เมียนมาส่งกลับชาวจีน 300 คน วันละ 6 เที่ยวบิน กลับประเทศผ่านไทย

กระทรวงการต่างประเทศ ส่งกลับชาวจีน 300 คน วันละ 6 เที่ยวบิน กลับประเทศ หลังได้รับการประสานจากเมียนมา ที่ต้องการส่งกลับชาวจีน ซึ่งถูกหลอกมาทำงานผิดกฎหมายในเมียวดี

เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2569 ชาวจีนจำนวน 300 คน ซึ่งผ่านการคัดกรองของเจ้าหน้าที่ไทย ที่ด่านพรมแดน จ.ตาก ถูกลำเลียงมาที่ท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอด จ.ตาก เพื่อเดินทางกลับประเทศจีน เที่ยวละ 50 คน ทั้งหมด 6 เที่ยวบินต่อวัน

การส่งชาวจีนกลับประเทศในวันนี้ มีทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู อ.แม่สอด ดูแลความเรียบร้อยบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ขณะที่ ตำรวจ สภ.แม่สอด อำนวยความสะดวกในการขนส่งไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอด

สำหรับชาวจีนที่ถูกส่งกลับกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้รับหนังสือจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำประเทศไทย ขอส่งบุคคลสัญชาติจีน ที่ถูกชักชวนไปทำงานผิดกฎหมายในเมืองเมียวดี กลับประเทศต้นทางผ่านประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2569 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย แจ้งว่า สถานเอกอัครราชทูตจีน พร้อมรับบุคคลสัญชาติจีน จำนวน 1,108 คน ระหว่างวันที่ 20 – 23 ม.ค. 2569 จากจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพ ไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ด่านพรมแดนแม่สอด เมียวดี 2 บริเวณบ้านวังตะเคียนใต้ หมู่ 7 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด และจะเดินทางออกจากจากท่าอากาศยานแม่สอด ในวันเดียวกัน

โดยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ สายการบิน China Southern Airlines ซึ่งจัดหาโดย สถานเอกอัครราชทูตฯ พร้อมนี้ ได้มอบหมายให้ นายจ้าว หย่งหนิง เลขานุการตรี เป็นผู้ดำเนินการ

ใครจะครองเจ้ากีฬาพาราอาเซียนจับตาดาวเด่น–ตัวเต็งเหรียญทอง อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

หนึ่งในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาคอาเซียนกำลังจะเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง กับการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 20–26 มกราคม 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา การแข่งขันครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการชิงชัยเพื่อเหรียญรางวัล แต่คือเวทีที่สะท้อนพลังใจ ความมุ่งมั่น และศักยภาพของนักกีฬาพาราจาก 10 ชาติอาเซียน โดยแต่ละประเทศต่างส่ง “ตัวเต็ง” และ “ดาวเด่น”ลงสนาม พร้อมเป้าหมายสูงสุดบนโพเดียม

• ความหวังเจ้าภาพ “ไทย” ตั้งเป้า 231 เหรียญทอง

ในฐานะเจ้าภาพ ทีมชาติไทยประกาศเป้าหมายชัดเจน ลุ้นกวาดถึง 231 เหรียญทอง พร้อมขนทัพนักกีฬาพาราชื่อดังระดับโลกลงสนามครบทุกชนิดกีฬาหลัก โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ “แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะราชินีวีลแชร์ฟันดาบ เจ้าของ 5 เหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์ ที่จะลงแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์เป็นครั้งแรกในชีวิต เป้าหมายไม่ใช่แค่เหรียญทอง แต่คือการคว้าชัยต่อหน้าแฟนกีฬาชาวไทย และส่งต่อประสบการณ์ให้รุ่นน้องในทีมชาติ

​ทัพกรีฑายังคงเป็นขุมพลังเหรียญทองหลักของไทย นำโดย พงศกร แปยอ, ชัยวัฒน์ รัตนะ,อธิวัฒน์ แพงเหนือ และตำนานวีลแชร์เรซซิ่งอย่าง ประวัติ วะโฮรัมย์ ยอดนักวีลแชร์เรซซิ่ง เจ้าของ 7 เหรียญทองพาราลิมปิก ขณะที่เทเบิลเทนนิสซึ่งเคยคว้า 20 เหรียญทอง ยังคงแข็งแกร่งทั้งคลาสยืนและคลาสวีลแชร์

​ด้านพาราว่ายน้ำ เจ้าเหรียญทองจากพนมเปญ นำโดย อัญชญา เกตุแก้ว และเนติรัฐ มีพร้อม ตั้งเป้าทำผลงานให้ดีกว่าเดิมในสระบ้านเกิด ปิดท้ายด้วยบอคเซีย ที่มีมือวางระดับโลกดีกรีพาราลิมปิกเกมส์อย่าง วรวุฒิ แสงอำภา, วัชรพล วงษา และพรโชค ลาภเย็น พร้อมเดินหน้าล่าเหรียญทองทุกประเภท

• “อินโดนีเซีย” แชมป์เก่า เดินหน้าล่าแชมป์สมัยที่สอง

อินโดนีเซียคือทีมที่ทุกชาติประมาทไม่ได้ หลังครองตำแหน่งเจ้าเหรียญทองอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 12 ด้วยผลงาน 159 เหรียญทอง หัวใจสำคัญยังคงเป็น เจนดี ปังกาเบียน (Jendi Pangabean) นักว่ายน้ำจอมเก๋าวัย 35 ปี เจ้าของ 6 เหรียญทองจากครั้งล่าสุด ที่จะลงแข่งขันถึง 5 รายการ โดยเจ้าตัวยืนยันว่าเป้าหมายยังเหมือนเดิมคือ “ทำผลงานให้ดีที่สุดและมุ่งคว้าเหรียญทอง” แม้การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้นกว่าทุกครั้ง

• “เวียดนาม” ลุ้น 40–50 เหรียญทอง กับขุนพลยกน้ำหนัก

ชื่อของ เล วาน กง (Le Van Cong) คือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของเวียดนามในกีฬายกน้ำหนักพารา เพราะเขาคือแชมป์อาเซียนพาราเกมส์รุ่นไม่เกิน 49 กก. ทุกครั้งที่ลงแข่งขัน และเป็นนักกีฬาชาวเวียดนาม
เพียงคนเดียวที่คว้าเหรียญพาราลิมปิกครบทุกสี โดยเจ้าตัวเผยว่า “ครั้งแรกที่ผมคว้าเหรียญทองคือที่ประเทศไทย และผมแทบรอไม่ไหวที่จะได้กลับมาอีกครั้ง”

การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นอาเซียนพาราเกมส์ครั้งที่ 8 ของเขา พร้อมความทรงจำพิเศษกับประเทศไทย นอกจากนี้ เวียดนามยังมีทัพกรีฑาและว่ายน้ำที่แข็งแกร่ง โดยตั้งเป้าจบอันดับ Top 3–4 ตารางเหรียญรวม

• “มาเลเซีย” ฝากความหวังดาวรุ่งจาก Labuan

มาเลเซีย ยังคงฝากความหวังไว้ที่กีฬาบอคเซียและกรีฑา โดยมีนักกีฬาหญิงจาก Labuan ที่น่าจับตามอง ได้แก่ อัฟรินดา อานีส (Avrinda Anis) นักบอคเซียหญิง เจ้าของเหรียญทอง Para SUKMA 2024 และ โรซาเบล โรเซล พารินัส (Rozabell Rozell Parinus) นักวิ่ง T36 ระยะ 100 และ 200 เมตร ซึ่งทั้งสองคนถูกมองว่าเป็นตัวแทนนักกีฬารุ่นใหม่ที่พร้อมพิสูจน์ตัวเองบนเวทีอาเซียน

• “ฟิลิปปินส์” ขุมกำลังหมากรุกพารา

ฟิลิปปินส์ยังคงยึดหมากรุกพาราเป็นแหล่งเหรียญทองหลัก โดยมี แดร์รี่ เบอร์นาร์โด (Darry Bernardo) ดาวดังที่คว้าไปถึง 6 เหรียญทองจากอาเซียนพาราเกมส์ครั้งที่แล้ว ผนวกกับผลงานจากพาราว่ายน้ำและพารากรีฑา ที่ช่วยให้ทีมมีลุ้นอันดับบนตารางเหรียญรวม

• “สิงคโปร์” ฝากความหวังพาราว่ายน้ำ

ชื่อของ โคลิน ซูน จิน กวง (Colin Soon Jin Guang) คือความหวังสูงสุดของสิงคโปร์ในพาราว่ายน้ำ หลังคว้า 4 เหรียญทองในครั้งก่อน และครองสถิติชาติหลายรายการ พร้อมประสบการณ์ระดับโลกจากเวิลด์แชมเปียนชิพ

• “เมียนมาร์–บรูไน–ติมอร์-เลสเต–สปป.ลาว” มุ่งพัฒนาศักยภาพนักกีฬา

เมียนมาร์ยังมี มิน ทู (Min Htoo) เป็นความหวังในพาราว่ายน้ำ ขณะที่บรูไน ติมอร์-เลสเต และ สปป.ลาว ต่างมองอาเซียนพาราเกมส์ครั้งนี้เป็นเวทีแห่งการพัฒนา โดยเฉพาะในกรีฑาและว่ายน้ำ ซึ่งเปิดโอกาสให้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ได้

อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “พลังใจ” คือหัวใจของนักกีฬาพาราไม่แพ้พละกำลัง โดยการแข่งขันจะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 20 มกราคมนี้ ท่ามกลางความสนใจจากแฟนกีฬาทั่วภูมิภาคอาเซียน

สกัดจับรถตู้ทึบลอบขนบุหรี่ไฟฟ้าจากภาคอีสานสู่ภาคกลางยึดของกลางกว่า 1.7 หมื่นชิ้น

ตำรวจสอบสวนกลาง(CIB) ผนึกกำลัง ปส. สกัดรถตู้ทึบลักลอบขนบุหรี่ไฟฟ้าจากภาคอีสานส่งเข้าสู่ภาคกลางยึดของกลางกว่า 1.7 หมื่นชิ้น มูลค่าปรับพุ่ง 7 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) แถลงผลการจับกุมขบวนการลักลอบขนบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายรายใหญ่ พร้อมของกลางจำนวนมาก

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. สั่งการให้ชุดปฏิบัติการนำโดย พ.ต.ท.สุวนัย พิทักษ์ (บก.สกส.บช.ปส.) และ พ.ต.ท.กิตติพศ คงสูงเนิน (สว.กก.1 บก.ปคบ.) เข้าสกัดจับกุม:

• ผู้ต้องหา: นายวราวุฒิ (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา
• ของกลาง: 1. บุหรี่ไฟฟ้าชนิดสูบแล้วทิ้ง จำนวน 17,320 ชิ้น
2. รถยนต์กระบะตู้ทึบ ISUZU D-MAX สีเทา ทะเบียน 4ฒค 7051 กทม.
3. โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง
• มูลค่าความเสียหาย: ค่าปรับทางศุลกากรรวมกว่า 7,000,000 บาท
• สถานที่จับกุม: ริมถนนกาญจนาภิเษก หน้าศูนย์กระจายสินค้าบางบัวทอง ต.ละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการลักลอบขนบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากจากพื้นที่ภาคอีสานส่งเข้าสู่ภาคกลาง โดยใช้รถยนต์กระบะตู้ทึบเป็นพาหนะ จึงได้วางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณถนนพหลโยธิน อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา
กระทั่งพบรถเป้าหมายขับผ่าน เจ้าหน้าที่จึงสะกดรอยตามไปจนถึงจุดจอดรถบริเวณถนนกาญจนาภิเษก อ.บางบัวทอง จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น ผลการตรวจสอบภายในตู้ทึบหลังรถพบกล่องกระดาษสีน้ำตาลบรรจุบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 1.7 หมื่นชิ้น
สารภาพรับจ้างขน แลกเงิน 3,800 บาท

จากการสอบสวน นายวราวุฒิ ผู้ขับขี่ ให้การรับสารภาพว่า ตนได้รับการว่าจ้างให้ขนของกลางทั้งหมดมาจากจังหวัดขอนแก่น เพื่อนำมาส่งให้ลูกค้าในย่านบางบัวทอง โดยได้รับค่าจ้างในครั้งนี้เป็นเงินจำนวน 3,800 บาท
ข้อหาหนักตาม พ.ร.บ.ศุลกากร

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 246 (ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร หรือของต้องห้ามต้องกำกัด) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาสินค้ารวมภาษี หรือทั้งจำทั้งปรับ

ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคบ. เพื่อขยายผลหาเจ้าของที่แท้จริงและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: พ.ต.ท.กิตติพศ คงสูงเนิน สว.กก.1 บก.ปคบ. โทร. 093-452-4941

เรียนเชิญเข้าร่วมงานแถลงข่าว กมธ.ศาสนาฯ จับมือ 9 นง.ภาครัฐเซ็นMOU โครงการ “เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา”

คณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะ และวัฒนธรรม วุฒิสภา โดยคณะอนุกรรมาธิการ การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ร่วมกับ 9 หน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ  สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ และกรุงเทพมหานคร กำหนดลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมจัดโครงการ “เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา”  โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา คุณธรรม จริยธรรมกล่าวรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์การจัดพิธี  ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเชิญแขกผู้มีเกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมสัมมนา B1–1 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา (ฝั่งสภาผู้แทนราษฎร)

โครงการ “เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา” เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้เยาวชนใช้ความคิดสร้างสรรค์ ถ่ายทอดเรื่องราวของศาสนสถาน หลักธรรม และคำสอนของศาสนาที่ตนเองนับถือ ผ่านคลิปวิดีโอสั้น ความยาวไม่เกิน 2 นาที อันจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นการมีส่วนร่วมของสังคมไทยในการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาทุกศาสนา ซึ่งนับว่าเป็น Soft Power ทางด้านวัฒนธรรมและความศรัทธา นำพาให้เยาวชนได้รับการซึมซับคุณค่าทางศีลธรรมตั้งแต่วัยเยาว์ และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรม ศรัทธา และพร้อมสืบสานการอุปถัมภ์ศาสนาเพื่อความสงบสุขของสังคมต่อไป โดยจัดแบ่งประเภทการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 ระดับประถมศึกษา และประเภทที่ 2 ระดับมัธยมศึกษา  ชิงรางวัล 200,000 บาท

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนาฯ

การจัดแถลงข่าว “ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุงศาสนา” ในวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมสัมมนา B1–1 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา (ฝั่งสภาผู้แทนราษฎร)  โดยกำหนดการมีดังนี้

เวลา 13.00  น. – ลงทะเบียน  

เวลา 13.30 น.- ผู้เข้าร่วมพิธีพร้อมกัน ณ ห้องประชุมสัมมนา B 1 – 1

ร่วมถวายความอาลัย “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ด้วยการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที 

เวลา 13.35 น. – พิธีเปิด 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์  ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา คุณธรรมจริยธรรม กล่าวรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์การจัดพิธี นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะ
และวัฒนธรรม ประธานกล่าวเปิดงาน

  เวลา 13.40 น.

– การแสดงประกอบเพลง โดยคณะนักเรียนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา

เวลา 13.55 น.

– นำเสนอคลิปวิดีโอสั้น 1 นาที

เวลา 14.00 น.

– พิธี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)  ในการดำเนินโครงการ “เยาวชนสร้างสื่อ สื่อสร้างธรรม บำรุง  ศาสนา”

เชิญผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจขึ้นบนเวทีตามลำดับ ดังนี้

นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม, ผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ผู้แทนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม,ผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ,ผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม,ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ,ผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ,ผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์,ผู้แทนกรุงเทพมหานคร,นายวิเชียร บัวบาน อนุกรรมาธิการ อ่านข้อความในบันทึกความเข้าใจ ลงนามในบันทึกความเข้าใจ พร้อมกัน

สื่อมวลชนตอบข้อซักถาม

ถ่ายรูปร่วมกัน 

เวลา 15.00 น.  – เสร็จพิธี

.

ตำรวจชุดสืบสน.เตาปูน บุกรวบหนุ่มมาเลเซียแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตุ๋นเหยื่อโอนเงินสูญ 1.5 ล้าน

ตำรวจชุดสืบ สน.เตาปูนบุกจับชายชาวมาเลเซียแก๊งคอลเซ็นเตอร์คาโรงแรม ย่านรามคำแหง หลอกผู้เสียหาย วัย 72 ปี โอนเงินสูญ 1.5 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2569 ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. , พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.พล.ต.ต. เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2 , พ.ต.อ.เด่นโดม ลาภานันต์ ผกก.สน.เตาปูน , พ.ต.ท.อภิวัฒน์ อาจอินทร์ รอง ผกก.สส.สน.เตาปูน สั่งการให้ พ.ต.ต.เกียรติศักดิ์ เพชรสงค์ สว.สส.สน.เตาปูน พร้อมกำลังฝ่ายสืบสวน ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ คือชายชาวมาเลเซีย วัย 28 ปี ฐานความผิดฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นตามหมายจับศาลอาญา ณ โรงแรมย่านรามคำแหงกรุงเทพมหานคร

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 69 ผู้เสียหาย วัย 72 ปี ได้มาลงประจำวันแจ้งความว่า เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 69 เวลาประมาณ 15.30 น. ตนได้ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก และตนได้ไปกดเงิน จำนวน 1,500,000 บาท และส่งมอบให้ผู้ก่อเหตุบริเวณลานจอดรถ คอนโดรีเจนท์ เฟส 27 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ต่อมาฝ่ายสืบสวนได้ติดตามตรวจสอบกล้องวงจรปิด จนสืบทราบว่าคนมารับเงินจากผู้เสียหาย คือชาววัย 28 ปี ชาว มาเลเซีย เมื่อได้รับเงินแล้ว จะได้นำเงินไปส่งต่อให้กับ ผู้ร่วมขวบการสัญชาติ มาเลเซีย เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ขอศาลอนุมัติขอหมายจับผู้ก่อเหตุทั้ง 2 ราย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้ตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหา ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับได้พักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านรามคำแหง จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบตัวไปตรวจค้นห้องพักของโรงแรม พบของกลางภายในห้องคือ
1.เงินสด 53,300 บาทไทย
2.เงินริงกิต มาเลเซีย 63 ริงกิต
3. กระเป๋าสะพายหลัง สีดำ จำนวน 1 ใบ 
4. กระเป๋าเดินทาง สีดำขอบน้ำตาล จำนวน 1 ใบ (ใส่เครื่องปริ้นและตาชั่งดิจิตอล)
5. เครื่องปริ้นเตอร์ ยี่ห้อEPSON จำนวน 1 เครื่อง (พบภายในกระเป๋าเดินทาง ของกลางลำดับที่2)
6. เครื่องชั่งดิจิตอล จำนวน 1 เครื่อง (พบภายในกระเป๋าเดินทาง ของกลางลำดับที่2)

7. ซองกระดาษ สีน้ำตาล จำนวน 47 ซอง 
8. กระดาษ เอ4 จำนวน 1 ริม 
9. ถุงพลาสติกสีดำ จำนวน 20 ใบ
10.โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อไอโฟน สีแดง จำนวน 1 เครื่อง (ใช้ส่วนตัว)
11.โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อไอโฟน สีน้ำเงิน จำนวน 1 เครื่อง (ใช้ในการติดต่อสื่อสาร)
12.โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อHONOR สีฟ้า จำนวน 1 เครื่อง (ใช้สำหรับส่วนตัว)

 จึงทำการตรวจยึดนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สะเทือนขวัญกลางหัวหิน!ล่าฆาตกรโหดย่องทุบหัวพนง.โรงแรมดับชิงทรัพย์

สะเทือนขวัญกลางหัวหิน! ชาวเน็ตแห่แชร์ภาพ’ฆาตกรสุดเหี้ยม’ย่องทุบหัวพนักงานสาวโรงแรมไม่ยั้ง ดับคาเคาน์เตอร์ ก่อนกวาดทรัพย์สินหลบหนีลอยนวล 

เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2569 เพจเฟศซบุ๊ก “มังกรซ่อนตัว” ได้โพสต์ข้อความเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญกลางเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยระบุว่า “ล่าตัวฆาตกรโหดฆ่าชิงทรัพย์กลางที่ทำงาน หัวหินสะเทือนใจ เหยื่อสาวถูกทำร้ายขณะหลับ ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันสอดส่องและแชร์ข้อมูล

จากภาพที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ระบุว่าเป็นบุคคลต้องสงสัย ในคดีฆ่าชิงทรัพย์สุดโหด ผู้เสียชีวิตเป็นพนักงานหญิง ถูกทำร้ายขณะนอนหลับในสถานที่ทำงาน โดยใช้ของแข็งเป็นอาวุธ

เหตุเกิดในพื้นที่ อำเภอหัวหิน จังหวัประจวบคีรีขันธ์ ขณะนี้ ผู้ก่อเหตุยังอยู่ระหว่างการหลบหนี หากประชาชนพบเห็นบุคคลต้องสงสัยลักษณะใกล้เคียง หรือมีข้อมูลเบาะแสใด ๆ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีที่ สายด่วน 191 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และร่วมกันคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย และขอความร่วมมือทุกคนช่วยกันแชร์เพื่อความปลอดภัยของสังคม”

โดยโลกออนไลน์ได้มีการแห่แชร์ ภาพชายต้องสงสัยที่ก่อเหตุดังกล่าว อายุประมาณ 35-40 ปี เพื่อช่วยติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย 

ทั้งนี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “Rung Rung Pos” โพสต์ข้อความระบุว่า “ช่วยแชร์หน่อยนะคะ สงสารน้องผู้เสียชีวิต ในรูป คือคนร้าย ที่ก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์ ในขณะที่ผู้ตายน้องผู้หญิงหลับในที่ทำงาน (ยังจับไม่ได้) โดยใช้ของแข็ง ในการลงมือ เหตุเกิดในอำเภอหัวหิน โปรดช่วยกันแชร์หรือสังเกตุบุคคลต้องสงสัย แล้วโทรแจ้ง191 เพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำซ้อน”

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 03.07 น. วันที่ 19 ม.ค.2569 ขณะพนักงานสาวนั่งหันหลังอยู่บริเวณเคาน์เตอร์ต้อนรับของโรงแรมแห่งหนึ่ง คนร้ายแอบย่องเข้าไป ก่อนปีนข้ามเคาน์เตอร์ไปด้านหลัง จากนั้นใช้อาวุธเหล็กที่เตรียมมากระหน่ำตีบริเวณศีรษะพนักงานสาวอย่างรุนแรงมากกว่าสิบครั้ง จนพนักงานสาวทรุดลงกองกับพื้น และเสียชีวิต

จากนั้นคนร้ายชิงทรัพย์สินแล้วหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว และยังไม่สามารถจับกุมตัวได้

ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร! น้องบูม วัย 17 ปี สู้ชีวิต แม่ทิ้งไว้อยู่คนเดียว ทำงานพาร์ทไทม์ส่งตัวเองเรียน

จากกรณีเฟซบุ๊ก “เมศ เจ้าชายน้อย” โพสต์ภาพพร้อมเขียนเล่าเรื่องราวชีวิตของน้องบูม เด็กชายวัย 17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี ที่ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมาเกือบ 1 ปี ภายในห้องเช่าเล็กๆ ต้องทำงานพาร์ทไทม์ทุกวันหลังเลิกเรียนเพื่อแลกเงินประทังชีวิตในแต่ละเดือน และยังไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะมีโอกาสได้เรียนต่อหรือไม่
.
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี โดยในวันนี้ทางรองผู้อำนวยการโรงเรียน คุณครูแนะแนว พร้อมด้วยนางวาริน วีระสุนทร หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี, น.ส.สุนทรีย์ อึ้งเกลี้ยง นักสังคมสงเคราะห์ อบจ.นนทบุรี และ นายปรเมศร์ มีสมภพ หรือ “เมศ เจ้าชายน้อย” ได้ประชุมหารือเพื่อวางแนวทางในการช่วยเหลือ หลังผ่านไปเพียงข้ามคืน เงินบริจาคก็หลั่งไหลเข้ามากว่า 1 ล้านบาท จนต้องปิดรับ โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ก่อนให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีดังกล่าว

น้องบูม กล่าวว่า ตนเริ่มอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เรียนชั้น ม.5 แต่เริ่มทำงานพาร์ทไทม์ตั้งแต่จบชั้น ม.3 ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย และจะทำทุกวันหลังเลิกเรียน สำหรับผลการเรียนก็อยู่ในเกณฑ์ทั่วไป ไม่ถึงเก่งแต่ตนก็มีความตั้งใจ วันนี้รู้สึกขอบคุณทุกท่านที่ช่วยเหลือมากๆ ที่เห็นความตั้งใจของตน แต่ก็มีความกังวลว่าตนสมควรได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ เพราะยังมีอีกหลายคนที่ลำบากกว่าตนเยอะ ตอนแรกที่รู้ยอดเงินตกใจมากที่ได้รับเงินจำนวนมาก หลังจากนี้ก็ต้องปรับเปลี่ยนเวลาการใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมด เน้นการเรียนเป็นหลัก รู้สึกตื่นเต้นและตื้นตันใจมาก ขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันเป็นสื่อ และกระบอกเสียงแชร์เรื่องราวของตน ถ้าไม่ได้ทุกคนตนคงลำบากกว่านี้

นายปรเมศร์ หรือ เมศ เจ้าชายน้อย กล่าวว่า ตนได้รับการประสานจากทางผู้อำนวยการศูนย์บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี และได้ลงพื้นที่พร้อมกันเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้น ตนเห็นว่าน้องน่าสงสาร ขยัน อดทน มีความมานะที่จะดำรงชีวิต แต่น้องเองยังขาดความช่วยเหลือในหลายๆอย่าง เท่าที่เห็นภายในห้องพักจะมีแค่ที่นอน กระทะไฟฟ้าเล็กๆ นอกนั้นก็ไม่มีอะไร ด้วยความที่น้องต้องทำงาน เก็บเงินเพื่อใช้จ่ายในการดำรงชีวิตแต่ละเดือน จึงไม่สามารถซื้ออะไรที่นอกเหนือจากของที่จำเป็นได้ หลังจากเมื่อวานที่ตนโพสต์เฟซบุ๊ก มีพลเมืองดีโทรเข้ามาสอบถาม อยากให้สิ่งของ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มีคนโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีของน้องโดยตรง ตัวเลขทั้งหมดกลมๆ ตอนนี้ประมาณ 1 ล้านบาท ทุกคนตกใจไม่คิดว่าจะมียอดเงินเยอะ ตัวน้องเองก็เกรงใจ เพราะคิดว่ายังมีอีกหลายคนที่ลำบากกว่าน้องเยอะ แต่ก็ดีใจที่ได้รับการช่วยเหลือจากคนในสังคม ขอบคุณภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ช่วยเป็นกระบอกเสียง ร่วมมือร่วมใจกัน จนน้องได้รับความช่วยเหลือ

นางวาริน กล่าวว่า หลังจากได้รับแจ้งเรื่องราวของน้อง ตนได้มีการลงพื้นที่ดูแล ทั้งการศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้มีความปลอดภัย นำสิ่งของ ข้าวสาร อาหารแห้ง อุปกรณ์เครื่องครัวเบื้องต้นในการดำเนินชีวิต รูปแบบการใช้ชีวิตของน้องยังดำเนินไป ช่วงเช้าน้องจะเข้าเรียนตามปกติ และช่วงเย็นก็จะหางานพาร์ทไทม์ทำ น้องมีความฝันว่าอยากเป็นทหาร ซึ่งตนก็ได้มีการประสานไปยังคุณเมธเพื่อให้ช่วยเหลือเรื่องของเงินในอนาคต เท่าที่ตรวจสอบตอนนี้ยอดเงินบริจาคค่อนข้างเยอะ ตนจึงได้มีการประชุมทีมสหวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน หน่วยงานที่ดูแลในหลายส่วน เพื่อให้แบ่งการใช้จ่ายเงินอย่างถูกต้อง และเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาตามมาในอนาคต ซึ่งจะเป็นการฝากเงินแบบสลักหลัง น้องจะไม่สามารถเบิกเงินได้ จนกว่าอายุจะครบ 19 ปี คือเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว

แต่เงินส่วนเกิน จำนวนแสนกว่าบาท จะเก็บไว้ให้น้องใช้ดำเนินชีวิตประจำวันจนกว่าจะจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งก่อนหน้านี้ตนพยายามช่วยเหลือมาตลอด และหลังจากนี้ยังคงช่วยเหลืออยู่เพื่อให้น้องได้ศึกษาต่อไป ก่อนอื่นความกังวลมีอยู่แล้วในตัวของน้อง เพราะยอดเงินที่มีคนบริจาคเข้ามามีจำนวนมาก แต่เราได้มีการวางแผนเพื่อให้น้องลดความกังวลลง รวมถึงแก้ไขปัญหาป้องกันระวังเครือญาติ ที่จะไม่สามารถเบิกจ่ายได้ เพราะเป็นเงินสำหรับอนาคตของน้องในวันข้างหน้า

สัญญาณลับ “ฮุน เซน”ส่ง “เตีย บัณห์”การันตีความจริงใจ ยันเขมรไม่ตอแยไทยอีกแล้ว

สัญญาณลับจากพนมเปญ! ‘วาสนา นาน่วม’ เผย ‘ฮุนเซน’ ส่ง ‘เตีย บันห์’ ต่อสายตรงถึงบิ๊กกองทัพไทย การันตีรอบนี้ไม่หาเรื่อง-ขอให้เชื่อใจ ด้านฝ่ายความมั่นคงยังกังขา พฤติกรรมจริงสวนทางคำพูด จับตาข่าวลือป่วยหนัก ส่อเค้าแผนเบี่ยงเบนประเด็นจีนเทา-สแกมเมอร์

นางสาววาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกผ่านรายการ “เรื่องใหญ่ Live Talk” เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่ผ่านมา ถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และท่าทีล่าสุดของ สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุนเซน ประธานองคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

นางสาววาสนา ระบุว่า ขณะนี้มีความพยายามจากฝั่งกัมพูชาในการส่งสัญญาณมายังผู้ใหญ่ในกองทัพและฝ่ายความมั่นคงของไทย โดยผ่านทาง พลเอก เตีย บันห์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทางกองทัพไทยมาอย่างยาวนาน

เนื้อหาสำคัญของสารดังกล่าวระบุว่า “ขอให้เชื่อมั่น เชื่อใจเถอะว่า กัมพูชาจะไม่ทำอีกแล้ว จะยึดตามที่ตกลงเจรจากันไว้” ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงของไทยได้ตรวจสอบแล้วยืนยันว่าเป็นเสียงของพลเอก เตีย บันห์ ตัวจริง ไม่ใช่การใช้เทคโนโลยี AI เลียนเสียงแต่อย่างใด

แม้จะมีการส่งสัญญาณเชิงบวก แต่ฝ่ายความมั่นคงและกองทัพไทยยังคงมีท่าที “แบ่งรับแบ่งสู้” โดยนางสาววาสนาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ฮุนเซนต้องการใช้ช่องทางทหารผ่านพลเอก เตีย บันห์ เพื่อลดความหวาดระแวงของฝั่งไทย เนื่องจากไทยมีการเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดการปะทะรอบที่ 3

แม้คำพูดจะดูอ่อนลง แต่ในทางปฏิบัติ ทั้งด้านการทูตและการกระจายข่าวสาร กัมพูชายังคงมีท่าทีที่รุนแรงและไม่สอดคล้องกับข้อความที่ส่งมา ทำให้คนในกองทัพ “ไม่มีใครเชื่อ” ในความจริงใจดังกล่าว

กัมพูชาพยายามลดกระแสต่อต้านฮุนเซนในไทย หลังจากเริ่มมีกระแสแยกแยะระหว่าง “ประชาชนกัมพูชา” กับ “ผู้นำกัมพูชา” ออกจากกัน

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงการหายตัวไปของฮุนเซน จนเกิดข่าวลือสะพัดว่า “เส้นเลือดในสมองแตก” ซึ่งนางสาววาสนามองว่าอาจไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด แต่อาจเป็นผลมาจากความเครียดรุมเร้าในหลายด้าน ทั้งเรื่องปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (สแกมเมอร์) การจับกุม “เฉิน จื้อ” และแรงกดดันจากกลุ่มทุนจีนเทา

“เชื่อว่าข่าวที่ออกมาว่าป่วย น่าจะเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่ออธิบายว่าช่วงที่หายไปนั้นเพราะไม่สบาย ไม่ใช่เพราะกำลังหนีปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ หรือหวาดกลัวอิทธิพลของจีน” วาสนา กล่าวทิ้งท้าย

ฟื้นวิถีชีวิต“มอญกลางกรุง”พหุวัฒนธรรมเสน่ห์ฝั่งธนกระตุ้นศก.-ท่องเที่ยว

ผู้ว่าฯ กทม. ดัน “มอญกลางกรุง” ชูพหุวัฒนธรรมฝั่งธน สร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน หัวใจของเมืองคือ “ชุมชนที่เข้มแข็ง”

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดกิจกรรมตลาดวัฒนธรรม “มอญกลางกรุง” จัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เขตธนบุรี พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมเที่ยวชมตลาดมอญกลางกรุง การออกร้านสินค้าและอาหารพื้นถิ่นในชุมชนวัดประดิษฐาราม และการแสดงวัฒนธรรม ตั้งแต่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยไปจนถึงวัดประดิษฐาราม และบริเวณท่าน้ำเสาหงส์ริมคลองบางหลวง โดยมี ผศ.ดร.คณกร สว่างเจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ผศ.ดร.ปัทมา วัฒนพานิช ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาการขับเคลื่อนวิทยสถาน “ธัชภูมิ” เพื่อการพัฒนาพื้นที่

ว่าที่ร้อยตรีเดชาธร แสงอำนาจ ผู้อำนวยการเขตธนบุรี ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม ผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา คณะผู้ทรงคุณวุฒิ คณะนักวิจัย ผู้แทนหน่วยงานด้านการบริหารและจัดการทุนเพื่อการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ผู้นำชุมชนย่านหิรัญรูจี ชุมชนวัดประดิษฐาราม ตลอดจนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน เข้าร่วมกิจกรรม

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองคือการทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง โดยแต่ละชุมชนมี “อัตลักษณ์” หรือเสน่ห์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร กิจกรรมในครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำเพชรในชุมชนมาเจียระไนให้เปล่งประกาย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความจำเจของสินค้าในตลาดนัดทั่วไปที่มักจะเหมือนกันไปหมด ให้กลายเป็นสินค้าที่มีเรื่องราวและหาทานได้ยาก

ทั้งนี้ หัวใจของเมืองคือ “ชุมชนที่เข้มแข็ง” และฝั่งธนบุรีเป็นศูนย์กลางพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เนื่องจากพื้นที่ฝั่งธนบุรีมีความพิเศษ เพราะเป็นย่านเก่าแก่และเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์มาตั้งแต่อดีต สิ่งที่เป็นจุดแข็งที่สุดคือการเป็น “สังคมพหุวัฒนธรรม” ที่มีทั้งชาวมอญ มุสลิม คริสต์ และจีน อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยาก และเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศไทย สามารถสร้างเศรษฐกิจชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน เพราะการที่ภาครัฐให้การช่วยเหลือทางการเงินอาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่การทำให้ชุมชนมีงาน มีความรู้ และมีเศรษฐกิจที่เป็นของตัวเองจากภูมิปัญญาและต้นทุนทางวัฒนธรรม คือหนทางที่จะทำให้ชุมชนอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยังได้ชื่นชมบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ที่ทำหน้าที่เป็น “ยานแม่” หรือพี่ใหญ่ในพื้นที่ โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิชาการและวัฒนธรรมเข้ามาดูแลชุมชนเพื่อนบ้าน

“หากมหาวิทยาลัยช่วยดูแลเพื่อนบ้านและสร้างเครือข่ายความร่วมมือเช่นนี้ จะทำให้การพัฒนาเมืองสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ผมอยากเห็นโมเดลนี้ขยายผลไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อร่วมกันค้นหาและดึงจุดแข็งของแต่ละย่านออกมา” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครขับเคลื่อนนโยบาย “ย่านสร้างสรรค์” โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์พื้นที่ และการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นฐานสำคัญ ไม่ใช่การพัฒนาจากบนลงล่าง แต่เป็นการต่อยอดศักยภาพที่มีอยู่เดิมให้เกิดคุณค่าใหม่อย่างเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ทั้งย่านหิรัญรูจีและคลองบางหลวง ซึ่งมีมิติทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ อาหารตามฤดูกาล และมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถพัฒนาเป็นทั้งพื้นที่วัฒนธรรม พื้นที่เศรษฐกิจชุมชน และแหล่งเรียนรู้ของเมืองได้พร้อมกัน

พร้อมกันนี้ กทม. ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการใช้งานจริง โดยเฉพาะถนนและซอยในชุมชนวัดประดิษฐาราม ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ภายใต้นโยบาย “Pedestrians First” ปรับปรุงทางเท้าให้เรียบ แบ่งสัดส่วนการใช้พื้นที่ เพิ่มความปลอดภัยแก่คนเดินและผู้ใช้รถ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม กิจกรรมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจชุมชนจะเติบโตต่อเนื่อง สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้คนในพื้นที่

กรมศิลปากรชวนเที่ยวงาน “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ”

เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ยามราตรี ฟรี พร้อมกิจกรรมมากมาย ทั้งนิทรรศการ “ชุดไทยสัญจร” การแสดงวงมโหรี การแสดงดนตรีพื้นบ้านรองเง็ง การแสดงโนรา และ “โขน” เรื่องรามเกียรติ์ ตอน จองถนน ยกรบ วันที่ 23-24 ม.ค.2569

นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่กรมศิลปากรได้จัดโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามราตรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ใจกลางอำเภอเมืองสงขลา จึงได้จัดกิจกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ยามราตรี (Songkhla Night Museum) “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืน พร้อมสัมผัสวิถีไทยกับกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ เป็นการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังเหตุการณ์มหาอุทกภัย

ทั้งนี้ ภายในงาน นอกจากจะเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ยามราตรี โดยงดเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมแล้ว ยังมีกิจกรรมมากมาย ได้แก่ Star Party กล้องส่องดวงดาว โดยหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา รถพิพิธภัณฑ์สัญจร Mobile Museum จากสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินิทรรศการ “ชุดไทยสัญจร” จากพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ชมโรงน้ำชา (Museum Tea House) ตลาดสินค้าสร้างสรรค์จากทุนทางวัฒนธรรม และกิจกรรมจากเครือข่ายภาคประชาชนในจังหวัดสงขลา

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม โดยวันที่ 23 มกราคม 2569 พบกับการแสดงวงมโหรี โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา การแสดงดนตรีพื้นบ้านรองเง็ง โดยคณะอัสลีมาลา (Ussaleemala) และการแสดงโนรา นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา) ร่วมด้วยนิสิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และไฮไลท์ในวันที่ 24 มกราคม 2569 พบกับการแสดง “โขน” เรื่องรามเกียรติ์ ตอน จองถนน ยกรบ โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร

อย่างไรก็ตาม ขอเชิญประชาชนผู้สนใจร่วมกิจกรรมในงาน “เยือนถิ่นสมิหลา ยลสงขลายามค่ำ” ชมความงามของสถาปัตยกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ในยามค่ำคืน ร่วมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และดื่มด่ำมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. – 21.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จังหวัดสงขลา

.