ปลูกพืช 57 ชนิด แล้วได้ลดภาษีที่ดิน หลังปรับราคาประเมินใหม่ขึ้นภาษี 100% ไม่ลดหย่อน

เปิดชื่อพืช 57 ชนิด ปลูกแล้วได้ลดภาษีที่ดิน หลังปรับราคาใหม่ โดยที่ดินรกร้างเก็บภาษีสูงกว่าที่เกษตรกรรม ซึ่งต้องพืช-สัตว์ ตามที่ก.การคลัง และมท.กำหนด

ในปีนี้ กระทรวงมหาดไทยจะจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตรา 100% ไม่มีการลดหย่อน แต่ขยายเวลาออกไปให้อีก 2 เดือน การคิดภาษีรายปีจะคิดตามมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แบ่งเป็น 4 ประเภท

โดยที่น่าจับตาคือ ประเภท ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ในกรณีเจ้าของที่ดินปล่อยร้างเป็นระยะเวลา 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งตั้งแต่ปีที่4 จะเก็บเพิ่มในอัตรา 0.3% ทุกๆ 3 ปี แต่อัตราภาษีรวมไม่เกิน 3%

สำหรับอัตราภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า มีอัตราเพดานอยู่ที่ 1.2%

-มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท อัตราภาษี 0.3%

-มูลค่า 50-200 ล้านบาท อัตราภาษี 0.4%

-มูลค่า 200-1,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.5%

-มูลค่า 1,000-5,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.6%

-มูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราภาษี 0.7%

จากอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้น ทำให้ยังคงเห็นเจ้าของที่ดินนำที่ดินปรับสภาพเป็นเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าเกณฑ์ “ที่ดินเกษตรกรรม” เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้เสียในอัตราที่ถูกลง

-มูลค่า 0- 75 ล้านบาท อัตราภาษี 0.01%

-มูลค่า 75-100 ล้านบาท อัตราภาษี 0.03%

-มูลค่า 100-500 ล้านบาท อัตราภาษี 0.05%

-มูลค่า 500-1,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.07%

-มูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราภาษี 0.1%

-กรณีเป็นบุคคลธรรมดา มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้น

อย่างไรก็ตาม การที่ภาครัฐ ได้มีการกำหนดอัตรา“ที่ดินรกร้าง”สูงกว่า“ที่ดินเกษตรกรรม”เพื่อต้องการให้เจ้าของที่ดินนำที่ดินมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง แทนการปล่อยรกร้างหรือเก็บไว้เก็งกำไร

แต่การจะนำที่ดินมาพัฒนาเป็นเกษตรกรรม ต้องเป็นชนิด พืชและสัตว์ ตามหลักเกณฑ์ประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย ที่กำหนดไว้ในท้ายประกาศ จึงจะถือว่าเป็นการใช้พื้นที่เกษตรกรรม

สำหรับชนิดพืชและอัตราขั้นต่ำการปลูกที่กำหนด ที่มีการปรับปรุงล่าสุด

1.กล้วยหอม 200 ต้น/ไร่

2.กล้วยไข่ 200 ต้น/ไร่

3.กล้วยน้ำว้า 200 ต้น/ไร่

4.กระท้อนเปรี้ยว 25 ต้น/ไร่ พันธุ์ทับทิม 25 ต้น/ไร่ พันธุ์ปุยฝ้าย 25 ต้น/ไร่

5.กาแฟ 170 ต้น/ไร่ พันธุ์โรบัสต้า 170 ต้น/ไร่ พันธุ์อราบิก้า 400 ต้น/ไร่

6.กานพลู 20 ต้น/ไร่

7.กระวาน 100 ต้น/ไร่

8.โกโก้ 150-170 ต้น/ไร่

9.ขนุน 25 ต้น/ไร่

10.เงาะ 20 ต้น/ไร่

11.จำปาดะ 25 ต้น/ไร่

12.จันทร์เทศ 25 ต้น/ไร่

13.ชมพู่ 45 ต้น/ไร่

14.ทุเรียน 20 ต้น/ไร่

15.ท้อ 45 ต้น/ไร่

16.น้อยหน่า 170 ต้น/ไร่

17.นุ่น 25 ต้น/ไร่

18.บ๊วย 45 ต้น/ไร่

19.ปาล์มน้ำมัน 22 ต้น/ไร่

20.ฝรั่ง 45 ต้น/ไร่

21.พุทรา 80 ต้น/ไร่

22.เสาวรส 400 ต้น/ไร่

23.พริกไทย 400 ต้น/ไร่

24.พลู 100 ต้น/ไร่

25.มะม่วง 20 ต้น/ไร่

26.มะพร้าวแก่ 20 ต้น/ไร่

27.มะพร้าวอ่อน 20 ต้น/ไร่

28.มะม่วงหิมพานต์ 45 ต้น/ไร่

29.มะละกอ (ยกร่อง) 100 ต้น/ไร่ (ไม่ยกร่อง) 175 ต้น/ไร่

30.มะนาว 50 ต้น/ไร่

31.มะปราง 25 ต้น/ไร่

32.มะขามเปรี้ยว 25 ต้น/ไร่

33.มะขามหวาน 25 ต้น/ไร่

34.มังคุด 16 ต้น/ไร่

35.ยางพารา 76 ต้น/ไร่

36.ลิ้นจี่ 20 ต้น/ไร่

37.ลำไย 20 ต้น/ไร่

38.ละมุด 45 ต้น/ไร่

39.ลางสาด 45 ต้น/ไร่

40.ลองกอง 45 ต้น/ไร่

41.ส้มโอ 45 ต้น/ไร่

42.ส้มโอเกลี้ยง 45 ต้น/ไร่

43.ส้มตรา 45 ต้น/ไร่

44.ส้มเขียวหวาน 45 ต้น/ไร่

45.ส้มจุก 45 ต้น/ไร่

46.สาลี่ 45 ต้น/ไร่

47.สะตอ 25 ต้น/ไร่

48.หน่อไม้ไผ่ตง 25 ต้น/ไร่

49.หมาก 100-170 ต้น/ไร่

50. หม่อน 35 ต้น/ไร่

51.องุ่น 35 ต้น/ไร่

52.แก้วมังกร 35 ต้น/ไร่

53.แอปเปิล 35 ต้น/ไร่

54.อะโวคาโด 35 ต้น/ไร่

55.อินทผลัม 35 ต้น/ไร่

56.ยูคาลิปตัส 100 ต้น/ไร่

57.พืชกลุ่มให้เนื้อไม้ 30 ต้น/ไร่

เกณฑ์เลี้ยงสัตว์ 9 ชนิด

1.โค ขนาด 7 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อ 5 ไร่

2.กระบือโตเต็มวัย ขนาด 7 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อ 5 ไร่

3.แพะ-แกะโตเต็มวัย ขนาด 2 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อไร่

4.สุกร พ่อพันธุ์ คอกเดี่ยว ขนาด 7.5 ตารางเมตรต่อตัว แม่พันธุ์ คอกเดี่ยว ขนาด 1.5 ตารางเมตรต่อตัว สุกรอนุบาล ขนาด 0.5 ตารางเมตรต่อตัว สุกรขุน ขนาด 1.5 ตารางเมตรต่อตัว คอกคลอด ใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 6 ตารางเมตรต่อตัว ซองอุ้มท้อง ใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 2 ตารางเมตรต่อตัว

5.สัตว์ปีกเลี้ยงปล่อย (เป็ดและไก่) 4 ตารางเมตรต่อตัว (ตามมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์)

6.กวาง 2 ไร่ต่อตัว

7.หมูป่า 5 ตารางเมตรต่อตัว (เลี้ยงในโรงเรือน) 0.25 ไร่ต่อตัว (เลี้ยงปล่อย)

8.ผึ้ง บริเวณที่มีพืชอาหารเลี้ยงผึ้ง เช่น เกสร และน้ำหวานดอกไม้ที่สมดุล กับจำนวนรังผึ้ง

9.จิ้งหรีด บริเวณพื้นที่เพียงพอและเหมาะสม กับขนาดและจำนวนบ่อ

ทั้งนี้ในกรณีการประกอบการเกษตรที่เป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้ถือว่าการใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่มี ลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นการใช้ประโยชน์ในการประกอบการเกษตรกรรม

1.พื้นที่บ่อดิน บ่อปูน กระชังบก บ่อพลาสติก โรงเพาะฟัก หรือพื้นที่ที่ใช้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในลักษณะอื่นใด ที่ผู้ขุด ผู้สร้าง ผู้จัดทำ เจ้าของ หรือผู้ครอบครอง มีความมุ่งหมายโดยตรงที่ใช้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

2.ที่ดินที่เป็นพื้นที่ต่อเนื่องที่มีกิจกรรมใช้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น บ่อพักน้ำ บ่อบำบัดน้ำ คลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำ คูน้ำ คันดินขอบบ่อ ถนน และให้รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอื่นใด ที่ใช้ประโยชน์ เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

จากการสอบถามผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจการบริหารจัดการที่ดิน ระบุว่าเจ้าของที่ดินยังนำที่ดินมาปรับพื้นที่ให้เป็นเกษตรกรรมทุกปี ตามรอบการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และในระยะหลังๆจะเป็นที่ดินแปลงขนาดใหญ่ขึ้นตั้งแต่ 15 ไร่ ขึ้นไป เนื่องจากครบเวลา 3 ปีแล้ว และปีที่ 4 ต้องจ่ายเพิ่มเท่าตัว

โดยลูกค้าที่ใช้บริการจะมีทั้งในกรุงเทพฯ จังหวัดปริมณฑลและต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี ศรีราชา พัทยา ระยอง เป็นต้น โดยนิยมปลูก ไม้เบญจพรรณ มะม่วง มะพร้าว กล้วย นอกจากนี้ อีกปรากฏการณ์ที่เห็นคือปรับที่ดินแล้วปล่อยเช่าและขายมากขึ้น จะไม่มีเก็บไว้นานๆเหมือนที่ผ่านมา เพื่อลดภาระด้านภาษี

ระทึก! เก๋งพุ่งทะลุกำแพงลานจอดรถย่านพระราม 4 ค้างกลางอากาศสุดหวาดเสียว

เกิดเหตุเก๋งพุ่งทะลุกำแพงลานจอดรถย่านพระราม 4 ค้างกลางอากาศ หวิดตกจากอาคาร สร้างความหวาดเสียวแก่ผู้พบเห็น โชคดีคนขับเปิดประออกจากตัวรถได้อย่างปลอดภัย

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนกำแพงปูนกั้นลานจอดรถของอาคารแห่งหนึ่ง บริเวณถนนพระราม 4 เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร สร้างความแตกตื่นให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารจอดรถสูง 7 ชั้น บริเวณชั้นที่ 2 พบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา ทะเบียน กรุงเทพมหานคร อยู่ในสภาพพุ่งทะลุกำแพงปูน ค้างอยู่บนขอบอาคาร ลักษณะเสมือนลอยกลางอากาศ สร้างความหวาดเสียวและเสี่ยงต่อการร่วงตกลงสู่พื้นด้านล่าง

เบื้องต้น ผู้ขับขี่สามารถเปิดประตูออกจากตัวรถได้อย่างปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและทีมบรรเทาสาธารณภัยอยู่ระหว่างใช้อุปกรณ์ยึดโยงรถยนต์คันดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้ร่วงตกลงมา พร้อมวางแผนลากรถกลับเข้าสู่ตัวอาคารอย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้ต่อไป

.

สลด!หนุ่มซิ่งกระบะยางแตกหลุดโค้งพุ่งชนกำแพงหักกลางลำ คนขับดับ เมียท้องอ่อนสาหัส

อุทัยธานี -สลด!หนุ่มดับ!!ควงเมียท้องอ่อนมาเยี่ยมแม่ ขากลับ ไปไม่ถึงบ้าน ขับรถกระบะยางแตก หลุดโค้ง รถหมุนกระแทกชนเสากำแพงปูนชาวบ้าน ติดภายในเสียชีวิต 1 บาดเจ็บ 1 ราย

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 20 ม.ค.69 สถานีตำรวจภูธรลานสักได้รับแจ้งเหตุ มีรถกระบะหมุนเสียหลักชนเสาปูนกำแพงบ้านชาวบ้านติดภายใน เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ถนนสายในบุ่งกระเซอร์ ม.11 บ้านวังหน้าศาล ต.ประดู่ยืน อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี หลังจากได้รับแจ้ง จนท.ตำรวจชุดสายตรวจพื้นที่นีบมายังที่เกิดเหตุ พร้อมประสานไปยัง ร.ต.ท.สุทินา หมื่นโฮ้ง ร้อยเวรสภ.ลานสัก กู้ภัยอุทัยธานีจุดลานสัก

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยอ.หนองฉาง พร้อมอุปกรณ์เครื่องตัดถ่างมายังที่เกิดเหตุ พบรถกระบะยี่ห้ออีซุซุ หมายเลขทะเบียน กธ.5216 สุพรรณบุรี อยู่ในสภาพรถหักกลางลำ หน้ารถพังยับเยินกระจกด้านหน้าแตก ล้อซ้ายหลังยางแตก ภายในรถพบผู้เสียชีวิตคนขับติดภายในเป็นชาย 1 ราย อีก 1 รายนั่งด้านซ้ายคนขับเป็นหญิงตั้งท้องอ่อน ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่จึงได้เร่งตัดถ่างนำผู้บาดเจ็บหญิงตั้งท้องอ่อน ออกมาจากตัวรถ เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลลานสักเป็นการเร่งด่วน

ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคนขับ ชื่อนายไพฑูรย์  อายุ 43 ปี ชาวจังหวัดนครปฐม เบื้องต้นทราบว่าผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บสามีภรรยากัน และตั้งท้องได้ประมาณ3-4 เดือน ได้ขับรถกระบะคันดังกล่าวมาเยี่ยมหาแม่ ที่อำเภอแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ขากลับบ้าน ได้ขับรถวิ่งผ่านมายังถนนสายในที่เกิดเหตุวิ่งไปถนนสายบ้านไร่ จ.อุทัยธานี เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน คาดว่าผู้เสียชีวิตคนขับ น่าจะขับรถมาด้วยความไว บวกกับช่วงทางหลุดโค้งพอดีทำให้รถเสียหลักยางแตก รถหมุนพุ่งเข้าชนเสากำแพงปูนชาวบ้าน รถตีลังกาหมุน 1 รอบ ได้รับความเสียหาย จนทำให้คนขับได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ด้วยสภาพศพศีรษะผ่าซีกกลาง ส่วนภรรยาคนเจ็บได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากถูกรถนั้นอัดหนีบเข้าที่ร่าง

จากการสอบถามนายตั๊ก อายุ 28 ปี เจ้าของบ้านที่รับความเสียหาย ได้เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนเองได้มานั่งกินข้าวอยู่ที่หน้าบ้าน กำลังจะเก็บจานชาม จู่ๆก็ได้ยินเสียงรถวิ่งมาแต่ไกล คล้ายกับยางล้อรถแตก แล้วก็ได้ยินเสียงดังขึ้น ก่อนเสียหลักวิ่งพุ่งเข้ามาชนรั้วเสากำแพงปูนบ้านของตนเอง จนทำให้เศษปูนกระเด็นไปโดนรถกระบะของตนเองที่จอดอยู่

ขณะเดียวกันตนเองรีบวิ่งไปดูคนเจ็บที่อยู่ภายในรถ ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องโอดโอยขอความช่วยเหลือ ตนเองจึงได้รีบโทรประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลให้มายังที่เกิดเหตุ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดต่อญาติของผู้เสียชีวิตให้มายังที่เกิดเหตุ

.

ชาวบ้านร้องทุกข์รอบ 2 โรงงานทุนจีนลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองกำนันลุยตรวจสอบ

ปราจีนบุรี- กำนันบ่อทอง ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานทุนจีนลอบปล่อยน้ำเสียลงคลอง หลังชาวบ้านร้องทุกข์รอบ2 ด้านผู้ว่าฯ แจงหากกระทำผิด ลงโทษหนัก

นายสุนทร  คมคาย ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ปราจีนบุรีเขต 3 /รองประธานกลุ่มสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี และอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม จ.ปราจีนบุรี เปิดเผยว่า ได้รับร้องเรียนจาากชาวบ้านว่าพบบริเวณท้ายบ่อกักเก็บน้ำเสียของนิคมอุตสาหกรรมบ่อทองอินดัสเดียลโกล หมู่ที่ 6 ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ต่อท่อน้ำเสียไหลลงคลองรอบนอกบึงหนองขอนซึ่งน้ำที่ไหลออกมามีสีดำมีกลิ่นเหม็น และ มีปลาในคลองตายเป็นจำนวนนับหมื่นตัวทั้งปลาผิวน้ำและปลาน้ำลึก

ซึ่งน้ำในคลองดังกล่าวเป็นแหล่งกักเก็บน้ำดิบน้ำประปาประจำหมู่บ้าน 2 หมู่บ้านและไหลลงสู่แควพระปรงต้นน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569  ต่อมา  อบต.บ่อทองตรวจสอบน้ำเสียโรงงานทุนจีน 6 จุด  และ  ทางอำเภอกบินทร์บุรีระบุผลตรวจ คลองระบายรอบนอกบึงหนองขอน น้ำมีลักษณะขุ่น กลิ่นเหม็น และมีปลาตาย แต่มีค่า PH ปกติและมีค่าออกซิเจนในน้ำ (DO) ปกติ ตัวอย่างน้ำตรงท่อปล่อยน้ำและในบ่อของบริษัทฯ พบว่ามีค่า PH เป็นด่างและค่าออกซิเจน 0 จุดประตูน้ำคลองห้วยสนาบ น้ำมีลักษณะสีดำและมีกลิ่น พบว่ามีค่า PH เป็นด่างและค่าออกซิเจน 4 (ปกติ) นั้น ได้ลงพื้นที่ตรวจพบน้ำที่บ่อบำบัดล้นเต็มบ่ออีกแล้ว

นายวีระพันธุ์  ดีอ่อน ผวจ.ปราจีนบุรี

ต่อมานายประภาส รักศรี กำนันตำบลบ่อทอง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีได้รับแจ้ง จากลูกบ้านว่าบ่อบำบัดน้ำเสียจากนิคมอุตสาหกรรมบ่อทองไหลซึมลงคลองสาธารณะซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา บ่อบำบัดน้ำเสียได้ปล่อยน้ำเสียลงคลองสาธารณะแควพระปรงต้นน้ำแม่น้ำปราจีนบุรี เป็นเหตุให้ปลาตายเป็นจำนวนมากจากการลงพื้นที่ตรวจสอบวันนี้(20ม.ค.) พบว่า บริเวณบ่อบำบัดน้ำเสียที่เคยปล่อยน้ำเสียลงมาได้ทำคันดินสูงขึ้น เพื่อกักเก็บน้ำเสียไม่ให้ไหลออกมา

ซึ่งบ่อบำบัดน้ำเสียที่อยู่ติดกับคลองสาธารณะนั้นสูงกว่าคลองสาธารณะ 2เมตร   ทำให้น้ำไหลซึมลงคลองและมีแนวโน้มว่าน้ำจะรั่วซึมแรงขึ้น  เนื่องจากคันดินที่ถมนั้นเป็นดินใหม่ที่มีน้ำเสียจำนวนมาก  ขณะนี้เกือบจะล้นขอบบ่อ และ  พบว่าคนงานของนิคมอุตสาหกรรมได้นำเครื่องสูบน้ำออกจากบ่อน้ำเสียที่อยู่ติดคลองสาธารณะ เพื่อไม่ให้น้ำไหลซึมลงของสาธารณะ

นายอภิรักษ์ อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี

นายประภาส กล่าวว่า    วันนี้ได้มาตรวจสอบพบว่าได้พบเห็นน้ำเหมือนน้ำคลำทั่วไป  มีกลิ่นเน่า แต่แม่น้ำมีอะไรเจือปนหรือไม่เราไม่รู้  ซึ่งในวันนั้น (6ม.ค.) ได้มาตรวจสอบสอบค่าพีโอฯทราบว่ามันมีค่าเป็น 0 แสดงว่าน้ำมันมีพิษทำให้ปลาตายในวันนั้น น้ำที่เห็นในวันนี้(20ม.ค.)ก็ยังมีปริมาณมาก   น้ำที่เสียน่าจะเกิดจากโรงงานที่เห็นด้านข้างนี่แหละครับ โรงที่หนึ่งเปิดประกอบการแล้วโรงที่ 2 ที่มีปล่องควัน   ได้เสนอความคิดเห็นไปแล้วก็มีพวกเราไปค้านเพื่อที่จะได้แสดงความคิดเห็น แต่ว่าไม่รู้ว่าได้ใบอนุญาตหรือยังเห็นปล่องควันมันขึ้นเขาทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

“อีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังคาใจอยู่ว่าถ้าเขายังไม่ได้รับอนุญาต   แต่ก็ปล่อยน้ำเสียออกมาแล้ว  ก็แปลว่าเขาฝ่าฝืน ทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาตแต่เขาดำเนินการแล้ว     อันนี้ผมถือว่าเป็นความเสียหายบ้านเมือง และยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า  อันนี้รอบเดิมแล้วก็มีท่อเรามาตรวจแล้วเขาก็ปิดท่อ   เอาท่อออกแต่น้ำเสียยังอยู่ วิธีการแก้ของเขาก็คือทำคันดินกั้น    ภาพที่เห็นมีน้ำซึมอยู่การกั้นน้ำเสียแบบนี้มันไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา เพราะน้ำมันยังซึมอยู่ตลอดเวลา แล้วซึมไปไหนครับน้ำมันซึมลงคลองที่ปลาตายครับ”นายประภาส กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไป  โรงแรมเดอะ การ์เดน 304 อำเภอศรีมหาโพธิ ระหว่าง   กิจกรรมโครงการประชุมเสริมสร้างความเข้าใจต่อสื่อมวลชน ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัดปราจีนบุรี  มีนายวีระพันธุ์  ดีอ่อน ผวจ.ปราจีนบุรีเป็นประธาน  พร้อมมีนายอภิรักษ์ อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัดร่วมพบสื่อมวลชนและชี้แจงกรณีน้ำเสียสรุปความว่า

…  ในกฎหมายการกระทำผิด พรบ.อุตสาหดรรมหากมีการลักลอบหรือ ตรวจสอบแล้ว เป็นการกระทำผิดกฏหมายบทลงโทษหนัก  ในประเด็น การปล่อยน้ำเน่าเสีย บริเวณคลองห้วยสนาบ หมู่ที่ 6 ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรีจังหวัดปราจีนบุรี

อำเภอกบินทร์บุรี แจ้งว่า ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรีจังหวัดปราจีนบุรี ว่า น้ำในคลองห้วยสนาบ เกิดการเน่าเสีย มีลักษณะสีดำเข้ม กลิ่นเหม็น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ปลาตายเป็นจำนวนมาก และพบว่า บริเวณใกล้เคียงที่พบน้ำเน่าเสีย มีน้ำออกมาจากท่อน้ำที่เชื่อมต่อกับบ่อน้ำในเขตของบริษัท เขตอุตสาหกรรมบ่อทอง จำกัด

การดำเนินการ   เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569     ได้ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานประมงจังหวัดปราจีนบุรี องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ตำบลบ่อทอง ลงพื้นที่บริเวณด้านหลังของบริษัทฯ พบว่า มีน้ำเสียในคลองระบายรอบนอกบึงหนองขอน และต้นน้ำของคลองห้วยสนาบ

โดยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้   สำนักงานประมงจังหวัดปราจีนบุรี ได้ดำเนินการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ เพื่อตรวจสอบค่า PH  และค่าออกชิเจนในน้ำ (DO) จำนวน 4 จุด ดังนี้
1.1 จุดที่ 1บริเวณคลองระบายรอบนอกบึงหนองขอน น้ำมีลักษณะขุ่น กลิ่นเหม็น พบปลาตาตาย
ตรวจสอบเบื้องต้นค่า PH อยู่ในเกณฑ์ปกติ และมีค่าออกซิเจนในน้ำ (DO) อยู่ในเกณฑ์ปกติ
1.2จุดที่ 2บริเวณต้นน้ำคลองหัวยสนาบ หลังบริษัท เขตอุตสาหกรรมบ่อทอง จำกัด พบว่า มีท่อน้ำที่ยื่น
ออกมาจากบ่อของบริษัท เขตอุตสาหกรรมบ่อทอง จำกัด ลงสู่คลองสาธารณะ ทำให้น้ำมีสีเข้มดำ มีกลิ่นเหม็นเหม็น    ตรวจสอบเบื้องต้นค่า PH อยู่ในเกณฑ์ปกติ และมีค่าออกซิเจนในน้ำ (DO) เท่ากับ o (ไม่ปกติ)

1.3 จุดที่ 3 ในบ่อน้ำของบริษัท เขตอุตสาหกรรมบ่อทอง จำกัด พบว่า มี 2 บ่อตรวจจสอบเบื้องต้นค่า PH
อยู่ในเกณฑ์ปกติ และมีค่าออกซิเจนในน้ำ (DO) เท่ากับ1 (ไม่ปกติ)
1.4 จุดที่ 4 บริเวณประตูน้ำคลองหัวยสนาบ หมู่ที่ 6 ตำบลบ่อทอง พบว่า น้ำมีสีดำเข้มและมีกลิ่นเหม็น
ตรวจสอบเบื้องต้นค่า PH อยู่ในเกณฑ์ปกติ และมีค่าออกชิเจนในน้ำ (DO) อยู่ในเกณฑ์ปกติ

องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง ได้แจ้งให้บริษัท เขตอุตสาหกรรมบ่อทอง จำกัด ดำเนินการรื้อถอนท่อระบายน้ำ พร้อมปิดกั้นไม่ให้มีการระบายน้ำจากบริษัทฯ ลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยเด็ดขาด และให้เติมสารจุลินทรีย์ (EM) เพื่อบำบัดน้ำเสียในบ่อเก็บน้ำและคละคลองสาธารณะโดยรอบ รวมถึงได้ดำเนินการมอบอำนาจเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการแจ้งความกรณีมีมีการปล่อยน้ำเสียลงคลองสาธารณะกับบริษัท เขตอุตสาหกรรมบ่อทอง จำกัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ได้เก็บตัวอย่างน้ำจากท่อที่ยื่นออกมาจากบ่อน้ำของบริษัท เขตอุตสาหกรรมบ่อทอง จำกัด อีกทั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ได้ดำเนินการเข้าไปตรวจสอบโรงงานในพื้นที่บริษัท เขตอุตสาหกรรมบ่อทอง จำกัด เกี่ยวกับน้ำทิ้งที่ระบายปล่อยออกมาในแต่ละโรงงานว่ามีค่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยจะนำไปตรวจสอบที่ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออกจังหวัดชลบุรี ซึ่งจะสามารถทราบรายละเอียดการตรวจสอบภายใน 15 วัน

อำเภอกบินทร์บุรี ได้ดำเนินการขอความอนุเคราะห์จากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7   (สระบุรี) ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว  นายวีระพันธุ์  กล่าว

โดย… มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ ทองสุขสิงห์พิมพ์-ภาพ/ ปราจีนบุรี ###

พิรุธส่อทุจริต”กำแพงกันตลิ่ง”พิจิตรงบเกือบครึ่งล้านสร้างเสร็จแล้วแค่ปีเดียวพังยับ

ป.ป.ช. พิจิตร ลุยตรวจ “กำแพงกันตลิ่งพัง” บริเวณริมแม่น้ำน่าน (แพสูบน้ำหาดแตงโม 1) งบเกือบครึ่งล้าน! พังยับหลังสร้างเสร็จแค่ปีเดียว พบพิรุธส่อ “สร้างไม่ตรงปก-ไร้วิศวกรรับรอง”

นายวราพงษ์ อินต๊ะโมงค์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร พร้อมทีมงานสืบสวนและเครือข่ายชมรม STRONG ลงพื้นที่หมู่ 4 ตำบลงิ้วราย อำเภอตะพานหิน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีโครงการก่อสร้างกำแพงป้องกันตลิ่งพัง บริเวณริมแม่น้ำน่าน (แพสูบน้ำหาดแตงโม 1) ซึ่งเป็นโครงการของ อบต.งิ้วราย ปีงบประมาณ 2567 งบประมาณ 473,000 บาท

ไทม์ไลน์โครงการเจ้าปัญหา:

 * เริ่มสัญญา: 8 พฤษภาคม 2567 (วิธีเฉพาะเจาะจง)

 * ส่งมอบงาน: 8 พฤศจิกายน 2567 (ล่าช้ากว่ากำหนด 124 วัน โดย อบต. ยกเว้นค่าปรับอ้างเหตุอุทกภัย)

 * ปัจจุบัน: กำแพงทรุดตัวเสียหายยาวถึง 38 เมตร จากความยาวทั้งหมด 40 เมตร

 ขุดลึกข้อพิรุธ: ผู้รับเหมา “มือไม่ถึง” – ออกแบบเขียนแบบโดย “ไร้วิศวกร”

จากการตรวจสอบเชิงลึกของ ป.ป.ช. พบประเด็นที่น่าสงสัยหลายจุด ดังนี้:

 * ประสบการณ์ผู้รับจ้าง : พบว่าผู้รับจ้างขาดประสบการณ์เฉพาะทาง เคยรับเพียงงานวางท่อระบายน้ำ งานซ่อมแซม ไม่เคยมีผลงานสร้างกำแพงกันตลิ่งมาก่อน

 * วิธีการก่อสร้างที่ผิดหลัก: ใช้รถแม็คโครกดเสาเข็มแทนเครื่องจักรเฉพาะทาง ทำให้เสาเข็มลงไม่ลึกพอและรับน้ำหนักไม่ได้จริง

* การออกแบบที่ไม่ได้มาตรฐาน: แบบก่อสร้างขาดการรับรองจากวิศวกร 
 
* อุปกรณ์ไม่ครบตามแบบ: ตรวจสอบพื้นที่พบการติดตั้ง “สเตย์” ยึดเสาเข็มเพียง 4 จุด จากที่กำหนดไว้ 11 จุด ทำให้โครงสร้างขาดแรงยึดเหนี่ยวเมื่อเจอน้ำกัดเซาะ

 ผู้รับจ้าง อ้าง “อุทกภัย” ทำพัง

แม้โครงการจะอยู่ในระยะประกันความเสียหาย 2 ปี แต่เมื่อ อบต.งิ้วราย แจ้งให้ผู้รับจ้างเข้ามาซ่อมแซม กลับได้รับการตอบกลับว่า
ความเสียหายเกิดจากภัยธรรมชาติ (อุทกภัย) ไม่ได้เกิดจากการก่อสร้าง..
 
อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. หักล้างข้ออ้างดังกล่าว โดยระบุว่า “ความเสียหายเกิดจากการออกแบบและก่อสร้างที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพราะอุทกภัยเพียงอย่างเดียว”

ก้าวต่อไปของ ป.ป.ช.

สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ หากพบว่ามีการทุจริตหรือประมาทเลินเล่อจนทำให้ราชการเสียหาย จะมีการดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินต่อไป

โดย…สิทธิพจน์ เกบุ้ย /พิจิตร

.

โค้งสุดท้ายศึกเลือกตั้งนายก อบจ.ปราจีนบุรีแข่งเดือด ทุกพรรคงัดกลยุทธ์หาเสียง

ปราจีนบุรี –ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงศึกการเมืองท้องถิ่น การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) กำหนดวันที่ 25 มกราคม 2569 นี้ บรรยากาศหาเสียงยังเต็มไปด้วยความคึกคักและแข่งขันกันอย่างดุเดือด

นางสาวโชติกา แก้วผล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปราจีนบุรี(ผอ.กกต.) … กล่าวว่า  ในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) ที่มีการรับสมัครฯระหว่าง วันที่ 15-19 ธ.ค. 68

สืบเนื่องจาก หลังมีประกาศจังหวัดปราจีนบุรีลงวันที่ 2 ธ.ค. 2568วินิจฉัยให้ น.ส.ณภาภัช หรือ สจ.จอย สิ้นสุดสมาชิกภาพจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(ส.อบจ.) เขตเลือกตั้งที่ 2 เนื่องจากเคยมีรายชื่อเป็นผู้เริ่มก่อตั้งและผู้ถือหุ้นบริษัทสื่อ

ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ส่งผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย. 2567 และ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง “นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.)” ในวาระใหม่ ตามผลการเลือกตั้งต่างวาระ จึงต้องพ้นจากตำแหน่งนายก อบจ. ด้วยผลแห่งกฎหมาย นั้น

มีผู้สมัครรับเลือกตั้งฯเข้าร่วมชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) รวมจำนวน 5 ราย ประกอบด้วย เบอร์ 1 นายเกียรติกร หรือ สส.หรั่ง พากเพียรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต สส.ปราจีนบุรี , เบอร์ 2 นายกฤษฎิ์ หรือ “รองอุ๊” กษมพันธุ์ อายุ51 ปี อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) , เบอร์ 3 นายคณิณพัชญ์ หรือ “ต้อง” อัมพุชศศิภัณ อายุ 46 ปี อดีตผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม (อบต.),เบอร์ 4 นายอำไพ กองมณี อายุ 65 ปี อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และ เบอร์ 5 นายจำรูญ สวยดี อดีตผู้สมัครนายก อบจ.ปราจีนบุรี ลงในนามอิสระ

กำหนดการเลือกตั้งฯ วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 นี้  จำนวนหน่วยเลือกตั้ง รวม 786 หน่วยเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน  405,359 คน  ขอเชิญชวนพี่น้องออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งฯเลือกผู้บริหารท้องถิ่นพัฒนา จ.ปราจีนบุรีให้ก้าวไกล  08.00-17.00 น.

พบผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ ทั้ง 5 คน   ต่างเร่งสื่อสารทางการเมือง  สีสันหลากหลายในทุกรูปแบบสร้างกลยุทธ สารพัดวิธีการให้โดดเด่น สะดุดตาเป็นที่รู้จัก-เผยแพร่ประวัติผลงานนโยบาย    เพื่อให้ได้รับชัยชนะในศึกของการเลือกตั้งฯก้าวสู่การเป็นผู้บริหาร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) ให้มากที่สุดแก่ประชาชนที่พบเห็น

ทั้งสื่อสารแบบดั้งเดิม เช่น การลงพื้นที่เดินพบประชาชนตามบ้านเรือน ชุมชน ตลาดนัด แนะนำตัว นโยบายพัฒนาการขึ้นป้ายโปสเตอร์ การวิ่งรถแห่กระจายเสียงตามถนนสายหลักตามตรอกซอกซอย   และ  สื่อสมัยใหม่ผ่านโลกโซเชี่ยล ทั้งเฟชบุ๊ค ติ๊กตอก  ให้เข้าถึงประชาชนในการตัดสินใจมากที่สุด

พบมีการขึ้นป้ายโปสเตอร์แปลก!จากคนอื่น ๆ   พบที่ริมถนนปราจีนอนุสรณ์ ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี มีการนำรูปสัตว์เลี้ยงหมาและแมวขึ้นป้ายโปสเตอร์หาเสียงแทนรูปผู้สมัครรับเลือกตั้งทราบต่อมาเป็นป้ายหาเสียงของ   นายคณิณพัชญ์ หรือ ต้อง  อัมพุชศติภัณ ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) เบอร์ 3

นายคณิณพัชญ์   หรือ ต้อง  อัมพุชศติภัณ ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.)เบอร์ 3 กล่าวว่า   ได้ขึ้นป้ายโปสเตอร์หาเสียงรูปหมา-แมวดังกล่าว    ป้ายที่เป็นรูปน้องหมานี้ เป็นการใช้สัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงความซื่อสัตย์และความจริงใจ ซึ่งเป็นคุณค่าที่หลายคนคาดหวังจากผู้ทำงานเพื่อสาธารณะ”

“ส่วนป้ายที่เป็นรูปน้องแมว ใช้สื่อถึงความตรงไปตรงมาและความเป็นตัวของตัวเอง เป็นการนำลักษณะของสัตว์เลี้ยงที่คนคุ้นเคยมาใช้เป็นสัญลักษณ์ทางความคิด   นายคณิณพัชญ์   หรือ ต้อง  กล่าว

 และ กล่าวต่อไปว่า   ขณะ เดียวกัน สัตว์เลี้ยงอย่างหมาและแมวก็สะท้อนอีกมิติหนึ่งของการอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรับผิดชอบของเจ้าของ หรือประเด็นสุขภาพสาธารณะ เช่น การเข้าถึงวัคซีนพื้นฐาน ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายชุมชนให้ความสำคัญทั้งหมดเป็นเพียงแนวคิดเชิงการสื่อสาร

เพื่อให้ประชาชนเข้าใจประเด็นและคุณค่าที่ต้องการนำเสนอ โดยประชาชนสามารถพิจารณาข้อมูล นโยบาย และแนวทางการทำงานของผู้สมัครแต่ละรายได้ตามดุลยพินิจ นายคณิณพัชญ์   หรือ ต้อง  กล่าวในที่สุด

ขณะที่นางกนกวรรณ  หรือ ครูโอ๊ะ วิลาวัลย์ อดีต รมช.กระทรวงศึกษาธิการ บุตรสาวนายสุนทร  หรือโกทร  วิลาวัลย์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) อดีต รมช.สาธารณสุข ได้เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงดงขี้เหล็กสัมพันธ์ ที่บ้านโคกมะกอก ของชาวตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมืองปราจีนบุรี

พร้อมเดินนำผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) เบอร์ 2 นายกฤษฎิ์ หรือ “รองอุ๊” กษมพันธุ์ อายุ51 ปี อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) นำไปตามโต๊ะให้ชาวบ้านรู้จัก และ ได้กล่าวฝากให้ชาวบ้านพิจารณาในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) กำหนดวันที่ 25 มกราคม 2569 นี้ด้วย

ขณะ ผู้สมัครฯเบอร์ 1 นายเกียรติกร  หรือ สส.หรั่ง  พากเพียรศิลป์ อายุ 52 ปี  อดีต สส.ปราจีนบุรี ได้ประชาสัมพันธ์ผ่านเฟสบุ๊ค ติ๊กต็อก นำตัวให้ประชาชนได้รับทราบถึงประวัติ ผลงานที่ผ่านมาในเส้นทางการเมืองทั้งการเป็นอดีตรองประธานสภาอิงค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) เน้นการลงพบประชาชนโดยตรงในการสื่อสารโดยตรงถึงบ้าน ไม่ใช้รถวิ่งแห่เนื่องจากช่วงนี้มีการหาเสียงพร้อมกันกับ สส.ทั้ง 3 เขต

จากนั้นก้าวสู่การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ จ.ปราจีนบุรี(สส.) ตลอดจนผลงานต่าง ๆในการพัฒนา จ.ปราจีนบุรี อาทิ การพัฒนาอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ,การนำประชาชนร่วมคัดค้านเหมืองทรายแก้ว การต่อสู่เรื่องสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรม

ด้านนายจำรูญ  สวยดี ผู้สมัครฯเบอร์ 5 อดีต ผู้สมัครนายกอบจ.ปราจีนบุรี พบลงพื้นที่ตามกลุ่มสาขาอาชีพต่าง ๆ อาทิ ลงพื้นที่พบครูทั้งจังหวัดปราจีนบุรีกว่า 7, 800  คน ที่มาประชุมสมัยสามัญสหกรณ์ครูปราจีนบุรี การประกาศนโยบายการพัฒนาผ่านเพจ ผ่านติ๊กต็อก “ไม่ซื้อเสียง” ขอให้ปราจีนบุรีเปลี่ยนแปลง พร้อมชูนโยบายการพัฒนา 5 ดี

และผู้สมัครฯ เบอร์ 4 นายอำไพ กองมณี อายุ 65 ปี อดีต สส.บัญชีรายชื่อ อดีต ผู้สมัครนายกอบจ.ปราจีนบุรี พบป้ายโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์กระจายทั่วทั้ง 7 อำเภอ พบมากที่สุดย่านที่ทำงานหนุ่มสาวฉันทนา ในแถบนิคมอุตสาหกรรม ทั้งใน อ.ศรีมหาโพธิ และ อ.กบินทร์บุรี 

ทั้งนี้ก่อนหน้าชูนโยบาย    เน้นการสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ให้ต่อเนื่อง อาทิ การอุตสาหกรรมหลังจากที่ทางนายสมาน ภุมมะกาญจนะ อดีต รมช.อุตสาหกรรมนำนิคมอุตสาหกรรมมาลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรีแล้ว จะพัฒนาให้ต่อเนื่อง สร้างเงิน สร้างงาน สร้างอาชีพกับประชาชนตลอดจนกรอบพัฒนาของท้องถิ่นทุกด้านทั้งถนนหนทาง ไฟฟ้าส่องสว่าง การศึกษา การสาธารณสุข ฯลฯ

อนึ่ง สำหรับผู้สมัครฯ เบอร์ 1 นายเกียรติกร หรือ “สส.หรั่ง” พากเพียรศิลป์ ลงสมัครในนามอิสระ อดีต ส.ส.จังหวัดปราจีนบุรี อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี มีฐานเสียงหลัก จากกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ กลุ่มการเมืองบ้านเล็ก”ตระกูลพากเพียรศิลป์

ผู้สมัครฯ 2 นายกฤษฎ์ หรือ “รองอุ๊” กษมพันธุ์ อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.)เป็นคนสนิทของนายสุนทร หรือ โกทร วิลาวัลย์ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการเมือง “บ้านใหญ่”ในพื้นที่”ตระกูลวิลาวัลย์”

นายอำไพ กองมณี 

ผู้สมัครฯเบอร์ 3 นายคณิณพัชญ์ หรือ “ต้อง” อัมพุชศศิภัณ อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม(อบต.) อ.ศรีมหาโพธิล่าสุด มีอาชีพธุรกิจส่วนตัว ตำแหน่งประธานที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจเศษอุตสาหกรรมภาคตะวันออก

ผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ เบอร์ 4นายอําไพ กองมณี ประสบการณ์ อดีตกำนัน 25 ปี อดีต สส.บัญชีรายชื่ออดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.ปราจีนบุรีที่ผ่านมา ได้อันดับที่ 3 (คะแนน 34,398 คะแนน ) ประสบการณ์การทำงาน อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้ถือครองที่ดินจำนวนมากในจังหวัดปราจีนบุรี

คณิณพัชญ์ หรือ ต้อง  อัมพุชศติภัณ 

ผู้สมัครฯเบอร์ 5 นายจำรูญ สวยดี อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.ปราจีนบุรี พรรคประชาชนที่ผ่านมา รอบนี้ลงอิสระ ได้คะแนนมาอันดับ 2 (59,929 คะแนน) อดีตเคยลงสมัคร สส.ปราจีนบุรีพรรคพลังธรรม ประสบการณ์การทำงาน อดีตเลขาธิการหอการค้าจังหวัดปราจีนบุรีอดีตประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำบางปะกง ปราจีนบุรีและปทุมธานี อดีตคณะกรรมการการน้ำแห่งชาติ (ภาคบริการ)

ผู้สื่อข่าวรายงาน  มีนายศุภธนิตย์  ภวภูตานนท์ ผู้รับอำนาจจากผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.)รายหนึ่ง  ให้ร้องร้องเรียนผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) รายหนึ่งเรื่องการใช้สื่ออิเลคทรอนิคส์หาเสียงผิดกฏหมายเลือกตั้ง

 นายเกียรติกร หรือ สส.หรั่ง พากเพียรศ

นายกฤษฎิ์ หรือ “รองอุ๊” กษมพันธุ์
           
โดย… มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ณัฐนันท์- ภาพ / ปราจีนบุรี ###

สลด!สาว 28 ชอบออกตกเบ็ด-ทงเบ็ดหาปลาลื่นพลัดตกสระน้ำจมน้ำดับ

ปราจีนบุรี-สลดสาว 28 ปีชอบออกตกเบ็ด-ทงเบ็ดหาปลาพลัดตกสระน้ำจมน้ำเสียชีวิต คาดว่ายน้ำไม่เป็น ญาติไม่ติดใจเอาความใด

พ.ต.ต.ติพล วาดโคกสูง สารวัตรเรียนสอบสวนสภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ได้รับแจ้งเมื่อเวลา 17.30น.วันที่ 20 มกราคม 2569ว่ามีคนหาปลาจมน้ำเสียชีวิตในสระน้ำหมู่ที่ 2 ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี หลังรับแจ้งจึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นพร้อมประสานแพทย์เวนฯนิติเวช รพ.กบินทร์บุรี  และ  นักประดาน้ำจากมูลนิธิหน่วยกู้ภัยสัจจะพุทธธรรมแห่งประเทศไทย (อ.กบินทร์บุรี)  ช่วยระดมงมค้นหาในสระน้ำตามที่ได้รับแจ้ง

เลยจากวัดหนองศรีวิชัยเป็นสระน้ำขนาดใหญ่กว้าง-ยาว 15×30เมตรลึก8เมตร กลางทุ่งนา  มีเพื่อนบ้านและญาติมามองดูเกือบ50คน   เจ้าหน้าที่นักประดาน้ำ6นายช่วยกันงมค้นหาใต้น้ำใช้เวลา 20 นาที พบร่างผู้สูญหายในน้ำเป็นหญิงทราบชื่อคือนางสาวสุดา สีเหลือง อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 112 หมู่ 2 ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เสียชีวิตอยู่ในน้ำติดขอบสระ  เจ้าหน้าที่นำร่างขึ้นมาจากสระน้ำเพื่อให้แพทย์เวรโรงพยาบาลกบินทร์บุรีชันสูตรพลิกศพ

นางอุษณีย์ สีเหลือง(ย่า) กล่าวว่า  คนตายออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตามปกติเหมือนทุกวันออกมาหาในการทงเบ็ก/ตกเบ็ดหาปลาตามแหล่งน้ำธรรมน้ำ คู คลอง หนองบึง สระน้ำต่าง ๆ  ทุกวัน  แต่วันนี้เขาบอกว่าจะไปหาปลาตามปกติแต่ก็ห้ามไม่ให้ไปแต่ก็ไม่เชื่อฟัง  เพราะปกติช่วงเที่ยงๆตามหาก็พบ   แต่ครั้งนี้ไม่พบจึงบอกญาติมาช่วยกันค้นหา

ขณะที่ นางนรีธัญญวีร์ สีเหลือง(อา) กล่าวสั้นๆว่า   เขาแอบมาหาปลายบ่อยๆ  นำไปประกอบอาหารเหลือก็แบ่งขายบ้าง   โทรหาเขาติดต่อไม่ได้  เคยบอกก็ไม่ฟัง   เขาจะแอบมาบ่อยๆกระทั่งมาเกิดเหตุสลด

จากเหตุการณ์ดังกล่าวคาดว่านางสาวสุดาไปตกปลาที่บริเวณสระน้ำ ขณะอยู่ริมคูสระเกิดพลัดตกน้ำ แต่พยายามช่วยเหลือตัวเอง  แต่อาจจะว่ายน้ำไม่เป็นทำให้จมน้ำเสียชีวิตเอง   ญาติไม่ติดใจเอาความใด   จะได้นำส่งไปตั้งบำเพ็ญกุศลทางศาสนาที่วัดหนองศรีวิชัยต่อไป

โดย… มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ ทองสุขสิงห์พิมพ์-ภาพ/ ปราจีนบุรี###

แฟนคลับฟีเวอร์!”มดดำ คชาภา” มาลัยล้นคอลงพื้นที่ช่วยเพื่อไทยหาเสียง “บึงกาฬ-หนองคาย”

“มดดำ” ช่วย มลฤดี จันทร์แดง ผู้สมัคร เขต2 เบอร์ 2 บึงกาฬ และ ชนก จันทาทอง ผู้สมัคร เขต 2 เบอร์ 1 หนองคาย ชูนโยบายสอดคล้องคนในพื้นที่ พัฒนาจังหวัดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ประกันกำไรพืชผลการเกษตร คนไทยไร้จน

“มดดำ คชาภา ตันเจริญ” ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย ดร.รวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย นางสาวชนก จันทาทอง ผู้สมัครสส. เขต 2 พรรคเพื่อไทย เบอร์ 1 จังหวัดหนองคาย ลงพื้นที่หาเสียงช่วยนางสาวมลฤดี จันทร์แดง ผู้สมัคร สส.เขต2 พรรคเพื่อไทย เบอร์ 2 จังหวัดบึงกาฬ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพี่น้องประชาชนมารับฟังการปราศรัย ของนายคชาภา และผู้สมัคร จำนวนมาก พร้อมกับขอถ่ายเซลฟี่ มอบพวงมาลัยดอกดาวเรืองจนล้นคอ

มดดำ คชาภา ปราศรัยขอคะแนนเสียงให้กับนางสาวมลฤดี ได้เข้าไปทำงานในสภาฯ แก้ไขปัญหา ควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่ให้กับพี่น้องประชาชนกินดีอยู่ดี พร้อมกับชูนโยบายที่สอดคล้องกับคนในพื้นที่ ทั้งการพัฒนาจังหวัดบึงกาฬให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ไม่ใช่ทางผ่านอีกต่อไป และทำให้พี่น้องประชาชนมีอาชีพจากการท่องเที่ยว โดยลูกหลานไม่ต้องเข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่

ขณะเดียวกันมีนโยบายในการช่วยเหลือเกษตรกร ราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดบึงกาฬ โดยมีการนำเข้ามาปลูกในช่วงที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี สร้างรายได้ให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้มีนโยบายยกเครื่อง 30 บาทรักษาทุกที่ด้วย AI ซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยต่อยอดจากอดีตจนประสบความสำเร็จ รวมถึงนโยบาย 70:30 รัฐออกให้ 70 %ประชาชนจ่าย 30% เป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของทุกครอบครัว ,ประกันกำไรพืชผลการเกษตรให้ 30% ,นโยบายหวยเกษียณ ที่ได้ผลักดันไปก่อนหน้านี้แล้ว

“พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายด้านการศึกษาที่จะต้องดีขึ้น จึงขอโอกาสให้ผู้สมัครของพรรค นางสาวมลฤดี ได้เข้าไปทำงานผลักดันนโยบาย เพราะเขาอยากเห็นลูก หลาน ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่มีอนาคตที่ดี และแม้ นางสาวมลฤดี เคยเป็นอดีตนักมวยหญิงของไทย เป็นพยาบาล การเข้ามาสู่สนามการเมืองไม่มีแบล็คหนุนหลัง แต่ตอนนี้แบล็คของนางสาวมลฤดีคือการได้รับใช้ประชาชน” มดดำ คชาภา กล่าว

.

ฉาวโฉ่อีก!สองลูกน้องคนสนิทแจ้งจับ “บิ๊กโจ๊ก”ตบแก้วหูฉีก- ด่าทอบุพการี เครียดจนต้องพบจิตแพทย์

สองลูกน้องคนสนิท ดอดพบตำรวจกองปราบ แจ้งความดำเนินคดี “บิ๊กโจ๊ก” ตบจนแก้วหูฉีกขาด – ด่าทอหยาบคายถึงบุพการี เจ้าตัวเครียดจนถึงขั้นนอนไม่หลับต้องไปพบจิตแพทย์

เมื่อวันที่  20 ม.ค.2569 ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ สองลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีต รอง ผบ.ตร. เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.ณภัส นิลผึ้ง รอง สว.(สอบสวน) กก.1 บกป.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีเอาผิด พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ในความผิดฐาน “ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ”

โดยคำให้การของ พ.ต.ท.คริษฐ์ และ พ.ต.อ.อาริศ อ้างว่า ในช่วงระหว่างที่ทั้งสอง ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นนายตำรวจติดตาม พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ อยู่นั้นมักจะถูกอดีตผู้บังคับบัญชาทำร้ายร่างกาย และ ใช้คำพูดด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงเป็นประจำ หากไม่พอใจการทำงาน ซึ่งเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ ถนนพญาไท รวมถึง บ้านพักของ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ที่อยู่ภายในซอยวิภาวดี 60 และ บ้านพักใน ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี รวมไปถึงห้องทำงานสำนักงานรัชดาวัน

โดยในกรณีของ พ.ต.ท.คริษฐ์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2560 หลังถูก พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ทำร้ายด้วยการใช้มือขวาตบเข้าที่กกหูซ้ายอย่างรุนแรงติดต่อกัน 4-5 ครั้ง ก่อนที่ภายหลังต่อมาประมาณวันที่ 23 ก.พ. 2560 พ.ต.ท.คริษฐ์ เริ่มมีอาการปวดหูและศีรษะอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการถูกทำร้าย จึงตัดสินใจเดินทางไป รพ.กรุงเทพ เพื่อตรวจรักษา ก่อน แพทย์ จะวินิจัยว่า “แก้วหูซ้ายทะลุ ฉีกขาดเป็นรูขนาดกลาง”

ขณะที่ในส่วนกรณีของ พ.ต.อ.อาริศ ส่วนใหญ่จะเป็นการถูก พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย เปรียบเปรยว่าเป็นควาย บางครั้งหนักถึงขั้นด่าบุพการี โดยถูกกระทำเช่นนี้เป็นประจำ นอกจากนี้ยังถูกบังคับให้ไปทำงานที่สำนักงานหนายความ ตึกรัชดาวัน โดยตลอดไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เช้าจนเย็น รวมถึงยังมักพูดข่มขู่หากขัดคำสั่งหรือไม่ยอมทำตาม “จะเล่นงานให้หนักถ้าได้กลับไปรับราชการ” จนทำให้ พ.ต.อ.อาริศ เกิดความกลัวและความเครียดสะสมจนถึงขั้นนอนไม่หลับ ต้องไปพบจิตแพทย์ที่ รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ เพื่อรักษาเยียวยาสภาพจิตใจ

“เบิร์ด ธงไชย” โผล่แจง “ผมยังสบายดี” หลังโซเซียลแชร์คลิป “พูดไม่ชัด”

หลังจากคลิปขอบคุณอาม่า ที่ได้ส่งตุ๊กตาลาบูบู้ ให้กับ “พี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์” 2 ตัว และซูเปอร์สตาร์คนดังตลอดกาลได้ส่งคลิปขอบคุณ โดยมีผู้จัดการส่วนตัว “พี่นกน้อย” ก็ได้ฝากขอบคุณไปด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่คนจับตามองคือวิธีการพูดของพี่เบิร์ด ที่ดูเหมือนพูดไม่ค่อยชัด ซึ่งปกติแล้วจะเป็นคนพูดฉะฉาน จนหลายคนเป็นห่วงว่ากำลังป่วยหรือเปล่า แฟนคลับบางคนก็วอนให้ไปตรวจสุขภาพ

ล่าสุดไม่ต้องรอหมอหรือรอค่ายยืนยัน เจ้าตัวมาตอบเอง โพสต์ผ่านเพจส่วนตัวว่ายังสบายดี

“สวัสดีครับ พี่เบิร์ดมารายงานตัวครับ พี่เบิร์ดสบายดีครับ  ขอขอบคุณในความห่วงใยจากทุกๆ คนครับ”

.