ปี 2569 คนจีนเที่ยวต่างแดนส่อพุ่งแตะ 175 ล้านครั้ง ยอดเที่ยวญี่ปุ่นวูบ ไทยยังเป็นจุดหมายยอดฮิต

นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมวิเคราะห์ว่าตลาดการท่องเที่ยวต่างประเทศของจีนในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายยกเว้นวีซ่าที่แพร่หลายมากขึ้นและค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปญี่ปุ่นอาจลดลงเกือบ 50% เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างปักกิ่งและโตเกียว 

บริษัท ไชน่า เทรดดิ้ง เดสก์ (China Trading Desk) ซึ่งเป็นบริษัทด้านการตลาดและเทคโนโลยีการท่องเที่ยว คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่จะเดินทางออกนอกประเทศในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 165 ล้านถึง 175 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจากประมาณ 155 ล้านครั้งในปีที่ผ่านมา โดยตัวเลขนี้รวมถึงการเดินทางไปยังฮ่องกง และจุดหมายปลายทางที่ห่างไกลอย่างยุโรปและแอฟริกา

สำหรับจุดหมายปลายทางยอดนิยม 3 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวจีนในปีนี้ ได้แก่ เกาหลีใต้ เวียดนาม และไทย ตามลำดับ เนื่องจากความสะดวกในการเดินทางและมีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจำนวนมาก นอกจากนี้ ประเทศอื่นๆ อย่างรัสเซีย ซึ่งเริ่มใช้นโยบายยกเว้นวีซ่าให้ชาวจีนตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา รวมถึงตุรกีที่เริ่มใช้ในเดือนนี้ และกัมพูชาที่มีแผนจะยกเว้นวีซ่าระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ก็คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ด้านนายเจมส์ ชิน (James Chin) ศาสตราจารย์ด้านเอเชียศึกษาจากมหาวิทยาลัยแทสเมเนียในออสเตรเลีย ระบุว่า นโยบายยกเว้นวีซ่าเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวจีน ขณะที่บริษัทนำเที่ยวในจีนเองก็เริ่มปรับตัวและนำเสนอแผนการท่องเที่ยวที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ การที่ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นมากกว่า 1% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดือนที่ผ่านมา ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจท่องเที่ยว เนื่องจากทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายในประเทศที่อิงกับสกุลเงินดอลลาร์นั้นถูกลง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การท่องเที่ยวในญี่ปุ่นกลับสวนทาง โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปญี่ปุ่นอาจลดลงเหลือเพียง 4.8 ล้านคนในปีนี้ จากเดิม 9.3 ล้านคนในปี 2568 ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองที่ยังคงยืดเยื้อ

ธ.ก.ส.ปั้น “บ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย”ต้นแบบชุมชนอุดมสุขรายได้ท่องเที่ยวยั่งยืน

ธ.ก.ส. หนุนการยกระดับชุมชนอุดมสุขทั่วประเทศ เปิดโมเดลชุมชนบ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย ต้นแบบชุมชนอุดมสุขที่ยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ

นางสาวพรหมกร พรหมขัติแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยนายธารา ศรีหะมาศ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่เยี่ยมชมชุมชนบ้านนาต้นจั่น ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย หนึ่งในต้นแบบชุมชนอุดมสุขที่ยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับประเทศ ที่ดำเนินงานด้านการท่องเที่ยววิถีชุมชนมาแล้วกว่า 20 ปี มีความโดดเด่นทั้งในด้านโฮมสเตย์ระดับมาตรฐานและสภาพแวดล้อมที่ประกอบด้วยทิวทัศน์ที่สวยงามให้ผู้ที่มาเยือนได้สัมผัสกับวิถีชุมชน มีรูปแบบการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวแบบมืออาชีพด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ ศูนย์สาธิตตุ๊กตาบาโหน การทอผ้าใต้ถุนบ้าน นั่งรถอีแต๊กดื่มด่ำบรรยากาศธรรมชาติ

เดินเล่นชมทุ่งนาสวยงามกับสะพานใจเชื่อมทุ่ง เดินช็อปปิ้งที่ตลาดฮิมฮ้วยและตลาดสามแคร่ ศูนย์แสดงสินค้าชุมชนและศูนย์ผลิตผ้าหมักโคลน ร่วมรับประทานอาหารขันโตก รสชาติอร่อย ด้วยฝีมือเชฟพื้นบ้าน พร้อมชมการแสดงลิเกก้อม พิธีบายศรีสู่ขวัญ รำวงย้อนยุค สัมผัสอากาศหนาวและชมทะเลหมอกยามเช้า เป็นต้น

ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหาร ธ.ก.ส. ยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำชุมชน พร้อมให้คำแนะนำแนวทางในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทุกมิติ และการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน เพื่อยกระดับชุมชนไปสู่การเป็นชุมชนท่องเที่ยวระดับมาตรฐานสากล สำหรับผู้ที่สนใจมาท่องเที่ยวและสัมผัสประสบการณ์วิถีชีวิต วิถีชุมชนอุดมสุขที่ยั่งยืน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร. 088 495 7738 หรือ Facebook โฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย

สำหรับโครงการชุมชนอุดมสุข ธ.ก.ส. เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2563 ภายใต้สโลแกน “กินอิ่ม นอนอุ่น หุ่นดี ทุนมี หนี้ลด หมดทุกข์” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนในชุมชน มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองมี ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจแบบองค์รวม (BCG Model) ประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมพัฒนาชุมชนครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และประเพณี โดย ธ.ก.ส. พร้อมสนับสนุนการนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม

เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรมูลค่าสูง พร้อมสนับสนุนช่องทางการตลาด ผ่านการจับคู่เกษตรกรหัวขบวนกับเกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการด้านการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการเปิดช่องทางการจำหน่ายใหม่ ๆ ในรูปแบบแพลตฟอร์มดิจิทัลผ่าน BAAC Matching https://baacmatching.baac.or.th และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลูกค้าผ่าน BAAC Outlet ที่สาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์เกษตรได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น

.

ค่าฝุ่น PM2.5 คลุ้งทั่วกรุง!เกินมาตรฐานทุกเขต “บางรัก-ลาดกระบัง” ติดแดง

ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 16 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 07:00 น.

พบค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานคร 57.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) (ค่ามาตรฐาน 37.5 มคก./ลบ.ม.) ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากเมื่อวานในช่วงเวลาเดียวกัน คือ 58.5 มคก./ลบ.ม.

12 อันดับ ของค่าฝุ่นPM2.5 เขตสูงสุดในกรุงเทพมหานคร (ติดแดง 2 เขต)

1 เขตบางรัก 75.8 มคก./ลบ.ม.
2 เขตลาดกระบัง 75.5 มคก./ลบ.ม.
 3 เขตปทุมวัน 73.7 มคก./ลบ.ม.
 4 เขตประเวศ 71.4 มคก./ลบ.ม.
5 เขตจตุจักร 70.9 มคก./ลบ.ม.
6 เขตสาทร 70.4 มคก./ลบ.ม.
7 เขตคลองสามวา 68.4 มคก./ลบ.ม.
8 เขตหนองจอก 64.8 มคก./ลบ.ม.
9 เขตคลองเตย 64.1 มคก./ลบ.ม.
10 เขตบึงกุ่ม 63.5 มคก./ลบ.ม.
11 เขตราชเทวี 62.8 มคก./ลบ.ม.
12 เขตมีนบุรี 62.2 มคก./ลบ.ม.

1️.กรุงเทพเหนือ
53.5 – 70.9 มคก./ลบ.ม.
ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

2️.กรุงเทพตะวันออก
51 – 75.5 มคก./ลบ.ม.
ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

3.กรุงเทพกลาง
43.7 – 62.8 มคก./ลบ.ม.
ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

4.กรุงเทพใต้
51.5 – 75.8 มคก./ลบ.ม.
ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

5.กรุงธนเหนือ
48.5 – 60.1 มคก./ลบ.ม.
ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

6.กรุงธนใต้
42.9 – 52.8 มคก./ลบ.ม.

ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

ฝุ่นละอองมีแนวโน้มลดลง
ภาพรวม : คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 

 ข้อแนะนำสุขภาพ:
คุณภาพอากาศระดับสีส้ม: เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
▪️ประชาชนทั่วไป : ใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร จำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา
▪️ประชาชนกลุ่มเสี่ยง : ใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร
เลี่ยงการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์

คุณภาพอากาศระดับสีแดง: มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนทุกคน
▪️งดกิจกรรมกลางแจ้ง
▪️หากมีความจำเป็นต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองทุกครั้ง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5
▪️หากมีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์
▪️ผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ ให้เตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อมและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

บช.ปส.ผนึกกำลัง สตม. บุกรวบ “หนุ่มไต้หวัน” คาคอนโดหรู หัวหน้าระดับสั่งการค้ายาเสพติดข้ามชาติ

บช.ปส. ผนึกกำลัง สตม. ปิดเกม “บอสไต้หวัน” คาคอนโดหรู ยึดพรมซุกยาเตรียมส่งออก พบประวัติสุดแสบมีหมายจับติดตัว 4 คดีรวด!

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ร่วมกับ สตม. และชุดสืบสวนนครบาล เปิดปฏิบัติการรวบตัวการใหญ่ขบวนการค้ายาข้ามชาติชาวไต้หวัน คาห้องพักย่านอโศก

ภายใต้นโยบายกวาดล้างยาเสพติดเชิงรุกของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการนำโดย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. ประสานความร่วมมือกับ สตม. และ IDMB เข้าจับกุม นายเฉียง หมิงเฟิง (Mr. Chiang Ming Feng) อายุ 27 ปี สัญชาติไต้หวัน ผู้ต้องหารายสำคัญระดับสั่งการของเครือข่ายยาเสพติดระหว่างประเทศ โดยจับกุมได้ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในย่านอโศก
ยึดของกลาง “พรมเย็บช่องซุกยา” และอุปกรณ์แปลงสภาพ

จากการเข้าตรวจค้นห้องพัก เจ้าหน้าที่พบของกลางเป็น
 – คีตามีน น้ำหนักประมาณ 5 กรัม
 – พรมขนาดใหญ่หลายผืน ที่มีการตัดเย็บเป็นช่องลับเพื่อซุกซ่อนผงสีขาว (อยู่ระหว่างตรวจพิสูจน์)
 – จักรเย็บผ้าและอุปกรณ์ สำหรับใช้แพ็คกิ้งเพื่อเตรียมส่งออกนอกประเทศ

จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า นายเฉียงทำหน้าที่เป็น “มันสมอง” ของขบวนการ มีความเชี่ยวชาญในการอำพรางยาเสพติด โดยจะนำ เฮโรอีน มาแปรสภาพให้เป็นของเหลวสีขาวลักษณะคล้ายโลชั่น บรรจุลงในขวดผลิตภัณฑ์ปลอมเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ก่อนส่งออกผ่านระบบพัสดุระหว่างประเทศ (EMS)

จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมพบว่า นายเฉียงเป็นบุคคลอันตรายที่ทางการไต้หวันต้องการตัวอย่างมาก โดยมีหมายจับติดตัวถึง 4 ข้อหาฉกรรจ์ 
 – พยายามฆ่าผู้อื่น
 – มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม
 – ฉ้อโกง
 – ลักทรัพย์

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. ระบุว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง โดยผู้ต้องหาใช้ประเทศไทยเป็นทั้งที่กบดานและฐานปฏิบัติการส่งออกยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว) ไปยังไต้หวัน

เบื้องต้น สตม. ได้ทำการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และส่งตัวให้ บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานงานกับทางการไต้หวันเพื่อขยายผลถึงเครือข่ายที่เหลือต่อไป

คนสู้ชีวิต!หมอลำสาวศิลปินพเนจรไปทุกจังหวัดค่ำไหนนอนนั่น

ปราจีนบุรี –  หมอลำสาวศิลปินพเนจรไปทุกจังหวัดค่ำไหนนอนนั่น ขับรถ จยย.พ่วงข้างเปิดหมวกร้องเพลงหมอลำกลอน รำซิ่ง ลูกทุ่งขับกล่อมสร้างความบันเทิง-ความสนุกสนานแลกเงินวันละ 300-400บาท/วัน

ช่วงเย็นวันที่ 15 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  ได้รับแจ้งจากชาวบ้านพบหมอลำสาวพเนจรขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างฟีโน่สีชมพูทะเบียนกมฉ504 สระแก้วปิดคลุมตกแต่งรอบรถด้วยชุดกระโปรงสีแดงและผ้าห่มเก่าๆ ด้านในมีเพียงเสื้อผ้าและลำโพงเคลื่อนที่ขนาดเล็กจำนวน 1 เครื่องตะลอนเร่  ร้องเพลงหมอลำกลอน ลูกทุ่งเปิดหมวกไปตามหมู่บ้าน

ซึ่งวันนี้ผ่านมาที่บ้านโคกสว่าง ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ช่วงที่ได้ตระเวนขับรถผ่านหมู่บ้าน มีร้านค้ามีลูกค้านั่งอยู่จำนวนหนึ่งจึงจอดรถแล้วลากอุปกรณ์ลำโพงเคลื่อนที่ พร้อมกับใส่ชุดกระโปรงไปเปิดเพลงหมอลำขับร้องบทเพลงลูกทุ่ง,รำกลอน ให้ได้รับฟังอย่างจุใจ ใครชอบเพลงอะไรแนวไหนร้องไห้ฟังได้หมด

(นางพลอยพนัส โพธิ์วิเศษ)หรือในนามที่รู้จักประสิทธิ์น้อย ดาวเหนือ ภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบล จังหวัดสระขวัญจังหวัดสระแก้ว ปกติเป็นคนชอบร้องเพลงและหมอลำกลอนจึงได้หัดร้องเพลงลูกทุ่งและหมอลำมานานกว่า10ปี ด้วยอยู่ตัวคนเดียวจึงได้ตระเวนร้องเพลงแบบเปิดหมวกเร่ไปตามหมู่บ้านชุมชนต่างๆ พอมีรายได้เลี้ยงชีพวันละ 300-400 บาท/วัน   โดยค่ำไหนจะอาศัยนอนแถวปั๊มน้ำมัน

พลอยพนัส หรือประสิทธิ์น้อย ดาวเหนือ ได้ตระเวนไปร้องเพลงเปิดหมวกไปทุกที่ 70 กว่าจังหวัด  ค่ำไหนนอนนั่นได้กล่าวว่า  วันนี้ผ่านมาที่ตำบลย่านรี  จึงถือโอกาสร้องเพลง-ขับลำกลอนให้กับประชาชนทั่วไปได้รับฟัง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่ชื่นชอบฟังเพลงไม่น้อย

หลังจากที่โชว์ลูกคอบรรเลงเพลงลูกทุ่งและหมอลำกว่า10เพลงหรือมากกว่า ผู้ที่ชื่นชอบน้ำเสียงจึงตบรางวัลให้คนละ 50 บาทคนละ 100 บาทพร้อมทั้งร่วมสนุกสนานเต้นรำไปด้วยความสนุกสนาน หากได้รับรางวัลจากผู้ชมก็จะนำตะข้องสำหรับใส่ปลาเล็กๆมาวางไว้ เพื่อให้ผู้ที่รับฟังได้มอบรางวัลให้เป็นสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆแล้วแต่จะให้ด้วยความเสน่หา

เจ้หน่อย แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวกล่าวว่าเห็นเขามาที่นี่เป็นครั้งที่ 2แล้ว  เห็นเขาร้องเพลงก็เพราะดี น้ำเสียงใช้ได้นิสัยดี จึงร่วมกับลูกค้าและเพื่อนบ้านตบรางวัลให้และเต้นตามจังหวะเพลงอย่างสนุกสนานที่หมอลำพเนจร(ประสิทธิ์น้อย ดาวเหนือ)ร้องเพลงให้ฟังถึงที่บ้าน

หากเจ้าภาพสนใจอยากจะให้ไปร้องเพลงในงานพิธีต่างๆงานบวชงานบุญงานแต่งงาน เอาผัวใหม่ เมียใหม่ร้องได้หมด หากเจอตามสถานที่ใดๆติดต่อด้วยตัวเองได้ทุกที่  สะกิดติดต่อได้ตัวต่อตัว

โดย… มานิตย์ สนับบุญ  – ข่าว / ทองสุข สิงห์พิมพ์ – ภาพ / ปราจีนบุรี ###

ตรุษจีนหาดใหญ่ปี’69 จัดยิ่งใหญ่ 10 วัน 10 คืน กระตุ้นท่องเที่ยว-ปลุกเศรษฐกิจคึกคัก

มหายิ่งใหญ่ “ซินเจีย ยู่อี้ ซินนี้ฮวดใช้” เทศกาลตรุษจีน แห่พระสะเดาะเคราะห์ ต้อมรับ “ปีม้า” ผงาดพสุธา พลิกฟื้น “หาดใหญ่” คืนชีพ หลังประสบมหาอุทกภัยวิปโยคระดมประชาสัมพันธ์ชวนนักท่องเที่ยวไทยต่างประเทศ กงสุลจีน “ลุ้น” ทัวร์นักท่องเที่ยวจากจีน หันหัวเยือนเมืองหาดใหญ่ ชมงานวัฒนธรรม คนไทยเชื้อสายจีน  

นายอรุณชัย ศิริมหาชัย ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิมิตรภพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตี้ง) หาดใหญ่ จ.สงขลา เปิดเผยว่า ทางมูลนิธิมิตรภพสามัคคี ได้จัดงานแห่พระสะเดาะเคราะห์ ประจำปี 2569 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 16-25 กุมภาพันธ์  2569 ซินเจีน ยู่อี้ ซินนี้ ฮวดใช้ ที่บริเวณภายในมูลนิธิมิตรภาพสามัคคีหาดใหญ่ ทั้งนี้พร้อมยังเป็นการยกระดับกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวหาดใหญ่ ให้พลิกฟื้นกลับมาโดยเร็ว

ซึ่งการจัดงานได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน และยังได้รับการสนับจากกงสุลแห่งสาธารณรัฐประชานจีนประจำ จ.สงขลา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เทศบาลนครหาดใหญ่ สมาคมไทย จีน จ.สงขลา มณฑลทหารบกที่ 42 และ สภ.หาดใหญ่

นายอรุณชัย กล่าวอีกว่า งานแห่พระสะเดาะเคราะห์ ซึ่งเป็นงานประเพณีอันทรงคุณค่าของเมืองหาดใหญ่ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประแทศ เพื่อจะช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการ โดยผ่านธุรกิจการท่องเที่ยวและที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์และวัฒนธรรมของเมืองหาดใหญ่ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าวงชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอชน และภาคประชาชน ในการร่วมอันอนุรักษ์และสืบสานประเพณีอันดีงามของชุมชนไทยเชื้อสายจีนหาดใหญ่อีกด้วย

นายอรุณ กล่าวอีกว่า ภายในงานจะมีกิจกรรมแสดงแสงสีเสียง พิธีสมโภช เสาฟ้าดินมังกรที่ทำจากหินแกรนิตสูง 24 เมตร ซึ่งสูงที่สุดในภาคใต้ ยังประดับตกแต่งพื้นที่โดยโคมไฟและไฟประดับ ขบวนแห่พระรอบเมืองอย่างยิ่งใหญ่ เชิดสิงโต มังกร และสิลปะการแสดงจีน และศิลปินไทยชื่อดังอีกจำนวนมาก  และประกอบด้วยร้านค้าร้านอาหารท้องถิ่นกว่า 100 ร้าน

ทั้งนี้งานแห่พระ ฯ จะมีการเชิญพระศาลเจ้า จ.สงขลา เข้าร่วมงานแห่พระด้วย  และจะมีการเชิญชวนประชาชนให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาร่วมชม อีกทั้งทางกงสุลจีน จะร่วมกันดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิญกลุ่มผู้ประกอบการทัวร์จีนและชาวจีน จากประเทศจีนเดินทางเข้าร่วมชมแห่พระครั้งนี้ด้วย

นายวิทยา แซ่ลิ่ม มัคคุเทศก์อาชีพ ผู้ก่อตั้งสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จัดงานแห่พระสะเดาะเคราะห์อดีตที่ผ่านมาสมัยนายนิพนธ์ บุญญภัทรโร อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา  หาดใหญ่ประสบมหาอุทกภัยน้ำท่วมหนัก ทางผู้ว่าราชการ ภาครัฐและเอกชน ก็มีการจัดงานแห่พระฯ และมีเทียบเชิญพระทั่ว อ.หาดใหญ่ ร่วมทำบุญแห่พระ และต่างประสบความสำเร็จด้วยดี ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ เข้าร่วมเป็นจำนวนมากสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวการค้าได้อย่างดี

นอกจากนี้การจัดงานแห่พระจะตรงกับเทศกาลตรุษจีน ซินเจีย ยู่อี่ ซินนี้ ฮวดใช้  จะกลับมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวกลับฟื้นคืนมาโดยเร็ว และงานครั้งนี้มีรถมินิบัสไฟฟ้า EV ของ ททท.วิ่งบริการอำนวยความสะดวกรอบเมืองฟรีเพื่อเยียวยาชาวหาดใหญ่ที่ประสบกับภาวะน้ำท่วม

“โดยในห่วงระยะนี้ช่วงเทศกาลตรุษจีนวันหยุดยาวของชาวจีนถึง 15 วัน มีนักท่องเที่ยวเข้ามายังหาดใหญ่เดิม ๆ จะมีเงินหมุนสะพัดไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท”

นายวิทยา กล่าวอีกว่า  แต่งานแห่พระหนนี้ที่ตรงกับเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะผู้ประกอบ ร้านค้า ฯลฯ ทุกส่วนยังขาดความพร้อมทางด้านการเงินลงทุนที่จะเริ่มต้นใหม่จึงไลยังไม่สามารถเปิดบริการได้ แต่ทางวการรณรงค์เชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเที่ยวเข้ามาและนักท่องเที่ยวก็มีความพร้อมที่จะเดินทางเข้ามา จึงเห็นอุปสรรคทางด้านนี้อยู่.

ทลายเครือข่ายเว็บพนัน “NAKARIN”พบเงินหมุนเวียนกว่า 300 ล้านบาท

Operation: ENDGAME NAKARIN ตร.ไซเบอร์ทลายเครือข่ายเว็บพนัน “NAKARIN”พบเงินหมุนเวียนกว่า 300 ล้านบาท พบนักการเมืองเกี่ยวข้อง

ตามนโยบายของรัฐบาลได้กำหนดนโยบายในการเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ ของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเว็บไซต์พนันออนไลน์ ซึ่ง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม /ประธานอนุกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้กำชับให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. สั่งการระดมกวาดล้างการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ทุกประเภทอย่างเด็ดขาด โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเปิดปฏิบัติการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จนนำมาสู่การแถลงข่าวคดีสำคัญจากปฏิบัติการในครั้งนี้

วันพฤหัสบดีที่ 15 ม.ค.69 เวลา 14.00 น. ณ บริเวณชั้น 1 บก.สอท.2 นำโดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1,  พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 และ พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ ผบก.สอท.5 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว Operation: ENDGAME NAKARIN ตร.ไซเบอร์ทลายเครือข่ายเว็บพนัน “NAKARIN” พบเงินหมุนเวียนกว่า 300 ล้านบาท พบนักการเมืองเกี่ยวข้อง

จากนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการกระทำผิดเกี่ยวกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.3 ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ เครือข่าย “nakarin789.org” จึงได้สืบสวนและตรวจสอบเส้นทางการเงิน จนทราบว่าเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ดังกล่าวเปิดให้บริการมาแล้วประมาณ 2 ปี มีสมาชิกผู้เล่นกว่า 10,000 คน ยอดเงินหมุนเวียนกว่า 300 ล้านบาท

กระทั่ง วันที่ 4 ม.ค.69 จากการสั่งการของ พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาสำคัญในเครือข่ายดังกล่าวได้ทั้งหมด 12 ราย จนนำสู่การจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ nakarin789.org ได้ จำนวน 3 ราย ได้แก่ น.ส.ณัฐฐา, นายชวลิต กรรมการและผู้จัดการนิติบุคคลของบัญชีม้า และ น.ส.พิชาภพ ผู้ว่าจ้างเปิดบัญชี

จากนั้น ภายใต้การนำทีมสืบสวนสอบสวนโดย พ.ต.อ.คัมภีร์ พรหมสนธิ รอง ผบก.สอท.3 และ พ.ต.อ.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง ผกก.2 บก.สอท.3 พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ร่วมกันขยายผลเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ที่อาจเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ nakarin789.org จนพบข้อมูลว่า มีบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ G2gbetking ได้ลงโพสต์โฆษณาเว็บพนันออนไลน์ nakarin789.com ซึ่งมีชื่อเว็บไซต์ที่คล้ายกันแต่ต่างกันแค่นามสกุลโดเมน โดยเฟซบุ๊กดังกล่าวมีการโพสต์ภาพสลิปการโอนเงินให้แก่ลูกค้าเมื่อประมาณ พ.ศ.2565 ตรวจสอบแล้วพบว่าสลิปโอนเงินดังกล่าวเป็นการโอนเงินที่ได้จากการเล่นพนันออนไลน์จริง จึงได้จับกุมผู้เล่นดังกล่าวในข้อหาลักลอบเล่นพนันออนไลน์ แล้วได้ขยายผลต่อเนื่อง จนพบเส้นเงินจากบัญชีฝากเข้าเล่นพนัน, บัญชีจ่ายผู้เล่น และบัญชีพักเงิน จึงได้ออกหมายจับเจ้าของบัญชีดังกล่าว

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนขยายผลต่อเนื่อง พบว่าเส้นทางการเงินของบัญชีฝากเข้าเล่นพนันและบัญชีจ่ายลูกค้าของเว็บพนัน nakarin789.com เชื่อมโยงไปยังนักการเมืองรายหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีต สส. และผู้สมัคร สส. ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งในเขตพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือ เป็นผู้บริหารจัดการ นอกจากนี้ ยังพบพยานหลักฐานสำคัญ เช่น ข้อมูลการพูดคุยเรื่องการบริหารจัดการเว็บพนัน nakarin789.com, หลักฐานการโอนเงิน และหลักฐานอื่นๆ ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าเป็นผู้รับผลประโยชน์ หรือ เจ้าของเว็บไซต์พนันออนไลน์ nakarin789.com จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับนักการเมืองรายดังกล่าว พร้อมพวก รวม 6 ราย โดยมีรายละเอียด คือ

วันที่ 11-12 ม.ค.69 พ.ต.อ.คัมภีร์ พรหมสนธิ รอง ผบก.สอท.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง ผกก.2 บก.สอท.3, พ.ต.ท.สมยศ ชูเกียรติศิริ รอง ผกก.2 (สอบสวน) บก.สอท.3, พ.ต.ท.ชนทัช วุฒิภัทรโสภณ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3, พ.ต.ท.อโนทัย ดียิ่ง รอง ผกก.2 บก.สอท.3, พ.ต.ท.วินัย  ชมพุฒ รอง ผกก.2 บก.สอท.3, พ.ต.ต.ชัยเมศร์ เนติวิมลศิลป์ สว.กก.2 บก.สอท.3 และ ร.ต.อ.ณัฐภัทร ผิวทน รอง สว.กก.2 (สอบสวน) บก.สอท.3 พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.สอท.3 ร่วมกับ พ.ต.อ.ณัฐพล รัตนมงคลศักดิ์ ผกก.3 บก.สอท.4, พ.ต.ท.ทรงกรด  มาสม รอง ผกก.3 บก.สอท.4 และ พ.ต.ท.สมคิด ยะราช สว.กก.3 บก.สอท.4 พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.3 บก.สอท.4 ได้นำกำลังพร้อมหมายค้นเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวนหลายจุด ทั้งในพื้นที่ กทม. และต่างจังหวัด สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย ได้แก่ นายปรีชา, น.ส.กาญจนา (บัญชีม้าพักเงิน) และนายสมโภช (บัญชีม้ารับ-จ่ายเว็บพนัน)

กระทั่งล่าสุด วันที่ 14 ม.ค.69 ตำรวจไซเบอร์ได้นำกำลังเข้าจับกุมตัวนักการเมืองรายดังกล่าว ได้ที่บ้านพักในพื้นที่เขตบึงกุ่ม กทม.  โดยดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบาย ช่วยประกาศโฆษณา หรือชักชวนโดยทางตรง หรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นพนันทางสื่ออีเล็คทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน” และ “สมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน” ควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยตำรวจไซเบอร์ได้เพิ่มความเข้มข้นในการกวาดล้างเว็บไซต์พนันออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อจับกุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายในขบวนการ มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่มีการละเว้น ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งสืบสวนขยายผลไปยังบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมทั้งอยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงินที่นำไปสู่การตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด เพื่อดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป

เครนยักษ์ถล่มทับคน 2 ครั้งใน 24 ชั่วโมง รมว.คมนาคม เผย ผู้รับเหมาเจ้าเดียวกัน

สภาพเครนถล่ม ถ.พระราม 2 ขาออก บริเวณหน้าโรงแรมปารีส จ.สมุทรสาคร เช้าวันนี้ (15 ม.ค.)  เบื้องต้นยืนยันผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 1 ราย สาเหตุคาดว่าตัวรันเชอร์รับน้ำหนักก้อนเซกเมนต์ไม่ไหว


โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ว่าจากการตรวจสอบผู้รับเหมา คือ “บริษัท อิตาเลียนไทย” รายเดียวกับเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ถล่มทับรถไฟ ที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

ขณะที่ตำรวจทางหลวง ขอประชาชนหลีกเลี่ยงถนนพระราม 2 ช่วงกม.28–30 ก่อนข้ามสะพานแม่น้ำท่าจีน

โดยใช้ทางเบี่ยง คือ
– ขาออกจุดเบี่ยงเข้าคู่ขนาน กม.28+500
– ขาเข้า ทางหลักให้ยูเทิร์นกลับรถไปขาออก กม.30+500

.

“หยุดสักที” นักเรียนจับมือผู้นำเดินขบวนต่อต้าน ยุติความรุนแรง ขอความสงบในพื้นที่แผ่นดินไทย

เมื่อวันที่ 15 ม.ค.22569 เวลา08.30น ที่โรงเรียนบ้านโคก หมู่ที่5 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส โดยมี พันเอก ปัญจพล ทรัพย์บวร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 48 นายเอกวิทย์ จันทวงษ์  นายอำเภอเจาะไอร้อง และแม่หญิงทิวารัตน์ อาแว ประธานโฆษกชาวบ้านประจำจังหวัดนราธิวาส พร้อม ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ชาวบ้าน และเด็กนักเรียนนักศึกษา ในพื้นที่มากกว่า1,000 คน ร่วมกันเดินขบวนและละหมาดฮาญัตที่ปั้มน้ำมันที่เกิดเหตุ

หลังจากที่คนร้ายได้ทำการวางระเบิดและเผาร้านสะดวกซื้อในพื้นที่อำเภอเจาะไอร้องเมื่อวันที่11มกราคม2569 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการเสียหาย และเกิดการวิตกกังวล ต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เกิดการสูญเสียถึงชีวิต แต่ก็ยังมีความรู้สึกหวาดกลัว และยังต้องการความชัดเจนของภาครัฐ หน่วยงานที่จะออกมาคุ้มครองดูแลความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

การเดินขบวนของพี่น้องประชาชน นักเรียนนักศึกษา วันนี้ จะเห็นได้ว่า ทุกคนมีความตั้งใจ เดินถือป้ายรณรงค์  “ไม่เอา ความรุนแรง ไม่เอา ผู้ก่อการความไม่สงบ” โดยเดินขบวนถือป้ายจากโรงเรียนเป็นในระยะทาง 1,500 เมตร จากนั้นก็ไปทำการละหมาดฮาญัตเพื่อขอต่ออัลลอฮ์ ให้ประทานในสิ่งที่ปรารถนาสำเร็จเป้าหมายหรือปลดเปลื้องความทุกข์ ที่ปั้มน้ำมันที่ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุวางระเบิดจนทำให้ทรัพย์สินเสียหาย

หลังจากเสร็จพิธีละหมาด ฮายัต พันเอก ปัญจพล ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่48 ก็ได้เดินพบปะ พูดคุยกับ โต๊ะอีหมาม ผู้นำศาสนา เจ้าของกิจการปั้ม และให้กำลังใจกับชาวบ้านที่มาร่วมกันเดิน ต่อต้านความรุนแรงในวันนี้.

โดย….แวดาโอ๊ะ หะไร/อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

.

รัฐบาลเมืองผิงตงลงนาม MOU กับ 10 บริษัททัวร์ยักษ์ใหญ่ไทยสร้างพันธมิตรการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

รัฐบาลเมืองผิงตงจัดงานแนะนำการท่องเที่ยว ณ กรุงเทพฯ ปี 2026 ลงนาม MOU กับ 10 บริษัททัวร์ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย มุ่งสร้างพันธมิตรการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 รัฐบาลเมืองผิงตง (Pingtung County Government) ได้จัดงาน “2026 Pingtung Tourism Promotion in Bangkok” โดยได้รับเกียรติจาก ท่านทูตบรูซ เฉิงจง จาง (Bruce Cheng-chung Chang) ผู้แทนรัฐบาลไต้หวันประจำประเทศไทย เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 100 ท่าน ภายในงานมีการเจรจาความร่วมมือและลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ของไทย 10 แห่ง เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยวระหว่างไต้หวันและไทย และวางรากฐานความร่วมมือที่ยั่งยืน

กรมคมนาคมและการท่องเที่ยวเมืองผิงตง ได้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ณ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 มกราคม 2569 โดยไฮไลท์สำคัญคือพิธีลงนาม MOU ในวันที่ 14 มกราคม 2569 ร่วมกับบริษัทท่องเที่ยวชั้นนำ 10 แห่ง ได้แก่ WEEKEND TOUR, ONE-STOP, GREENLAND HOLIDAY, THONG THAI TRAVEL, C.C.T. EXPRESS,CHIN TOUR, KTK CORPORATION, NEW WAY TRAVEL, ALADDIN TRAVEL และ JIE CENTER ภายในงานยังได้เชิญตัวแทนจากสมาคมการท่องเที่ยว สายการบิน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง มีการจัดแสดงสื่อประชาสัมพันธ์และของที่ระลึกในรูปแบบหลายภาษา พร้อมกิจกรรมไฮไลท์คือนำเมนู “เซาเหล่งปิง” (Chaozhou Cold-Hot Ice) ขนมหวานขึ้นชื่อของเมืองผิงตงมาให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มลอง ผ่านการเจรจาธุรกิจแบบ B2B เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงในระยะยาว

รัฐบาลเมืองผิงตงมุ่งหวังว่าการพูดคุยโดยตรงกับผู้ประกอบการไทยในครั้งนี้ จะช่วยให้เมืองผิงตงไม่ได้เป็นเพียง “หนึ่งในตัวเลือก” ของการไปเที่ยวไต้หวัน แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวชาวไทย “ต้องระบุเพื่อมาเยือน” (Specified Destination) อย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ คณะผู้แทนเมืองผิงตงยังได้เข้าพบผู้บริหารของบริษัท ONE STOP, Weekend Tour Incentive, สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และ Agoda ซึ่งเป็นตัวแทนสำคัญที่มีฐานลูกค้าและช่องทางการจำหน่ายที่กว้างขวาง ในระหว่างการสนทนา ทีมงานรัฐบาลเมืองผิงตงได้นำเสนอคอนเซปต์หลัก “สัมผัสขุนเขาและท้องทะเลในคำเดียว” (A Bite of Mountain, A Bite of Sea) ซึ่งผู้ประกอบการไทยระบุว่า เมืองผิงตงมีเสน่ห์อย่างยิ่งในด้านเทศกาลทางวัฒนธรรมที่มีความอบอุ่นและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยวชาวไทยได้เป็นอย่างดี

ในโอกาสนี้ รัฐบาลเมืองผิงตงยังได้เชิญชวนผู้ประกอบการท่องเที่ยวและอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย เดินทางไปสำรวจเส้นทางท่องเที่ยว (Fam Trip) ที่เมืองผิงตงในอนาคต เพื่อสัมผัสเส้นทางภูเขาและทะเล ชุมชนที่มีเอกลักษณ์ และแหล่งรวมอาหารเลิศรสด้วยตนเอง เพื่อนำประสบการณ์ตรงมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดไทย และร่วมกันเปิดมิติใหม่ให้กับการท่องเที่ยวของทั้งสองพื้นที่สืบไป