ระทึก!ไฟไหม้ค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละท่าสองยางเสียหาย 7 หลัง ไม่พบผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต

หนีตายระทึก เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนผู้หนีภัยจากการสู้รบ พื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ อำเภอท่าสองยาง เสียหาย 7 หลังคาเรือน ไม่พบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569.ได้เกิดเหตุอัคคีภัย โดยเกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนผู้หนีภัยจากการสู้รบ (ผภร.) ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ ตำบลแม่หละ  อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก บริเวณโซน C1bb ซึ่ง  ต้นเพลิงเริ่มไหม้จากบ้านเลขที่ 443 (C1bb) บ้านของนางแอ๊มือพอ และ เพลิงได้ลุกลามไปยังบ้านหลังอื่น ๆ เสียหายทั้งหลัง จำนวน 7 หลังคาเรือน และเสียหายเล็กน้อย จำนวน 1 หลังคาเรือน ประกอบด้วย

1. บ้านเลขที่ 443 โซน C 1BB นางแอ๊มือพอ อายุ 47 ปี เป็นเจ้าของบ้าน
          
2. บ้านเลขที่ 435 โซน C 1BB นางน๊อชุชุ อายุ 62 ปี เป็นเจ้าของบ้าน
          
3. บ้านเลขที่ 437 โซน C 1BB นางมึลาเอ อายุ 33 ปี เป็นเจ้าของบ้าน
          
4. บ้านเลขที่ 436 โซน C 1BB นางพอชิแก อายุ 53 ปี เป็นเจ้าของบ้าน

5. บ้านเลขที่ 438  โซน C 1BB นางมึยา อายุ 40 ปี เป็นเจ้าของบ้าน
          
6. บ้านเลขที่ 205 โซน C 1BB นายมาหม่า อายุ 35 ปี เป็นเจ้าของบ้าน
          
7. บ้านเลขที่ 385 โซน C 1BB นายซออาบี อายุ 75 ปี เป็นเจ้าของบ้าน
          
8. บ้านเลขที่ 432  โซน C 1BB นายโพเถาะ อายุ 54 ปี เป็นเจ้าของบ้าน (เสียหายเล็กน้อย)

เหตุการณ์ดังกล่าวปลัดอำเภอหัวหน้าพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ สั่งใช้กำลัง สมาชิก อส. กองร้อย อส.ท่าสองยาง 4 ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารพราน ,  และ อาสาสมัคร  ผู้หนีภัยจากการสู้รบ (ผภร.) ได้ร่วมกันช่วยกันดับเพลิง และแจ้งประสานจนท.ป้องกันและบรรเทาภัยองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แม่หละ นำรถดับเพลิง ของ อบต.แม่หละ สนันสนุน เข้าระงับเหตุจนสามารถควบคุม สถานการณ์อัคคีภัย ได้เบ็ดเสร็จ ใช้เวลาประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง

ซึ่งในเบื้องต้น ไม่พบผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต โดย สาเหตุที่เกิดเพลิงไหม้ เกิดจากบ้านเลขที่ 443 C1bb ทำอาหารเช้าจากเตาถ่าน เสร็จได้คีบถ่านใส่ในกระป๋องทั้งที่ถ่านยังไม่ดับ และได้รีบออกจากบ้านไปที่งานที่กลุ่มสตรี และกระป๋องที่ใสถ่านวางอยู่บนกระดาษ(สมุดนักเรียนเก่า) และบริเวณรอบกระป๋องที่ใส่ถ้านยังมีเสื้อผ้าซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ประจวบกับอากาศที่ร้อนทำให้กระดาษที่รองกระป๋องเกิดการปะทุขึ้นและลามไปติดเสื้อผ้าที่อยู่ข้างๆจึงทำให้เกิดไฟไหม้ในเหตุการณ์ดังกล่าว

.

คลื่นศรัทธาล้น! เปิดตำนาน “หลวงพ่อวัดไร่ขิง” เล่าขานปาฏิหาริย์เลื่องลือรุ่นสู่รุ่น

ตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของ วัดไร่ขิง และองค์ หลวงพ่อวัดไร่ขิง ยังคงถูกเล่าขานสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น สะท้อนพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอย่างไม่เสื่อมคลาย

ตามตำนานที่เล่าขานกันอย่างแพร่หลาย มีความเชื่อว่า “หลวงพ่อวัดไร่ขิง” เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยน้ำมา 5 องค์ สอดคล้องกับคำกล่าว “ปัญจภาคี ปาฏิหาริย์กระสินธุ์โน” ขณะที่อีกกระแสหนึ่งระบุว่า องค์หลวงพ่อถูกอัญเชิญมาจาก วัดศาลาปูน โดยล่องแพไม้ไผ่ตามลำน้ำ ก่อนจะอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ วัดไร่ขิง จ.นครปฐม ในเวลาต่อมา

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ ขณะมีประชาชนจำนวนมากร่วมทำบุญในพิธี ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ เมื่อแสงแดดอันร้อนแรงกลับมืดครึ้มลงอย่างฉับพลัน มีเมฆดำและฝนฟ้าคะนองโปรยปรายลงมา สร้างความชุ่มฉ่ำและความปีติแก่ผู้ร่วมงาน จนเกิดคำกล่าวขานว่า หลวงพ่อทรงบันดาลให้เกิดความร่มเย็น ดับความร้อน คลายทุกข์ เปรียบเสมือนสายฝนแห่งความอุดมสมบูรณ์

ไม่ว่าตำนานใดจะเป็นที่ยึดถือ พุทธานุภาพแห่งองค์หลวงพ่อวัดไร่ขิงยังคงเป็นที่ประจักษ์ในหมู่ประชาชน ผู้เลื่อมใสศรัทธาหลั่งไหลมาสักการะอย่างไม่ขาดสาย ส่งผลให้ชุมชนโดยรอบมีความคึกคักและเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปี 2569 นี้ ทางวัดได้กำหนดจัด “งานเทศกาลนมัสการปิดทองหลวงพ่อวัดไร่ขิง” ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม ถึง 6 เมษายน รวม 9 วัน 9 คืน โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งคณะสงฆ์ หน่วยงานราชการ และคณะกรรมการวัด ในการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อสืบสานประเพณีและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตต่อไป.

.

จากคนเคยลำบาก…สู่เจ้าของร้านใจบุญข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ 60 บาทอิ่มไม่อั้นเปิดหม้อเลี้ยงคนหิวกินฟรี

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่บีบรัดผู้คนในทุกระดับ ยังมีเรื่องราวเล็กๆ ที่สะท้อน “ความอิ่ม” ที่ยิ่งใหญ่กว่าความอิ่มท้อง

ร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ “เป็นต่อ” ตั้งอยู่ริมถนนดอนตูม–นครปฐม ในพื้นที่อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม อาจเป็นเพียงร้านอาหารธรรมดาในสายตาใครหลายคน แต่สำหรับลูกค้าจำนวนมาก ที่นี่คือ “ที่พึ่งของความหิว”

ด้วยราคาเพียง 60 บาท ลูกค้าสามารถตักข้าวราดแกงได้ไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด น้ำพริก ผักสด รวมถึงก๋วยเตี๋ยวไก่และขนมหวาน สลับหมุนเวียนไม่ซ้ำในแต่ละวัน จนกลายเป็นร้านยอดนิยมในเวลาเพียง 1 เดือน

ลูกค้าทั้งในพื้นที่ ต่างอำเภอ รวมถึงผู้สัญจรผ่านไปมา ต่างแวะเวียนเข้ามาอย่างคึกคัก แต่สิ่งที่ทำให้ร้านแห่งนี้ “ต่าง” จากร้านทั่วไป ไม่ใช่แค่ความคุ้มค่า หากคือ “หัวใจของเจ้าของร้าน”

ายศิษฎ์ ฟักบำรุง หรือ “ต่อ” อายุ 50 ปี เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า ตนตั้งใจเปิดร้านนี้ไม่ใช่แค่เพื่อขายอาหาร แต่เพื่อ “ให้โอกาส” กับคนที่ลำบากกว่า

“ผมเคยลำบากมาก่อน รู้ว่าความหิวมันทรมานแค่ไหน ถ้าเห็นใครไม่มีเงิน ไม่มีข้าวกิน แค่บอกว่าหิว ผมก็ให้กินฟรีเลย”

คำพูดเรียบง่าย แต่สะท้อนประสบการณ์ชีวิตที่ฝังลึก และกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเลือกแบ่งปัน

ร้านแห่งนี้เปิดรับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นคนไร้บ้าน คนเร่ร่อน คนพิการ ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ด้อยโอกาส หากเข้ามาแล้วบอกว่า “ไม่มีเงิน” ก็สามารถอิ่มท้องได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายแม้แต่บาทเดียว

นอกจากนี้ ยังมีน้ำใจเผื่อแผ่ไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ โดยลดราคาจาก 60 บาท เหลือเพียง 50 บาท เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน

แม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่เปิดให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 07.00–15.00 น. และยังคงยืนหยัดด้วยแนวคิดเรียบง่าย—“กำไรไม่สำคัญเท่าการได้ช่วยคน”

เรื่องราวของ “ข้าวแกงเป็นต่อ” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารราคาถูก แต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ยังมีน้ำใจ และย้ำเตือนว่า ในวันที่โลกอาจดูโหดร้าย ยังมีคนบางคนเลือกจะ “เติมเต็ม” ให้ผู้อื่น…แม้เพียงหนึ่งมื้อก็ตาม

ภาพ/ข่าว : กิตติพงษ์ จันทร์ละมูล ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครปฐม

เกษตรกรเบตงโบกมือลาน้ำมันแพงติดตั้งโซลาร์เซลล์สูบน้ำหล่อเลี้ยงสวนทุเรียน

สถานการณ์พลังงานจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง รวมถึงในภาคการเกษตร ที่จำเป็นจะต้องใช้น้ำมันกับการทำการเกษตร ทั้งกับเครื่องสูบน้ำ ระบบไฟฟ้าในสวน และเครื่องจักรกลต่างๆ โดยในพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ช่วงนี้เป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มออกดอก ติดผล ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ประกอบกับช่วงนี้เป็นฤดูแล้ง ฝนทิ้งช่วง ชาวสวนจึงต้องใช้น้ำจากลำธาร หรือบ่อเก็บน้ำของแต่ละสวน ที่ติดตั้งระบบเดินเครื่องสูบน้ำเพื่อรดต้นทุเรียนที่ปลูกไว้บนภูเขาสูง ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อขาดน้ำมันเชื้อเพลิงมาใช้กับเครื่องสูบน้ำส่งผลให้ต้นทุเรียนของเกษตรกรบางรายได้รับน้ำไม่เพียงพอจนยืนต้นตายแล้ว และการได้รับน้ำไม่เพียงพอจะส่งผลต่อผลผลิตที่ไม่ได้คุณภาพอีกด้วย

แต่ที่สวนทุเรียนของ เฮียเต๋อ นายวิสุทธิ์ โชตน์ธนานันต์  เกษตรกรแปลงใหญ่ในตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา  ได้หันมาใช้เครื่องสูบน้ำโซลาร์เซลล์ เป็นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทดแทนพลังงานจากน้ำมัน ในภาวะที่น้ำมันขาดแคลน โดย เฮียเต๋อ เล่าว่า  เมื่อก่อนที่สวนทุเรียนของตนใช้เครื่องสูบน้ำแรงดันสูง ต้องสูบน้ำจากน้ำลําธารด้านล่างของสวนทุเรียนขึ้นมา ต้องเอาแกลลอน 30 ลิตร  ออกตลาดไปซื้อน้ำมันที่ปั๊มอาทิตย์ละครั้ง ประมาณ 200 ลิตร เพื่อมาเติมเครื่องสูบน้ำ แต่พอใช้นานไปเครื่องมีปัญหาบ่อยครั้ง  เสียงดังรบกวน ดูดน้ำไม่ขึ้น ใช้งานหนักจนมอเตอร์ร้อนจัด รวมถึงการเสื่อมสภาพของอะไหล่  กว่าจะเรียกช่างมาซ่อมเครื่องสูบน้ำที่สวนแต่ละครั้งใช้เวลา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ที่สำคัญสิ้นเปลืองค่าไฟอีกต่างหาก

จนกระทั้งมีตัวแทนฝ่ายขาย บริษัทเอกชน มานำเสนอระบบควบคุมเครื่องสูบน้ำโซลาร์เซลล์ เลยตัดสินใจมาติดตั้งที่สวนทุเรียนของตน ในระยะแรกได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำโซลาร์เซลล์พร้อมอุปกรณ์ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์  จำนวน  4 เครื่อง ลงบ่อพักน้ำสวนทุเรียน จำนวน 2 บ่อ ในราคา 550,000 บาท ซึ่งหลังใช้ได้ไม่นาน ประหยัดค่าไฟและค่าน้ำมันได้ 100% ช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้ดี ติดตั้งง่ายในพื้นที่ห่างไกลไฟฟ้า เหมาะกับสวนหรือพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง แก้ปัญหาไฟดับบ่อย หรือแรงดันไฟฟ้าไม่เสถียร  เป็นพลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การบำรุงรักษาน้อยไม่ต้องเสียค่าน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันเชื้อเพลิงเหมือนเครื่องสูบน้ำแบบเครื่องยนต์ และมีอายุการใช้งานนานถึง 20-25 ปี สามารถสูบน้ำดูแลสวนทุเรียนในพื้นที่ 200 ไร่ของ ได้ตลอดทั้งฤดูกาล ในอนาคตจะสร้างบ่อพักน้ำสวนทุเรียน เพิ่มอีก 3 บ่อ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำโซลาร์เซลล์เพิ่มอีก จึงอยากเชิญชวนเพือนเกษตรกรหันมาใช้เครื่องสูบน้ำโซลาร์เซลล์ ลดต้นทุนในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง  ลดต้นทุนการเกษตรได้เป็นอย่างดี

ด้าน นางสาวอาภรณ์ รัตนพิบูลย์ เกษตรอำเภอเบตง กล่าวว่า  วิกฤตพลังงานในครั้งนี้ มีผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะชาวสวนทุเรียน ที่จำเป็นต้องใช้น้ำมัน เพื่อมาสูบน้ำ รดน้ำ ดูแลสวนทุเรียนในหน้าแล้ง จึงอยากแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียน หาพลังงานทางเลือกอื่นนำมาใช้กับสวนทุเรียน เช่น ระบบโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร คือการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้ามีการสูบน้ำ รดน้ำอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นทางเลือกที่เห็นผลได้จริง

.

จุดจบ!สงครามตะวันออกกลาง “รีเซต”โลกใหม่ ครอบคลุมทุกด้านทุกมิติ…!!!?

Smoke rises following Iranian missile barrages in central Israel, amid the U.S.-Israel conflict with Iran, in Tel Aviv, Israel, March 24, 2026. REUTERS/Ronen Zvulun

“สตอรี่ใหม่รายวัน” สงครามตะวันออกลาง “รีเซต” โลกใหม่ การทหาร การเงิน เศรษฐกิจใหม่ โลกหลายขั้วสร้างสมดุลลงตัวเป็นธรรม ไม่ใช่ตกอยู่กับมหาอำนาจฝ่ายเดียว

นายวีระศักดิ์ สินธุวงศ์ สำนักคิดพุทธวิทยาศาสตร์ ได้วิเคราะห์ไว้ว่า สงครามตะวันออกกลาง จะ Reset โลกใหม่ ทั้งระบบเศรษฐกิจ การเงิน พลังงาน การทหารความั่นคงเกิดความสมดุลยุติธรรมในระบบโลก ไม่ใช่ตกอยู่กับมหาอำนาจฝ่ายเดียว ซึ่งจะเกิดระบบมหาอำนาจโลกหลายขั้ว

“ซึ่งจะเห็นการ Reset การเงิน ทองคำ น้ำมัน และจะพบเป็นประจักษ์กันทั้งโลกระบบพลังงานน้ำมันขณะนี้ ผมเห็นน้ำมันขารดแคลนตัวผมเองหาถึง 7 ปั้มน้ำมันตลอดทางปรากฎว่าน้ำมันแต่ละปั้มหมด ซึ่งในชีวิตยังไม่เคยปรากฏ ยังไม่รวมถึงทองคำ ตระกูลเงินบางตระกูล เช่น ดอล่าร์ที่ทยอยเป็นเศษกระดาษ”

จากปรากฏการสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล อิหร่านที่โลกได้เกิดโกลาหลพุทธทำนาย และสงครามหนนี้เสมือน Reset โลกทั้งการทหาร การเงิน น้ำมัน ทอง โดยเฉพาะเศรษฐกิจการเงินโลกและขั้วอำนาจใหม่

จึงได้เห็นว่าวันนี้โลกได้เกิดกลุ่มขั้วอำนาจโลกใหม่เกิดขึ้น กลุ่มรัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ และกลุ่ม  BRICS แล้วไทยจะเป็นจุดศูนย์กลางโลก ในฐานะเมืองพุทธศาสนา ศาสนา พุทธผู้รูกผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ความว่าง พุทธเมตตาเอื้ออาทร ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมความต้องการของทุกฝ่าย จะเห็นว่ามีประชาชนชาวโลกต่างหลั่งไหลเข้าสู่ไทย และไทยจะเป็นครัวอาหารโลก

“ทั้งนี้ส่วนประเด็นที่มีความกังวลจะเกิดแผ่นดินพันธะสัญญา แผ่นดินพันธสัญญาฝ่ายใดจะเขียนขึ้นมาเองไม่ไม่ได้ ต่างกับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่ได้บิดเบียนขึ้นมาเอง ทุกฝ่ายที่เข้ามาเมืองไทยจะต้องอยู่ภายใต้พันธสัยญากฎหมายไทย” 

นายวีระศักดิ์  ระบุว่า มองเป็นสองภาพที่เกิดสงครามระหว่างกันนั้นคือฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายมารฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่ายพระ และที่ผ่านมาและปัจจุบันฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รุกรานและจะเป็นผู้สร้างกรรมเข่นฆ่าล่าอาณานานิคมปล้นทรัพยากร และมาวันนี้มาน้อมรับสภาพชดใช้กรรม”

เมื่อมามองภาพการกล่าววิเคราะห์ของวีระศักดิ์ สินธุงวศ์ ก็ได้ประจักษ์พยานชัดคือเกิดสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล ในบานะผู้รุกราน ส่วนอิหร่านในฐานะผู้ปกป้องมาตุภูมิ ก็จะวินิจฉัยได้ว่ากลุ่มใดคือผู้รุกรานกลุ่มใดผู้ปกป้องตนเองผู้ปกป้องมาตุภูมิ และมองภาพออกใครคือมารใครคือพระและสงครามระหว่างผู้รุกรานฝ่ายหนึ่งและฝ่ายผู้ปกป้องมาตุภูมิ ฝ่ายหนึ่งคือที่เรียกขานว่าเป็นขั้วมหาอำนาจโลกฝ่ายเดียว 

แต่ผู้ปกป้องมาตุภูมิถูกเรียกขานว่าอยู่กับฝ่ายขั้วมหามหาอำนาจโลกหลายขั้วและจะเห็นเป็นพยานทั้งสากลโลกว่าผู้รุกรานจะต้องถอยร่นกองเรือยักษ์ และที่ถูกทำลายลงทั้งฐานทัพทางทหาร ฐานทัพทางเศรษฐกิจ ฐานทัพการเงิน ทางการค้า ทงเทคโนโนโลยี่ ทางโลจิสติกส์ โทรคมนาคม ฯลฯ และเป็นการตอบโต้ตามคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ตาต่อตาฟันต่อฟัน“ซึ่งเป็นความชอบธรรม”

เพราะทั้งหมดจะเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันที่จะต้องจ่ายในฐานะผู้รุกรายทำลายล้างฝ่ายผู้ปกป้องมาตุภูมิที่ฝ่ายผู้รุกรานได้ทำลายล้าง

“เป็นของฟรีไม่มีในโลก ซึ่งเป็นหนี้ต้องจ่าย นั้นเป็นหลักคำสอนอันสิทธิ์ ผู้ศรัทธาจิตวิาญาณ และวิญญูชนทั้งสากลย่อมมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง”

แต่ยังคำบอกเล่ามาก่อนนั้นทางผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนาว่ายังมีขั้นตอนต่อไปว่ามีลิสต์บัญชีรายชื่อเป้าหมายทั้งบุคคล ทั้งในส่วนประกอบการ ทางเศรษฐกิจการค้าการเงินการค้าสงครามเพื่อตอบรับตาต่อตาฟันต่อฟันและโดยเฉพาะยังมีบัญชีสำคัญบริษัทระดันนำครองโลกเครือข่ายกลุ่มเครือข่ายอิลิทรัฐลึกถึง 500 บริษัท ซึ่งจะถูกนำเป็นเงื่อนไขที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และขุมนี้แท้จริงคือต้นน้ำท่อน้ำเลี้ยงใหญ่

“รัฐลึกเงามืดอันทรงอิทธิพลการเมืองการเงินการค้าเศรฐกิจโลก เมื่อถูกตัดต่อท่อน้ำเลี้ยง”

จึงเป็นปมปริศนาออกต่อสากลโลกที่กล่าวถึงสายเคเบิลใต้น้ำ แหล่งอาหาร น้ำจืด โรงไฟฟ้านิวเครียร์ ล้านต่างเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันและทั้งหมดนั้นต่างเป็นกลยุทธรัดคอตายผ่อนส่งอย่างทนทุกข์ทรมาน ทั้งนี้จะดำเนินไปตามหลักคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ตาต่อตาฟันต่อฟันที่ตอบรับซึ่งจะเกิดความชอบธรรม สากลโลกนี้ไม่ปฏิเสธ

ผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนา ยังได้วิเคราะห์ถึงว่าศึกสงครามหนนี้ได้บอกถึงลายแทงว่าก้อนหินพูดได้ และจะเกิดกองทัพเดินได้บุกเข้าโรมรันประจันบานจะเกิดโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่พาทหารพาประชาชนไปตายหมู่ในพื้นที่ผู้ปกป้องมาตุภูมิ ที่จะถูกถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์สงครามฉบับใหม่ขึ้นอีก 1 ฉบับ ซึ่งจะเป็นสตอรี่ใหม่

และประวัติศาสตร์ฉบับใหม่ในแผ่นดินผู้ปกป้องมาตุภูมิ ก็จะได้เกิดข้อเปรียบเทียบประวัติศาสตร์เก่าสตอรรี่เก่าระหว่างกลุ่มตอลีบันกลับผู้รุกราน จนในที่สุดผู้รุกรานต้องถอยตัวออกไป และจนถึงวันนี้กลุ่มตอลีบันยังจดจารึกรอวันใหม่ และขณะนี้ตอลีบันอยู่ในรหัส 2020 สร้างกำปั้นเหล็ก แล้วสำเร็จเฟส 4 ก็จะได้เห็นโฉมหน้าเปลี่ยนเข้าระดับท็อบความเป็นอำนาจใหม่แนวหนึ่ง

และหรือผู้รุกรานจะไม่ซ้ำรอยกับประวัติศาสตร์สตอรรี่เก่าที่เปิดสงครามรุกรานกับเวียดกง สหายชาวคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งผู้รุกรานได้โหมกระหน่ำสรรพกำลังทั้งทางบกทางอากาศ  แต่ปรากฏชาวเวียดกง กลับไม่แพ้ไม่ตายและกลับฟื้นฟูรุดหน้าติดระดับท๊อปของภูมิภาค

“ว่ากันว่าชาวสหายเวียดกงได้ต่อสู้กับผู้รุกรานที่มีแสนยานุภาพเกรียงไกรทันสมัย ทั้งปืน ทั้งระเบิด รถถัง เครื่องบิน และทั้งเครือบนิ B 52   ส่งให้ชาวสหายเวียตกงได้แปรรูปชีวิตไปนอนซุกกันในผืนดินเสมือนใส้เดือน เสมือนงู แต่แล้วในที่สุด ทั้งใส้เดือนทั้งงูมีฤทธานุภาพดุจเห่า ดุงงูจงอางเข้าตะปบคอ ใช้ของมีคม เช่น ไม้ไผ่เชือดคอผู้รุกรานล้มตายเป็นอย่างสยดสยอง ไม่จำเป็นต้องใช้ปืน ไม่ต้องใช้ ไม่ต้องลงทุนใช้เงิน” อดีตทหารผ่านศึกในประเทศเวียดนามขณะนั้น เล่าระบุ

และแล้วในที่สุดกรุงไซ่งอนแตก ผู้รุกรานต้องถอยในที่สุด เป็นประวัติศาสตร์อีก 1 ฉบับที่จะนำมาศึกษาที่เป็นวิทยาศาตร์สงครามจรยุทธสงครามกองโจร

แต่มาหนนี้ผู้รุกรานจะเข้าจู่โจมขึ้นอีกรอบ และในก็เกิดโศกนาฎกรรมอีกรอบ  แต่หนหนนี้ได้เกิดความต่างกันทั้งสภาพชัยสมรภูมิ ทะเลทราย ทะเล ภูเขา โพรงถ้ำ และแสนยานุภาพ ยุทธปัจจัย วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจะต่างกันมากเมื่อย้อนหลังไป
 “จะได้พบจรยุทธอันวิจิตรเพริดแพร้วพรรณาอยากจะคาดหยั่งถึง จะตายหมู่ตายเดี่ยวจะได้พิสูจน์ทราบ”.

เขายังวิเคราะห์ต่อ ว่ายังมีบทต่อถึงการรอคอยที่ยาวนานคือการรายล้อมเข้าโรมรันภาคพื้นดินต่อผู้รุกรานกลุ่มหนึ่งกลุ่มสำคัญตัวเป็นบงการก่ออาชญากรรมก่อสงครามรุกรานล้างเผ่าพันธุ์ ก่อเหตุไร้กฎเกณฑ์ ซึ่งสากลโลกต่างให้การปฎิเสธและต่างขยะแขยง

“คือการรอคอยที่สุกงอม และวันแห่งใกล้สุกงอมจะเปิดสงครามจรยุทธสงครามกองโจรกลางเมืองฟันต่อฟันตาต่อตา จนก้อนหินจะร้องตะโกนบอกว่ามาหลบซุกอยู่ตรงนี้”  ผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนา ระบุ

นี้คือเป็นการ Reset โลกที่เป็นรูปธรรมและเป็นการรอคอยเพื่อเกิดความเป็นธรรมกับชาวโลกทั้งมวล  และเป็นที่ตรงกันกับการวิเคราะห์ของวีระศักดิ์ สินธุวงศ์ แห่งสำนักพุทธวิทยาศาสตร์.

หนึ่งเดียวในตาก”ธารศรีทอง แคมป์ปิ้ง” เล่นน้ำ-ล่องยางกลางป่าท่ามกลางธรรมชาติสวยงาม

เปิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดตาก “ธารศรีทอง แคมป์ปิ้ง” หรือ Thansrithong Camp ชูจุดเด่นท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและอนุรักษ์ต้นน้ำ รองรับนักท่องเที่ยวสายแคมป์ปิ้งและสายลุยในช่วงฤดูร้อน

วันนี้ได้มีโอกาสพบกับ  นายรัฐชัย คงเกียรติคีรี หรือ “รองเติ้ล”อดีตรองนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ ) ตาก  ซึ่งทาง “รองเติ้ล” ได้ฝาก ประชาสัมพันธ์ โปรโมท แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่…”ธารศรีทอง แคมป์ปิ้ง- Thansrithong”
camp”

หน้าร้อนนี้ “รองเติ้ล”เชิญชม เขิญไปเที่ยว …ท่องเที่ยวคลายร้อน ที่  “ธารศรีทอง แคมป์ปิ้ง – Thansrithong camp” หนึ่งเดียวในจังหวัดตาก…ล่องเรือยางชมธรรมชาติ สวยงาม. …นับว่า “ธารศรีทอง แคมป์ปิ้ง” เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่..

ที่มีสายธาร แห่งสายน้ำ  ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่. ที่มีลำห้วยน้ำโซโกล ต้นกำเนิดจากอมก๋อยหล่อเลี้ยงคนตำบลแม่ตื่น และ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ผ่านมายังตำบลแม่สอง ต แม่อุสุ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก

“ธารศรีทอง แคมป์ปิ้ง- Thansrithong camp” ลำห้วยน้ำโซโกล ต้นกำเนิดจากอมก๋อย หล่อเลี้ยงคนตำบลแม่ตื่น และ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่เขตติดต่ออบต.แม่สอง – อบต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตากทำเลดีมาก มีการอนุรักษ์ปลาเชิงท่องเที่ยว

ดร.บุญส่ง ธารศรีทอง บุคคล ที่เป็นต้นคิด สร้างสรรค์. Thansrithong camp” ซึ่งชาวปกาญอที่อาศัยในพื้นที่หันมาทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ และต้นน้ำ แห่งนี้

.

“ก้องชัย”แกร่งทุกอนูเก็บชัย 3 ไฟต์รวด-“เด็ดดวงเล็ก” ย้ำแค้น “ซ่อนรัก”ศึก ONE ลุมพินี 148

มอบความสุขให้กับแฟนกีฬาต่อสู้อย่างเต็มอิ่ม สำหรับการแข่งขันสุดพิเศษช่วงสมาชิก The Inner Circle และ ศึก ONE ลุมพินี 148 ซึ่งถ่ายทอดสดจากสนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) ส่งไปยัง 195 ประเทศทั่วโลก เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยนักสู้ทั้ง 28 คน ต่างโชว์ฟอร์มสุดความสามารถ สร้างความเร้าใจได้ตลอดทั้งรายการ

เริ่มที่คู่เอกช่วงสมาชิก “The Inner Circle” เปิดศึกรีแมตช์ระหว่าง “ซ่อนรัก แฟร์เท็กซ์” มวยจอมอึด วัย 29 ปี จากเมียนมา พบกับ “เด็ดดวงเล็ก ทอฝันฟาร์ม” (เด็ดดวงเล็ก ทีเด็ด99) จอมสาดแข้ง วัย 23 ปี จากขอนแก่น ภายใต้กติกามวยไทย รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.)

เกมเปิดฉากเข้มข้นตั้งแต่ยกแรก เมื่อ “ซ่อนรัก” เดินลุยเข้าใส่ทันที ขณะที่ “เด็ดดวงเล็ก” ยังนิ่งรอจังหวะโต้กลับ ก่อนปรับแผนมาเดินบุกหนัก สาดแข้งขวาเข้าเป้าอย่างชัดเจน ด้าน “ซ่อนรัก” เน้นปล่อยหมัดแลกต่อเนื่อง แต่ต้านไม่อยู่ เมื่อครบ 3 ยก กรรมการเห็นพ้องให้ “เด็ดดวงเล็ก” ชนะคะแนนเอกฉันท์ ย้ำชัยอีกครั้งโดยไม่มีข้อกังขา

ขณะที่ “ลำน้ำมูลเล็ก ทอฝันฟาร์ม” (ลำน้ำมูลเล็ก ทีเด็ด99) วัย 25 ปี จากบุรีรัมย์ ดวล “หยวน เผิงเจี๋ย” คู่ชกหน้าใหม่ วัย 23 ปี จากจีน ภายใต้กติกาคิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต (125-135 ป.)

ยกแรก “ลำน้ำมูลเล็ก” ออกมาสู้ด้วยความมั่นใจ แต่พลาดโดน “หยวน เผิงเจี๋ย” ซัดหมัดซ้ายเข้าหน้า ร่วงลงไปกองให้กรรมการนับ จากนั้น “ลำน้ำมูลเล็ก” เดินบุกหวังทวงคืน โดยใช้แข้งซ้ายเป็นอาวุธหลักสาดใส่ต่อเนื่อง ทว่า “หยวน เผิงเจี๋ย” อาศัยความเร็วดึงจังหวะเอาตัวรอดได้ดี ทำให้ไล่ไม่ทัน เมื่อครบ 3 ยก “หยวน เผิงเจี๋ย” เป็นฝ่ายชนะคะแนนเอกฉันท์ ประเดิมชัยสวยในไฟต์เปิดตัว

สรุปผลการแข่งขัน The Inner Circle 27 มี.ค. 69

เด็ดดวงเล็ก ทอฝันฟาร์ม ชนะคะแนนเอกฉันท์ ซ่อนรัก แฟร์เท็กซ์ (เมียนมา) (มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต 135-145 ป.)
หยวน เผิงเจี๋ย (จีน) ชนะคะแนนเอกฉันท์ ลำน้ำมูลเล็ก ทอฝันฟาร์ม (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต 125-135 ป.)
ขุนเดช พีเค.แสนชัย ชนะคะแนนเอกฉันท์ อานัวร์ ซิสเนรอส (เม็กซิโก) (มวยไทย รุ่นฟลายเวต 125-135 ป.)

โชมะ โอกุมุระ (ญี่ปุ่น) ชนะคะแนนไม่เอกฉันท์ อัดฮัม รูซิเอฟ (อุซเบกิสถาน) (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นสตรอว์เวต 115-125 ป.)
โคทาโร ทานากะ (ญี่ปุ่น) ชนะซับมิชชัน ก๊วก แดงห์ (เวียดนาม) นาทีที่ 3:36 ของยกแรก (MMA รุ่นฟลายเวต 125-135 ป.)

ขณะที่คู่เอกของศึก ONE ลุมพินี 148 “ก้องชัย ไฉนดอนเมือง” มวยอาวุธครบเครื่อง วัย 23 ปี จากบุรีรัมย์ ได้ฤกษ์ทดสอบฝีมือ “เมห์ดาด คานซาเดห์” จอมบู๊หมัดดุดัน วัย 25 ปี จากอิหร่าน ภายใต้กติกามวยไทย รุ่นสตรอว์เวต (115-125 ป.)

ยกแรก “ก้องชัย” เจองานหนักกว่าที่คิด เมื่อ “เมห์ดาด” ปล่อยหมัดชุดสุดอันตราย เข้าสู่ยก 2 “ก้องชัย” เร่งเครื่องบุกตามสไตล์ถนัด จน “เมห์ดาด” เปิดตำราตั้งรับแทบไม่ทัน จนกระทั่งยกตัดสิน “ก้องชัย” ยิ่งชกยิ่งมั่นใจคุมเกมได้เหนือกว่า ขณะที่ “เมห์ดาด” พยายามเร่งบุกหวังพลิกสถานการณ์ แต่เมื่อครบ 3 ยก “ก้องชัย” อาศัยความขยัน เอาชนะคะแนนเอกฉันท์ เก็บชัย 3 ไฟต์ติดต่อกัน

สรุปผลการแข่งขันศึก ONE ลุมพินี 148

คู่เอก ก้องชัย ไฉนดอนเมือง ชนะคะแนนเอกฉันท์ เมห์ดาด คานซาเดห์ (อิหร่าน) (มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต 115-125 ป.)
เด่นเกรียงไกร มาวินมวยไทย ชนะคะแนนเอกฉันท์ วาเลรี สตรุนการี (มอลโดวา) (มวยไทย รุ่นฟลายเวต 125-135 ป.)
ซุปเปอร์เจ๋ง ทอฝันฟาร์ม ชนะคะแนนเอกฉันท์ พร้อมเผด็จ เอ็นเอฟ.ลูกสวน (มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต 135-145 ป.)
อาฮัด วาร์เกฮาเอียน (อิหร่าน) ชนะน็อก ฮอร์เค ปาสตอร์ (สเปน) นาทีที่ 1:07 ของยก 2 (มวยไทย รุ่นเฟเธอร์เวต 145-155 ป.)
กรุงไทย ทอฝันฟาร์ม ชนะคะแนนเอกฉันท์ บินลาดิน ส.พูลสวัสดิ์ (มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต 115-125 ป.)


ซัตตอร์ ริโซเอฟ (ทาจิกิสถาน/รัสเซีย) ชนะคะแนนไม่เอกฉันท์ ฟิลิเป ซิลวา (บราซิล) (MMA รุ่นฟลายเวต 125-135 ป.)
น้องฟ้าใส ท็อป พีเค.แสนชัย ชนะคะแนนเอกฉันท์ หว่อง จี เชง (ฮ่องกง) (มวยไทย รุ่นอะตอมเวต 105-115 ป.)
โชตะ ทาเกะโซเอะ (ญี่ปุ่น) ชนะคะแนนไม่เอกฉันท์ เฉิง ยี่ หยาง (จีน) (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นสตรอว์เวต 115-125 ป.)
รันมะ (ญี่ปุ่น) ชนะคะแนนเอกฉันท์ เวลิฮาน ปาลิต (ตุรกี/ฝรั่งเศส) (คิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต 135-145 ป.)

การแข่งขันในค่ำคืนนี้มีจอมบู๊ 2 ราย ออกอาวุธปิดเกมเข้าตา บิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” จึงสั่งแจกเงินโบนัสพิเศษให้ทันทีคนละ 350,000 บาท ไม่รวมค่าตัว ได้แก่ “โคทาโร ทานากะ” และ “อาฮัด วาร์เกฮาเอียน” รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 700,000 บาท (เจ็ดแสนบาท)

คอมมานโดบุกรวบ “เตอร์” โจ๋แก๊งทมิฬ กบดานชลบุรี หลังร่วมพวกยิงถล่มคู่อริหวังล้างแค้น

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) สนธิกำลังบุกรวบตัว “เตอร์” วัย 19 ปี สมาชิกแก๊งวัยรุ่นปืนดุ หลังร่วมกับพวก 9 คน ก่อเหตุยิงถล่มคู่อริและบิดาจนบาดเจ็บสาหัสในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ ก่อนหนีกบดานย่านสำนักบก พบเพื่อนร่วมแก๊งถูกจับไปก่อนหน้าแล้ว 8 ราย

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. และ พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. นำกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ ต.สำนักบก อ.เมือง จ.ชลบุรี หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่า นายเอกพล หรือเตอร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ 246/2568 ข้อหา “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน” ได้หลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ในบริเวณดังกล่าว

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบชายตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับ จึงแสดงตัวและขอตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งนายเอกพลยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และยังไม่เคยถูกจับกุมในคดีนี้มาก่อน เจ้าหน้าที่จึงทำการควบคุมตัวทันที

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงต้นปี 2567 ในพื้นที่ ต.ร่วมจิต อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ โดยนายเอกพลพร้อมกับพวกรวม 9 คน ได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนก่อเหตุอุกอาจเพื่อล้างแค้นคู่อริ แบ่งเป็น 3 ลำดับเหตุการณ์ ซุ่มยิงกลางถนน กลุ่มผู้ต้องหาดักยิงใส่รถจักรยานยนต์ของกลุ่มผู้เสียหายที่ขับตามกันมา 2 คัน (รวม 4 คน) จำนวน 1 นัด แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ ยิงถล่มบ้านพัก จากนั้นได้ตามไปใช้อาวุธปืนยิงใส่บ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ ม.11 ต.ร่วมจิต อีก 1 นัด ยิงบิดาคู่อริบาดเจ็บ ขณะที่ นายสุสรร (บิดาของคู่กรณี) ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกมาดูเหตุการณ์ กลับถูกกลุ่มผู้ต้องหายิงใส่เข้าอย่างจัง 1 นัด จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่ง รพ.อุตรดิตถ์ ส่วนรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายหนักบริเวณไฟหน้า

จากการสืบสวนพบว่าผู้ก่อเหตุในครั้งนี้มีทั้งหมด 9 คน ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมผู้ต้องหาไปได้แล้ว 8 คน เหลือเพียงนายเอกพลที่ยังคงหลบหนี จนกระทั่งถูกทีมคอมมานโดแกะรอยตามรวบตัวได้เป็นรายสุดท้าย

เบื้องต้น นายเอกพล ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงทำบันทึกจับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หากประชาชนพบเห็นกลุ่มวัยรุ่นรวมตัวก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนรำคาญ หรือเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่หรือโทรสายด่วน 191 ได้ทันที เพื่อความปลอดภัยของสังคม

มหกรรมสินค้า OTOP บุกน่าน “เสน่ห์ของฝากล้ำค่า ภูมิปัญญา OTOP แพร่”สร้างมูลค่าศก.ชุมชน

จังหวัดแพร่เดินหน้าส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดยุคใหม่ จัดงาน “เสน่ห์ของฝากล้ำค่า ภูมิปัญญา OTOP แพร่” ภายใต้โครงการส่งเสริมและสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์จากอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่ (Local Wisdom to Global) ระหว่างวันที่ 26 – 29 มีนาคม 2569 ณ ถนนคนเดินข่วงเมืองน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เพื่อส่งเสริมสินค้า OTOP ประเภทผ้าและของฝากของที่ระลึกให้มีมูลค่าเพิ่ม และเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดแพร่

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 นายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน“เสน่ห์ของฝากล้ำค่า ภูมิปัญญา OTOP แพร่” พร้อมด้วย นายวีรกานต์ บุญตัน พัฒนาการจังหวัดแพร่ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดแพร่ และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก ขณะเดียวกัน นายสุทธิรักษ์ ศรีสุเลิศ พัฒนาการจังหวัดน่าน ตลอดทั้งยผู้อำนวยการกลุ่มงานและนักวิชาการพัฒนาชุมชนจังหวัดน่าน ได้ร่วมพิธีเปิดและให้การต้อนรับผู้ประกอบการจากจังหวัดแพร่ ณ ถนนคนเดินข่วงเมืองน่าน

นายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กล่าวว่า จังหวัดแพร่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณภาพและสามารถแข่งขันในตลาดได้ โดยเฉพาะสินค้า OTOP ประเภทผ้าและของฝากของที่ระลึก ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัด

“การนำสินค้า OTOP มาจัดแสดงในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างถนนคนเดินข่วงเมืองน่าน เป็นโอกาสดีในการประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบกับผู้บริโภคโดยตรง ช่วยสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน” นายชัยสิทธิ์ กล่าว

ปัจจุบันจังหวัดแพร่มีผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกายจำนวน 398 ผลิตภัณฑ์ และประเภทของฝากของที่ระลึกจำนวน 629 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาในด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และมาตรฐานสินค้าให้มีความโดดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น

การจัดงานครั้งนี้จึงถือเป็นอีกเวทีสำคัญในการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พัฒนาศักยภาพ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และสร้างโอกาสทางการตลาด โดยภายในงานมีผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดแพร่กว่า 40 ราย นำสินค้ามาจัดแสดงและจำหน่าย พร้อมกิจกรรมหลากหลายตลอดงาน ตั้งแต่เวลา 11.00 – 21.00 น.

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสาธิตและเวิร์กชอปจากผู้ประกอบการ OTOP การจัดนิทรรศการผลิตภัณฑ์ชุมชน การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และการแสดงดนตรี สร้างสีสันให้กับถนนคนเดินข่วงเมืองน่าน และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

การจัดงาน “เสน่ห์ของฝากล้ำค่า ภูมิปัญญา OTOP แพร่” ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันผลิตภัณฑ์ OTOP ของจังหวัดแพร่ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

ระรินธร  เพ็ชรเจริญ  รายงาน

ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”รองอุ๊” นายกอบจ.ปราจีนบุรีลุยปรับปรุงซ่อมแซม-มอบบ้านผู้ยากไร้

ปราจีนบุรี  -“รองอุ๊” นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.)  พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดปราจีนบุรี ลงพื้นที่ตำบลสะพานหิน อำเภอนาดี เพื่อส่งมอบบ้านใน “โครงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้แก่คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยระยะกึ่งเฉียบพลัน และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง” 

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  ได้รับแจ้งจาก “รองอุ๊”   นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.)  พร้อมด้วยคณะฝ่ายบริหาร  ได้ร่วมส่งมอบบ้านให้กับ นายจิตรทิวัส สีพิษ ณ บ้านเลขที่ 46 หมู่ที่ 4 ต.สะพานหิน อ.นาดี ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงบ้านให้มั่นคง ปลอดภัย และถูกสุขลักษณะ จำนวน 99,800 บาท เพื่อให้พี่น้องของเรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีผู้นำท้องถิ่นและทีมงานในพื้นที่ร่วมต้อนรับและแสดงความยินดี ได้แก่  นายสุรัตน์ ภูมิไถล นายกองค์การบริหารส่วนตำบล สะพานหิน  (อบต. )  นายศิริพรชัย รุ่งดิน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4  พร้อมด้วยทีมงาน รพ.สต. และ ผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่

โดยมี สจ.ศิริพร บุญประเสริฐ (สจ.เขต 1 อำเภอนาดี) เป็นผู้ประสานงานและดูแลพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด

###  มานิตย์  สนับบุญ 081-5583238/ปราจีนบุรี  ###