชาชนลาว เลขที่ 521/คจสพ. ลงวันที่ 24 มีนาคม 2569 เรื่องการเตรียมการเปลี่ยนชื่อนครปากเซ เป็นนครคำไต สีพันดอน โดยอ้างอิงจากผลการศึกษาขององค์การปกครองท้องถิ่น โดยมีเนื้อหาโดยสรุปว่า

หอหลักเมืองปากเซ
หอหลักเมืองปากเซ

เพื่อให้การเปลี่ยนชื่อนครดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฏหมาย สอดคล้องกับนิติกรรมที่เกี่ยวข้อง คณะจัดตั้งศูนย์กลางพรรค จึงขอแจ้งไปยังเลขาคณะพรรค , ประธานคณะปกครองแขวงจำปาสัก ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้


1.ประธานคณะกรรมการปกครองแขวงจำปาสัก แต่งตั้งคณะรับผิดชอบเพื่อเตรียมเปลี่ยนชื่อนครปากเซ เป็นนครคำไต สีพันดอน

2.เตรียมเอกสาร ข้อมูลต่างๆที่จำเป็น เพื่อร่างบทวิพากษ์ในการเปลี่ยนชื่อ

3.ประธานคณะกรรมการปกครองแขวงจำปาสักเสนอเปลี่ยนชื่อนครให้สภาประชาชนแขวงจำปาสักรับรอง

4.หลังจากสภาประชาชนแขวงจำปาสักรับรองแล้ว ประธานคณะกรรมการปกครองแขวงจำปาสักเสนอการเปลี่ยนชื่อนครขึ้นไปยังรัฐบาล เพื่อพิจารณา

ลุงคำไต สีพันดอน บิดาของนายกรัฐมนตรีสอนไซ สีพันดอน
คำไต สีพันดอน บิดาของนายกรัฐมนตรีสอนไซ สีพันดอน

สำหรับชื่อนครคำไต สีพันดอน มาจากชื่อของลุงคำไต สีพันดอน อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และอดีตประธานประเทศ สปป.ลาว ที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 จากโรคชรา ด้วยวัย 102 ปี และเป็นบิดาของนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรีลาว คนปัจจุบัน โดยลุงคำไตเป็นชาวเมืองโขง แขวงจำปาสัก ก่อนเสียชีวิต ยังใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอยู่ในพื้นที่แขวงจำปาสัก

อย่างไรก็ตาม หลังข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาไม่นาน ชุมชนออนไลน์ของลาวต่างมีปฏิกิริยา พากันโพสต์ในทำนองอาลัยถึงคำว่า”ปากเซ” ซึ่งเป็นชื่อที่กำลังจะถูกเปลี่ยนแปลงอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยบางตัวอย่างของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในชุมชนออนไลน์ของลาว เช่น

เพจ”โทละโข่ง” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 1.6 ล้านคน โพสต์ภาพชุดในมุมต่างๆของนครปากเซรวม 14 ภาพ พร้อมเนื้อหาโดยย่อว่า เมืองปากเซ หรือนครปากเซ เป็นเมืองเอกของแขวงจำปาสัก ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเซโดนที่ไหลลงแม่น้ำโขง มีเนื้อที่ 180 ตารางกิโลเมตร มีสถานที่หลายแห่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากในแต่ละปี เมื่อจะมีการเตรียมเปลี่ยนชื่อนครปากเซ เป็นนครคำไต สีพันดอน นับเป็นเรื่องน่าตกใจของสังคม ไม่เฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในนครปากเซเพียงเท่านั้น

หนังสือแจ้งการของคณะจัดตั้งศูนย์กลางพรรคเรื่องการเตรียมเปลี่ยนชื่อนครปากเซ เป็นนครคำไต สีพันดอน
หนังสือแจ้งการของคณะจัดตั้งศูนย์กลางพรรคเรื่องการเตรียมเปลี่ยนชื่อนครปากเซ เป็นนครคำไต สีพันดอน


เพจ Art and Culture of Laos มีผู้ติดตามกว่า 5.3 หมื่นคน โพสต์ภาพชุด 6 ภาพ พร้อมเนื้อหาบอกเล่าอดีตความเป็นมาของเมืองปากเซ

เพจ กองร้อย 26 – กบก ทหารเมืองน้ำบาก มีผู้ติดตาม 1.4 หมื่นคน โพสต์ภาพแม่น้ำโขงในเมืองปากเซ พร้อมเขียนบรรยายว่า ปากเซจะอยู่ในใจชาวลาวตลอดไป พร้อมใส่แฮชแท็ก Save Pakse และ ปากเซผิดอะไรจึงจะเปลี่ยนชื่อ

เพจ พาบจากอะดีด ที่มีผู้ติดตาม 1.4 แสนคน โพสต์ภาพขาวดำ ระบุว่าเป็นเขตใจกลางเมืองปากเซ ริมแม่น้ำโขง เมื่อปี 1969

เพจ เที่ยวลาว Visit Laos มีผู้ติดตาม 3.9 หมื่นคน โพสต์ภาพชุด 14 ภาพ เขียนเนื้อหาเป็นความหมายของชื่อนครปากเซ ระบุว่า มีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำสองสาย คำว่าปาก หมายถึงปากแม่น้ำโขง ส่วนคำว่าเซ หมายถึงแม่น้ำเซโดนที่ไหลมาเชื่อมกับแม่น้ำโขง จึงเรียกชื่อว่าปากเซมาจนถึงปัจจุบันนี้

เพจ ปะกาด ผู้ติดตามกว่า 8 แสนคน โพสต์คลิปวงดนตรีคณะหนึ่งกำลังบรรเลงเพลงหอมกุหลาบปากเซ พร้อมเขียนบรรยายสั้นๆว่า ท่านร้องเพลงนี้ได้หรือไม่

ตัวอย่างปฏิกิริยาในชุมชนออนไลน์ของลาว หลังมีข่าวว่าเปลี่ยนชื่อนครปากเซ เป็นนครคำไต สีพันดอน
ตัวอย่างปฏิกิริยาในชุมชนออนไลน์ของลาว หลังมีข่าวว่าเปลี่ยนชื่อนครปากเซ เป็นนครคำไต สีพันดอน

ระเบิดความมันส์! 109 ปี “วัวเทียมเกวียนบ้านลาด”สืบสานตำนานพื้นถิ่นเพชรบุรี

สุดสนุกตื่นเต้นตื่นตา “ประเพณีวัวเทียมเกวียนและบ้านลาด 109 ปี” ประจำปี 2569เพชรบุรี สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

บรรยากาศที่บริเวณที่ว่าการอำเภอบ้านลาด (วัดถ้ำรงค์) ตำบลบ้านลาด อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เต็มไปด้วยความคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้าร่วมงาน “วัวเทียมเกวียนบ้านลาด 109 ปี” ประจำปี 2569 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานของชาวเพชรบุรี

ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ที่การแข่งขัน “วัวเทียมเกวียน” ที่เต็มไปด้วยความเร้าใจและเสียงเชียร์ดังกระหึ่มตลอดสนาม บรรดาวัวคู่แกร่งถูกนำมาเทียมเกวียนประชันความเร็วและความแข็งแรง ท่ามกลางสายตาผู้ชมที่ต่างลุ้นระทึกในทุกจังหวะ สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านที่ผูกพันกับเกวียนและวัวมาแต่โบราณ

นอกจากความมันส์ของการแข่งขัน ภายในงานยังอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างหลากหลาย ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ขบวนแห่สุดยิ่งใหญ่ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา รวมถึงมหกรรมอาหารและของดีประจำถิ่นบ้านลาด–เพชรบุรี ที่เรียกความสนใจจากนักชิมได้อย่างล้นหลาม

ขณะที่เวทีกลางของงานในช่วงค่ำคืน ยิ่งเพิ่มดีกรีความคึกคักด้วยการแสดงและคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังที่สลับสับเปลี่ยนมามอบความบันเทิงให้ผู้เข้าร่วมงานแบบจัดเต็มทุกวัน โดยเปิดให้เข้าชมฟรี สร้างสีสันและเสียงหัวเราะให้กับผู้คนทุกเพศทุกวัย

งาน “วัวเทียมเกวียนบ้านลาด 109 ปี” ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่

ทั้งนี้ ผู้จัดงานเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสบรรยากาศสุดยิ่งใหญ่ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์สำคัญที่รวบรวมทั้ง “กิน เที่ยว ชม ช้อป” ไว้อย่างครบครันในงานเดียวระหว่างวันนี้-31 มีนาคม 2569  ณ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดในช่วงเวลานี้

ภาพ : ประเสริฐ เทพศรี

ขุขันธ์อ่วม!พายุฤดูร้อนถล่ม ลมกระโชกแรง ซัดบ้านเรือนพังเสียหายวงกว้าง

อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ระดมทุกภาคส่วนลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือประชาชน หลังเกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มในหลายพื้นที่ของอำเภอ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 28 มีนาคม 2569

โดยตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ภายใต้การอำนวยการของ นายสุวรรณ เนตรเนติกุล นายอำเภอขุขันธ์ ผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอขุขันธ์ ได้สั่งการให้ฝ่ายปกครอง พร้อมด้วยสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ในเขตเทศบาลมีบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างได้รับความเสียหายหลายหลังคาเรือน รวมถึงซุ้มเฉลิมพระเกียรติบริเวณหน้าตลาดสดเทศบาลเกิดพังถล่ม อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และไม่มีความเสียหายต่อยานพาหนะ

ด้านการแก้ไขสถานการณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการทันที โดย

 • ประสานแขวงทางหลวง ปิดพื้นที่บางส่วนเพื่อซ่อมแซมและปรับปรุง

 • ประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย

 • จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร ซึ่งขณะนี้สามารถสัญจรได้ 4 ช่องทาง (ซ้าย-ขวา) ตามปกติ

พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกพื้นที่ เร่งสำรวจความเสียหายอย่างละเอียด และรายงานให้อำเภอทราบ เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนต่อไป

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

เชียงรายเร่งฟื้นเศรษฐกิจ จัด “CHIANG RAI RESILIENCE EXPO 2026” เชื่อมธุรกิจ-ดึงนักลงทุน สร้างเงินหมุนเวียน

เชียงราย – จังหวัดเชียงราย โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย กำหนดจัดงาน “CHIANG RAI RESILIENCE EXPO 2026 : การค้าขยับ เศรษฐกิจขับเคลื่อน” ภายใต้โครงการบูรณาการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายจากสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 ณ สนามลานฝึกยุววรรณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายหลังจังหวัดเชียงรายประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการค้า การท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นวงกว้าง จังหวัดเชียงรายจึงเร่งดำเนินมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งสร้างโอกาสทางการตลาดและเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ภายในงานรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 200 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการหลากหลาย อาทิ สินค้า OTOP สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้า GI สินค้า BCG สินค้าเชียงรายแบรนด์ สินค้าชุมชน รวมถึงธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง พร้อมขยายตลาดและสร้างการรับรู้สินค้าในวงกว้าง

โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการ “ฟื้นเศรษฐกิจ – สร้างโอกาส – เชื่อมตลาด”โดยมุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ สร้างช่องทางการค้าใหม่ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว ตลอดจนยกระดับเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด

กิจกรรมไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online โดยเชิญผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้ประกอบการจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมจำนวนไม่น้อยกว่า 30 ราย เพื่อเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงรายไม่น้อยกว่า 50 ราย อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางการค้า และต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในโดมปรับอากาศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมงานตลอดการจัดกิจกรรม พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย “ยิ่งช้อป ยิ่งสุข ยิ่งลุ้น” ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท รวมถึงกิจกรรมความบันเทิง การแสดงศิลปวัฒนธรรม และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง เพื่อสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและดึงดูดประชาชนและนักท่องเที่ยว  

ทั้งนี้ การจัดงานคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย สร้างเงินหมุนเวียนในพื้นที่ เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดเชียงราย พร้อมวางรากฐานสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวของภาคเหนือตอนบนในอนาคต

ทลายแก๊งวัยรุ่นตัวลายตระเวนลักจยย.ทั่วมหาชัย นำส่งเอเย่นต์ตลาดมืด

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ตำรวจ กก.1 บก.ป. ร่วมกันจับกุม นายเกรียงไกรฯ อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาคร ที่ จ.64/2569 ลงวันที่ 5 ก.พ. 69 ในฐานความผิด “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม”

สถานที่จับกุม บริเวณหน้าเพิงพักริมคลองภายในหมู่บ้าน แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพมหานคร

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกขาม ได้รับแจ้งความจากผู้เสียหายจำนวน 2 รายว่ารถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 125 ไอ ได้ถูกคนร้ายลักไปจากบริเวณ ลานจอดหน้าหอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ในช่วงเวลากลางคืน จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของหอพักพบภาพผู้ต้องสงสัยจำนวน 3 คน ขณะกำลังร่วมกันก่อเหตุ พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกขาม ทำการสืบสวนจนสามารถจับกุมหนึ่งในผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุได้ไปก่อนหน้านี้

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ขยายผลติดตามจับกุมนายเกรียงไกรฯ อายุ 20 ปี ผู้ต้องหาที่ร่วมก่อเหตุด้วยกันอีก 1 ราย ที่ยังหลบหนีอยู่ ซึ่งพบว่าภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมเพื่อนร่วมแก๊งที่ก่อเหตุไปก่อนหน้านี้ ญาติของเพื่อนในแก๊งได้ส่งข่าวบอกให้นายเกรียงไกรฯ รู้ตัว จึงไหวตัวทันหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ไปซ่อนตัวในพื้นต่างจังหวัดเป็นเวลาหลายเดือน เจ้าหน้าที่ได้ติดตามสืบสวนมาจนกระทั่งพบว่านายเกรียงไกรฯได้กลับมามั่วสุมกับเพื่อนกลุ่มแก๊งวัยรุ่นใกล้กับชุมชนเดิมอีก โดยพักอาศัยอยู่บริเวณหน้าเพิงพักริมคลองภายในหมู่บ้าน แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพมหานคร 

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้วางแผนเข้าทำการจับกุม นายเกรียงไกรฯ ได้ที่บริเวณดังกล่าว สอบถามเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่าตนเคยก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี 2567 โดยร่วมกับเพื่อนและรุ่นพี่ในกลุ่มตระเวนลักรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากเป็นแหล่งชุมชนและมีโรงงานจำนวนมาก ทำให้ง่ายต่อการก่อเหตุ จากนั้นจะนำรถที่ขโมยมาได้ไปขายต่อให้กับผู้รับซื้อในราคาคันละ 10,000 บาท  โดยจะแบ่งเงินกับเพื่อนคนละ 5,000 บาท

ซึ่งรถจักรยานยนต์ที่ถูกขโมยจะถูกนำส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (ประเทศลาว) ส่วนเงินที่ได้มาจะนำไปใช้เที่ยวเตร่ แข่งรถ และมั่วสุมกับกลุ่มเพื่อน เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมข้อมูลจากคำให้การของผู้ต้องหาเพื่อขยายผลหาเครือข่ายกลุ่มผู้รับซื้อต่อไป จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สน.โคกขาม เพื่อดำเนินคดีให้ได้รับโทษตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

เตือนภัย ฝากเตือนภัยพี่น้องประชาชนให้ใช้ความระมัดระวังในการจอดรถจักรยานยนต์ค้างคืนไว้ตามพื้นที่เสี่ยงต่างๆ เช่น บริเวณริมถนน ลานจอดที่เป็นสาธารณะไม่มีเจ้าหน้าที่ รปภ.เฝ้า หรือพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ที่ไม่มีรั่วรอบขอบชิดแน่นหนา โดยแนะนำว่าหากมีความจำหลีกเลี่ยงไม่ที่จำเป็นต้องจอดรถในพื้นที่ดังกล่าว ให้ติดตั้งอุปกรณ์สำหรับกันขโมยรถจักรยานยนต์ (ดิสล็อค) ไว้ทุกครั้ง เพื่อช่วยลดความเสี่ยง ยากต่อการที่คนร้ายก่อเหตุได้ 

ทีมชาติไทย U23 เฉือน เวียดนาม 1-0 คว้าชัยศึก CFA Youth Tournament Xi’an นัดที่สอง

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ณ เฟิงตง ฟุตบอล พาร์ค อีสต์ สเตเดียม สาธารณรัฐประชาชนจีน การแข่งขันฟุตบอลรายการ CFA Team China International Youth Tournament Xi’an นัดที่สอง ฟุตบอลชายทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ลงสนามพบกับ เวียดนาม รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี

โดยเกมแรก ทีมชาติไทย เสมอกับ จีน 2-2 ส่วนเวียดนาม เสมอกับ เกาหลีเหนือ 1-1 ซึ่งเกมนี้ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล หัวหน้าผู้ฝึกสอน วาง ธนกฤต โชติเมืองปัก ประสานงานกับ คคนะ คำยก คอยสร้างสรรค์เกมสนับสนุนสามแดนหน้าอย่าง ชวัลวิทย์ แซ่เล้า, ปริพรรษ์ วงษา และ เจะฮานาฟี มามะ เป็นหน้าเป้า

เริ่มเกมมาเพียง 20 วินาที ไทย มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ชวัลวิทย์ แซ่เล้า วางบอลเข้ากรอบเขตโทษมาให้ ธนกฤต โชติเมืองปัก ตัดเข้าในก่อนยิงด้วยขวาเสียบเสาเข้าไป

นาทีที่ 20 ไทย มีโอกาสได้ลุ้นยิงประตูเพิ่ม คคนะ คำยก วางบอลยาวจากแดนตัวเองมาให้ ชวัลวิทย์ แซ่เล้า ได้พาบอลเข้ากรอบเขตโทษ ก่อนยกบอลด้วยซ้ายข้ามตัวผู้รักษาประตูเวียดนามหลุดกรอบออกไปนิดเดียว

ต่อมานาทีที่ 45+2 ไทย ได้จังหวะลุ้นยิงประตูหนีห่างอีกครั้ง คคนะ คำยก จ่ายบอลมาให้ ชวัลวิทย์ แซ่เล้า ได้ยิงไปในกรอบเขตโทษไปติดเซฟผู้รักษาประตูเวียดนามออกหลังไป ทำให้จบครึ่งแรก ไทย ขึ้นนำ เวียดนาม 1-0

ครึ่งหลัง ไทย เปลี่ยนผู้เล่นคนแรก ส่ง ชานนท์ ทำมา ลงสนามมาเล่นแทน ธีร์กวิน จันทร์ศรี

ถัดมานาทีที่ 57 ไทย มีโอกาสลุ้นยิงประตูที่สอง ธนกฤต โชติเมืองปัก หลุดเข้ากรอบเขตโทษก่อนจ่ายบอลมาให้ เจะฮานาฟี มามะ ได้ยิงด้วยซ้ายไปติดผู้เล่นเวียดนามสกัดออกไปได้

นาทีที่ 60 ไทย เปลี่ยนผู้เล่นพร้อมกันสามคน ส่ง พิชิตชัย เศียรกระโทก, ธีรภัทร ปรือทอง และ วรวุฒิ น้อยศรี ลงมาแทน กษิดิศ กาฬสินธุ์, ปริพรรษ์ วงษา และ เจะฮานาฟี มามะ

ต่อมานาทีที่ 72 ไทย ได้โอกาสลุ้นยิงประตูเพิ่ม ชวัลวิทย์ แซ่เล้า พาบอลขึ้นมาเองจากแดนตัวเอง ก่อนหลุดเข้ากรอบเขตโทษไปยิงด้วยขวาติดเซฟผู้รักษาประตูเวียดนามออกหลังไป

นาทีที่ 75 ไทย เปลี่ยนผู้เล่นอีกครั้ง ส่ง สิรภพ วันดี ลงสนามมาเล่นแทน ชวัลวิทย์ แซ่เล้า

นาทีที่ 83 ไทย เปลี่ยนตัวอีกครั้ง ส่ง กฤตภัค แสงสวัสดิ์ ลงสนามมาเล่นแทน ธนกฤต โชติเมืองปัก

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม ทีมชาติไทย U23 เฉือนเอาชนะ เวียดนาม U23 ไปด้วยสกอร์ 1-0 คว้าชัยนัดแรก เก็บเพิ่มเป็น 4 คะแนน จากการลงสนาม 2 นัด

โปรแกรมนัดต่อไปของ ทีมชาติไทย U23 จะทำการแข่งขัน CFA Team China International Youth Tournament Xi’an นัดที่สาม พบกับ เกาหลีเหนือ U23 ณ เฟิงตง ฟุตบอล พาร์ค อีสต์ สเตเดียม สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายทอดสดทาง ไทยรัฐ ทีวี ช่อง 32, www.thairath.co.th/tv/live, Facebook: ไทยรัฐทีวี www.facebook.com/ThairathTV และไทยรัฐสปอร์ต www.facebook.com/ThairathSport และ YouTube : Thairath Sport

รายชื่อ 11 ตัวจริง

ชนภัช บัวพันธ์ (C), กษิดิศ กาฬสินธุ์, คคนะ คำยก, ชวัลวิทย์ แซ่เล้า, ธนกฤต โชติเมืองปัก, อรรถพล แสงทอง, เจะฮานาฟี มามะ, ธีร์กวิน จันทร์ศรี, ปริพรรษ์ วงษา, พลเอก มณีกร, ชมพัฒน์ บุญเลิศ (GK)

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ทีมชาติไทยU23 #สี่เส้า #จีน #เอเชียนเกมส์

ระทึก!ไฟไหม้ค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละท่าสองยางเสียหาย 7 หลัง ไม่พบผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต

หนีตายระทึก เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนผู้หนีภัยจากการสู้รบ พื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ อำเภอท่าสองยาง เสียหาย 7 หลังคาเรือน ไม่พบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569.ได้เกิดเหตุอัคคีภัย โดยเกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนผู้หนีภัยจากการสู้รบ (ผภร.) ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ ตำบลแม่หละ  อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก บริเวณโซน C1bb ซึ่ง  ต้นเพลิงเริ่มไหม้จากบ้านเลขที่ 443 (C1bb) บ้านของนางแอ๊มือพอ และ เพลิงได้ลุกลามไปยังบ้านหลังอื่น ๆ เสียหายทั้งหลัง จำนวน 7 หลังคาเรือน และเสียหายเล็กน้อย จำนวน 1 หลังคาเรือน ประกอบด้วย

1. บ้านเลขที่ 443 โซน C 1BB นางแอ๊มือพอ อายุ 47 ปี เป็นเจ้าของบ้าน
          
2. บ้านเลขที่ 435 โซน C 1BB นางน๊อชุชุ อายุ 62 ปี เป็นเจ้าของบ้าน
          
3. บ้านเลขที่ 437 โซน C 1BB นางมึลาเอ อายุ 33 ปี เป็นเจ้าของบ้าน
          
4. บ้านเลขที่ 436 โซน C 1BB นางพอชิแก อายุ 53 ปี เป็นเจ้าของบ้าน

5. บ้านเลขที่ 438  โซน C 1BB นางมึยา อายุ 40 ปี เป็นเจ้าของบ้าน
          
6. บ้านเลขที่ 205 โซน C 1BB นายมาหม่า อายุ 35 ปี เป็นเจ้าของบ้าน
          
7. บ้านเลขที่ 385 โซน C 1BB นายซออาบี อายุ 75 ปี เป็นเจ้าของบ้าน
          
8. บ้านเลขที่ 432  โซน C 1BB นายโพเถาะ อายุ 54 ปี เป็นเจ้าของบ้าน (เสียหายเล็กน้อย)

เหตุการณ์ดังกล่าวปลัดอำเภอหัวหน้าพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ สั่งใช้กำลัง สมาชิก อส. กองร้อย อส.ท่าสองยาง 4 ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารพราน ,  และ อาสาสมัคร  ผู้หนีภัยจากการสู้รบ (ผภร.) ได้ร่วมกันช่วยกันดับเพลิง และแจ้งประสานจนท.ป้องกันและบรรเทาภัยองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แม่หละ นำรถดับเพลิง ของ อบต.แม่หละ สนันสนุน เข้าระงับเหตุจนสามารถควบคุม สถานการณ์อัคคีภัย ได้เบ็ดเสร็จ ใช้เวลาประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง

ซึ่งในเบื้องต้น ไม่พบผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต โดย สาเหตุที่เกิดเพลิงไหม้ เกิดจากบ้านเลขที่ 443 C1bb ทำอาหารเช้าจากเตาถ่าน เสร็จได้คีบถ่านใส่ในกระป๋องทั้งที่ถ่านยังไม่ดับ และได้รีบออกจากบ้านไปที่งานที่กลุ่มสตรี และกระป๋องที่ใสถ่านวางอยู่บนกระดาษ(สมุดนักเรียนเก่า) และบริเวณรอบกระป๋องที่ใส่ถ้านยังมีเสื้อผ้าซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ประจวบกับอากาศที่ร้อนทำให้กระดาษที่รองกระป๋องเกิดการปะทุขึ้นและลามไปติดเสื้อผ้าที่อยู่ข้างๆจึงทำให้เกิดไฟไหม้ในเหตุการณ์ดังกล่าว

.