เริ่มแล้ว! พิธีเชิญธงชาติสมาชิกอาเซียนก่อนเปิดฉากอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จัดพิธีเชิญธงการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13ส่งสัญญาณเริ่มต้นมหกรรมกีฬาระดับภูมิภาคที่จัดขึ้น ณ ประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธี ร่วมกล่าวต้อนรับคณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากชาติสมาชิกอาเซียนที่เดินทางเข้าร่วมการแข่งขัน โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และ นายไมตรี คงเรือง นายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, ผู้แทนสหพันธ์กีฬาคนพิการแห่งอาเซียน (APSF), คณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย รวมถึงตัวแทนนักกีฬาจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน คณะผู้บริหารจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ เวทีโอเปร่า อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

สำหรับพิธีเชิญธงการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ จัดขึ้นเพื่อประกาศการเริ่มต้นการแข่งขันอย่างเป็นทางการ สะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ พร้อมเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่นักกีฬาพาราจากประเทศสมาชิกอาเซียน ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ความสามัคคี และมิตรภาพระหว่างประเทศผ่านพลังของกีฬา นอกจากนี้ยังเป็นการสื่อสารภาพลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทยในการจัดการแข่งขันระดับสากล ส่งเสริมการเป็นสังคมที่เปิดกว้างและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ควบคู่กับการสร้างการรับรู้และกระตุ้นความสนใจของประชาชนและสื่อมวลชน พร้อมถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และอัธยาศัยไมตรีของไทยในการต้อนรับผู้มาเยือนจากนานาประเทศอย่างอบอุ่น

พิธีเริ่มต้นด้วยการเชิญธงสหพันธ์กีฬาคนพิการแห่งอาเซียน (APSF) ต่อด้วยธงการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ และธงชาติของประเทศสมาชิกอาเซียน เรียงตามลำดับตัวอักษร ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม, อินโดนีเซีย, สปป.ลาว, มาเลเซีย, เมียนมาร์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ติมอร์-เลสเต, เวียดนาม และปิดท้ายด้วย ธงชาติไทย ในฐานะเจ้าภาพ จากนั้นเป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดนครราชสีมา ถ่ายทอดผ่านแสง สี เสียง สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพ พร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักกีฬาและผู้มาเยือนจากทุกชาติด้วยมิตรไมตรีและความอบอุ่น

ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–26 มกราคม 2569 ณ จ.นครราชสีมา โดยชิงชัยรวม 19 ชนิดกีฬา และ 2 กีฬาสาธิต ขณะที่การแข่งขัน โบว์ลิ่งคนพิการ จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร

ร่วมส่งแรงใจเชียร์นักกีฬาพาราจากทุกชาติอาเซียน ในศึกอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยสามารถติดตามการถ่ายทอดสดการแข่งขันได้ที่ NBT, T Sports 7, PPTV 36 และ TrueVisions Now พร้อมติดตามโปรแกรมการแข่งขันและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.aseanparagames2025.com และ facebook: ASEANParaGamesThailand2025

แสงสีเสียงสุดอลังการ!“เชียงใหม่ Night Market” ถนนคนเดิน “สันกำแพง”บูมท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจ

เริ่มแล้ว! “เชียงใหม่ Night Market” แต่งแต้มเชียงใหม่ยามค่ำคืน เนรมิตถนนคนเดิน “สันกำแพง” ด้วยแสงสีสุดอลังการ ปลุกท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไฮซีชั่น

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันเปิดงาน “เชียงใหม่NightMarket” ซึ่ง ททท. และ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดขึ้นที่บริเวณข่วงสันกำแพง และถนนคนเดินสันกำแพง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่  เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสกับเสน่ห์ยามค่ำคืนของจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านถนนคนเดินสันกำแพง  ซึ่งนอกจากจะได้มาจับจ่ายสินค้าและอาหารแล้วยังได้ชมความอลังการของแสงสี Light Installation – Mapping พร้อมกิจกรรมดนตรีและศิลปวัฒนธรรม ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ที่ บริเวณข่วงสันกำแพง จ.เชียงใหม่  

นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การจัดงาน “เชียงใหม่ Night Market” ที่ ถนนคนเดินสันกำแพง ถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยนำต้นทุนทางวัฒนธรรมและหัตถศิลป์อันโดดเด่นของพื้นที่มาต่อยอดสู่รูปแบบสร้างสรรค์ร่วมสมัย ผ่านการผสมผสานศิลปะ แสง สี และเทคโนโลยีดิจิทัล สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่มีชีวิตชีวา สอดคล้องกับวิสัยทัศน์จังหวัดเชียงใหม่สู่ “เมืองแห่งสุขภาพ เมืองแห่งการใช้ชีวิต และเมืองแห่งเทศกาล” ภายใต้แนวคิด “Value is the New Volume” และนโยบาย “12 เดือน 12 เทศกาล จังหวัดเชียงใหม่เที่ยวได้ทั้ง 365 วัน” ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยว สร้างรายได้ และกระจายประโยชน์สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

ด้าน นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. ส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวโดยใช้กลยุทธ์ Event Marketing เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว โดยการจัดงาน “เชียงใหม่ Night Market” ใน 2 พื้นที่ คือในวันนี้ ที่ ถนนคนเดินสันกำแพง และในวันพรุ่งนี้ ที่ ถนนคนเดินท่าแพ จะสอดรับกับนโยบายระดับประเทศ คือ การยกระดับถนนคนเดินจาก “ตลาดท้องถิ่น” ไปสู่การเป็น Creative Walking Street ระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นเวทีนำเสนอ เสน่ห์ไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

โดยพื้นที่ถนนคนเดินสันกำแพง ได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่น และเป็นศูนย์รวมของงานหัตถกรรมและภูมิปัญญาล้านนา รวมถึงการ อนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน  กิจกรรมภายในงานนี้ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “San Kamphaeng Remix : Chiang Mai Remake” เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของสันกำแพง ผ่านการนำเสนอศิลปะ แสง สี และเทคโนโลยีดิจิทัลที่เติมเต็มให้ถนนคนเดินมีสีสัน และเป็นพื้นที่ให้ชาวสันกำแพงได้แสดงความสามารถ พร้อมทั้งคงไว้ซึ่งการเคารพและรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นเป็นหัวใจสำคัญผ่าน 10 จุดจัดแสดง

ขณะเดียวกันผู้เข้าร่วมงานจะได้เพลิดเพลินกับการซื้อของฝาก ของที่ระลึก อิ่มอร่อยกับเมนูอาหารท้องถิ่นจากผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ยกขบวนร้านค้ามาให้ได้ลิ้มลองจำนวนมาก  โดย ททท. คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้ง 2 พื้นที่กว่า 1 แสนคน สร้างรายได้จากการเดินทางท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 186 ล้านบาท

นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานยังจะได้สนุกสนานไปกับการแสดงจากวงดนตรีและศิลปินนักร้องชื่อดังได้ทุกวัน ได้แก่ วง Scrubb , วง Proxie , วง Whal & Dolph , วง No One Else , Yented , Atom , Pause , Earth Patravee , ATLAS , Sarah Salola , Songkarn Rangsan , Serious Bacon , วง Mean และปิดท้ายด้วย วง Season

.

“เท้ง – ณัฐพงษ์ “ยกทัพพรรคประชาชนขึ้นเหนือลุยหาเสียงมั่นใจกวาด 10 เก้าอี้สส.เชียงใหม่

“เท้ง- ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรียกทัพพรรคประชาชนขึ้นเหนือ ช่วยผู้สมัครหาเสียง เขต 8 มั่นใจ พรรคประชาชน จะกวาดที่นั่งได้ทั้ง 10เขต เชียงใหม่ เพื่อก้าวสู่การจัดตั้งรัฐบาลของประชาชน

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เท้งณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน ลงพื้นที่ ตลาดสดเทศบาลหางดง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคประชาชนหาเสียง ในพื้นที่ เขต 8 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีประชาชนมาต้อนรับและขอถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก โดย ทันทีที่มาถึงก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากชาวหางดง ที่มารอ  ส่งเสียงเชียร์เท้ง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชนและผู้สมัครเขต 8 พรรคประชาชน ตี๋ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์  เจ้าของพื้นที่เดิม โดย มีการมอบของทั้งส้มและพวงมาลัย  ซึ่งตลอดการลงพื้นที่หาเสียง ชาวเชียงใหม่ ในเขต8 หางดงได้มีการขอถ่ายรูปเป็นระยะและให้กำลังใจพร้อมกับอวยพรให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

นายณัฐพงษ์  เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน เปิดเผยว่า การลงพื้นที่เขต 8 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และเชื่อว่าการลงพื้นเชียงใหม่ในครั้งนี้ พรรคประชาชน จะยังเป็นพรรคที่ชาวเชียงใหม่ให้ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ พร้อมทั้งแสดงความมั่นใจว่าจะกวาดที่นั่ง สส.เชียงใหม่ได้ครบทั้ง 10 เขต หลังจากที่ครั้งที่แล้วสามารถคว้าเก้าอี้มาได้ถึง7ที่นั่งโดย อีก 3 ที่นั่งนั้นมองว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะตัวผู้สมัครของพรรคประชาชน ต่างลงพื้นที่หาเสียงและแสดงถึงความจริงใจ ที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาให้ชาวเชียงใหม่

พร้อมทั้งขอโอกาสจากคนเชียงใหม่เทคะแนนให้ผู้สมัครของพรรคประชาชน เพื่อให้มีโอกาสจัดตั้งพรรครัฐบาลของประชาชน และได้เข้าไปบริหารประเทศ ปราบทุนเทาและการทุจริตคอรัปชั่นในทุกรูปแบบ ส่วนกรณีที่ผู้สมัครของพรรคประชาชนหลายคนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีความต่าง ๆนั้น ยืนยันว่าพรรคมีนโยบายที่ชัดเจนในการดำเนินการกับเรื่องนี้และบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้หากได้บริหารประเทศจะดำเนินการปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจังแน่นอน

จากนั้นช่วง บ่ายได้มีกำหนดการณ์ เดินทางไปพบปะประชาชน ที่ตลาดเจดีย์แม่ครัว อำเภอสันทราย เพื่อช่วยนางสาว พุธิตา ชัยอนันต์ ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 4 และในเย็นเวลา 16.00 น. นายณัฐพงษ์ จะไปร่วมเวทีปราศรัย กับกลุ่มชาติพันธุ์คือคนเท่ากัน ที่ลานกิจกรรมหน้าวัดลัฏฐิวัน หรือวัดพระนอนขอนตาล เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มดังกล่าวซึ่งเป็นกลุ่มที่พรรคให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิการเข้าถึงในด้านต่างๆด้วย

อลังการ!พะเยาสืบสาน “ตานข้าวใหม่ใส่บาตรหลวง” ถวายพุทธบูชาแห่งศรัทธาล้านนา

ยิ่งใหญ่อลังการ!มหาวิทยาลัยพะเยา จัดขบวนแห่ข้าวทิพย์ และพิธี “ตานข้าวใหม่ใส่บาตรหลวง” ถวายพระเจ้าตนหลวง หนึ่งเดียวในโลก  ณ วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569  ที่ท่าเรือวัดติโลกอาราม ชายกว๊านพะเยา คณาจารย์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยพะเยา ได้นำเหล่าเทพบุตร เทพธิดา และเครื่องถวายสักการะพระเจ้าตนหลวงและข้าวใหม่ โดยขึ้นเรือจากท่าวัดติโลกอาราม เพื่อไปยังท่าน้ำวัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง

โดยริ้วขบวนจะไปตามร่องน้ำแม่อิงในกว๊านพะเยา ผ่านเรือนโบราณชายกว๊านพะเยา, อนุสาวรีย์พญางำเมือง , ชุมชนสันแกลบดำ , สถานีสูบน้ำประปา จ.พะเยา ก่อนที่จะไปขึ้นท่าน้ำวัดศรีโคมคำ พร้อมกับตั้งขวนเครื่องสักการะ ขบวนเทพบุตร-เทพธิดา เคลื่อนขบวนสู่พระวิหารหลวง วัดศรีโคมคำ ตามลำดับ และทำพิธีตาน(ถวาย)ข้าวใหม่แด่พระเจ้าตนหลวง เป็นอันเสร็จพิธี

กิจกรรม ตานข้าวใหม่ใส่บาตรหลวง มีวัตถุประสงค์เพื่อทำนุบำรุงและสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นล้านนา โดยเฉพาะประเพณีตานข้าวใหม่ใส่บาตรหลวง ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าทางจิตใจและสังคม , เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรภายในหน่วยงาน และภาคีเครือข่ายในการร่วมกันฮอมบุญวัตถุดิบ เพื่อนำไปถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระเจ้าตนหลวง

อันเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวพะเยาและพุทธศาสนิกชน , เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกด้านศาสนาให้แก่เยาวชนและประชาชน และเพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตเกษตรกรรม ผ่านการใช้ข้าวใหม่และวัตถุดิบพื้นบ้านในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

.

ABAC ผนึก MG- SAIC Motor เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนา ป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานแห่งอนาคต

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) จับมือ ค่ายเอ็มจี เอส เอไอซี มอเตอร์ MG- SAIC Motor เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนา ป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ –อาคาร คาเบรียล แมรี่   ศูนย์วิจัยและการเรียนรู้ด้านยานยนต์พลังงานใหม่ (Gabriel Mary Research and Learning Center for New Energy Vehicle Technology) ร่วมกับค่ายเอ็มจี ประเทศไทย และ เอส เอไอซี มอเตอร์ MG- SAIC Motor   ท่านอธิการบดี ภราดา ดร. ศิริชัย ฟอนซีกา ได้ให้การต้อนรับ Mr. Da Shen Shen ประธานกรรมการ บริษัท เอส เอไอซี มอเตอร์ (SAIC Motor-CP)  โดยได้รับเกียรติจาก ท่านรองศาสตราจารย์ ดร. กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย รองประธานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธานร่วมเปิดศูนย์วิจัยและการเรียนรู้ ฯ ตลอดทั้งพันธมิตรมหาวิทยาลัย และ สถาบันการฝึกอบรมวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำ และ ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนจากประเทศจีน ร่วมเป็นสักขีพยาน

ภราดา ดร. ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า “โครงการนี้เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ และ ทักษะด้านเทตโนโลยีไฟฟ้า EV เน้นสร้างพัฒนาศักยภาพบุคลากรเชิงปฏิบัติการ อีกทั้งสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกประเทศในระดับสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และป้อนผู้เชี่ยวชาญเข้าสู่ตลาดยานยนต์และพลังงานอนาคตเราผสานเทคโนโลยี พลังงานใหม่ และจิตวิญญาณผู้ประกอบการ เพื่อสร้างบัณฑิตที่พร้อมแข่งขันในเวทีโลก และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างยั่งยืน”

Mr. Da Shen Shen ประธานกรรมการ บริษัท เอส เอไอซี มอเตอร์  (SAIC Motor-CP)   กล่าวว่า เพื่อก้าวเข้าสู่การพัฒนาในยุคใหม่พร้อมเดินหน้าแผนกลยุทธ์องค์กรระดับโลก ประกอบด้วยการเป็น ฐานการผลิต เอ็มจี ในอาเซียน ศุนย์กลางการส่งออกสู่ตลาดโลก รวมถึงสานต่อแบรนด์ให้เป็นที่นิยมในประเทศไทย “เป้าหมาย ของเอ็มจี คือการทำให้เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย ให้ผู้ใช้มีความมั่นใจในการให้บริการหลังการขาย ตลอดอายุการใช้งาน ให้ทุกครอบครัวของลูกค้าเราได้รับประสบการณ์เดินทางที่เปี่ยมด้ายความสะดวกสบาย และ ความอัจฉริยะของแบรนด์ เอ็มจี”ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรม ผ่านการพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่การถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงการส่งเสริมทักษะเชิงปฏิบัติและทักษะวิชาชีพ

อาคารนี้มีพื้นที่ 1,800 ตารางเมตร และ อาคารโรงเก็บแบตเตอรีขนาด 72 ตารางเมตร แบ่งพี้นที่เป็นสองส่วน ในส่วนหน้า จัดเป็นพื้นที่ นิทรรศการ และ ยานยนตร์รุ่นใหม่ ที่จะนำเสนอสู่ตลาด  โดยมีวัตถุประสงค์ ในการฝึกสอนทักษาะ ทางด้าน การขาย การตลาด บริหารและการจัดการในอุตสาหกรรมยานยนตร์ และที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี พลังงานในอนาคต 

ในส่วนพื้นที่ถัดไป  เน้นสอนด้านเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า ทั้งพื้นฐานระบบส่งกำลัง, แบตเตอรี่แรงดันสูง (HV), ระบบไฟฟ้าแรงต่ำ, ระบบระบายความร้อน, และการชาร์จ ซึ่งมีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ   เน้นทักษะ ปลอดภัย เข้าใจและทำงานกับรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการนี้ อยู่ภายใต้การบริหารคณะ วิทศวกรรมศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี (Vincent Mary School of Engineering : VMES)  คณบดี ผศ. ดร. ณรงค์  อภิรัตน์สกุล  กล่าวว่า “ เหนือกว่า…ด้วยโครงสร้างนิเวศนวัตกรรมครบวงจร” ปัจจุบัน นี้ ทางคณะมี หลักสูตรวิศวกรรมการบิน (Bachelor of Engineering in Aeronautics)  และผ่านการรับรองมาตรฐานจากEuropean Union Aviation Safety Agency (EASA) ภายใต้กรอบ Part-147และรับใบอนุญาตการบินสากลได้ภายในการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย และผ่านการฝึกงานในสายซ่อมบำรุงตามเงื่อนไขของ EASA

ดังนั้น การที่มีความร่วมมือทางยานยนตร์ไฟฟ้า พลังงานอนาคต จะเป็นการยกระดับ และ ต่อยอด พัฒนาอุตสาหกรรม เมื่อผ่านการอบรม จะมีใบอนุญาตตามมาตรฐานโดย มหาวิทยาลัย และ MG – SAIC เน้น เส้นทางอาชีพ: เร่งสปีดสู่อนาคต ด้วยระบบอาจารย์พี่เลี้ยง (faculty mentor) ร่วมกับโครงข่าย ผู้เชี่ยวชาญ ในอุตสาหกรรม ทำให้การเปลี่ยนผ่านจาก “นักศึกษา” เป็น “ผู้ประกอบการมืออาชีพ” เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว

เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ (ปริญญาตรี–โท–เอก) ปรึกษาเส้นทางการเรียนและอาชีพ อัปสกิล–รีสกิลสำหรับผู้จบแล้ว และสอบถามทุนการศึกษาได้ที่
 02-783-2222 ต่อ 2312
 vmes@au.edu
 https://vmes.au.edu
 Facebook: https://www.facebook.com/auvmes

VMES @ Assumption University — เราไม่ใช่แค่ “สอนเทคโนโลยี” แต่เราสร้าง“ผู้นำเทคโนโลยี” ให้พร้อมวิ่งนำหน้าบนเวทีนานาชาติตั้งแต่วันแรกที่จบการศึกษา.

.

สองสามีภรรยาต้นแบบปลูก”ขิงแดง”แซมในสวน ดูแลง่าย ขายคล่อง รายได้มั่นคง

ในปัจจุบันเกษตรกรไทยเผชิญกับปัญหาราคาตกต่ำ ปริมาณ และคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลทำให้เกษตรกรหลายคน หลายกลุ่ม ต้องหันมาทำการเกษตรแบบผสมผสานกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งการทำการเกษตรแบบผสมผสานนั้นเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพทางการเกษตร ตลอดจนสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้น

ทุกวันนี้ การทำการเกษตรแบบผสมผสานของเกษตรกรในบ้านเรานั้นจะให้ความสนใจกับพืชที่จะนำมาปลูกซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะเลือกพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่ค่อยเกิดโรคและแมลง ให้ผลผลิตเร็ว ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวสั้น มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดและที่สำคัญต้องเป็นพืชที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อพืชหลักมาปลูกผสมกับพืชหลักที่ทำอยู่

“สมศักดิ์ บรรณดาล” เกษตรกรวัย 38 ปี แห่งบ้างบังทองหลาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เป็นเกษตรคนหนึ่งที่หันมาให้ความสนใจทำการเกษตรแบบผสมผสาน จนประสบความสำเร็จทำให้มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

สมศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า เขาเป็นชาวสวนมาตั้งแต่กำเนิด มีอาชีพทำสวนผลไม้ที่รับช่วงมาจากพ่อและแม่ที่ทำไว้ซึ่งในตอนนั้นการทำการเกษตรของเขาต้องประสบกับปัญหาทั้งเรื่องของโรคและแมลงที่มารบกวนอยู่บ่อยๆราคาผลผลิตที่ปลูกตกต่ำ ทำให้พืชผลทางการเกษตรพี่สมศักดิ์เกิดความเสียหาย ขายไม่ได้ ขายได้ก็ได้ราคาที่ถูก พี่สมศักดิ์จึงต้องปรับเปลี่ยนพืชปลูกอยู่ตลอดเวลา

“เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เคยปลูกข้าวโพด ทำนา ปลูกกล้วยน้ำว้า มะม่วงแก้ว แต่ด้วยปัญหาของโรคและแมลงที่มารบกวน ราคาที่ตกต่ำ ทำให้ผมต้องเปลี่ยนมาปลูกส้มโอ ซึ่งในขณะความรู้ในการปลูกส้มโอก็ไม่มี ต้องอาศัยดูจากเพื่อนบ้านที่ทำและศึกษาเองในบ้างส่วน และไม่นานสวนส้มโอของผมก็ให้ผลผลิตออกมาจำหน่ายทำให้มีรายได้มาใช้จ่ายภายในครอบครัวแต่ด้วยส้มโอยังไม่สามารถทำรายได้เท่าที่ควร ผมจึงต้องหาพืชเสริมมาปลูกเพื่อเป็นการหารายได้ระหว่างที่รอส้มโอให้ผลได้เต็มที่”

“จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ผมหันมาทำการเกษตรแบบผสมผสานด้วยการหาพืชเสริมที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วกว่าพืชหลักที่ทำอยู่มาปลูกแซมในพื้นที่ของสวนส้มโอที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งในขณะนั้นเองพี่ชายของภรรยาที่มีอาชีพปลูกขิงแดงขายก็ได้เข้ามาแนะนำให้ผมปลูกขิงแดงขายไปพร้อมๆกับการทำสวนส้มโอ ซึ่งในขณะนั้นเองผมก็เกิดความสนใจ เพราะเห็นว่าพืชชนิดนี้เป็นพืชที่มีราคาดีมีการดูแลรักษาง่าย ขายได้ทั้งดอกและต้น สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินทั่วไป ที่สำคัญเป็นพืชที่ไม่ต้องการแสงเหมาะกับการปลูกแซมในสวนส้มโอ” สมศักดิ์ กล่าว

หลังจากที่ได้ฟังและได้เห็นความต้องการของตลาดที่เข้ามารับชื้อจากพี่ชายของภรรยาทำให้พี่สมศักดิ์เกิดความสนใจในพืชตัวนี้และนำมาปลูกในพื้นที่ว่างของสวนส้มโอที่เป็นพืชหลัก แต่ด้วยความรู้ที่ยังมีไม่มากเกี่ยวกับวิธีการและการดูแลอีกทั้งยังเป็นการเริ่มปลูกครั้งแรกพี่สมศักดิ์จึงเริ่มต้นปลูกเพียง 60 หลุมเท่านั้น

“ขิงที่ปลูกจำหน่ายนั้นจะมีทั้งหมดสามสีด้วยกัน คือสีแดง สีชมพู และสีบานเย็น  ซึ่งแต่ละสีจะมีระยะปลูกระหว่างต้นและแถวห่างกัน 60x 80 เซนติเมตร ลึก 20 เซนติเมตร โดยขั้นตอนการปลูกนั้นจะขุดหลุมทิ้งไว้ล่วงหน้าก่อนหนึ่งวัน ใส่ปุ๋ยคอกลงไปผสมกับดินก้นหลุม จากนั้นก็นำหน่อขิงแดงประมาณสามหน่อลงหลุม กลบดินและรดน้ำ”

“การให้น้ำในช่วงแรกที่ปลูกจะให้วันเว้นวัน พอหนึ่งถึงสองอาทิตย์ผ่านไปการให้น้ำจะมีระยะวันให้ที่ห่างมากขึ้นโดยจะรดวันเว้นสามวัน ทำการแต่งกิ่งและพรวนดินรอบๆกอทุกๆ เจ็ดวัน”

“ใส่ปุ๋ยชีวภาพที่ผลิตจากเศษอ้อยซึ่งจะมีสองสูตรด้วยกันคือ สูตรที่ 1 จะใส่เพื่อเร่งการแตกกอและการเจริญเติบโตของลำต้นซึ่งใส่ในช่วงที่พืชเริ่มปลูกจนถึงสี่เดือน สูตรที่ 2จะใส่เพื่อเร่งการออกดอกซึ่งใส่ในช่วงสี่เดือนหลังก่อนการนำไปขายโดยแต่ละสูตรจะมีระยะในการใส่ห่างกันสองเดือน ”

หลังจากที่ดูแลและใส่ปุ๋ยจนครบเจ็ดเดือนขิงแดงที่พี่สมศักดิ์ปลูกก็จะถูกจำหน่ายให้กับพ่อค้าในรูปแบบขายยกกอ ซึ่งขนาดและรูปทรงของกอที่มีความเหมาะสมจะอยู่ที่ 20 หน่อต่อกอ ความสูง 70-150 เซนติเมตร ดอก 3-5 ดอก ราคากอละ 100 บาท

จากนั้นไม่นานขิงแดงก็กลายเป็นพืชเสริมที่ทำรายได้ให้กับพี่สมศักดิ์มากว่าพืชหลักที่ทำอยู่  เพราะด้วยราคาที่สูงและสินค้าที่มีจำหน่ายอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับตลาดมีความต้องการเป็นจำนวนมากทำให้เขาสามารถมีรายได้เข้ามาใช้จ่ายภายในครอบครัวได้ตลอดทั้งปี

“ด้วยความเป็นพืชที่ดูแลง่ายโตอย่างรวดเร็ว ตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขิงแดงที่ปลูก 60 หลุม ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนปัจจุบันมีทั้งหมด 10 ไร่”สมศักดิ์ กล่าว

จากการเป็นพืชที่สามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปีทำให้ขิงแดงถูกนำไปใช้เป็นไม้จัดสวนเพราะด้วยสีสันที่สดบวกกับความสวยงามของดอกที่มีเอกลักษณ์ทำให้คนนิยมนำมาปลูกเพิ่มสีสันภายในสวนกันเป็นจำนวนมาก

“เป็นพืชที่มีความต้องการ ราคาก็ดี สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งดอกและต้น ใช้พื้นที่ปลูกก็น้อย ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก ผมจึงหันมาจริงกับการปลูกขิงแดงขายเป็นไม้ประดับจัดสวนส่งให้กับพ่อค้าที่มารับชื้อจากพี่ชายของภรรยา”

“ในหนึ่งเดือนจะมีพ่อค้าจากตลาดดงบัง จังหวัดปราจีนบุรี เข้ามารับชื้อ สองครั้งโดยจะมาอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ซึ่งเขาจะเข้ามาดูและขุดเองที่สวน ซึ่งในแต่ละครั้งจะจำหน่ายได้มากถึง 200 กอ” สมศักดิ์ กล่าว

พี่สมศักดิ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า หลักจากที่พ่อค้าเข้ามาขุดขิงแดงออกไปแล้วหลุมที่ขุดก็จะว่าง ตนจึงทำการขุดแยกหน่อจากก่อข้างๆมาปลูกทดแทนซึ่งไม่ต้องเสียเงินชื้อหน่อใหม่มาปลูก

สำหรับท่านใดที่ต้องการเข้าไปเยี่ยมชมหรือมีคำถาม ไม่ว่าจะเป็นวิธีการปลูก การดูแล ตลาดรับชื้อท่านสามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ พี่สมศักดิ์ และพี่สมปอง บรรณดาล บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 9 ตำบลชะอม อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โทรศัพท์ 086-131-9640.

ตลาดสุขภาพไทยแข่งเดือด!“แมนนาเทค”ชูโมเดลธุรกิจแบบ Hybrid ตั้งเป้าผงาด Top ใน 3 ปี

“แมนนาเทค” กางแผนยุทธศาสตร์เขย่าวงการ Wellness ไทย ชูโมเดลธุรกิจแบบ Hybrid ที่รวมความแกร่งของเทคโนโลยีออนไลน์และสายสัมพันธ์ออฟไลน์เข้าด้วยกัน ตั้งเป้าก้าวขึ้นสู่ระดับ Top ของอุตสาหกรรมการขายตรงไทยภายใน 3 ปี พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์เรือธง “แอมโบรโทส ไลฟ์”  ชูนวัตกรรม “ไกลโคนนิวเทรียนท์” เอกสิทธิ์เดียวในโลก เพื่อเป็นทางลัดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ มั่นใจผลักดันธุรกิจให้เติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทาย

Mr. Jay Roh Vice President of asia and GM of Mannatech Korea พร้อมด้วย คุณกชณิช กล่อมชุ่ม Sales and Maketing Director บริษัท แมนนาเทค (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “แอมโบรโทส ไลฟ์” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติ ที่ช่วยในการดูแลสุขภาพร่างกายแบบองค์รวม ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพในไลฟ์สไตล์ยุคใหม่อย่างยั่งยืน ณ อาคารสำนักงาน ตึก CW TOWER ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

Mr. Jay Roh Vice President of asia and GM of Mannatech Korea เปิดเผยว่า การนำผลิตภัณฑ์ “แอมโบรโทส ไลฟ์” เข้ามาเจาะตลาดประเทศไทยในครั้งนี้ ใช้เวลาเตรียมความพร้อมกว่า 3 ปี เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพสินค้าและการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย มีผลิตภัณฑ์กลุ่มสกินแคร์ 5 รายการ และ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 10 รายการ รวมถึง “แอมโบรโทส ไลฟ์” ผลิตภัณฑ์เรือธงของบริษัท ได้รับการรับรองจาก อย. เรียบร้อยแล้ว

“แอมโบรโทส ไลฟ์ มีจุดแข็งสำคัญ คือ เทคโนโลยี “ไกลโคนิวเทรียนท์” เอกสิทธิ์เฉพาะของแมนนาเทค ซึ่งเป็นนวัตกรรมธรรมชาติที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของเซลล์ ถือเป็นตัวชูโรงหลักในการแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ในตลาดสุขภาพของประเทศไทย” Mr. Jay Roh กล่าว

ด้าน คุณกชณิช กล่อมชุ่ม Sales and Maketing Director บริษัท แมนนาเทค (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงด้านกลยุทธ์ธุรกิจว่า บริษัทเลือกใช้แผนการตลาดรูปแบบ “Hybrid” ที่ได้รับรางวัลระดับสากล จากสมาคมขายตรงโลก (WFDSA) เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับสมาชิก แม้ในช่วงเศรษฐกิจผันผวนบริษัทมองว่าเป็นโอกาสเนื่องจากผู้บริโภคยุคหลังโควิดให้ความสำคัญกับการป้องกันมากกว่าการรักษา โดยในปีนี้เตรียมจัดกิจกรรม Challenge การดูแลสุขภาพและลดน้ำหนักเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

“เราไม่ได้มองแค่ยอดขาย แต่เราต้องการสร้างรากฐานที่แข็งแรงทั้งในด้านธุรกิจและสุขภาพของผู้คน และด้วยกลยุทธ์ธุรกิจ บวกกันผลิตภัณฑ์เรือธง จะผลักดันให้แบรนด์ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของไทยภายใน 3 ปี ก่อนจะขยายสาขาครอบคลุมอาเซียน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” คุณกชณิช กล่าว

สำหรับ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แอมโบรโทส ไลฟ์ เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติที่อุดมด้วย ไกลโคนิวเทรียนท์ พร้อมส่วนผสมคุณภาพสูงอย่าง อาราบิโนแกลแล็กแทน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่มีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพ และเป็นแหล่งใยอาหารชนิดละลายน้ำที่ดีต่อการทำงานของร่างกาย ทั้งยังผสานคุณค่าจากส่วนผสมธรรมชาติที่ช่วยสนับสนุนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

อาทิ อโลเวรา ผงรำข้าว และผงสาหร่ายวากาเมะ เพื่อเสริมการทำงานของร่างกายให้เกิดความสมดุล และการดูแลสุขภาพในไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน การดูแลสมดุลของระบบทางเดินอาหารและลำไส้ รวมถึงการบำรุงสุขภาพผิวพรรณจากภายในสู่ภายนอก เหมาะสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการยกระดับไลฟ์สไตล์ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

.

“อนุทิน” ลุยหาเสียง”ถนนคนเดินประจวบฯ”เจอทวงคนละครึ่ง ลั่นเป็นรัฐบาลทำต่อ 100%

“อนุทิน​” ลงพื้นที่หาเสียง  “ถนนคนเดิน ประจวบ​ฯ” ฝากเลือก”ภูมิใจ​ไทย” ทั้งคนทั้งพรรค เจอทวง “คนละครึ่ง” ประกาศชัดกลับมาทำต่อ​อย่างแน่นอน 100%

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายง่าน ในช่วงเวลา​ 18.00 น.​ วันที่ 17 ม.ค.69 นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย​ (ภท.) ลงพื้นที่ถนนคนเดินเมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ช่วย​นายสังคม แดงโชติ ผู้สมัคร สส.​ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1​ รักษาแชมป์เก่า​ โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์และนางมนัญญา​ ไทย​เศรษฐ์​  แกนนำพรรค​ลงพื้นด้วย​ โดยทันทีที่มาถึงมีกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม​ พื้นที่ภาคใต้​ เข้ามายื่นหนังสือ​ พร้อมมอบหมวกให้นายอนุทิน​ ​สวมใส่​

จากนั้น​ นายอนุทิน​ ได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้า รวมไปถึงประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ​ ที่ถนนคนเดิน หลายคนเข้ามาทวงถามเรื่องของโครงการคนละครึ่ง​ เนื่องจากว่า​ ยังไม่ได้ในเฟตแรก​ ซึ่งนายกรัฐมนตรี​ ก็สัญญาว่า​ หากกลับมาเป็นรัฐบาล​ เดินหน้าโครงการต่อ 100%  นอกจากนี้​ ยังมีบางส่วนเข้ามาให้กำลังใจต่อการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา​ และจะขอยกคะแนนทั้งครอบครัว​ เลือกพรรคภูมิใจไทย​ และตลอดเส้นทางก็มีคนเข้ามาห้อมล้อมขอถ่ายรูปจำนวนมาก​ ใช้เวลาเดินเกือบ​ 2 ชั่วโมง​

นายอนุทิน​ ยังเดินขอคะแนนเสียง​ นอกจากเลือก​ สส.ประจวบคีรีขันธ์แล้ว ขอเลือกเบอร์ 37 พรรคภูมิใจไทยด้วย​ และจะกลับมาทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้​  ขณะเดียวนอกจากเดินหาเสียงแล้ว​  ยังได้แวะอุดหนุนของกินหลายร้าน​

ทั้งนี้​ ระหว่างนายอนุทิน​ เดินหาเสียงอยู่​ มีวงดนตรีของชาวบ้าน​ได้เล่น​ เพลงพระราชนิพนธ์ “เราสู้​” ทำให้นายอนุทิน​ เดินปรี่เข้าไป​ ก่อนที่จะยืนร้องเพลงนี้ด้วย​ ก่อนจะปิดท้ายด้วย”ประเทศไทยจงเจริญ” และชูกำปั้นขึ้นแสดงสัญลักษณ์สู้​

.

ทลายคอกม้าบาางแสนรวบสาวแบงก์พร้อมพวก 4 รายเปิดบัญชีม้า–ปลดล็อกแอปฯ ให้แก๊งคอลฯ ฝั่งเขมร

กองปราบทลายคอกม้าบางแสน รวบสาวแบงก์พร้อมพวก 4 ราย เปิดบัญชี–ปลดล็อกแอปฯ ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งกัมพูชา สารภาพได้ค่าดำเนินการ 500 -1,000 ต่อ 1 บัญชี

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผบก.ป. สั่งการ พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก. 3 บก.ป.พ.ต.ต.วัตรสัณห์ เนตรหาญ สว.กก.3 บก.ป. เปิดปฏิบัติการ “ทลายคอกม้าบางแสน” จับกุมว่าที่ ร.ต.หญิง สุภาพรฯ อายุ 33 ปี ,น.ส.อริสราฯ อายุ 28 ปี ,นายวัชรากรฯ อายุ 20 ปี และ น.ส.เกตน์นิภาฯ อายุ 30 ปี ข้อหา “เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ได้ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี พร้อมตรวจยึดของกลาง สมุดบัญชีธนาคาร 11 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 15 ใบ โทรศัพท์มือถือ 13 เครื่อง และของกลางอื่น ๆ รวม 39 รายการ

ทั้งนี้เมื่อช่วงเดือน ต.ค.68 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป. ได้เข้าจับกุมกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์จัดหาบัญชีม้าในพื้นที่ จ.อุดรธานี และ จ.หนองบัวลำภู ก่อนขยายผลไปยังสถานที่ซึ่งใช้เป็นจุดรวบรวมบัญชีม้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมลักลอบนำข้ามไปยังประเทศกัมพูชา ในพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่ายังมีกลุ่มเครือข่ายจัดหาบัญชีม้าในพื้นที่อื่นทั่วประเทศ โดยมีจุดรวบรวมบัญชีม้าหลายแห่ง หนึ่งในสถานที่ดังกล่าวคือห้องเช่าแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นคำร้องขอหมายค้นจากศาล และนำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านเช่าหลังดังกล่าว พบ น.ส.อริสรา แสดงตัวเป็นผู้ครอบครองบ้าน พร้อมตรวจยึดสมุดบัญชี บัตรเอทีเอ็ม และโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก

สอบสวน น.ส.อริสรา รับสารภาพว่า เป็นผู้จัดหาสมุดบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็ม โดยได้ค่าตอบแทนบัญชีละ 500 บาท ขณะที่ นายวัชรากร ทำหน้าที่จัดหาบุคคลมาเปิดบัญชีม้า ผ่านการโฆษณาในอินสตาแกรมด้วยข้อความว่า “ร้อนเงิน ทักแชท” จากนั้นพาไปเปิดบัญชี จัดเตรียมโทรศัพท์ ซิมการ์ด และเชื่อมต่อแอปพลิเคชันธนาคาร ก่อนส่งมอบให้ น.ส.อริสรา โดยนายวัชรากร ได้ค่าตอบแทน 1,000 บาท และผู้เปิดบัญชีม้าได้รับ 2,000 บาท

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลติดตามตัวนายวัชรากร เพิ่มเติม และพบข้อมูลว่าบางธนาคารมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกในการเปิดบัญชีม้า เนื่องจากขั้นตอนการตรวจสอบมีความเข้มงวด โดยพบว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารรายดังกล่าวคือ ว่าที่ ร.ต.หญิง สุภาพร เจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งรับสารภาพว่าได้ช่วยเหลือในการเปิดบัญชีม้าจริง โดยอำนวยความสะดวกไม่ต้องกดบัตรคิว ไม่ต้องผ่านการคัดกรอง สามารถตรวจสอบรายชื่อในระบบแบล็กลิสต์ และปลดล็อกแอปพลิเคชันธนาคารในกรณีถูกระงับการใช้งาน โดยได้รับค่าตอบแทน 500 บาท ต่อการช่วยเปิดบัญชี และ 1,000 บาท ต่อการปลดล็อกแอปพลิเคชัน

เปิดเกมพลิกโฉม!NIA ดันโคเนื้อไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก หวังลดนำเข้า 7 พันล้าน

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคเนื้อ พร้อมประกาศความสำเร็จในการยกระดับอุตสาหกรรมโคเนื้อคุณภาพสูงของไทยผ่านการจัดงาน “Thailand Beef Fest 2026” สุดยอดมหกรรมเนื้อไทยครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ตลาดนัดเลียบด่วน-แดนเนรมิต กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีม “Thai Innovative Beef, Global Taste” พร้อมมุ่งผลักดัน “โคดำลำตะคอง” แบรนด์เนื้อโคพรีเมียมจากนครราชสีมาสู่เวทีโลก หวังสร้างระบบนิเวศด้านการตลาดเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรไทย และลดการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพสูงจากต่างประเทศที่มีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี โดยได้รับความร่วมมือจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย นำเนื้อโคพรีเมียมระดับโลกมาจัดแสดงควบคู่กับแบรนด์เนื้อไทย เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อโคของไทยสู่ตลาดสากล

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติNIA เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมโคเนื้อของไทยมีศักยภาพและโอกาสเติบโตสูง แต่ที่ผ่านมาต้องเผชิญข้อจำกัดด้านมาตรฐาน และการเข้าถึงตลาดมูลค่าสูง อีกทั้งยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ เนื่องจากประเทศไทยมีการบริโภคเนื้อวัวเฉลี่ยเพียงประมาณ 3.24 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แต่มีความต้องการเนื้อพรีเมียมเพิ่มมากขึ้น จึงต้องนำเข้าเนื้อคุณภาพสูงจากต่างประเทศมากกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากำลังการผลิตในประเทศยังไม่สามารถตอบสนองต่อตลาดได้ นอกจากนี้ เมื่อประเมินภาพใหญ่อุตสาหกรรมเนื้อวัวระดับโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นพื้นฐานไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีความเฉพาะตัวเชิงอัตลักษณ์ การขยายตัวของกำลังซื้อและประชากรส่งผลให้ความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าของตลาดเนื้อวัวคุณภาพจะขยายตัวถึงระดับ 712,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 4.4 โดยในส่วนของตลาดเฉพาะกลุ่มที่เน้นคุณภาพสูง (High-End Beef) มูลค่าตลาดในปี 2567 อยู่ที่ 341,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 449,790 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 ด้วยอัตรา CAGR ที่ร้อยละ 3.1 การเติบโตนี้สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การให้ความสำคัญกับรสสัมผัส และความปลอดภัยของอาหาร รวมถึงมองหาประสบการณ์การบริโภคซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนส่วนแบ่งตลาดเนื้อวัวพรีเมียมให้ขยายตัวอย่างรวดเร็วเหนือกว่าตลาดเนื้อโภคภัณฑ์ทั่วไป

ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า NIA มุ่งเพิ่มโอกาสแข่งขันเชิงพาณิยช์ของอุตสาหกรรม โคเนื้อครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ การจัดการฟาร์ม โภชนาการ เทคโนโลยีหลังการเชือด การแปรรูป ตลอดจนการสร้างแบรนด์ การตลาด และการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงมุ่งเน้นยกระดับการผลิตแบบดั้งเดิมของโคเนื้อไทยที่เน้นการผลิตเนื้อเพื่อขายในเชิงน้ำหนัก เฉลี่ยราคา  80–82 บาทต่อกิโลกรัมไปสู่ตลาดพรีเมียมที่เกษตรกรสามารถขายเนื้อได้ในราคา 105–145 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้โครงสร้างรายได้ของอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยเปลี่ยนไปจากโมเดลเดิมคือ Volume-Based ไปสู่ Value-Based ที่สามารถแข่งขันกับเนื้อคุณภาพสูงจากต่างประเทศได้

โดยทิศทางการพัฒนาโคเนื้อไทยจะมุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมเชิงลึก เช่น เทคโนโลยีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับภูมิอากาศไทย การใช้ข้อมูลและ IoT ในการจัดการฟาร์ม การควบคุมคุณภาพเนื้อด้วยกระบวนการบ่มเชิงวิทยาศาสตร์ การลดคาร์บอนและของเสียในกระบวนการผลิต รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาเนื้อโคที่มีเรื่องราวเป็นอัตลักษณ์เฉพาะ และได้มาตรฐานสากล ผ่านการสร้างคุณค่าในแบบไทย ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา NIA ได้ทำงานร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อลำตะคอง และเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ (นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์) ตามแนวทางการสนับสนุน 2 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างแบรนด์ “โคดำลำตะคอง“ จากจังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยในอนาคต และการพัฒนาระบบนิเวศด้านการตลาดซึ่งเป็นส่วนปลายน้ำของอุตสาหกรรม เพื่อขยายผลออกสู่ตลาดในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ และยังได้จัด Thailand Beef Fest ขึ้นครั้งแรกในปี 2024 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จังหวัดนครราชสีมา

ที่นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเวทีเชิงอุตสาหกรรมให้กับโคเนื้อไทย โดยเปิดโอกาสให้ร้านอาหารและผู้จัดจำหน่ายเห็นศักยภาพของเนื้อพรีเมียมที่ผลิตโดยผู้เลี้ยงในประเทศ จนเริ่มเกิดการเจรจาธุรกิจและการทดลองใช้เนื้อไทยมากขึ้นในกลุ่มร้านอาหารต่าง ซึ่งผลลัพธ์ของการจัดงานปี 2024 ไม่ได้สะท้อนเพียงความสนใจของผู้บริโภค แต่ยังทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในภาคอุตสาหกรรมโคเนื้อระหว่างผู้เลี้ยง ฟาร์ม โรงเชือด ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ร้านอาหาร และเชฟ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในอุตสาหกรรมเนื้อคุณภาพสูงที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานไปจนถึงการสร้างตลาดเชิงพรีเมียมในประเทศได้

ในปี 2026 NIA จึงยกระดับการจัดงานเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทยกับอุตสาหกรรมโลก โดยมีการต่อยอดการจัดงาน Thailand Beef Fest 2026 ให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านเนื้อหา เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงตลาด ซึ่งงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ตลาดนัดเลียบด่วน-แดนเนรมิต กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีม “Thai Innovative Beef, Global Taste” เป็นการขยายบทบาทจากงานแสดงสินค้า สู่การเป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจโคเนื้อ ที่จะช่วยสร้างระบบนิเวศด้านการตลาดที่สมบูรณ์แบบของอุตสาหกรรมโคเนื้อ โดยได้รับความร่วมมือจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตเนื้อรายสำคัญของโลกทั้งในเชิงปริมาณและเชิงมาตรฐานเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนมาตรฐานและทิศทางของอุตสาหกรรมโคเนื้อในระดับสากล รวมถึงกิจกรรมอื่นในหลากหลายมิติ ทั้งการจัดนิทรรศการ การนำผลิตภัณฑ์เนื้อพรีเมียมที่เป็นที่รู้จักระดับโลกมาโชว์และชิม พร้อมโชว์ผลิตภัณฑ์เนื้อไทยพรีเมียมจากพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ โคดำลำตะคอง สุรินทร์วากิว สลักได จากจังหวัดสุรินทร์ โคขุนหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร และโคขุนกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อีกทั้งยังมีการจัดเสวนา พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปที่ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมสนับสนุนการเติบโตขออุตสาหกรรมโคเนื้อไทยได้อย่างยั่งยืน

ด้าน ผศ.ดร.ปภากร พิทยชวาล ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง2 กล่าวว่า แม้โคดำลำตะคองจะมีความพร้อมทั้งด้านสายพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิต และคุณภาพเนื้อ แต่การก้าวสู่การเป็น “สุดยอดแบรนด์เนื้อไทย” จากจังหวัดนครราชสีมาจำเป็นต้องเติมเต็มช่องว่างในห่วงโซ่มูลค่าช่วงปลายน้ำ โดยเฉพาะด้านการแปรรูปเชิงพาณิชย์ การสร้างแบรนด์ และการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ตลาดส่งออกในอนาคต อุทยานวิทยาศาสตร์ฯ จึงทำหน้าที่ประสานความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและหน่วยงานวิจัยเช่นสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวอย่างและทดสอบตลาด นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเนื้อส่วนที่เหลือจากการตัดแต่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรผ่านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เช่น ไส้กรอกเนื้อ เนื้อเสียบไม้ เนื้อแผ่น และอาหารพร้อมรับประทาน

“หนึ่งในกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ คือ “แกงพะแนงโคดำลำตะคอง” ที่ผ่านการทดสอบตลาดในประเทศและได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ซึ่งมีคำสั่งซื้อในล็อตแรกประมาณ 20,000 ซอง รวมถึงได้รับความสนใจจากสายการบินและผู้นำเข้าจากญี่ปุ่น สะท้อนถึงศักยภาพของเนื้อโคไทยในตลาดพรีเมียมระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การผลิตเพื่อการส่งออกยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและมาตรฐาน เนื่องจากโรงงานต้นแบบภาครัฐไม่สามารถผลิตเชิงอุตสาหกรรมหรือยื่นขอมาตรฐานฮาลาลได้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องพึ่ง OEM ซึ่งมีต้นทุนสูงและต้องลงทุนเพิ่มเติมด้านบรรจุภัณฑ์ เอกสารประกอบการส่งออก และการขอรับรองมาตรฐานสากล หากมีการสนับสนุนด้านนโยบาย เช่น งบประมาณเริ่มต้น แหล่งทุนเฉพาะมาตรฐาน หรือมาตรการส่งเสริมเพื่อการส่งออก จะช่วยเร่งการเติบโตของแบรนด์และสร้างโมเดลเศรษฐกิจพื้นที่สู่ระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นายอรรควัฒน์ วิริยะขจรเกียรติ เจ้าของแบรนด์N.V.K. Farm ตัวแทนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคดำลำตะคอง กล่าวว่า คนไทยมีวัฒนธรรมการบริโภคเนื้อที่ “ชอบเนื้อติดมัน แต่ไม่เลี่ยน” ขณะที่โควากิวมีจุดเด่นด้านไขมันแทรกสูงแต่โตช้าและต้นทุนสูง จึงนำไปสู่แนวคิดการผสมข้ามสายพันธุ์ ที่นำโคพื้นเมืองโคราช ซึ่งมีความอึดทน ปรับตัวเก่ง และไม่เลือกอาหาร มาผสมกับแองกัส เพื่อเพิ่มอัตราแลกเนื้อและปริมาณเนื้อ จากนั้นจึงผสมต่อกับวากิวเพื่อให้ได้มาร์บลิ่งสวยกำลังดีโดยไม่เลี่ยน จนเกิดเป็นชุดพันธุกรรมที่ตรงกับความต้องการบริโภคของคนไทยมากที่สุด โดยโคดำลำตะคองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากการใช้ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ สายพันธุ์ที่ดีจากการผสมพันธุ์อย่างมีหลักวิทยาศาสตร์โดยใช้เทคโนโลยีผสมเทียมและย้ายฝากตัวอ่อน อาหารที่ดีจากการจัดการด้านอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการที่โคต้องการ โดยใช้ธัญพืชท้องถิ่นของนครราชสีมาเป็นหลัก และสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยฟาร์มตั้งอยู่ที่ตำบลหนองน้ำใส อำเภอสีคิ้ว ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 280-300 เมตร ทำให้มีลมพัดผ่านตลอดปี อากาศโปร่งสบาย และน้ำในลุ่มน้ำลำตะคองมีค่า pH อยู่ที่ 7.3 เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งคุณภาพของเนื้อโคดำลำตะคองนั้นจะมีการจัดเกรดเนื้อตามแนวทางการพัฒนาระบบเกรดไทยจำนวน 6 ระดับ และแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ Standard , Premium , Super Premium โดยกลุ่มสูงสุดมีความใกล้เคียงระดับ A4 ของญี่ปุ่น แต่ถูกปรับให้สอดคล้องกับความชอบของผู้บริโภคไทย พร้อมสร้างโครงสร้างราคาแบบเพิ่มขั้นราวร้อยละ 15 ต่อระดับเกรด เกิดเป็นระบบคุณค่าที่ผู้บริโภคเข้าใจได้และพร้อมจ่ายตามคุณภาพ

นายอรรควัฒน์กล่าวต่อว่า หลังการพัฒนาจนได้เนื้อโคคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด ได้มีการขยายเครือข่ายโดยถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนร่วมทำฟาร์มโคดำลำตะคองแล้ว 8 วิสาหกิจชุมชน มีเกษตรกรเป็นสมาชิกกว่า 420 ครัวเรือน โดยตลาดหลักยังคงเป็นตลาดในประเทศ อย่างไรก็ตาม โคดำลำตะคอง มีความต้องการจากต่างประเทศอย่างล้นหลามทั้งจากจีน ตะวันออกกลาง มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ รสชาติที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ และมาตรฐานฟาร์มที่ครบถ้วน ตอบโจทย์ความต้องการอาหารปลอดภัย (Food Safety) ที่เป็นเทรนด์โลก แต่ด้วยกำลังการผลิตที่มีอย่างจำกัด เพียงไม่เกิน 50 ตัวต่อเดือน จึงอาจยังไม่สามารถขยายตลาดไปต่างประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ

“โคดำลำตะคองได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนธุรกิจนวัตกรรม ในโครงการสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทย “นิลมังกร” รุ่นที่ 2 และได้รับการสนับสนุนจาก NIA อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นแบรนด์ที่สามารถสร้างมูลค่าและโอกาสทางธุรกิจให้กับเกษตรกรไทยได้ โดยธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมาก สัดส่วนการขายเปลี่ยนจากเดิมที่ B2B (ขายซาก) ร้อยละ 50-60 ขายให้ร้านอาหารร้อยละ 10-20 และ B2C ที่ขายสินค้าโดยตรงไปยังผู้บริโภคทั่วไปเพียงร้อยละ 10 กลายเป็น B2C ร้อยละ 80 ขายซากร้อยละ 10 และขายให้ร้านอาหารร้อยละ 10 คิดเป็นการเติบโตประมาณ 8 เท่า อีกทั้ง จากการเข้าร่วมงาน Thailand Beef Fest 2024 ถือเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยผลักดันให้โคดำลำตะคองเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 300 และปีนี้การจัดงานในกรุงเทพฯ โคดำลำตะคอง จึงตั้งเป้าการเพิ่มยอดขาย B2C มากกว่าร้อยละ 300 และเน้นขยายฐานลูกค้าเป็นร้านอาหารระดับพรีเมียม”