หิมะถล่มสหรัฐฯหนาวสุดขั้ว คนนับล้านไม่มีไฟฟ้าใช้ 24 รัฐประกาศสภาวะฉุกเฉิน

พายหิมะพัดถล่มสหรัฐฯนัก ทำให้เกิดไฟดับกระทบประชาชนนับล้านคน ยกเลิกเที่ยวบินอีกกว่า 10,000 เที่ยว ท่ามกลางคำเตือนว่า สถานการณ์จะดำเนินต่อเนื่องไปตลอดสัปดาห์

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า พายุฤดูหนาวขนาดมหึมาพัดถล่มสหรัฐฯอย่างหนักทำให้ประชาชนมากกว่า 1 ล้านคนทั่วสหรัฐฯ ต้องตกอยู่ในสภาวะไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่สายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบินกว่า 10,000 เที่ยวในวันอาทิตย์ (25 ม.ค. 2569) ที่ผ่านมาเพราะพายุฤดูหนาวกำลังทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศกลายเป็นอัมพาต

สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติ (NWS) ของสหรัฐฯ พยากรณ์ว่า พายุลูกนี้จะพัดถล่มพื้นที่ 2 ใน 3 ทางฝั่งตะวันออกของประเทศในวันอาทิตย์และต่อเนื่องไปตลอดสัปดาห์ ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิลดฮวบลงจนต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และจะส่งผลกระทบที่ “เป็นอันตรายต่อการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐาน” ต่อเนื่องไปอีกหลายวัน

เจ้าหน้าที่พยากรณ์ด้วยว่า จะมีหิมะตกหนักตั้งแต่แถบลุ่มแม่น้ำโอไฮโอไปจนถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่การสะสมของน้ำแข็งในระดับที่ “ก่อให้เกิดความหายนะ” กำลังคุกคามพื้นที่ตั้งแต่ตอนล่างของลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปีไปจนถึงตอนกลางของฝั่งแอตแลนติกและภาคตะวันออกเฉียงใต้

“พายุลูกนี้มีความพิเศษตรงที่มีขอบเขตความเสียหายแผ่ขยายกว้างขวางมาก” อัลลิสัน ซานโตเรลลี นักอุตุนิยมวิทยาจาก NWS กล่าว พร้อมเสริมว่ามีประชาชนประมาณ 213 ล้านคนที่อยู่ภายใต้การประกาศเตือนภัยสภาพอากาศฤดูหนาวในรูปแบบต่างๆ

“พายุลูกนี้ส่งผลกระทบครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่รัฐนิวเม็กซิโก เทกซัส ไปจนถึงนิวอิงแลนด์ ดังนั้นเรากำลังพูดถึงรัศมีที่แผ่กว้างถึง 3,220 กิโลเมตร”โดยตอนนี้ มีถึง 24 รัฐที่ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ด้วย

ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ FlightAware.com ระบุว่า มีการยกเลิกเที่ยวบินมากกว่า 10,000 เที่ยวในวันอาทิตย์ และอีกกว่า 8,000 เที่ยวต้องล่าช้าออกไป โดยสายการบินหลักของสหรัฐฯ ได้แจ้งเตือนผู้โดยสารให้เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินและการยกเลิกที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

ทั้งนี้ พายุฤดูหนาวขนาดมหึมานี้เป็นผลมาจากกระแสลมวนขั้วโลก (Polar Vortex) ที่แผ่ขยายตัวออก ซึ่งโดยปกติจะเป็นมวลอากาศเย็นความกดอากาศต่ำแถบอาร์กติกที่ก่อตัวเป็นวงกลมค่อนข้างแคบ แต่บางครั้งอาจเปลี่ยนรูปทรงเป็นวงรี และส่งมวลอากาศเย็นทะลักเข้าสู่พื้นที่บริเวณกว้าง ซึ่งในกรณีนี้คือทวีปอเมริกาเหนือ

ฟอร์มร้อนแรง!”ผีแดง”บุกอัด “ปืนใหญ่” คาถิ่น แซงขึ้นอันดับ 4 พรีเมียร์ลีก

“ปีศาจแดง”แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกอัด “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล จ่าฝูงถึงถิ่น 3-2 ขยับขึ้นไปอยู่อันดับ 4 ตาราง พร้อมเก็บชัย 2 นัดรวดในยุคของ ไมเคิล คาร์ริก

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2025-26 เมื่อวันที่ 25 ม.ค. เป็นเกมคู่บิ๊กแมตช์ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล จ่าฝูงเปิดสนาม เอมิเรสต์ สเตเดียม รับการมาเยือนของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ผลปรากฏว่า แมนฯ ยูไนเต็ด โชว์ฟอร์มสุดยอดหลังบุกเอาชนะ อาร์เซนอล ถึงถิ่น 3-2 โดยเกมนี้เจ้าบ้านออกนำก่อนจากการทำเ้ขาประตูตัวเองของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ นาที 29

อย่างไรก็ตามทีมเยือนกลับมายิงแซง 2 ลูกรวดจาก ไบรอัน เอ็มเบอโม นาที 37 และพาทริก ดอร์กู นาที 50 ก่อนที่เจ้าถิ่นจะฮึดสู้ตามตีเสมอ 2-2 จาก มิเกล เมริโน นาที 84

ทว่าในนาที 87 แมนฯ ยูไนเต็ด พลิกขึ้นนำเป็น 3-2 จากลูกยิงของ มาเตอุส คุนญา และเป็นประตูชัยช่วยทีมบุกชนะไปด้วยสกอร์นี้.

จากผลที่เกิดขึ้นทำให้ “ปีศาจแดง” มีเพิ่มเป็น 38 คะแนนจาก 23 นัดแซง เชลซี ขึ้นมาอยู่อันดับ 4 ตารางส่วน “ปืนใหญ่” หยุดอยู่ที่ 50 คะแนนจาก 23 นัดยังรั้งจ่าฝูงทว่านำหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแอสตัน วิลลา ทีมอันดับ 2 และ 3 เหลือเพียง 4 คะแนนในจำนวนเกมเท่ากัน

ส่วนผลการแข่งขันคู่อื่นๆ
คริสตัล พาเลซ 1-3 เชลซี

นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 0-2 แอสตัน วิลลา

เบรนต์ฟอร์ด 0-2 น็อตติงแฮม ฟอเรสต์

ตำวจ 191 รวบสิบล้อใจกล้าขับรถซุกยาบ้าเกือบ 5 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. แถลง 191 รวบสิบล้อใจกล้า ขับรถซุกยาหนีตำรวจตกน้ำเกือบ 5 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 24 ม.ค.69  พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ., พ.ต.อ.พิทักษ์ สุทธิกุล รอง ผบก.สปพ.,พ.ต.อ.เด่นหล้า รัตนกิจ รอง ผบก.สปพ.,พ.ต.อ.เอกภพ ลิขิตธนสมบัติ ผกก.สายตรวจ, ตำรวจสายตรวจ 191 ร่วมกับ   พ.อ.สุริยา ทองเพชร ผู้บังคับหน่วยข่าวกรองทางทหาร สนับสนุนกองทัพภาค  พ.อ.ปรเมษฐ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา  ผู้บังคับส่วนปฏิบัติการข่าว หน่วยข่าวกรองทางการทหาร ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก แถลงผลการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญ หลังสกัดจับรถบรรทุกสิบล้อซุกยาบ้าจำนวนมหาศาล คนขับไหวตัวทันพยายามขับรถหลบหนี ก่อนเสียหลักตกลงคลองมหาราช จ.ลพบุรี พบของกลางยาบ้ากว่า 4.79 ล้านเม็ด มูลค่าประมาณ 150 ล้านบาท

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และผู้บริหารระดับสูง มุ่งเน้นการปราบปรามความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล มอบหมายให้กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) และกองกำกับการสายตรวจ 191 บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก ดำเนินการสืบสวนติดตามเครือข่ายดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลงมายังพื้นที่ภาคกลาง โดยใช้รถบรรทุกสิบล้อแบบกระบะคอก ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว เป็นพาหนะ เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังเฝ้าติดตามตั้งแต่พื้นที่ จ.นครสวรรค์

กระทั่งช่วงเที่ยงวันที่ 22 มกราคม 2569 พบรถต้องสงสัยเปลี่ยนเส้นทางจากถนนหลักเข้าสู่เส้นทางเปลี่ยวบริเวณริมคลองมหาราช ต.หัวสำโรง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นจุดนัดส่งมอบยาเสพติด จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น แต่คนขับพยายามเร่งเครื่องหลบหนี ก่อนเสียหลักพุ่งตกลงไปในคลอง

เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ ทราบชื่อคือ นายสมจิต อายุ 41 ปี พร้อมตรวจพบกระสอบบรรจุยาบ้าตกกระจายจากท้ายรถและลอยอยู่ในคลอง รวมจำนวน 21 กระสอบ นับได้ประมาณ 4,790,000 เม็ด นอกจากนี้ยังตรวจยึดรถบรรทุกสิบล้อ และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องไว้เป็นของกลาง

เบื้องต้นแจ้งข้อหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.สายตรวจ บก.สปพ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

“บุรีรัมย์ มาราธอน 2026” ฉลองทศวรรษสุดยิ่งใหญ่ “สัญชัย” ผงาดคว้าแชมป์สมัยที่ 7 นักวิ่งร่วม 4 หมื่นคน

“บุรีรัมย์ มาราธอน 2026” ฉลองทศวรรษสุดยิ่งใหญ่ “สัญชัย” ผงาดคว้าแชมป์สมัยที่ 7 ครองถ้วยพระราชทานฯ ท่ามกลางคลื่นนักวิ่งเกือบ 4 หมื่นคน
.
“โทน-สัญชัย นามเขต” เจ้าของเหรียญเงินซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ฟิลิปปินส์ ไม่พลิก เป็นคนไทยคนแรก ที่เข้าเส้นชัย ประเภทมาราธอน และครองถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นสมัยที่ 7 ขณะที่ บาร์บาบัส คิปลิโม จากเคนยา คว้าแชมป์มาราธอน “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026” ปีที่ 10 ฉลองทศวรรษแห่งความสำเร็จสุดยิ่งใหญ่ด้วยจำนวนนักวิ่งเข้าแข่งขันเกือบ 4 หมื่นคน

การแข่งขัน “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026 พรีเซนเต็ดบาย น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” ครั้งที่ 10 ไนท์รันอันดับหนึ่งของไทยที่ครองใจคนทั่วโลก ฉลองทศวรรษแห่งความสำเร็จสุดยิ่งใหญ่ ออกสตาร์ท ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ สนามแข่งรถระดับโลก และ เข้าเส้นชัยที่ สนามฟุตบอล ช้าง อารีน่า จ.บุรีรัมย์ โดยมี นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต,  นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์, นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย และ พล.ต.ต.สุรพงษ์ อาริยะมงคล อุปนายกอาวุโสและเลขาธิการ สมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเปิดการแข่งขันและปล่อยตัวนักวิ่งในค่ำคืนประวัติศาสตร์ของวงการวิ่งไทย
.
การแข่งขันทั้งหมด 4 ระยะ ได้แก่ ระยะมาราธอน (42.195 กม.),  ระยะฮาล์ฟมาราธอน (21.1 กม.), ระยะมินิมาราธอน (10.0 กม.), ระยะฟันรัน (4.554 กม.)  โดยมี นักวิ่งเข้าร่วมการแข่งขัน  35,789 คน แบ่งเป็น มาราธอน 10,453 คน ฮาล์ฟมาราธอน 12,410 คน มินิมาราธอน 8,650 คน และ ฟันรัน 4,276 คน

ประเภท “มาราธอนชาย” นักวิ่งที่เข้าเส้นชัยคนแรก  “บาร์นาบัส คิปลิโม” จากเคนยา ทำเวลาได้ 2.21.16 ชั่วโมง ตามมาด้วย เวนด์เวเซน ดัมเท แชมป์เก่า จากเอธิโอเปีย ทำเวลาได้ 2.22.52 ชั่วโมง อันดับ 3 จูเลียส มานัส จากเคนยา ทำเวลาได้ 2.27.34 ชั่วโมง
.
ส่วน นักวิ่งไทย “โทน-สัญชัย นามเขต” เจ้าของเหรียญเงินซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ฟิลิปปินส์ ทำเวลาได้ 2.29.24 ชั่วโมง คว้าแชมป์คนไทย และครองถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นสมัยที่ 7

“โทน-สัญชัย นามเขต” เปิดเผยว่า ดีใจครับ สำหรับการได้แชมป์รายการนี้ เป็นสมัยที่ 7 ปัจจุบันผมได้อำลาบทบาททีมชาติหลังจากแข่งขันในซีเกมส์ครั้งล่าสุดที่ไทยเป็นเจ้าภาพไปแล้ว  เป้าหมายตอนนี้คือการมุ่งสู่มาราธอนระดับโลก 
.
ส่วนรายการนี้ นักวิ่งรุ่นน้อง อาจจะยังไม่สามารถเอาชนะผมได้ แต่อยากให้น้องๆ พัฒนาขึ้นมาแทนที่เป็นตัวแทนทีมชาติไทยในอนาคตต่อไป โดยการแข่งขันสนามนี้ ดูจากสถิติที่ทำได้ก็ถือว่าดี รวมทั้งเป็นการฝึกซ้อมและเตรียมร่างกายเพื่อไปแข่งโตเกียวมาราธอน

ส่วนการแข่งขันประเภท “มาราธอนหญิง” มาร์ตา บิเรฮาน จากเอธิโอเปีย เข้าเส้นชัย เป็นที่ 1 ทำเวลาได้ 2.51.01 ชั่วโมง อันดับ 2 อาจารย์ขม-อรอนงค์ วงศร ทำเวลาได้ 2.53.28 ชั่วโมง คว้าแชมป์คนไทย เป็นครั้งแรก อันดับ 3 ลูกปลา-ลินดา จันทะชิต อดีตแชมป์คนไทย 6 สมัย ปีนี้ เป็นคนไทยที่เข้าเส้นชัย อันดับ 2 ทำเวลาได้ 3.01.16 ชั่วโมง
.
ประเภท “ฮาล์ฟมาราธอนชาย” อันดับ 1 มูเฮีย เคนเนดี้ นโจกู (เคนยา)  1.05.42 ชั่วโมง อันดับ 2 “มังกร” พงศกร สุขสวัสดิ์ ทำเวลาได้ 1.09.50 ชั่วโมง เป็นคนไทยที่เข้าเส้นชัยคนแรก อันดับ 3 แฝดพี่ บิ๊ก-ณัฐวุฒิ อินนุ่ม ทำเวลาได้ 1.10.00 ชั่วโมง

ประเภท “ฮาล์ฟมาราธอนหญิง” อันดับ 1 ลดแก้ว อินทะกุมมาน จากสปป.ลาว 1.21.48 ชั่วโมง อันดับ 2 สุ-ปารียา สนเส็ม 1.23.02 ชั่วโมง อันดับ 3 หมูน้อย-ปิยะนุช สุขชาติ 1.25.31 ชั่วโมง
.
ประเภท “มินิมาราธอนชาย” อันดับ 1 สมโชค คงดี 32.25 นาที อันดับ 2 อินทัช จงใจจิตร อายุ 19 ปี 32.33 นาที อันดับ 3 ชยพล เจริญพานิช  อายุ 17 ปี 32.41 นาที

ประเภท “มินิมาราธอนหญิง” อันดับ 1 นิตา-ณัฐปภัสร์ ศรีขำกุล วัย 13 ปี ย่าง 14 ปี 35.50 นาที อันดับ 2 สตรอม์ เคริส วูดเวิร์ด 37.06 นาที อันดับ 3 เปรมกมล วงศ์วิชัย 37.50 นาที
.
สำหรับงาน “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026 พรีเซนเต็ดบาย น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง”  หลังจากสร้างปรากฎการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ ไม่นำเงินมหาศาลไปทุ่มให้กับการเชิญนักวิ่งอีลิทต่างชาติ แต่นำเงินเหล่านั้นกลับมามุ่งมั่นสร้าง “สวรรค์ของนักวิ่ง”อย่างแท้จริง ทำให้ปีที่ 10 ฉลองอย่างสุดคึกคักและยิ่งใหญ่ จัดหนักของขวัญและรางวัลรวมกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งทางฝ่ายจัดการแข่งขันได้เตรียมความพิเศษไว้แบบไม่เคยมีมาก่อน

โดยจัดแข่งขันบนมาตรฐานของ World Athletics Road Race Label เช่นเดิม ซึ่งนักวิ่งสามารถนำสถิติไปควอลิฟายในงานวิ่งต่างๆทั่วโลกได้ มุ่งเน้นการพัฒนา สนามบุรีรัมย์มาราธอนและวงการวิ่งไทย สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้นักวิ่งไทยได้ต่อยอดไปสู่งานวิ่งระดับโลกมากขึ้น โดยในปีนี้มีนักวิ่งทำการแข่งขัน 35,789 คน อาสาสมัครมากกว่า 7,000 คน ผู้ติดตามและกองเชียร์มากกว่า 70,000 คน รวมผู้ร่วมกิจกรรมทั้งสิ้นนับแสนคน

#BuriramMarathon2026
#YourUltimateDestination
#สวรรค์ของนักวิ่ง 
#10ปีบุรีรัมย์มาราธอน

DSI สนธิกำลัง ตม.สุวรรณภูมิ จับกุม “นายทุนจีน ” จ้าง “คนไทย”เป็นกรรมการบริษัท-ถือหุ้นแทน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลัง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สุวรรณภูมิ จับกุมชาวจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับ ‘คดีนอมินี’ จ้างคนไทย เป็นกรรมการบริษัท-ถือหุ้นแทน

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569  ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกันจับกุม นายหลัว (สวงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาสัญชาติจีน ตามหมายจับศาลอาญาที่ 6412/2568 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน เป็นคนต่างด้าวร่วมกันประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นคนต่างด้าวร่วมกันยินยอมให้ ผู้มีสัญชาติไทยฯ ช่วยเหลือสนับสนุน และเป็นกรรมการซึ่งรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดของบริษัท หยงยู่ วู้ด อินดัสทรี จำกัด หรือมิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น และเป็นกรรมการซึ่งรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดของบริษัท ยู่เฟ็ง เทรดดิ้งจำกัด หรือมิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น

ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายอาญา โดยเจ้าหน้าที่จับกุมได้ที่บริเวณ สนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมถึงแจ้งว่าต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับและควบคุมตัวจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ให้ผู้ต้องหาได้รับทราบแล้ว จากนั้น ได้ควบคุมตัวส่งมอบให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษผู้รับผิดชอบ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ 48/2566 ของกองคดีความมั่นคง โดยนายหลัวฯ มีพฤติการณ์จ้างคนไทยเป็นกรรมการและถือหุ้นแทน (นอมินี) จำนวน 2 บริษัทได้แก่ บริษัท ยู่เฟ็ง เทรดดิ้งจำกัด และบริษัท หยงยู่  วู้ด อินดัสทรี จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจแปรรูปไม้อัดและผลิตภัณฑ์ไม้ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ การดำเนินการในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีพิเศษ เป็นไปตามข้อสั่งการของ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พันตำรวจตรี จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่กำหนดให้ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว ซึ่งเป็นหน่วยงานขึ้นตรงการบังคับบัญชา จัดชุดปฏิบัติการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ เพื่อนำตัวผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดที่ยังหลบหนี เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

“บูรพาพยัคฆ์”ตบเท้าพรึ่บ!ใช้สิทธิ์เลือกตั้งศึกนายก อบจ.ปราจีนบุรี ร่วมกำหนดอนาคตท้องถิ่น

ปราจีนบุรี – “บูรพาพยัคฆ์”ตบเท้าพรึ่บ!ลงมาจากสนามมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งศึกนายก อบจ.ปราจีนบุรี ขณะผู้ว่าฯ ชวนประชาชนร่วมกำหนดอนาคตท้องถิ่น  พร้อมพบปะประชาชน พ่อค้าแม่ค้า สร้างบรรยากาศคึกคักจนนาทีสุดปิดหีบบัตรลงคะแนน พบชายผู้สูง74ปี อายุฉีกบัตร 1ราย

เมื่อเวลา 16.55 น. วันที่ 25 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  บรรยากาศการลงคะแนนเสียงการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.)  ซึ่งมีจำนวนหน่วยเลือกตั้ง รวม 786 หน่วยเลือกตั้งใน 7 อำเภอ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 405,359 คน เต็มไปด้วยความคึกคัก

พบนายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 15 ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมืองปราจีนบุรี พร้อมพบปะพูดคุยและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ รอบคอบ โปร่งใส และเคร่งครัดตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยมีประชาชนทยอยเดินทางมาใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง และมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้สิทธิอย่างเต็มที่

ภายหลังการใช้สิทธิ ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้พบปะทักทายประชาชนในพื้นที่ รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าในบริเวณใกล้เคียง เยี่ยมชมบรรยากาศการค้าขายในชุมชน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเป็นกันเอง สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างภาครัฐกับประชาชน พร้อมสร้างสีสันและความคึกคักให้กับบรรยากาศการเลือกตั้งในพื้นที่

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวเชิญชวนพี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียง โดยย้ำว่าทุกคะแนนเสียงคือพลังสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่น และเป็นรากฐานของประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การพัฒนาจังหวัดปราจีนบุรีอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

ที่หน่วยเลือกตั้งภายในบริเวณศูนย์ท็อปพลาซ่าในตลาดต้องชม ตรงข้ามกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี ต.บ้านพระ อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี หน่วยทหารราบยานเกราะเต็มรูปแบบแห่งแรกของไทย ดูแลอธิปไตยภาคตะวันออก หรือ หน่วย “บูรพาพยัคฆ์” พบกำลังพลจากสนามราชการชายแดนที่ดูแลความสงบกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา)  ลงมาใช้สิทธิลงคะแนนอย่างพร้อมเพรียงเป็นอบบอย่างประชาธิปไตย  ก่อนไปปฎิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติต่อ

ขณะที่หน่วยเลือกตั้งบริเวณหน้าวัดป่าทรงคุณติดกับค่ายจักรพงษ์ ในมณฑลทหารบกที่ 12 ต.ดงพระราม อ.เมืองปราจีนบุรี ค่ายทหารแห่งแรกของไทยที่จัดการรบแบบยุโรป   ตลอดทั้งวันพบทหารหน่วยต่าง ๆ พากันมาต่อคิวเข้าแถวรอลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างคึกคักเป็นระเบียบไม่แพ้ค่ายพรหมโยธี

ที่หน่วยเลือกตั้งบ้านอ่าวพะยอม ต.ไม้เค็ด อ.เมืองปราจีนบุรี พบ ยายจตุรงค์ เขียวขำ อายุ 94 ปี พร้อมด้วยสามี ตา จรูญ เขียวขำ 92 ปี เลขที่ 212 หมู่ 11 ต.ไม้เค็ด   มากับสามีและลูกชายพากันมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ฯ   ยายจตุรงค์ บอกว่า  ลูกชายพามาลงคะแนน   ครอบครัวมีลูกทั้งหมด 6 คน  มาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทุกครั้งและทุกระดับ  ยายจตุรงค์กล่าว

พ.ต.ท. มงคล ไพรศูนย์ สว.(สอบสวน) สภ.ศรีมโหสถ จว.ปราจีนบุรี พร้อมด้วย จ.ส.ต.ธนกฤต โกสินรุ่งเรือง ได้รับแจ้งจากคระกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.)  พบนายสำเร็จ บุญมี อายุ 74 ปี เลขที่   23/2 หมู่ 4   ตำบล/คู้ลำพัน อำเภอศรีมโหสถ  จังหวัด ปราจีนบุรี ทำการฉีกบัตรระหว่างเข้าคูหกาลงคะแนนเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.)ได้รีบตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไว้แล้วและจัดรับค้าร้องทุกข์ไว้และดำเนินการสอบสวนต่อไป

โดย   การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) มีผู้สมัครรับเลือกตั้งฯเข้าร่วมชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) รวมจำนวน 5 ราย ประกอบด้วย เบอร์ 1 นายเกียรติกร หรือ สส.หรั่ง พากเพียรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต สส.ปราจีนบุรี , เบอร์ 2 นายกฤษฎิ์ หรือ “รองอุ๊” กษมพันธุ์ อายุ51 ปี อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) , เบอร์ 3 นายคณิณพัชญ์ หรือ “ต้อง” อัมพุชศศิภัณ อายุ 46 ปี อดีตผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม (อบต.),เบอร์ 4 นายอำไพ กองมณี อายุ 65 ปี อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และ เบอร์ 5 นายจำรูญ สวยดี อดีตผู้สมัครนายก อบจ.ปราจีนบุรี ลงในนามอิสระ

โดย… มานิตย์ สนับบุญ – ข่าว / ณัฐนันท์–ภาพ/ ปราจีนบุรี###

ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ระบบน้ำนิ่งในกล่องโฟม ทำคนเดียวง่ายนิดเดียว

ในปัจจุบันเทคโนโลยี่เข้ามาเกี่ยวกับชีวิตประจำวันที่ทุกคนยากที่จะหลีกเลี่ยงไปได้ หากใครคิดอยากจะปลูกผักเพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือเพื่อเชิงพาณิชย์มันไม่ยากเหมือนแต่ก่อน เพราะเกษตรการยุคใหม่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ทำให้ง่ายต่อการทำการเกษตร เช่นเดียวกับ การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ระบบน้ำนิ่งง่าย ๆ ในกล่องโฟม ลงทุนน้อย ดูแลง่าย ปลูกได้แม้จะมีพื้นที่น้อย!

ทุกวันนี้การปลูกผักระบบ “น้ำนิ่ง” เป็นหนึ่งในวิธีปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ที่ง่ายที่สุด เพราะไม่ต้องใช้ปั๊มน้ำหรือระบบไฟฟ้าให้ยุ่งยาก โดยหลักการคือให้รากพืชแช่อยู่ในสารละลายธาตุอาหาร (น้ำผสมปุ๋ย A-B) โดยมีช่องอากาศเล็ก ๆ ให้รากส่วนหนึ่งได้รับอากาศ ทำให้พืชเติบโตได้ดีแม้อยู่ในน้ำตลอดเวลา

กล่องโฟม คือ ภาชนะที่เหมาะ เพราะช่วยเก็บอุณหภูมิของน้ำให้คงที่ ไม่ร้อนเกินไปในตอนกลางวัน และน้ำระเหยช้ากว่าภาชนะทั่วไป เพียงเตรียมกล่องโฟม เจาะฝาใส่ตะกร้าปลูก เติมสารละลายให้พอดีราก แล้วตั้งไว้ในที่มีแสงแดดประมาณ 4–6 ชั่วโมงต่อวัน ก็สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของผักได้ภายในไม่กี่วัน

จุดเด่นของระบบนี้คือ..

1.ประหยัดน้ำ ประหยัดพื้นที่

2.ไม่ต้องรดน้ำทุกวัน

3.ควบคุมคุณภาพผักได้ง่าย

4.เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหรือคนที่อยู่คอนโด บ้านในเมืองก็ทำได้

แค่เริ่มต้นจากกล่องโฟมธรรมดา ๆ แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจเล็ก ๆ ที่อยากปลูกผักกินเองแบบปลอดสาร  วันนี้เราลองทำ “ไฮโดรโปนิกส์ระบบน้ำนิ่ง” ด้วยตัวเอง ครั้งแรกก็อาจจะงง ๆ หน่อย แต่พอเห็นต้นอ่อนเริ่มแตกใบ หัวใจมันพองโตขึ้นมาทันทีเลย

ไม่ต้องมีพื้นที่เยอะ ไม่ต้องมีอุปกรณ์แพง ๆ แค่กล่องโฟม ใจรัก และความใส่ใจ ก็สามารถสร้างแปลงผักเล็ก ๆ ที่ให้ทั้งความสุขและความอิ่มได้ทุกวัน 

เพราะการปลูกผักไม่ได้แค่ได้ “ผัก” แต่มันยังได้ “ความภูมิใจ” ที่เราได้ลงมือทำด้วยสองมือของเราเอง

ปลูกเอง กินเอง ปลอดสารแน่นอน และยังได้ความสุขจากการดูแลสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ให้เติบโตไปพร้อมกับเรา 

ชุดสุดท้าย!ซากุระเมืองไทยผลิบานสะพรั่งท่ามกลางพรมเมเปิ้ลแดง-หน้าผาพบรัก

บรรยากาศการท่องเที่ยวบน โครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้า ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่หลายคนคิดว่าฤดูหนาวได้เดินทางมาถึงปลายทางแล้ว

ปลายเดือนมกราคม 2569 ดอก นางพญาเสือโคร่ง หรือที่นักท่องเที่ยวคุ้นชื่อกันดีว่า “ซากุระเมืองไทย” ชุดสุดท้ายของฤดูกาล เริ่มผลิบานเป็นสีชมพูอ่อน ฟูฟ่องท่ามกลางอากาศเย็นสบายและสายลมที่พัดผ่านไม่ขาดสาย เสมือนบทส่งท้ายของฤดูหนาวที่ยังไม่ยอมปิดฉากง่าย ๆ

แม้ปีนี้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยจะพลาดโอกาสขึ้นไปชมซากุระบนยอดเขาภูลมโลตามแผนเดิม แต่ภูหินร่องกล้ากลับกลายเป็นปลายทางที่เยียวยาความผิดหวัง ด้วยซากุระเมืองไทยชุดเก็บตกที่กำลังบานสะพรั่ง และคาดว่าจะคงความสวยงามต่อเนื่องไปอีกประมาณ 1–2 สัปดาห์ เท่านั้น

ความงดงามของที่นี่ไม่ได้หยุดอยู่แค่สีชมพูของดอกไม้ ใต้จุดชมวิวชื่อหวานอย่าง “หน้าผาพบรัก” ยังแต่งแต้มด้วย ทุ่งดอกกระดาษหลากสี ไล่เฉดตั้งแต่ชมพู ม่วง ส้ม ไปจนถึงขาว บานสะพรั่งรับแสงแดด สร้างบรรยากาศโรแมนติกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและช่างภาพให้หยุดเวลาไว้กับทุกมุมมอง โดยดอกกระดาษจะมีให้ชมต่อเนื่องไปจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์

อีกหนึ่งเสน่ห์ที่หาได้ยากคือ กล้วยไม้ดิน หรือซิมบีเดียน (Cymbidium) กล้วยไม้พื้นถิ่นของพื้นที่สูง ออกดอกเป็นช่อ สีอ่อนหวาน แฝงกลิ่นหอมบาง ๆ ทนต่ออากาศหนาวเย็นได้อย่างสง่างาม เป็นภาพสะท้อนของความสมบูรณ์ทางธรรมชาติที่ภูหินร่องกล้ายังคงรักษาไว้

ขณะเดียวกัน ใบเมเปิ้ล หรือ “ก่วมแดง” ที่เคยเปลี่ยนสีเป็นแดงสดเมื่อสัปดาห์ก่อน เริ่มร่วงหล่นปกคลุมพื้นดิน กลายเป็นพรมสีแดงธรรมชาติ เพิ่มมิติแห่งความอบอุ่นและความเหงาอย่างงดงาม ราวกับธรรมชาติกำลังค่อย ๆ บอกลาฤดูหนาวด้วยจังหวะของตัวเอง

นักท่องเที่ยวหลายคนยอมรับว่า แม้จะผิดหวังจากการพลาดชมซากุระเมืองไทยบนภูลมโล แต่การได้มาเยือนภูหินร่องกล้าในช่วงนี้กลับให้ความรู้สึก “คุ้มค่าเกินคาด” เมื่อความงามหลากหลายถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ทั้งซากุระชุดสุดท้าย ดอกไม้หลากสี กล้วยไม้ดิน และพรมใบเมเปิ้ลแดง บนฉากหลังของหน้าผาพบรัก ซึ่งสามารถมองเห็นวิวได้กว้างถึง 180 องศา พร้อมลมเย็นที่พัดผ่านตลอดทั้งวัน

สำหรับผู้ที่ยังลังเลจะออกเดินทาง นี่อาจเป็น โอกาสสุดท้ายของฤดูหนาวปีนี้ ในการเก็บภาพความงามแบบไม่ต้องแย่งคิว ไม่ต้องเร่งรีบ และได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างเงียบสงบ ก่อนที่ซากุระเมืองไทยจะร่วงโรย และฤดูหนาวจะกลายเป็นเพียงความทรงจำอีกครั้ง

เรื่อง/ภาพ : ชินวัฒน์  สิงหะ ผู้สื่อข่าวจังหวัดพิษณุโลก

ตำรวจบุกรวบเจ้าแม่โคเคน เมียคนผิวสีย่านรามคำแหง อึ้งพบสมุดรายชื่อลูกค้าไฮโซ

ตำรวจรวบเจ้าแม่โคเคนเมียคนผิวสีย่านรามแหง พร้อมสมุน ลอบค้ายานรกมานับสิบปี พบสมุดรายชื่อลูกค้าอึ้ง!! “ไฮโซ-เซเลบ” เพียบ

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 ตำรวจ ศอ.ปส.ตร. , ศอ.ปส.บช.น. , บก.สส.บช.น. , บช.ปส. พร้อม ป.ป.ส.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยการจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายสำคัญ 4 ราย ประกอบด้วย 1.นางกัญญ์พพัชญ์ หรือ น้ำ อายุ 38 ปี  2.นายพิชชากร หรือ หนึ่ง อายุ 25 ปี 3.นายศุภเสถียร หรือ ต้า อายุ 43 ปี 4. นางสาวชนัญชิดา หรือ แพร อายุ 19 ปี พร้อมของกลาง 1.ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) รวมทั้งสิ้น 250.57 กรัม 2.อุปกรณ์แพ็กซีลแบบดูดอากาศ 3.ถุงกระดาษหีบห่อเพื่อจัดส่ง จำนวนมาก รวมถึงทรัพย์สินเงินสด เงินในบัญชี ทองคำ รถยนต์หรู สินค้าแบรนด์เนมกว่า 6,288,018 บาท

การจับกุมสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68 ตำรวจเปิดปฏิบัติการ “ช่างปูน” บุกทลายเครือข่ายแก๊งผิวสีย่านนานา สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวผิวสี สัญชาติไนจีเรีย 9 ราย และตรวจยึดของกลางหลายรายการ ซึ่งต่อมา พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. ร่วมกับ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุด ศอ.ปส.ตร. , ศอ.ปส.บช.น. และ บช.ปส. ขยายผลกลุ่มชาวผิวสีอย่างต่อเนื่อง “แกะรอย 3 เดือน” ตามล่าต้นตอผงขาวในเงามืด

จนได้พบกับ “หญิงไทยรายหนึ่ง” เป็นภรรยาชายชาวไนจีเรีย และเป็นตัวการสำคัญในขบวนการค้าโคเคน  ระหว่างที่ชุดสืบสวนทำการสืบสวนขยายผลต่อ ได้พบเบาะแสว่า หญิงไทยรายนี้ค้าขายโคเคนมาเป็นเวลาราว 10 ปี แต่ยังไม่เคยถูกจับกุม ทั้งนี้ด้วยเทคนิคการดำเนินธุรกิจแบบพิเศษ (เปิดเผยไม่ได้ป้องกันการลอกเลียนแบบ) จนกลายเป็นระดับเจ้าแม่โคเคนในเมืองไทย

กระทั่งวันที่ 23 ม.ค. 68 เจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.ตร. , ศอ.ปส.บช.น. , บก.สส.บช.น., บช.ปส. และ ป.ป.ส.กทม.สะกดรอยติดตามเจ้าแม่รายนี้ ขณะออกตระเวนส่งโคเคนให้กับกลุ่มลูกค้าไฮโซด้วยตนเอง โดยเข้าจับกุมตัว นายศุภเสถียร และ นางสาวชนัญชิดา ขณะเดินมารับยาโคเคน ที่เจ้าแม่รายนี้ทิ้งไว้ให้ หลังจับกุมตัวชุดสืบสวนได้ขยายผลจนทราบข้อมูลว่า เจ้าแม่รายนี้ยังมีลูกสมุนอีก 1 ราย คอยตระเวนขับรถส่งยาเสพติดให้ พล.ต.ต.ธีรเดชฯ จึงได้นำกำลังติดตามไป จนกระทั่งสามารถจับกุมตัว นายพิชชากร ลูกสมุนมือขวาของเจ้าแม่โคเคน พร้อมของกลางโคเคน 27 ซอง น้ำหนัก 33.51 กรัม พร้อมเงินสดจำนวน 95,000 บาท โดยสมุนมือขวารับสารภาพว่า เป็นเงินที่ได้จากการวิ่งส่งยาเสพติดให้กับเจ้าแม่

ไม่ทันข้ามวัน ชุดสืบสวนได้ขยายผลการจับกุม จนกระทั่งสามารถจับกุมตัว นางกัญญ์พพัชญ์ เจ้าแม่โคเคนรายนี้ได้สำเร็จ โดยพบของกลางโคเคนในรถยนต์จำนวน 10 ซอง และได้ขยายผลการจับกุมไปตรวจค้นห้องพักในคอนโดหรูย่านบางพลี จ.สมุทรปราการ พบของกลางอีกกว่า 210 กรัม โดยจากการขยายผลทำการตรวจค้นทั้งคอนโดและที่พัก  ชุดสืบสวนทำการยึดทรัพย์สินได้เป็นจำนวนมาก เช่น เงินสด , ทองคำแท่ง , สร้อยคอทองคำ , ของแบรนด์เนม, รถตู้อัลพาร์ด, รถยนต์ 2 คัน และอายัดเงินในบัญชี รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดทั้งสิ้น ราคาประมาณ 6,288,018 บาท

หลังการจับกุม พล.ต.ต.ธีรเดช นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง และทรัพย์สินที่ตรวจยึด นำมาขยายผลที่ ศอ.ปส.บช.น. ก่อนจะนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน”

ในชั้นจับกุม นางกัญญ์พพัชญ์ รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาว่า “อดีตสามีของตนเป็นชาวไนจีเรีย เป็น 1 ใน แก๊งชาวผิวสี ที่ชอบรวมกลุ่มอยู่บริเวณ ถ.รามคำแหง รายได้และทรัพย์สินที่มีนั้น มาจากการขายยาเสพติด ตนขายมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว โดยส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นกลุ่มคนมีฐานะ เพราะโคเคนนั้นเป็นสิ่งที่หายากในประเทศไทย เพราะไม่สามารถผลิตได้ในประเทศเพื่อนบ้าน ราคาจึงแพงกว่ายาเสพติดทั่วไป และตนมีความสัมพันธ์กับชาวไนจีเรีย และรู้จักหลายคน สามารถหาโคเคนจากชาวผิวสีได้ในราคาต้นทุนต่ำ ตนจึงถือเป็นคนไทยที่ค้าโคเคนรายใหญ่” 

“อภิสิทธิ์–สกลธี”ยกทัพปชป.ช่วย “รัฐศักดิ์ ”หาเสียงพื้นที่กระบัง ชูนโยบายแก้เศรษฐกิจ–รื้อระบบประกันสังคม

“อภิสิทธิ์–สกลธี” ลงพื้นที่ลาดกระบัง ช่วย “รัฐศักดิ์ สุขยิ่ง” หาเสียง พบประชาชนตลาดสดเกรียงไกร ชูนโยบายแก้เศรษฐกิจ–รื้อระบบประกันสังคม

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมช่วยหาเสียงและพบปะประชาชน สนับสนุนการทำงานของ นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 20 เขตลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว) พรรคประชาธิปัตย์

บรรยากาศการลงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  และคณะได้พบปะพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย ณ ตลาดสดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า มีประชาชนให้ความสนใจเข้ามาทักทาย ขอถ่ายภาพ และมอบดอกไม้เพื่อให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่น้องประชาชนชาวลาดกระบัง สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับประชาชนในกรุงเทพมหานคร พร้อมย้ำว่าพรรคยังคงเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ซึ่งขอให้ประชาชนพิจารณาการเลือกตั้งอย่างจริงจัง มองไปที่การเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างยั่งยืน สนับสนุนผู้สมัครที่มีความมุ่งมั่นในการปราบปรามการทุจริต และมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากการพูดคุยกับเจ้าของตลาด พ่อค้าแม่ค้า พบว่าปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นเรื่องหลัก โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นให้ผลเพียงชั่วคราว เมื่อโครงการสิ้นสุด เศรษฐกิจก็กลับมาเงียบ เหมือนเดิม ดังนั้น หากไม่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน รายได้ของประชาชนก็จะไม่เพิ่มขึ้น

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ต่อประเด็นประกันสังคม นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คณะกรรมการได้มีมติไปแล้ว  แต่ว่าสูตรใหม่ก็จะมีประเด็นในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงการคำนวณ สำหรับตนไม่ได้มีปัญหา ยกเว้นว่าจะมีคนอยู่กลุ่มเล็ก ๆ ที่น่าจะได้รับผลกระทบ จำเป็นต้องพิจารณาปรับแก้ให้เหมาะสม ขณะเดียวกัน นโยบายระยะยาวของพรรคคือการผลักดันให้สำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหาร พร้อมทบทวนโครงสร้างระบบประกันสังคมเกือบทั้งหมด ให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงและลดความเหลื่อมล้ำ

ทั้งนี้ พรรคมีแนวคิดให้ผู้ประกันตนเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และนำเงินสมทบไปเพิ่มความมั่นคงด้านบำนาญชราภาพ ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อมีการตรวจสอบ ประชาชนมีความวิตกกังวลกับการที่ส่งเงินเข้าไปแล้วการบริหารเงินมีปัญหามาก  โดยพื้นฐานของระบบทั้งหมดต้องมีการทบทวน จากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป จากปัญหาความเหลื่อมล้ำ  และปัจจุบันระบบการจ่ายเงิน ยังไม่ใช่ระบบก้าวหน้า จึงจำเป็นต้องมีการปรับรื้อครั้งใหญ่

นายอภิสิทธิ์ยังเปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมเดินสายลงพื้นที่ภาคใต้ในสัปดาห์หน้า โดยมีกำหนดการเดินทางไปจังหวัดสุราษฎร์ธานีและชุมพร และในช่วงต้นเดือนถัดไปจะลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง และตรัง พร้อมย้ำจุดยืนทางการเมืองในทุกเวทีว่า ขอให้ประชาชน “อย่าเลือกคนที่ซื้อเสียง” ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน

ภายหลังการพบปะประชาชนที่ตลาดสดเกรียงไกร คณะได้เดินทางต่อไปยังสวน 60 พรรษา สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เพื่อทักทายประชาชนที่มาออกกำลังกายในช่วงเช้า และในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์, นายสกลธี และนายรัฐศักดิ์ ได้ร่วมสักการะศาลท่านท้าวมหาพรหมร่มเกล้า รวมถึงเจ้าพ่อแชเสือ และศาลแม่สไบทอง เพื่อความเป็นสิริมงคลในการสู้ศึกเลือกตั้ง

ด้าน นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 20 กล่าวว่า ตนลงพื้นที่พบปะขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนในเขตลาดกระบังอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณหัวหน้าพรรคและรองหัวหน้าพรรคที่มาร่วมช่วยหาเสียงในวันนี้ โดยย้ำว่านโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,000 บาท และนโยบายเงินอุดหนุนแรกเกิด 65,000 บาท เป็นหนึ่งใน 27 นโยบายหลักที่พรรคพร้อมผลักดัน พร้อมขอฝากเนื้อฝากตัวและขอแรงสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้

.