เจาะสนามเลือกตั้งพิจิตรเขต 2 “ภูดิท อินสุวรรณ์”พรรคเพื่อไทยปรากฏการณ์ หัวใจที่ใหญ่กว่าคำว่า “บ้านใหญ่”

สนามการเลือกตั้งพิจิตรเขต 2 ที่ประกอบไปด้วย อ.สากเหล็ก  อ.วังทรายพูน อ.ตะพานหิน อ.ทับคล้อ อ.ดงเจริญ ที่แม้นว่าขณะนี้อุณหภูมิอากาศในพื้นที่จะหนาวเย็น แต่ตรงกันข้ามกับอุณหภูมิทางการเมืองกับร้อนระอุ สนามการแข่งขัน 4 พรรคใหญ่ และผู้สมัครแข่งขันที่รวม7พรรคใหญ่- กลาง –เล็ก ที่ต่างลงพื้นที่หาเสียงกันในหลายรูปแบบแต่ในสมรภูมิที่ดุเดือด

ไฟสปอตไลท์การเมืองกับฉายส่องจับตามองไปที่ “นายภูดิท อินสุวรรณ์” ผู้สมัคร ส.ส. เบอร์ 1 จากพรรคเพื่อไทย ที่กำลังฉายแสงเจิดจ้าดุจดาวฤกษ์เพราะนี่คือนักการเมืองที่ชาวบ้านสัมผัสได้ด้วย “ใจ” ไม่ใช่เพียงแค่ป้ายโฆษณา “ภูดิท” ไม่ใช่ “บ้านใหญ่” แต่คือคน “หัวใจใหญ่” ที่พร้อมทำงานเพื่อคนพิจิตร หลายคนอาจพูดถึงตระกูลการเมืองหรือ “บ้านใหญ่” ที่มีอิทธิพลในคืนวันหมาหอน 

แต่สำหรับ “ภูดิท อินสุวรรณ์” วันนี้ขอพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า บารมีที่แท้จริงไม่ได้มาจากการสืบทอดอำนาจ แต่มาจากการ “สืบทอดความเดือดร้อนของชาวบ้านมาไว้ที่ตัวเอง” ภูดิทอาจไม่มีรั้วบ้านที่สูงตระหง่าน แต่เขามีหัวใจที่ใหญ่คับเมือง หัวใจที่บรรจุความจริงใจเอาไว้เต็มเปี่ยม พร้อมที่จะลุยแทนชาวบ้านในทุกย่างก้าว

อดีตคือผลงาน อนาคตคือความกินดีอยู่ดีทุกเวทีปราศรัยย่อยที่จัดขึ้น ไม่ใช่แค่การขายฝัน แต่คือการ “เล่าความจริง” จากผลงานในอดีตที่ประจักษ์ชัด ผนวกกับนโยบายของ “พรรคเพื่อไทย” ที่ขึ้นชื่อว่า “พูดแล้วทำได้จริง” นายภูดิท เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย พิจิตร เขต 2 วันนี้เดินหน้าชี้แจงแนวทางแก้ไขปัญหาปากท้องอย่างเป็นรูปธรรม ยิ่งเดินเพื่อนยิ่งเยอะ ยิ่งพบประปราศรัยความศรัทธายิ่งเพิ่มทวีคูณ เพราะชาวบ้านรู้ดีว่านักการเมืองที่อยู่เคียงข้างในยามยาก

คือนักการเมืองที่ควรค่าแก่การมอบคะแนนเสียงให้ ศักดิ์ศรีของชาวพิจิตรจะเลือกใครต้องฟังเลียงของหัวใจตนเองอย่าให้ใครมาตราหน้าว่าเป็น “หมา” เพราะฟังเสียงคืนหมาหอนหวังแทะเศษกระดูกรอกินอาหารเม็ดจากนักการเมืองบางคนที่มุ่งแต่จะซื้อเสียงและไม่เคยฟังเสียงประชาชน ถ้าชาวพิจิตรเขต 2 ได้ผู้แทนแบบนี้มาก็คงไม่เกิดประโยชน์กับชาติบ้านเมือง ดังนั้นช่วงนี้ต้องฟังต้องคิดให้ดีว่าจะเลือกใคร

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันชี้ชะตาอนาคตชาติบ้านเมืองว่าอีก 4 ปีข้าวหน้าจะไปในทิศทางใด น้ำไหล ไฟสว่างทางดี ราคาพืชผลการเกษตร ค่าแรงขั้นต่ำเศรษฐกิจการส่งออกและอื่นๆ อีกหลายเรื่องล้วนต้องใช้การผลักดัน ส.ส.ที่ไปนั่งอยู่ในสภา “ภูดิท อินสุวรรณ์” จึงเป็นดาวเด่นอีกดวงหนึ่งที่น่าลองน่าเลือกของชาวพิจิตรเขต 2 ในช่วงนี้ดังกล่าวอีกด้วย

ทีมข่าวการเมืองภาคเหนือ

‘มโนยนต์’ เสริมแกร่ง เข้าถือหุ้น ‘บอร์เนียว’ 100% ตั้งเป้า 5 ปี โต 60% สร้างรายได้ 5,000 ล้านบาท

‘กลุ่มบริษัทมโนยนต์’ โดย ดร.ปรเมศร์ ลี้โกมลชัย กรรมการบริหาร ผู้ผลิต ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอะไหล่ยานยนต์ทดแทน ร่วมกับ ‘บอร์เนียว’ โดย นายรัฐา อุรุโสภณ กรรมการผู้จัดการ จัดงาน “Borneo Elevate Together พลังขับเคลื่อน เติบโตยกระดับ” ในวันพุธที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 10:00 น. ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูมชั้น 1 โรงแรมดุสิตธานี เพื่อแถลงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์องค์กร ตอกย้ำบอร์เนียว ด้านความเป็นผู้นำด้านอุปกรณ์ยานยนต์ และสินค้าวัสดุอุตสาหกรรม หลังยกระดับศักยภาพธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นภายใต้พลังจากกลุ่มบริษัทมโนยนต์ สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและลูกค้าทั่วประเทศ ร่วมผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต พร้อมสร้างความแข็งแกร่ง ด้วยการยกระดับ ‘Value Chain’ เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยโมเดลที่แตกต่าง เตรียมขยายตลาดใหม่ทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดร.ปรเมศร์ ลี้โกมลชัย กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทมโนยนต์ กล่าวว่า บริษัท มโนยนต์ชัย จำกัด เป็นบริษัทแรกในกลุ่มธุรกิจการค้าของกลุ่มบริษัทมโนยนต์ สร้างชื่อจากการดำเนินธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ทดแทนตั้งแต่ปี 2509 ด้วยการร่วมทุนกับผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์แท้จากประเทศญี่ปุ่น กลุ่มบริษัทมโนยนต์จึงมีขีดความสามารถในการจัดหาแหล่งผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์แท้ หรือเทียบเท่าจากผู้ผลิตโดยตรงทั้งในและต่างประเทศ พร้อมด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์
ทำให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เหตุผลที่กลุ่มบริษัทมโนยนต์ตัดสินใจลงทุนด้วยสัดส่วน 100% ในบอร์เนียว เพราะเล็งเห็นถึงศักยภาพของโมเดลธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตต่อไปได้ จากเดิมที่กลุ่มบริษัทมโนยนต์ถือหุ้นสัดส่วน 34% ปัจจุบันถือหุ้นสัดส่วน 100% โดยสิ่งที่เป็นจุดแข็งของบอร์เนียว คือการเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์และสินค้าวัสดุอุตสาหกรรมที่ไม่เหมือนใคร ไม่ได้ขายเพียงสินค้าแต่ยังเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงผู้เล่นหลากหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน พลังความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทมโนยนต์และบอร์เนียวในครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่ง-ต่อยอดธุรกิจให้เติบโตรุดหน้าได้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายรัฐา อุรุโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ความโดดเด่นของบอร์เนียวมีหลายประการ สำคัญที่สุด คือความ ‘Unique’ บอร์เนียวไม่ได้ดำเนินธุรกิจแบบซื้อมาขายไปเท่านั้น แต่ยังมีจุดแข็งครบทั้งห่วงโซ่ ทำให้ ‘บอร์เนียว’ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างโดดเด่น ตั้งแต่ฐานลูกค้ากว่า 20,000 ราย ตราสินค้าเกือบ 40 แบรนด์ พนักงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการกว่า 500 คน กิจกรรมการตลาดทุกรูปแบบ คลังสินค้าที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ 10 แห่ง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดอุดรธานี จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดราชบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสงขลา จังหวัดปทุมธานี และสำนักงานใหญ่ รวมถึงการใช้ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ในการบริหารจัดการ ทำให้ข้อมูลในองค์กรเป็นหนึ่งเดียวกัน ช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย ครบถ้วน

“วิสัยทัศน์และทิศทางธุรกิจปี 2026 ของบอร์เนียวภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มบริษัทมโนยนต์ คือการเป็นผู้นำ

ในธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์และสินค้าวัสดุอุตสาหกรรม ซึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้กลุ่มบริษัทมโนยนต์ประสบความสำเร็จ คือ ความเข้าใจ Value Chain ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และเชื่อมโยงผู้เล่นทั้งระบบเข้าด้วยกัน ส่วนบอร์เนียวมี
ความ Unique เฉพาะตัวที่แข็งแรง ด้วยประสบการณ์การทำธุรกิจในไทยมากกว่า 170 ปี จากบริษัทที่มีความเป็นสากล

พัฒนาไม่หยุดนิ่ง คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การลงทุนครั้งนี้ ยกระดับการทำงานไปอีกขั้น การมีบอร์เนียวเข้ามาช่วยเติมเต็มให้กลุ่มบริษัทมโนยนต์ ครบถ้วนสมบูรณ์แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงบอร์เนียวเองก็จะมีความแข็งแกร่งทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้นไปอีกด้วย ทิศทางธุรกิจหลังจากนี้ นอกจากจะต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ และใช้ประโยชน์จากความสามารถในการจัดหาและคัดเลือกสินค้า ในอนาคตบอร์เนียวยังตั้งเป้าเพิ่ม ‘Product Pillar’ อีก 1 กลุ่ม โดยจะวางเป็นหนึ่งในแกนธุรกิจหลัก
เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับหมวดหมู่สินค้าและบริการ รองรับความต้องการของลูกค้าได้หลายกลุ่ม เติมเต็มช่องว่างในตลาด ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ครบวงจร ทั้งยังช่วย
เสริมภาพลักษณ์ให้ทันสมัย สามารถแข่งขันในระยะยาวได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ ‘New Revenue Stream’ หรือการสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่ ทำให้สินค้าและบริการขององค์กรทั้งระบบสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดขององค์กร คือการเป็นผู้นำในธุรกิจอุปกรณ์ยานยนต์ โดยในปี 2568 ‘บอร์เนียว มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ตั้งเป้าการเติบโตหลังผนึกกำลังร่วมกันอีก 60% จะมีรายได้ราว 5,000 ล้านบาทภายใน 5 ปีข้างหน้า และในปี 2569 มีแผนเพิ่มเติมสินค้าใหม่อีก 5 แบรนด์ ในกลุ่มสินค้าและบริการทั้ง 2 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ และวัสดุอุตสาหกรรม “ด้วยการผสานจุดแข็ง ทั้งฐานลูกค้า คู่ค้า สินทรัพย์เดิม และความสามารถในการจัดหาสินค้าองค์กรจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ครบวงจรยิ่งขึ้น เพิ่มความครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรมขยายสู่ตลาดใหม่ทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มมโนยนต์และบอร์เนียวต้องการสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าและคู่ค้า เพื่อการเติบโตของผลกำไรในระยะยาวอย่างยั่งยืน”

#กลุ่มบริษัทมโนยนต์

ตชด.รวบเครือข่ายค้ายาข้ามชาติที่นครพนม ยึดไอซ์เกือบครึ่งตัน พร้อมผู้ต้องหา 4 ราย

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมด้วย พล.ต.มงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี (ตัวแทนส่วนสกัดกั้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน หน่วยบัญชาการสารสกัดกั้น สารตั้งต้น 

และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ นบ.ยส.24) พล.ต.ต.ปกปภพ บดีพิทักษ์ รอง ผบช.ตชด  , พล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผบก.ตชด.ภาค 2 ,พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม. พ.ต.อ.คณิต กลิ่นศรีสุข รอง ผบก.ตชด.ภาค 2 , ว่าที่ พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา ผกก.ตชด.23 , พ.ต.ท.บุญเลิศ วิเศษชาติ รอง ผกก.ตชด.23  รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย พร้อมของกลางยาไอซ์น้ำหนักรวมกว่า 480 กิโลกรัม

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการขยายผลของชุดปราบปรามยาเสพติด ร้อย ตชด.236 ที่เคยจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย พร้อมยาไอซ์จำนวน 490 กิโลกรัม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายการค้ายาเสพติดข้ามชาติของ นาย ก. (นามสมมุติ) ราษฎรบ้านกุดข้าวปุ้น ตำบลขามเต่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด ร้อย ตชด.236 ได้ติดตามและสืบสวนเครือข่ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จนทราบว่ากลุ่มของ นาย ก. (นามสมมุติ) จะมีการลำเลียงยาเสพติดเข้ามาฝั่งประเทศไทยในคืนวันที่ 12-13 มกราคม 2569 จึงได้วางแผนจัดกำลังลงซุ่มในพื้นที่ตามแนวริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณบ้านชะโงม บ้านกุดข้าวปุ้น และบ้านขามเฒ่า

เวลาประมาณ 02.00 น. เจ้าหน้าที่พบรถต้องสงสัยขับลงไปบริเวณริมแม่น้ำโขง ใกล้ศาลปู่ตา บ้านชะโงม ต่อมาเวลาประมาณ 02.13 น. รถต้องสงสัยได้ขับกลับมายังถนนหมายเลข 212 มุ่งหน้าเข้าอำเภอเมืองนครพนม เจ้าหน้าที่จึงได้สะกดรอยติดตามไปจนกระทั่งรถเลี้ยวเข้าบ้านพักแห่งหนึ่งในบ้านหนองจันทร์ ตำบลท่าค้อ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวเข้าทำการตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 4 ราย พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวนประมาณ 10 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 480 กิโลกรัม พร้อมอาวุธปืนพกสั้นไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนขนาด .380 จำนวน 2 นัด รถยนต์ 2 คัน และรถจักรยานยนต์ 1 คัน

ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติด อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ” และ “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต”

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย พร้อมของกลางทั้งหมด มาที่ทำการกองร้อย ตชด.236 เพื่อทำการสอบสวนเบื้องต้นขยายผลกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดต่อไป

.

เจาะลึกมวยคู่เอกเขต 2 ปทุมธานี ใครคือตัวจริงบนเวทีการเมือง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเมืองปทุมธานีสะท้อนภาพเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน จากเดิมที่ “บ้านใหญ่” และพรรคการเมืองกระแสหลักถือเข็มขัดแชมป์ต่อเนื่องหลายสมัย กระทั่งการเลือกตั้งรอบล่าสุดที่พรรคแนวคิดใหม่ในนาม “พรรคประชาชน” สามารถเจาะเกราะป้องกันและคว้าเก้าอี้ไปครองหลายเขต ทำให้สมดุลอำนาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

การเลือกตั้งปี 2569 จึงเปรียบเหมือน “ไฟต์ล้างตา” ของหลายตระกูลการเมืองดังในจังหวัดปทุมธานี  ในมุมของ “มวยบ้านใหญ่” พรรคเพื่อไทย ส่ง“เต๋า” ศุภชัย นพขำ เบอร์ 1 อดีต สส.ปทุมธานี ขึ้นชกในฐานะผู้ทวงเข็มขัดคืน “มวยบ้านสามโคก” พรรคภูมิใจไทยส่ง ชิดชนก พวงเพ็ชร์ เบอร์ 7 ลงชิงชัย ฝั่ง “มวยกระแส” พรรคประชาชนส่ง วรชิต จันทร์แบบ เบอร์ 2 ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในสนามเขต 2และคงเป็นการขับเคี่ยวกันแค่ 3 เบอร์นี้เท่านั้นเอง

น่าจับตาที่สุดคงเป็นเขตเลือกตั้งที่ 2 เป็นการแข่งขันระหว่างตัวแทน 2 บ้านใหญ่จากที่เคยเป็นมิตรกัน ศึกครั้งนี้ต้องมาห้ำหั่นกันเองระหว่าง “ค่ายชาญ พวงเพ็ชร์” ปะทะบ้านใหญ่ค่ายนายกแป๊ะ “ป.นำโชค” ลุงชาญส่งลูกสาว ชิดชนก พวงเพ็ชร์ สวมเสื้อน้ำเงิน ท้าชน “เต๋า” ศุภชัย นพขำ อดีต สส.ปทุมธานี ค่ายสีแดง นอกจากนี้ยังมีแชมป์เก่าค่ายสีส้มส่ง วรชิต จันทร์แบบ (เปา) อดีตผู้สมัคร ส.อบจ.ปทุมฯ เขต อ.สามโคก มาแทน เจษฎา ดนตรีเสนาะ อดีต สส.เขต 2 ที่ย้ายไปลงเขต1 มาร่วมวงในศึกครั้งนี้ด้วย โดยเขต 2 ประกอบด้วย อ.สามโคก และ อ.เมืองปทุมธานี (เฉพาะ ต.บางปรอก ต.บ้านกระแชง ต.บางพูด ต.บ้านกลาง ต.สวนพริกไทย ต.บางพูน และ ต.บางกระดี)

เขตเลือกตั้งที่ 2 ปทุมธานี ชาญ พวงเพ็ชร์ ครั้งนี้ถอดเสื้อสีแดงกลับมาใส่เสื้อสีน้ำเงินอีกครั้ง มาครั้งนี้ หมายมั่นปั้นมือ ส่งลูกสาวสุดเลิฟ ชิดชนก พวงเพ็ชร์ ลงชิงชัย เพราะการแบ่งเขตเลือกตั้งในครั้งนี้ มันเข้าทาง บ้านใหญ่สามโคก ที่มีอำเภอสามโคกทั้งอำเภอ แถมมี 2 สจ.ในมือคือ  ศริญญกรณ์ พวงเพ็ชร์ ลูกสาวคนรอง และโนรีย์ นิยมแก้ว เป็นฐานเสียงใน อ.สามโคกอีก ยิ่งทำให้มั่นใจว่า อำเภอสามโคกคะแนนเสียงไม่เป็นรองใคร

แต่อย่ามองข้าม วรชิต จันทร์แบบ ผู้สมัครค่ายสีส้ม ก็เป็นลูกหลานชาวสามโคกเหมือนกัน เป็นลูกชายอดีตคนสนิทลุงชาญใจดี ที่ผ่านมาในการลง ส.อบจ เขตอำเภอสามโคก ผลคะแนนก็ไม่ได้ขี้เหร่ เข้าถึงชาวบ้านแบบเดินเคาะประตูบ้านเลยทีเดียว แถมกระแสพรรคตามโพลต่างๆก็ดีอีกด้วย คงไม่ง่ายที่ลุงชาญจะกำคะแนนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ข้ามมาฝั่งบ้านใหญ่เมืองปทุมฯคนเมืองปทุมรู้จัก บ้านใหญ่ “ป.นำโชค” คือสายัณ นพขำหรือ “นายกแป๊ะ”อดีตนายก อบต.บ้านกลาง มาหลายสมัย เรื่องสรรพกำลังและกระสุนดินปืนเป็นที่รู้กันว่า ตระกูล”นพขำ” ไม่เป็นรองใคร และในศึกครั้งนี้ นักการเมืองท้องถิ่นกำนันผู้ใหญ่บ้านเทใจรวมตัวกันให้การสนับสนุน “เต๋า” ศุภชัย นพขำ กันอย่างเต็มที่ และด้วยสโลแกน “ราชสีห์เมืองปทุม” ไม่พูดให้ฟัง แต่จะทำให้ดู จนทำให้เต๋า ศุภชัย เป็นขวัญใจวัยรุ่นเมืองปทุมไปค่อนเมือง ด้วยความที่เป็นคนใจถึงพึ่งได้ อ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้มีแม่ยกทุกวัยที่ยังรักและเอ็นดู เต๋า ศุภชัย มากทั้งเขตอำเภอสามโคกและเขตอำเภอเมืองปทุมธานี

ศึกเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 2 ในครั้งนี้มองดูองค์ประกอบหลายๆด้านแล้ว น้ำหนักเทไปยัง บ้านใหญ่ ป.นำโชค เพราะคู่แข่งทั้ง 2 คน เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ของปทุมธานี ด้วยความเชี่ยวการทำการเมืองแล้ว เต๋า ศุภชัย ยังเป็นต่ออยู่หลายขุมในเรื่องของตัวบุคคล และพรรคเพื่อไทยคงกำชับให้ สุรพงษ์ อึ้งอำพรวิไล ผู้สมัคร เขต 1 ปทุมธานี ซึ่งมีฐานเสียงในเขตอำเภอสามโคก สนับสนุน เต๋า ศุภชัย ประกอบกับในทางลึก พล.ต.ท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก.อบจ.ปทุมธานี ต้องเทใจให้กับหลานเต๋า ศุภชัย อย่างแน่นอน เพราะต้องการสกัด บ้านใหญ่สามโคก ให้ไปไม่ถึงฝัน ในการเลือกตั้งในครั้งนี้

โดยครั้งนี้ เต๋า ศุภชัย นพขำ ลงพื้นที่ทำการเมืองอย่างต่อเนื่องชูนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนทุกระดับ อาทิ ล้างหนี้ประชาชน, หวยเกษียณ, ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30 %, ลดค่าไฟ 3.70 บาท, บ้านเพื่อคนไทย,รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อไทยทำได้ ประกอบกับคะแนนนิยมที่สูงขึ้นของดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ทำให้ฐานเสียงพรรคเพื่อไทยแข็งแกร่งและเรตติ้งพุ่งกระฉูด ทำให้ เต๋า ศุภชัย นพขำ มีโอกาสมากที่จะทวงแชมป์คืนสำเร็จ

ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองหากแต่เป็นการประลองยุทธ์ระหว่าง “ทุนทางการเมืองเดิม” กับ “การเมืองกระแสใหม่” บนกติกาเดียวกัน คือคะแนนเสียงของประชาชน เปรียบเสมือนกรรมการให้คะแนนรอบเวที ซึ่งพร้อมจะชูมือให้ผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าทำงานจริง เข้าใจพื้นที่จริง และตอบโจทย์อนาคตจังหวัดปทุมธานีได้ชัดเจนที่สุด

พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา ปทุมธานี

.

ซ้ำซาก!เครนถล่มพระราม 2 สมุทรสาคร เสียชีวิต 2 ศพ เร่งตรวจสอบสาเหตุ

เกิดเหตุเครนถล่มพระราม 2 สมุทรสาคร เสียชีวิต 2 ศพ เจ้าหน้าที่ปิดการจราจรเพื่อความปลอดภัย พร้อมเร่งตรวจสอบสาเหตุ

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 09.15 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เกิดเหตุเครนก่อสร้างโครงการทางด่วนถล่มบนถนนพระราม 2 พื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ใช้เส้นทางในช่วงเช้าเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณก่อนขึ้นสะพานท่าจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างโครงสร้างทางยกระดับ เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ ยังไม่ทราบจำนวนผู้บาดเจ็บ โดยหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าควบคุมพื้นที่ทันที พร้อมปิดการจราจรบางช่องทางเพื่อความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่สัญจรผ่าน

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุของการถล่ม รวมถึงโครงสร้างเครนและมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้าง โดยจะมีการรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป.

..

ญาติโยมเศร้า!ไฟเผาศาลาไม้สัก 70 ปีวัดตะโกหลวงพ่อรวยมรดกศิลป์ลพบุรีวอดเสียหายกว่า 10 ล้าน

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 14 มกราคม เกิดเหตุเพลิงไหม้ ศาลาการเปรียญ วัดตะโก ตำบลโก่งธนู อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ส่งผลให้ศาสนสถานสำคัญซึ่งก่อสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง ถูกเพลิงเผาผลาญจนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

หลังเกิดเหตุ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย พระธรรมวชิรสุนทร เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ว่าที่ร้อยตรีทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ศาลาการเปรียญหลังดังกล่าวเป็นอาคารไม้สัก 2 ชั้น สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 และมีการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2545 ภายในประดิษฐาน ธรรมมาสลายโบราณสมัยรัชกาลที่ 6 รวมถึงพระพุทธรูปและโบราณวัตถุทางศาสนาจำนวนมาก ซึ่งถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด

เจ้าหน้าที่ระดมรถดับเพลิงจากหน่วยงานในพื้นที่ใกล้เคียงรวม 18 คัน ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในวงจำกัด เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ความเสียหายประเมินในเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุ ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้า เพื่อรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดลพบุรีเข้าตรวจสอบหาสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้อย่างละเอียดต่อไป

วัดสมอส่งมอบโบราณวัตถุพันปีให้กับสำนักศิลปากรที่10โคราชถอดรหัสวิถีชีวิตบรรพบุรุษบ้านแท่น

อำเภอบ้านแท่น, จังหวัดชัยภูมิ – ปลุกตำนานอารยธรรมที่ซ่อนเร้น! ชาวบ้านและทางวัดในพื้นที่อำเภอบ้านแท่น ร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการส่งมอบวัตถุโบราณล้ำค่าให้แก่สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เพื่อเร่งอนุรักษ์และถอดรหัสวิถีชีวิตบรรพบุรุษ ก่อนที่ร่องรอยทางประวัติศาสตร์จะเลือนหายไป

ย้อนกลับไปหลายปีก่อน มีการขุดพบกลุ่มโบราณวัตถุโดยบังเอิญในพื้นที่อำเภอบ้านแท่น แม้กาลเวลาจะทำให้ผู้ขุดค้นกระจัดกระจายย้ายถิ่นฐานไป แต่ “สมบัติของชาติ” เหล่านี้ยังคงถูกส่งต่อจากวัดหนึ่งสู่อีกวัดหนึ่ง จนกระทั่งมาถึง วัดสมอ บ้านหนองบัว ต.บ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งทางเจ้าอาวาสเล็งเห็นถึงคุณค่าที่ไม่ควรถูกเก็บไว้เพียงลำพัง จึงประสานกรมศิลปากรเข้าตรวจสอบทันที

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบโบราณวัตถุสำคัญ อาทิ อุปกรณ์ปั้นหม้อโบราณ, ที่บดยา และหม้อดินเผาจำนวนมาก ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นดีที่สะท้อนถึงอารยธรรมการกินอยู่และภูมิปัญญาด้านเวชกรรมของผู้คนในอดีตที่เคยรุ่งเรืองบนผืนดินแห่งนี้

เป็นที่น่าเสียดายว่า ในอดีตพื้นที่บ้านแท่นเคยพบโบราณวัตถุจำนวนมาก แต่ขาดการจัดการที่เป็นระบบ ทำให้มรดกหลายชิ้นต้องชำรุด สูญหาย หรือถูกทับถมจากการขยายตัวของชุมชน การส่งมอบในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การคืนของให้รัฐ แต่คือการ “กอบกู้อัตลักษณ์” ของชาวบ้านแท่นให้กลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง

“นี่คือจุดเริ่มต้นของการค้นหาอารยธรรมบ้านแท่นที่สาบสูญ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง” ตัวแทนชุมชนกล่าวทิ้งท้าย

.

สหรัฐฯ เตรียมระงับออกวีซ่าให้ 75 ชาติรวมไทย เพื่อปรับปรุงมาตรการคัดกรองผู้เป็นภาระต่อรัฐ เริ่ม 21 ม.ค.

สหรัฐอเมริกา เตรียมระงับการพิจารณาออกวีซ่าให้ 75 ชาติ รวมถึงโซมาเลีย รัสเซีย อิหร่าน อัฟกานิสถาน บราซิล ไนจีเรีย และไทย เริ่ม 21 ม.ค.นี้ เพื่อปรับมาตรการคัดกรอง “ผู้เป็นภาระต่อรัฐ” ไม่ให้เข้าประเทศ

เมื่อวันที่ 14 ม.ค.2569 สำนักข่าวฟอกซ์นิวส์ รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศระงับการดำเนินการออกวีซ่าให้ผู้คนจาก 75 ประเทศ เพื่อปรับปรุงขั้นตอนที่เข้มงวดต่อผู้ยื่นขอวีซ่าที่ถูกประเมินว่าอาจกลายเป็นภาระต่อรัฐ (public charge)

บันทึกภายในของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่ง Fox News Digital เป็นสื่อแรกที่ได้รับข้อมูล ระบุให้เจ้าหน้าที่กงสุลปฏิเสธการออกวีซ่าภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ ขณะเดียวกันกระทรวงจะทบทวนกระบวนการตรวจสอบและคัดกรองผู้ขอวีซ่าใหม่

ประเทศที่อยู่ในข่ายดังกล่าว ได้แก่ โซมาเลีย รัสเซีย อัฟกานิสถาน บราซิล อิหร่าน อิรัก อียิปต์ ไนจีเรีย ไทย เยเมน และประเทศอื่น ๆ อีกจำนวนมาก

การระงับจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.นี้ โดยไม่มีกำหนด จนกว่ากระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการทบทวนกระบวนการพิจารณาวีซ่าแล้วเสร็จ

‘อนุทิน’ ฟาดเดือดรฟท.เยียวยาผู้เสียชีวิตเครนถล่มทับรถไฟแค่ 8 หมื่น ลั่นต้องหลักล้าน

นายกฯ อนุทิน ลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุเครนมรณะ หล่นใส่ขบวนรถไฟ ส่งผลมีผู้เสียชีวิต – บาดเจ็บจำนวนมาก รับปากญาติผู้สูญหาย เร่งค้นหาให้เร็วที่สุด จี้ คปภ. – รฟท. – บริษัทผู้รับจ้าง เยียวยาต้องหลักล้าน หลักหมื่นหลักแสนใครเป็นญาติก็คงไม่ยอม ขณะที่ “ผู้บริหารบริษัทดูแลการก่อสร้าง” ยอมรับความผิดพลาด พร้อมขอโทษทุกฝ่าย ยืนยันบริษัทเยียวยาเต็มที่

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุเครนโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง หล่นทับขบวนรถไฟโดยสาร ด่วนดีเซลรางปรับอากาศ ขบวนที่ 21 จากสถานีกรุงเทพอภิวัตน์ มุ่งหน้าสถานีอุบลราชธานี บริเวณทางรถไฟบ้านถนนคต ช่วงสถานีหนองน้ำขุ่น-สถานีสีคิ้ว ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก โดยมีนายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่า รฟท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรอรายงานความคืบหน้าของเหตุการณ์

ทันที่นายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงได้เดินเข้าไปพูดคุยพร้อมทั้งให้กำลังใจญาติของผู้สูญหายจากเหตุการณ์ จำนวน 3 ราย โดยนายกรัฐมนตรี ขอให้พักผ่อนก่อน ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่จะรีบดำเนินการให้ หากมีอะไรคืบหน้าจะรีบแจ้งให้ทราบทันที

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เดินดูบริเวณที่เกิดเหตุ บริเวณจุดที่เครนหล่นใส่ขบวนรถไฟ โดยเฉพาะรถไฟตู้ที่ 2 และ 3 ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก พร้อมทั้งสำรวจซากชิ้นส่วนของงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ตกลงมาบนรางรถไฟด้วย โดยระหว่างตรวจสอบพื้นที่ นายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงสัญญาการก่อสร้างว่าบริษัทใดเป็นผู้ควบคุมงาน และได้ถามหาผู้ควบคุมงานเพื่อจะสอบถามถึงสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงความคืบหน้าล่าสุด ซึ่งทราบว่าขณะนี้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย และอยู่ระหว่างการค้นหา 3 ราย

ขณะที่ ผู้รับผิดชอบโครงการก่อสร้าง รายงานว่า สาเหตุเบื้องต้นที่ได้สอบถามจากผู้ปฏิบัติงานอยู่หน้างาน ทราบว่าตัวรับน้ำหนักเครนตรงกลางเกิดการทรุดตัวหรือเสียรูป ทำให้ตัวซัพพอร์ตหล่นลงจากตอม่อพอดีกับช่วงที่ขบวนรถไฟผ่านมาพอดี เครนซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 400 กว่าตัน จึงตกใส่บริเวณรถไฟตู้ที่ 2 และตู้ที่ 3 ดังนั้น ต้องใช้เครนขนาดใหญ่ 400-500 ตัน มาช่วยในการเคลื่อนย้าย

ด้าน ผู้ว่าฯ รฟท. กล่าวว่า รฟท. เร่งการสืบสวนสาเหตุ ซึ่ง รฟท.ตั้งคณะทำงานไว้อยู่แล้ว และอาจจะเชิญวิศวกรผู้ควบคุมงาน วิศวกรผู้รับจ้าง และผู้ดูแลโครงการ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการสืบสวนครั้งนี้ ตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 15 วัน ส่วนการเยียวยาเนื่องจากมีจำนวนผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยในส่วนของผู้เสียชีวิตรฟท.จะช่วยค่าปลงศพรายละ 40,000 บาท และเงินสมทบอีก 40,000 บาทเป็น 80,000 บาท ขณะที่เจ้าของโครงการมีประกันภัยโครงการเช็คเบื้องต้นวงเงินประกันภัยอยู่ที่ 50 ล้านบาทขณะนี้กำลังประสานงานกับทางผู้รับจ้างให้เร่งดำเนินการเยียวยาให้กับผู้บาดเจ็บต่อไป

ขณะที่ ผู้อำนวยการสำนักงานคปภ. จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า เรื่องของการประกันภัย สำนักงานคปภ. นครราชสีมา ได้ประสานกับบริษัทประกันภัยในการดูแลความเสียหายครั้งนี้ เบื้องต้น ผู้บริหารคปภ. บริษัทประกันภัย และบริษัท อิตาเลียนไทยฯ คุยกันว่าสำหรับผู้เสียชีวิตจะเยียวยาเบื้องต้น 150,000 บาท ซึ่งความเสียหายครั้งนี้เป็นความคุ้มครองบุคคลภายนอก 50 ล้านบาทต่อเหตุการณ์

ทำให้ นายกรัฐมนตรี หันมาพูดกับนายพิพัฒน์ ว่าแบบนี้คงไม่ได้ ก่อนบอกกับทางคปภ. ว่า ต้องเป็นหลักล้าน ซึ่งรฟท. จะต้องรีบประชุมบอร์ด และกำหนดทันทีว่าจะเยียวยาอย่างไร ซึ่งรฟท.เป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ดีๆผู้โดยสารมาใช้บริการสาธารณะ แล้วคุ้มครองความปลอดภัยเขาไม่ได้ แล้วจะเยียวยารายละ 40,000 บาท คงเป็นไปไม่ได้ เติมศูนย์อีกตัวยังไม่ได้เลย ดังนั้น รมว.คมนาคม จะต้องสั่งการให้มีการประชุมบอร์ด และต้องเยียวยา ส่วนรฟท. จะไปไล่เบี้ยกับบริษัทผู้รับจ้าง หรือบริษัทประกันก็ว่ากันไป แต่ให้ 80,000 บาทต่อราย มันเป็นไปไม่ได้ ใครเป็นญาติก็คงไม่ยอม

“มันไม่มีเบื้องต้น เบื้องท้ายแล้ว คนตายไป 30 คน ตายก็คือตายไม่มีเบื้องต้น เขาควรจะได้เท่าไร สืบสวนสอบสวนอย่างไรเขาก็ตายแล้ว มันไม่ใช่เบื้องต้น ตายแบบนี้จ่ายแสนนึง ตายแบบนี้จ่ายสองแสน แบบนี้คงไม่ใช่ คปภ.ต้องรักษาความสูญเสีย วันนี้ไม่ต้องพูดถึงทรัพย์สินของรฟท. ไม่ต้องพูดถึงทรัพย์สินของผู้รับจ้าง เอาเป็นว่าหนึ่งชีวิตต้องได้รับการเยียวยาจากประกันภัยอย่างน้อย 30 คน ต้องมีหลักล้านอยู่แล้ว จะต้องไฟท์ให้ ตรงนี้ไม่ต้องพิสูจน์แล้ว ผู้รับจ้างผิด 500 ล้านเปอร์เซ็นต์ อยู่แล้ว ผู้ควบคุมงานจะผิดด้วยหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ความรับผิดชอบเบื้องต้น ต้องอยู่ที่ผู้รับจ้างผู้รับเหมาในฐานะที่ทำงานไม่ดี“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

ขณะที่ นายวิเชียร รุ่งรุจิรัตน์ ผู้บริหารบริษัทฯ ที่กำกับดูแลโครงการก่อสร้าง กล่าวยอมรับความผิดพลาด และต้องขออภัยทุกท่านที่สร้างปัญหาให้ต้องเดือดร้อน ขออภัยผู้ที่ได้รับผลกระทบผู้เคราะห์ร้ายทุกท่าน รวมถึงรฟท.ที่เป็นผู้ว่าจ้าง สิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้ จะต้องเปิดเส้นทางให้รฟท.กลับมาใช้ทางได้เร็วที่สุด การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทุกท่านอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบของบริษัท ตามสัญญามีประกันวงเงินคุ้มครองอยู่ ส่วนอะไรที่เกินเลยจากการดูแลของประกันภัย ทางบริษัทจะรับดูแลโดยแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่

และขอแสดงความเสียใจขอโทษผู้ได้รับผลกระทบ ผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บทุกท่าน ญาติของผู้ได้รับผลกระทบทุกท่าน ยอมรับว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น เราจะทำดีที่สุดเรื่องการเยียวยา แสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ คืนนี้ (14 ม.ค.) จะมีการจัดรถเครน 400 ตัน และ 500 ตัน ซึ่งเป็นเครื่องจักรหนักเข้ามาซึ่งจะมาถึงที่เกิดเหตุภายในคืนนี้ โดยจะเร่งทำงานทั้งวันทั้งคืน ตั้งเป้าว่าภายใน 3 วันจะเปิดใช้เส้นทางได้เหมือนเดิม

สืบ ตม.ไล่กวดสกัดจับทันควันแก๊งเมียนมาขนแรงงานต่างด้าวเต็มคันรถกว่า 50 ราย

ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม. สั่งการให้ กก.2 บก.สส.สตม. เร่งรัดปราบปรามการกระทำความผิดของคนต่างด้าวนั้น

 เจ้าหน้าที่สืบสวนกองกำกับการ 2 บก.สส.สตม. ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองทางด้านชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี จึงได้ทำการสืบสวนจนพิสูจน์ทราบเส้นทางการลักลอบพาคนต่างด้าวเข้ามาในประเทศ และได้ลงพื้นที่วางกำลังเพื่อจับกุม ในวันที่ 13 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 07.30 น. เจ้าหน้าที่พบรถต้องสงสัยเป็นลักษณะรถกระบะตู้ทึบ วิ่งด้วยความเร็วสูงเข้าตัวเมือง จึงได้ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด และได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบว่าคนขับคือ นายสมชาย สัญชาติเมียนมา บรรทุกแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ชายหญิง รวมทั้งสิ้น 51 ราย จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและทำการจับกุม สถานที่จับกุม ริมถนนแสงชูโต ต.ลาดหญ้า อ.เมืองกาญจนบุรี จว.กาญจนบุรี

 โดยกล่าวหาว่าผู้ต้องหาที่ 1 (คนขับรถ) “โดยรู้ว่าเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” (มาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522) ผู้ต้องหาที่ 2 – 52 “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” นำส่ง สภ.ลาดหญ้า ดำเนินคดี และจะได้สืบสวนขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไปไล่กวดพม่าบรรทุกแรงงานต่างด้าวเต็มคันรถกว่า 50 ราย สืบ ตม. สกัดจับทันควัน

ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม. สั่งการให้ กก.2 บก.สส.สตม. เร่งรัดปราบปรามการกระทำความผิดของคนต่างด้าวนั้น

 เจ้าหน้าที่สืบสวนกองกำกับการ 2 บก.สส.สตม. ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองทางด้านชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี จึงได้ทำการสืบสวนจนพิสูจน์ทราบเส้นทางการลักลอบพาคนต่างด้าวเข้ามาในประเทศ และได้ลงพื้นที่วางกำลังเพื่อจับกุม ในวันที่ 13 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 07.30 น. เจ้าหน้าที่พบรถต้องสงสัยเป็นลักษณะรถกระบะตู้ทึบ วิ่งด้วยความเร็วสูงเข้าตัวเมือง จึงได้ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด และได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบว่าคนขับคือ นายสมชาย สัญชาติเมียนมา บรรทุกแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ชายหญิง รวมทั้งสิ้น 51 ราย จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและทำการจับกุม สถานที่จับกุม ริมถนนแสงชูโต ต.ลาดหญ้า อ.เมืองกาญจนบุรี จว.กาญจนบุรี

 โดยกล่าวหาว่าผู้ต้องหาที่ 1 (คนขับรถ) “โดยรู้ว่าเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” (มาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522) ผู้ต้องหาที่ 2 – 52 “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” นำส่ง สภ.ลาดหญ้า ดำเนินคดี และจะได้สืบสวนขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

.