ครูขอนแก่นเดือด! สหกรณ์ออมทรัพย์ฯกำไร 26 ล้านแต่ปันผลหลักร้อยบุกศาลากลางร้องผู้ว่าฯสอบ

ขอนแก่น-ครูกว่า 100 คน รวมตัววันครู ยื่นหนังสือร้องผู้ว่าฯขอนแก่น หลังสหกรณ์ออมทรัพย์ประกาศกำไร 26 ล้านบาท แต่จ่ายปันผลเพียงร้อยละ 2.60 พร้อมชี้พิรุธการบริหาร จี้ส่วนกลางสั่งพักงานทั้งคณะ

เมื่อบ่ายวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดขอนแก่น ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น กลุ่มข้าราชการครูในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ในนาม “กลุ่มสมาชิกรักการออมทรัพย์ครูขอนแก่น” กว่า 100 คน รวมตัวกันยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เพื่อขอให้เร่งตรวจสอบการบริหารงานของ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น หลังพบความผิดปกติหลายประการ โดยเฉพาะการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568

บรรยากาศการยื่นหนังสือเป็นไปอย่างตึงเครียด สมาชิกครูต่างถือป้ายข้อความสะท้อนความไม่พอใจ อาทิ

“ดอกเบี้ยเป็นล้าน ปันผลเป็นร้อย”

“ปันผลน้อย”

“ไม่อยากเป็นคดี แต่อยากได้เงิน”

พร้อมส่งเสียงโห่ร้องขับไล่ประธานและคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นชุดปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครอง

ต่อมา นายกิตติพงษ์ เบี้ยวโกฎิ หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดขอนแก่น พร้อมทีมนิติกร ได้ออกมาพบและรับหนังสือร้องเรียนจากตัวแทนครู ก่อนเชิญผู้แทนเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมตามขั้นตอน


สหกรณ์ครูกำไร 26 ล้าน แต่ปันผลหลักร้อย

นางนวรัตน์ ชูทุ่งยอ อายุ 61 ปี ประธานกลุ่มสมาชิกรักการออมทรัพย์ครูขอนแก่น เปิดเผยว่า สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นทั้งครูเกษียณและครูที่ยังรับราชการ ไม่อาจทนต่อการบริหารงานของประธานและคณะกรรมการสหกรณ์ฯ จำนวน 15 คนได้อีกต่อไป หลังตรวจพบพิรุธและความผิดปกติหลายประเด็น

โดยเฉพาะกรณีเงินปันผลประจำปี 2568 ที่สหกรณ์แถลงว่ามีกำไรสูงถึง 26 ล้านบาท แต่กลับจ่ายเงินปันผลให้สมาชิกกว่า 20,000 คน เพียงรายละหลักร้อยบาท ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับผลกำไรที่ประกาศไว้


นางนวรัตน์กล่าวว่า สมาชิกทุกคนทราบดีว่าสหกรณ์เคยประสบปัญหาการยักยอกเงินกว่า 431 ล้านบาท เมื่อปี 2562 และทุกฝ่ายพยายามร่วมกันแก้ไขมาโดยตลอด กระทั่งในปี 2567 สหกรณ์ยังสามารถจ่ายเงินปันผลร้อยละ 5 และเงินเฉลี่ยคืนร้อยละ 11 ได้ แต่กลับลดลงอย่างมากในปี 2568 เหลือเงินปันผลเพียง ร้อยละ 2.60 และเงินเฉลี่ยคืน ร้อยละ 3.40

“เมื่อสอบถามไปยังสหกรณ์ ได้รับคำชี้แจงว่าต้องนำเงินกำไรไปจ่ายดอกเบี้ยกองทุน แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่ากองทุนใด และไม่ใช่เรื่องที่สมาชิกต้องมารับภาระจากความผิดพลาดในการบริหารงานของคณะกรรมการ” นางนวรัตน์กล่าว


ยื่น 4 ข้อเรียกร้อง หยุดตั้งประธานใหม่ จี้ส่วนกลางสอบทั้งระบบ

ประธานกลุ่มฯ ระบุว่า การรวมตัวในวันครูครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยื่นเรื่องผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดขอนแก่น ไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อขอให้มีคำสั่ง ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ของประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นคนปัจจุบัน คณะกรรมการ และผู้จัดการสหกรณ์ทั้งหมด พร้อมให้ส่วนกลางเข้ามาตรวจสอบการบริหารงานอย่างละเอียดและโปร่งใส

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้
1.ชะลอการรับรองประธานสหกรณ์คนใหม่ ซึ่งมีกำหนดแต่งตั้งวันที่ 24 มกราคมนี้ เนื่องจากตรวจพบการขาดคุณสมบัติอย่างชัดเจน

2.ทบทวนและจ่ายเงินปันผลปี 2568 ใหม่ ให้สอดคล้องกับผลกำไรที่แท้จริง

3.ทบทวนการจ่ายโบนัสและเงินรางวัล ให้กับประธาน คณะกรรมการ ผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่สหกรณ์ ที่เห็นว่าไม่เหมาะสมและสูงเกินไป

4.นำเงินส่วนดังกล่าวมาปรับเกลี่ยหรือจ่ายคืนเป็นปันผลให้กับสมาชิกแทน

“ที่สำคัญ ประธานคนใหม่ก็เป็นอดีตประธานคนเดิม และคณะกรรมการก็เป็นชุดเดิม จึงอยากให้มีการยุติการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน จนกว่าการตรวจสอบทั้งหมดจะแล้วเสร็จ เพื่อความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูในภาพรวม” นางนวรัตน์กล่าว

ข่าว/ภาพ : จักรพันธ์ นาทันริ ผู้สื่อข่าวจัวหวัดขอนแก่น

“ยศชนัน” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ประกาศขอเหมาสมุทรปราการทั้ง 8 เขต

“ยศชนัน-หมอเลี้ยบ” นำทีมพรรคเพื่อไทยลุยหาเสียงสมุทรปราการ เปิดเวทีปราศรัยครั้งใหญ่ ประกาศเหมาหมด 8 เขต ท่ามกลางประชาชนเข้าร่วมฟังจำนวนมาก

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 16 ม.ค. 2569 ที่ลานปูนตลาดบางปูแลนด์ ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ นำทีมผู้สมัครพรรคเพื่อไทยทั้ง8เขตขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ โดยมีพี่น้องประชาชนเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก

โดยมี นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียง พรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีปราศรัยในครั้งนี้ด้วย โดยมีผู้สมัคร สส. ทั้ง 8 เขต      ได้แก่ เขต 1 นายอัครวัฒน์ อัศวเหม เบอร์ 3 / เขต 2 ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร เบอร์ 8 / เขต 3 นายภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ เบอร์ 3/ เขต 4 พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ เบอร์ 7/ เขต 5 นายปิยะพงษ์ เหมมะ เบอร์ 9/ เขต 6 นางนฤมล ธารดำรงค์ เบอร์ 8/ เขต 7 นายประชา ประสบดี เบอร์ 7/ เขต 8 นางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ เบอร์ 7 ขึ้นเวทีปราศรัยด้วยเช่นกัน

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยปลุกใจมวลชนขอเลือกคนสมุทรปราการปากน้ำคือบ้านของเรา ให้พรรคเพื่อไทยได้กลับมาทำหน้าที่ส.ส.ครบทั้ง8เขตเลือกตั้ง

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน ได้ขึ้นเวทีปราศรัยชูนโยบายแก้หนี้ให้กับพี่น้องประชาชนทำให้สมุทรปราการบ้านของเราเป็นเมืองที่น่าอยู่ พร้อมอ้อนขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยแบบแลนด์สไลด์ ทั้ง 8 เขต และพร้อมที่จะเข้าไปทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศต่อไป

โดยมีประชาชนต่างเข้ามารับฟังต่างนำป้ายเชียร์หมายเลข 9 พรรคเพื่อไทย และป้ายเชียร์ผู้สมัคร ส.ส.เขต ทั้ง 8 เขต พรรคเพื่อไทย และสิ้นสุดการปราศรัยในเวลา18.30น.

สมุทรปราการ/ สุทธิวิทย์ ชยุตม์วรกานต์

.

กสทช. – ตำรวจไซเบอร์ บุกจับกล้องวงจรปิดเถื่อนกลางกรุงยึดของกลางมูลค่า 100 ล้านบาท

กสทช. – ตำรวจไซเบอร์ บุกจับกล้องวงจรปิดเถื่อนกลางกรุง ยึดของกลางกว่า 1 แสนชุด และซิมเถื่อนต่างประเทศกว่า 2 หมื่นซิม มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 69 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จับกุมผู้ประกอบการจำหน่ายและติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ในซอยลาดพร้าว 101 เขตบางกะปิ กทม.

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาฯ กสทช. เปิดเผยว่า มีผู้ประกอบการหลายรายนำเข้าและจำหน่ายกล้องวงจรปิดโดยไม่ได้ขออนุญาตใช้คลื่นความถี่ และอุปกรณ์ดังกล่าวไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก กสทช. จากการลงพื้นที่พบเจ้าของบริษัทเป็นคนจีน มีผู้จัดการเป็นคนจีน ใช้โกดังขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 101 เป็นพื้นที่จัดเก็บ และกระจายสินค้า ซึ่งเป็นกล้องวงจรปิดเถื่อนนำเข้าจากจีน ขายผ่านช่องทางออนไลน์ราคาเครื่องละ 500-1,000 บาท ยอดขายต่อวันสูงสุดกว่า 4,000 เครื่อง

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้น และยึดกล้องวงจรปิดเถื่อนกว่า 100,000 ชุด และซิมการ์ดโทรศัพท์อีกกว่า 21,000 ซิม ซึ่งเป็นซิมจากต่างประเทศ ผูกเข้ากับบัญชีเติมเงินผ่านแอปพลิเคชัน มูลค่ารวมประมาณ 100 ล้านบาท ถือเป็นการนำเข้าซิมการ์ดผิดกฎหมาย

กสทช. ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีกับผู้จำหน่าย คลังสินค้า ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 หากตรวจสอบพบไม่มีใบอนุญาตประกอบวิทยุคมนาคม โทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท

นายไตรรัตน์ แนะนำการเลือกซื้อ และใช้งานกล้องวงจรปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนี้

1. ซื้อจากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้ เลือกซื้อจากร้านค้า หรือตัวแทนจำหน่ายที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และขอดูเอกสารการรับรองมาตรฐานของสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ

2. ระวังสินค้าราคาถูกผิดปกติ อาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ถูกกฎหมาย และไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าเป็นของแท้แต่ขายในราคาที่ต่ำกว่าปกติมาก

3. กรณีซื้อออนไลน์ ตรวจสอบรีวิว และความน่าเชื่อถือของผู้ขาย สอบถามเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานก่อนสั่งซื้อ และเก็บหลักฐานการสั่งซื้อและการสนทนากับผู้ขายไว้เป็นหลักฐาน

“สำนักงาน กสทช. จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งประสานงานกับกรมศุลกากรในการตรวจสอบสินค้านำเข้า รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อทำงานร่วมกัน และร่วมมือกับแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ต่าง ๆ ในการกำจัดสินค้าที่ผิดกฎหมายออกจากระบบ” นายไตรรัตน์ กล่าว

.

เสียงสะท้อนแม่พิมพ์เนื่อง “วันครู”อยากได้ของขวัญจากนายกฯคนใหม่แก้หนี้สิน-ลดดอกเบี้ยต่ำ

ปราจีนบุรี- วันครู เสียงครูปราจีนฯอยากได้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ที่จะเลือกตั้งฯ   ให้มีความรู้ความสามารถจัดการการศึกษาซื่อสัตย์โปร่งใส ส่วนของขวัญจาก นายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังการเลือกตั้ง สส. ขอให้แก้หนี้สินครูลดอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดปราจีนบุรี ณ ห้องประชุมมรกต วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี   จัดกิจกรรมงานวันครู ครั้งที่ 70 เพื่อรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ และเชิดชูเกียรติครูและบุคลากรทางการศึกษา

โดยมี นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายชนาธิป โคกมณี และ นายสัญญา นามี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และ ผู้เกี่ยวข้องจากทุกสังกัด เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรม4กิจกรรม ได้แก่ พิธีสงฆ์, พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิ พิธีระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ และการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา/ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2569การจัดงานวันครู จังหวัดปราจีนบุรี ในครั้งนี้ มีผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกสังกัดทั้งสิ้นจำนวน 500 คน

ดร.นะรงษ์ ชาวเพ็ชร ผู้อำนวยการโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า  ได้รางวัลผู้บริหารต้นแบบ   ในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) วันที่ 25มกราคม นี้   อยากได้นายกอบจ. ที่ ทุ่มเทพัฒนาให้ประชาชนมีความสุข สามารถตรวจสอบได้ อยากเข้ามาเป็นตัวแทนของชาวจังหวัดปราจีนบุรีอย่างแท้จริง  พัฒนาให้อยู่ดีกินดีความสุข

ในส่วนของขวัญจากนายกรัฐมนตรี(คนใหม่) หลังการเลือกตั้ง สส.แล้ว อยากได้ของขวัญวันครูจากนายกรัฐมนตรี เรื่อง ความปลอดภัยในทุกๆมิติ    อยากให้นายกรัฐมนตรีช่วยแก้หนี้สินครู   โดยต้องเริ่มต้นที่ตนเองตัวเองครูก่อน   หลังจากนั้นรัฐบาลก็เข้ามาช่วย อาทิ ธนาคารครูลดอัตราดอกเบี้ย  ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หนี้สินน้อยลง อันเป็นการรับผิดชอบแก้ไขหนี้สินไปบางส่วนของครูได้  ดร.ณรงค์กล่าว

นางวันดี เมศร์อาทร ตำแหน่งครู กล่าวว่า วันครูปีนี้ ได้รางวัลครูต้นแบบ กลุ่มสาระการเรียนรู้ปฐมวัย   เนื่องจากวันที่ 25 มกราคม 2569นี้ มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.)  อยากได้นายก อบจ.ที่เข้าใจประชาชน เข้าใจการจัดการการศึกษาชาติและบริหารการศึกษาท้องถิ่นเป็นอย่างดี   อยากได้ของขวัญจากนายกรัฐมนตรี(คนใหม่ ) ที่หลังการเลือกตั้งแล้วให้เห็นการศึกษาให้มากกว่านี้   ในด้านเรื่องหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษา  ก็อยากให้รัฐบาลใหม่ เร่ง แก้ไขหนี้สินครู  ลดอัตราดอกเบี้ย

ด้านนายจตุพงษ์  พรไพบูลย์ ได้รางวัลครูต้นแบบ สาระการเรียนรู้ การงานอาชีพ  กล่าวว่า   จากที่จังหวัดปราจีนบุรีจะเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) อยากได้นายกอบจ . เป็นคนดี ซื่อสัตย์  อยากได้ของขวัญวันครูจากนายกรัฐมนตรี(คนใหม่) หลังการเลือกตั้ง อยากให้ทำให้เศรษฐกิจดีๆ   ส่วนการดุแลแก้ไขปัญหาหนี้สินครูนั้น  อยาก ให้มีธนาคารของรัฐ ที่มาช่วยดอกเบี้ยให้น้อยลง นายจตุพงษ์  กล่าว

ขณะที่นางสาวอรัญญา  เทือกเขา   ตำแหน่งครู  กล่าวว่า   ช่วงจะเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.)ในนามของครู  อยากได้นายกอบจ.เก่งๆพัฒนางานทุกด้าน ทั้งสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนนหนทาง ไฟฟ้าส่องสว่าง การสาธารณะสุข การศึกษา การท่องเที่ยว พัฒนาอาชีพ ฯลฯ อย่างโปร่งใส เห็นใจผู้ใต้บังคับบัญชา  ให้เป็นที่พึ่งครูทั้งในสังกัด อปท.และทุกสังกัดได้   ด้านหนี้สินครู  ตนเองพึ่งบรรจุใหม่ยังไม่มีหนี้สิน

 ด้านนายดำรงค์  เงินเต็ม  ตำแหน่งครู กล่าวว่า  ในวันครูนี้ ได้รับรางวัลครูต้นแบบ ในสาระการเรียนรู้ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นครูสอนที่โรงเรียนวัดบ้านโง้ง  ช่วงใกล้เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.)  อยากได้นายกอบจ.ปราจีนบุรี ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงปราจีนบุรีให้ดีขึ้นพัฒนาทุกด้านมากขึ้นไป  สนับสนุนให้การศึกษาพัฒนา ครอบคลุมสถานศึกษาไปในทุกสังกัด  

ในส่วนของขวัญที่อยากได้จากนายกรัฐมนตรี(คนใหม่)ของไทยหลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จ   อยากได้นายกรัฐมนตรี   ที่มีนโยบายการศึกษาให้พัฒนานักเรียนทั่วประเทศ ให้สำเร็จ เก่งดีมีคุณธรรม  ด้าน ปัญหาเรื่องหนี้สินครู   ให้รัฐบาลฯให้ความรู้-วินัยบริหารจัดการ เพราะหนี้เป็นส่วนของบุคคล  นายดำรงค์  กล่าว

โดย… มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ ณัฐนันท์-ภาพ / ปราจีนบุรี  ###

.

เสี่ยอุทัยธานีเลิกทำอู่ซ่อมรถยนต์ หันมาปลูกมะพร้าวน้ำหอมสร้างรายได้ยั่งยืน

อุทัยธานี- เสี่ยเจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์วัย 58 ปี เลิกธุรกิจ เลือกใช้ชีวิตสงบสุขอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ หันมาทำเกษตร ปลูกมะพร้าวน้ำหอม 18 ไร่ 750 ต้น 20 วันตัดขาย สร้างรายได้ยั่งยืน

นายอรรณพ โหมดเทด อายุ 58 ปี เจ้าของสวนมะพร้าวน้ำหอม ต.คอกควาย อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เปิดเผยว่า ที่สวนเริ่มปลูกมะพร้าวน้ำหอมมาได้ประมาณ 5 ปี พื้นที่ 18 ไร่ 750 ต้น ที่ผ่านมาได้ผลผลิตดี รสชาติหวานหอม พร้อมกับเปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ เคยมีอาชีพเป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ หลังๆมาตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิต ซื้อที่ดินปลูกบ้านโอบล้อมด้วยขุนเขาอากาศสงบร่มเย็น พร้อมปรับพื้นที่มาปลูกสวนมะพร้าวน้ำหอมสร้างรายได้

ทั้งนี้ที่สวน ทำการตัดจำหน่ายทุก 20 วัน ครั้งละประมาณ 3,000-4,000 ลูก จุดเด่นมะพร้าวของสวน คือรสชาติหวาน หอม ซึ่งเจ้าของสวนเผยเคล็ดลับว่า การเสริมเกลือเป็นธาตุอาหารให้ต้นมะพร้าว ช่วยให้น้ำมะพร้าวมีรสชาติหวานหอม ส่วนมากลูกค้าจะมาเลือกซื้อไปทำขนม และแยกน้ำจากเนืัอมะพร้าวไปขาย

.

คปภ.เร่งติดตามการจ่ายค่าสินไหมเหยื่อเครนถล่มทับรถไฟที่สีคิ้ว

จากกรณีเกิดอุบัติภัยรายใหญ่เหตุเครนในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของการรถไฟแห่งประเทศไทยพังถล่ม  ลงมาทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 21 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ส่งผลให้ตู้โดยสารตกรางและเกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง   เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ได้สั่งการให้มีการประชุมเร่งด่วนเพื่อเร่งรัดการพิจารณาและจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิต 

โดยมอบหมายให้นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุดังกล่าว พร้อมเชิญบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ซึ่งมีบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัยหลักในสัดส่วน 60% รวมถึงมี  นายอนันต์ เจตงามกุล รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมเพื่อประสานข้อมูลและแนวทางการดำเนินการร่วมกัน    ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

รองเลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลความเสียหายด้านการประกันภัยพบว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำประกันภัยประเภท CAR (Contractor All Risks) กรมธรรม์เลขที่ 14019-299-210000081 โดยมีความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกจำนวน 583 ล้านบาท ซึ่งมีบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัยในสัดส่วน 60% บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) รับประกันภัยในสัดส่วน 20%

และบริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) รับประกันภัยในสัดส่วน 20% เพื่อให้การพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ประชาชนเป็นไปด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ สำนักงาน คปภ. จึงได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 51 (3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 เชิญบริษัทมาเพื่อหารือแนวทางการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุดังกล่าวให้เกิดความชัดเจนและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยหลักในสัดส่วน 60% ดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นแก่ผู้เสียชีวิตรายละ 1,000,000 บาท และจะพิจารณาเยียวยาเพิ่มเติมตามหลักความเป็นธรรมและเหมาะสมต่อไป พร้อมกำชับให้บริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาและค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว  โดยกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บให้เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามจริงตามสิทธิและความคุ้มครองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที โปร่งใส และเป็นธรรม โดยบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้องเห็นพ้องและยินดีดำเนินการตามมติที่ประชุม 

สำนักงาน คปภ. ได้ทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มที่ในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติภัยใหญ่ครั้งนี้      พร้อมเน้นย้ำให้ภาคธุรกิจประกันภัยดำเนินงานเชิงรุก เพื่อดูแลประชาชนในทุกขั้นตอนของการให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะการเร่งรัดการพิจารณาและจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. จะกำกับติดตามการปฏิบัติงานของบริษัทประกันภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างแท้จริง สะท้อนความมุ่งมั่นของสำนักงาน คปภ. ในการยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์และ     ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้

หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือพบปัญหาเกี่ยวกับการประกันภัย สามารถติดต่อสายด่วน คปภ. 1186 หรือตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยของตนเองได้ที่ LINE Official Account @OICConnect “คปภ. รอบรู้” ตลอด 24 ชั่วโมง

ร้านข้าวแกง “เจ๊อร”ถุงละ 20 บาท อร่อยครองใจคนตรังทุกชนชั้นมานานกว่า 8 ปี

ร้านข้าวแกง “เจ๊อร” นางอรอุมา ศรีเทพ ตั้งอยู่ภายในตลาดสดเทศบาลนครตรัง หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันว่า “ร้านเย่สิบ” (ภาษาใต้ คำว่า เย่ คือคำว่า ยี่) เนื่องจากขายอาหารทุกอย่าง 20 บาท มานานหลายปีแล้ว เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยแต่ละวันเจ๊อร จะทำกับข้าวสารพัดเมนู ทั้ง ต้ม ผัด แกง ทอด ไม่ต่ำกว่า 20 อย่าง เช่น ขายข้าวแกง จานละ 20 บาท มีกับข้าว 2 อย่าง และขายแกงถุง ถุงละ 20 บาท เท่ากัน

 นอกจากนั้น ยังมีขนมจีน ชุดละ 20 บาท ห่อหมก ห่อละ 20 บาท ไข่ต้ม 4 ฟอง 20 บาท ไข่ต้ม 3 ฟอง พร้อมน้ำพริก ถุงละ 20 บาท ไข่ลูกเขย ไข่พะโล้ 3 ฟอง ถุงละ 20 บาท ข้าวสวย ถุงละ 10 บาท กุนเชียง ชิ้นละ 10 บาท ปลาเค็ม ชิ้นละ 10 บาท หมูกระเทียม ชิ้นละ 5 บาท  ไข่ดาว ไข่เจียว ฟองละ 5 บาท อีกทั้งยังมีน้ำพริกชนิดต่างๆ อาทิ น้ำพริกกะปิ ถุงละ 10 บาท น้ำพริกแมงดา มะขาม ตาแดง กระปุกละ 10 บาท และขนมจีบที่ทำเอง ขายแค่ถุงละ 10 บาท ยกเว้นขนมอื่นๆ ที่ซื้อมาขายชิ้นละ 5-10 บาท เพราะทำเองไม่ไหว โดยจะหยุดพักในวันเสาร์-อาทิตย์

 ทั้งนี้ เจ๊อร จะเริ่มทำกับข้าวต่างๆ ตั้งแต่เวลาตี 2 แล้วเริ่มขายในตลาดสดเทศบาลนครตรัง ตั้งแต่ตี 5 หัวรุ่ง ไปจนถึงประมาณ 8-9 โมงเช้า ก็ขายหมดเกลี้ยงแล้ว ภายในเวลาแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะเป็นร้านข้าวแกงที่มีราคาที่ถูกสุดในจังหวัดตรัง และมีลูกค้าในทุกระดับมาใช้บริการ โดยได้ยืนราคา 20 บาท มาตั้งแต่เมื่อ 8 ปีก่อน ในยุคที่แก๊สหุงต้มยังมีราคาแค่ถังละ 230 บาท มาจนขณะนี้ขึ้นราคาเป็นถังละ 450 บาทแล้ว

 แม้ในช่วงโควิดระบาดรุนแรง นอกจาก เจ๊อร จะไม่ขึ้นราคาแล้ว ยังลดราคาแกงถุง เหลือแค่ 3 ถุง 50 บาท เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านขณะนั้น และกลับมาปรับเป็นถุงละ 20 บาทดังเดิม เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่ล่าสุดแม้ค่าแก๊ส ค่าน้ำมัน ค่าเนื้อหมู ไก่ อาหารทะเล ค่าน้ำตาล หรือเครื่องปรุงอื่นๆ จะปรับขึ้นแค่ไหน แต่ เจ๊อร ก็ยังยืนหยัดข้าวแกงในราคาจานละ หรือถุงละ 20 บาท และตั้งใจจะคงราคานี้ไว้ตลอดไป ไม่ว่าในอนาคตจะเปลี่ยนไปอีกกี่รัฐบาลก็ตาม

 “เจ๊อร” นางอรอุมา ศรีเทพ บอกว่า สาเหตุที่ตนเองขายข้าวแกง และเมนูอื่นๆ ได้ราคาถูกขนาดนี้ เพราะทำสองคนกับลูกสาว และไม่มีภาระลูกจ้าง แถมค่าเช่าในตลาดก็ยังถูก ได้กำไรนิดๆ หน่อยๆ วันละ 400 -500 บาท ก็อยู่ได้แล้ว ไม่เดือดร้อนอะไร วัตถุดิบในตลาดก็ราคาไม่แพง ส่วนของพืชผักที่ใช้ทำอาหาร บางชนิดก็เลือกใช้พืชผักตามฤดูกาล

 เช่น ช่วงมะม่วงออกผล ช่วงยอดมะขามแตกยอด หรือพืชผักอื่นๆ ที่ออกตามฤดูกาล ก็เอามาทำเมนู เช่น แกงส้มมะม่วงกับปลา แกงส้มยอดมะขามกับปลาย่าง ซึ่งเป็นเมนูที่คนชอบกินอยู่แล้ว ก็ประหยัดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง ประกอบกับตนเองอยากช่วยเหลือคนอื่นด้วย เพราะมีความรู้ในด้านการทำอาหาร จึงอยากช่วย เพราะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายให้พวกเขาไปได้ครึ่งๆ เพื่อเอาตังค์ที่เหลือไปทำอย่างอื่น

 ขณะที่ลูกค้าทุกคน ต่างบอกว่า เป็นลูกค้าประจำร้านเจ๊อร มาเป็นเวลานานมาก ทั้งอร่อย ราคาถูก และให้เยอะด้วย รวมทั้ง นางทองคำ นาสินคาน แม่ค้าในตลาดสดด้วยกัน ก็บอกว่า ร้านนี้ขายราคาถูกที่สุดในจังหวัดแล้ว คือ แกงถุงละ 20 บาท หากเป็นร้านข้างนอก จะขาย ถุง 30-50 บาท แถมยังมีคุณภาพดี ทำให้คนติดใจกันมาก หากมาช้าอด แค่ 8 โมงกว่าๆ ก็ขายหมดแล้ว รองรับเศรษฐกิจยุคย่ำแย่ เพราะแค่ 60 บาท ได้แกง 3 ถุง ข้าวก็ถุงละ 10 บาท กินกับสามีได้แล้ว 2-3 มื้อ ช่วยประหยัดไปเยอะ

โดย…คนิตา สีตอง

พุทรา 3 รสบ้านปากหมัน เปิดชมสวนอิ่มละ 29 บาท เชื่อมท่องเที่ยวภูอีเลิศ

ชวนชิมพุทรา 3 รส บ้านปากหมัน ริมชายแดนไทย-ลาว อ.ด่านซ้าย จ.เลย จุดเช็กอินแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยวสายชิม เผยโลเกชันปลูกที่ราบหุบเขาริมแม่น้ำเหืองให้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ หวาน กรอบ เปรี้ยว พร้อมจัดโปรฯ เดินชมสวนเด็ดกินจนอิ่มแค่ 29 บาท

บ้านปากหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย กำลังกลายเป็นจุดเช็กอินแห่งใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวสายชิมและสายธรรมชาติ ด้วยจุดเด่นของผลไม้พื้นถิ่น คือพุทรา 3 รส ปลูกบนพื้นที่กว่า 3 ไร่ในหุบเขาเลียบแม่น้ำเหือง พรมแดนไทย-สปป.ลาว ด้วยสภาพภูมิประเทศ ดิน และน้ำที่สมบูรณ์ พุทราบ้านปากหมันจึงให้รสชาติเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยรสชาติหวาน กรอบ เปรี้ยว ที่ลงตัวสำหรับคนที่ชื่นชอบผลไม้

ประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย

นายพิกุล เมินเมือง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) เจ้าของสวนพุทรา และผู้ดูแลกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน เปิดเผยว่าพุทราที่ปลูกในบริเวณนี้มีรสชาติโดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากพื้นที่ปลูกตั้งอยู่กลางหุบเขาระหว่างจังหวัดเลยกับเมืองแก่นท้าวแขวงไชยะบุรี สปป.ลาว โดยมีแม่น้ำเหืองไหลผ่าน อากาศที่บริสุทธิ์และแร่ธาตุในดินทำให้พุทรามี 3 รสชาติ (หวาน กรอบ เปรี้ยว) ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

ขณะเดียวกัน พุทราบ้านปากหมันได้จัดโปรโมชันเอาใจนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชอปมาชิมถึงจังหวัดเลย จัดให้กินอิ่มในสวน 29 บาท โดยทางสวนมีข้อเสนอเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวชุมชน ค่าเข้าชมเพียง 29 บาท สามารถเดินเด็ดกินได้สดๆ จากต้นจนอิ่มเต็มที่ และสามารถซื้อกลับบ้านได้ในราคากิโลกรัมละ 25 บาท

ทั้งยังมีโปรโมชันกลุ่มช่วงนี้ มาเที่ยวภูอีเลิศ มา 10 คน ฟรี 1 คน หากต้องการราคาส่ง เมื่อซื้อเกิน 100 กิโลกรัม ลดเหลือเพียงกิโลกรัมละ 20 บาท ล่าสุดมีพ่อค้าแม่ค้ามารับไปจำหน่ายในตัวเมืองเลยแล้วจำนวนหลายร้อยกิโลกรัม โดยผลผลิตจะยังมีให้เก็บเกี่ยวได้อีกประมาณ 1 ถึง 1 เดือนครึ่งเท่านั้น

นอกจากสวนพุทราแล้ว บ้านปากหมันยังมุ่งเน้นการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้เต็มรูปแบบ โดยเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง อาทิ ภูอีเลิศ (จุดชมทะเลหมอกสองแผ่นดิน) และส่งเสริมโฮมสเตย์ในชื่อ เมินเมืองฟาร์มสเตย์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและอากาศบริสุทธิ์

ด้านนายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรม ชิมทั้ง 29 บาทจนอิ่ม และได้ร่วมหารือแนวทางการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และด้านท่องเที่ยวชุมชน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม และชมสวนพุทรา เมินเมืองฟาร์มสเตย์ ได้ที่โทร. 09-8398-5091 หรือ 08-7096-3975

Belavia เปิดบินตรงจากมินสค์สู่ไทย เที่ยวบินแรกเต็ม 100%

สายการบิน Belavia – Belarusian Airlines เปิดให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำตรงจาก กรุงมินสค์ ประเทศเบลารุส สู่ ประเทศไทย อย่างเป็นทางการ โดยเที่ยวบินปฐมฤกษ์สู่ สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา (พัทยา) ทำการบินเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 และได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม ด้วยอัตราบรรทุกผู้โดยสาร เต็ม 100% ขณะที่เส้นทาง มินสค์–ภูเก็ต จะเริ่มให้บริการในวันที่ 11 มกราคม 2569

เที่ยวบินดังกล่าวจะให้บริการ ทุก 10–11 วัน ใช้เวลาบินประมาณ 10 ชั่วโมงในเที่ยวบินขาไป และ ประมาณ 11 ชั่วโมงในเที่ยวบินขากลับ โดยจำหน่ายบัตรโดยสารในรูปแบบ แพ็กเกจทัวร์ครบวงจร ผ่านบริษัททัวร์พันธมิตรของสายการบิน

ฯพณฯ นายอูลัดซิมีร์ บาราวิคอฟ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐเบลารุสประจำเวียดนามและประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างเบลารุสและประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นผลลัพธ์จาก ความร่วมมืออันใกล้ชิดและหลากหลายมิติระหว่างสองประเทศ และจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ท่านเอกอัครราชทูตยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พัทยาเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ผสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์เข้ากับวัฒนธรรมไทยได้อย่างงดงาม และเชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวชาวเบลารุสจะได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวชาวไทยก็จะมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับประเทศเบลารุส เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเส้นทางบินนี้จะทำหน้าที่เป็น สะพานเชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศ และเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันแน่นแฟ้น

ด้าน นายอูลัดซิมีร์ บาร์คุน รองผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาดและเศรษฐกิจต่างประเทศของสายการบิน Belavia กล่าวว่า เที่ยวบินระยะไกลสู่ประเทศไทยได้รับความต้องการสูงจากตลาดเบลารุสมาโดยตลอด ซึ่งเป็นไปตามที่สายการบินคาดการณ์ไว้ โดยแนวคิดในการเปิดเที่ยวบินตรงครั้งนี้ได้มีการหารือกันตั้งแต่การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเบลารุสเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568

“การเปิดเส้นทางบินสู่ประเทศไทยถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ และจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเส้นทางบินนี้ในตารางบินของ Belavia ในอนาคต” นายบาร์คุนกล่าว พร้อมย้ำถึงความร่วมมือกับบริษัททัวร์ชั้นนำในการนำเสนอผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและครบวงจรแก่ผู้โดยสาร

ทั้งสองฝ่ายแสดงความเชื่อมั่นว่า หลังจากความสำเร็จของเที่ยวบินปฐมฤกษ์ในครั้งนี้ จะมีการพัฒนาเส้นทางบินและความถี่เพิ่มเติมในอนาคต รวมถึงการผลักดันให้เกิด เที่ยวบินประจำอย่างต่อเนื่อง ระหว่างเบลารุสและประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ทายาทงานปักชนเผ่าเหมียวในกุ้ยโจว ถ่ายทอดศิลป์พื้นบ้านสร้างอาชีพสู่หญิงชนบท

ในเวิร์กช็อปงานปักที่อำเภอซือปิ่ง มณฑลกุ้ยโจว หลงลู่อิง (Long Luying) และเพื่อนร่วมงานกำลังใช้เข็มเป็นปากกา ใช้ด้ายเป็นหมึก สร้างสรรค์ลวดลายดอกไม้ นก ปลา และผีเสื้อ จนกลายเป็นผลงานปักชนเผ่าเหมียวที่งดงามและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

หลงลู่อิง (ที่ 3 จากซ้าย) กำลังปักผ้าที่โรงงานในอำเภอซือปิ่ง เขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและต้ง เฉียนตงหนาน มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 (ซินหัว)
 
หลงลู่อิงเป็น “ผู้สืบทอดระดับมณฑล” ของศิลปะปักชนเผ่าเหมียว เธอเรียนรู้ฝีมือจากมารดาตั้งแต่วัยเด็ก ก่อนจะย้ายไปทำงานในโรงงานปักผ้าที่เซินเจิ้น และในปี 2006 เธอตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่ซือปิ่งเพื่อเริ่มต้นธุรกิจงานปักของตนเอง

หลงลู่อิง (ลำดับที่ 2 ขวา) พูดคุยกับนักท่องเที่ยวในอำเภอซือปิ่ง เขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและต้ง เฉียนตงหนาน มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 (ซินหัว)

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอไม่เพียงอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังเปิด อบรมสอนงานปักฟรีให้กับสตรีในหมู่บ้านกว่า 1,200 คน สร้างรายได้เสริมและโอกาสในการทำงานให้กับหญิงชนบทในพื้นที่ ทำให้ศิลปะปักของชนเผ่าเหมียวไม่เพียงคงอยู่ หากยังเติบโตเป็นอุตสาหกรรมสร้างอาชีพที่ยั่งยืน

หลงลู่อิงให้คำแนะนำแก่คนงานเกี่ยวกับวิธีการใช้งานอุปกรณ์ที่โรงงานปักผ้าอัจฉริยะในอำเภอซือปิ่ง เขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและต้ง เฉียนตงหนาน มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 (ซินหัว)

ที่มา People’s Daily Online