คลื่นลมหนาวถล่มเกาหลีใต้อีกระลอกอุณหภูมิ-24.4 องศา รุนแรงสุดรอบ22ปี

เกาหลีใต้หนาวจัดอีกรอบ! อุณหภูมิดิ่ง -24.4 องศาฯ ความเย็นจากลม -38 องศาฯคลื่นความหนาวรุนแรงที่สุดในรอบ 22 ปี

สำนักข่าว โคเรียเฮอรัลด์ และ สเตรตส์ไทมส์ รายงานวันที่ 23 ม.ค. ว่า คลื่นความเย็นรุนแรงที่สุดของเดือนม.ค. ปกคลุมไปทั่ว ประเทศเกาหลีใต้ และส่งผลให้อุณหภูมิลดลงต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียสเป็นวันที่สามติดต่อกันนับเป็นคลื่นความหนาวรุนแรงที่สุดในรอบ 22 ปี

โดยเมืองชอวอน จังหวัดคังว็อน ทางตอนเหนือ สถานที่ขึ้นชื่อว่าหนาวที่สุดในประเทศ วัดอุณหภูมิต่ำสุดที่ -24.4 องศาเซลเซียสในเขตเทศบาลอิมนัม.

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลี (เคเอ็มเอ) แถลงด้วยว่าลมที่กระโชกแรงทำให้ความเย็นจากลมมีอุณหภูมิต่ำถึง -38 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกันในหลายพื้นที่ของคังว็อนมีอุณหภูมิลดฮวบ

รวมถึงเขตเทศบาลแทกวานยองวัดอุณหภูมิช่วงเช้าได้ที่ -18.8 องศาเซลเซียส และเมืองชุนชอนมีอุณหภูมิต่ำสุดที่ -17.3 องศาเซลเซียส ส่วนนครพาจู จังหวัดคย็องกี วัดอุณหภูมิได้ -17.9 องศาเซลเซียส และกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ มีอุณหภูมิต่ำสุดที่ -13.2 องศาเซลเซียส

ตามรายงานของศูนย์ภัยพิบัติและสถานการณ์ความปลอดภัย กระทรวงกิจการภายในของเกาหลีใต้ พบว่ามีผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความหนาวเย็นทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.2568 ถึงวันที่ 20 ม.ค. รวม 221 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย พร้อมคาดการว่าสภาพอากาศหนาวจัดจะยังดำเนินต่อไปตลอดสัปดาห์

ผู้ช่วยทูตทหาร 20 ชาติขึ้นผามออีแดง ดูความเสียหาย-กัมพูชาใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานยิงใส่ไทย

ผู้ช่วยทูตทหารกว่า 23 คนจาก 20 ประเทศ ลงพื้นที่ผามออีแดง ดูหลักฐานปะทะ กัมพูชาใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานปฏิบัติการ ยิงตอบโต้เข้ามายังฝั่งไทย เป็นเหตุให้ไทยสูญเสีย 3 นาย บ้านเรือน-ทรัพย์สินประชาชนเสียหาย เดือดร้อนหนัก

คณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย จาก 20 ประเทศ รวม 23 นาย เช่น ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา จีน เยอรมนี อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ลาว มาเลเซีย เมียนมา เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม ลงพื้นที่จุดปะทะบริเวณผามออีแดง ภายในอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรับฟังข้อมูลเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 8–27 ธ.ค.2568

พ.ท.สามารถ แก้วสีไว ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 ได้บรรยายสรุปสถานการณ์การสู้รบ พร้อมชี้แจงสภาพภูมิประเทศฝั่งกัมพูชา โดยระบุว่ามีการใช้พื้นที่ตัวปราสาทพระวิหารเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร และเป็นจุดยิงตอบโต้เข้ามายังฝั่งไทยอย่างต่อเนื่อง

เหตุปะทะดังกล่าวส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิต 3 นาย และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 100 นาย นอกจากนี้ยังมีประชาชนเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 6 ราย จากแรงระเบิดและกระสุนปืนใหญ่ที่ตกในพื้นที่ชุมชน

ภายหลังการรับฟังบรรยายสรุป คณะผู้ช่วยทูตทหารได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายบ้านเรือนประชาชนในหมู่บ้านหนองเม็ก ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ ซึ่งถูกกระสุนปืนใหญ่ตกใส่จนได้รับความเสียหายหลายหลัง เพื่อรับทราบผลกระทบต่อพลเรือนจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

ทนายฝั่งคู่กรณีแฉอัยการพยายามแทรกแซงหวังให้ยุติคดี ปมทนายดังคุกคามเยาวชนวัย 18

ทนายความฝั่งคู่กรณีออกโรงชี้แจง ปมทนายดังถูกกล่าวหาคุกคามทางเพศหญิงวัย 18 ปี ยืนยันเข้าแจ้งความต่อตำรวจแล้ว แต่ขอสงวนรายละเอียดคดี เผยพบความพยายามจากพนักงานอัยการเข้ามาแทรกแซง หวังให้คดียุติ สร้างความกังวลอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม

นายอรรณพ บุญสว่าง หรือทนายเป้ง ทนายความของเยาวชนที่อ้างว่าถูกทนายดังคุกคามทางเพศ กล่าวว่า ตนเองทราบเรื่องนี้จากผู้เสียหายและพ่อของผู้เสียหายเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2568 หลังรับทราบเรื่องก็พยายามตรวจสอบ ซึ่งเยาวชนที่เป็นผู้เสียหายมีอายุเพียง 18 ปี โดยได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากพนักงานร้านและผู้เกี่ยวข้อง ก่อนเข้าแจ้งความตำรวจในหลายท้องที่ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด เพราะต้องการให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบสำนวนคดีแล้วเสร็จก่อน

เบื้องต้นมองว่าอาจเข้าข่ายความผิดในข้อหากระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล ซึ่งเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ ส่วนนี้จึงต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อดำเนินคดีตามสิทธิ์จากการสอบถามผู้เสียหายเบื้องต้น ยืนยันว่าตัวเองไม่ยินยอม แต่ส่วนนี้ก็ต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากฝั่งของคู่กรณีด้วย เพราะตัวเองก็ได้ฟังมาจากการซักถามฝั่งผู้เสียหายเพียงฝ่ายเดียว เบื้องต้นทราบว่า เหตุการณ์ล่วงละเมิดเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 12 ก.ย.2568 ภายในรถของทนายคนดังกล่าว โดยทนายได้นัดหมายกับผู้เสียหายให้ไปดื่มกาแฟกันในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่าน พระราม 3 และระหว่างเดินทางออกจากห้างย่าน พระราม 3 ไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว ทราบว่าทนายมีการสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวผู้เสียหายที่บริเวณต้นขา หน้าอก และอวัยวะเพศ รวมถึงระหว่างอยู่ในร้านก็พบว่ามีการโอบกอดกัน

แต่ก็ยังมีสิ่งที่ยังขัดแย้งกันอยู่ คือ ฝ่ายผู้เสียหายเล่าว่ามีการจูบ แต่อีกฝ่ายบอกว่าเป็นเพียงการหอมแก้ม ส่วนการสัมผัสจากเป็นการสัมผัสกันทางชู้สาวซึ่งเกี่ยวข้องกับเพศ จึงต้องดูว่าเจตนาของการกระทำที่เกิดขึ้น มาจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรืออีกฝ่ายเข้าใจว่าสามารถทำได้ ซึ่งส่วนนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทนายความคนดังกล่าวด้วย รวมถึงต้องสอบถามทนายว่าระหว่างที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาอย่างไร ส่วนรายละเอียดขอไม่เปิดเผย

ส่วนกรณีที่มีภาพแชตไลน์หลุดออกมา ว่ามีการพูดคุยทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน รายละเอียดส่วนนี้ตัวเองขอสงวนไว้ เพื่อประกอบเป็นข้อมูลในสำนวนคดี

สำหรับความสัมพันธ์ของผู้เสียหายและทนายคนดังกล่าว พบว่า รู้จักกันผ่านทางพ่อของผู้เสียหายในวันที่ 8 ก.ย.2568 โดยรู้จักกันที่ร้านของพ่อผู้เสียหาย ซึ่งได้ชักชวนให้ทนายมาช่วยทำคลิปโปรโมตร้าน จากนั้นก็มีการแลกคอนแทคไลน์กันระหว่างทนายและผู้เสียหายเพื่อสื่อสารพูดคุยเกี่ยวกับการตัดคลิปโปรโมตร้าน ลักษณะการพูดคุยคือการแอบพูดคุยกันโดยไม่ให้พ่อของผู้เสียหายรู้ จากนั้นก็นัดหมายเพื่อพบกันหลังรู้จักกันเพียง 4 วัน คือวันที่ 12 ก.ย.2568 ส่วนตัวจึงมองว่าระยะเวลาเพียง 4 วัน ความสัมพันธ์จะถึงขั้นสัมผัสตัวกันได้หรือไม่ แต่เท่าที่ทราบฝั่งผู้เสียหาย ระบุว่า ตัวเองรู้สึกไม่ดีที่ถูกสัมผัสและมีการปัดป้องตามสมควร อีกทั้งยังรู้สึกตกใจ และกังวลเกรงว่าหากเล่าเรื่องให้คนอื่นฟังจะไม่มีคนเชื่อ เนื่องจากผู้ที่ก่อเหตุมีชื่อเสียง และเหตุใดเพิ่งมาเปิดเผยหลังเกิดเหตุไปแล้วหลายเดือน

ส่วนเรื่องเงินที่มีการเปิดเผย ก่อนหน้านี้มีการพยายามเจรจาตกลงชดใช้ค่าเสียหายกันตั้งแต่หลัก 10 ล้านบาท, 5 ล้านบาท และ 2.5ล้าน บาทนั้น ส่วนตัวทราบว่ามีบุคคลกลางเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงทำให้พูดถึงเรื่องเงินผ่านทางโทรศัพท์ ส่วนนี้จึงต้องถามกลับไปยังคู่กรณีว่าข้อเสนอเรื่องเงินเป็นการสอบถามเพื่อให้ฝั่งผู้เสียหายเรียกร้องเงินหรือเป็นการเสนอให้

แต่ในวันที่ตัวเองอยู่ด้วยยืนยันว่า ได้ยินฝั่งคู่กรณีเป็นผู้เสนอเงินชดเชยให้กับผู้เสียหายมูลค่าประมาณ 2.5 ล้านบาท ส่วนการทำคดีก็ทราบว่าหลังเกิดเรื่องได้มีพนักงานอัยการพยายามที่จะโทรมาหาพ่อผู้เสียหายเพื่อขอให้เกิดการเจรจายอมความกัน แต่ส่วนตัวก็มองว่าคดีนี้เป็นคดีที่ยอมความไม่ได้ และเกรงว่าคดีนี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากผู้ที่มาต่อรองมีตำแหน่งเป็นถึงพนักงานอัยการ

นอกจากนี้ นายอรรณพ ยังมองว่าจนถึงขณะนี้ตัวเองก็ยังไม่เห็นบรรยากาศของการไกล่เกลี่ย เจรจา ไปในแนวทางที่ดี เนื่องจากพ่อของผู้เสียหายยังมีความรู้สึกโกรธ ที่ผ่านมาทนายแก้วถือเป็นบุคคลที่พ่อผู้เสียหายไว้ใจ เคารพ ชื่นชอบ ถึงขั้นว่าจ้างให้เป็นทนายความส่วนตัวให้กับตัวเอง แม้ว่าคู่กรณีได้ขอโทษตั้งแต่เกิดเรื่อง แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบการแสดงความรับผิดชอบจากฝั่งคู่กรณีที่ชัดเจนแต่อย่างใด

” วรวุฒิ”เบอร์ 8 มาแรง! อ้อนชาวชัยภูมิ ขอโอกาสนักธุรกิจรุ่นใหม่ เข้าสภาฯ พลิกชีวิตคนเมืองพญาแล

“หนุ่ม” วรวุฒิ จอดนอก ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 อำเภอเมืองชัยภูมิ หมายเลข 8 พรรค พรรคภูมิใจไทย นักธุรกิจหนุ่มหัวใจประชาชน เดินหน้าลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขอแรงสนับสนุนเข้าสภาฯ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนชัยภูมิ

ขณะที่ นายวรวุฒิ เผยว่า จุดยืนสำคัญของตนคือการทำงานเชิงรุกในพื้นที่ รับฟังปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนการท่องเที่ยว และพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน เพื่อสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยยังชูนโยบายระดับประเทศที่มุ่งตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่ม เช่นคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

-ค่าไฟฟ้าราคาต่ำ 3 บาทต่อหน่วย ลดภาระค่าครองชีพ 

-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ+ (บัตรคนจนรูปแบบใหม่)

-ศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ แก้ปัญหาสังคมเชิงระบบ

-กองทุนภัยพิบัติ ดูแลประชาชนยามวิกฤต

-ทหารอาสา 100,000 นาย เงินเดือน 12,000 บาท ระยะเวลา 4 ปี

-พยาบาลอาสา รายได้ 15,000 บาท ระยะเวลา 4 ปี

-รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ลดต้นทุนพลังงาน

-Barter Trading เช่น การแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับยุทโธปกรณ์หรือเครื่องบิน

-การจ้างงานผู้สูงอายุ สร้างรายได้ให้ผู้สูงวัย เรียนฟรีต้องมีจริง ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ด้านนายวรวุฒิ ย้ำว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวแทนคนชัยภูมิในสภาฯ อย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันนโยบายที่จับต้องได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

โดย…มัฆวาน  วรรณกุล  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค

.

‘อนุชา’ ลุยหาเสียงชูนโยบายแก้ปมน้ำ-ปากท้อง ย้ำ ‘ไม่แจกแต่สร้าง’ ปลุกกระแสเปลี่ยนชัยภูมิ

สนามเลือกตั้งเขต 1 เมืองเจ้าพ่อพญาแลเริ่มเดือด! นายอนุชา เจริญรักษ์ ผู้สมัคร ส.ส. ชัยภูมิ เขต 1 (เบอร์ 5) จากพรรคก้าวอิสระ อดีตนายอำเภอเมืองชัยภูมิขวัญใจชาวบ้าน ลงพื้นที่อ้อนคะแนนกลุ่ม อสม. โชว์กึ๋นมือบริหารระดับพื้นที่ มุ่งแก้โจทย์ใหญ่ “น้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก” พร้อมชูนโยบายแก้จนแบบยั่งยืน

นายอนุชา ระบุว่าด้วยประสบการณ์การเป็นนายอำเภอ ทำให้เข้าใจโครงสร้างปัญหาของชัยภูมิอย่างทะลุปรุโปร่ง โดยเฉพาะเรื่องระบบจัดการน้ำและต้นทุนการเกษตร ซึ่งรอบนี้ขออาสามาสานต่อภารกิจด้วยนโยบายที่เน้นการ “สร้างโอกาส” มากกว่าการ “แจกเงิน” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองชัยภูมิอย่างเป็นระบบ

พรรคก้าวอิสระ (เบอร์ 22) ย้ำ “Change Together”

ในระดับนโยบายพรรคภายใต้การนำของ “มาดามหยก” กชพร เวโรจน์ (แคนดิเดตนายกฯ) ประกาศจุดยืนชัดเจนในการเป็น “พรรคจิตอาสา” ไม่เน้นประชานิยมระยะสั้น แต่เน้นการหาเงินเข้าประเทศผ่านยุทธศาสตร์ 5 ด้านหลัก: เศรษฐกิจสร้างสรรค์: ดัน Soft Power และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหาเงินเข้าไทย

เกษตรดิจิทัล: ตัดวงจรพ่อค้าคนกลางด้วยแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์

การศึกษาเท่าเทียม: ชูโมเดล “Learn to Earn” เรียนเพื่อรายได้ เข้าถึงง่ายทุกที่

ปฏิรูปโครงสร้าง: ปราบทุจริต ปฏิรูปตำรวจ และยกเครื่องการแก้ปัญหา PM2.5 เป็นวาระแห่งชาติ

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ นายอนุชาถือเป็นตัวเต็งที่น่าจับตา ด้วยฐานคะแนนเดิมกว่า 1.4 หมื่นคะแนน และบารมีจากสายสัมพันธ์นักปกครอง ผนวกกับกระแสพรรคที่เน้นคนรุ่นใหม่และการเปลี่ยนแปลง ทำให้ศึกครั้งนี้เบอร์ 5 พร้อมชนเพื่อเปลี่ยนชัยภูมิให้ดีกว่าเดิม

โดย…มัฆวาน วรรณกุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค

.

อุกอาจ!โจ๋ปืนโหดกระหน่ำยิงกลุ่มวัยรุ่นนั่งเล่นสะพานข้ามคลองเด็ก13ปีดับสลด

เด็กชายวัย 13 ปีนัดเพื่อนนั่งเล่นสะพานข้ามคลอง ถูกอริชักปืนกระหน่ำยิงใส่เสียชีวิต พยานเผยมีกลุ่มวัยรุ่นกว่า 10 คน ขี่รถจยย. 6 คันมาก่อเหตุ

เมื่อเวลา 01.09 น.วันที่ 23 ม.ค.69 ร.ต.ท. อัศวิน ผ่องสกุล รองสารวัตร(สอบสวน) สน.บางเขน รับแจ้งเหตุเยาวชนถูกยิงด้วยอาวุธปืน ภายในซอยพหลโยธิน 57 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.อนันต์ วรสาตร์ ผกก.สน.บางเขน, พ.ต.ท.คณิณ ค้ำคูณ รอง ผกก.ป., พ.ต.ท.ประทีป คำมี สวป., เจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.น.2, ตำรวจสายตรวจและฝ่ายสืบสวน สน.บางเขน, กองพิสูจน์หลักฐาน(พฐ.) แพทย์นิติเวช รพ.ภูมิพลฯ และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุบริเวณชุมชนร่วมใจพัฒนาใต้ เชิงสะพานข้ามริมคลองถนน พบร่างเยาวชนชาย ทราบชื่อ ด.ช.หนุ่ม(นามสมมุติ) อายุ 13 ปี สถาพสวมเสื้อยืด แขนสั้นสีแดงคาดเหลือง นุ่งกางเกงขาสั้น สีดำ มีบาดแผลถูกอาวุธปืนยิง 1 นัดเข้าบริเวณหน้าอกเหนือราวนมด้านขวา นอนหงายเสียชีวิต ห่างไปประมาณ 100 เมตร พบกระสุนปืนขนาด 9 มม. 2 นัดและปลอกกระสุนปืนขนาด .38 มม. 1 ปลอกตกอยู่พื้นปูนทางเดิน จึงบันทึกเก็บรวบรวมที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน

สอบถาม ด.ช.น้อง(นามสมมุติ)อายุ 14 ปีเพื่อนคนตาย ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุนัดกับผู้ตายมานั่งเล่นตามปกติทุกวันบริเวณริมคลอง ระหว่างที่ผู้ตายกำลังเดินอยู่ได้มีกลุ่มวัยรุ่นกว่า 10 คน ขับขี่และนั่งซ้ายท้ายรถจักรยานยนต์รวม 6 คัน จากนั้นมีวัยรุ่นชาย 2 คนแต่งกายชุดดำ ใส่หมวกกันน็อคเต็มใบปิดบังใบหน้า เดินเข้ามาและพูดตะโกนส่งเสียงดัง “ เฮ้ยไอ้โปร์ ” จากนั้นมีเสียงปืนดังสนั่น 3-4 นัด ตนกับเพื่อนจึงวิ่งหนีขึ้นสะพานข้ามคลอง ก่อนเพื่อนจะวิ่งล้มลงกองพื้นหมดสติ จึงทราบว่าเพื่อนโดนยิงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน อยู่ระหว่างตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางของกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุ ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี และเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ไล่สกัดระทึก!หนุ่มเสพยาบ้าขับพ่วง 18 ล้อแหกด่านตรวจควันดำพุ่งชนดะบาดเจ็บระนาว

ด่านตรวจควันดำเจอเหตุระทึก พ่วง 18 ล้อซิ่งหนี ลากไกล 45 กม. ชนรถชาวบ้านเจ็บ ตร.ไล่ล่า พบยาบ้า 3 เม็ด รับสารภาพเสพก่อนขับ

เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 69 เวลา 10.30 น. ชุดปฏิบัติการที่ 5 งานตรวจพิสูจน์มลภาวะ กก.5 บก.จร. ตั้งจุดตรวจวัดควันดำบริเวณถนนหลวงแพ่ง (ขาออก) แขวงขุมทอง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ

การปฏิบัติเป็นไปภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผบก.จร., พ.ต.อ.ธีรภพ รุมแสง รอง ผบก.จร., พ.ต.อ.ณัทศิต สัณห์ปภพ ผกก.5 บก.จร. , พ.ต.ท.ทศพร กลีบแก้ว รอง ผกก.5. บก.จร. และพ.ต.ท.อัษฎากร คนคล่อง รอง ผกก.5 บก.จร.

ขณะตั้งจุดตรวจ พบรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียน 82-7660 ปราจีนบุรี ขับผ่านเข้าจุดตรวจ เจ้าหน้าที่จึงเรียกตรวจสอบ โดยมี ร.ต.อ.บุญตา ผันผาย หน.ชป.5 เป็นผู้เรียกตรวจ และนำใบอนุญาตขับขี่ไปตรวจสอบในระบบ พบประวัติคดีเสพยาเสพติดเมื่อปี 2562 เมื่อสอบถาม ผู้ขับขี่ยอมรับว่าเสพยาบ้ามาเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่จึงแจ้งว่าจะนำตัวไปตรวจหาสารเสพติดที่โรงพยาบาล

ปรากฏว่าผู้ขับขี่ฉวยใบขับขี่คืนจากมือ ร.ต.อ.บุญตาฯ แล้ววิ่งกลับขึ้นรถ ขับหลบหนีออกจากจุดตรวจทันที โดยมี ด.ต.ประสิทธิ์ เทศกาล ติดอยู่ภายในรถบริเวณที่นั่งข้างคนขับ และ ส.ต.อ.ประเทือง มูลวิชา ขี่รถจักรยานยนต์หลวงไล่ติดตามเพื่อให้หยุดรถ

ต่อมาผู้ขับขี่ได้ขับรถชนรถประชาชนที่จอดติดไฟแดงบริเวณแยกหลวงแพ่ง 3 พื้นที่ สน.จรเข้น้อย หลายคัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และรถจักรยานยนต์ตำรวจของ ส.ต.อ.ประเทือง ได้รับความเสียหาย ก่อนจะเร่งเครื่องหลบหนีต่อไปตามเส้นทางถนนคุ้มทอง–ลำต้อยติ่ง มุ่งหน้าถนนสุวินทวงศ์ โดย ส.ต.อ.ประเทือง ได้เปลี่ยนใช้รถจักรยานยนต์ของ ส.ต.อ.พลสินธุ์ ประเสริฐ ไล่ติดตามต่อเนื่อง

ร.ต.อ.บุญตา ได้ประสานสายด่วน 191 เพื่อให้ตำรวจท้องที่ช่วยสกัดจับ ระหว่างทาง ด.ต.ประสิทธิ์ ซึ่งอยู่ในรถ ได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้ผู้ขับขี่หยุดรถ การไล่ติดตามเป็นระยะทางกว่า 45 กิโลเมตร จนเข้าสู่พื้นที่ สภ.บางขนาก จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่ได้ใช้อุปกรณ์หยุดยานพาหนะ (Stop Stick) 1 ครั้ง แต่รถยังฝ่าหนีไปได้

กระทั่งเข้าสู่พื้นที่ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางขนาก และ สภ.บ้านสร้าง ร่วมกันสกัดจับ โดยใช้ Stop Stick อีกครั้ง ทำให้ยางล้อหน้าซ้ายแตก รถไม่สามารถขับต่อได้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวไว้ได้

การตรวจค้นดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางขนาก โดยมี พ.ต.ท.ทศพร กลีบแก้ว, ร.ต.อ.บุญตา ผันผาย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมสังเกตการณ์ พบยาบ้า 3 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกล่องสีแดงข้างที่นั่งคนขับ ผู้ต้องหารับว่าเป็นของตนเอง และยอมรับว่าเสพมาก่อนหน้า

เมื่อนำตัวไปตรวจปัสสาวะที่โรงพยาบาลบ้านสร้าง พบสารเสพติดในร่างกาย ทราบชื่อผู้ต้องหาคือ นายนิพนธ์ ศรีวงษ์ อายุ 36 ปี ถูกแจ้งข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติด และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

เบื้องต้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป. และในส่วนของ สน.จรเข้น้อย แจ้งข้อหาเพิ่มเติม ขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น ขับรถประมาทหวาดเสียวเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย ฝ่าฝืนขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน

ตรังเปิดม่านเทศกาลรัก 2026 ชวนคู่รักทั่วโลกจดทะเบียนวิวาห์ใต้สมุทร สัมผัสตำนานรักกลางทะเลอันดามัน

จังหวัดตรังแถลงความพร้อมจัดงาน “Trang Love Festival 2026” ยกระดับ “วิวาห์ใต้สมุทร” สู่เวทีโลก ระหว่างวันที่ 13–15 กุมภาพันธ์ 2569 อัดแน่นกิจกรรมสุดโรแมนติก ตั้งแต่พรีเวดดิ้งท่ามกลางธรรมชาติ ขบวนพาเหรดคู่รัก จดทะเบียนสมรสบนชายหาดและใต้น้ำ ณ ถ้ำมรกต–เกาะแหวน ตอกย้ำภาพลักษณ์ตรังเมืองแห่งความรัก จุดหมายปลายทางงานแต่งระดับสากลแห่งเดียวในโลก

เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 69 ที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม อำภอสิเกา จังหวัดตรัง นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานในงานแถลงข่าวเตรียมจัดงาน “เทศกาลแห่งความรักสีสันจังหวัดตรัง” (Trang Love Festival 2026)  “เทศกาลวิวาห์ ณ สมุทร 2026” พร้อมด้วย หอการค้าจังหวัดตรัง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตรัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตรัง อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตรัง ร่วมแถลงข่าว เพื่อประกาศความพร้อมในการจัดกิจกรรมระดับโลกที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ปลัดจังหวัดตรัง นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน

ไฮไลท์สำคัญของงานปี 2026 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 กิจกรรมถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ณ สวนพฤกษศาสตร์ทุ่งค่าย ณอุทยานบ่อน้ำร้อนกันตัง และร่วมขบวนพาเหรดคู่รักจากหอการค้าจังหวัดตรัง ไปยังหอนาฬิกา วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 พิธีจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ณ ชายหาดศิวาลัย และพิธีจดทะเบียนสมรสใต้น้ำ ณ ถ้ำมรกต / เกาะแหวน วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569กิจกรรม Workshop เชิงปฏิบัติการ ณ แหล่งเรียนรู้ครามคูน

นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวเน้นย้ำว่า “จังหวัดตรังมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่พิธีแต่งงาน แต่เป็นการยกระดับ Soft Power ด้านการท่องเที่ยวเชิงงานแต่งงาน (Wedding Destination) สู่ระดับสากล เราพร้อมต้อนรับคู่รักจากทุกมุมโลก เพื่อแสดงให้เห็นว่าตรังเป็นพื้นที่แห่งความรัก ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน”

ทั้งนี้คู่รักที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของตำนานรักระดับโลก ในงาน Trang Love Festival 2026 รับสมัคร ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569 ติดต่อสอบถาม โทรศัพท์ 094-921-4789 / 088-403-0392

สำหรับการจัดงานเทศกาลแห่งความรักสีสันจังหวัดตรัง (เทศกาลวิวาห์ใต้สมุทร) นับว่าเป็นงานแต่งงานใต้ทะเลที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งทุกปีได้จัดกันมาอย่างต่อเนื่อง และการจดทะเบียนสมรสใต้ทะเลในชื่อ “พิธีวิวาห์ใต้สมุทร” ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศและจังหวัดตรังในฐานะที่จัดพิธีจดทะเบียน สมรสใต้สมุทร เป็นแห่งแรกในโลก จนได้รับการบันทึกเป็นสถิติโลกใน Guinness World Records ว่าเป็นวิวาห์ใต้สมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในฐานะที่มีคู่สมรสเข้าร่วมแต่งงานใต้ทะเลมากที่สุด

เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์เทศกาลวันแห่งความรัก ก็จะมีคู่หนุ่มสาว คู่รัก ต่างก็อยากเดินทางมาจังหวัดตรัง เพื่อสร้างความประทับใจ และแสดงความรักครั้งหนึ่งในชีวิตได้เข้าร่วมพิธีวิวาห์ใต้สมุทร ได้รดทรายสังข์ และจดทะเบียนสมรสใต้ท้องทะเล โดยทุกๆ ปีจะมีการต้อนรับคู่บ่าวสาวที่แตกต่างกันออกไป มีขบวนขันหมาก มีการลั่นระฆังวิวาห์ มีการรดน้ำสังข์ และมีการถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ตามสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญๆ ของจังหวัดตรัง ซึ่งกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ เมื่อได้เผยแพร่ออกไปทำให้คนรู้จักจังหวัดตรังและอยากมาเที่ยวจังหวัดตรังมากขึ้น

แฉเดือดขบวนการโปรยหัวละ 7,500 บาท คือมหกรรม ลงขันโกงชาติ “พิเชษฐ์ ” เตือนรับเงินชั่วคราวแต่ลำบากชั่วโคตร

กรุงเทพมหานคร – “พิเชษฐ์ “หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ ปลุกคนไทยตื่นจากวังวนอำนาจเงิน แฉเดือดขบวนการโปรยหัวละ 7,500 บาท คือมหกรรม “ลงขันโกงชาติ” เตือนรับเงินชั่วคราวแต่ลำบากชั่วโคตร ทำข้าวของแพงระยับ-น้ำมันพุ่ง-ค่าไฟกระฉูด สะท้อนความจริงพรรคเล็กสู้ยิบตาตามมีตามเกิด ลั่นไม่ใช้เงินนำหน้าแต่ใช้ปัญญาและนโยบายสู้เพื่อคนจน

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 นายพิเชษฐ์ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ เปิดใจถึงสมรภูมิเลือกตั้งที่กำลังถูกเขย่าด้วยพลังเงินทุนหนา โดยเฉพาะกระแสข่าวลือเรื่องการทุ่มเงินซื้อเสียงในระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 7,500 บาทต่อหัว ชี้ชัดนี่คือ “สัญญาณมรณะ” ของประชาธิปไตยไทยที่จะนำไปสู่ยุคข้าวยากหมากแพงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายพิเชษฐ์ เปิดเผยในระหว่างการลงพื้นที่หาเสียงว่า พรรควิชชั่นใหม่ต้องสู้อย่างโดดเดี่ยวภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ต่างกับพรรคทุนใหญ่ที่เดินเกมด้วยงบประมาณมหาศาล

“ทุกวันนี้พรรคเล็กเราหาเสียงตามกำลังทรัพย์ที่มี ซึ่งมันยากลำบากแสนสาหัส เราไม่มีเงินถุงเงินถังไปเนรมิตป้ายหาเสียงทุกหัวมุมถนน ไม่มีงบพิมพ์ใบปลิวแจกทุกบ้าน หรือเดินเคาะประตูได้ครบทุกตารางนิ้วทั่วไทยเหมือนพรรคใหญ่ เรามีเพียง ‘หัวใจ’ และ ‘นโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย’ เป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวที่ใช้เดินเข้าหาประชาชนด้วยความสัตย์จริง”

หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ ย้ำเตือนสติคนไทยว่า อย่าหลงกลเงินเพียงหยิบมือที่กลุ่มทุนโยนมาให้ เพราะนั่นคือ “เงินลงทุน” ที่พวกเขาเตรียมเข้าไปขุดรีดคืนในภายหลัง

“ถ้าต้องแข่งกันด้วยเงิน บอกตรงๆ ว่า แค่หัวละหลักร้อยบาทเรายังไม่มีปัญญาจะไปสู้เขาเลย แล้วไอ้พวกที่โปรยเงินถึง 7,500 บาท ท่านคิดว่าเขาเอามาจากไหน? เงินเหล่านั้นคือเงินที่เตรียมไว้เพื่อเข้าไปปล้นงบประมาณชาติในวันหน้า ถ้าคนไทยรับเงินเขาในวันนี้ ก็เท่ากับเราเซ็นสัญญาขายชีวิตลูกหลานให้เป็นทาสพวกทุนสามานย์ไปตลอดกาล”

นายพิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า เงินซื้อเสียงเปรียบเสมือน “ยาพิษเคลือบน้ำตาล” ที่จะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพโดยตรง

“เงิน 7,500 บาทที่รับไป ประทังชีวิตได้ไม่กี่วัน แต่หลังเลือกตั้งมันจะกลับมาในคราบของค่าข้าวที่แพงขึ้น ค่าน้ำมันที่พุ่งสูง ค่าไฟที่กระโดด และค่าปุ๋ยที่ชาวนาแบกไม่ไหว คนเฒ่าคนแก่รับเงินครั้งเดียว แต่ต้องก้มหน้าชดใช้ด้วยค่าครองชีพที่แพงหูฉี่ไปตลอดชีวิต คนที่รับกรรมหนักที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือลูกหลานของพวกเราที่ต้องมาแบกหนี้ประเทศและแบกภาษีแทนนักการเมืองที่เข้ามาโกงกินถอนทุนคืน”

ในช่วงท้าย นายพิเชษฐ์ได้กล่าวขอโอกาสให้พรรคการเมืองที่สู้ด้วยอุดมการณ์เข้าไปล้างระบบการเงินที่ดูดเลือดประชาชน

“ผมขอปลุกใจพี่น้องคนไทยทั่วประเทศ ต้องไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเกิดขึ้น! อย่าปล่อยให้เงินเพียงไม่กี่พันมาแลกกับความล่มจมของชาติ หากท่านอยากเห็นระบบการเงินที่ยุติธรรม ท่านต้องใช้คะแนนบริสุทธิ์พิสูจน์ให้กลุ่มทุนเห็นว่า คนไทยกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า และเงินซื้อศักดิ์ศรีของคนทำงานไม่ได้! เลือกพรรคเล็กที่มีหัวใจ ดีกว่าเลือกพรรคใหญ่ที่จ้องแต่จะเอาทุนคืน!” นายพิเชษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

ช้างป่าแม่ลูกอ่อนคลั่งถูกผลักดันกลับคืนถิ่นไล่เหยียบ งวงฟาด ผช.ผู้ใหญ่บ้านบาดเจ็บสาหัส

ปราจีนบุรี-ช้างป่าแม่ลูกอ่อนเท้าเหยียบงวงฟาด ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าทีมผลักดันช้างใช้งวงฟาด อาการสาหัส  ขณะไปผลักดันออกจากหมู่บ้านให้กลับคืนผืนป่าอุทยานแห่งชาติปางสีดาดมรดกโลก ที่ออกมานอกผืนป่าทุกคืนทั้งยกโขลง 3-5 ตัวและแยกโขลง

https://youtube.com/watch?v=JHZDkb1u8K0

เมื่อเวลา 14.25 น.วันที่ 22 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจาก จ.ปราจีนบุรี   นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1(ปราจีนบุรี) ได้รับรายงานจาก นายญาณวุฒิ  แสงวงศ์  หัวหน้าอุทยานแห่งชาติปางสีดา   ได้รับแจ้งเหตุช้างป่าทำร้ายประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่ 7 บ้านเขาขาด ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 22 มกราคม 2569

จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บคือ นายปรีชา ชัยขรรค์ หรือรวม  อายุ 42 ปี ตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 บ้านเขาขาด ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โดยขณะเกิดเหตุ ผู้ได้รับบาดเจ็บได้ออกไปผลักดันช้างป่า (ช้างแม่ลูก) บริเวณท้องที่ หมู่ที่ 7 บ้านเขาขาด ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี 

ทีมผลักดันสัตว์ป่าได้นำส่ง รพ.นาดี และได้ส่งต่อไปยัง รพ.กบินทร์บุรี อาการเบื้องต้นญาติแจ้งว่าผู้ได้รับบาดเจ็บมีอาการศีรษะกระแทกอย่างรุนแรง และยังไม่รู้สึกตัว ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติปางสีดาจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากมีรายละเอียดเพิ่มเติม จะเร่งรายงานให้ทราบต่อไป

ต่อมานายสมใจพุทธเสนา นายอำเภอนาดี พร้อมด้วยนายวิโรจน์  เทียมเสมอกำนัน ต.แก่งดินสอ อ.นาดี เยี่ยมอาการและให้กำลังใจครอบครัว โดยมีญาติญาติเกือบ 20 คนเข้ามาเฝ้าดูอาการด้วยความเป็นห่วง   พร้อมกับมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับภรรยาของนายปรีชา 

เจ้าหน้าที่พยาบาลและรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลกบินทร์บุรีรายงานอาการของคนไข้ให้ได้รับทราบ  พบคนไข้มีอาการเลือดออกทางสมอง กระดูกกรามแตก และยังมีอาการตอบสนองดีถามตอบรู้ ซึ่งทางโรงพยาบาลกบินทร์บุรีจะนำตัวส่งไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจังหวัดปราจีนบุรี

นายสมใจ พุทธเสนา นายอำเภอนาดีกล่าวว่าช่วงเมื่อคืนเวลาประมาณ 02:00 น.ที่ผ่านมานายปรีชา เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านเขาด้วน และ เป็นหัวหน้าชุดจิตอาสาเฝ้าระวังช้างป่าบ้านเขาขาด ต.แก่งดินสอ  ได้รับแจ้งว่ามีช้างเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านบนถนนคอนกรีตข้างสถานีอนามัยบ้านเขาขาด(รพ.สต.)  ต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี จึงแจ้งทีมเฝ้าระวัง รวม 5 คน  พร้อมบุตรชายที่เป็นจิตอาสาได้ออกไปผลักดันช้างป่า (ช้างแม่ลูก) ตามที่ได้รับแจ้ง   ให้ช้างออกจากหมู่บ้านกลับคืนผืนป่าอุทยานฯปางสีดาที่เป็นเขตรอยต่อกัน   

ขณะนั้นเห็นช้างยืนอยู่บนถนนจากนั้นได้ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อที่จะผลักดันช้างป่าแม่ลูกอ่อนออกจากหมู่บ้าน ด้วยความตกใจช้างได้วิ่งเข้าใส่ นายปรีชานายปรีชาพยายามจะหนีแต่เกิดสะดุดล้ม ช้างได้ทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส   ช้างได้ยืนค่อมร่างไว้และใช้งวงฟาดนายปรีชา   ชุดจิตอาสาที่ไปด้วยกันได้ยิงปืนขู่เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ และช้างได้ผละออกจากร่างนายปรีชาและได้ผลักดันช้างออกจากพื้นที่กลับคืนผืนป่าไป  

และรีบนำตัวนายปรีชาส่งโรงพยาบาลฯ แพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลกบินทร์บุรีได้ทำการรักษานายปรีชาอย่างเต็มที่   ซึ่งอาการตอบสนองได้ดีและทางนายวีระพันธ์  ดีอ่อน ผวจ.ปราจีนบุรีได้สั่งการให้ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจังหวัดปราจีนบุรีต่อไป
 
นางปทิตตา ศิลาอ่อน  หรือปลา  อายุ 41 ปี (ภรรยา) กล่าวว่า  ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาช้างป่า เข้ามากินต้นกล้วยหน้าหมู่บ้านซึ่งเป็นช้างแม่ลูกอ่อน สามีและลูกชายได้ออกไปไล่ช้างแต่ถูกช้างทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ  

โดยปกติสามีจะไปผลักดันช้างป่าที่ออกมาหากินนอกผืนป่าทุกคืน  ไม่ให้เข้ามาในเขตชุมชน    เป็นช้างป่ามาจากอุทยานแห่งชาติปางสีดา มรดกโลก  จ.สระแก้ว ที่เขตพื้นที่รอยต่อกัน   รวม 3- 5 ตัว บางวันมายกโขลง บางวันแยกเดี่ยว โดยสามีเป็นหัวหน้าทีมชุดเฝ้าระวังช้างป่าของหมู่บ้านฯ   สำหรับบุตรชายที่ออกไปช่วยพ่อเป็นลูกชายคนโต ครอบครัวมีบุตร รวม 4 คน

ขณะที่นายจอมพล ชัยขรรค์ อายุ 14 ปี (ลูกชาย)กล่าวว่า ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาตนเองกับพ่อได้ออกไปไล่ช้างแม่ลูกอ่อน ขณะนั้นช้างแม่ลูกอ่อนได้ตรงจะมาทำร้ายตน พ่อเห็นจึงรีบเข้ามาช่วย แต่สะดุดล้มช้างได้เข้าทำร้ายพ่อแทนตนโดยใช้เท้าเหยียบไว้ก่อนเอางวงฟาดศรีษะจนได้รับบาดเจ็บ   ตนเองไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

โดย… มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ ทองสุข  สิงห์พิมพ์-ภาพ /ปราจีนบุรี  ###