ช้างป่าแม่ลูกอ่อนคลั่งถูกผลักดันกลับคืนถิ่นไล่เหยียบ งวงฟาด ผช.ผู้ใหญ่บ้านบาดเจ็บสาหัส

ปราจีนบุรี-ช้างป่าแม่ลูกอ่อนเท้าเหยียบงวงฟาด ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าทีมผลักดันช้างใช้งวงฟาด อาการสาหัส  ขณะไปผลักดันออกจากหมู่บ้านให้กลับคืนผืนป่าอุทยานแห่งชาติปางสีดาดมรดกโลก ที่ออกมานอกผืนป่าทุกคืนทั้งยกโขลง 3-5 ตัวและแยกโขลง

https://youtube.com/watch?v=JHZDkb1u8K0

เมื่อเวลา 14.25 น.วันที่ 22 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจาก จ.ปราจีนบุรี   นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1(ปราจีนบุรี) ได้รับรายงานจาก นายญาณวุฒิ  แสงวงศ์  หัวหน้าอุทยานแห่งชาติปางสีดา   ได้รับแจ้งเหตุช้างป่าทำร้ายประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่ 7 บ้านเขาขาด ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 22 มกราคม 2569

จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บคือ นายปรีชา ชัยขรรค์ หรือรวม  อายุ 42 ปี ตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 บ้านเขาขาด ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โดยขณะเกิดเหตุ ผู้ได้รับบาดเจ็บได้ออกไปผลักดันช้างป่า (ช้างแม่ลูก) บริเวณท้องที่ หมู่ที่ 7 บ้านเขาขาด ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี 

ทีมผลักดันสัตว์ป่าได้นำส่ง รพ.นาดี และได้ส่งต่อไปยัง รพ.กบินทร์บุรี อาการเบื้องต้นญาติแจ้งว่าผู้ได้รับบาดเจ็บมีอาการศีรษะกระแทกอย่างรุนแรง และยังไม่รู้สึกตัว ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติปางสีดาจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากมีรายละเอียดเพิ่มเติม จะเร่งรายงานให้ทราบต่อไป

ต่อมานายสมใจพุทธเสนา นายอำเภอนาดี พร้อมด้วยนายวิโรจน์  เทียมเสมอกำนัน ต.แก่งดินสอ อ.นาดี เยี่ยมอาการและให้กำลังใจครอบครัว โดยมีญาติญาติเกือบ 20 คนเข้ามาเฝ้าดูอาการด้วยความเป็นห่วง   พร้อมกับมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับภรรยาของนายปรีชา 

เจ้าหน้าที่พยาบาลและรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลกบินทร์บุรีรายงานอาการของคนไข้ให้ได้รับทราบ  พบคนไข้มีอาการเลือดออกทางสมอง กระดูกกรามแตก และยังมีอาการตอบสนองดีถามตอบรู้ ซึ่งทางโรงพยาบาลกบินทร์บุรีจะนำตัวส่งไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจังหวัดปราจีนบุรี

นายสมใจ พุทธเสนา นายอำเภอนาดีกล่าวว่าช่วงเมื่อคืนเวลาประมาณ 02:00 น.ที่ผ่านมานายปรีชา เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านเขาด้วน และ เป็นหัวหน้าชุดจิตอาสาเฝ้าระวังช้างป่าบ้านเขาขาด ต.แก่งดินสอ  ได้รับแจ้งว่ามีช้างเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านบนถนนคอนกรีตข้างสถานีอนามัยบ้านเขาขาด(รพ.สต.)  ต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี จึงแจ้งทีมเฝ้าระวัง รวม 5 คน  พร้อมบุตรชายที่เป็นจิตอาสาได้ออกไปผลักดันช้างป่า (ช้างแม่ลูก) ตามที่ได้รับแจ้ง   ให้ช้างออกจากหมู่บ้านกลับคืนผืนป่าอุทยานฯปางสีดาที่เป็นเขตรอยต่อกัน   

ขณะนั้นเห็นช้างยืนอยู่บนถนนจากนั้นได้ยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อที่จะผลักดันช้างป่าแม่ลูกอ่อนออกจากหมู่บ้าน ด้วยความตกใจช้างได้วิ่งเข้าใส่ นายปรีชานายปรีชาพยายามจะหนีแต่เกิดสะดุดล้ม ช้างได้ทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส   ช้างได้ยืนค่อมร่างไว้และใช้งวงฟาดนายปรีชา   ชุดจิตอาสาที่ไปด้วยกันได้ยิงปืนขู่เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ และช้างได้ผละออกจากร่างนายปรีชาและได้ผลักดันช้างออกจากพื้นที่กลับคืนผืนป่าไป  

และรีบนำตัวนายปรีชาส่งโรงพยาบาลฯ แพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลกบินทร์บุรีได้ทำการรักษานายปรีชาอย่างเต็มที่   ซึ่งอาการตอบสนองได้ดีและทางนายวีระพันธ์  ดีอ่อน ผวจ.ปราจีนบุรีได้สั่งการให้ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจังหวัดปราจีนบุรีต่อไป
 
นางปทิตตา ศิลาอ่อน  หรือปลา  อายุ 41 ปี (ภรรยา) กล่าวว่า  ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาช้างป่า เข้ามากินต้นกล้วยหน้าหมู่บ้านซึ่งเป็นช้างแม่ลูกอ่อน สามีและลูกชายได้ออกไปไล่ช้างแต่ถูกช้างทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ  

โดยปกติสามีจะไปผลักดันช้างป่าที่ออกมาหากินนอกผืนป่าทุกคืน  ไม่ให้เข้ามาในเขตชุมชน    เป็นช้างป่ามาจากอุทยานแห่งชาติปางสีดา มรดกโลก  จ.สระแก้ว ที่เขตพื้นที่รอยต่อกัน   รวม 3- 5 ตัว บางวันมายกโขลง บางวันแยกเดี่ยว โดยสามีเป็นหัวหน้าทีมชุดเฝ้าระวังช้างป่าของหมู่บ้านฯ   สำหรับบุตรชายที่ออกไปช่วยพ่อเป็นลูกชายคนโต ครอบครัวมีบุตร รวม 4 คน

ขณะที่นายจอมพล ชัยขรรค์ อายุ 14 ปี (ลูกชาย)กล่าวว่า ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาตนเองกับพ่อได้ออกไปไล่ช้างแม่ลูกอ่อน ขณะนั้นช้างแม่ลูกอ่อนได้ตรงจะมาทำร้ายตน พ่อเห็นจึงรีบเข้ามาช่วย แต่สะดุดล้มช้างได้เข้าทำร้ายพ่อแทนตนโดยใช้เท้าเหยียบไว้ก่อนเอางวงฟาดศรีษะจนได้รับบาดเจ็บ   ตนเองไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

โดย… มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ ทองสุข  สิงห์พิมพ์-ภาพ /ปราจีนบุรี  ###

ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือ 3 พรรคการเมืองโชว์วิสัยทัศน์เสนอแก้ 3 ปัญหาร้อนอุตสาหกรรมยาสูบ ประชาธิปัตย์-ประชาชน-เสรีรวมไทย ยันพร้อมช่วยเหลือชาวไร่เต็มที่

เครือข่ายชาวไร่ยาสูบฯ จับมือ 3 พรรคการเมืองใหญ่ เปิดเวทีโชว์วิสัยทัศน์-ชูนโยบายแก้ปัญหาหนักใจชาวไร่ยาสูบ แรงงานในไร่ ร้านโชห่วย และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมกว่า 6 แสนคนทั่วประเทศ เผยโจทย์ใหญ่ที่ฝากถึงทุกพรรค ขอร่วมกันคิดทางออกเพิ่มรายได้ให้ชาวไร่ สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมยาสูบไทยให้ก้าวทันโลก พร้อมเดินหน้าปราบบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจัง “ประชาธิปัตย์-ประชาชน-เสรีรวมไทย” ประกาศพร้อมผลักดันเป็นวาระแห่งชาติช่วยชาวไร่ยาสูบและร้านโชห่วยอย่างเต็มที่

นายสุธี ชวชาติ ประธานภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “ชาวไร่ยาสูบกว่า 25,000 ครอบครัว แรงงานในไร่และผู้พึ่งพิงรวมกว่าแสนคนทั่วประเทศ กำลังเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก อุตสาหกรรมยาสูบสร้างรายได้จากภาษีสรรพสามิตเกือบ 5 หมื่นล้านบาท และส่งออกอีกกว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี แต่ชาวไร่กลับต้องเผชิญความเสี่ยงขาดทุน รายได้ลด หนี้สินพุ่ง เหตุจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าปุ๋ย ขณะเดียวกัน บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายก็ทะลักเข้าตลาด ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

นายสันต์ หารสุโพธิ์ นายกสมาคมการค้าใบยาสูบเตอร์กิซภาคอีสาน เผยว่า “อยากเห็นการตั้ง “กองทุนช่วยเหลือชาวไร่” เพื่อเป็นหลักประกันอาชีพ พร้อมเสนอให้รัฐส่งเสริมการทำประกันภัยยาสูบและพืชผลมูลค่าสูง ตลอดจนสนับสนุนการส่งออกใบยาสูบไทย เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป เช่น สกัดนิโคตินเหลว เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับชาวไร่ในอนาคต” 

นายสุเทพ ทิมศิลป์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ การยาสูบแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ตลอดเวลาการยาสูบฯ ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านกฎหมาย ทั้งการห้ามโฆษณา การใช้โลโก้ และการแสดงตราสินค้าที่ถูกจำกัดอย่างเข้มงวด ในขณะที่บุหรี่เถื่อนกลับมีบรรจุภัณฑ์สวยงาม สีสันหลากหลาย มีกลิ่นรสให้เลือกมากมาย สะท้อนถึงการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมระหว่างสินค้าถูกกฎหมายกับสินค้าเถื่อน”

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า “การยาสูบฯ ต้องรับภาระส่งเงินเข้าคลังสูงสุดถึง 93% ก่อนจะปรับเหลือ 88% และยังต้องดูแลต้นทุนการผลิตทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ กำไรเหลือเพียง 12% ต่อซอง หากมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตอีก ยิ่งเอื้อให้สินค้าผิดกฎหมายเติบโต สิ่งที่อยากฝากทุกภาคส่วนคือ ให้เปิดโอกาสให้การยาสูบฯ รับจ้างผลิตบุหรี่ภายใต้เงื่อนไขใช้ใบยาไทยในประเทศ พร้อมขยายสู่การผลิตสินค้ารูปแบบอื่น ๆ เพื่อสร้างทางรอดให้หน่วยงานรัฐ และเพิ่มรายได้เข้าประเทศในระยะยาว”

นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย ตัวแทนร้านค้าบุหรี่ที่ได้รับใบอนุญาตถูกกฎหมายกว่า 5 แสนรายทั่วประเทศ ระบุว่า “บุหรี่เถื่อนเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อร้านโชห่วยในฐานะกลุ่มปลายน้ำ โดยปัจจุบันบุหรี่เถื่อนทะลักเข้าสู่ตลาดสูงเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นสัดส่วน 28% ของตลาด และยังมีบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการใช้เพิ่มขึ้นถึง 2,300% สินค้าเถื่อนเหล่านี้กลายเป็นแหล่งเงินทุนสีเทา ส่งผลให้ร้านโชห่วยที่ทำธุรกิจสุจริตต้องสูญเสียรายได้อย่างต่อเนื่อง”

ภาคีเครือข่ายยาสูบฯ ยังได้เสนอนโยบายบุหรี่ผิดกฎหมายต้องเป็นศูนย์ โดยอยากให้มีการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดเพื่อป้องกันการการกระทำผิดซ้ำ ยกระดับมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์และบริษัทขนส่งเพื่อป้องกันการขายทางช่องทางออนไลน์ และการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นกฎหมายศุลกากร โดยพรรคการเมืองที่ได้เข้าร่วมประชุม ต่างนำเสนอความเห็นและวิสัยทัศน์ พร้อมกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดังนี้

นายโอภาส อาลมิสรี รองโฆษกพรรคเสรีรวมไทย เผยว่า “ผมถือเป็นหนึ่งในผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มแรก ๆ ที่นำประเด็นบุหรี่ไฟฟ้ามาเสนอเป็นนโยบาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ผมขอยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเดินหน้า แก้ไขกฎหมายบุหรี่ไฟฟ้า และนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ขึ้นมาอยู่ในระบบที่ถูกกฎหมาย จะทำให้รัฐสามารถกำกับดูแลได้จริง ทั้งเรื่องอายุผู้ซื้อ มาตรฐานสินค้า การจัดเก็บภาษี และการคุ้มครองเยาวชน การคงสถานะความผิดกฎหมายเอาไว้ อาจมีบางกลุ่มได้รับประโยชน์จากระบบใต้ดินหรือไม่

ในขณะเดียวกัน เรื่อง บุหรี่เถื่อน พรรคมีจุดยืนชัดเจนว่า ต้องปราบปรามอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำพูด ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง โดยตรึงแนวชายแดนให้เข้มงวดทุกจุด ทุกด่านต้องมีเครื่อง X-Ray และระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพราะวันนี้การตรวจตู้สินค้ายังทำได้เพียงบางส่วน เปิดช่องให้สินค้าผิดกฎหมายทะลักเข้าประเทศ เมื่อจัดการบุหรี่เถื่อนอย่างจริงจังได้ จะช่วยคืนความเป็นธรรมให้กับระบบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ชาวไร่ โรงงาน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงรายได้ของรัฐ ซึ่งพรรคให้คำมั่นว่า ภายในระยะเวลา 12 เดือน จะเร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อยุติการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย หากสามารถขจัดบุหรี่เถื่อนออกจากระบบได้ การยาสูบฯ จะสามารถดำเนินการจัดซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ได้เต็มศักยภาพ โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดโควตา และสามารถนำไปต่อยอดสู่การผลิตเพื่อการส่งออก สร้างรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว

นอกจากการแก้ปัญหาเชิงกฎหมายและการปราบปรามแล้ว พรรคยังมองไปข้างหน้าในมิติของ นวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่า เราต้องไม่หยุดอยู่แค่การผลิตวัตถุดิบ แต่ต้องผลักดันการสร้าง Branding ของอุตสาหกรรมยาสูบไทยให้ไปไกลถึงระดับโลก รวมถึงการต่อยอดนิโคตินและใบยาสูบไทยสู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและประเทศอย่างยั่งยืน”

ด้านพรรคประชาชน ดร.เดชรัต สุขกำเนิด แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรีด้านคุณภาพชีวิต ให้มุมมองว่า “พรรคประชาชนไม่ได้นิ่งเฉยต่อความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร แนวทางสำคัญอันดับแรกคือ การขออนุญาตจากกรมสรรพสามิตควรเชื่อมโยงกับทะเบียนเกษตรกรโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สิทธิและสวัสดิการเข้าถึงอย่างเป็นธรรม โดยชาวไร่ยาสูบที่อยู่ในระบบ ต้องได้รับการดูแลไม่แตกต่างจากเกษตรกรกลุ่มอื่น พรรคมีนโยบายสนับสนุนเกษตรกรในภาพรวม ทั้งการสนับสนุนปุ๋ยตามค่าความเหมาะสมของดิน รายละ 500 บาท ครอบคลุมพืชทุกชนิด และการสนับสนุนคูปองตรวจรับรองมาตรฐาน GAP มูลค่า 5,000 บาท เพื่อยกระดับคุณภาพและเพิ่มโอกาสทางการตลาด

ในเรื่องโควตาการรับซื้อใบยาสูบ พรรคเห็นว่าต้องมีความชัดเจนระยะยาว เสนอให้กำหนดโควตาล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการผลิตและรายได้ได้อย่างมั่นคง โดยการปรับเปลี่ยนพืชต้องเป็น “ทางเลือก ไม่ใช่ข้อบังคับ” เกษตรกรยังสามารถปลูกยาสูบและทำสัญญาระยะยาวต่อไปได้ สำหรับผู้ที่ประสงค์จะปรับเปลี่ยนพืช พรรคมีมาตรการช่วยเหลือทั้งเงินสนับสนุน 2,000 บาทต่อไร่ และการลดหนี้ร้อยละ 20 ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย เพื่อบรรเทาภาระในช่วงเปลี่ยนผ่าน
อีกประเด็นสำคัญคือปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะเกษตรกรสูงอายุ หากตรวจสอบแล้วพบว่าชำระเกินเงินต้น ให้ยกเลิกหนี้ทันที ส่วนผู้ที่ยังไม่ถึงเงินต้น จะลดหนี้ร้อยละ 50 และปรับโครงสร้างหนี้ให้จบภายใน 15 ปี เพื่อไม่ให้ภาระตกทอดถึงลูกหลาน 

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อนต้องทำอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็น 3 ระดับ หนึ่ง ระดับปลายทาง คือการจำหน่าย โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ พรรคเสนอให้มีแพลตฟอร์มกลางรับแจ้งสินค้าผิดกฎหมายทุกประเภท และมีแรงจูงใจเล็กน้อยเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมสอง ระดับต้นทาง คือการลักลอบนำเข้า ต้องเพิ่มความเข้มงวดที่ด่านศุลกากร ติดตั้งเครื่องเอกซเรย์ตรวจตู้คอนเทนเนอร์ให้ครบถ้วน รวมถึงใช้เทคโนโลยีชายแดนอัจฉริยะ เช่น กล้อง AI และโดรน เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ และ สาม ระดับการสืบสวนทางการเงิน ต้องติดตามเส้นทางเงินอย่างจริงจัง เพื่อสาวไปถึงต้นตอของขบวนการ ไม่ใช่จับเฉพาะปลายเหตุ

สำหรับบุหรี่ไฟฟ้า พรรคเห็นว่าควรพิจารณาในระดับกฎหมาย การควบคุมและจัดเก็บภาษีอย่างเหมาะสม อาจมีประสิทธิภาพมากกว่าการปล่อยให้เป็นตลาดมืด ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการในระบบและไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ในด้านนวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่ายาสูบ พรรคมองว่าเป็นโอกาสในอนาคต ทั้งการผลิตสินค้ามูลค่าสูง เช่น ซิการ์ และการต่อยอดใบยาสูบไปสู่อุตสาหกรรมอื่น อาทิ สารไล่แมลง สารสกัดทางการแพทย์ หรือวัสดุชีวภาพ ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนวิจัยและการปรับกฎระเบียบให้สามารถนำไปใช้ได้จริงอย่างปลอดภัย”

นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นว่า “ปัญหาเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือ บุหรี่เถื่อนและทุนสีเทา ซึ่งพรรคมีจุดยืนชัดเจนว่าไม่ยอมรับ และควรยกระดับการปราบปรามเป็น วาระแห่งชาติ 

ในส่วนของ โครงสร้างภาษีบุหรี่ ชี้ว่าการปรับขึ้นภาษีในปี 2560 แม้ยอดขายบุหรี่ถูกกฎหมายลดลง แต่กลับผลักตลาดจำนวนมากลงสู่ระบบใต้ดิน ทำให้บุหรี่เถื่อนขยายตัวโดยไม่สะท้อนในสถิติ จึงจำเป็นต้องทบทวนและปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เพื่อสร้างความเป็นธรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงตลาดกลับเข้าสู่ระบบอย่างโปร่งใส

ขณะเดียวกัน เห็นว่า งบประมาณของ สสส. มีจำนวนสูงเกินความจำเป็น และควรทบทวนการใช้งบอย่างจริงจังให้โปร่งใส คุ้มค่า และตอบโจทย์ปัญหาที่แท้จริงของสังคม

นอกจากนี้ จากการศึกษาข้อมูล เห็นว่า อุตสาหกรรมยาสูบไทยยังสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน หากได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งในต่างประเทศมีผลิตภัณฑ์นิโคตินทางเลือกประเภทอื่นใช้อย่างแพร่หลาย และหากสามารถพัฒนาจากใบยาสูบของไทยได้ ก็ควรได้รับการพิจารณาสนับสนุนอย่างจริงจัง ซึ่งการกำหนดนโยบายในเรื่องนี้ ไม่ควรมุ่งเน้นเพียงภาพลักษณ์หรือกระแสในระดับนานาชาติ แต่ควรคำนึงถึงความเป็นอยู่ของชาวไร่ยาสูบและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด เพื่อให้สามารถดำรงอาชีพและอยู่ร่วมกับระบบเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

จากสวนเกษตรสู่พิซซ่าเตาฟืน”แหกขี้ตาฟาร์ม”จุดพักใจกลางลมหนาวครบุรี

หากกำลังมองหาที่เที่ยวรับลมหนาว แบบไม่ต้องเร่งรีบ แค่ “แหกขี้ตา” ตื่นเช้าแล้วออกเดินทาง “แหกขี้ตาฟาร์ม” ในอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา อาจเป็นจุดหมายที่ตอบโจทย์

ที่นี่คือสวนเกษตรผสมผสานของ นายศักย์ณัฏฐ์ เมฆจันทร์ หรือคุณโก๋ วัย 46 ปี ที่นำพื้นที่ไร่สวนซึ่งปลูกทั้งองุ่น ฝรั่ง และผลไม้หลากชนิด มาปรับเป็นร้านพิซซ่าเตาฟืน และลานแคมป์ปิ้งเล็กๆ รับนักท่องเที่ยวในช่วงอากาศเย็นสบาย

ชื่อฟาร์มอาจฟังสะดุดหู แต่ซ่อนเรื่องราวอบอุ่น เมื่อคุณโก๋ย้อนเล่าถึงคำพูดของแม่ในวัยเด็ก ที่ถามว่า “จะแหกขี้ตาไปไหนแต่เช้า” หลังเขาตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพื่อรอไปเที่ยว ความทรงจำนั้นกลายมาเป็นชื่อฟาร์ม ที่สะท้อนนิสัยคนลงมือทำไว และจริงจังกับสิ่งที่ตั้งใจ

จุดเด่นของฟาร์มอยู่ที่ทำเลบนเนินสูง ทำให้อากาศเย็นสบายตลอดฤดูหนาว กลางวันมีพิซซ่าเตาฟืนอบสดจากเตาถ่าน กลิ่นหอมชวนหิว ราคาจับต้องได้ ขณะที่รอบๆ ฟาร์มยังจัดแปลงดอกทานตะวันเพิ่มสีสัน สร้างมุมถ่ายรูปสวยๆ

สำหรับ ใครอยากใช้ชีวิตช้าๆ ที่นี่เปิดพื้นที่กางเต๊นท์ และโฮมสเตย์ รองรับนักท่องเที่ยวที่มาเป็นครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ท่ามกลางบรรยากาศบ้านสวนแสนอบอุ่น ซึ่งเริ่มได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวผ่านโซเชียลมีเดีย และคาดว่าจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ข่าว/ภาพ : ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครราชสีมา

บุกจับปลัด-จนท.เชียงดาว 6 ราย ทุจริตสวมสิทธิสัญชาติไทยให้กับคนต่างด้าว

กรมการปกครองสนธิกำลัง 5 หน่วยงาน เปิดปฏิบัติการตัดหมอก จับกุมปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่รวม 6 ราย ทุจริตจากสวมสิทธิใบถิ่นที่อยู่ถาวรกลุ่มชาติพันธุ์และสัญชาติไทยให้คนจีน อย่างน้อย 9 ราย

เมื่อวันที่ 22 ม.ค.69 กรมการปกครองร่วมกับ 5 หน่วยงาน เปิดปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว นำโดย นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง และ พลตำรวจตรีจำรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง- CIB  นายจรงค์ เกราะเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ช. พันตำรวจตรี เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผอ.กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค DSI และน.ส.สาริสา รอดถาวร ผอ.กลุ่มงานป้องกัน สำนักงาน ปปท. เขต 5 นำหมายจับ 6 หมาย เข้าจับปลัดอำเภอเชียงดาว และเจ้าหน้าที่เทศบาลในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ รวม 6 ราย จากการสวมสิทธิใบถิ่นที่อยู่ถาวรกลุ่มชาติพันธุ์และสัญชาติไทยให้ต่างชาติอย่างน้อย 9 ราย

ข้อมูลเบื้องการจับกุมปลัดอำเภอรายนี้ มาจากการขยายผลจับกุมคนจีน 1 ราย จากปฏิบัติการตัดหมอกเวียงแหง เมื่อวันที่ 18 พ.ย.68 พบข้อมูลเชื่อมโยงที่คนจีนรายนี้ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในพื้นที่ อ.เชียงดาว เจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนสอบสวนจนพบว่ามีการเอื้อประโยชน์โดยเจ้าหน้าที่รัฐในการออกเอกสารรับรองการเกิดเพื่อนำไปสู่การได้สัญชาติไทยให้กับรายอื่นด้วย

.

บุกทลาย”กัญชาทุนเทา”ยึดพื้นที่กระบี่ฟาร์มอิสราเอลอำพรางนอมินีคนไทย

จังหวัดกระบี่นำทีมบูรณาการกว่า 50 นายเปิดปฏิบัติการครั้งสำคัญ บุกทลายฟาร์มกัญชาทุนต่างชาติ หลังพบพฤติการณ์ใช้คนไทยเป็น “นอมินี” อำพรางการถือหุ้น หลีกเลี่ยงกฎหมายไทย

นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นำกำลังบูรณาการกว่า 50 นาย พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุขเกษม นครวิลัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ หม่อมหลวง ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจค้นบริษัท แคคนาซอน จำกัด หมู่ 4 ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ ตามหมายค้นและหมายศาลจังหวัดกระบี่

สถานที่ดังกล่าวพบว่าเป็นฟาร์มกัญชาในร่ม ควบคุมระบบน้ำ แสง และอุณหภูมิอย่างครบวงจร มีอุปกรณ์แปรรูปและจำหน่ายกัญชา พร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าใช้บริการและเสพกัญชาภายในอาคาร

ผู้ต้องหาคือ นายโมเซ่ ยามิน สัญชาติอิสราเอล ซึ่งยอมรับและนำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น หลังล่ามอ่านหมายศาลและชี้แจงสิทธิครบถ้วน

จากการตรวจสอบเชิงลึก เจ้าหน้าที่พบการกระทำผิดหลายประการ ทั้ง

การใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ (นอมินี)
การประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
การจำหน่ายกัญชาผ่านช่องทางออนไลน์และเดลิเวอรี่
การจัดกิจกรรม Farm Tour
การเปิดให้นักท่องเที่ยวเสพกัญชาในสถานประกอบการ
การสกัดสารกัญชาที่มีค่า THC เกินร้อยละ 0.2 เข้าข่ายยาเสพติด

เบื้องต้น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่ มีคำสั่ง พักใช้ใบอนุญาตทันทีเป็นเวลา 60 วัน พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

นายอังกูร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า จังหวัดจะไม่ยอมให้กลุ่มทุนต่างชาติใช้พื้นที่กระบี่เป็นแหล่งประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมยืนยันทุกหน่วยงานจะร่วมกันรักษาความสงบเรียบร้อย สร้างภาพลักษณ์จังหวัดให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย

ด้าน พล.ต.ต.สุขเกษม ระบุว่า เจ้าหน้าที่ติดตามพฤติการณ์บริษัทแห่งนี้มากว่า 2 เดือน พบรูปแบบชัดเจนในการจดทะเบียนบริษัทอำพราง โดยเริ่มจากให้คนไทยถือหุ้น 100% ก่อนเพิ่มทุนและเปลี่ยนโครงสร้างหุ้นให้ต่างชาติถือครองในสัดส่วน 49 ต่อ 51 ซึ่งตรวจพบหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการถือหุ้นเชิงอำพราง ลักษณะเดียวกับ “บัญชีม้า”

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อนายทุนต่างชาติแล้ว และอยู่ระหว่างติดตามจับกุมคนไทยที่ร่วมเป็นนอมินีอีก 4 ราย คาดว่าจะสามารถจับกุมได้ครบในเร็ว ๆ นี้

ขณะที่ หม่อมหลวง ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า คดีนี้เข้าข่าย “ทุนเทา” อย่างชัดเจน และจากการตรวจสอบยังพบรูปแบบเดียวกันในหลายบริษัท ซึ่งจะมีการขยายผลดำเนินการทางกฎหมายต่อไปอย่างเข้มข้น

จตุรพักตรพิมานจัดใหญ่บวงสรวงพระพรหมนางรำ 1,544 ชีวิตถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

ชาวจตุรพักตรพิมานนับหมื่นหลั่งไหลร่วมพิธีบวงสรวงพระพรหม ประเพณีปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีตรงกับ วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 เพื่อแสดงความเคารพศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

ที่บรรยากาศบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด คลาคล่ำไปด้วยประชาชนจากทั่วสารทิศที่หลั่งไหลมาร่วมพิธีบวงสรวงพระพรหม หนึ่งในประเพณีศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ภายใต้งาน “บวงสรวงพระพรหม ชม–ชิม ของดีเมืองจตุรพักตรพิมาน” ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันนี้ –23 มกราคม 2569

พิธีในปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่ โดยมี นายนันทวิทย์ นาคแสง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางการเข้าร่วมของ นางละอองเพชร พุฒิพัฒน์พานิช นายอำเภอจตุรพักตรพิมาน หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สถานศึกษา ตลอดจนประชาชนจากอำเภอใกล้เคียง รวมจำนวนผู้ร่วมพิธีนับหมื่นคน สะท้อนพลังศรัทธาและความสามัคคีของชุมชนอย่างชัดเจน

ไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ พิธีรำบวงสรวงพระพรหม โดยนางรำจากทุกตำบลในพื้นที่อำเภอจตุรพักตรพิมาน รวมกว่า 1,544 คน พร้อมใจกันสวมชุดอัตลักษณ์ท้องถิ่นอันงดงาม ร่วมรำถวายรอบมณฑลพิธีเทวสถานพระพรหมอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศอันขรึมขลังและศักดิ์สิทธิ์ สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานและนักท่องเที่ยวอย่างยิ่ง

ในช่วงเช้า นายอำเภอจตุรพักตรพิมาน พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้า คหบดี และประชาชน ได้ร่วมถวายเครื่องสักการะแด่พระภูมิเจ้าที่ พระพุทธจตุรพิธพรชัยมงคล พระธาดาอำนวยเดช ศาลหลักเมือง ศาลปู่ฤาษีชินราช สักการะพระพุทธศรีศากยพรหมญาณ และพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พร้อมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ตามแนวทางพระพุทธศาสนา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองและประชาชน

พิธีบวงสรวงพระพรหม ถือเป็นประเพณีสำคัญที่ชาวอำเภอจตุรพักตรพิมานยึดถือและปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีตรงกับ วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 เพื่อแสดงความเคารพศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง อันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เสริมสร้างความรัก ความสามัคคี และความปรองดองในสังคม

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการทางวัฒนธรรม และการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP จากทุกตำบล เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ร่วม “ชม–ชิม ของดีเมืองจตุรพักตรพิมาน” ควบคู่กับการแสดงมหรสพสมโภชฟรีทุกคืน ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด

ข่าว/ภาพ : คมกฤช พวงศรีเคน ผู้สื่อข่าวจังหวัดร้อยเอ็ด

.

ลุยตัดสัญญาเน็ต!ผู้ให้บริการไทยลอบส่งสัญญาณข้ามแดนป้อนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งกัมพูชา

เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตส่งจากฝั่งไทยให้บริการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาผ่านชายแดนอรัญประเทศ หลังตำรวจสระแก้วแกะรอยจากไอพีแอดเดรสที่เหยื่อแก๊งคอลฯ โอนเงินให้บัญชีม้า ด้าน กสทช.เตรียมเอาผิดผู้ให้บริการ โทษหนักถึงพักใบอนุญาต

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการ กสทช. พร้อมด้วย พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบ.ก.ภ.จว.สระแก้ว และ พันเอก ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่บริเวณสถานีบริการน้ำมัน ริมถนนสาย 3366 ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เพื่อตรวจสอบข้อมูลบันทึกรายการใช้งานของเครือข่ายผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายหนึ่งของไทยที่ยังคงให้บริการแก่ประเทศกัมพูชาโดยยืนยันชัดเจนว่ามีการเรียกเก็บค่าบริการรายเดือนจริง

จากนั้นจึงเดินทางไปยังบริเวณบ้านเช่าแห่งหนึ่งในตำบลท่าข้าม เพื่อทำการตรวจสอบและตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการไทยที่ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตส่งไปยังประเทศกัมพูชา

สืบเนื่องจากกรณีพบเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ถูกหลอกลวงให้โอนเงินออนไลน์และเข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจภูธรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จากการสอบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. พบว่าผู้เสียหายโอนเงินผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายระบบโทรคมนาคมรายหนึ่งของไทย ปลายทางบัญชีม้า ใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือไอพีแอดเดรส บริเวณแนวเขตชายแดนด้านจังหวัดบันเตียเมียนเจย

โดยเครือข่ายของบัญชีม้า เป็นของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมรายหนึ่ง ชื่อว่าบริษัทเวียดเทล คัมโบเดีย ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และจากการสืบทราบบริษัทดังกล่าวรับสัญญาณจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการฝั่งไทย จึงเป็นที่มาของการดำเนินการเพื่อตัดสัญญาณในพื้นที่ตำบลท่าข้ามซึ่งลักษณะของโหนด NODE หรือจุดเชื่อมโยงสัญญาณขนาดใหญ่นี้มีเจ้าหน้าที่ดูแลด้านระบบ และไม่ได้เป็นเจ้าของโหนด เพียงแต่มาเช่าที่ติดตั้งในบริเวณดังกล่าว โดยผู้ที่รับอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ช่างเทคนิคได้ให้ความร่วมมือในการตรวจค้นด้วยดี

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้เปิดเผยว่า จากการดำเนินการวันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจสระแก้วได้สืบทราบพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติซึ่งการหลอกลวงออนไลน์โดยใช้เครือข่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผู้ให้บริการฝ่ายไทยรายหนึ่ง ซึ่งทางตำรวจได้ติดต่อไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับการชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร

โดยรองเลขาธิการ กสทช.เน้นย้ำว่าการที่ผู้ให้บริการรายนี้กระทำการลักษณะนี้ถือเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมาย ในวันนี้ได้มีการตรวจอุปกรณ์และสายทั้งหมดเรียบร้อยแล้วและหากผลการตรวจสอบว่าเป็นผู้ให้บริการรายใดจะดำเนินการลงโทษ และอาจจะมีโทษหนักถึงการพักใบอนุญาต

.

ตำรวจท่องเที่ยวบุกช่วยเหยื่อทัวร์ “ฮาร์บิน” ถูกลอยแพ ประสาน ปคบ. เอาผิดบริษัทแสบ

ตำรวจท่องเที่ยวบุกช่วยเหยื่อทัวร์ “ฮาร์บิน” ถูกลอยแพ ประสาน ปคบ. เอาผิดบริษัทแสบ พบพิรุธขายทัวร์ก่อนได้ใบอนุญาต

ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) สั่งการด่วนให้กองกำกับการสืบสวน บช.ทท. บูรณาการกำลังร่วมกับกรมการท่องเที่ยว เข้าคลี่คลายกรณีนักท่องเที่ยวชาวไทยถูกบริษัท “มีฝันทัวร์ จำกัด” หลอกลวงลอยแพ ณ เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโซเชียลมีเดีย

เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้รายงานผลการปฏิบัติงานและการช่วยเหลือกลุ่มผู้เสียหาย ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางถึงไทยจนถึงปัจจุบัน

3ม.ค. 69 (วันแรกที่ได้รับแจ้ง) นักท่องเที่ยวกลุ่มแรกจำนวน 16 คน เดินทางกลับถึงประเทศไทย บช.ทท. เข้าดูแลทันทีพร้อมพาเข้าลงบันทึกประจำวัน ที่ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเป็นหลักฐานเบื้องต้น

ตำรวจท่องเที่ยวได้จัดตั้ง “กลุ่ม LINE ผู้เสียหาย” เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและประสานข้อมูล โดยแบ่งผู้เสียหายออกเป็น 4 กลุ่มหลัก เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพาเข้าแจ้งความต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

ล่าสุดในวันนี้ (21 ม.ค. 69) เจ้าหน้าที่ได้นำตัวแทนผู้เสียหายเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) โดยแบ่งการสอบปากคำเป็น 2 รอบ คือวันที่ 21 และ 27 มกราคมนี้

จากการตรวจสอบเชิงลึกโดย กก.สืบสวน บช.ทท. พบประเด็นสำคัญคือ บริษัทดังกล่าวมีการประกาศขายโปรแกรมท่องเที่ยวหลายรายการ ก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวอย่างถูกต้อง ขณะนี้ตำรวจท่องเที่ยวได้ประสานงานกับกรมการท่องเที่ยว เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหา “ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต” ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกเหนือจากความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

“ขอขอบคุณตำรวจท่องเที่ยวที่เข้ามาดูแลตั้งแต่วันแรกที่ถึงไทย ไม่ทอดทิ้ง และช่วยอำนวยความสะดวกในการแจ้งความทุกขั้นตอน” ตัวแทนนักท่องเที่ยวผู้เสียหาย กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่

 ตำรวจท่องเที่ยวขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนดำเนินการดังนี้
1.ตรวจสอบใบอนุญาต เช็กเลขที่ใบอนุญาตผ่านเว็บไซต์ของกรมการท่องเที่ยวก่อนโอนเงิน
2.ศึกษาข้อมูลบริษัท ดูรีวิวและความน่าเชื่อถือของบริษัทนำเที่ยวให้ละเอียด
3.สายด่วน 1155หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อตำรวจท่องเที่ยวได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

บุกทลายรัง romance scam กลางเมืองทองธานี รวบผู้ต้องหาผิวสียกแก๊ง 13 ราย

ฐานใหญ่สแกมเมอร์แตกแล้ว! ตม.สนธิกำลัง สภ.ปากเกร็ดบุกทลายรัง romance scam กลางเมืองทองธานี รวบผู้ต้องหาผิวสียกแก๊ง 13 ราย

ปฏิบัติการทลายฐานสแกมเมอร์ สุดระทึกครั้งนี้ ได้รับการเปิดเผยขึ้นในวันที่ 19 มกราคม 2569 สืบเนื่องจากเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ได้มีผู้เสียหาย เป็นหญิงสาวชาวไทยรายหนึ่ง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองหนองคาย เนื่องจากถูกกลุ่มคนร้าย หลอกลวงโดยใช้บัญชีเฟซบุ๊คและไลน์ระบุชื่อ Bingwen Fu โดยใช้รูปโปรไฟล์เป็นวิศวกรชาวชีน ติดต่อพูดคุยตีสนิทเรื่อยมา ในฐานระคนรักใคร่ชอบพอกัน

โดยมีการส่งภาพการทำงานให้ดูเป็นประจำ ก่อนที่ในช่วงต้นปี 2569 คนร้ายจะเริ่มใช้แผนประทุษกรรมคลาสสิค คืออ้างว่าตนทำโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่ไม่สามารถเบิกเงินได้ ต้องการให้ผู้เสียหายโอนเงินให้ไปก่อนเพื่อเป็นค่าเบิกเงิน แล้วจะโอนคืนให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อ โอนเงินไปยังบัญชีซึ่งเป็นบัญชีม้า 4 ครั้ง  รวมความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท 

เจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผลเส้นทางการเงิน สามารถแจ้งข้อกล่าวหาต่อเจ้าของบัญชีดังกล่าวได้ ก่อนจะสืบสวนทราบว่าผู้บงการใหญ่ในปฏิบัติการดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติผิวสีแก๊งใหญ่ แบ่งหน้าที่กันทำโดยมีทั้งคนหลอก คนกดเงิน คนหาบัญชี โดยใช้การติดต่อเครือข่ายอาชญากรรมผ่านแอพพลิเคชั่นเทเลแกรม และมีฐานปฏิบัติการใหญ่อยู่ย่านเมืองทองธานี จ.นนทบุรี

หลังรับทราบเรื่องดังกล่าว“บิ๊กปู” พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ท.วัฒนา  ยี่จีน  ผบช.ภ. 1, พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนทบุรีพ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ รอง ผบก.ตม.3  พ.ต.อ.อดิเรก  ทองแก้มแก้ว ผกก.สภ.ปากเกร็ด และ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 จึงได้ร่วมกันประชุมสั่งการ 

โดยมอบหมายให้ชุดสืบสวนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ สภ.ปากเกร็ด นำโดย พ.ต.ท.อิธิธร ประเสริฐศักดิ์ รอง ผกก.สส.บก.ตม.3 , พ.ต.ท.การุณย์ ลิมปิโรจนฤทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.ปากเกร็ด, พ.ต.ท.ธงไทย ไพเราะ และ พ.ต.ต.อานุภาพ ตู้จินดา สว.กก.สส.บก.ตม.3  ร่วมกันวางแผนในปฏิบัติการทลายรังสแกมเมอร์กลางเมืองครั้งนี้

จนในวันที่ 19 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 13:00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหาใช้เป็นเวลาแชทตามปกติกับผู้เสียหาย กก.สส.บก.ตม.3 จึงได้ร่วมกับ สภ.ปากเกร็ด ปูพรมเข้าปิดล้อม ตรวจค้นอาคาร ป๊อปปูล่า คอนโด ปากเกร็ด  ซึ่งได้ข้อมูลจากสายลับว่ามีกลุ่มคนผิวสี พักอาศัยอยู่จำนวนมากและน่าจะรู้จักกันเนื่องจากมีการออกไปไหนมาไหนด้วยกัน 

เมื่อถึงเวลานัดหมาย เจ้าหน้าที่ทั้งหมด ได้เข้าตรวจสอบห้องพักทั้งหมดพร้อมกัน โดยชายผิวสีบางรายกำลังแชทหลอกผู้เสียหายรายอื่นๆอยู่ ชายผิวสีบางรายไหวตัววิ่งหนีสุดชีวิต ลงมาด้านล่างไม่สวมรองเท้า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่วางกำลังอยู่ด้านล่างต้องช่วยกันวิ่งไล่จนสามารถจับกุมได้

จากการตรวจค้น และขยายผล เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหาได้รวมทั้งสิ้น 13 ราย แบ่งเป็นชาวไนจีเรีย 11 ราย และชาว โกตวิวัวร์ (ไอโวรี่โคสต์) 2 ราย จากการตรวจสอบพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด 8 ราย โดยมีชาวไนจีเรีย 5 ราย ที่ไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้าออก สอบปากคำทราบว่าหลบหนีเข้ามาทางชายแดนประเทศลาว ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา “อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และ เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจยึดของกลางเป็นเครื่องมือสื่อสาร กว่า 34 ชิ้น (คอมพิวเตอร์ 4, โทรศัพท์ 29) จากการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็ฏทรอนิกส์ที่พบเบื้องต้น พบว่าผู้ต้องหาหลายรายมีความเชื่อมโยงกันแบ่งหน้าที่กันทำ มีการสื่อสารเพื่อเตือนกันผ่านกลุ่มแชท ในขณะที่ตำรวจเข้าตรวจสอบและจับกุม ในโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ที่เปิดอยู่บางเครื่องพบแชท ในลักษณะโรแมนซ์สแกม ปลอมอัตลักษณ์เป็นชาว ต่างชาติทั้งยุโรป และเอเชีย ที่หน้าตาดี ดูมีฐานะพูดคุยตีสนิทหญิงชาวไทยและต่างชาติ เพื่อหลอกล่อให้โอนเงินมา

โดยมีลักษณะการทำงานเป็นทีม แบ่งบทบาทการทำ สอดรับกันอย่างเป็นมืออาชีพ และพบความเชื่อมโยงกับคดีของ สภ.เมืองหนองคาย ซึ่งหลอกให้หญิงชาวไทยโอนเงินเสียหายนับล้านบาท นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมอีกว่า ผู้ต้องหาผิวสีบางส่วนมีการอยู่กินกับแฟนสาวชาวไทย แล้ว หลอกให้หญิงเหล่านั้นใช้บัญชีของตนรับเงิน หรือให้ไปกดเงินจากตู้กดเงินสด 

โดยหลอกว่าเป็นเงินที่เพื่อนของตนส่งมาให้ เพื่อไม่ให้ปรากฏภาพตนเกี่ยวข้องกับคดี โดยเมื่อรับเงินสดที่ไทยแล้ว ใช้คริปโตส่งเงินกลับไนจีเรีย โดยหักหัวคิวค่าดำเนินการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ขยายผลไปยังตัวการอื่นๆ รวมทั้งประสานส่งเครื่องมือสื่อสารต่างๆที่ตรวจยึดได้ไปตรวจสอบ หาพยานหลักฐาน กับ บช.สอท. อย่างละเอียด เพื่อจับกุมให้ได้ทั้งขบวนการต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์ย้ำเตือนไปยังพี่น้องประชาชน ขอให้มีสติและใช้วิจารณญานเป็นพิเศษในการสนทนาหรือแชท โดยเฉพาะกับบุคคลแปลกหน้าทางช่องทางออนไลน์ที่ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ามาก่อน หากพบเบาะแสหรือความไม่ชอบมาพากล

โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเกิดการกระทำความผิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม สามารถแจ้งเบาะแสเข้ามาได้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นสายด่วนรับแจ้งเบาะแสอาชญากรรมสำนักงานตำรวจแห่งชาติหมายเลข 1599 หรือสายด่วนแจ้งเบาะแสสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 1178 

ยิ่งใหญ่มหกรรมเทศกาล “หอมแดง กระเทียมดี ยางชุมน้อย”กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น. ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอยางชุมน้อย  จังหวัดศรีสะเกษ  นายทวีศักดิ์ ทรงอยู่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  เป็นประธานเปิดงานหอมแดง กระเทียมดี ยางชุมน้อย ครั้งที่ 48 ประจำปี 2569  ในระหว่างวันที่ 21 – 25 มกราคม 2569

โดยมี นายวิทยา ไชยเดชกำจร นายอำเภอยางชุมน้อย  นายเกษมศานต์  ศรีโพนทอง  ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ  และนายนวนใจ  บุษบงค์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลยางชุมน้อย  นำผู้บริหาร อปท.และสถานศึกษา  หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดศรีสะเกษ/อำเภอยางชุมน้อย ข้าราชการ  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้านและเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง  เข้าร่วมในพิธีเปิดงานเป็นจำนวนมาก

ทวีศักดิ์ ทรงอยู่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

ภายในงานมีกิจกรรมประกอบด้วย การประกวดริ้วขบวนแห่  การประกวดผลผลิตหอมแดง การประกวดการมัดหอมแดงและกระเทียมสื่อรัก  การแข่งขันกีฬาฟุตบอล 7 คน  การแข่งขันคั้นสัมผักหรรษา  การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง – หมอลำ  การแข่งขันการทำอาหารโดยใช้หอมแดงและกระเทียมเป็นวัตถุดิบ  การประกวดวงคนตรีสากล การประกวดมิสกระเทียม  การประกวดธิดาหอมแดง

วิทยา ไชยเดชกำจร นายอำเภอยางชุมน้อย

การออกร้านแสดงและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร  โดยมีวัตมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง  ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม  ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นของชาวอำเภอยางชุมน้อย  ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดหอมแดง  ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

นายวิทยา ไชยเดชกำจร นายอำเภอยางชุมน้อย  กล่าวว่า”หอมแดง” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของอำเภอยางชุมน้อย  โดยมีพื้นที่การเพาะปลูกหอมแดง ประมาณ 22,700 ไร่  มีผลผลิตในแต่ละปี ประมาณ 90,000 ตัน สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกร ปีละประมาณ 1,300 ล้านบาท  หอมแดงจึงเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนยางชุมน้อย

ดังนั้น อำเภอยางชุมน้อย  จึงได้ร่วมกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง  และส่วนราชการหน่วยงานทุกภาคส่วนกำหนดจัดงาน “งานหอมแดง กระเทียมดี ที่ยางชมน้อย”  ครั้งที่48 ประจำปี 2569 ขึ้นในระหว่างวันที่ 21 – 25 มกราคม 2569 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอยางชุมน้อย  โดยได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในอำเภอยางชุมน้อยเป็นอย่างดียิ่ง  ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน