คิง เพาเวอร์ ลุยยกระดับสินค้าแฟชั่นชุมชนสู่เวทีโลกขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

“คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์” พลังคนไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริม และยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย รวมไปถึงการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่นให้สามารถแข่งขัน และขยายตลาดสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสอดรับกับพันธกิจหลักในด้านชุมชน (Community Power) ที่ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาสินค้าไทยในทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ในช่วงที่ผ่านมามีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมเป็นคู่ค้ากับ คิง เพาเวอร์ มากมาย รวมถึงผู้ประกอบการที่มาจาก โครงการ ตลาดพลังคนไทย หรือ Thai Power Market ที่เข้าอบรมความรู้ตั้งแต่การพัฒนามาตรฐานสินค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดึงดูดสายตา ไปจนถึงการบริหารจัดการธุรกิจ ได้รับการคัดเลือกให้วางจำหน่ายสินค้าใน คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี, Kingpower.com และ Thaipowermarket.com ซึ่งทุกแบรนด์สินค้าจะได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิด ตลอดจนช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านทาง Social Media ในทุกช่องทาง ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยได้เป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ อันเป็นบทพิสูจน์ถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และพลังของคนไทยอย่างแท้จริง

Hom Studio คือหนึ่งในแบรนด์คนไทยที่วางจำหน่ายสินค้าอยู่ใน คิง เพาเวอร์ เป็นอีกแบรนด์ที่เกิดจากความตั้งใจที่จะส่งต่อความภาคภูมิใจของงานหัตถกรรมไทยสู่คนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจผ้าไทยมากยิ่งขึ้น ด้วยกาถ่ายทอดเสน่ห์ของเสื้อผ้าฝ้ายธรรมชาติจากช่างฝีมือของ อ.ฮอด และ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ที่หยิบเอาผ้าฝ้ายทอมือมาดีไซน์ใหม่ให้มีความทันสมัย ชูเอกลักษณ์ด้วยสีพาสเทลสดใส เหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งผ้าทุกชิ้นถูกรังสรรค์ขึ้นจากความตั้งใจของชาวบ้าน ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวฝ้าย มาปั่นเป็นเส้นด้าย ย้อมสีธรรมชาติ และถักทอด้วยกี่ทอผ้าแบบโบราณ ซึ่งมีสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ เสื้อ, กางเกง, กระโปรง, ชุดเอี๊ยม, ชุดเดรส, กระเป๋า และผ้าพันคอ โดยได้ร่วมมือกับ คิง เพาเวอร์ พาผลงานออกไปไกลกว่าที่เคยเป็น

นางสาวณัฐชา ปัญพฤกษ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Hom Studio กล่าวว่า ไม่คาดคิดมาก่อนว่าสินค้าของเราจะได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่ตลาดระดับโลกผ่านช่องทางของ คิง เพาเวอร์ รู้สึกขอบคุณมาก ๆ ที่ให้โอกาส Hom Studio และทำให้คนในชุมชนมีอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน คิง เพาเวอร์ ไม่เพียงให้โอกาสเท่านั้น แต่ยังมอบองค์ความรู้และคำแนะนำในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวิเคราะห์จุดแข็งของแบรนด์เรื่องการใช้สีพาสเทล นำมาพัฒนาให้โดดเด่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เราเข้าใจตลาดต่างประเทศมากขึ้นทั้งในเรื่องของเทรนด์แฟชั่น การเลือกผ้า โทนสี การออกแบบดีไซน์สินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าต่างชาติ เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ซึ่งฐานลูกค้าเหล่านี้ทางแบรนด์หาไม่ได้จากการไปเปิดบูธตามงานแฟร์ทั่วไป ทำให้ Hom Studio เติบโตและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้คนในชุมชนอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งผลิตผล “พลังคนไทย” กับ Natrada cotton แบรนด์ชุมชนกลุ่มทอผ้าบ้านห้วยทราย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ที่ส่งต่อภูมิปัญญามา 4 รุ่น ตั้งแต่รุ่นทวด รุ่นยาย รุ่นแม่ และรุ่นของ ปลื้ม-ผกาวดี แก้วชมภู ที่เติบโตมากับการทำผ้าฝ้ายทอมือ โดดเด่นด้วยเทคนิคการทอของปราชญ์ชาวบ้านที่ใช้เส้นฝ้ายหลากหลายขนาด แล้วนำมาทอด้วยเทคนิคเส้นเล็กสลับกับเส้นใหญ่เกิดเป็นลวดลายที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงการย้อมสีผ้าฝ้ายธรรมชาติจากมูลช้าง ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้เฉดสีใหม่ที่สวยงาม เช่น สีน้ำตาลอมเทาจากมูลช้าง และสีเหลืองจากมูลช้างผสมเปลือกมังคุด เป็นต้น ด้วยฝีมือการถักทอผ้าฝ้ายอันมีเอกลักษณ์ของ Natrada cotton จึงได้มีโอกาสมาเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์คุณภาพ ที่วางขายอยู่ใน คิง เพาเวอร์ ซิตี บูทีก ณ วัน แบงค็อก

นางสาวผกาวดี แก้วชมภู ทายาทรุ่นที่ 4 ของ Natrada cotton เล่าว่า เราต้องพัฒนาสินค้าให้ตามเทรนด์ แต่ต้องไม่ละทิ้งความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในตลาดใหม่ ๆ จากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยทางทีม คิง เพาเวอร์ ได้ช่วยแบ่งปันองค์ความรู้ พร้อมแนะนำทางแบรนด์เยอะมาก ๆ ทั้งในเรื่องของการออกแบบแพทเทิร์นให้มีไซส์ที่ใหญ่ขึ้นเหมาะสมกับชาวต่างชาติ การเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ และการปรับกระบวนการตัดเย็บให้ได้มาตรฐานระดับสากล รวมถึงแนวทางสร้างเอกลักษณ์สีสันและลวดลายที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างการทอผ้าที่ใช้เส้นฝ้ายหลากหลายขนาดมาทอจนเกิดลายใหม่ ๆ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า และมีมาตรฐานที่สูงขึ้น คิง เพาเวอร์ไม่เพียงเป็นช่องทางจำหน่าย แต่ยังเป็น “โรงเรียนพัฒนาแบรนด์แฟชั่นชุมชน” ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการอย่างเราได้เรียนรู้ เข้าใจตลาดโลก และพร้อมแข่งขันในเวทีสากลอย่างมั่นใจ”

ทั้งนี้ คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ยืนหยัดแนวคิด “พลังคนไทย พลังแห่งความเป็นไปได้” โดยพร้อมที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ด้วยการนำเอกลักษณ์ และคุณภาพของสินค้าไทยเดินทางสู่ความสำเร็จในเวทีระดับนานาชาติต่อไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง Facebook และ Instagram King Power Thai Power พลังคนไทย

แก๊งสแกมเมอร์กัมพูชาแห่ปล่อยเหยื่อต่างชาติหลัง “เฉิน จื้อ”โดนจับกลับจีน

ชาวต่างชาติลายพันคนเดินทางออกจากพื้นที่ต้องสงสัยว่าเป็นศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาในช่วงตลอดเดือนที่ผ่านมา หลังจาก เฉิน จื้อ ถูกจับ และกัมพูชาให้คำมั่นว่าจะกวาดล้าง

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 19 ม.ค. 2569 ว่า ชาวต่างชาติหลายพันคนแห่เดินทางออกจากสถานที่ที่ต้องสงสัยว่าเป็นนิคมมิจฉาชีพทั่วกัมพูชาในช่วงเดือนม.ค.2569 ท่ามกลางการกวาดล้างอย่างหนักภายหลังการจับกุม นายเฉิน จื้อ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายสแกมเมอร์

กลุ่มมิจฉาชีพที่ปฏิบัติการจากศูนย์กลางทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีทั้งผู้ที่เต็มใจมาทำงานและผู้ที่ถูกล่อลวงเข้าสู่ขบวนการค้ามนุษย์ ได้ใช้วิธีล่อลวงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกผ่านการหลอกให้รัก และหลอกลงทุนเงินดิจิทัล สร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในแต่ละปี

ชาวต่างชาติหลายพันคนเดินทางออกจากสถานที่ที่ต้องสงสัยว่าเป็นศูนย์มิจฉาชีพทั่วกัมพูชาในเดือนนี้ เนื่องจากรัฐบาลให้คำมั่นว่าจะ “กำจัด” ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่ามีแรงงานอย่างน้อย 100,000 คน เฉพาะในกัมพูชาเพียงประเทศเดียว

ด้านนายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวระหว่างการแถลงข่าวตามปกติเมื่อถูกถามเรื่องฝูงชนที่เข้าแถวหน้าสถานทูตในกัมพูชาว่า รัฐบาลปักกิ่ง “ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของพลเมืองจีนในต่างแดน” โดยไม่ให้รายละเอียดมากกว่านั้น

“ยศชนัน” อ้อนเสื้อแดงปทุมธานี กาเพื่อไทยให้แลนด์สไลด์ ขอโอกาสเป็นนายกฯ

“ยศชนัน” อ้อน คนเสื้อแดงปทุมธานี เลือกเพื่อไทยให้ถล่มทลาย ขอโอกาสเข้าไปเป็นนายกฯแก้ไขปัญหาให้ ปชช. ให้คำมั่นทำความหวังให้เป็นความจริง

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 19 ม.ค.2569 ที่เวทีชั่วคราว ลานดินตลาดกินซ่า รังสิต ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย พร้อมนายภูมิธรรม เวชยชัย ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ขึ้นปราศรัยใหญ่ ช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.จังหวัดปทุมธานี ท่ามกลางผู้มาร่วมฟังปราศรัยมากกว่าหมื่นคนเต็มลานปราศรัย

โดยพรรคเพื่อไทย ได้ส่งผู้สมัครลงชิงชัยเลือกตั้ง ส.ส.ทั้ง 8 เขต ประกอบด้วย

เขต 1 นายสุรพงษ์ อิ้งอัมพรวิไล เบอร์ 3 

เขต 2  นายศุภชัย นพขำ เบอร์ 1 

เขต 3 นายภัทรพล ฐิติวัตสกุล เบอร์ 8 

เขต 4 นายสุทิน นพขำ เบอร์ 4

เขต 5 นายภานุวัฒน์ ณ ระนอง เบอร์ 2 

เขต 6 นายอธิวัฒน์ สอนเนย เบอร์ 3 

เขต 7 บุญเริ่ม อรชุน เบอร์ 6 

เขต 8 นายยงยุทธ มั่นบุปผชาติ เบอร์ 4

ทันทีที่มาถึง นายยศชนัน ลงจากรถได้เดินทักทายผู้สมัครและประชาชนที่มารอ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยประชาชนขอถ่ายรูปมอบดอกไม้และสวมกอดนายยศชนัน พร้อมตะโกนว่าอยากได้คนนี้เป็นนายกรัฐมนตรี

ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อไทย กล่าวถึง ตนจะเปลี่ยนความฝันความหวังด้วยสองมือของเรา อย่างแรกที่เราจำเป็นต้องทำ คือ”เติมรายได้” ให้กับประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ความยากจนให้มีรายได้ถึง 3,000 บาทต่อเดือน เพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มสภาพคล่องให้ครัวเรือน รัฐบาลจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30 เพื่อให้ประชาชนมีเงินเหลือปทุมธานีต้องร่ำรวยขึ้นควบคู่ไปกับการลดค่าครองชีพด้วยนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

นอกจากนี้ยังให้คำมั่นสัญญาเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยประกาศทำสงครามกับยาเสพติดที่จะนำผู้เสพไปบำบัดให้หมดภายใน 3 เดือน และใช้มาตรการเด็ดขาดทลายเครือข่ายยาเสพติดให้สิ้นซากภายใน 6 เดือนพร้อมรถฟีดเดอร์เข้าถึงบ้านเรือนประชาชน การสร้างการศึกษา พัฒนาอาชีพ ลดอำนาจรัฐคืออำนาจให้กับประชาชน

คนปทุมต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แก้ ปัญหาน้ำ การจัดการระบบน้ำท่วม และระบบน้ำต้องไม่แล้ง อีกทั้งชูนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ ทุกโรค และระบบ 30 บาท AI เพื่อให้แพทย์และหมอ เข้าถึงประวัติการรักษาโรคของประชาชนทั่วประเทศ เพื่อเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี

และวันที่ 23 มกราคมนี้ พรรคเพื่อไทยจะประกาศนโยบายแก้ปัญหาจัดการน้ำทั้งระบบ และเราจะเดินหน้ากระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นต่อ เพิ่มงบประมาณให้ท้องถิ่น สำหรับปัญหาสแกมเมอร์ต้องหมดไป ถ้ามียศชนัน ต้องไม่มีสแกมเมอร์ สิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถทำได้ถ้าไม่มี สส.ทั้ง 8 คนที่ปทุมธานีเข้าไปช่วยตนในสภาฯ

ด้านนายศุภชัย นพขำ ผู้สมัครสส.เขต 2 จังหวัดปทุมธานีเบอร์ 1 เปิดเผยว่า ตนต้องการผลักดันนโยบายหลักๆของพรรคเพื่อไทย อาทิ ล้างหนี้ประชาชน, หวยเกษียณ, ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30 %, ลดค่าไฟ 3.70 บาท, บ้านเพื่อคนไทย เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนปทุมธานี

วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เข้าคูหากาเพื่อไทย ทั้งคน ทั้งพรรค เลือกสส.ทั้ง 8 เขต ของปทุมธานี เข้าไปทำงานในสภาฯ และกาเบอร์ 9 บัตรสีชมพู ให้นายยศชนัน ไปเป็นนายกรัฐมนตรี นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย

เอาใจจีน!กัมพูชารวบอีกมาเฟียเชื้อสายจีนรายใหญ่อาณาจักร “หวงเล่อ”

ตำรวจกัมพูชาปฎิบัติการจับกุม “หวง จี้เม่า” วัย 50 ปี ผู้บริหารระดับสูงและเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรายใหญ่ในกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยศาลชั้นต้นกรุงพนมเปญได้มีคำสั่งควบคุมตัวและส่งตัวเข้าจองจำที่เรือนจำ เพื่อรอการพิจารณาคดีตามขั้นตอนกฎหมาย

ปฎิบัติการการจับกุมในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการทลายเครือข่ายของ “ยเฉิน จื้อ” ผู้ก่อตั้งอาณาจักร “ไท่จื่อ กรุ๊ป” (Prince Group) ที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ สำหรับ “หวง จี้เม่า” เคยได้รับบรรดาศักดิ์ “ออกญา” และเป็นเจ้าของอาณาจักร “หวงเล่อ” ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมและสถานบันเทิงขนาดใหญ่ในสีหนุวิลล์ รวมถึงมีทรัพย์สินและธุรกิจครอบคลุมทั้งอสังหาริมทรัพย์ คาสิโน โรงแรม และการก่อสร้าง

จากการสืบสวนพบว่า “หวง จี้เม่า” ใช้สถานประกอบการประเภทโรงแรมและคาสิโนเป็นสถานที่กักขังหน่วงเหนี่ยวบุคคลเพื่อบังคับให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต โดยทำหน้าที่เป็นตัวการหลักในการควบคุมเครือข่ายอาชญากรรมดังกล่าว

รายงานระบุว่า นิคม “หวงเล่อ” มีสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่และมีการทารุณกรรมแรงงานอย่างหนัก โดยในเดือนมิถุนายน 2565 มีกรณีของ นายหมี่ ลี่จวิน ชายชาวจีนที่ป่วยหนักภายในนิคมแต่ไม่ได้รับการรักษา กลับถูกนำไปทิ้งไว้บนทางหลวงจนเสียชีวิตจากอาการอวัยวะล้มเหลว นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากสารคดีที่เผยแพร่ในปี 2566 ระบุว่าแรงงานที่ถูกหลอกมาทำงานที่นี่ต้องทำงานหนักถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน หากทำยอดไม่ได้ตามเป้าจะถูกทำร้ายร่างกายและช็อตด้วยไฟฟ้า

ภายหลังกระแสข่าวการจับกุมนายหวง จี้เม่า แพร่สะพัดออกไป มีรายงานว่ากลุ่มแรงงานต่างชาติจำนวนมากในนิคมต่าง ๆ เริ่มพยายามหลบหนีออกจากพื้นที่ โดยมุ่งหน้าไปยังกรุงพนมเปญเนื่องจากเชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่า

“ชูวิทย์”เดือด!ฟาด “วิโรจน์”ปัดรับงานล้มส้ม ย้ำต้องการสั่งสอนการเมืองใหม่

“ชูวิทย์” แถลงเหตุออกมาเคลื่อนไหวช่วงเลือกตั้งฟาดกลับวิโรจน์ ยันไม่ได้รับงานใครล้มส้ม ย้ำเจตนาสั่งสอนการเมืองใหม่ รับคุยบิ๊กโจ๊กจริง แต่ไม่ได้เก็บหลักฐาน โชว์แชทสัมพันธ์ “บิ๊กแดง” ย้ำเพื่อนสนิทมากคบหา 30 ปี ไม่เคยพูดเรื่องการเมือง ฟันธงเลือกตั้ง 69 พรรคประชาชนได้ ส.ส.ไม่เกิน 120 ที่นั่ง

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง แถลงข่าวตอบโต้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โดยก่อนการแถลงข่าว ทีมงานของนายชูวิทย์ ได้นำส้มจำนวน 5 ลูก พร้อมกระถางธูป ถุงโจ๊ก และป้ายข้อความ “ราษฎรเต็มขั้น” มาจัดวางประกอบการแถลงข่าว โดยนายชูวิทย์และทีมงานสวมเสื้อที่ติดป้ายชื่อ “ราษฎรเต็มขั้น” ที่หน้าอกเช่นเดียวกัน

นายชูวิทย์แถลงชี้แจงกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลที่ตนเองกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง โดยกล่าวว่า ขอฝากถึงนักวิชาการ “พรรคส้ม” ที่อ่านแต่ตำราแต่ไม่เคยสัมผัสการเมืองภาคปฏิบัติจริง ว่าในช่วงที่มีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้น ซึ่งอ้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองเดิม แต่ยังใช้ระบบโควต้าและวิธีการทางการเมืองแบบเก่า ตนเองในฐานะประชาชนย่อมมีสิทธิออกมาแสดงความคิดเห็น

นายชูวิทย์ระบุว่า ตนเองเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสาย “ส้ม” ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปี 2566 และเคยต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในประเด็นเขากระโดงเพียงลำพัง จนนำไปสู่การถูกฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญามากกว่า 7 คดี ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งหมด พร้อมยืนยันว่าการกระทำที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารับงานทางการเมือง โดยชี้ว่าตนเองต่อสู้คดีด้วยตนเองมาโดยตลอด ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร

นายชูวิทย์กล่าวถึงอาการป่วยในปี 2566 ว่า มีอาการรุนแรงถึงขั้นแพทย์วินิจฉัยว่าอาจไม่มีชีวิตอยู่ และเคยไปดูสุสานมาแล้ว ภายหลังการรักษาจนอาการทรงตัว เมื่อเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งปีนี้ จึงมองว่าเป็นการสื่อสารกับประชาชน พร้อมย้ำว่าได้ประกาศชัดเจนตั้งแต่วันจับหมายเลขพรรคแล้วว่าจะออกมาให้บทเรียน หรือ “สั่งสอน” กับพรรคประชาชนพรรคการเมืองที่ตนเองเคยเลือก หากพบประเด็นสำคัญหรือข้อกล่าวหาที่เห็นว่าควรพูด ทั้งนี้ตนเองยืนยันว่ารักแกนนำทุกคน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หากไม่รักก็ไม่ไปเลือก พร้อมย้ำว่าตนเองเป็น “ราษฎรเต็มขั้น” ที่เข้าใจการเมือง และเห็นว่าราษฎรต้องฉลาดและรู้เท่าทันนักการเมือง

สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีการทำดีลลับกับ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ”บิ๊กโจ๊ก“ เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้ ส.ส. ในพื้นที่ภาคใต้ 10 ที่นั่ง และผลักดันให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายชูวิทย์กล่าวว่า เรื่องต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย การต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และหากฝ่ายใดจะฟ้องร้องตนเองก็สามารถทำได้ เพราะตนเองเคยผ่านการถูกฟ้องร้องมาแล้วหลายคดีและพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

ประเด็นเกี่ยวกับ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ เป็นเรื่องสั้นและตรงไปตรงมา โดยย้ำว่าหลักการคือ “ไม่มีเทา มีแต่ขาวกับดำ” พร้อมกล่าวถึงกรณีที่ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ให้ข้อมูลเรื่อง “ตั๋วช้าง” แก่นายรังสิมันต์ โรม ตั้งแต่นายเป็นนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองจนไปสู่การอภิปรายในสภา ซึ่งตนเองยินดีมาโดยตลอด เพราะ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ เป็นตำรวจอยู่ในวงการมานานคนทำงานได้รับผลตอบแทนทางการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่วันนี้ที่พรรคประชาชนปฏิบัติเช่นนี้ต่อ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์“ยกเว้นอย่างเดียวว่าบิ๊กโจ๊กเป็นคนน่ารังเกียจในช่วงนี้” นายชูวิทย์กล่าว 

นายชูวิทย์ระบุว่า การสนับสนุนพรรคการเมืองรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่ดี โดยตนเองเป็นเพียงกลไกหนึ่งเท่านั้น บุคคลสำคัญคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำของพรรค ซึ่งตนมองว่ามีบุคลิกเปลี่ยนแปลงไปตามบทบาทนักการเมือง และเคยเตือนแล้วว่าการเมืองสามารถเปลี่ยนคนได้ พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่นายธนาธรไปพบกับบุคคลสำคัญทางการเมือง เช่น นายทักษิณ ชินวัตร หรือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในประเด็น MOA โดยไปเพียงลำพัง ไม่ได้พาแกนนำคนอื่นไปด้วย รวมถึงกรณีการจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคและการดึงเทคโนแครต ซึ่งแกนนำหลายคนไม่มีส่วนร่วมและไม่รับรู้

นายชูวิทย์กล่าวว่า ตนเองได้พูดคุยกับ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ เป็นการส่วนตัว ไม่มีการบันทึกคลิป และไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย เนื่องจากพรรคประชาชนมีนโยบายจัดการทุนสีเทา ขณะที่ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์เป็นอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งย่อมมีข้อมูลจำนวนมากที่เป็นประโยชน์ โดยระบุว่า พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์เคยกล่าวในเชิงว่าหากช่วยทำพื้นที่ ส.ส. ได้ก็อยากดูแลตำรวจ แต่ไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

นายชูวิทย์ยืนยันว่า พรรคประชาชนทราบดีว่า พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ เป็นผู้มีข้อมูลจำนวนมาก ทั้งเรื่องตั๋วช้างและสแกมเมอร์ พร้อมย้ำว่ากรณีนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้ตนเองจะไม่มีเอกสารหรือ “ใบเสร็จ” มาแสดง เนื่องจากตนเองเวลาพูดคุยหรือหารือกับใครก็ไม่เคยมีการบันทึกเสียง ดังนั้นหากนายวิโรจน์จะมาถามหาหลักฐาน ตนไม่มีแน่นอน

นายชูวิทย์กล่าวด้วยว่า ตนเองรักพรรคประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำคะแนนเสียงที่ประชาชนโหวตให้พรรค ไปสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมองว่าเป็นเรื่องของอำนาจและเกมการเมือง

จากนั้น นายชูวิทย์ได้แสดงแชทไลน์ที่พูดคุยกับ พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กแดง” อดีตผู้บัญชาการทหารบก ต่อหน้าสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าทั้งสองเป็นเพื่อนกันมานานกว่า 30 ปี สนิทกันตั้งแต่สมัยอยู่ต่างประเทศ รู้จักกัน กินดื่มและพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน หรือสามารถบังคับความคิดซึ่งกันและกันได้ พร้อมย้ำว่าแชตดังกล่าวเป็นการสนทนาตั้งแต่ปี 2566 และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ขณะที่ในปีเดียวกันตนเองยังสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยบิ๊กแดงไม่เคยห้ามแต่อย่างใด

นายชูวิทย์ กล่าวว่า มิตรภาพอยู่เหนือการเมือง และการพยายามเชื่อมโยงตนเองกับ พลเอก อภิรัชต์ เป็นวิธีคิดแบบการเมืองเก่า พร้อมย้ำว่าตนเองไม่มีทีมงาน มีเพียงตัวคนเดียว ส่วนการเขียนบทความหรือแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กเป็นสิทธิของทุกคน

นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2568 ตนเองสังเกตเห็นความผิดปกติทางการเมือง และสามารถประเมินทิศทางคะแนนเสียงได้ ซึ่งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน พร้อมยืนยันว่าการพูดถึง พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ แม้ไม่มีหลักฐานเป็นเอกสาร แต่ไม่ใช่การโจมตีส่วนตัว และเป็นประเด็นที่ต่อเนื่องจากเรื่องสีเทาภายในพรรคประชาชน ซึ่งพรรคเองก็ยอมรับว่าได้รับข้อมูลบางส่วนจาก พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์

ทั้งนี้ นายชูวิทย์กล่าวถึงเจตนารมณ์ของตนเองว่า ต้องการ “สั่งสอน” พรรคประชาชน เพื่อให้ราษฎรตื่นจากภวังค์ และเข้าใจโลกของการเมือง พร้อมย้ำว่าการแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ประชาชนร่ำรวย หากโครงสร้างอำนาจยังไม่เปลี่ยน โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องใช้เวลา ไม่สามารถทำได้รวดเร็ว

ท้ายที่สุด นายชูวิทย์กล่าวพร้อมยกจานส้มขึ้นประกอบการแถลงว่า ตนเองไม่ได้ต่อต้านพรรคประชาชนในระยะยาว และจะไม่ตามล้างตามผลาญหลังการเลือกตั้ง หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็ถือว่าเป็นส้มที่ยังไม่สุก ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และเติบโต พร้อมย้ำว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่ใช่การเป็นศัตรูทางการเมือง และเชื่อว่าโอกาสในอนาคตยังมีอยู่

นายชูวิทย์กล่าวถึงท่าทีต่อพรรคประชาชนว่า หากจะอธิบายความรู้สึกของตนเอง ขอใช้คำว่า “เพราะรักมากจึงแค้นมาก” โดยยืนยันว่าไม่ใช่ความแค้นจากความผิดหวังส่วนตัว แต่เป็นความผิดหวังที่พรรคประชาชนยังไม่รู้เท่าทันเกมการเมืองในลักษณะดังกล่าว ผิดหวังต่อการต่อรองและการเจรจาที่เกิดขึ้น รวมถึงผิดหวังกับการตัดสินใจที่ทำให้ “ยักษ์แคระ” กลายเป็น “ยักษ์ใหญ่” และกลายมาเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองของพรรคเอง

อย่างไรก็ตาม นายชูวิทย์ระบุว่า เรื่องนี้อาจเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะทำให้พรรคประชาชนมีความแหลมคมมากขึ้น และไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมอีก ต่อให้พรรคการเมืองจะได้คะแนนเยอะก็ไม่มีทางที่จะโตได้ โดยครั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้คะแนนเสียงตามที่ตั้งเป้าไว้อย่างแน่นอน ซึ่งนายชูวิทย์คำนวณว่าหากได้เกิน 120 ถือว่าเก่งมากแล้วโดยประเมินไว้ว่าจะได้เพียงแค่ 90 -100 ที่นั่งเท่านั้น โดยให้ประชาชนเฝ้ารอไปจนถึงวันเลือกตั้งที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ 

จากนั้นนายชูวิทย์ได้นำส้มขึ้นมาแกะเปลือกแล้วรับประทาน และบอกว่าส้มนี้ยังไม่หวาน ต้องบ่มอีกนิดถึงจะพอดี ต้องค่อยเป็นค่อยไป งั้นขอกินอีกที แต่มันก็ยังเปรี้ยวอยู่ ถ้ารออีกหน่อยอาจจะดีกว่านี้ 

นายชูวิทย์ยังได้วิจารณ์ด้วยว่าพรรคภูมิใจไทยนำเทคโนแครตเข้ามาในพรรคแต่ปาร์ตี้ลิสต์ก็อยู่ลำดับต้น และฝากไปถึงนักวิชาการของพรรคประชาชน ว่าการจัดลำดับปาร์ตี้ลิสต์โดยการนำเทคโนแครตเข้ามาแต่คนที่เคยทำงานในพรรคไม่ได้อยู่ในลำดับต้นๆ นั้นไม่ใช่เซฟโซน 

ตำรวจไซเบอร์รวบพ่อค้าแจ่วฮ้อนลอบขายปืนเถื่อนผ่านออนไลน์หาเงินหมุนธุรกิจ

สืบเนื่องจากสายตรวจไซเบอร์ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3  ได้ตรวจสอบพบกลุ่มเฟซบุ๊กสาธารณะกลุ่มหนึ่งซึ่งมีสมาชิกในกลุ่มจำนวนมาก มีพฤติกรรมลักลอบโพสต์ซื้อขายอาวุธปืนผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แฝงตัวเข้าไปในกลุ่มดังกล่าวเพื่อเฝ้าตรวจดูพฤติกรรม ต่อมาพบผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งมีพฤติกรรมลักษณะดังกล่าว จึงทดลองติดต่อพูดคุยจนสามารถตกลงซื้อขายอาวุธปืนลูกโม่ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ในราคา 50,000บาท และได้นัดหมายส่งมอบของกัน บริเวณริมบึงพลานชัย ถนนสุนทรเทพ ต.ในเมือง อ.เมืองร้องเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

ต่อมา พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ได้สั่งการให้ พ.ต.ต.วีรินท์ ปานเหง้า สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.3 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดวางแผนเข้าจับกุมกรณีดังกล่าว โดยได้วางกำลังแฝงตัวอยู่โดยรอบบริเวณนัดหมาย เมื่อถึงเวลานัดหมาย ได้มีรถยนต์ยี่ห้อ Honda Civic สีดำ ทะเบียน จ.ยโสธร ขับเข้ามายังบริเวณที่นัดหมาย แล้วได้โทรศัพท์ให้ผู้ซื้อเข้าไปตรวจสอบอาวุธปืนสินค้าที่เตรียมมา เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มอยู่บริเวณใกล้เคียงจึงได้แสดงตัวเข้าตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว

ผลการตรวจค้นสามารถจับกุมตัว นายปณชัย หรือ ชัย อายุ 34 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยของกลาง ได้แก่ อาวุธปืนพกสั้นลูกโม่ ยี่ห้อ SMITH&WESSON จำนวน 1 กระบอก, เครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 8 นัด และ อาวุธปืนแรงดันดัดแปลง จำนวน 1 กระบอก วางอยู่บริเวณในท้ายรถเก๋งคันที่ขับขี่เข้ามา

จากการสอบถามทราบ ผู้ต้องหายอมรับกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า อาวุธปืนดังกล่าวเป็นของตนจริง โดยตนเองเป็นเจ้าของธุรกิจร้านแจ่วฮ้อนแห่งหนึ่งในภาคอีสาน แต่ปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจไม่ดีทำให้ขาดสภาพคล่อง จึงตัดสินใจหาอาวุธปืนมาขายในกลุ่มเฟซบุ๊กดังกล่าว เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในธุรกิจ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินคดีในข้อหา “มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน”,  พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธติดตัว” ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลไปยังที่มาของอาวุธปืน รวมทั้งผู้ที่ลักลอบขายอาวุธปืนผิดกฎหมายรายอื่นๆผ่านโซเชียล เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

พืชเศรษฐกิจปลูก “ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง”ลงทุนน้อย ดูแลง่าย ผลตอบแทนทันใจ กำไรงาม

ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง นับเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าสนใจของเกษตรกร เนื่องจากปลูกครั้งเดียวสามารถให้ผลผลิตได้ทั้งปี หากมีน้ำเพียงพอ อีกทั้ง “ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง” ยังสามารถ “ทานสด” ได้ทันที หรือนำไปประกอบอาหารแทนเมนูมะพร้าวได้ทุกเมนู โดยไม่ต้องนำมาต้มเพื่อให้รสขมของหน่อไม้หายไป ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นที่เป็นลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของไผ่สายพันธุ์นี้อย่างแท้จริง

คุณภัทรา จันทร์ศรี เจ้าของ “บ้านสวนไผ่หวาน” เลขที่ 77/4 หมู่ที่ 13 ตำบลด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ อีก 1 เกษตรกรต้นแบบที่ปลูกไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในทุกวันนี้ โดยในช่วงที่ปลูกไผ่บงหวานช่วงแรกๆ นั้น เนื่องจากต้นไผ่ยังเล็กมาก จึงมีพื้นที่เหลือว่างระหว่างแปลงอยู่ ได้ปลูกผักแซมตามแปลงไผ่ ซึ่งได้แก่ ผักบุ้ง พริก มะเขือ เพื่อให้มีรายได้ในช่วงแรกๆ หลังจากปลูกมาประมาณ 10 เดือน เริ่มเก็บหน่อไม้ขายได้บ้างแล้ว ในตอนแรกได้นำไปวางขายในตลาด แต่ประสบปัญหาคือ คนซื้อไม่เชื่อว่าหน่อไม้จะรับประทานดิบได้จริงๆ และไม่เชื่อว่าจะหวานจริงๆ

คุณภัทรา จันทร์ศรี เจ้าของ “บ้านสวนไผ่หวาน”ต.ด่านนาขาม อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์

“เพราะในตอนนั้นไม่ว่าหน่อไม้อะไร คนขายก็มักจะโฆษณาว่าเป็นหน่อไม้หวานเสมอ ทำให้คนซื้อไม่แน่ใจ เราจึงได้แจกให้ชิม เพื่อจะทำตลาด และก็ได้นำเอาหน่อไม้หวานไปประชาสัมพันธ์ในงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเกษตรธรรมชาติที่จังหวัดสระบุรี นิทรรศการงานต่างๆ ที่หน่วยงานราชการต่างๆ จัดขึ้น เพื่อเปิดตัวหน่อไม้หวานสายพันธุ์ใหม่ คือ ไผ่บงหวาน ที่หวาน หอม กรอบ อร่อย และรับประทานสดๆ ได้” คุณภัทรา กล่าว

ปี  2550 ปีแรกที่จำหน่ายหน่อไม้ จากต้นไผ่ 1,700 กอ จากสมุดบันทึกที่จดไว้พบว่า สามารถสร้างรายได้ถึง 60,000 กว่าบาท ทำให้มีแรงบันดาลใจที่จะทำให้ไผ่บงหวานเป็นพืชตัวหลักของสวน และมีความคิดที่จะขยายจนเต็มพื้นที่ 9 ไร่ เพราะคิดว่าพืชตัวนี้ได้ผลตอบแทนเร็ว ลงทุนน้อย และใช้สารชีวภาพ อีกทั้งโรคและศัตรูพืชไม่มี ยิ่งกว่านั้นก็ได้กระแสตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดีมาเรื่อยๆ

จากคำบอกเล่าของคุณภัทรา ได้ชี้ให้เห็นว่า รายได้ที่มาจากไผ่บงหวานที่ปลูกไว้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่าง ในปี 2551 มีรายได้ถึง 250,000 บาท จึงทำให้ตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกไผ่เพิ่มจนเต็มทั้ง 14 ไร่ มาถึงปัจจุบัน

“อย่าง ปี 2557 ทิศทางตลาดของหน่อไม้บงหวานมีกระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ราคาขายหน้าสวนของแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่กิโลกรัมละ 50-200 บาท มีร้านอาหารหลายร้านติดต่อเข้ามาขอซื้อ เพื่อนำไปเป็นเมนูอาหารประจำร้าน ไม่ว่าจะเป็น ส้มตำหน่อไม้ ยำหน่อไม้หวาน ผัดหน่อไม้หวานน้ำมันหอย ห่อหมกหน่อไม้ และอีกหลากหลายเมนู

จากที่ตลาดได้ให้ความสนใจและมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ครอบครัวจันทร์ศรีได้มีการต่อยอดทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ด้วยการเปิดร้าน “บ้านสวนไผ่หวาน” ขึ้น ที่อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เน้นการใช้จุดเด่นของไผ่บงหวาน คือความอร่อย มาเป็นสารพัดเมนูประจำร้าน

นับเป็นการต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้ไผ่บงหวานอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้การตอบรับเป็นอย่างดี และสวนไผ่บงหวานได้ย้ายมาปลูกใหม่ในส่วนของหลังร้าน ราวๆ 2 ไร่ เพื่อนำผลผลิตมาใช้ที่ร้านและแบ่งขายเป็นหน่อไม้สด ซึ่งจำหน่ายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 80-100 บาท

คุณภัทรา เล่าประสบการณ์ว่า ผลิตหน่อไม้ไผ่บงหวานออกจำหน่าย ผลปรากฏว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ด้วยลักษณะเด่นอยู่ที่หน่อไผ่มีรสชาติหวาน ไม่ขม สามารถรับประทานเป็นหน่อไม้ดิบเหมือนผักสด และไม่ขมติดลิ้นเหมือนหน่อไม้ไผ่พันธุ์อื่นๆ นำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ ต้มจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมันหอย ชุบแป้งทอด และต้มจืดกระดูกหมู เป็นต้น คุณภัทรายังได้บอกถึงเทคนิคในการบริโภคไผ่บงหวานให้ได้รสชาติอร่อย จะต้องต้มน้ำให้เดือดแล้วค่อยใส่ไผ่บงหวานลงไปในน้ำเดือด เฉลี่ย 5-7 นาที เท่านั้น นำมารับประทานได้เลย ไม่ต้องต้มน้ำทิ้ง.

สำหรับพันธุ์ไผ่บงที่ปลูก คือ พันธุ์เพชรน้ำผึ้ง ประวัติความเป็นมาของ ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เป็นการพัฒนาพันธุ์ไผ่บงหวานเมืองเลย นำเมล็ดมาเพาะเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ เป็นต้นที่คัดมาจากต้นที่เพาะเมล็ด เมื่อ ปี 2549 และขุดแยกเหง้าจากต้นแม่มาขยายพันธุ์ ทำให้มีอายุอยู่ได้มากกว่า 50 ปี แน่นอน และลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ

ลักษณะเด่น คือสามารถทำหน่อนอกฤดูได้ หน่อดก หน่อใหญ่เต็มที่มีน้ำหนัก 300 กรัม ขึ้นไป สามารถขุดหน่อได้ตั้งแต่ 8 เดือน ขึ้นไป มีรสชาติหวาน หอม กรอบ อร่อย และที่สำคัญรับประทานสดๆ ได้ ทำให้สามารถนำไปประกอบเมนูอาหารได้อย่างหลากหลาย เช่น ส้มตำ ยำ สลัด ห่อหมก ผัด ชุบแป้งทอด ต้มจืด ไม่มีสารไซยาไนด์ ปลูกง่าย ดูแลจัดการง่าย ไม่มีโรคและแมลงรบกวน

ปัจจุบัน ได้คัดเลือกออกมาหลายเบอร์ ซึ่งมีลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป เช่น ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เบอร์ 1, 2, 3, 9 เป็นต้น

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการปลูกไผ่บงหวานที่คุณภัทราได้ให้ข้อมูลคือ สามารถทำได้ในครอบครัว ไม่ต้องจ้างคนงานเยอะ ในครอบครัวมีลูกสาวอยู่ 2 คน ช่วงเวลาปิดเทอมฤดูร้อน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-ต้นเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงในการทำหน่อไม้นอกฤดู และเป็นช่วงที่มีรายได้ดีมากๆ ในช่วงนี้รายได้ตกอยู่ที่เดือนละแสนกว่าบาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว

“สามารถมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้อย่างมีความสุข อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมเสริมสัมพันธ์ของครอบครัว เพราะดิฉันและแฟนเป็นคนขุดหน่อไม้ แล้วนำมาให้ลูกสาวคนเล็กเป็นคนล้างและแพ็กใส่ถุง ส่วนลูกสาวคนโตเป็นคนตัดแต่งและแพ็กหน่อไม้ใส่ถุง ขายในตลาดหมู่บ้าน และที่ตลาดอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่

“บางส่วนก็เริ่มมีลูกค้าโทร.สั่งตามโทรศัพท์ ครั้งละ 10-20 กิโลกรัม เพื่อนำไปเป็นของฝาก เพราะถือว่าเป็นของที่ไม่เหมือนใคร และเป็นของฝากที่น่าประทับใจ” คุณภัทรา กล่าว

ในการปลูกไผ่บงหวานนั้น แนะให้ปลูกระหว่างต้น 2 เมตร ระหว่างแถว 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 200 ต้น ที่เว้นให้ระยะระหว่างแถวให้กว้าง เพื่อให้เกษตรกรเข้าไปทำงานได้สะดวก เช่น นำขี้เถ้าแกลบไปใส่ได้ง่าย

สำหรับการปลูกก็ไม่ยุ่งยาก ขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่า หลังปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่ม เคล็ดลับในการปลูกไผ่บงหวาน ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนแนะนำให้ปลูกเสมอกับดินเดิม แต่ถ้าปลูกในช่วงฤดูแล้งจะต้องปลูกให้ต่ำกว่าดินเดิม หรือทำเป็นแอ่งกระทะ

หลังจากปลูกไผ่บงหวานเสร็จ จะต้องหมั่นตัดหญ้า ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการให้ปุ๋ยและให้น้ำเฉลี่ย เดือนละ 1 ครั้ง ปุ๋ยคอกจะใช้ได้ทั้งขี้วัวเก่าหรือขี้ไก่ หรือแม้แต่เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรใช้ได้หมด เช่น ซังข้าวโพด กากอ้อย เปลือกถั่วต่างๆ กากยาสูบ ขี้เถ้าแกลบ

สิ่งที่มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือนคือ จะต้องมีการสางลำไผ่ขนาดเล็กที่แตกมาจากตาหน่อเก่าหรือแตกมาจากตาบนลำไผ่เดิมออก โดยใช้มีดพร้าสับออกเลย เพื่อให้ข้างล่างโล่ง ให้ใบไผ่อยู่ส่วนบนเท่านั้น

เกษตรกรที่ปลูกไผ่บงหวานใหม่ๆ จะมีหน่อเกิดขึ้นข้างใน ประมาณ 5-6 หน่อ ให้ขุดหน่อข้างในไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ ส่วนหน่อที่ออกมานอกกอก็สามารถเก็บขายได้ พอเมื่อเข้าฝนก็ต้องปล่อยให้หน่อนอกกอโตให้มันขึ้นเป็นลำไผ่

ส่วนความต้องการของตลาดโดยทั่วไปแล้ว ตลาดมีความต้องการหน่อไม้ไผ่บงหวานที่มีขนาดน้ำหนักของหน่อ 6-8 หน่อ ต่อกิโลกรัม เนื่องจากเมื่อซื้อเป็นของฝากแล้วจะดูน่าซื้อ คือขนาดไม่เล็กเกินไป จริงแล้วหน่อไม้ไผ่บงหวานจะมีคุณภาพและรสชาติดีที่สุด เมื่อนำมาบริโภคสดๆ และเร็วที่สุด ถ้าปล่อยทิ้งไว้หลายวันความหวานจะลดลงเช่นเดียวกับข้าวโพดหวาน ดังนั้น การเก็บหน่อไม้จะมีการขุดขายกันแบบวันต่อวัน ถึงแม้จะเก็บไว้ในตู้เย็น ความหวานก็จะลดลง แต่จะเก็บไว้บริโภคนานวันควรจะต้มให้สุก แล้วนำมาแช่แข็งจะดีกว่า

คุณภัทรา กล่าวต่อไปว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ปลูกไผ่บงหวานมักจะปลูกแบบฝากเทวดาเลี้ยง น้ำก็ไม่ให้ หญ้าก็ไม่กำจัด ไม่มีการสางกอ แต่ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการจัดการสวนที่ดี และมีการปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือน อาทิ ภายในกอจะต้องโล่ง จะต้องขุดหน่อที่อยู่ภายในกอออกมาบริโภคหรือจำหน่าย ในการให้ปุ๋ยกับต้นไผ่บงหวาน จะให้ปุ๋ยเคมีเพียง 10% เท่านั้น ที่เหลือเป็นปุ๋ยคอกทั้งสิ้น ในแต่ละเดือนจะนำปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) อัตรา 10 กิโลกรัม นำมาผสมคลุกเคล้ากับปุ๋ยคอกเก่า อัตรา 90 กิโลกรัม แล้วใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพรดตามลงไป หมักทิ้งไว้ 1 คืน นำไปใส่ให้กับต้นไผ่บงหวาน ต้นละ 5-10 กิโลกรัมสิ่งสำคัญในการผลิตไผ่บงหวานนอกฤดูก็คือ การจัดการเรื่องการให้น้ำ ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นมาก

“การให้น้ำจะใช้วิธีการแบบปล่อยน้ำเข้าร่องก็ได้ แต่ก่อนปลูกเกษตรกรจะต้องมีการปรับพื้นที่ปลูกเพื่อให้ไล่ระดับน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ถ้ามีการติดระบบการให้น้ำอย่างดีและมีประสิทธิภาพ จะมีการวางระบบน้ำแบบแถวเดี่ยวหรือแถวคู่ก็ได้ โดย 1 หัวน้ำ จะได้ 4 ต้น วางให้ห่าง ระยะ 3 เมตร ใช้สปริงเกลอร์หัวสูง” คุณภัทรา กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจสอบถาม คุณภัทรา จันทร์ศรี เจ้าของ “บ้านสวนไผ่หวาน” เลขที่ 77/4 หมู่ที่ 13 ตำบลด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (081) 366-4142 ที่ปลูกไผ่บงหวานมานานเกือบ 14 ปี ปลูกไผ่บงหวาน 10 กว่าไร่ไว้ที่จังหวัดแพร่

ปลาเขือ-ปลากระบอก ผิดปกติที่สมุทรสาคร

(สมุทรสาคร) พบ “ ปลาเขือ ” มีลักษณะผิดปกติเหมือนกับ “ปลากระบอก” หวั่นมลพิษโรงงานปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร ชาวบ้านฝากการบ้านรัฐบาลชุดใหม่เพิ่มความเข้มงวดมาตรฐานค่ามลพิษโรงงาน สร้างความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนให้ชุมชน
  
ปลายปี 2568  นายพูลศักดิ์ นิลเภตรา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลนาโคก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครได้ติดต่อกรมประมงเข้าตรวจสอบปลากระบอกที่มีลักษณะผิดปกติอย่างชัดเจน คือ มีตุ่มก้อน พอง และมีจุดดำกระจายทั่วลำตัว ซึ่งชาวบ้านจับได้จากคลองนิคม 2 เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ อยู่ใกล้เคียงกับโรงงานหลอมโลหะ โรงงานรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมที่ทิ้งน้ำเสียและใช้เป็นจุดฝังกลบกากอุตสาหกรรม ทำให้ประชาชนเกิดความหวั่นเกรงว่า ปลากระบอกผิดรูปอาจเกิดจากการปนเปื้อนมลพิษโรงงานที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของผู้บริโภคสัตว์น้ำ  

หลังจากเจ้าหน้าที่กรมประมงได้จัดเก็บตัวอย่างปลากระบอกผิดปกติ ส่งไปตรวจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร ก็ได้ผลการตรวจวิเคราะห์ คุณภาพน้ำคลองนิคม 2  พบว่าค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (DO) มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของปลา ส่งผลต่อสุขภาพปลา เช่น ทำให้หายใจลำบาก เครียด อ่อนแอ และติดโรคง่าย หรือตายได้

ส่วนตัวอย่างปลากระบอกที่มีเนื้อเยื่อ/วัตถุสีดำติดบนตัวปลานั้น  ทางศูนย์ฯ ได้นำมาตรวจวินิจฉัยภายใต้กล้องจุลทรรศน์ไม่พบปรสิตภายนอก แต่พบวัตถุเป็นเม็ดเล็กๆ สีเข้มดำ ซึ่งไม่สามารถจำแนกได้ว่าเป็นอะไร ติดอยู่บนตัวปลา เมื่อทำการขูดเนื้อเยื่อ ออกจากตัวปลาพบว่า วัตถุนั้นแทรกเข้าไปได้เกล็ดปลาเพียงเล็กน้อย และเนื้อเยื่อของปลามีลักษณะปกติไม่มีแผลหรือลักษณะของการถูกทำลาย ผลจากการผ่าพิสูจน์ช่องท้อง ไม่มีการติดเชื้อในอวัยวะ ตับ ม้าม ไต มีลักษณะปกติ

ส่วนผลการตรวจเชื้อแบคทีเรียโดยการเขี่ยเชื้อจากบริเวณเนื้อเยื่อ/วัตถุสีดำ นำไปเลี้ยงบนอาหาร selective media ไม่พบการเจริญของเชื้อกลุ่ม Vibrio แต่พบเชื้อ Streptococcus และ Psuedomonas เจริญบนอาหารเลี้ยงเชื้อในปริมาณปานกลาง อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์ฯ เสนอแนะให้เก็บตัวอย่างปลา/สัตว์น้ำที่มีอาการ/ลักษณะผิดปกติ ส่งให้กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำททำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม สำหรับในแหล่งน้ำธรรมชาติควรประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย

กรณีประชาชนพบเจอสัตว์น้ำที่มีลักษณะผิดปกติ ทางศูนย์ให้คำแนะนำว่าอย่านำปลาไปบริโภคเพราะไม่ทราบแน่ชัดว่า อาการผิดปกตินั้นเกิดจากสาเหตุใด และไม่ควรจับหรือเคลื่อนย้ายปลาที่มีลักษณะหรืออาการผิดปกติไปยังแหล่งน้ำอื่น ควรกำจัตโดยการเผาหรือฝังร่วมกับการโรยปูนขาวในหลุม และไม่ทิ้งลงแหล่งน้ำ ขณะเดียวกันควรเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ หากพบปลา/สัตว์น้ำมีอาการผิดปกติหรือตายเพิ่มเป็นจำนวนมาก ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม 

ด้าน นายพูลศักดิ์ นิลเภตรา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลนาโคก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า  ล่าสุด ชาวบ้านได้จับ  “ ปลาเขือ ” ที่มีลักษณะผิดปกติเช่นเดียวกับปลากระบอก คือ  มีจุดดำกระจายทั่วลำตัว จึงติดต่อให้เจ้าหน้าที่กรมประมงเข้ามาจัดเก็บตัวอย่างปลาเขือผิดปกติส่งไปตรวจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร แต่ผลการวิเคราะห์ที่ได้ก็ยังคลุมเครือไม่ชัดเจนเช่นเดียวกับปลากระบอก  หากต้องการผลพิสูจน์ที่ชัดเจน ต้องเก็บตัวอย่างปลาผิดปกติที่ยังมีชีวิตอยู่ นำไปตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะทั้งปลากระบอกและปลาเขือ ถือเป็นปลาที่ใจเสาะ ขึ้นจากน้ำได้ไม่นานก็ตายหมด  

ความจริงจังหวัดสมุทรสาคร เป็นเขตผังเมืองสีเขียว เส้นทแยงขาว เป็นพื้นที่อนุรักษ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม และการเกษตรกรรม เช่นเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มและสัตว์น้ำกร่อยได้ ห้ามสร้างโรงงานอย่างเด็ดขาด แต่ปี 2559 รัฐบาล คสช.ออกคำสั่งอนุญาตให้จัดตั้งโรงงานหล่อหลอมโลหะได้ในโซนนี้  ทำให้มีโรงงานหลอมขยะอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

นายพูลศักดิ์กล่าวว่า  ผมได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน กรณีโรงงานปล่อยกลิ่นเหม็น หมอกควัน ฝุ่นละออง และน้ำเสีย ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนโดยรอบ   อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร  ชุดสุดซอย เคยเข้ามาตรวจพบโรงงานปล่อยน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม และมีการฝังกลบกากอุตสาหกรรมลงดิน โรงงานถูกสั่งปิดกิจการชั่วคราวเพื่อปรับปรุงแก้ไขระบบจัดการของเสีย ปิดไม่กี่วัน โรงงานก็กลับมาเปิดได้ ปัญหามลพิษก็เกิดขึ้นอีก ผมอยากฝากการบ้านให้รัฐบาลชุดใหม่ บังคับใช้กฎหมายควบคุมมลพิษโรงงานอย่างจริงจัง โดยเข้มงวดมาตรฐานค่ามลพิษจากปล่องโรงงาน ควบคุมการจัดการของเสีย เพื่อให้โรงงานอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้  ลดความเสี่ยงมลพิษและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน 

“พาณิชย์อุทัยธานี”เร่งผลักดันสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนก้าวสู่ตลาดโลก

พาณิชย์จังหวัดอุทัยธานี จัดกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้าน “การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการตลาดด้วย Marketing Innovation Concept”

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2568 ณ ห้องประชุมโรงแรมอุทัยธาราฮิลล์ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้าน “การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการตลาดด้วย Marketing Innovation Concept” โดยมีส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม พร้อมทั้งได้รับฟังวัตถุประสงค์การจัดงานจากนางสาวหทัยรัตน์ คีรีวัลย์ พาณิชย์จังหวัดอุทัยธานี

กิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้าน “การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการตลาดด้วย Marketing Innovation” เป็นการดำเนินงานภายใต้โครงการส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เกษตรแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดอุทัยธานี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการตลาดสมัยใหม่ให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้แนวคิดนวัตกรรมทางการตลาด ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)

และการค้าออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาธุรกิจหรือการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ การฝึกอบรมดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างทักษะและเทคนิคในการเข้าถึงตลาดสมัยใหม่ ตลอดจนสนับสนุนให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง และสามารถขยายช่องทางการตลาด รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

การจัดงานในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 มกราคม 2569 รวมระยะเวลา 3 วัน ณ โรงแรมอุทัยธาราฮิลล์ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ภายในงานประกอบด้วย 3 กิจกรรม ได้แก่

1. การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้าน “การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการตลาดด้วย Marketing Innovation Concept” ให้แก่ผู้ประกอบการจังหวัดอุทัยธานี จำนวน 50 ราย

2. กิจกรรมการเจรจาจับคู่ธุรกิจในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการจังหวัดอุทัยธานีกับคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการเจรจาจับคู่ธุรกิจจำนวน 20 คู่

3. กิจกรรมการจัดแสดงนิทรรศการ หรือการจัด Pavilion เพื่อจัดแสดง (Showcase) สินค้าที่มีอัตลักษณ์และความโดดเด่นของจังหวัดอุทัยธานี

“พิเชษฐ์ – วิชชั่นใหม่” เสนอการเงินไร้ดอกเบี้ย ผันจากลูกหนี้สู่หุ้นส่วน ลดเหลื่อมล้ำทั้งประเทศ

พรรควิชชั่นใหม่ หมายเลข 24 ยังคงเดินหน้าลงสนามเลือกตั้งปี 2569 ยอมรับว่ามีข้อจำกัดด้านงบประมาณและการหาเสียงเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองใหญ่ ยืนยันเสนอ “นโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย” เป็นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแก้ปัญหาหนี้สินเชิงโครงสร้างของประเทศ

นายพิเชษฐ์ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวว่า การหาเสียงของพรรคเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถสื่อสารแนวคิดและนโยบายของพรรคได้ครบถ้วนทุกมิติ อย่างไรก็ตาม พรรคไม่เคยปิดบังสถานะของตนเอง และตระหนักดีว่าเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็กที่อาจไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

“เรารู้ตัวดีว่าเราไม่ได้มีทรัพยากรเท่าพรรคใหญ่ และไม่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่การเมืองไม่ควรมีไว้เฉพาะคนที่มีเงิน พรรควิชชั่นใหม่จึงเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าจำเป็นต่อประเทศ หากมีโอกาสได้ร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะในสถานะใด เราจะสนับสนุนและผลักดันนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ เพราะนี่คือเรื่องโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง” นายพิเชษฐ์กล่าว

พิเชษฐ์ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ 

หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ระบุว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ SME เป็นระเบิดเวลาที่สะสมมานาน ระบบดอกเบี้ยทบต้นทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ แม้มีความสามารถและความตั้งใจทำมาหากิน พรรคจึงเสนอให้ปฏิรูประบบการเงิน โดยเปิดทางให้มีสถาบันการเงินไร้ดอกเบี้ยตามหลัก “เศรษฐกิจมนุษย์” ซึ่งให้คุณค่ากับศักดิ์ศรีและความสามารถของคน มากกว่าการขูดรีดผลตอบแทนจากความทุกข์

ด้านนายธงรบ ด่านอำไพ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรค อธิบายว่า นโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ยไม่ใช่การแจกเงิน และไม่ใช่การล้มระบบธนาคารเดิม แต่เป็นการเพิ่ม “ทางเลือกทางการเงิน” ให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกระบบดอกเบี้ยผลักออกจากโอกาสทางเศรษฐกิจ

นายธงรบซึ่งมีประสบการณ์ด้านการเงินและเคยบริหารสถาบันการเงินอิสลาม ระบุว่า ระบบการเงินไร้ดอกเบี้ยทำงานบนหลักการร่วมลงทุน ไม่ใช่เจ้าหนี้–ลูกหนี้ คนที่ไม่มีเงินแต่มีความรู้ มีแรงงาน และมีความสามารถ สามารถเข้ามาเป็นหุ้นส่วนได้ โดยผลกำไรจะแบ่งปันตามสัดส่วน หากขาดทุนก็ร่วมกันรับความเสี่ยง ซึ่งแตกต่างจากระบบเดิมที่ความเสี่ยงตกอยู่กับลูกหนี้ฝ่ายเดียว

ธงรบ ด่านอำไพ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 

“นี่คือพื้นฐานทางการเงินที่เป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตย เพราะให้คุณค่าแก่มนุษย์อย่างเท่าเทียม ความสามารถของคนสามารถตีมูลค่าได้ ไม่ใช่วัดกันที่หลักทรัพย์หรือเครดิตเพียงอย่างเดียว เราเชื่อว่านี่คือทางออกระยะยาวของปัญหาความเหลื่อมล้ำ” นายธงรบกล่าว

นายธงรบยังเสนอแนวทางแก้ปัญหาหนี้ SME โดยให้ “แขวนหนี้เก่าไว้ก่อน” โดยไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มเติม จากนั้นนำเงินทุนใหม่ในรูปแบบการร่วมลงทุนเข้าไปฟื้นฟูกิจการ เมื่อธุรกิจกลับมามีกำไรแล้วจึงค่อยนำผลกำไรไปชำระหนี้เดิม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการและรัฐ มากกว่าการปล่อยให้กิจการล้มและกลายเป็นหนี้สูญ

ขณะที่นายสุโท สร้างคำ เลขาธิการพรรค กล่าวว่า พรรคกำลังเร่งปรับยุทธศาสตร์การหาเสียงด้วยการลงพื้นที่อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะเริ่มจากจังหวัดอุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น และขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ เพื่อสื่อสารนโยบายกับประชาชนโดยตรง

นายสุโทกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับพื้นที่ภาคใต้ นายพิเชษฐ์ในฐานะหัวหน้าพรรคจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก โดยจะเร่งลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชาชนมีความคุ้นเคยกับแนวคิดการเงินไร้ดอกเบี้ยอยู่แล้ว เนื่องจากสอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม และเชื่อว่านโยบายนี้สามารถตอบโจทย์ปัญหาปากท้องของประชาชนในพื้นที่ได้จริง

สุโท สร้างคำ เลขาธิการพรรค

นายสุโท เปิดเผยอีกว่า สำหรับพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ แกนนำและสมาชิกพรรคทุกคนจะร่วมกันระดมลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสื่อสารแนวคิดและนโยบายกับประชาชนโดยตรง แม้พรรคจะมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่จะใช้การทำงานร่วมกันของทีมเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ยอย่างรอบด้าน

“พรรคยอมรับว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยุทธศาสตร์สำคัญของพรรคจะมุ่งหวังไปที่คะแนนแบบบัญชีรายชื่อเป็นหลัก โดยหวังว่าประชาชนจะมองเห็นคุณค่าและให้โอกาสพรรควิชชั่นใหม่ได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อร่วมผลักดันแนวคิดเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจและการเงินที่พรรคเสนอไว้” นายสุโทกล่าว

นายสุโทกล่าวอีกว่า แม้จะมีจำนวนที่นั่งไม่มาก แต่การมีตัวแทนของพรรคอยู่ในสภาจะช่วยเปิดพื้นที่การถกเถียงเชิงนโยบาย และสะท้อนเสียงของประชาชนที่ต้องการทางเลือกใหม่ในการแก้ปัญหาหนี้สินและความเหลื่อมล้ำของประเทศ โดยเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงจำนวนที่นั่งในสภา แต่คือการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ให้คุณค่ากับมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถยืนบนขาของตนเองได้อย่างยั่งยืน