ชาวกรีนแลนด์-เดนมาร์ก ไม่ทน!ลูกฮือชุมนุมประท้วงต้านแผน”ทรัมป์”ยึดดินแดน

ประชาชนในเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ออกมาร่วมตัวประท้วงในหลายเมือง เพื่อต่อต้านแผนการของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ม.ค. 2569 ประชาชนหลายพันคนในกรีนแลนด์และเดนมาร์กออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านแผนการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่จะเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก

การชุมนุมประท้วงมีขึ้นในหลายเมืองของเดนมาร์ก รวมถึงกรุงโคเปนเฮเกนซึ่งเป็นเมืองหลวง ตลอดจนในเมืองนุก เมืองเอกของกรีนแลนด์ ผู้ประท้วงต่างชูป้ายที่มีข้อความว่า “อย่าแตะต้องกรีนแลนด์” และ “กรีนแลนด์เพื่อชาวกรีนแลนด์”

“เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะต้องรวมตัวกันและแสดงให้เห็นว่ากรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย และเราไม่ต้องการเป็นชาวอเมริกัน หรือถูกผนวกเข้ากับสหรัฐฯ” เอริก เจนเซน นักการเมืองชาวกรีนแลนด์บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์

การประท้วงดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่คณะตัวแทนจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดย คริส คูนส์ วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตเดินทางมาเยือนกรุงโคเปนเฮเกน และพูดถึงวาทกรรมของนายทรัมป์ว่าเป็นเรื่องที่ “ไม่สร้างสรรค์”

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความต้องการให้กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ตั้งแต่เป็นประธานาธิบดีสมัยแรกแล้ว และจุดประเด็นนี้กลับมาอีกครั้งหลังจากรับตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อปีก่อน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครอง

ล่าสุดนายทรัมป์ประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อประเทศในยุโรปที่คัดค้านแผนการของเขา โดยระบุว่า สินค้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ จะต้องถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ ในอัตรา 10% ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.เป็นต้นไป

หนุ่มพิการ…แต่หัวใจยอดกตัญญู ตัดไม้แห้งฝาเป็นไม้ซีกขายเลี้ยงแม่

คนสู้ชีวิต “สุทิน เสาร์แก้ว” อายุ 58 ปี ชาวบ้านเขาไม้แก้วพัฒนา หมู่ 3 เลขที่ 110 ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ต้องเผชิญกับวิบากกรรมสุดแสนสาหัสเมื่อปี 2552 ได้ล้มป่วยเป็นวัณโรคและเข้ารับรักษาที่โรงพยาบาลกบินทร์บุรีนานถึง 6 เดือนจนหาย 

อย่างไรก็ตามพอหายโรคเก่ากลับป่วยต่อเนื่องอีกโรคเป็นโรคแขนขาอ่อนแรง อาศัยลำพัง 2 คนอยู่กับแม่วัยชรา   สุทิน แม้พิการแขนขาอ่อนแรงแต่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทางกายเข้มแข็งสู้ชีวิตหนักเอาเบาสู้ ทุกวันจะออกหาตัดไม้แห้งตามหัวไร่ปลายนาของเพื่อนบ้านข้างหมู่บ้าน นำมาเลื่อยแล้วผ่าเป็นไม้ซีกเล็ก ๆสำหรับทำเชื้อไฟในการเป็นเชื้อเพลิง

ไม้เชื้อไฟ คือ ไม้ที่นำมาใช้เป็นตัวช่วยจุดไฟให้ติดง่ายขึ้น ใช้เป็นตัวเริ่มจุดไฟก่อนใส่ฟืนหรือถ่านจริง โดยเฉพาะไม้ที่มีน้ำมันยางมาก เช่น ไม้เกี๊ยะ (ไม้สน) หรือไม้เนื้อเบาแห้งสนิท จะติดไฟได้ดีและรวดเร็ว และเศษไม้ต่างๆ เช่น ไม้ยูคาลิปตัส ไม้ไผ่  หรือไม้สักที่ผ่าเป็นซีกเล็กๆ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการก่อไฟทำอาหาร ปิ้งย่าง ตั้งแคมป์ หรือใช้กับเตาถ่าน  ซึ่งจะผ่าเป็นชิ้นเล็กๆขนาดเท่าไม้ปิ้งไก่บรรจุใส่ถุงพลาสติกใสจนเต็ม เพื่อนบ้านที่รู้จักมารับซื้อและหากมีใครมาให้ไปช่วยทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆก็จะไปทำงานรับจ้างเพื่อหาเงินมาไว้ใช้จ่ายในครัวเรือน

ด้าน “ดวงใจ สารพันธ์” อายุ 85 ปี ผู้เป็นแม่กล่าวว่า ตัวเองป่วยเป็นโรคความดัน ไขมัน เลือดจาง อยู่กันลำพังกับลูก 2 คน ลูกชายก็ทำทุกอย่างเล็กๆน้อยๆที่พอมีแรงทำไหว ได้เงินมาเล็กๆน้อยๆ ก็อดออมนำมาให้แม่เอาไว้ซื้อของกินของใช้ในครัวเรือน ผู้เป็นแม่บอกว่ารักลูกมากอยากให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง ส่วนลูกชายก็บอกว่ารักแม่มากที่สุด

สุทิน เล่าวว่า หลังจากหายจากป่วยเป็นวัณโรคก็อาศัยอยู่กับแม่ที่บ้าน2แม่ลูก ทุกวันก็จะออกไปหากิ่งไม้ตามหัวไหล่ปลายนาของเพื่อนบ้านข้างบ้านมาทำเป็นไม้เชื้อไฟไว้ขายเป็นรายได้ ซึ่งจะมีคนที่รู้จักมาช่วยซื้อไว้ทำเชื้อไฟโดยจะขายเป็นถุงถุงละ 50-60 บาท  แล้วแต่เขาจะให้

วันนี้ในคนรู้จักจ้างให้ไปเกี่ยวหญ้าไว้ไปให้วัว และหลังทำงานเสร็จก็จะไปช่วยงานศพเพื่อนบ้านที่วัดในหมู่บ้าน โดยจะเดินทางด้วยเท้าไปที่วัดระยะทาง 300 เมตร หากบ้านไหนมีงานอะไร ไม่ว่าจะงานบุญ งานบวช งานสวดศพ งานแต่ง ฯลฯ  ตนเองรู้ก็จะไปช่วยงานเพื่อนบ้านทุกครั้ง ซึ่งทางเจ้าภาพรู้และเห็น สุทิน มาช่วยงาน ก็จะกราบขอบคุณที่มาช่วยงาน

ขณะที่ “บุญหงส์ ศรีสำอางค์” เพื่อนบ้าน บอกว่า รู้จัก สุทิน มานานแล้ว ซึ่ง สุทิน เป็นจิตอาสาตัวยงจะมาช่วยงานต่างๆของเพื่อนบ้านเป็นประจำจนเพื่อนบ้านยกย่องให้เป็นคนดี ศรีบ้านเขาไม้แก้วพัฒนา

โดย… มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ทองสุข สิงห์พิมพ์-ภาพ/ปราจีนบุรี ###

.

ปอศ.ดักรวบป้ามหาภัยเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ตุ๋นเทรดหุ้นทองคำพบเงินหมุนเวียน 1.2 พันล.

ปอศ.ดักรวบหน้าโรงพัก! ป้ามหาภัยเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ ปลอมเพจร้านทองชื่อดัง ตุ๋นเทรดหุ้นทองคำ เหยื่อหลงเชื่อสูญเงินรวมกว่า 4 ล้าน พบเงินหมุนเวียนในระบบ 1.2 พันล้าน

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2569 พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. สั่งการ พ.ต.อ.วิญญู แจ่มใส รรท.ผกก.3 บก.ปอศ. และ พ.ต.ต.วชิรเชษฐ์ อัครธีระพงศ์ สว.กก.3 บก.ปอศ. จับกุม น.ส.อนงลักษณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 63 ปี ตามหมายจับศาลอาญาในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, นำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” ได้ที่บริเวณหน้า สภ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย

ทั้งนี้เมื่อปี 66 ได้มีกลุ่มคนร้ายใช้วิธีปลอมเพจเฟซบุ๊กร้านทองชื่อดังเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนจะโพสต์ชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาร่วมลงทุนในลักษณะ “เทรดหุ้นทองคำ” โดยอ้างผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 20-30 เปอร์เซนต์ ช่วงแรกผู้เสียหายได้รับเงินปันผลจริงเพื่อให้ตายใจ แต่เมื่อลงทุนเพิ่ม กลับไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ โดยคนร้ายมักอ้างเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อประวิงเวลา ก่อนจะปิดช่องทางการติดต่อหนีไป สร้างความเสียหายรวมกว่า 4 ล้านบาท

​จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่าขบวนการนี้มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก จึงนำไปสู่ปฏิบัติการ “CIB Anti-Online Scam ขุดรากแก๊งปลอมเพจหลอกชวนเทรดหุ้น” ซึ่งก่อนหน้านี้มีการออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องไปแล้วถึง 50 ราย และสามารถจับกุมได้แล้ว 26 ราย มีหัวหน้าแก๊ง เป็นชาวจีนระดับสั่งการ 4 ราย พร้อมของกลางสมุดบัญชี, ซิมการ์ด, คอมพิวเตอร์ และทรัพย์สินอื่น ๆ มูลค่ารวมกว่า 30 ล้านบาท ตรวจสอบเส้นทางการเงินพบเงินหมุนเวียนในระบบของเครือข่ายนี้กว่า 1,200 ล้านบาท

​ ​สำหรับ น.ส.อนงลักษณ์ ผู้ต้องหารายล่าสุดที่ถูกจับกุม พบว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับเส้นทางการเงินและการกระทำความผิดของกลุ่มดังกล่าว สอบสวนผู้ต้องหาให้การ “ภาคเสธ” เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป

ตำรวจวังทองหลางบุกจับหนุ่มจีนลอบขาย ‘หัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า’ยึดของกลางเพียบ

ตำรวจ สน.วังทองกลาง บถกจับหนุ่มชาวจีนวัย 28 ปี คาร้านสะดวกซื้อย่านลาดพร้าว ลักลอบขาย”หัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.69 พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอกผกก.สน.วังทองหลาง พ.ต.ท.สมชัย คงคานนท์ รอง ผกก.สส. สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนนำโดย พ.ต.ท.อภิชาต อุ่นพงษ์ สว.สส.พร้อมกำลังจับกุม นายฉิน จื้อ อายุ 28 ปี สัญชาติจีน ได้ที่ลานจอดรถบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อลาดพร้าว 80 แยก 11 ต่อเนื่องบ้านเลขที่ 171 / 10 หมู่บ้านสินธานีซอยลาดพร้าว 80 แยก 21 แขวง/เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ พร้อมด้วยของกลาง หัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า

 ซึ่งมีส่วนผสมของวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 (เอโทมิเดต) บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีแดง ลายการ์ตูน  100 ชิ้น และ สีแดงเลือดหมู ลายการ์ตูน มีอักษรภาษาอังกฤษใต้ลายการ์ตูน 50 ชิ้น รวมจำนวน 150 ชิ้น บรรจุอยู่ในกล่องพัสดุสีน้ำตาล วางอยู่บริเวณที่พักเท้ารถจักรยานยนต์ รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ยามาฮ่า รุ่น ฟีโน่ สีดำ ทะเบียน 2 กบ 8859 ระยอง หัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก พบอยู่บริเวณห้องนอน ชั้น 3 บ้านเลขที่ 171/10 หมู่บ้านสินธานี รวม 633 ชิ้น หัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าที่ใช้แล้ว 22 ตัว

พบอยู่บริเวณห้องนอน ชั้น 3 เครื่องซีนถุง แบบมือกด 2 ตัว เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอลขนาดเล็ก ยี่ห้อ Chigo  1 เครื่อง เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิตอลขนาดใหญ่ ยี่ห้อ Yingheng  1 เครื่อง ถุงแฝดกันกระแทก สีชมพู ประมาณ 80 ซอง ถุงพลาสติกคละสี  14,000 ซอง กล่องพัสดุสีน้ำตาล  4 กล่อง และโทรศัพท์มือถือไอโฟน รุ่น 14 สีฟ้า

เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหา จำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เอโทมิเดต) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า หรือน้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า ตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ และคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ส่งตัวดำเนินคดีต่อไป

ซ้ำซากไม่จบสิ้น!ถนนพระราม2กระบะหัวทิ่มลงหลุมขนาดใหญ่บริเวณหน้าบิ๊กซ้ง

อุบัติเหตุซ้ำซากไม่รู้จะจบสิ้น ถนนพระราม 2 ทรุดตัวบริเวณฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ บริเวณหน้าบิ๊กซ้ง หลังสะพานลอยโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัยฝั่งขาออก ส่งผลให้รถกระบะตกลงไป 1 คัน

เมื่อเช้าวันที่ 17 มกราคม เกิดเหตุระทึกซ้ำรอยบนถนนสายหลักของประเทศ เมื่อถนนพระราม 2 ฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ พื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ทรุดตัวอย่างกะทันหัน บริเวณหน้าห้างบิ๊กซ้ง ส่งผลให้รถกระบะ 1 คันตกลงไปในหลุมถนน สร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้ใช้เส้นทาง และทำให้การจราจรช่วงเช้าชะลอตัวอย่างหนัก

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) รายงานว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. จากการตรวจสอบพบว่ารถกระบะคันดังกล่าวได้ทับท่อประปาขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ผิวถนน จนท่อแตก น้ำประปาพุ่งทะลักขึ้นมาท่วมผิวจราจรเป็นวงกว้าง ซ้ำเติมสถานการณ์ให้ยิ่งวิกฤต กระทบการสัญจรของประชาชนในชั่วโมงเร่งด่วน

คนขับรถกระบะเป็นชาย ได้รับการยืนยันเบื้องต้นว่าปลอดภัย ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างคำถามถึงความปลอดภัยของโครงสร้างถนนพระราม 2 ที่เกิดอุบัติเหตุและปัญหาซ้ำซากมาอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเวลา 08.44 น. เจ้าหน้าที่สามารถเคลื่อนย้ายรถออกจากจุดเกิดเหตุได้แล้ว พร้อมปิดพื้นที่ วางแผงกั้น อุปกรณ์ และป้ายเตือน เพื่อป้องกันอันตรายเพิ่มเติม และรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ขณะที่ตำรวจทางหลวงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว และใช้เส้นทางเลี่ยงแทน เพื่อลดความแออัดและความเสี่ยงในช่วงเร่งด่วน

ด้านนักวิชาการชี้ว่า ปัญหาถนนพระราม 2 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจุด แต่สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้าง และระบบสาธารณูปโภคใต้ดินที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง ก่อนจะเกิดเหตุรุนแรงซ้ำอีกในอนาคต

อ้อยผันผวนไม่คุ้มลงทุนพลิกวิกฤตปลูก “กะหล่ำปลี”ลำความเสี่ยง เพิ่มโอกาสกำไรงาม

ช่วงฤดูหนาวปีนี้ พื้นที่ ต.สระตะเคียน อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา มี เกษตรกร กว่า 10 ราย ตัดสินใจหันมา ปลูกกะหล่ำปลี แทนการปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง เนื่องจากปัญหาราคา ผันผวน ไม่แน่นอน โดยเฉพาะอ้อย ตอนนี้ราคาตกต่ำไม่คุ้มทุน เพราะเกษตรกร ต้องแบกรับภาระตัดอ้อยสด ตามนโยบายรัฐ ทำให้ต้นทุนเก็บเกี่ยวสูงขึ้นจนแทบไม่เหลืออะไร

ขณะที่การปลูก กะหล่ำปลี กลายมาเป็นทางเลือกใหม่ เนื่องจากในช่วงนี้สภาพอากาศเย็น ดินเหมาะสม รวมถึง ภูมิประเทศซึ่งเป็นเนินสูง ปลูกกะหล่ำปลี ช่วงนี้ได้ผลผลิตดี และบางช่วงก็ได้ราคาสูง ทั้งยังใช้ระยะเวลาเพาะปลูกสั้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และเสี่ยงในการลงทุนน้อยลง

นายสำลี เทียบแสน อายุ 59 ปี หนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกกะหล่ำปลี บ้านสันติสุข ต.สระตะเคียน อ.เสิงสาง บอกว่า เดิมทีพื้นที่ตรงนี้ มีอยู่ประมาณ 8 ไร่ จะปลูกอ้อยทั้งหมด แต่ต้องประสบกับปัญหาเรื่องราคาอ้อยที่ไม่แน่นอน บางปีตกต่ำมากจนขาดทุน

โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่มีนโยบายรัฐบาลห้ามเผา ทำให้ค่าต้นทุนการเก็บเกี่ยวสูงขึ้น ปีนี้ค่าตัดอ้อยทั้งระบบอยู่ที่ตันละ 570 บาท ในขณะที่ราคาอ้อยอยู่ที่ประมาณตันละ 890 บาท ที่เหลือไม่ถึง 400 บาท ก็ต้องมาหักค่าต้นทุนการเพาะปลูก ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงาน ก็แทบไม่เหลืออะไร

อีกทั้งในพื้นที่ เจอกับปัญหาช้างป่าออกมารบกวน หากปีไหนถูกช้างบุกก็ต้องขาดทุนย่อยยับ จึงลองหันมาปลูกพืชอายุสั้นแทน เนื่องจากมีตลาดรับซื้อผักผลไม้ที่บ้านตอนแขวน ต.สุขไพบูลย์ อ.เสิงสาง ซึ่งไม่ไกลจากพื้นที่มากนัก

ในช่วงหน้าหนาวปีนี้ สภาพอากาศเหมาะสม ที่จะปลูกกะหล่ำปลี เพราะบริเวณนี้อากาศจะหนาวค่อนข้างนาน ทำให้กะหล่ำเติบโตได้ดี มีโรคแมลงรบกวนน้อย ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว ปีก่อนได้ผลผลิตดีมาก ตกไร่ละประมาณ 5-6 ตัน ขณะที่ราคาก็ค่อนข้างดี อยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 9-10 บาท บางช่วงสูงเกิน 10 บาทก็มี ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 3 เดือน ได้เก็บเกี่ยวแล้ว

คาดว่า ปีนี้ก็น่าจะได้ผลผลิตไร่ละ 5 ตันเป็นอย่างต่ำ ส่วนการลงทุนก็ไม่สูงมากนัก ตกไร่ละประมาณ 7,000 บาท ถือว่า ยังไงก็ได้กำไรแน่นอน ส่วนหลังจากนี้ ยังสามารถปรับเปลี่ยนไปปลูกผักชนิดอื่นที่สร้างรายได้ อีกอย่างน้อย 1 รอบได้ด้วย

TTAA เดินหน้าจัด ”เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก”ครั้งที่ 31 ดันการท่องเที่ยวต้นปี 2569

สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) เตรียมจัดงานมหกรรมท่องเที่ยวครั้งยิ่งใหญ่ “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก” ครั้งที่ 31 (Thai International Travel Fair 2026: TITF#31) ระหว่างวันที่ 22–25 มกราคม 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ Exhibition Hall 5–6 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และกระตุ้นการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวจากผู้ประกอบการโดยตรง พร้อมโปรโมชั่นและส่วนลดพิเศษภายมากมาย

ภายในงานรวบรวมแพ็กเกจทัวร์ ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม รถเช่า ประกันการเดินทาง สินค้า OTOP และบริการด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร จากผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 600 บูธ บนพื้นที่จัดงานกว่า 10,000 ตารางเมตร พร้อมกิจกรรมและการจับรางวัลตลอดการจัดงาน 4 วัน

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 300,000 คน และสร้างเม็ดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท

สอบถามขอมูลเพิ่มเติมได้ที่
สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA)โทร. 0 2214 6175-78
email: titf@ttaa.or.th
facebook: www.facebook.com/ttaatitf
ig: titfofficial

“จักรพงศ์” นำฤกษ์ 17 ม.ค. ชูธง “ไทยชนะ” ขอพร “พระเจ้าตากสิน” ก่อนชิงชัย 8 ก.พ.69

วันนี้ (17 มกราคม 2569) พรรคไทยชนะ ถือฤกษ์งามยามดีเลือกวันที่ 17 ม.ค.2569 เป็นวันมงคลเนื่องจากเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นสัญลักษณ์แห่งการกอบกู้และความหวังที่มุ่งสร้างให้ “คนไทยชนะ” เปลี่ยนแผ่นดินให้เป็น “แผ่นดินทอง” สร้าง “ฟ้าสีทอง” แห่งโอกาสและความสุขให้คนไทยทุกคน  โดยกำหนดรวมพลพรรคไทยชนะ เข้าสักการระสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก่อนชิงชัย

นำโดย นายจักรพงศ์  ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ พร้อมด้วยนายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนาสาร, นายโกศล หกสุวรรณ  ,นายชนะศึก ศรีนุ่นวิเชียร, นายไชยยงค์ รัตนวัน, พล.ร.ท.เจียมศักดิ์ จันทร์เสนา, พลเอกอำนาจ สมประสงค์, นายประสงค์ แก้ววิจิตร ,พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารพรรคและผู้สมัครสส.กรุงเทพมหานคร ร้อยใจเป็นหนึ่งเดียวร่วมขอบารมี”สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” โดยพร้อมเพรียงกันเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการสู้ศึกเลือกตั้ง 8  ก.พ.2569  

สำหรับกำหนดการมีดังนี้

07.30 น.     หัวหน้าพรรคไทยชนะ นายจักรพงศ์  ชื่นดวง พร้อมด้วยทีมผู้บริหารและผู้สมัครสส.กรุงเทพมหานครฯ 
                   ออกเดินทางจากสำนักงานพรรคไทยชนะ ศูนย์ประสาน 149 ถนนพระราม 6 แขวงสามเสนใน 
                   เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ( เดินทางโดยรถบัส) โดยเดินทางไปยังวัดหงส์รัตนาราม
               ราชวรวิหาร  ถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

08.30 น.     เดินทางถึงวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ฯ 
                  – เตรียมเครื่องสักการะ (ดอกไม้ ธูป เทียน พวงมาลัย)

09.17 น.    ประกอบพิธีสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยหัวหน้าพรรค เป็นผู้นำประกอบพิธี 

09.45 น.    นายจักรพงศ์  ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ อ่านแถลงการณ์พรรคไทยชนะ    

10.15 น.    ออกเดินทางไปยังเดินทางไปยังอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช  (วงเวียนใหญ่ ) 

10.30 น.    เดินทางถึงอนุสาวรีย์เด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (วงเวียนใหญ่)
                 – ไหว้สักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล

10.50 น.     พลเอกอำนาจ สมประสงค์  ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยชนะ อ่านแถลงการณ์พรรคไทยชนะ  

11.00 น.     คณะผู้ร่วมเดินทาง รับประทานอาหารร่วมกัน

12.30 น.     คณะฯพร้อมออกเดินไปยังศาลหลักเมือง 

13.00 น.     คณะฯ เดินทางต่อไปยังวัดชนะสงคราม

13.30 น.     คณะฯ เดินทางไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

14.00 น.     ทุกท่านเดินทางกลับถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ

.

ไม่ง้อคู่ครอง! ธรรมศาสตร์ผุดหลักสูตร”คนโสดอย่างมืออาชีพ” สอนอยู่ลำพังให้รอดและรุ่ง

ในวันที่สังคมไทยกำลังตั้งคำถามกับนิยาม “ความสำเร็จของชีวิต” เมื่อการมีคู่ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัวหลักสูตรใหม่สะเทือนค่านิยมเดิม กับ “โรงเรียนคนโสด : ทักษะการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในฐานะคนโสด” เจาะกลุ่มผู้อยู่อาศัยลำพังและเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตนเอง

หลักสูตรดังกล่าวออกแบบมาเพื่อคนโสดที่ต้องการยืนหยัดอย่างมั่นคงในโลกที่ยังผูกความสำเร็จกับชีวิตคู่ โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การสร้างมุมมองเชิงบวกต่อการใช้ชีวิตโสด การจัดการอารมณ์และพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) การสร้างชีวิตที่มีความหมายผ่านการโค้ชพัฒนาตนเอง ไปจนถึงการบริหารเงินในฐานะคนโสด ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของคนที่ต้องพึ่งพาตนเองตลอดชีวิต

นอกจากนี้ หลักสูตรยังลงลึกถึงทักษะการเดินทางและใช้ชีวิตอย่างอิสระ การออกแบบไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ตัวเอง และการสร้างแผนชีวิตโสดให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการ “อยู่ได้” แต่ต้อง “อยู่ดี” และ “ไปได้ไกล”

การเรียนการสอนจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ใช้เวลาเรียนครั้งละ 6 ชั่วโมง เปิดรับเฉพาะบุคคลโสดที่ต้องการพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง จำกัดจำนวนเพียง 30 คน ค่าลงทะเบียนคนละ 8,000 บาท โดยจะเริ่มเรียนรุ่นแรกในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์ ราวกับเป็นการส่งสัญญาณท้าทายภาพจำเดิมของความรักและความสุขในสังคมไทยอย่างตรงไปตรงมา

จากนาอีสานสู่เงินล้านเปิดเวทีจับคู่ค้าดันชาวบ้านปิดดีลข้าวชุมชน 200 ตันค่า 10 ล้าน

พาณิชย์ขอนแก่นเปิดเวทีเจรจาการค้าร่วมผู้ประกอบการอีสานจัด   ปิดดีลซื้อขายข้าวสาร 200 ตัน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพสินค้าอีสาน สร้างมูลค่า เพิ่มรายได้ ขยายตลาดสู่ระดับสากล 

น.ส.นงค์นุช อุดมคำ พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ภายใต้หลักสูตร ISAN TRADE UP : Smart Marketing for Sustainable Growth ในโครงการ “ยกระดับการค้าภาคอีสานสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง”เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่โรงแรมเจริญธานีปริ้นเซส จังหวัดขอนแก่น

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 14–16 มกราคม 2569 มีพาณิชย์จังหวัดจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด พร้อมผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ และนักธุรกิจจากทั่วภูมิภาค เข้าร่วมอย่างคึกคัก เพื่อยกระดับสินค้า SDG และสินค้าที่มีศักยภาพของอีสานให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน

น.ส.นงค์นุช กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภายในประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น ที่ต้องสร้างรายได้อย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

สำหรับวันสุดท้ายของกิจกรรม มีการจัดเวทีเจรจาธุรกิจอย่างเข้มข้น โดยมีผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการตลาดจำนวน 200 ราย และผู้ซื้อ Trader รวมถึงผู้ประกอบการที่สนใจสินค้า SDG และสินค้าศักยภาพจากภาคอีสาน ทั้งในระบบออนไลน์และออฟไลน์ รวม 40 ราย เข้าร่วมเจรจาซื้อขายโดยตรง

ผลปรากฏว่า เกิดการจับคู่ทางการค้าจริง โดยมีการเจรจาซื้อขายข้าวสารระหว่างผู้ขายจากวิสาหกิจชุมชนโคกหนองนา อำเภอปรางกู่ จังหวัดศรีสะเกษ กับผู้ซื้อจากวิสาหกิจเครือข่ายชาวบ้านจังหวัดร้อยเอ็ด ในปริมาณ 200 ตัน ราคาเฉลี่ยตันละ 5,000 บาท รวมมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 10,000,000 บาท

พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น ระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับผู้ประกอบการด้วยองค์ความรู้ด้านการตลาด ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้พบผู้ซื้อโดยตรง สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง ทั้งในระบบออนไลน์และออฟไลน์ และเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงสินค้าอีสานสู่ตลาดภูมิภาคอื่นและตลาดสากลในอนาคต

ข่าว/ภาพ : จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น