ปปช.-สตง. ลงตรวจเขื่อนกันตลิ่ง 158 ล้าน ทิ้งงาน!ปล่อย เสาโด่เด่ริมแม่น้ำปราจีนบุรี

ปราจีนบุรี  – ปปช.-สตง. ลงตรวจเขื่อนกันตลิ่ง 158 ล้าน ทิ้งงาน! เสาโด่เด่ริมแม่น้ำปราจีนบุรีที่เป็นช่วงคุ้งแม่น้ำพบปัญหาดินสไลด์พังทลายสัญญาขาด ขาดแคลนแรงงานผลการสู้รบรอเอกสารยืนยันจากผังเมืองส่วนกลางตรวจสอบความโปร่งใสเพื่อดำเนินการต่อ

นายณรงค์ชัย  ภักดีณรงค์ชัย ประธานคณะกรรมการชมรมSTRONGต้านทุจริตสำนักงาน ปปช.ประจำจังหวัดปราจีนบุรี

เมื่อเวลา18.55 น.วันที่26 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  ได้รับแจ้งจากนายณรงค์ชัย  ภักดีณรงค์ชัย ประธานคณะกรรมการชมรมSTRONGต้านทุจริตสำนักงาน ปปช.ประจำจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า  จากที่เพจชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทยโพสต์ภาพร้องเรียนการก่อสร้างเขื่อนกันตลิ่งริมแม่น้ำปราจีนบุรีที่กำลังก่อสร้าง พร้อมข้อความระบุว่า …

…  158 ล้าน ทิ้งงาน! เสาโด่เด่ เครือข่าย STRONG จ.กาญจนบุรี แจ้งงานก่อสร้างของกรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดปราจีนบุรี จ้างก่อสร้างโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำบางปะกง 4 ปีผ่านไป ไร้วี่แววเสร็จ!   ชาวปราจีนบุรีถามหาความรับผิดชอบ! โครงการเขื่อนป้องกันตลิ่ง 2 จุดใหญ่   งบประมาณรวมกว่า 158 ล้านบาท ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 63 จนป่านนี้เลยกำหนดส่งงานมากว่า 1,180 วัน (3 ปี!)   สภาพหน้างานเงียบกริบ มีแต่เสาคอนกรีตตั้งตระหง่านทิ้งร้าง ไม่มีคนงานแม้แต่คนเดียว

พิกัดความเสียหาย: อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ผู้รับผิดชอบโครงการ กรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดปราจีนบุรี ผู้ชนะการประมูล (เจ้าเดียวกันทั้ง 2 สัญญา) หจก. บ้านสร้างการโยธา  กางรายละเอียด 2 สัญญา สัญญาหมด 30 ต.ค.67 ที่ถูกทิ้ง 1. หน้าวัดบางเตย (844 เมตร): งบ 79,126,000 บาท  เลขที่โครงการ 63087021404  ราคากลาง79,926,000.00  บาท   วงเงินงบประมาณ 80,000,000.00  บาท

2. หน้าวัดบางกระเบา (577 เมตร) งบ 79,133,000 บาท เลขที่โครงการ 63087025507 ราคากลาง :79,933,000.00  บาท วงเงินงบประมาณ :80,000,000.00  บาท

คำถามถึงผู้เกี่ยวข้อง:ปล่อยทิ้งงานนานขนาดนี้ มีการดำเนินการปรับหรือยกเลิกสัญญาแล้วหรือยัง?    งบประมาณ 158 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้วเท่าไหร่ ได้เนื้องานคุ้มค่าหรือไม่?  ชาวบ้านต้องรออีกกี่ปี ถึงจะได้เขื่อนป้องกันตลิ่งพัง?    ฝากหน่วยงานตรวจสอบด่วนครับ ภาษีประชาชนละลายแม่น้ำไปกับเสาปูนพวกนี้หรือเปล่า? …   นั้น

ทางชมรมSTRONGฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดปราจีนบุรี(สตง. ),เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดปราจีนบุรีและเจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดปราจีนบุรี ได้ร่วมกันตรวจสอบเอกสารข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความเป็นมิงโครงการทั้ง 2  ที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดปราจีนบุรี ชั้น 2

จากนั้นได้ลงพื้นที่จริง  ในการติดตามโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งพังดังกล่าว รวม 2 แห่ง   ที่ริมแม่น้ำปราจีนบุรี หรือ แม่น้ำบางปะกง  อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี

จุดแรก  เดินทางไปที่จุดกำลังก่อสร้างเขื่อนกันตลิ่งริมแม่น้ำปราจีนบุรีหน้าวัดบางเตย พบเฉพาะเสาเข็มที่ตอกทิ้งไว้เป็นช่วงคุ้งน้ำ ไม่พบคนงาน การก่อสร้างดำเนินการไปเพียงกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาเนื่องจากการพังทลายหรือสไลด์พังทลายของดินริมตลอดแนวตลิ่งริมแม่น้ำช่วงน้ำขึ้น-น้ำลง และ ขาดแคลนแรงงาน ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดปราจีนบุรีได้อธิบายรายละเอียดความเป็นมาโครงการ

จากนั้นเดินทางต่อมาดูสภาพพื้นที่จริงใน จุดที่สอง หน้าวัดบางกระเบาสภาพช่วงคุ้งน้ำลักษณะเดียวกันกับจุดแรกไม่พบคนงาน การก่อสร้างดำเนินการไปเพียงกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาเนื่องจากการพังทลายหรือสไลด์พังทลายของดินริมตลอดแนวตลิ่งริมแม่น้ำและ ขาดแคลนแรงงาน

นายณรงค์ชัย  กล่าวต่อไปว่า   จากการตรวจสอบพบสัญญาของทั้ง 2 โครงการก่อสร้างเขื่อนทั้ง 2 แห่งนี้ ได้เกินสัญญาการว่าจ้างจริง ในเบื้องต้นได้มีการต่อสัญญา พร้อมกับให้มีการดำเนินการแก้ไขแบบแปลนในการก่อสร้าง อาทิ ปรับรูปแบบการตอกเสาเข็ม ปรับรูปแบบการก่อสร้าง การไม่ให้กระทบชุมชนหรือบ้านเรือนข้างเคียง การขยายเวลา-สัญญาการว่าจ้าง ปัญกหาแรงงานจากการสู้รบ เพื่อให้สามารถดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้

พร้อมกับประสานกับทางกรมผังเมืองส่วนกลางในการขอเอกสารรายงานข้อเท็จจริงที่ได้รับรายงานมาตรวจสอบรายละเอียดและข้อเท็จจริงตรงกับการรายงานจากพื้นที่ของ จ.ปราจีนบุรีต่อไป นายณรงค์ชัย  กล่าว

โดย…มานิตย์ สนับบุญ – ข่าว / ณัฐนันท์-ภาพ/ ปราจีนบุรี ###

นักท่องเที่ยวไทย-เทศแห่เที่ยวทะเลแดงบึงหนองหาน “ตามรอยลิซ่า”

กระแส AmazingThailand x LISA สร้างปรากฏการณ์ LISA Effect “เที่ยวตามรอยลิซ่า” นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติพร้อมใจหลั่งไหลสู่ทะเลบัวแดง บึงหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จุดกระแสการเดินทางสู่เมืองน่าเที่ยว พร้อมกระจายรายสู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ โดย ททท. คาดการณ์ว่าฤดูกาลท่องเที่ยวทะเลบัวแดงในปี 2569 ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 120,000 คน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปรากฏการณ์นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเที่ยวชมทะเลบัวแดง บึงหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี สะท้อนความสำเร็จในการใช้ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง“ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล” ในบทบาท “Amazing Thailand Ambassador” ในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทยเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ซึ่งททท. มีความยินดีอย่างยิ่งที่กระแส Amazing Thailand x LISA สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาสัมผัสความงดงามของทะเลบัวแดง บึงหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี นับเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดอุดรธานี หลังจากได้รับกระแสการตอบรับที่ดีจากประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับอานิสงค์จากปรากฏการณ์ดังกล่าวในการต่อยอดธุรกิจเพื่อยกระดับสินค้าและบริการภายในชุมชน อันนำมาซึ่งการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ และตอกย้ำบทบาทของอุดรธานีในฐานะเมืองน่าเที่ยวของไทยอันเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพ

จากข้อมูลสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเรือประมงและนำเที่ยวทะเลบัวแดง ท่าเรือบ้านเดียม อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 25 มกราคม 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าชมจำนวนทั้งหมด 50,306 คน เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 26,019 คน คิดเป็นร้อยละ 51.73 และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 24,287 คน คิดเป็นร้อยละ 48.27 อาทิ ประเทศจีน ลาว เยอรมัน ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งโดยปกติแล้วทะเลบัวแดงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นกลุ่มหลัก แต่ในฤดูกาลนี้พบว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเกือบเทียบเท่านักท่องเที่ยวชาวไทย สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมจากตลาดต่างประเทศที่ขยายตัวมากขึ้นอย่างชัดเจนจากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้อีกหนึ่งไฮไลต์ในการเที่ยวตามรอยลิซ่าในครั้งนี้ คือ ความตั้งใจของนักท่องเที่ยวในการถ่ายภาพตามลิซ่า โดยการเลือกใช้บริการเรือสำหรับนั่งถ่ายภาพความสวยงามของทะเลบัวแดง จากการรายงานในพื้นที่ พบว่า วันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2569 มีเรือใหญ่ให้บริการ 254 เที่ยว เรือเล็ก 70 เที่ยว รวมจำนวนนักท่องเที่ยว 1,664 คน สร้างรายได้จากการบริการเรือชมทะเลบัวแดง จำนวน 148,000 บาท ในส่วนวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 มีเรือใหญ่ให้บริการ 457 เที่ยว เรือเล็ก 97 เที่ยว รวมจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 2,937 คน สร้างรายได้จากการบริการเรือชมทะเลบัวแดง จำนวน 257,600 บาท รวม 2 วัน เกิดรายได้จากการบริการเรือชมทะเลบัวแดงสูงถึง 405,600 บาท ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าฤดูกาลท่องเที่ยวทะเลบัวแดงในปี 2569 (เดือนพฤศจิกายน 2568 – กุมภาพันธ์ 2569) จะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนไม่ต่ำกว่า 120,000 คน

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเดินทางท่องเที่ยวตามรอยลิซ่า Amazing Thailand Ambassador ที่ทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี สามารถติดต่อเช่าเรือได้ที่ท่าเรือหลัก 4 แห่ง ได้แก่ ท่าบ้านเดียม โทร. 089-395-0871 ท่าบ้านดอนคง โทร. 063-141-6496 ท่าบ้านแชแล โทร. 089-899-6529 และ ท่าบ้านเชียงแหว โทร. 092-805-6459, 089-788-2272 ช่วงเวลาที่แนะนำที่บัวบานเต็มที่และแสงสวยงามในช่วงเช้าเวลา 6.00 น. – 11.00 น.  ระหว่างกลางเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานอุดรธานี โทร. 042-325-407 หรือ โทร. 1672 Travel Buddy

.

ปิดฉาก”อาเซียนพาราเกมส์” ครั้งที่13 “ไทย”ครองเจ้าเหรียญทองกีฬา

สรุปผลงานทัพพาราอาเซียน ศึกอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ชาติอาเซียนประชันศักยภาพ ไทยครองเจ้าเหรียญทอง ว่ายน้ำ–กรีฑา กีฬาทำเงินหลักการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ปิดฉากลงด้วยผลงาน
อันยอดเยี่ยมของทัพนักกีฬาพารา 10 ชาติสมาชิกอาเซียน โดยตลอดการแข่งขันเต็มไปด้วยการขับเคี่ยวอย่างเข้มข้น สร้างสถิติใหม่ และแจ้งเกิดนักกีฬาดาวเด่นจำนวนมาก และสะท้อนพลังแห่งความมุ่งมั่นของนักกีฬาคนพิการในภูมิภาคอาเซียน

• “ไทย” ครองเจ้าเหรียญทอง พร้อมขุนพลพาราระดับท็อป

ทัพพาราไทยทำผลงานสมราคาเจ้าภาพ คว้า 175 เหรียญทอง 155 เหรียญเงิน 158 เหรียญทองแดง รวม 488 เหรียญ ครองอันดับ 1 ตารางเหรียญรางวัลแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นับเป็นการทวงคืนตำแหน่งเจ้าเหรียญทองอาเซียนพาราเกมส์เป็นสมัยที่ 7 ของประเทศไทย และเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ นับตั้งแต่ปี 2015ที่สามารถกลับมายืนหนึ่งในเวทีนี้ได้อีกครั้ง

สำหรับกีฬาเด่นของไทยยังคงเป็นว่ายน้ำพาราและกรีฑาพารา ที่กวาดเหรียญได้แทบทุกวันแข่งขัน รวมถึงบอคเซียและยกน้ำหนักพารา ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ทีม ส่วนนักกีฬาที่มีผลงานโดดเด่น นำโดย พงศกร แปยอ นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งจอมเก๋า ที่คว้าเหรียญทองต่อเนื่อง รวมถึง เอกพันธ์ ทรงวิเชียร นักว่ายน้ำพารา คลาส S5 เจ้าของเหรียญทอง ที่ได้รับความสนใจจากความสามารถพิเศษด้านการร้องเพลงแร็ป สายสุนีย์ จ๊ะนะ โชว์มาตรฐานระดับโลกในวีลแชร์ฟันดาบ เอกรินทร์ น้อยทัด ฉลามหนุ่มทัพพาราไทย ที่ทำผลงานได้โดดเด่น และนักกีฬาบอคเซียทีมชาติไทย ที่คว้าเหรียญสำคัญหลายรายการ ตอกย้ำความแข็งแกร่งของทัพพาราไทยทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่

• “อินโดนีเซีย” กรีฑาแรง ว่ายน้ำแน่น ไล่จี้ไทยตลอดรายการ

อินโดนีเซียคว้า 135 เหรียญทอง 144 เหรียญเงิน 114 เหรียญทองแดง รวม 393 เหรียญ รั้งอันดับ 2 กีฬาเด่นที่คว้าเหรียญได้เป็นกอบเป็นกำ ได้แก่ กรีฑาพารา จักรยานพารา และยกน้ำหนักพารา

นักกีฬาดาวเด่น อาทิ Januari ฮีโร่ว่ายน้ำพาราอินโดนีเซีย คว้าเหรียญทองพร้อมทำลายสถิติ

Jendi Pangabean คว้า 2 เหรียญทอง จากว่ายน้ำพารา ทำสถิติการแข่งขันใน 50 m Butterfly S9 มีส่วนช่วยทีมในผลัด 4×100 m Freestyle Relay ได้เหรียญทองและทำลายสถิติอีกด้วย Ni Nengah Widiasih ดาวดัง ยกน้ำหนักพารา สร้างผลงานระดับทวีป เป็นกำลังหลักพาอินโดนีเซียยืนหยัดในกลุ่มผู้นำของตารางเหรียญรางวัลอย่างต่อเนื่อง

• “มาเลเซีย” ความสม่ำเสมอคือจุดแข็ง

มาเลเซียจบการแข่งขันด้วยผลงาน 64 เหรียญทอง 64 เหรียญเงิน 73 เหรียญทองแดง รวม 201 เหรียญคว้าอันดับ 3 กีฬาที่ทำผลงานโดดเด่น คือ กรีฑาพารา ว่ายน้ำพารา และโบว์ลิ่งพารา

นักกีฬาที่ทำผลงานน่าจับตา Ivan Jovic Suan เจ้าลู่กรีฑาพารา หลังคว้า 3 เหรียญทอง รวมถึง Rusdianto Rusmadi ที่คว้า 2 เหรียญทองว่ายน้ำพารา รวมทั้งนักกีฬาโบว์ลิ่งพารามาเลเซีย ที่กวาดเหรียญเพิ่มให้ทีม สะท้อนความแข็งแกร่งของระบบพัฒนานักกีฬาพารามาเลเซีย

• “ฟิลิปปินส์” ว่ายน้ำแจ้งเกิดซูเปอร์สตาร์

ฟิลิปปินส์คว้า 45 เหรียญทอง 37 เหรียญเงิน 52 เหรียญทองแดง รวม 134 เหรียญ รั้งอันดับ 4 กีฬาเด่น คือ ว่ายน้ำพาราและกรีฑา นักกีฬาผลงานเด่น Angel Mae Otom ดาวดังแห่งทัวร์นาเมนต์ คว้า 5 เหรียญทองจากหลายรายการในว่ายน้ำ รวมทั้ง Gary Bejino เสริมทัพด้วยผลงานระดับ 4 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน ช่วยให้ฟิลิปปินส์ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในชาติที่น่าจับตามอง

• “เวียดนาม” คุณภาพสูง สถิติใหม่เพียบ

เวียดนามทำได้ 38 เหรียญทอง 48 เหรียญเงิน 58 เหรียญทองแดง รวม 144 เหรียญ จบอันดับ 5 กีฬาเด่น ได้แก่ ว่ายน้ำพารา และยกน้ำหนักพารา นักกีฬานำทีม Vo Huynh Anh Khoa คว้า 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน พร้อมทำลายสถิติการแข่งขัน Le Van Cong ยอดนักยกน้ำหนักพารา คว้าเหรียญสำคัญให้เวียดนาม พร้อมยืนยันศักยภาพเชิงคุณภาพของทัพพาราเวียดนาม

• “เมียนมา” ทีมเล็กหัวใจใหญ่

เมียนมาคว้า 20 เหรียญทอง 18 เหรียญเงิน และ 20 เหรียญทองแดง รวม 58 เหรียญ กีฬาที่สร้างผลงานโดดเด่นให้กับทีม ได้แก่ กรีฑาพาราและว่ายน้ำพารา นักกีฬาที่น่าจับตา Soe Than เจ้าของเหรียญทองขว้างหอก รวมถึง Nyi Nyi Lin Htet ที่คว้า 4 เหรียญทองในรายการว่ายน้ำพาราหลายประเภท สร้างผลงานเกินความคาดหมายให้กับทัพพาราเมียนมา

• “สิงคโปร์” บอคเซียจุดขายหลัก

สิงคโปร์คว้า 13 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน 9 เหรียญทองแดง รวม 29 เหรียญ กีฬาเด่น คือ บอคเซีย นักกีฬาผลงานเด่น Aloysius Kai Hong Gan และ Nurulasyiqah Binte Mohammad สองกำลังหลักบอคเซีย คว้าเหรียญทองให้สิงคโปร์ตอกย้ำความแข็งแกร่งในกีฬาชนิดนี้

• ติมอร์-เลสเต – สปป.ลาว – บรูไน เก็บเกี่ยวประสบการณ์

ติมอร์-เลสเต สปป.ลาว และบรูไน ต่างมีนักกีฬาคว้าเหรียญทองให้ประเทศได้สำเร็จ นำโดยนักกีฬากรีฑาและว่ายน้ำ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาพารากีฬาในแต่ละชาติ

อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแห่งความสำเร็จของนักกีฬาพาราดาวเด่นจากทั่วอาเซียน แต่ยังเป็นเวทีแจ้งเกิดของนักกีฬาดาวรุ่งดวงใหม่จากทั่วภูมิภาค ที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดของกีฬาพาราในอาเซียน พร้อมปูทางสู่นักกีฬาระดับเอเชียและเวทีโลกในอนาคต  

โยธาฯชัยภูมิ เตรียมปั้น “หนองน้ำท่าเริง”แลนด์มาร์คใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนภูเขียว

ชัยภูมิ – โยธาธิการฯ ชัยภูมิ ผนึกกำลังเทศบาลตำบลบ้านเพชร เปิดเวทีประวัติศาสตร์ รับฟังเสียงสะท้อนประชาชน ปักธงพัฒนาภูมิทัศน์ “หนองน้ำท่าเริง” มุ่งสร้างแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางอำเภอภูเขียว

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ณ หอประชุมเพชรไพลิน เทศบาลตำบลบ้านเพชร จังหวัดชัยภูมิ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักในงานประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 1 ในโครงการพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณหนองน้ำท่าเริง โดยมี นายอุทิษา ภิญโญทรัพย์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเพชร เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายจิรศักดิ์ ภู่วิไลวัฒนกิจ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดชัยภูมิ นำทีมวิศวกรและนักผังเมืองร่วมชี้แจงรายละเอียดโครงการอย่างใกล้ชิด

นายจิรศักดิ์ ภู่วิไลวัฒนกิจ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา เพราะต้องการให้ “หนองน้ำท่าเริง” ไม่ใช่แค่โครงการก่อสร้าง แต่คือพื้นที่ที่เกิดจากความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยเน้นการผสมผสานระหว่างฟังก์ชันการใช้งานและการคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของชุมชน

ไฮไลท์สำคัญของเวทีนี้ คือการรวมตัวของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งคณะสงฆ์ ผู้บริหารท้องถิ่น ตัวแทนจาก รพ.สต. คณะครู นักเรียน พ่อค้าแม่ค้า และประชาชนจาก 5 หมู่บ้าน 10 ชุมชน ที่ตบเท้าเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านเวทีเสวนาและแบบสอบถามอย่างเข้มข้น เพื่อสะท้อนปัญหาและโอกาสในการพัฒนาพื้นที่รอบหนองน้ำท่าเริงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ทางด้านสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดชัยภูมิ ยืนยันว่าจะนำทุกเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะที่ได้รับ ไปประมวลผลเพื่อปรับปรุงแผนการดำเนินงานให้สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อยกระดับให้หนองน้ำท่าเริงเป็นพื้นที่สาธารณะที่สร้างประโยชน์ทั้งในด้านการพักผ่อนหย่อนใจ การท่องเที่ยวชุมชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวบ้านเพชรอย่างยั่งยืนสืบไป

มัฆวาน วรรณกุล – อารยา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค

.

“ไวทัลไลฟ์”ผนึกพันธมิตรข้ามอุตสาหกรรมปั้น “Longevity Ecosystem”รับเทรนด์ “อายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ”

“ไวทัลไลฟ์” VitalLife Scientific Wellness Center ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ ในเครือ โรงพยาบาลบำรุง​ราษฎร์​ อินเตอร์เนชั่นแนล​ ประกาศเปิดตัว Longevity Ecosystem ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับองค์กรชั้นนำด้านการท่องเที่ยว การเงิน ไลฟ์สไตล์ สถาบันการศึกษาและเทคโนโลยี เพื่อมอบการดูแลสุขภาพที่ไร้รอยต่อตั้งแต่โรงพยาบาลถึงชีวิตประจำวัน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้คนมีชีวิตยืนยาวและมีสุขภาพดี ชี้เอเชียแปซิฟิกคือโอกาสสำคัญ เพราะเป็นตลาดด้านศาสตร์การมีอายุยืนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก   

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ Chief Executive Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และ Executive Advisor ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ เปิดเผยว่า ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ประกาศเปิดตัว “ระบบนิเวศเพื่อการมีอายุยืนยาวแบบบูรณาการ (Integrated Longevity Ecosystem)” ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ที่เชื่อมโยงพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งการท่องเที่ยว บริการทางการเงิน ไลฟ์สไตล์ สถาบันการศึกษา และเทคโนโลยี เพื่อขยายการดูแลด้านการมีอายุยืนสู่ชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดียิ่งขึ้น  

กว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ยึดมั่นในพันธกิจการส่งมอบการดูแลสุขภาพระดับโลก ที่ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยจากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก และเป็นผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในเอเชีย โดยโรงพยาบาลฯ สร้างชื่อเสียงขึ้นมาจากการรักษาโรคและเป็นที่พึ่งในยามที่ผู้คนเจ็บป่วย แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะผู้คนไม่ต้องการระบบสุขภาพที่รอให้ “ป่วยก่อนแล้วจึงรักษา” แต่ต้องการระบบที่ช่วยให้พวกเขามีสุขภาพดีอยู่เสมอ นี่คือการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในวิธีคิดของคนในปัจจุบันเกี่ยวกับสุขภาพ ที่สถาบันทางการแพทย์ต้องพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการนี้

“เมื่อ 25 ปีที่แล้ว บำรุงราษฎร์ได้ก่อตั้งไวทัลไลฟ์ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพทางการแพทย์แห่งแรกของเอเชีย เพราะเชื่อว่า ‘การป้องกัน’ ไม่ใช่แค่ ‘การรักษา’ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของวงการสุขภาพ จนทำให้วันนี้ ไวทัลไลฟ์ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำด้านเวชศาสตร์การมีอายุยืน โดยมีคณะที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกและมาตรฐานทางคลินิกระดับโรงพยาบาล” ดร.อาทิรัตน์ กล่าว 

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Global Wellness Economy พบว่า เศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 และคาดว่าจะเติบโตถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2572 ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดด้านเวชศาสตร์การมีอายุยืนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยขยายตัวมากกว่า 11% ต่อปี โดยผู้บริโภคกว่า 60% ในหลายตลาดระบุว่า การมีสุขภาพดีในวัยที่มากขึ้นเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญสูงสุด

ด้าน คุณนภัส เปาโรหิตย์ Chief Marketing Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า เราได้ออกแบบระบบนิเวศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตร 5 กลุ่มหลัก โดยแต่ละกลุ่มมีบทบาทที่แตกต่างกัน ดังนี้ 

-ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว: ช่วยให้ลูกค้าสามารถดูแลสุขภาพตามแผนได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเตรียมตัว ระหว่างการเดินทาง ไปจนถึงการฟื้นฟู 

-ความร่วมมือด้านบริการทางการเงิน: ช่วยผสานการวางแผนสุขภาพเข้ากับการวางแผนการเงินในระยะยาว

-ความร่วมมือด้านไลฟ์สไตล์: ช่วยในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ลงทุนกับความเป็นเลิศด้านความแม่นยำและประสิทธิภาพ 

-ความร่วมมือด้านวิชาการและการวิจัย: ประกอบด้วยสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์การมีอายุยืน ช่วยรับประกันว่าโปรแกรมต่าง ๆ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด และพัฒนาไปพร้อมกับความก้าวหน้าขององค์ความรู้ใหม่ ๆ

-ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล: ช่วยให้ข้อมูลเชิงลึกเฉพาะบุคคล ทำให้เกิดการติดตามผลอย่างต่อเนื่องและเรียลไทม์ รวมถึงมอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่ไร้รอยต่อ ทำให้ลูกค้าเชื่อมโยงกับเส้นทางสุขภาพของตนเองได้ทุกที่ 

“ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรเหล่านี้ จะทำให้ไวทัลไลฟ์จะสามารถเข้าถึงลูกค้าของเราในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด นั่นคือการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ที่ส่งผลต่อการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว”

คุณนภัส กล่าวว่า โมเดลความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรนี้ มีความสำคัญไม่ใช่แค่กับวงการสุขภาพ แต่กับโลกธุรกิจโดยรวม โดยข้อมูล เศรษฐกิจแห่งความร่วมมือ (Collaboration Economy) พบว่า เกือบ 1 ใน 3 ของยอดขายทั่วโลกในปัจจุบัน มาจากการทำงานร่วมกันในระบบนิเวศธุรกิจและพันธมิตร โดย 73% ขององค์กรชั้นนำ ได้วางกลยุทธ์ด้านพันธมิตรให้สอดคล้องกับเป้าหมายหลักทางธุรกิจ จากข้อมูลยังพบว่า องค์กรจำนวนมากสร้างรายได้ถึง 30-60% จากพันธมิตรและความร่วมมือ ดังนั้นโอกาสทางธุรกิจที่มาจากพันธมิตร จึงมีอัตราความสำเร็จในการปิดการขายสูงที่สุด เมื่อเทียบกับช่องทางการตลาดและการขายอื่น ๆ

คุณนภัส ยังกล่าวถึงความร่วมมือกับพันธมิตรจะทำให้เกิดพลังและสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจและผู้ใช้บริการ ดังนี้ 1. การขยายการเข้าถึง ความร่วมมือจะช่วยให้องค์กรขยายขีดความสามารถไปสู่ตลาดใหม่ ๆ และเข้าถึงลูกค้าในจุดที่ต่างออกไป โดยไม่ต้องสร้างทุกอย่างขึ้นเอง พันธมิตรแต่ละรายนำจุดแข็งที่อีกฝ่ายไม่มีมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน 2. การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า การทำงานร่วมกันขององค์กรที่ส่งเสริมกันและกัน จะสร้างประสบการณ์แบบบูรณาการที่ไม่มีใครทำได้โดยลำพัง ลูกค้าได้รับคุณค่ามากขึ้น และทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน 3. การแบ่งปันความไว้วางใจ เมื่อองค์กรที่น่าเชื่อถือร่วมมือกัน ความไว้วางใจจะถูกส่งต่อ ลูกค้าที่เชื่อมั่นในพันธมิตรรายหนึ่งอยู่แล้วจะเปิดใจให้กับอีกรายได้ง่ายขึ้น 4. การเร่งสร้างนวัตกรรม การร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและเทคโนโลยีนำมาซึ่งมุมมองใหม่ ๆ งานวิจัยที่ล้ำสมัย และความสามารถใหม่ ๆ ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ 5. การเติบโตร่วมกัน ความร่วมมือที่แข็งแกร่งสร้างคุณค่าให้ทุกฝ่าย พันธมิตรเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ขีดความสามารถใหม่ และโอกาสใหม่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม 

“จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การสนับสนุนทางการตลาด แต่เป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ทุกฝ่ายมีส่วนช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้แก่องค์กรและลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” คุณนภัส กล่าว

ทั้งนี้ มีข้อมูลว่า ตลาดไลฟ์สไตล์เพื่อการมีอายุยืนยาวคาดว่าจะเติบโตจาก 58.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 เป็น 183.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคือโอกาสสำคัญของโมเดลนี้ เพราะเป็นตลาดด้านศาสตร์การมีอายุยืนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และประเทศไทยยังเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก   

ขณะที่ ผศ.นพ. พลกฤต ทีฆคีรีกุล Chief Executive Officer ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และเอสเพอรานซ์ และ Chief Science Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ กล่าวว่า ไวทัลไลฟ์เป็นผู้นำด้านเวชศาสตร์การมีอายุยืน เรานำเสนอการประเมินสุขภาพแบบองค์รวม โปรแกรมเฉพาะบุคคล และการดูแลสุขภาพที่อ้างอิงบนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่ความท้าทายที่ทุกองค์กรด้านนี้ต้องเผชิญคือ

“คนส่วนใหญ่ประสบปัญหาที่จะเปลี่ยนคำแนะนำทางการแพทย์ให้เป็นนิสัยในชีวิตประจำวัน ‘การรู้’ ไม่เหมือนกับ ‘การลงมือทำ’ นี่คือจุดที่ทำให้ศาสตร์แห่งการมีอายุยืนยาวล้มเหลว ไม่ใช่ในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่คือการไม่นำไปปฏิบัติ ดังนั้น ไม่ว่าขีดความสามารถทางการแพทย์จะล้ำสมัยแค่ไหน ไวทัลไลฟ์ไม่สามารถไปอยู่ในทุกจุดของการตัดสินใจในชีวิตของทุกคนได้ นี่คือเหตุผลที่ความร่วมมือคือ ‘สิ่งจำเป็น’ ที่พันธมิตรจะช่วยให้เราสามารถขยายความรู้ทางการแพทย์ของเราไปสู่ชีวิตประจำวัน ในกิจกรรมที่พันธมิตรกำลังให้บริการลูกค้า และทำให้มั่นใจว่าเราอยู่แถวหน้าของวิทยาการเสมอ โดยเรานำรากฐานทางการแพทย์เข้ามา พันธมิตรนำความสามารถที่ส่งเสริมกันเข้ามา เมื่อรวมกันทำให้เราสร้างสิ่งที่ไม่มีใครสามารถทำได้โดยลำพัง” 

จากข้อมูล World Economic Forum พบว่า งบประมาณด้านสุขภาพเพียง 3% ถูกใช้ไปกับการป้องกัน ส่วนอีก 97% ใช้ไปกับการรักษาเมื่อโรคเกิดขึ้นแล้ว

ผศ.นพ. พลกฤต กล่าวต่อว่า รากฐานที่แข็งแกร่งของไวทัลไลฟ์ ซึ่งสั่งสมประสบการณ์กว่า 2 ทศวรรษในฐานะศูนย์เวลเนสเชิงการแพทย์แห่งแรกของเอเชีย และได้รับการสนับสนุนจากมาตรฐานการดูแลระดับโรงพยาบาลจากบำรุงราษฎร์ ทำให้เราเป็นแกนหลักที่สมบูรณ์แบบสำหรับระบบนิเวศนี้ เรานำความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่ล้ำลึกเข้ามา ในขณะที่พันธมิตรของเรานำความสามารถที่ส่งเสริมกันเข้ามาเติมเต็ม และเมื่อรวมกัน เรากำลังสร้างโซลูชันที่ไม่มีใครสามารถทำได้โดยลำพัง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งเป็นตลาดด้านศาสตร์การมีอายุยืนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ความต้องการมีอยู่แล้ว โครงสร้างพื้นฐานก็พร้อมแล้ว และวันนี้ไวทัลไลฟ์พร้อมแล้วที่จะตอบสนองต่อโอกาสอันมหาศาลนี้

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์มุ่งมั่นส่งมอบผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าทุกราย งานแถลงข่าวในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นบทใหม่ของไวทัลไลฟ์ที่กำลังก้าวออกจากขอบเขตของศูนย์บริการสุขภาพสู่การเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน การมีอายุยืนยาวไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่คือการเดินทางครั้งสำคัญไปพร้อมกับพันธมิตรและลูกค้าของเราทุกคน

จากข้าวใหม่สู่หัวใจชาติ “บุญข้าวจี่บ้านค้อ”ปั้นศรัทธาอีสาน สะท้อนพลังวัฒนธรรมชายแดน

“ข้าวจี่ไม่ใช่แค่อาหาร แต่คือศรัทธา” มุกดาหารปลุกฮีตเดือน 3 ปั้นศรัทธาอีสาน สะท้อนพลังวัฒนธรรมชายแดน  หลังเสร็จฤดูทำนา ชาวบ้านจะนำข้าวใหม่ไปถวายวัด

 นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธีเปิดงานบุญข้าวจี่ ประเพณีเดือน 3 ภายใต้ชื่องาน “สืบสานบุญคุ้ม ตุ้มโฮมวัฒนธรรม” ที่วัดชัยภูมิ บ้านค้อ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ท่ามกลางบรรยากาศศรัทธาและความคึกคักของชาวบ้านจากทั้ง 15 คุ้ม พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนจำนวนมาก

ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า ประเพณีบุญข้าวจี่คือภาพสะท้อนวิถีชีวิตของชาวอีสานอย่างแท้จริง หลังเสร็จฤดูทำนา ชาวบ้านจะนำข้าวใหม่ไปถวายวัด การทำข้าวจี่เริ่มจากการนึ่งข้าวเหนียว ปั้นเป็นก้อน เสียบไม้ ย่างไฟจนหอมกรุ่น เป็นพิธีกรรมที่สืบทอดกันมายาวนานและจัดขึ้นในช่วงเดือน 3 ของทุกปี

ปีนี้ งานบุญข้าวจี่บ้านค้อไม่เพียงเป็นพิธีทางศาสนา หากยังถูกต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ชาวบ้านนำข้าวจี่มาประดิษฐ์เป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่สัตว์ในวิถีชีวิต เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ไปจนถึงสัญลักษณ์สำคัญอย่างเจดีย์ เครื่องบินรบเอฟ-16 กริฟเฟน ปราสาทตาควาย และรูปทหารกล้า เพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ

“นี่คือพลังของชุมชน เป็นกิจกรรมที่สร้างความรัก ความสามัคคี และหลอมรวมศรัทธา วัฒนธรรม และชีวิตประจำวันเข้าไว้ด้วยกัน” ผู้ว่าฯ กล่าว พร้อมระบุว่าประเพณีบุญข้าวจี่คือ Soft Power ทางวัฒนธรรม ที่สามารถต่อยอดเป็นรายได้ สร้างเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

บุญข้าวจี่ เป็นหนึ่งในฮีตสิบสอง หรือประเพณีเดือน 3 ของชาวอีสาน ปฏิบัติในวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติ ชาวบ้านจะนำข้าวจี่ไปถวายพระสงฆ์ ถือเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ งานบุญคุ้มบ้านค้อประกอบด้วยพิธีตักบาตรข้าวจี่ ขบวนแห่ 15 คุ้ม การแสดงวิถีชีวิต การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน

งานบุญข้าวจี่บ้านค้อจึงไม่ใช่เพียงงานประเพณี หากคือการสานต่อมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต และเป็นเวทีที่ทำให้ชุมชนลุกขึ้นมาภูมิใจในรากเหง้าของตนเองอย่างสง่างาม

ข่าว/ภาพ : อนุศักดิ์ – เสาวภา แสนวิเศษ ผู้สื่อข่าวจังหวัดมุกดาหาร

.

ควายสวยงามหลักล้านประชันโฉมเทศกาลควายไทยอุทัยธานีครั้งที่ 14 สร้างรายได้เกษตรกร

อุทัยธานี-ควายสวยงามหลักร่วมประชันโฉมในงาน ” เทศกาลควายไทยครั้งที่ 14 “ชิงถ้วยพระราชทานฯ โชว์ควายแคระสุดหล่อแสนรู้  ดาวดัง ” น้องข้าวตังขาหมู”มูลค่า 20 ล้านบาท กลายเป็นขวัญใจผู้มาชมงาน

นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานเปิดงาน “เทศกาลควายไทย อุทัยธานี” ครั้งที่ 14 ที่บริเวณแก้มลิงเขื่อนวังร่มเกล้า อ.เมือง จังหวัดอุทัยธานีโดยมี นายสิทธิชัย เทพภูษา รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นางพุฒสดี ไตรศักดิ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอุทัยธานี นายกฤษฎา ซักเซ็ค นายกสมาคมพัฒนาพันธุ์ควายไทย

ส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรกร และประชาชน เข้าร่วมงาน และรับฟังวัตถุประสงค์การจัดงาน จากนายตริณณุพล นุ้ยปรี รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี รวมทั้งเหล่าบรรดาผู้เลี้ยงควายสวย ควายงาม ในพื้นที่และนอกพื้นที่ ต่างจูงพาควายหลักล้านมาโชว์ตัวร่วมงาน โดยจัดให้มีการประกวดควายไทยหลายสายพันธุ์ ทั้งควายแคระ ควายยักษ์และประกวดควายแกรนด์แชมป์ (Grand Champion) ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

การจัดงานเทศกาลควายไทย มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกษตรกรได้พบปะ เรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างเกษตรกรด้วยกัน ปราชญ์ด้านกระบือ และผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนเพื่อการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์ พัฒนาปรับปรุงพันธุ์กระบือของชาวอุทัยธานีให้ดียิ่งขึ้นไป รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มจากกระบือสวยงาม ช่วยกระตุ้นการซื้อขายกระบือในจังหวัดอุทัยธานี ให้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาสนใจในการประกอบอาชีพการเลี้ยงกระบือ อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากกระบือมากขึ้น

ส่วนบรรยากาศภายในงาน ได้มีประชาชน มาร่วมถ่ายภาพคู่กับควายแคระสุดหล่อ ที่มีความน่ารักและแสนรู้ ชื่อน้องข้าวตังขาหมู ฉายาควายแคระบั้นท้ายฮิปโป ขาเป็นขาหมู มูลค่า 20 ล้านบาท แถมเดินสายถ่ายรายการดังทั่วโลกมาแล้ว

.

“รองอุ๊”ผงาดว่าที่นายกอบจ.ปราจีนบุรีคะแนนทิ้งขาดพบลุงวัย 74 ฉีกบัตรลงคะแนนทิ้ง

ปราจีนบุรี – ผลเลือกตั้ง ศึกนายกอบจ.ปราจีนบุรี นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ หรือ รองอุ๊ บ้านใหญ่ “วิลาวัลย์” ฐานเสียงพรรคภูมิใจไทย ชนะขาดลอย กกต.แจงพบมีการแจ้งเบาะแสซื้อเสียงแต่ตรวจสอบไม่พบหลักฐานชี้ชัด แต่พบลุงวัย 74 ปี ฉีกบัตรลงคะแนนในคูหาเลือกตั้ง 1 รายเตรียมส่งฟ้องศาล

https://youtube.com/watch?v=fMuaugXj2UA%3Fsi%3DaaS7ZvIjIoJaeIE6

เมื่อเวลา 22.35 น. น.วันที่ 25 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี   ผลการนับคะแนน ผลเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) (อย่างไม่เป็นทางการ)   ที่บริเวณหน้าหอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี

หลังจากที่มีการจัดการการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรี ซึ่งมีจำนวนหน่วยเลือกตั้ง 786 หน่วย ใน 7 อำเภอ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 405,359 คน ทั้งนี้ การเลือกตั้งในวันนี้เนื่องจาก น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมน หรือ ส.จ.จอย ถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายก อบจ.ปราจีนบุรี ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

ซึ่ง  มีผู้สมัครร่วมชิงชัย 5 ราย ประกอบด้วย   เบอร์ 1 นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ หรือ หรั่ง อายุ 61 ปี  อดีต ส.ส.ปราจีนบุรี  เบอร์ 2 นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ หรือ รองอุ๊ อายุ 51 ปี อดีตรองนายก อบจ.ปราจีนบุรี  เบอร์ 3 นายคณิณพัชญ์ อัมพุชศศิภัณ หรือ ต้อง อายุ 46 ปี อดีตผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม (อบต.) เบอร์ 4 นายอำไพ กองมณี อายุ 65 ปี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ เบอร์ 5 นายจำรูญ สวยดี อดีตผู้สมัครนายก อบจ.ปราจีนบุรี ลงในนามอิสระ

พบมีนางสาวโชติกา แก้วผล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปราจีนบุรี(ผอ.กกต.)พร้อมด้วย  นาย ธนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี  นายสาธิต อ่อนน้อม ท้องถิ่นจังหวัดปราจีนบุรี  นายวนน์รัตน์ วงษ์ปิ่นเพ็ชร์ปลัดจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมอำนวยการติดตามผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.)  อย่างใกล้ชิด    พบประชาชนกว่า 100 คนให้ความสนใจติดตามร่วมรับชมผ่านจอ LED ขนาดใหญ่ให้ติดตามผลคะแนนสดๆ แบบนาทีต่อนาที  

ผลการนับคะแนนการเลือกตั้ง(อย่างไม่เป็นทางการ)  ตามลำดับคะแนน ดังต่อไปนี้
อันดับ 1. เบอร์ 2 นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ หรือ รองอุ๊ อายุ 51 ปี อดีตรองนายก อบจ.ปราจีนบุรีได้ 118,543 คะแนน
อันดับ 2. เบอร์ 5 นายจำรูญ สวยดี อายุ71 ปี อดีตผู้สมัครนายก อบจ.ปราจีนบุรี ลงในนามอิสระ ได้ 51,344 คะแนน
อันดับ 3.เบอร์ 3 นายคณิณพัชญ์ อัมพุชศศิภัณ หรือ ต้อง อายุ 46 ปี อดีตผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม (อบต.) ได้ 15,187 คะแนน 
อันดับ 4. เบอร์ 4 นายอำไพ กองมณี อายุ 65 ปี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ 14,915 คะแนน
อันดับ 5. เบอร์ 1 นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ หรือ หรั่ง อายุ 61 ปี  อดีต ส.ส.ปราจีนบุรี  ได้ 9,208
คะแนน

นางสาวโชติกา แก้วผล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปราจีนบุรี(ผอ.กกต.) กล่าวว่า   ผลการเลือกตั้งฯ    เป็นไปด้วยความเรียบร้อย   มีการแจ้งมามีการซื้อเสียง   ทาง กกต.เราได้ส่งชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าไปดูในพื้นที่  ขณะเข้าไปก็พบไม่มีการเคลื่อนไหว  ในส่วนของวันนี้เองก็มีการ กระทำ ผิดกฎหมาย     คือการฉีกบัตรเลือกตั้งที่ ต.คู้ลำพัน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี   ขณะนี้ อยู่ระหว่างการส่งฟ้องไปที่ศาลจังหวัดปราจีนบุรี   

การนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ   ผลการนับคะแนน ก็รวดเร็วมีระบบประมวลผลการรวบรวมคะแนนแต่ละหน่วยตอนนี้ก็ส่งผลเข้าไปที่อำเภอ   อำเภอก็ทยอยตรวจสอบอย่างถูกต้องเรียบร้อยส่งมาที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.)ขณะนี้น่าจะได้ประมาณ 50% แล้ว   รอติดตามผลทาง Facebook ของอบจ. และสำนักงานการเลือกตั้งจังหวัดปราจีนบุรี(กกต.) อีกครั้ง

ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรี 1 เสียงของท่านมีพลังที่จะพัฒนาจังหวัดปราจีนบุรี   อยากจะขอวิงวอนพี่น้องชาวปราจีนบุรีอย่าได้เบื่อการเลือกตั้ง    เพราะว่าสิทธิหน้าที่เป็นหน้าที่อยากจะเชิญชวนพี่น้อง ประชาชน ใน วันที่ 8  ก.พ.  2569 ออกมาเลือก ใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)   จะออกเสียงประชามติ ส่งผลให้ จังหวัดปราจีนบุรี ผู้มีสิทธิ์ เลือกตั้งถึงร้อยละ 80%โดยระชาชนออกมาใช้สิทธิ 206,934 คน ร้อยละ 59.22 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนนสูง 15,816 ใบ คิดเป็นร้อยละ 7.64  บัตรเสีย 6,230 ใบ คิดเป็นร้อยละ3.01

สำหรับ นายกฤษฎ์ กษมพันธุ์หรือ “รองอุ๊”  อายุ 21 ปี   อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.)เป็นชาวปราจีนบุรีโดยกำเนิด บิดา เป็นอดีตข้าราชการบำนาญทหารบก มารดาอดีตข้าราชการครูบำนาญ  การศึกษาเบื้องต้น ที่โรงเรียนมารีวิทยา ,โรงเรียนปราจีนราษฎรอำรุง(ปรอ.) สำเร็จจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 35โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 51

กฤษฎิ์ กษมพันธุ์ หรือ รองอุ๊ ว่าทีนายกอบจ.ปราจีนบุรี

มี แนวคิดจะพัฒนา จ.ปราจีนบุรีด้านต่าง ๆ ทำงานที่ค้างคาไว้ ในด้านต่าง ๆ สมัยเป็นฝ่ายบริหารฯ และ นโยบายใหม่ด้านต่าง ๆ อาทิ สาธาณูปโภคขั้นพื้นฐานถนนหนทาง ไฟฟ้าส่องสว่าง การพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้านสาธารณะสุขที่มี รพ.สต.ในสังกัดมากที่สุดถึง 94 แห่ง ด้านการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ที่มีสถานศึกษาในสังกัด อบจ. และ การท่องเที่ยว

“รองอุ๊”  มีอาชีพ  ทำธุรกิจอู่รถที่เมืองพัทยา และ ทำงานด้านการเมืองพื้นฐานให้กับนายสุนทร หรือ โกทร ในสมัยที่นายสุนทร หรือ โกทร วิลาวัลย์ เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) อดีต รมช.สาธารณะสุข เป็นเลขานุการฯนายสุนทรก่อนหน้า 1 ปี จากนั้น เป็นรองนายกอบจ.ปราจีนบุรี(อบจ.) และ รักษาการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) สมัยที่นายสุนทร วิลาวัลย์ เคยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.)เป็นคนสนิทของนายสุนทร หรือ “โกทร” วิลาวัลย์    ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ในพื้นที่ตระกูล “วิลาวัลย์” ฐานเสียงใหญ่ลุ่มน้ำบางปะกงแห่งพรรคภูมิใจ

โดย…มานิตย์ สนับบุญ – ข่าว / ณัฐนันท์-ภาพ/ ปราจีนบุรี ###

ชาวบ้านหวาดผวา!”ไวรัสนิปาห์”ฝูงค้างคาวแม่ไก่นับพันตัวเกาะต้นไม้ใหญ่ใกล้ชุมชน

ชาวบ้านซอยพัทยานาเกลือ จ.ชลบุรี ร้องหน่วยงานรัฐเร่งจัดการฝูงค้างคาวแม่ไก่ นับพันตัว หลัง “ไวรัสนิปาห์” ระบาดหนักในอินเดีย หวั่นมูลสัตว์และสารคัดหลั่งเป็นบ่อเกิดโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน

จากกรณีการระบาดของไวรัสนิปาห์ (Nipah) ในรัฐเบงกอลตะวันตก ของประเทศอินเดีย ซึ่งรุนแรงกว่าโควิด-19 และตอนนี้พบผู้ติดเชื้อแล้ว 5 รายและยังมีการกักกันและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดอีกกว่า 180 คน โดยสามารถติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน ที่เกิดจากการสัมผัสมูลสัตว์ และสารคัดหลั่งของพาหะนำโรค ได้แก่ ค้างคาวผลไม้ หรือสุกร ม้า แมว แพะ แกะ ที่รับเชื้อมาจากค้างคาวผลไม้อีกต่อหนึ่งสามารถติดเชื้อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ เช่น เลือด หรือน้ำลาย

ล่าสุดชาวบ้านบริเวณในซอยพัทยานาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งใกล้ชุมชนมีผู้อาศัยจำนวนมาก พบว่ามีฝูงค้างคาวแม่ไก่จำนวนมาก เข้ามาอาศัยอยู่บนต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่ เกรงว่าจะเป็นพาหะนำเชื้อโรคแพร่กระจาย โดยเฉพาะหลังมีข่าวไวรัสนิปาห์ระบาด จึงลงพื้นที่ตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบว่ามีค้างคาวแม่ไก่นับพันตัว เกาะแน่นอยู่บนต้นไม้ขนาดใหญ่ริมถนน โดยเฉพาะในช่วงเช้าและช่วงเย็น บริเวณพื้นถนนด้านล่าง เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลจากค้างคาว โดยฝูงค้างคาวเหล่านี้มาอาศัยอยู่เป็นเวลาหลายปีแล้ว เจ้าของพื้นที่เคยพยายามตัดต้นไม้เพื่อไล่ แต่เมื่อกิ่งไม้กลับมาแตกใหม่ ค้างคาวก็กลับมาเกาะซ้ำอีก

นางประสงค์ คงปางดี ชาวบ้าน กล่าวว่า รู้สึกกลัว ทำไปนานๆ ก็กลัวจะติดโรคเหมือนกัน อยากให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูพื้นที่ในซอยนี้เพื่อให้ค้างคาวย้ายที่อยู่ กลัวว่าหากปล่อยไว้นานๆ อาจจะเกิดอันตรายต่อร่างกายและสุขภาพ โดยเฉพาะหลังมีข่าวไวรัสนิปาห์ ระบาดและมีการติดเชื้อจากค้างคาว

“กล้าธรรม” บุกเชียงใหม่ปราศรัยใหญ่!ชูนโยบาย ปั้นท่องเที่ยวสู้จน–คืนคุณค่าผู้สูงวัย–ลุยยาเสพติดทั้งระบบ

เวทีเชียงใหม่แตก ! “กล้าธรรม” เปิดแพ็กเกจ นโยบายชุดใหญ่ ปั้นท่องเที่ยวสู้จน–คืนคุณค่าผู้สูงวัย–ลุยยาเสพติดทั้งระบบ “อ.แหม่ม” ซัดพรรคอื่นตัวปลอม ด้าน “ธรรมนัส” ประกาศชัด เลือกผม ได้ผม ไม่ใช่นายกฯเงา

วานนี้( 25 มกราคม 2569)ฉ เวลา 18.00 น. พรรคกล้าธรรม จัดเวทีปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมรับฟังจำนวนมาก โดยมีแกนนำสำคัญของพรรคขึ้นเวทีช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และนางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมฝ่ายสังคม

นางปวีณา กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ภาคเหนือถือเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ เชียงราย หรือพะเยา ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่สวยงามจำนวนมาก พรรคกล้าธรรมจึงมีนโยบายหลายด้านเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เติบโต เพราะมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจนของประเทศ

“จังหวัดเชียงใหม่มีประชากรผู้สูงอายุถึงร้อยละ 23 หรือประมาณ 400,000 คน พรรคจึงมีนโยบายฝึกอาชีพให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งเกษียณอายุ 60 ปี ซึ่งยังมีศักยภาพในการทำงาน หากปล่อยให้อยู่บ้านโดยไม่มีบทบาท อาจส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ เช่น ภาวะซึมเศร้าหรือโรคความจำเสื่อม โดยเราจะฝึกอาชีพที่เหมาะกับวัย และเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว เช่น การฝึกภาษาและทักษะบริการ เพื่อให้ผู้สูงอายุเป็นอาสาสมัครท่องเที่ยว รองรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือที่ยังขาดแคลนบุคลากร” นางปวีณากล่าว พร้อมยืนยันว่าเป็นแนวทางสร้างรายได้และคุณค่าให้ผู้สูงวัย“

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรม ยังมีนโยบายจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กในชุมชนแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ให้พ่อแม่ที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำมีสถานที่ฝากบุตรอย่างมั่นใจ พร้อมทั้งเป็นพื้นที่พัฒนาและเสริมทักษะเด็ก
ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวบนเวทีว่า เราเสนอ ร.อ.ธรรมนัสเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว เพื่อให้ประชาชนไม่สับสน หลายพรรคเสนอถึง 3 คน มีแต่ตัวปลอมที่ไม่มีอำนาจ

“พรรคหนึ่งเลือกแล้วได้นายกฯตัว ท. แต่คนมีอำนาจตัวจริงคือ ธ. อีกพรรคเลือก อ. ได้ น. อีกพรรคเลือก ช. ได้ ย. เอาตัวปลอมมาหลอกขายเราหมด พอเข้าไปก็ไม่ไปตัดสินให้แก้ปัญหาให้ประชาชน เพราะตัวจริงที่อยู่ข้างหลังไม่ต้องรับผิดชอบ แต่พรรคกล้าธรรมตัวจริงเสียงจริงถ้าเลือกธรรมนัส ก็ได้ธรรมนัส“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า พรรคเราไม่ได้เป็นสแกมเมอร์ พรรคอื่นๆเป็นสแกมเมอร์ทั้งสิ้น เราพูดจริง ทำจริง ด้วยความจริงใจ ที่บอกทำมากกว่าพูด ร.อ.ธรรมนัส ก็ทำมาแล้ว ทั้งแก้ปัญหาราคาเกษตรที่ตกต่ำ ปัญหาที่ดินส.ป.ก. ที่เราแก้ให้เป็นที่ดินเพื่อการเกษตร โดยหลังจากนี้จะมีการยกระดับให้เป็นโฉนดครุฑแดง เพื่อให้ประชาชนมีที่ทำกินและมีสินทรัพย์ที่มูลค่าเพิ่มขึ้น เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่สัญญาว่าจะแจกเงินแค่ไม่กี่บาท สุดท้ายก็ทำไม่ได้

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวปราศรัยว่า ตนไม่ต้องการพูดนโยบายเพื่อชวนเชื่อหรือสร้างความหวังลม ๆ แล้ง ๆ แต่ต้องการให้ประชาชนดูจากผลงานที่ผ่านมา ซึ่งยืนยันว่า ทุกเรื่องที่พูดได้ลงมือทำจริง นโยบายดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และความปลอดภัยของสตรี เรามั่นใจว่า เราทำได้เพราะพรรคมีบุคลากรที่ทำงานด้านสังคมมายาวนาน อย่างนางปวีณา ซึ่งสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

“การเลือกตั้งปี 2566 เชียงใหม่มีอยู่ 2 สี คือ สีนี่ กับ สีนั้น เวลามาหาเสียง สีนั้นก็พูดดี พี่น้องเชียงใหม่จะกระเป๋าตุง กาเบอร์นี้ พรรคนี้นะ แต่กระเป๋าตุงหรือไม่ เงินดิจิทัลคนละ 10,000 บาท ใครได้แล้ว แต่พรรคกล้าธรรม ไม่ต้องขายฝันพี่น้อง เราทำดีแล้ว เราทำต่อสานต่อ ต่อยอดให้มันได้จริงๆ นโยบายเรื่องที่ดินทำกิน ที่ผ่านมาเคยถูกปรามาสว่า ผมจะทำไม่ได้ แต่ขณะนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าสำเร็จแล้ว และจากนี้จะเดินหน้าต่อยอดให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน สร้างความเข้มแข็งให้ฐานรากของประเทศ”

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้เลือกผม ได้ผม ตัวจริง เสียงจริง ทำงานจริง เพื่อประชาชน ไม่ใช่ได้นายกฯ เงา เลือกคนนี้ แต่ได้ใครมาไม่รู้