บุกทลายรัง romance scam กลางเมืองทองธานี รวบผู้ต้องหาผิวสียกแก๊ง 13 ราย

ฐานใหญ่สแกมเมอร์แตกแล้ว! ตม.สนธิกำลัง สภ.ปากเกร็ดบุกทลายรัง romance scam กลางเมืองทองธานี รวบผู้ต้องหาผิวสียกแก๊ง 13 ราย

ปฏิบัติการทลายฐานสแกมเมอร์ สุดระทึกครั้งนี้ ได้รับการเปิดเผยขึ้นในวันที่ 19 มกราคม 2569 สืบเนื่องจากเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ได้มีผู้เสียหาย เป็นหญิงสาวชาวไทยรายหนึ่ง ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองหนองคาย เนื่องจากถูกกลุ่มคนร้าย หลอกลวงโดยใช้บัญชีเฟซบุ๊คและไลน์ระบุชื่อ Bingwen Fu โดยใช้รูปโปรไฟล์เป็นวิศวกรชาวชีน ติดต่อพูดคุยตีสนิทเรื่อยมา ในฐานระคนรักใคร่ชอบพอกัน

โดยมีการส่งภาพการทำงานให้ดูเป็นประจำ ก่อนที่ในช่วงต้นปี 2569 คนร้ายจะเริ่มใช้แผนประทุษกรรมคลาสสิค คืออ้างว่าตนทำโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่ไม่สามารถเบิกเงินได้ ต้องการให้ผู้เสียหายโอนเงินให้ไปก่อนเพื่อเป็นค่าเบิกเงิน แล้วจะโอนคืนให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อ โอนเงินไปยังบัญชีซึ่งเป็นบัญชีม้า 4 ครั้ง  รวมความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท 

เจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผลเส้นทางการเงิน สามารถแจ้งข้อกล่าวหาต่อเจ้าของบัญชีดังกล่าวได้ ก่อนจะสืบสวนทราบว่าผู้บงการใหญ่ในปฏิบัติการดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติผิวสีแก๊งใหญ่ แบ่งหน้าที่กันทำโดยมีทั้งคนหลอก คนกดเงิน คนหาบัญชี โดยใช้การติดต่อเครือข่ายอาชญากรรมผ่านแอพพลิเคชั่นเทเลแกรม และมีฐานปฏิบัติการใหญ่อยู่ย่านเมืองทองธานี จ.นนทบุรี

หลังรับทราบเรื่องดังกล่าว“บิ๊กปู” พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ท.วัฒนา  ยี่จีน  ผบช.ภ. 1, พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนทบุรีพ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ รอง ผบก.ตม.3  พ.ต.อ.อดิเรก  ทองแก้มแก้ว ผกก.สภ.ปากเกร็ด และ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3 จึงได้ร่วมกันประชุมสั่งการ 

โดยมอบหมายให้ชุดสืบสวนของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ สภ.ปากเกร็ด นำโดย พ.ต.ท.อิธิธร ประเสริฐศักดิ์ รอง ผกก.สส.บก.ตม.3 , พ.ต.ท.การุณย์ ลิมปิโรจนฤทธิ์ รอง ผกก.สส.สภ.ปากเกร็ด, พ.ต.ท.ธงไทย ไพเราะ และ พ.ต.ต.อานุภาพ ตู้จินดา สว.กก.สส.บก.ตม.3  ร่วมกันวางแผนในปฏิบัติการทลายรังสแกมเมอร์กลางเมืองครั้งนี้

จนในวันที่ 19 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 13:00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหาใช้เป็นเวลาแชทตามปกติกับผู้เสียหาย กก.สส.บก.ตม.3 จึงได้ร่วมกับ สภ.ปากเกร็ด ปูพรมเข้าปิดล้อม ตรวจค้นอาคาร ป๊อปปูล่า คอนโด ปากเกร็ด  ซึ่งได้ข้อมูลจากสายลับว่ามีกลุ่มคนผิวสี พักอาศัยอยู่จำนวนมากและน่าจะรู้จักกันเนื่องจากมีการออกไปไหนมาไหนด้วยกัน 

เมื่อถึงเวลานัดหมาย เจ้าหน้าที่ทั้งหมด ได้เข้าตรวจสอบห้องพักทั้งหมดพร้อมกัน โดยชายผิวสีบางรายกำลังแชทหลอกผู้เสียหายรายอื่นๆอยู่ ชายผิวสีบางรายไหวตัววิ่งหนีสุดชีวิต ลงมาด้านล่างไม่สวมรองเท้า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่วางกำลังอยู่ด้านล่างต้องช่วยกันวิ่งไล่จนสามารถจับกุมได้

จากการตรวจค้น และขยายผล เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหาได้รวมทั้งสิ้น 13 ราย แบ่งเป็นชาวไนจีเรีย 11 ราย และชาว โกตวิวัวร์ (ไอโวรี่โคสต์) 2 ราย จากการตรวจสอบพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด 8 ราย โดยมีชาวไนจีเรีย 5 ราย ที่ไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้าออก สอบปากคำทราบว่าหลบหนีเข้ามาทางชายแดนประเทศลาว ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา “อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และ เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจยึดของกลางเป็นเครื่องมือสื่อสาร กว่า 34 ชิ้น (คอมพิวเตอร์ 4, โทรศัพท์ 29) จากการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็ฏทรอนิกส์ที่พบเบื้องต้น พบว่าผู้ต้องหาหลายรายมีความเชื่อมโยงกันแบ่งหน้าที่กันทำ มีการสื่อสารเพื่อเตือนกันผ่านกลุ่มแชท ในขณะที่ตำรวจเข้าตรวจสอบและจับกุม ในโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ที่เปิดอยู่บางเครื่องพบแชท ในลักษณะโรแมนซ์สแกม ปลอมอัตลักษณ์เป็นชาว ต่างชาติทั้งยุโรป และเอเชีย ที่หน้าตาดี ดูมีฐานะพูดคุยตีสนิทหญิงชาวไทยและต่างชาติ เพื่อหลอกล่อให้โอนเงินมา

โดยมีลักษณะการทำงานเป็นทีม แบ่งบทบาทการทำ สอดรับกันอย่างเป็นมืออาชีพ และพบความเชื่อมโยงกับคดีของ สภ.เมืองหนองคาย ซึ่งหลอกให้หญิงชาวไทยโอนเงินเสียหายนับล้านบาท นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมอีกว่า ผู้ต้องหาผิวสีบางส่วนมีการอยู่กินกับแฟนสาวชาวไทย แล้ว หลอกให้หญิงเหล่านั้นใช้บัญชีของตนรับเงิน หรือให้ไปกดเงินจากตู้กดเงินสด 

โดยหลอกว่าเป็นเงินที่เพื่อนของตนส่งมาให้ เพื่อไม่ให้ปรากฏภาพตนเกี่ยวข้องกับคดี โดยเมื่อรับเงินสดที่ไทยแล้ว ใช้คริปโตส่งเงินกลับไนจีเรีย โดยหักหัวคิวค่าดำเนินการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ขยายผลไปยังตัวการอื่นๆ รวมทั้งประสานส่งเครื่องมือสื่อสารต่างๆที่ตรวจยึดได้ไปตรวจสอบ หาพยานหลักฐาน กับ บช.สอท. อย่างละเอียด เพื่อจับกุมให้ได้ทั้งขบวนการต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์ย้ำเตือนไปยังพี่น้องประชาชน ขอให้มีสติและใช้วิจารณญานเป็นพิเศษในการสนทนาหรือแชท โดยเฉพาะกับบุคคลแปลกหน้าทางช่องทางออนไลน์ที่ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ามาก่อน หากพบเบาะแสหรือความไม่ชอบมาพากล

โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเกิดการกระทำความผิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม สามารถแจ้งเบาะแสเข้ามาได้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นสายด่วนรับแจ้งเบาะแสอาชญากรรมสำนักงานตำรวจแห่งชาติหมายเลข 1599 หรือสายด่วนแจ้งเบาะแสสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 1178 

ยิ่งใหญ่มหกรรมเทศกาล “หอมแดง กระเทียมดี ยางชุมน้อย”กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น. ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอยางชุมน้อย  จังหวัดศรีสะเกษ  นายทวีศักดิ์ ทรงอยู่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  เป็นประธานเปิดงานหอมแดง กระเทียมดี ยางชุมน้อย ครั้งที่ 48 ประจำปี 2569  ในระหว่างวันที่ 21 – 25 มกราคม 2569

โดยมี นายวิทยา ไชยเดชกำจร นายอำเภอยางชุมน้อย  นายเกษมศานต์  ศรีโพนทอง  ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ  และนายนวนใจ  บุษบงค์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลยางชุมน้อย  นำผู้บริหาร อปท.และสถานศึกษา  หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดศรีสะเกษ/อำเภอยางชุมน้อย ข้าราชการ  กำนัน  ผู้ใหญ่บ้านและเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง  เข้าร่วมในพิธีเปิดงานเป็นจำนวนมาก

ทวีศักดิ์ ทรงอยู่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ

ภายในงานมีกิจกรรมประกอบด้วย การประกวดริ้วขบวนแห่  การประกวดผลผลิตหอมแดง การประกวดการมัดหอมแดงและกระเทียมสื่อรัก  การแข่งขันกีฬาฟุตบอล 7 คน  การแข่งขันคั้นสัมผักหรรษา  การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง – หมอลำ  การแข่งขันการทำอาหารโดยใช้หอมแดงและกระเทียมเป็นวัตถุดิบ  การประกวดวงคนตรีสากล การประกวดมิสกระเทียม  การประกวดธิดาหอมแดง

วิทยา ไชยเดชกำจร นายอำเภอยางชุมน้อย

การออกร้านแสดงและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร  โดยมีวัตมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกหอมแดง  ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม  ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นของชาวอำเภอยางชุมน้อย  ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดหอมแดง  ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

นายวิทยา ไชยเดชกำจร นายอำเภอยางชุมน้อย  กล่าวว่า”หอมแดง” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของอำเภอยางชุมน้อย  โดยมีพื้นที่การเพาะปลูกหอมแดง ประมาณ 22,700 ไร่  มีผลผลิตในแต่ละปี ประมาณ 90,000 ตัน สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกร ปีละประมาณ 1,300 ล้านบาท  หอมแดงจึงเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนยางชุมน้อย

ดังนั้น อำเภอยางชุมน้อย  จึงได้ร่วมกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง  และส่วนราชการหน่วยงานทุกภาคส่วนกำหนดจัดงาน “งานหอมแดง กระเทียมดี ที่ยางชมน้อย”  ครั้งที่48 ประจำปี 2569 ขึ้นในระหว่างวันที่ 21 – 25 มกราคม 2569 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอยางชุมน้อย  โดยได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในอำเภอยางชุมน้อยเป็นอย่างดียิ่ง  ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วย

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

“ทลายคอกม้าพูลวิลล่า” รวบทีมการเงินแก๊งสแกมเมอร์ ความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการ “ทลายคอกม้าพูลวิลล่า” สามารถจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่เป็นเครือข่ายบัญชีม้ารับเงินที่ได้มาจากการหลอกลวงผู้เสียหาย จำนวน 9 ราย ดังนี้

1) นายธนกฤต (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง

2) นายสมเดช (สงวนนามสกุล) อายุ 74 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง

3) นายภาษิต (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง

4) นายคณาธิป (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง

5) น.ส. ปัณณชิกา (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ทำหน้าที่เป็นธุระจัดหาบัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง

6) นาย อนุวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง

7) น.ส.พรรณธิวา (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ทำหน้าที่เป็นธุระจัดหาบัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง

8) น.ส.กมลวรรณ (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้าและรับผลประโยชน์จากการหลอกลวง

9) น.ส.ณัตินีย์ (สงวนนามสกุล) หรือตูน อายุ 30 ปี ทำหน้าที่เป็นคนประสานงานกับหัวหน้าสแกมเมอร์ชาวจีนและรวบรวมเงินสดจากบัญชีม้าและยังมีผู้ต้องหาสัญชาติมาเลเซีย จำนวน 1 ราย (อยู่ระหว่างขั้นตอนการออกหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน RED NOTICE) คือ Mr.LEE YONG HANN JOVAN สัญชาติ มาเลเซีย ทำหน้าที่เป็นคนขนเงินสดข้ามประเทศ

พฤติการณ์และการกระทำความผิด

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ได้มีหญิงผู้เสียหายรายหนึ่ง ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ อายุ 65 ปี พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลบางเดื่อ อำเภอเมืองปทุมธานี ถูกกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นพนักงานธนาคารและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มหาสารคาม ยศร้อยตำรวจเอก โทรศัพท์ติดต่อมาแจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด พร้อมทั้งข่มขู่จนทำให้เกิดความตกใจกลัว และอ้างว่าผู้เสียหายต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการนำเงินเก็บมาตรวจสอบ

ต่อมากลุ่มคนร้ายได้ปลอมบัญชี LINE เป็น “สถานีตำรวจภูธรมหาสารคาม” และทำการวิดีโอคอลกับผู้เสียหาย จนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ เกิดความหวาดกลัว และยอมส่งมอบเงินให้แก่กลุ่มสแกมเมอร์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 กลุ่มคนร้ายหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน โดยอ้างว่าเป็นการตรวจสอบและเป็นค่าดำเนินการเบื้องต้น เข้าบัญชีม้า จำนวน 30,000 บาท ต่อมาพบว่าบัญชีของผู้เสียหายถูกจำกัดยอดการทำธุรกรรมรายวัน กลุ่มสแกมเมอร์จึงออกอุบายให้ผู้เสียหายเดินทางไปที่ธนาคารเพื่อเบิกถอนเงินสด จำนวน 800,000 บาท โดยกำชับว่าห้ามวางสายโทรศัพท์ และห้ามแจ้งพนักงานธนาคารโดยเด็ดขาด

จากนั้นกลุ่มคนร้ายสั่งให้ผู้เสียหายนำเงินสดใส่ถุง และนำไปวางไว้บริเวณหน้าบ้านร้างที่อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านผู้เสียหาย ต่อมาคนร้ายเป็นชายรายหนึ่ง (ทราบชื่อภายหลังว่า คือ Mr. LEE สัญชาติมาเลเซีย) ได้เดินทางมารับถุงเงินสดและหลบหนีไป ภายหลังจากนั้นกลุ่มสแกมเมอร์ได้ข่มขู่ผู้เสียหายให้ต้องรายงานตัวทุก 4 ชั่วโมง ผ่านการวิดีโอคอล

ต่อมาในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 กลุ่มคนร้ายได้หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีม้าอีก จำนวน 476,000 บาท และในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 หลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีม้าเพิ่มเติมอีก จำนวน 100,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายในคดีนี้กว่า 1.4 ล้านบาท

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง พบว่ากลุ่มคนร้ายที่เดินทางมารับเงินสดจากหน้าบ้านของผู้เสียหาย คือ Mr. LEE สัญชาติมาเลเซีย โดยเดินทางมาพร้อมผู้ต้องสงสัยชาวมาเลเซียอีก 2 ราย เข้าประเทศไทยผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนจะเดินทางออกจากประเทศไทยพร้อมเงินสดของผู้เสียหาย โดยใช้สายการบินเดียวกันกลับประเทศมาเลเซียและจากการสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงินของเครือข่ายบัญชีม้าที่ใช้รับเงินจากผู้เสียหายในคดีนี้ พบพยานหลักฐานที่สามารถยืนยันได้ว่ามีผู้ต้องหาสัญชาติไทย จำนวน 9 ราย ทำหน้าที่เป็น ทีมการเงินให้กับแก๊งสแกมเมอร์ โดยมีลักษณะการทำงานเป็นเครือข่ายและมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ได้แก่

• บุคคลที่ทำหน้าที่ประสานงานกับหัวหน้าสแกมเมอร์ชาวจีน

• บุคคลที่ทำหน้าที่จัดหาและรวบรวมบัญชีม้า

• บุคคลที่ทำหน้าที่ถอดเงินสดและรวบรวมเงิน

• บุคคลที่ทำหน้าที่เปิดบัญชีม้าเพื่อใช้ในการหลอกลวง

โดยเครือข่ายทีมการเงินของแก๊งสแกมเมอร์ มีผู้ต้องหาซึ่งเป็นตัวการสำคัญ คือ น.ส.ณัตินีย์ฯ หรือ “ตูน” (ปัจจุบันเป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม) ทำหน้าที่ประสานงานกับหัวหน้าขบวนการสแกมเมอร์ชาวจีน และเมื่อมีการนัดหมายรับเงินสดจากเครือข่ายลูกน้องของ น.ส.ตูน ที่ทำหน้าที่ถอดเงินและรวบรวมเงินสด น.ส.ตูนจะเช่ารถตู้พร้อมพนักงานขับรถและเดินทางไปพร้อมกับหัวหน้าขบวนการสแกมเมอร์ชาวจีน เพื่อตระเวนรับเงินสดตามจุดต่างๆ ที่ได้มีการนัดหมายไว้ล่วงหน้า

ทั้งยังพบว่าภายหลังจากการหลอกลวงเหยื่อสำเร็จในแต่ละครั้ง น.ส.ตูน จะจัดปาร์ตี้ริมสระน้ำเพื่อฉลองความสำเร็จ ลักษณะคล้ายกับงานเลี้ยงบริษัทฯ ให้กับเครือข่ายลูกน้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดและขออนุมัติศาลเพื่อออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนนำมาสู่การเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 9 ราย

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติม ยังพบว่าเครือข่ายบัญชีม้าดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงทางออนไลน์อื่นอีกอย่างน้อย 4 คดี ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขยายผลดำเนินคดีกับผู้ต้องหากลุ่มนี้เพิ่มเติม โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. คดีที่ผู้เสียหายเป็นหญิงไทย อายุ 25 ปี ถูกข่มขู่ทางโทรศัพท์ในลักษณะเดียวกัน (อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด) มูลค่าความเสียหายกว่า 2.4 ล้านบาท

2. คดีที่ผู้เสียหายเป็นข้าราชการเกษียณในจังหวัดนครราชสีมา ถูกหลอกด้วยอุบายว่าจะออกเอกสาร กพ.7 เพื่อคุ้มครองเงินฝากบำเหน็จบำนาญ ความเสียหายกว่า 900,000 บาท

3. คดีที่ผู้เสียหายเป็นชาย อายุ 21 ปี จังหวัดร้อยเอ็ด ถูกข่มขู่ทางโทรศัพท์ มูลค่าความเสียหายกว่า 400,000 บาท

4. คดีที่ผู้เสียหายเป็นหญิงสูงอายุ เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ถูกข่มขู่ทางโทรศัพท์ มูลค่าความเสียหายกว่า 300,000 บาท

นอกจากนี้ยังพบว่าเครือข่ายบัญชีม้าดังกล่าวถูกนำไปใช้รับเงินให้กับกลุ่มสแกมเมอร์รายอื่นอีกหลายกลุ่ม รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

ตำรวจบุกทลายร้านนวดบังหน้าที่กาฬสินธุ์ ช่วยเด็กสาววัย 15 ถูกหลอกค้าประเวณี

ตำรวจ CIB เปิดปฏิบัติการ หยุดวงจรการค้ามนุษย์ รวบ 3 ผู้ต้องหา เปิดร้านนวดบังหน้า หลอกเด็กสาวค้ากามขยายผลช่วยหญิง อายุ 15 ปี

เมื่อวันที่  21 ม.ค.2569  กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) จับกุม ผู้ต้องหาตามหมายจับ 3 คน คือ 1.นายจักรพรรดิ อายุ 39 ปี ,2. น.ส.อุษาพร อายุ 39 ปี และ 3. น.ส.ปรียานุช อายุ 37 ปี ซึ่ง ผู้ต้องหา 3 คน ตกเป็นผู้ต้องหา สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และผู้ที่สมคบกันกระทำความผิดคนหนึ่งคนใดได้ลงมือกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน, ร่วมกันค้ามนุษย์ ,ร่วมกัน เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง ,ร่วมกันรับผลประโยชน์ ไม่ว่ารูปแบบใดจากการค้าประเวณีของผู้อื่น หรือจากผู้ซึ่งค้าประเวณี และร่วมกันจัดให้มีการค้าประเวณีระหว่างผู้ซึ่งค้าประเวณีกับผู้ใช้บริการ ฯลฯ

สืบเนื่องจาก ตำรวจ กก.3 บก.ปคม. สืบสวนเพื่อหยุดวงจรการค้ามนุษย์ พบว่า ในสื่อออนไลน์ มีการเผยแพร่ภาพเด็กสาวอายุเพียง 17 ปี พร้อมข้อความเชิญชวนให้ซื้อบริการทางเพศ จึงขยายผลจับกุม น.ส.ณัฐฐาวีรนุช ซึ่งเป็นนายหน้าค้าบริการ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ จากนั้นขยายผลพบว่า น.ส.ณัฐฐาวีรนุช ได้พาเหยื่อสาววัย 17 ปี ไปค้าบริการทางเพศ ที่ร้านนวดแห่งหนึ่ง ใน จ.กาฬสินธุ์ โดยเป็นร้านของ น.ส.อุษาพร และมี น.ส.ปรียานุช น้องสาว เป็นผู้ดูแล

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 68 ตำรวจได้จับกุม น.ส.อุษาพร และ น.ส.ปรียานุช และขณะที่เข้าตรวจค้น บ้านพัก ใน จ.กาฬสินธุ์ พบ น.ส.สวย อายุ 15 ปี เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ตำรวจ กก.3 บก.ปคม. พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.กาฬสินธุ์ และเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.กาฬสินธุ์ ได้ช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เอาไว้ได้

และเมื่อสืบสวนเพิ่มเติม พบว่า นายจักรพรรดิ์, น.ส.อุษาพร และ น.ส.ปรียานุช ได้ติดต่อเป็นธุระจัดหาแสวงหาประโยชน์จากการขายบริการทางเพศของ น.ส.สวย หลายครั้ง จึงรวบรวมหลักฐานขอศาลออกหมายจับ ทั้ง 3 คน ก่อนทำการจับกุม และคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปคม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งในชั้นจับกุม ผู้ต้องหา ทั้ง 3 คน ยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ปราจีนบุรีจัดงานสืบสานประเพณี “ทำบุญสู่ขวัญข้าว”เพื่อเป็นสิริมงคล-ขอขมาพระแม่โพสพ

ปราจีนบุรี –ชาวบ้าน ต.วังตะเคียน อ.กบินทร์บุรี พร้อมใจสืบสานประเพณี “สู่ขวัญข้าว”เพื่อเป็นศิริมงคลและขอขมาพระแม่โพสพ หลังจัดพิธีฉลอมฉลองแห่กลองยาวฉลองคึกคักซึ่งจัดขึ้นตรงกับวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ของทุกปีเป็นการสะท้อนความผูกพันของชาวนาต่อข้าวและธรรมชาติ แสดงถึงความเชื่อและภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีได้รับแจ้งที่วัดจันทรังษี (ชำป่าตอง) ต.วังตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ชาวบ้านร่วมทำกิจกรรมสืบสานประเพณีสู่ขวัญข้าว  โดยมีพิธีทางสงฆ์การถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ และจากดนั้นร่วมสืบสานงานบุญสู่ขวัญข้าว

โดยชาวบ้านต่างพากันนำผลผลิตที่ได้หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวนำข้าวเปลือกมาร่วมทำบุญสู่ขวัญข้าวเพื่อเป็นสิริมงคล-ขอขมาพระแม่โพสพ พร้อมกันนี้ได้นำเครื่องอุปโภคบริโภค อาหารหวานคาว น้ำเปล่า น้ำปลา พริก ไม้กวาด และจตุปัจจัย เพื่อที่จะถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ภายในวัด

ก่อนทำพิธีสู่ขวัญข้าวได้เตรียมเครื่องเซ่น ประกอบด้วยบายศรี, ดอกไม้, เทียน, หมากพลู, ขนม, เหล้า, กุ้ง, ปลา และเครื่องมือทำนาบางอย่าง อาทิ แอก-ไถ จากนั้นพ่อพราหมณ์ได้ทำพิธีส่งกับข้าว โดยการนำรูปปั้นพระแม่โพสพมาตั้งไว้หน้าลอมข้าวเปลือก เพื่อเป็นการขอขมาต่อพระแม่โพสพ

ในงานสู่ขวัญข้าวได้มีการจัดกลองยาวมาร่วมแห่เพื่อความบันเทิงครื้นเครงสนุกสนาน โดยมีชาวบ้านร่วมรำกลองยาวกันอย่างสนุกสนานภายใต้การนำของผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวหน้าคณะกลองยาว และ มีการทำอาหารเลี้ยงผู้ที่มาร่วมงาน เมนูเด็ดที่ทำเลี้ยงในวันนี้คือ (ลาบแมงจีซอน)

นายกฤษณพงศ์ ลีวิจิตร ผู้ใหญ่บ้านฯ กล่าวว่า ประเพณีสู่ขวัญข้าวซึ่งเป็นประเพณีที่ยึดเอาวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี หมู่บ้านของเรามีอายุ 108 ปี ได้จัดให้มีงานบุญสู่ขวัญข้าวสืบต่อกันมาเป็นพิธีกรรมที่สะท้อนความผูกพันของชาวนาต่อข้าวและธรรมชาติ แสดงถึงความเชื่อและภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน

“หมู่บ้านของเรามารวมตัวกันเพื่อที่จะทำกิจกรรมให้รู้จักบุญคุณของพระแม่โพสพในทุกปี รู้จักความกตัญญูที่ชาวบ้านได้ทำทุกปี พระแม่โพสพให้ชีวิตหล่อเลี้ยงชีวิตให้เลือดเนื้อให้ร่างกายและการขอขมากรรมขออโหสิกรรมต่อการทำนาตลอดฤดูกาลที่ได้ล่วงเกินช่วงเก็บเกี่ยวที่มีการเหยียบย่ำ การสืบสานพิธีสู่ขวัญข้าว  คือประเพณีวัฒนธรรมที่ชาวนาในหมู่บ้านจัดขึ้นสืบต่อกันมาเพื่อ บูชาพระแม่โพสพ   หลังการเก็บเกี่ยว นวด และ  ก่อนนำข้าวขึ้นยุ้งฉาง”นายกฤษณพงศ์ กล่าว

ทั้งนี้การสืบสานประเพณีทำบุญสู่ขวัญข้าวทุกปีเพื่อ “กล่อมขวัญข้าว” ให้สถิตอยู่กับยุ้งฉาง   ขอขมา ต่อการกระทำต่างๆ ที่ล่วงเกินแม่โพสพ เช่น การนวด, การตำ, และ ขอพร ให้ข้าวอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้ตลอดไป เป็นการแสดงความกตัญญูรู้ระลึกถึงพระคุณของพระแม่โพสพที่ทำให้ข้าวเจริญงอกงาม คุณต่อพระแม่โพสพ  และสร้างความเป็นสิริมงคลตามวิถีเกษตรกรรมไทย

โดย… มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ ทองสุขสิงห์พิมพ์-ภาพ/ ปราจีนบุรี ###

.

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ชี้แจงเหตุเพลิงไหม้รถพ่วง “สุไหงโก-ลก” ยืนยันไม่ใช่เหตุระเบิด

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ชี้แจงเหตุเพลิงไหม้รถเทรลเลอร์ในพื้นที่สุไหงโก-ลก ยืนยันไม่ใช่เหตุระเบิด อยู่ระหว่างพิสูจน์หาสาเหตุที่แท้จริง

พันเอก เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยกรณีเกิดเหตุได้ยินเสียงคล้ายระเบิดและเกิดเพลิงไหม้หัวรถเทรลเลอร์ ภายในโกดังไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโก-ลก พื้นที่บ้านกวาลอซีรา หมู่ที่ 7 ตำบลปาเสมัส อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 21 มกราคม 2569 ซึ่งส่งผลให้โกดังและรถบรรทุกได้รับความเสียหาย และก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชน

ภายหลังเกิดเหตุ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้บูรณาการร่วมกับตำรวจ สถานีตำรวจภูธรสุไหงโก-ลก หน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียด โดยเจ้าหน้าที่ EOD ได้ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางและนิรภัยพื้นที่แล้ว ไม่พบชิ้นส่วนหรือเศษซากของวัตถุระเบิดแต่อย่างใด

จากการตรวจสอบในเบื้องต้นของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เหตุลอบวางระเบิด และไม่พบวัตถุต้องสงสัยหรือพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงกับการก่อเหตุด้านความมั่นคง

ในส่วนของการหาสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เก็บรวบรวมวัตถุพยานและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยการประเมินขั้นต้นคาดว่าอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบภายในรถบรรทุกหรือถังน้ำมันที่เกิดความร้อนสะสม จนทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้และการระเบิดขึ้น เนื่องจากภายในถังยังคงมีน้ำมันเชื้อเพลิงหลงเหลืออยู่ ทั้งนี้สาเหตุที่แท้จริงอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์โดยละเอียด

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ซึ่งได้ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวทางราชการ หากมีความคืบหน้าประการใด จะรายงานให้ทราบต่อไป

โดย…แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

ระดมจนท.แม่สอด 100 นายปูพรมไล่ล่าคนร้ายยิงตำรวจบาดเจ็บสาหัสขณะล่อซื้ออาวุธปืน

เจ้าหน้าที่นับ 100 นาย ระดมกำลังปูพรมไล่ล่าคนร้ายที่ก่อเหตุ ยิง ตำรวจได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 นาย ระหว่างวางแผนล่อซื้ออาวุธปืน ในพื้นที่ ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก ล่าสุดเจ้าหน้าที่พบคนร้าย ทิ้งเสื้อผ้า อาวุธปืนไว้ที่ไร่อ้อย

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569. พ.ต.อ.รัง. ดาวดึงษ์ “แม่สอด 1.” ผู้กำกับการสถานีตำรสจภูธรแม่สอด จังหวัดต่ก สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สถานีตำรวจภูธรแม่สอด ร่วมกับชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดตาก เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 ฝ่ายปกครองอำเภอแม่สอด

พร้อมทีมสุนัขดมกลิ่น และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ยังระดมกำลังนับ 100 นาย เดินเท้าปูพรม โดยเฉพาะบริเวณ ไร่อ้อย ซึ่งอยู่ไม่ไกล จุดเกิดเหตุ ที่คาดว่าคนร้ายอาจจะกบดานหลบซ่อนตัวอยู่ โดยมีรายงานล่าสุด เจ้าหน้าที่ พบคนร้ายได้ถอดเสื้อ กางเกงและอาวุธปืนทิ้งไว้บริเวณริมชายป่า ใกล้ไร่อ้อย

รายงานข่าวแจ้งว่าก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจแม่สอด ได้วางแผนล่อซื้ออาวุธปืน และถูก คนร้ายที่ก่อเหตุ ใช้อาวุธปืนสั้น ขนาด 9 ม.ม. ยิงจน ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 นาย ในพื้นที่ บ้านผาลาด หมู่ 2 ต.แม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก ทราบชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ คือ ด.ต.เสกสันต์ กันกา เจ้าหน้าที่ตำรวจ ประจำป้อมตำบลแม่กุ ที่ถูกยิงที่ท้อง กระสุนทะลุหลัง ได้รับบาดเจ็บสาหัส นั้น ล่าสุด ถูกส่งรักษาตัว ที่โรงพยาบาลแม่สอด ล่าสุดอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

โดยคนร้ายที่หลบหนี เป็นชายชาวเมียนมา มีลายสักเต็มแขนทั้งสองข้าง และข้างน่องขวาแต่งกาย สวมเสื้อกันหนาวสีดำแบบมีฮู้ด กางเกงยีนส์สีเข้ม ก่อนทีาเจ้าหน้าที่จะทำการไล่ล่าติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป

กว่า 200 บูธร่วมจำหน่ายสินค้า “โครงการ OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน “กระตุ้นศก.ฐานรากกระบี่

รมช.มหาดไทย เปิดโครงการ OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน นำผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ร่วมจำหน่ายสินค้ากว่า 200 บูธ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเมืองกระบี่

นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการ “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ณ ลานพระอาทิตย์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ภายใต้แนวคิด “Heritage & Innovation มรดกแห่งภูมิปัญญา นวัตกรรมแห่งอนาคต” ท่ามกลางการรวมพลังของภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

ในพิธีเปิดมี นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายอังกูร ศิลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน รองผู้ว่าราชการกลุ่มจังหวัดอันดามัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ พัฒนาการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และประชาชน เข้าร่วมอย่างคึกคัก

โครงการดังกล่าวจัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP จากทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่การต่อยอดด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชน

การจัดงานครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 11 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–25 มกราคม 2569 รวม 7 วัน มีผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 1–5 ดาว รวมถึง OTOP ชวนชิม เข้าร่วมจำหน่ายสินค้ากว่า 200 บูธ ครอบคลุมสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และสินค้าชวนชิม

ทั้งนี้ ตั้งเป้าเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ทั่วประเทศกว่า 3,600 ราย/กลุ่ม เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนและเสริมความมั่นคงให้เศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว

นางสาวศศิธร กล่าวว่า โครงการ OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ช่วยเปิดพื้นที่ตลาดให้สินค้า OTOP ควบคู่การอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของสินค้าไทยให้อยู่คู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และต่อยอดรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานรากในภาพรวมของประเทศ

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP ระดับ 1–5 ดาว การสาธิตกระบวนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น กิจกรรม Business Matching กิจกรรมส่งเสริมการขายและจับรางวัล รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรม เพื่อสร้างบรรยากาศและเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้า OTOP และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

 .

“พิเชษฐ์”ยกทัพ“พรรควิชชั่นใหม่”ลุยอ้อนหาเสียงปัตตานีชูนโยบาย “การเงินไร้ดอกเบี้ย”

ปัตตานี – ‘พิเชษฐ์’ หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ปัตตานี ย้ำชัดการเมืองต้องหยุดหลงประเด็น ชู ‘การเงินไร้ดอกเบี้ย’ รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำ

นายพิเชษฐ์ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวปราศรัยลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ว่า พรรควิชชั่นใหม่ไม่เห็นด้วยกับการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมองว่าปัญหาปากท้อง หนี้สิน และระบบการเงินที่ไม่เป็นธรรม เป็นวิกฤตเร่งด่วนกว่าที่การเมืองควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า การถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงที่ประชาชนจำนวนมากยังเผชิญภาวะหนี้ท่วม รายได้ไม่พอรายจ่าย และขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ เป็นการหลงประเด็น และไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในชีวิตจริง

“อย่ามาอ้างประชาธิปไตยผ่านรัฐธรรมนูญ ถ้าท้องประชาชนยังหิว หนี้สินยังล้นตัว แบบนี้มันไม่ใช่ประชาธิปไตยของคนธรรมดา ต่อให้เปลี่ยนรัฐธรรมนูญกี่ฉบับ ถ้าระบบการเงินยังดูดเลือดคนจนอยู่ ประเทศก็ไม่ไปไหน” นายพิเชษฐ์กล่าว

หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ ระบุว่า พรรคจึงชูนโยบาย การเงินไร้ดอกเบี้ย เป็นนโยบายหลักในการหาเสียง โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจที่สร้างความเหลื่อมล้ำ และผลักภาระความเสี่ยงทั้งหมดไปให้ประชาชนฝ่ายเดียว

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวไม่ใช่การแจกเงิน และไม่ใช่การทำลายระบบธนาคารเดิม แต่เป็นการสร้างระบบการเงินทางเลือกที่ยุติธรรม โดยใช้หลักการร่วมลงทุนแทนความสัมพันธ์แบบเจ้าหนี้–ลูกหนี้ และให้คุณค่ากับแรงงาน ความสามารถ และศักดิ์ศรีของมนุษย์ มากกว่าหลักทรัพย์หรือเครดิตเพียงอย่างเดียว

“ระบบดอกเบี้ยทบต้นคือกับดักที่ทำให้คนทำงานทั้งชีวิตก็ไม่พ้นหนี้ พรรควิชชั่นใหม่ต้องการหยุดวงจรนี้ และทำให้ระบบการเงินกลับมารับใช้มนุษย์ ไม่ใช่ให้มนุษย์เป็นทาสของดอกเบี้ย” นายพิเชษฐ์กล่าว

นายพิเชษฐ์ ระบุว่า การลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การหาเสียงเพื่อขอคะแนนเสียงแบบบัญชีรายชื่อ โดยยอมรับว่าพรรคเป็นพรรคขนาดเล็ก และไม่ได้ตั้งเป้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องการมีตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อถ่วงดุลและผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่ยืนอยู่ข้างประชาชน

“ผมต้องการคะแนนเสียงจากประชาชน เพื่อเข้าไปเป็นตัวแทนขวางระบบที่เอาเปรียบ เข้าไปยืนยันว่า ประเทศนี้ต้องมีระบบการเงินไร้ดอกเบี้ยจริง ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูบนเวทีหาเสียง” นายพิเชษฐ์กล่าว

อุทัยธานีจัดยิ่งใหญ่ “เทศกาลควายไทยอุทัยธานี ครั้งที่ 14” สร้างรายได้เกษตรกรยั่งยืน

อุทัยธานีจัดยิ่งใหญ่ “เทศกาลควายไทยอุทัยธานีครั้งที่ 14 “ระหว่างวันที 24–25 มกราคม 2569 ณ บริเวณแก้มลิงเขื่อนวังร่มเกล้า อ.ทัพทัน  ตอกย้ำ“ควายไทย”สัตว์เศรษฐกิจหลักจังหวัด ยกระดับควายไทยสู่สากล

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569  นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผวจ.อุทัยธานี นำแถลงข่าวจัดงาน “เทศกาลควายไทยอุทัยธานี ครั้งที่ 14” เพื่อย้ำบทบาทของ “ควาย” ในฐานะสัตว์เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด และเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรหลัก 1 ใน 3 รองจากข้าวและปลาแรด พร้อมผลักดันการพัฒนาพันธุ์ควาย การเพิ่มมูลค่า และการสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนให้เกษตรกร

“เทศกาลควายไทยอุทัยธานี ครั้งที่ 14” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–25 มกราคม 2569 ณ บริเวณแก้มลิงเขื่อนวังร่มเกล้า อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เพื่อร่วมส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสืบสานคุณค่าควายไทยอย่างยั่งยืน โดยในงานจะมีควายทั่วไปควายสวยงาม ทั้ง ควายดำ ควายเผือก และควายเคระ จากทั่วประเทศเข้าร่วมการจัดแสดง และประกวด ชิงถ้วยพระราชทาน พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พิเศษปีนี้จะมีการประกวดคนจูงควายที่มีลักษณะสวยงามเท่หล่อสวยเป็นที่ถูกใจผู้ชมด้วย เนื่องจากเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะสร้างบรรยากาศในงานฯ

ภายในงานนอกจากมีกิจกรรมหลักคือ การประกวดกระบือหลากหลายประเภท ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐา ธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  และเงินรางวัล แล้วยังมี การจัดแสดงนิทรรศการ, การจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าปศุสัตว์ และมีงาน “Buffalo Night” ในตอนกลางคืน งานนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงควายและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

.