ทลายแก๊งสแกมเมอร์ “King Power Gold”ตุ๋นไทย-เทศ 400 เทรดหุ้น สูญเงิน 300 ล้าน

ตำรวจ ปอศ.ทลายขบวนการ “King Power Gold” อ้างนักเทรดหุ้นระดับโลกชวนลงทุน เหยื่อไทย-เทศหลงเชื่อกว่า 400 ราย สูญเงิน 300 ล้านบาท

เมื่อวันที่  23 ม.ค.2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ. และ พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ. ร่วมแถลงผลทลายขบวนการหลอกลงทุนข้ามชาติ ภายใต้ชื่อ “King Power Gold” สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย ประกอบด้วย น.ส.พรพฤหัส อายุ 49 ปี, MR. BRADLEY อายุ 52 ปี สัญชาติอังกฤษ, น.ส.ทองใบ อายุ 37 ปี, น.ส.มนัญชยา อายุ 59 ปี, นางฆัมพร อายุ 55 ปี และ น.ส.ธิดารัตน์ พร้อมของกลางเป็นเอกสารแผนการลงทุนและรายชื่อนักลงทุนจำนวน 13 กล่อง, โทรศัพท์มือถือ 10 เครื่อง, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 3 เครื่อง, แท็บเล็ต 1 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคาร 6 เล่ม, สมุดเช็คเงินสด 4 เล่ม และเช็คเงินสดระบุจำนวนเงินอีก 30 ฉบับ มูลค่ารวมหลายพันล้านบาท นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องหาเป็นชาย สัญชาติเยอรมัน อีก 1 ราย อยู่ระหว่างติดตามจับกุม

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเดือนเม.ย.68 มีผู้เสียหายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร้องทุกข์ต่อ บก.ปอศ. ว่าถูกกลุ่มมิจฉาชีพชักชวนร่วมลงทุนเทรดหุ้น โดยแอบอ้างเป็นนักเทรดหุ้นระดับโลก และเปิดบริษัท คิง พาวเวอร์โกลด์ บิสิเนส ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บังหน้าสร้างความน่าเชื่อถือ อ้างว่าร่วมลงทุนกับธนาคารชั้นนำของไทย พร้อมเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติ ตั้งแต่ร้อยละ 181 – 3,680 ต่อปี

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่าจากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามี น.ส.พรพฤหัส เป็นตัวการหลัก เปิดร้านอาหารและบาร์ในพื้นที่พัทยาใต้ จ.ชลบุรี ใช้เป็นแหล่งเข้าถึงเหยื่อ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เกษียณอายุและพำนักในประเทศไทย ก่อนตีสนิทชักชวนลงทุน อ้างเป็นโครงการมั่นคง มีการจัดประชุมระดมทุนในโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว หรือร้านอาหารในพัทยา หากเหยื่อหลงเชื่อ จะชักชวนเข้ากลุ่ม LINE และแอปพลิเคชัน WhatsApp ส่งตารางปันผลและเอกสารทางการเงินปลอม รวมถึงจัดทำสัญญาที่อ้างว่าเป็น “ประกันการลงทุน” เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่า เมื่อตรวจสอบพบว่าสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงกรมธรรม์ประกันชีวิตทั่วไป ไม่ใช่ประกันการลงทุนตามที่แอบอ้าง เมื่อถึงเวลาจ่ายผลตอบแทน กลุ่มผู้ต้องหามักบ่ายเบี่ยง อ้างปัญหาระบบธนาคารหรือภาษี และเมื่อผู้เสียหายขอเงินคืน กลับได้รับเช็คค้ำประกันที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้ เนื่องจากบัญชีถูกปิดไปแล้ว ผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาไม่นำเงินไปลงทุนจริง แต่ใช้วิธีนำเงินจากผู้เสียหายรายใหม่มาจ่ายหมุนเวียนให้ผู้เสียหายรายเดิมในลักษณะ แชร์ลูกโซ่ ทำให้มีผู้เสียหายหลงเชื่อมากกว่า 400 ราย ความเสียหายรวมกว่า 300 ล้านบาท

ด้าน พ.ต.อ.จำนาญ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานจนศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการทั้งหมด 7 ราย และสามารถจับกุมได้แล้ว 6 ราย ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและนครราชสีมา โดยพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาใช้บัญชีธนาคารกว่า 100 บัญชี มีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก และปลายทางเงินส่วนใหญ่ถูกถอนออกเป็นเงินสด เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน” พร้อมเร่งขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการและผู้เสียหายเพิ่มเติมต่อไป

.

“ธรรมนัส” ยกทีมช่วยผู้สมัคร หาเสียงที่ จ.ตาก ลั่นแก้ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ-นมล้นตลาด

“ธรรมนัส” ยกทีมช่วยผู้สมัคร หาเสียงที่ จ.ตาก ประกาศลั่นบนเวทีปราศัยแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหานมล้นตลาด จะไม่ล้นอีกแล้ว

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569  ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้เดินทางไปที่ อ.บ้านตาก จ.ตาก ทั้งนี้เพื่อช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) จ.ตาก ทั้ง 3 เขต

โดยมีนายพิทักษ์ อ่อนน้อม ผู้สมัคร ส.ส.ตาก เขต 1 เบอร์ 7.  , นายชิงชัย ก่อประภากิจ (นายกเคี้ยง) ผู้สมัคร ส.ส.ตาก เบอร์ 2. เขต 2 และนายภาคภูมิ บูลย์ประมุข “สส.ปั้น” ผู้สมัคร ส.ส.เบอร์ 6.  เขต 3 ท่ามกลางประชาชนหลายพันคน และมีการโบกธง และเฮฮากัน ร.อ.ธรรมนัสได้กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้สมัครทั้ง 3 คน

โดยทาง ร.อ. ธรรมนัส และ ศ.ดร.นฤมล ได้พาผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 3 คน ขึ้นเวที และกล่าวถึงนโยบายของพรรค เช่นการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหานมล้นตลาด จะไม่ล้นอีกแล้ว มีแหล่งจำหน่ายแล้ว ไม่ต้องกลัว จะไม่มีนมให้เอาเทถนนแล้ว ปัญหาอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน(อกม.) เคยของบประมาณมาต่อเนื่อง โดนตีตกหมด คราวนี้จัดการให้ได้แน่นอน และนโยบายร่าง พรบ.อสม.ที่ดูแลผู้ป่วยก่อนแพทย์  เคยเสนอไปแล้ว และมีความคืบหน้าแล้ว

.

“นิธิกร” ทำลายสถิติว่ายน้ำผีเสื้อ 100 ม.อาเซียนพาราเกมส์ “อินโดฯ – มาเลฯ” ควงแขนคว้าทองเทเบิลเทนนิส

สรุปโปรแกรมการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ในช่วงเช้าถึงบ่ายวันที่ 23 มกราคม “เจ้าภาพ” ยังคงฟอร์มแรง! กวาดเหรียญเพิ่มจากว่ายน้ำพารา เทเบิลเทนนิส บอคเซีย ยิงธนู ดันตารางเหรียญรวม ณ เวลา 14.30 น. “ไทย” ลิ่ว 94 เหรียญทอง 87 เหรียญเงิน 67 เหรียญทองแดง ตามมาด้วยแชมป์เก่า “อินโดนีเซีย” 55 เหรียญทอง ส่วน “มาเลเชีย” พลิกกลับขึ้นมาเป็นที่ 3 ได้สำเร็จ มี 26 เหรียญทอง

•“เจ้าภาพ” เดินหน้ากวาดเหรียญต่อเนื่อง 

สำหรับการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ช่วงเช้าวันที่ 23 มกราคม  นักกีฬาไทยยังคว้ามาได้อีกหลายเหรียญทอง โดยเริ่มกันที่ ทัพว่ายน้ำพารา โดย นิธิกร เจียมพิริยะกุล คว้าเหรียญทองพร้อมทำลายสถิติอาเซียนพาราเกมส์ ในท่าผีเสื้อ 100 เมตรชาย คลาส 14 ด้วยเวลา 57.20 วินาที และเป็นเหรียญทองที่ 2 ของเขาหลังจากเมื่อวันที่ 22 มกราคม คว้าเหรียญทอง กบ 100 เมตรชาย คลาส 14 ด้วยเวลา 1 นาที 08 วินาที ส่วนเหรียญเงิน เป็นของ โจเซฟ แอเรียล อาเลการ์เบส จากฟิลิปปินส์ ที่ทำเวลาได้ 59.83 วินาที และเหรียญทองแดงเป็นของ ยัสปี บิน อิมาม บาซอรี ดูรัน จากมาเลเซีย ที่ทำเวลาได้ 1 นาที 01.57 วินาที

ขณะที่ประเภทท่าผสม 200 เมตร หญิง คลาส 10 อัญชนา เกตุแก้ว แตะขอบสระเป็นคนแรก คว้าเหรียญทองด้วยเวลา 2 นาที 55.13 นาที เหรียญเงินเป็นของ มลฤดี เก่งพิลา ที่ทำเวลาได้ 2 นาที 59.00 วินาที ส่วนเหรียญทองแดง เป็นของ จันทิก มูเทียรา ฮาร์ซานโต จากอินโดนีเซีย ที่ทำเวลาได้ 3 นาที 00.76 วินาที

ต่อกันที่ ทัพเทเบิลเทนนิส ในประเภทชายเดี่ยว คลาส 8 “แซ๊งค์” พิสิษฐ์ หวังผลพัฒนศิริ คว้าเหรียญทองไปได้ โดยรอบชิงชนะเลิศ ชนะ วิลเฟรด เรดุลลา จากฟิลิปปินส์ 3-0 เกม ด้วยสกอร์ 11-7, 11-9 และ 11-2 ขณะที่ประเภทชายเดี่ยว คลาส 5 นรการ จันผะกา ก็ได้เหรียญทองจากการ ชนะ ไอสเตนด์ ลายาบา บาร์เซ จาก อินโดนีเซีย 3-1 เกม 11-8, 8-11, 13-11 และ 1-8 

ด้านประเภทชายเดี่ยว คลาส 3 และ คลาส 7 เป็นการชิงเหรียญทองกันเองของนักกีฬาไทย โดยคลาส 3 “เป้” ยุทธจักร กลิ่นบานชื่น ชนะ บุสรี วาแวนิ 11-9,11-3 และ 11-8    ส่วนคลาส 7 เฉลิมพงษ์ พันภู่ ชนะ สุริยนต์ ถาแปง 11-9, 11-4 และ 11-4 และประเภทประเภทหญิงเดี่ยว คลาส 6-7 กนกพร ประทุมชัย ก็คว้าเหรียญทองด้วยการชนะ โจนา เพนา จากฟิลิปปินส์ 13-11, 11-9 และ 11-5

ด้านกีฬาบอคเซีย ไทยได้เหรียญทองจากประเภทชายเดี่ยว คลาส 2 ภาคภูมิ ลินชุม คว้าเหรียญทองไปครอง โดยรอบชิงชนะเลิศชนะ วรวุฒิ แสงอำภา 6-3 ส่วนเหรียญทองแดงเป็นของ ซาทริอา บินตัง มูฮัมหมัด เฮอร์ลังกา จากอินโดนีเซีย ที่ในการชิงที่ 3 ชนะ อาราดี เฟลิกซ์ ยูดาห์ เพื่อนร่วมชาติ 5-1

ปิดท้ายที่ทัพยิงธนูพาราไทย ในการแข่งขันยิงธนู ประเภทคันธนูโค้งกลับ หญิง โดยเป็นการพบกันเอง ระหว่าง “หนูนา” ภัทรพร ปัตตะแวว และ “ตู่” ธภัทร ฉัตรยศกร โดยเป็นฝั่งของภัทรพรที่สามารถเอาชนะเพื่อนร่วมชาติไป 6-0 คะแนน คว้าเหรียญทองไปครอง 

•“อินโดนีเซีย” – “มาเลเซีย” คว้าทองเทเบิลเทนนิสเพิ่ม

สำหรับการแข่งขันเทเบิลเทนนิสในวันนี้ ทัพพารามาเลเซียคว้าทองได้จากรอบชิงเหรียญทองชายเดี่ยวคลาส 11 เมื่อ ฟะห์มี เจนนะห์  บิน อาหมัด เจนนะห์  เอาชนะ สมปอง แต้มเปี่ยม จากไทย ไป 3-1 เกม 11-4, 11-5 และ 11,8 ส่วนทัพพาราอินโดนีเซียก็ไม่น้อยหน้า คว้าทองจากรอบชิงเหรียญทองชายเดี่ยว คลาส 4 จาก ยายัง กูนายา ที่เอาชนะ วันชัย ชัยวุฒิ จากไทยไป 3 เกมรวด 11-8, 11-8 และ 11-13 และยังคว้าทองจากรอบชิงเหรียญทองหญิงเดี่ยว คลาส 8 จาก ฮามิดา ที่เอาชนะ สุมาลี สวงโท จากไทย 11-4, 11-5 และ 11-6

•“สิงคโปร์” ซิวทองบอคเซีย

ฝั่งสิงคโปร์ มีได้เหรียญทองเพิ่มจากบอคเซีย ประเภทชายเดี่ยว คลาส 1 รอบชิงชนะเลิศ จาก โจวิน เวย เฉียง ตัน โดยเอาชนะ วิษณุ ฮวดประดิษฐ์ จากไทย ไป 4-1 ส่วนเหรียญทองแดง เป็นของ อัฟรีซัล มูฮัมหมัด เซียฟา จากอินโดนีเซีย ที่ชนะ มิน มิน ทิก จากเมียนมา ในการชิงที่ 3 ไป 9-0 

•วอลเลย์บอลนั่งชาย “เมียนมา” ฟอร์มแกร่ง เฉือนเจ้าภาพสุดมันส์

สำหรับวอลเลย์บอลนั่งชาย เมียนมา พบกับ ไทย และเอาชนะไปได้อย่างสุดมันส์ 3-2 เซต ด้วยสกอร์ 20-25, 25-15, 25-13, 18-25 และ 15-9 โดยก่อนหน้านี้ไทย เคยแพ้ เมียนมา มาแล้ว 0-3 เซต ในการพบกันครั้งแรก

ร่วมส่งแรงใจเชียร์นักกีฬาพาราจากทุกชาติอาเซียน ในศึกอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยสามารถติดตามการถ่ายทอดสดการแข่งขันได้ที่ NBT, T Sports 7, PPTV 36 และ TrueVisions Now พร้อมติดตามโปรแกรมการแข่งขันและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.aseanparagames2025.com และ facebook: ASEANParaGamesThailand2025

ทลายรัง’สแกมเมอร์’ช่องจอม พบหลักฐานเพียบ โยงแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ

เจ้ากรมข่าวทหารบก สนธิกำลังร่วม ตร.ปอท.บุกทลายรังสแกมเมอร์ ด่านช่องจอม-โอร์เสม็ด ดัดแปลงสถานที่คล้ายสำนักงานตำรวจ-หน่วยงานราชการ หลอกเหยื่อพบหลักฐานเพียบเชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก (จก.ขว.ทบ.) และกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ร่วมกับ พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บช.ก.ตร.) เข้าตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัย แหล่งประกอบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สแกมเมอร์ (Scammer) บริเวณด่านพรมแดนถาวร ช่องจอม-โอร์เสม็ด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี)

จากการเข้าตรวจสอบ พบพยานหลักฐานจำนวนมาก โดยเฉพาะห้องที่จัดทำคล้ายกับสำนักงานตำรวจ และหน่วยงานราชการของประเทศนั้นๆ สะท้อนการจัดการพื้นที่และกระบวนการหลอกลวง ที่มีการวางแผน บริหาร และควบคุมอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

เจ้าหน้าที่ ระบุว่า การกระทำดังกล่าวไม่เพียงเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ แต่ยังถือเป็นภัยต่อมนุษยชาติในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ใช้กลไกออนไลน์เป็นเครื่องมือหลอกลวงประชาชนอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งขยายผลสกัดกั้น และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องประชาชน และรักษาความมั่นคงของชาติอย่างยั่งยืน

.

ของขวัญจากดิน!เห็ดโคนผุดกลางสวน เก็บกิน เก็บขายรายได้ 200-300 บาท/วัน

พังงา-ของขวัญจากดิน! ชาวสวนเฮลั่น พบเห็ดโคนขึ้นในสวนปาล์ม เก็บปรุงเมนูเด็ดรับประทานในครอบครัว ที่เหลือขาย สร้างรายได้เสริม 200-300 บาทต่อวัน

ชาวสวนปาล์มน้ำมันพื้นที่ ม.2 ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ในพื้นที่ต่างพากันดีใจ หลังฝนเริ่มตกส่งผลให้ “เห็ดโคน” เห็ดป่าหายากและมีรสชาติอร่อย ขึ้นตามธรรมชาติในสวนยาง สวนปาล์มน้ำมันและสวนผลไม้ เปรียบเสมือนของขวัญจากดินที่ธรรมชาติมอบให้ บางครอบครัวเก็บมาปรุงอาหารกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เหลือจากการบริโภคในครอบครัวก็นำออกจำหน่าย สร้างรายได้เสริมช่วงก่อนเข้าหน้าแล้ง

น.ส.ศศิธร ชำนิการ เกษตรกรสวนปาล์มน้ำมัน เปิดเผยว่า เห็ดโคนที่พบมีลักษณะสมบูรณ์ ดอกใหญ่ สดใหม่ ขึ้นกระจายตามโคนต้นปาล์มและกลางร่องสวน หากเราพบแล้วต้องรีบเก็บตั้งแต่ช่วงเช้ามืด เพราะหากช้าจะถูกแมลงหรือสัตว์ป่ามากินก่อน โดยราคาจำหน่ายเห็ดโคนในท้องตลาดถือว่าค่อนข้างดี กิโลกรัมละ200-300 บาท

ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ถือเป็นฤดูกาลของเห็ดโคน เกษตรกรจะพบเห็ดโคนขึ้นตามสวนทุกวัน ทำให้ชาวสวนมีรายได้เพิ่มโดยไม่ต้องลงทุน เพียงอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินและธรรมชาติในพื้นที่ สำหรับเมนูที่นิยมนำเห็ดโคนมาปรุงอาหารนั้น มีเมนูแกงจืดกับหมี่หุ้น แกงเลียง และเห็ดโคนผัดน้ำมัน ถือเป็นหนึ่งในเมนูอาหารพื้นถิ่นที่ขึ้นชื่ออีกด้วย

ทั้งนี้ เห็ดโคนหรือเห็ดปลวก ถือเป็นเห็ดป่าที่ต้องอาศัยความชำนาญในการเก็บ ชาวบ้านแนะนำหากพบเห็ดในสวนในป่าให้เลือกเก็บเฉพาะเห็ดที่รู้จักแน่ชัด เพื่อความปลอดภัย และช่วยกันอนุรักษ์ผืนป่าและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ของขวัญจากธรรมชาติเช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

.

ไม่รู้ผีห่าซาตานตัวไหนเข้าสิง!“ทนายแก้ว” ยอมรับ มีการกอด หอม จูบ สาว 18 จริง แต่ไม่ได้ล้วงจก

“ทนายแก้ว” ตั้งโต๊แถลงข่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับไม่รู้ผีห่าซาตานตัวไหนเข้าสิงมีการกอด หอม จูบ สาว 18 ในรถจริง แต่ไม่ได้ล้วงจกตามที่เป็นข่าว

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2569 ที่โรงแรมเมธาวลัย เรสซิเดนซ์ นายมนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ ทนายแก้ว ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกรณีโซเชียลมีการเผยแพร่เรื่องราวของทนายคนดัง มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ถึงเนื้อถึงตัวกับหญิงสาวอายุ 18 ปี ซึ่งเป็นลูกสาวของเจ้าของร้านสูทแห่งหนึ่ง

โดยทนายแก้ว ได้กราบขอโทษครอบครัวของตนเอง ครอบครัวของคู่กรณี และทุกคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68 หนุ่ม กรรชัย โทรหาผม เขาบอกว่าได้รับรู้มาจาก เบนซ์ อาปาเช่ ที่รับรู้จากพ่อของน้องคู่กรณี โดยพี่หนุ่มได้ถามว่า ในวันที่ 12 ก.ย. 68 ได้ไปจับหน้าอก ล้วงเขาในรถระหว่างขับรถจากเทอร์มินอล 21 ไปร้านอาหารหรือไม่ ผมฟังก็ตกใจ แล้วบอกว่า ผมไม่ได้ทำ

แต่ยอมรับว่า ขับรถไปกับน้องจริงที่เทอร์มินอล 21 ระหว่างขับรถมีการคุยกัน เมื่อมาถึงร้านอาหารก็ได้จอดรถแล้วเดินเข้าไปทานอาหารกันจริงตามปกติ พอกินได้ระยะหนึ่งมีการถ่ายรูปคู่กัน พอทานเสร็จผมก็เดินไปเข้าห้องน้ำ พอเสร็จก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ซึ่งน้องเขาก็ยังนั่งเหมือนเดิม จากนั้นก็เช็กบิลแล้วเดินกลับไปที่รถ

ผมได้บอกพี่หนุ่มไปว่า ถ้าผมทำน้องแบบนั้น เขาคงไม่เข้ามานั่งกินข้าวกับผม และในระหว่างที่ผมไปเข้าห้องน้ำ น้องคงมีเวลาเดินออกไปจากร้านแล้ว และคงไม่มีมาถ่ายรูป ทานข้าวและรอนั่งรถกลับ

แต่ระหว่างที่เดินกลับไปรถ ไม่รู้ผีห่าซาตานที่ไหนมาเข้าสิงผม ขณะอยู่ในรถ ผมยอมรับว่าได้มีการกอด หอม และจูบน้องเขาจริง หลังทำเสร็จก็ได้ขับรถออกมา มุ่งหน้าไปคริสตัลพาร์ค ระหว่างทางก็ขับรถกันไปปกติ และก่อนจะแยกกันผมได้มีการกอดหอมและจูบน้องเขาจริง ผมยอมรับด้วยความเคารพ ผมเสียใจกับสิ่งที่ผมกระทำ ที่ได้ทำตัวรุ่มร่าม คิดน้อย และผิดหวังกับตัวเองที่ทำแบบนั้น

ทั้งนี้ ทนายแก้ว ได้นำแชตไลน์มาโชว์ พร้อมกับบอกว่า เป็นการพูดคุยกันจนทำให้ผมเห็นว่ามีมิตรภาพดีๆ ระหว่างกัน ซึ่งผมไม่ได้ลบแชต หลังเกิดเหตุก็มีการพูดคุยกันปกติ

ในส่วนที่ผมส่งข้อความขอโทษในไลน์ ผมไม่ได้หลอกเด็กเลยแสดงความจริงใจว่า ขอโทษ และในข้อความที่น้องส่งมา ไม่มีข้อความที่สื่อว่าผมไปทำแบบนั้นกับน้อง หลังจากนั้น มีการพูดคุยกันในเดือนต.ค. เพื่อให้มีการตัดคลิป ผมถามว่า ถ้าผมเป็นคนไม่ดี น้องเขาคงบล็อกผมแล้ว ไม่มีใครคุยกับผมต่อ ยืนยันว่า ผมไม่ได้ทำเกินเลยกว่าที่พูดเลย

สำหรับเรื่องที่น้องเขาบอกว่า มีการขอโทษเป็นเงิน สำหรับผมเป็นคำที่น่ากลัว ผมขอโทษด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ทนายแก้ว กล่าวอีกว่า หลังจากวันนั้นก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย จนเรื่องผ่านมาถึงวันที่ 26 ธ.ค. 68 คือวันที่พี่หนุ่มกรรชัย โทรมาหาผม หลังจากผมทราบเรื่องก็ได้โทรไปคุยกับพ่อของน้อง ยอมรับว่า ผมขอโทษที่คิดน้อย ผมเสียใจที่ทำตัวรุ่มร่าม พ่อน้องก็บอกว่าไม่เป็นไร แต่จะนัดเจอเพื่อให้ผมขอโทษน้อง แต่สิ่งที่ผมแปลกใจคือ พ่อน้องมีการส่งเรื่อง 2 ส่วน ส่วนแรกได้ส่งเรื่องไปคุยกับคุณแจง อีกส่วนส่งไปให้ อาจารย์จตุรงค์ กับ เบนซ์ อาปาเช่ ในฐานะของคนเป็นพ่อ ผมก็มีลูกสาว ถ้ารู้ว่ามีเหตุแบบนี้ คงไปแจ้งความ แต่เขากลับเลือกที่ส่งให้กับคนที่เป็นที่รู้จักในสังคม

ผมเห็นโพสต์แรกคือ โพสต์ของอาจารย์จตุรงค์ จงอาษา จึงโทรไปหาพ่อน้อง ด้วยความกระวนกระวายเลยอ้างชื่อของ พี่หนุ่ม กรรชัย เพราะอยากให้สถานการณ์คลี่คลาย และหลังจากนั้นพ่อน้องก็ไม่รับสาย ผมจึงเลือกโทรไปขอความช่วยเหลือจากคุณแจงช่วงก่อนปีใหม่

ในตอนแรกคุณแจงบอกว่า ไม่อยากยุ่ง แต่สุดท้ายก็ได้โทรไปหาพ่อของน้อง โดยทางพ่อของน้องบอกมาว่า “ถ้าไม่มีเงิน 10 ล้านไม่ได้ต้องมาคุย” ผมก็บอกคุณแจงไปว่า ผมไม่มีขนาดนั้น ขอ 1 ล้านได้ไหม ให้เรื่องจบ คุณแจงก็เลยโทรกลับไปหาพ่อน้อง ซึ่งพ่อน้องก็บอกอีกว่า ถ้าไม่มี 5 ล้าน 10 ล้าน ไม่ต้องมาคุย

จนช่วงปีใหม่ คุณแจงไปต่างประเทศ ผมก็เครียดว่าจะจบตัวเลขอย่างไร สาเหตุที่เครียดเพราะเสียใจที่ทำร้ายครอบครัว เลยอยากให้เรื่องจบโดยรักษาชื่อเสียงจึงเสนอเงินไปจริง แต่ระหว่างรอคำตอบผมก็ยังไปทำงานตามปกติ พอทางคู่กรณีเห็นผมก็บอกว่าผมทำตัวร่าเริง นำรูปผมไปโพสต์

หลังจากนั้นผมได้ติดต่ออาจารย์จตุรงค์ เพื่อให้ช่วยเป็นคนกลาง จนสามารถเจอกับทางคู่กรณีได้ในวันที่ 12 ม.ค. 69 โดยมีผม อาจารย์จตุรงค์ พ่อของน้อง และทนายความ สาระสำคัญที่ได้ฟังจากทนายของฝั่งเขาบอกว่า ไม่ต้องคุยเรื่องรูปคดี คุยเรื่องการละลายความรู้สึก ผมยกมือขอโทษเขา ขอโทษที่ทำตัวรุ่มร่าม คิดน้อย ทำไปโดยขาดสติ

โดยตัวของพ่อน้องขอ 5 ล้าน แต่ผมไม่ไหวเลยเสนอไป 2.5 ล้าน ซึ่งทางเขาบอกว่า เดี๋ยวติดต่อผ่านทนายความกับอาจารย์จตุรงค์ แต่ไม่ได้รับการติดต่อ จนสุดท้ายเรื่องได้ถูกเปิดออกมาผ่านสื่อ ในวันนี้ผมจึงมาอธิบายให้ฟัง

สำหรับกรณีข้อสงสัยเรื่องการลบกล้องหน้ารถ ทนายแก้ว ยืนยันว่า ตนไม่ได้ลบกล้องแต่อย่างใด โดยกล้องที่ติดตั้งเป็นกล้องบันทึกภาพด้านนอกตัวรถ และไม่มีเหตุผลใดที่ต้องลบข้อมูล พร้อมย้ำว่ารถที่ขับเป็นรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ซึ่งสามารถเปิดประตูจากภายในได้ หากฝ่ายหญิงไม่ยินยอมจริง

ส่วนกรณีที่สภาทนายความจะดำเนินการตรวจสอบมรรยาทและจริยธรรม หรืออาจพิจารณาถอดถอนสถานภาพการเป็นทนายความนั้น ทนายแก้ว กล่าวว่า สุดแล้วแต่ ให้เป็นไปตามกระบวนการ พร้อมย้ำว่าไม่อยากให้สื่อถามว่า “กังวลหรือไม่กังวล” เพราะตนยอมรับว่าพลาดไปจริง และพร้อมรับผลที่ตามมา

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ทนายแก้วกล่าวว่า เวทีนี้ไม่ใช่เวทีที่จะมาพูดในเชิงข้อกฎหมาย และไม่ต้องการนำประเด็นกฎหมายมาถกเถียง พร้อมขอให้สังคมให้โอกาสกับตน ขณะที่เรื่องการดำเนินคดีทางกฎหมายจะขอพิจารณาในขั้นตอนต่อไป โดยยืนยันว่าครอบครัวของตนขณะนี้ยังคงให้กำลังใจกันและกัน

ทลายร้านฟันปลอมเถื่อนกลางเมืองขอนแก่นทำลูกค้าติดเชื้อ สภาพร้านชวนอ้วก

ตำรวจไซเบอร์บุกค้นร้านฟันปลอมเถื่อนกลางเมืองขอนแก่นรวบช่างสาวใหญ่วัย 62 กับสภาพร้านชวนแหวะ ทำลูกค้าติดเชื้อ 

สืบเนื่องจาก พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ได้รับการประสานงานจากสำนักงานสาธารณสุข จ.ขอนแก่น กรณีได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า พบการโพสต์โฆษณาในสื่อโซเชียลชักชวนให้ไปทำฟันปลอมราคาถูกที่ร้าน “อุไรเดนตอลแลป รับทำและซ่อมฟันปลอมทุกชนิด” ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองของแก่น แต่ต่อมาประชาชนที่ไปใช้บริการกลับมีอาการติดเชื้อในช่องปาก ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ

ต่อมา พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.อนุสรณ์ ธีรนุชพงศ์ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 และ พ.ต.ท.นราภพ นวลเท่า สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 เข้าปรึกษาและขอข้อมูลเพิ่มเติมกับสำนักงานสาธารณสุข จ.ขอนแก่น พร้อมทั้งนำทีมชุดสืบสวนลงพื้นที่กรณีดังกล่าว จนกระทั่งสามารถรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายค้นร้านทำฟันปลอมดังกล่าวได้สำเร็จ

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ม.ค.69 เวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ได้สนธิกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่ สสจ.ขอนแก่น นำหมายค้นศาลจังหวัดขอนแก่น ที่ ค.24/2569 ลง 22 ม.ค.69 เข้าตรวจค้นร้าน “อุไรเดนตอลแลป” ในพื้นที่หมู่ 2 ต.ใน เมือง อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น พบนางเพ็ญศิริ อายุ 62 ปี อยู่ในร้านดังกล่าวและรับว่าตนเองเป็นเจ้าของร้าน พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางเป็นอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับใช้ประกอบการทำฟันปลอมและเอกสารสำคัญ รวมทั้งสิ้น จำนวน 12 รายการ

จากการตรวจสอบพบว่าภายในเปิดเป็นร้านที่ให้บริการรับทำฟันปลอมให้แก่ประชาชนทั่วไป มีอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ สำหรับใช้ทำฟันปลอม แต่สภาพโดยทั่วไปของสถานที่มีลักษณะสกปรก การจัดเก็บอุปกรณ์ต่างๆ พบว่าไม่ถูกสุขลักษณะ มีโอกาสเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค

จากการสอบถาม นางเพ็ญศิริฯ อ้างว่าตนเองและสามีเคยเป็นช่างทำฟันปลอมให้ร้านทำฟันแห่งหนึ่ง กทม. แต่ไม่เคยเรียนหรือจบการศึกษาสายวิชาชีพเกี่ยวกับช่างทำฟันแต่อย่างใด ต่อมาได้ย้ายกลับมาภูมิลำเนา จึงเปิดร้านเล็กๆ สำหรับรับทำฟันปลอมให้แก่ประชาชนทั่วไปในราคาถูกซึ่งเปิดให้บริการมาแล้วประมาณ 20 ปี คิดอัตราค่าบริการประมาณ 600 – 4,000 บาท ตามความยากง่ายของการทำหรือจำนวนฟันแต่ละซี่ที่ลูกค้าต้องการ โดยอาศัยความรู้ความชำนาญที่ได้ฝึกฝนมาจากหมอฟันที่ร้านเดิม แต่ไม่ได้จดทะเบียนสถานประกอบการต่อผู้อนุญาตและไมได้แจ้งรายการละเอียดในการผลิตหรือจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ (ฟันปลอม) แต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อหา “ผลิตและจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ (ฟันปลอม) โดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ได้จดทะเบียนสถานประกอบการต่อผู้อนุญาต” นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

.

มนต์เสน่ห์ทะเลอันดามัน ” เกาะไข่ใน”พังงา สัมผัสทรายขาว ชมฝูงปลาแหวกว่าย

“เกาะไข่ใน” แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลชื่อดังกลางทะเลอันดามัน ยังคงรักษาความนิยมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แม้จะเป็นเกาะขนาดเล็ก แต่กลับเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมาเยือนอย่างต่อเนื่อง โดยเกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลพรุใน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา การเดินทางสะดวก สามารถนั่งเรือจากท่าเรือโล๊ะจาก อำเภอเกาะยาว หรือจากท่าเรือในจังหวัดภูเก็ต ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ได้สัมผัสความงดงามของทะเลสีฟ้าใสอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด นายอนุพงษ์ อาษาราษฎร์ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ โดยออกเรือจากท่าเรือโล๊ะจาก เพื่อสำรวจบรรยากาศการท่องเที่ยวบนเกาะไข่ใน พบว่าพื้นที่บนเกาะเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับบริษัทนำเที่ยวจากจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมักจัดโปรแกรมพาเที่ยวเกาะพีพีและอ่าวพังงา ก่อนจะแวะพักผ่อนและเล่นน้ำที่เกาะไข่ใน สร้างสีสันและความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด

บนเกาะไข่ใน มีชาวบ้านในพื้นที่ร่วมให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างเป็นกันเอง ทั้งร้านอาหาร เครื่องดื่ม เก้าอี้ชายหาด และร่มกันแดด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มาเยือนได้พักผ่อนอย่างสบาย ท่ามกลางหาดทรายขาวเนียนละเอียด น้ำทะเลสีฟ้าใสสะอาด มองเห็นฝูงปลาหลากสีแหวกว่ายอยู่ใกล้ชายฝั่ง เหมาะสำหรับการเล่นน้ำ ดำน้ำตื้น และถ่ายภาพบรรยากาศสวยงามเป็นที่ระลึก

นายอนุพงษ์ กล่าวว่า ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวอำเภอเกาะยาวและเกาะไข่ในในช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศดี หาดทรายสวย น้ำทะเลใส และที่สำคัญคือผู้คนในพื้นที่มีอัธยาศัยดี เป็นมิตร พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนอย่างอบอุ่น เพื่อให้ได้สัมผัสเสน่ห์ของการท่องเที่ยวจังหวัดพังงาอย่างประทับใจ

พร้อมกันนี้ นายอนุพงษ์ ยังได้ย้ำชัดถึงประเด็นที่สังคมยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า หมู่เกาะไข่ ซึ่งประกอบด้วย เกาะไข่ใน เกาะไข่นอก และเกาะไข่นุ้ย ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ไม่ได้อยู่ในจังหวัดภูเก็ตตามที่บริษัททัวร์นำเที่ยวบางแห่งโฆษณา และขอความร่วมมือให้มีการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อความชัดเจนและเป็นธรรมกับพื้นที่

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถติดต่อใช้บริการเรือนำเที่ยวของชาวบ้านได้โดยตรงที่ท่าเรือโล๊ะจาก อำเภอเกาะยาว เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน และสัมผัสความงดงามของ “เกาะไข่ใน” ตัวจริง เสียงจริง แห่งจังหวัดพังงา

พื้นที่น้อยให้ผลผลิตสูง สร้างรายได้ทั้งปี พิสูจน์ผลสำเร็จเกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ

“ปัจจุบันทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกกาแฟ ชา บ๊วย อาโวคาโด ควบคู่กับการทำนาขั้นบันได หลังจากที่มีโครงการสถานีพัฒนาเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ดอยม่อนล้าน ตำบลป่าตุ้ม อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในโครงการ ได้เรียนรู้การทำการเกษตรแบบผสมผสานที่ถูกต้อง จึงนำความรู้ไปทำในพื้นที่แปลงเกษตรของตนเอง” นางสาวอาหมี่ เบี่ยผะ เกษตรกรบ้านอาแย ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้กับคณะในการลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการของนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมด้วยนางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร.

นางสาวอาหมี่ เบี่ยผะ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า โครงการได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ส่งเสริมการปลูกไม้ผลและพืชผักเมืองหนาว ตลอดถึงการปลูกข้าวแบบนาขั้นบันไดในพื้นที่เดียวกันและหมุนเวียนการปลูกพืชตามวงรอบฤดูกาลแทนการทำไร่เลื่อนลอยที่ต้องเปลี่ยนพื้นที่ทุกๆ ปี ซึ่งจะต้องตัดต้นไม้แล้วเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ก่อนปลูกพืชไร่และต้องใช้พื้นที่ปลูกจำนวนมาก  จึงทำให้เกิดภูเขาหัวโล้นแต่เมื่อปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชแบบหลากหลายชนิดและต่อเนื่องในพื้นที่เดียวกันตลอดทั้งปี มีการปรับปรุงบำรุงดินอยู่เสมอ รวมทั้งได้รับการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟในร่มไม้ทำพื้นที่มีความชุ่มชื้นขึ้น ผลผลิตพืชต่างๆ ก็มีคุณภาพได้ราคา พื้นที่เพียง 10 ไร่ มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 300,000 กว่าบาทต่อปี เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่ยังไม่มีโครงการซึ่งใช้พื้นที่น้อยกว่าเดิมแต่มีรายได้มากกว่า เนื่องจากปลูกพืชหลายชนิด ผลผลิตชนิดใดราคาตกก็มีชนิดอื่นเข้ามาทดแทน ต่างกับการทำไร่เลื่อนลอยที่ปลูกพืชเพียงชนิดเดียว ปีใดราคาตกก็จะขาดทุน เมื่อก่อนเก็บเงินทั้งปีได้ไม่กี่พันบาท หลังจากทำเกษตรแบบผสมผสานใช้พื้นที่น้อยแต่ผลผลิตดี ทำให้มีรายได้มากขึ้น ชีวิตครอบครัวก็ดีขึ้น ไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน  มีรายได้อย่างต่อเนื่องเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและมีเหลือเก็บอีกด้วย

“แม้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะจากพวกเราไปแล้ว แต่พวกเราก็ยังรู้สึกตื้นตันใจ และระลึกถึงท่านเสมอว่าครั้งหนึ่งพระองค์ได้เสด็จฯ มาในพื้นที่แห่งนี้ มาสร้างความเจริญให้พวกเรา พระราชทานความรู้แก่พวกเรา ให้โอกาสในการทำกิน ทำให้ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกเราจะไม่ลืมสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทานให้แก่พวกเรา และจะระลึกถึงพระองค์ท่านตลอดไป” นางสาวอาหมี่ เบี่ยผะ กล่าว

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรดอยม่อนล้าน ซึ่งเป็นยอดเขาสูง พื้นที่บ้านอาแย ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ทรงพบว่า มีชุมชนชาวเขาเผ่าอาข่าตั้งถิ่นฐานมาช้านาน เลี้ยงชีพโดยการทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่น เป็นเหตุให้พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารที่สำคัญของลุ่มน้ำแม่งัด สาขาของลุ่มน้ำปิงตอนบน ถูกทำลายกลายสภาพเป็นเขาหัวโล้น ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลลดลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวเชียงใหม่ ตลอดจนปัญหาความยากจน สุขอนามัยของชาวบ้าน แรงงานทิ้งถิ่นฐานไปทำงานในเมือง จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ ดอยม่อนล้านขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ราษฎรปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยโครงการฯ ได้ส่งเสริมการปลูกกาแฟ บ๊วย พลับ หม่อน พืชผักเมืองหนาวต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมงานศิลปาชีพ นอกจากนี้ยังมีการจ้างงานภายในสถานีฯ ทำให้ราษฎรมีรายได้ประจำ นอกจากนี้ยังมีความรู้ในการทำการเกษตรที่ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองได้เป็นอย่างดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

จากการลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานโครงการของคณะเมื่อวันก่อน พบว่าโครงการได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่า การฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าต้นน้ำ การส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขาซึ่งส่วนใหญ่เป็นเผ่าอาข่า ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายอย่างเป็นที่น่าพอใจยิ่ง นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืนอีกด้วย

สำหรับในปีงบประมาณ 2568 และ 2569 คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานจัดทำแปลงตัวอย่างถาวรเพื่อศึกษาความหลากหลายทางระบบนิเวศ ส่งเสริมการทำระบบวนเกษตรให้แก่ราษฎรในพื้นที่ ซ่อมแซมระบบกระจายน้ำ ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก จัดทำบ่อพักน้ำเพื่อการเกษตร (บ่อพวง) ก่อสร้างถังเก็บน้ำ และก่อสร้างฝายต้นน้ำแบบคอกหมู ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราษฎรในพื้นที่อย่างเต็มที่ต่อไป

คลื่นลมหนาวถล่มเกาหลีใต้อีกระลอกอุณหภูมิ-24.4 องศา รุนแรงสุดรอบ22ปี

เกาหลีใต้หนาวจัดอีกรอบ! อุณหภูมิดิ่ง -24.4 องศาฯ ความเย็นจากลม -38 องศาฯคลื่นความหนาวรุนแรงที่สุดในรอบ 22 ปี

สำนักข่าว โคเรียเฮอรัลด์ และ สเตรตส์ไทมส์ รายงานวันที่ 23 ม.ค. ว่า คลื่นความเย็นรุนแรงที่สุดของเดือนม.ค. ปกคลุมไปทั่ว ประเทศเกาหลีใต้ และส่งผลให้อุณหภูมิลดลงต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียสเป็นวันที่สามติดต่อกันนับเป็นคลื่นความหนาวรุนแรงที่สุดในรอบ 22 ปี

โดยเมืองชอวอน จังหวัดคังว็อน ทางตอนเหนือ สถานที่ขึ้นชื่อว่าหนาวที่สุดในประเทศ วัดอุณหภูมิต่ำสุดที่ -24.4 องศาเซลเซียสในเขตเทศบาลอิมนัม.

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลี (เคเอ็มเอ) แถลงด้วยว่าลมที่กระโชกแรงทำให้ความเย็นจากลมมีอุณหภูมิต่ำถึง -38 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกันในหลายพื้นที่ของคังว็อนมีอุณหภูมิลดฮวบ

รวมถึงเขตเทศบาลแทกวานยองวัดอุณหภูมิช่วงเช้าได้ที่ -18.8 องศาเซลเซียส และเมืองชุนชอนมีอุณหภูมิต่ำสุดที่ -17.3 องศาเซลเซียส ส่วนนครพาจู จังหวัดคย็องกี วัดอุณหภูมิได้ -17.9 องศาเซลเซียส และกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ มีอุณหภูมิต่ำสุดที่ -13.2 องศาเซลเซียส

ตามรายงานของศูนย์ภัยพิบัติและสถานการณ์ความปลอดภัย กระทรวงกิจการภายในของเกาหลีใต้ พบว่ามีผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความหนาวเย็นทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.2568 ถึงวันที่ 20 ม.ค. รวม 221 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย พร้อมคาดการว่าสภาพอากาศหนาวจัดจะยังดำเนินต่อไปตลอดสัปดาห์