ปภ.ส่งทีมเผชิญเหตุพร้อมเครื่องจักรกลกู้เครนถล่มทับรถไฟที่สีคิ้วเร่งด่วน

ปภ.ส่งทีมเผชิญเหตุพร้อมเครื่องจักรกลช่วยเหลือกรณีเคลนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงตกทับรถไฟที่อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 69  กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 5 นครราชสีมา นำเจ้าหน้าที่ทีมเผชิญเหตุพร้อมด้วยเครื่องจักรกลสาธารณภัย ได้แก่ รถกู้ภัยอเนกประสงค์ รถกู้ภัยอาคารถล่ม รถบรรทุกน้ำดับเพลิง เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย

จากเหตุเครนที่ใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงตกทับโบกี้รถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี ที่บริเวณบ้านถนนคต ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการช่วยเหลือ และนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล

ขณะนี้รายงานล่าสุดในขบวนรถไฟดังกล่าวเสียชีวิต 22 ราย เจ็บ 55 ราย มาทั้งหมด190 คน ช่วงนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการค้นหาและให้การช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป

.

เครนก่อสร้าง ‘รถไฟรางคู่-โคราช’ หล่นทับรถไฟกรุงเทพฯ-อุบลฯ ผู้โดยสารดับ 22 ราย

นครราชสีมา-เกิดกิดเหตุเครนก่อสร้างรถไฟรางคู่ พื้นที่บ้านถนนคด หมู่ที่ 11 ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว หล่นลงมาทับขบวนรถไฟ กรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 22 ราย บาดเจ็บจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ได้รับแจ้งเหตุ เครนก่อสร้างโครงการรถไฟรางคู่ได้เกิดเหตุถล่มลงมาทับรถไฟ รถด่วนพิเศษขบวนที่ 21 กรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี บริเวณโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่บ้านถนนคด หมู่ที่ 11 ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา จึงรีบไปตรวจสอบพร้อมกู้ภัยพรหมธรรมสีคิ้ว ในที่เกิดเหตุ พบโบกี้รถไฟจำนวนสามตู้พังเสียหายยับเยิน โดยเฉพาะบริเวณตู้ที่สองเกิดไฟลุกท่วม

เบื้องต้น มีรายงานพบผู้เสียชีวิต 22 ราย และผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก รวมทั้งยังมีผู้ติดค้างภายในด้วย เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เร่งระดมช่วยเหลือผู้บาดเจ็บส่งกระจายตามโรงพยาบาลใกล้เคียง รวมทั้งจัดทีมชุดช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่ติดอยู่ในตู้รถโดยด่วน

ด้านผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งเปิดเผยว่า เห็นรถไฟขบวนดังกล่าวแล่นมาในจุดที่กำลังมีการก่อสร้างโครงการรถไฟรางคู่ จังหวะเครนที่ใช้ในการก่อสร้างเกิดชำรุด หล่นตกใส่ขบวนรถไฟที่กำลังแล่นมาพอดี ส่งผลให้รถไฟตกรางก่อนพลิกคว่ำริมทาง และมีไฟลุกท่วมบริเวณตู้รถไฟที่ 2 ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก.

.

เทศกาล อาหารอร่อย ไวน์รสชาติดี ช้อปสินค้าเกษตร กระตุ้นศก.เขาใหญ่-ปากช่อง

นครราชสีมา-ททท.ผนึกภาคเอกชนเตรียมจัดเทศกาล ชิมอาหารอร่อย ไวน์รสชาติดี ช้อปสินค้าเกษตร ในงานKhao Yai Food & Wine Festival Celebrating Korat Gl 2026 กระตุ้นท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเขาใหญ่-ปากช่อง คาดเม็ดเงินสะพัด 10 ล้านบาท

นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะหัวหน้างานฝั่งราชการ กล่าวถึงงาน Khao Yai Food & Wine Festival Celebrating Korat GI 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 มกราคมนี้ว่า  ปีที่แล้วเราจัดเป็นครั้งแรกถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ระดับหนึ่งในการทำให้คนรู้จักไวน์เขาใหญ่มากขึ้น

ส่วนปีนี้เราคาดหวังว่างานต้องไปถึงระดับนานาชาติ ตั้งเป้าให้คนต่างชาติรู้จักและมาเที่ยวเป็นประจำทุกปี เหมือนกับเทศกาลหลายๆ เทศกาลในต่างประเทศ เพราะเรามองว่าประเทศไทย โดยเฉพาะโคราช มีไวน์ชื่อดังหลายเจ้า จะทำอย่างไรที่จะชูเครื่องดื่มเราไประดับโลกได้ รวมถึงอาหารของโคราชก็มีหลากหลายเมนูที่มีคุณภาพและอร่อย

“โคราชเราต้องการขยายตลาด ถ้าเราทำสำเร็จเราจะได้นักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น เกิดการมาเที่ยวซ้ำ หรืออาจจะเกิดการลงทุนเพิ่มในพื้นที่ เราไม่อยากจัดแบบจุดพลุที่วูบเดียวก็ดับไป แต่เราอยากให้เกิดการลงทุน หรือการกลับมาเที่ยวซ้ำ รวมถึงจะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวขยายไปเที่ยวไปในเมืองอื่นๆ ของโคราชด้วย”

นายวิจิตร กล่าวว่า สำหรับนักท่องเที่ยว หรือ ผู้ที่สนใจ สามารถมาร่วมงาน Khao Yai Food & Wine Festival Celebrating Korat GI 2026 ระหว่างวันที่ 16-18 มกราคม ที่มิดวินเทอร์ โดยนอกจากจะมีกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับไวน์ ไม่ว่าจะเป็นการชิมไวน์จากไร่องุ่นต่างๆ การเวิร์กช้อปไวน์แล้ว ยังมีคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังมาร่วมโชว์  และร้านค้าร้านอาหารชื่อดังในจังหวัดนครราชสีมามาร่วมออกบูธอย่างคึกคัก รับรองว่าใครที่มางานนี้จะได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ๆ กลับไปอย่างแน่นอน

“ในปีนี้เราเลือกจัดที่มิดวินเทอร์ เพราะเป็นแม่เหล็กของเขาใหญ่ อีกทั้งในปีนี้เราได้ขยายสเกลงานให้ใหญ่ขึ้น ต้องการพื้นที่จัดงานกว้างขวางขึ้น รวมทั้งที่จอดรถที่เพียงพอและสะดวกสบายต่อผู้ที่เข้ามาร่วมงาน โดยในปีนี้จังหวัดมีความคาดหวังว่าจะมีเม็ดเงินกระจายในพื้นที่ราว 9-10 ล้านบาท ถือเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงต้นปี” นายวิจิตร กล่าว

.

ทหารสกัดจับเขมร 71 คนหนีความอดอยากลักลอบข้ามแดนจันทบุรีหวังหางานทำในไทย

จันทบุรี -จับชาวกัมพูชา 71 คน ทั้งชาย หญิง และเด็ก ลักลอบข้ามแดนพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน หนีความอดอยากมาหางานทำในไทย ตอกย้ำแรงกดดันจากความล้มเหลวภายในประเทศเพื่อนบ้าน

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า  กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและตรวจคนเข้าเมือง จับกุมแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย บริเวณชายแดนพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาได้จำนวน 71 ราย ประกอบด้วยชาย หญิง และเด็ก ซึ่งลักลอบเดินเท้าผ่านช่องทางธรรมชาติในเวลากลางคืน จากการสอบถามเบื้องต้นทราบว่าเกิดสภาวะอดอยากในประเทศ ทำให้ต้องดิ้นรนหลบหนีข้ามแดน สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากปัญหาภายในประเทศ ที่รัฐบาลยังไม่สามารถดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนได้

กองทัพเรือได้ควบคุมตัวผู้ถูกจับกุมตามหลักมนุษยธรรม และปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการตามกฎหมาย

กองทัพเรือยืนยันจะยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังตามแนวชายแดนด้านตะวันออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และลดผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ

ทลายบ่อนใหญ่กลางเมืองโคราช พบ 4 ชาวกัมพูชาเป็นเจ้ามือ ยึดเงินสด-ชิป กว่า 1.3 ล้านบาท

ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “Rose Garden รุกฆาต เซียนบ้านเอ็ง” ล็อกเป้า “บ่อนลับกลางเมืองโคราช” บุกปิดเกมอิทธิพล

นายกอนุทิน สั่งจัดระเบียบสังคม ปราบปรามบ่อนพนันเปิดท้าทายกฎหมาย สั่งการให้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายสิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสํานักอํานวยการกองอาสารักษาดินแดน นายศักดิ์ชัย โรจนรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง ให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เดินหน้าปราบปรามบ่อนการพนันและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ“Rose Garden รุกฆาต เซียนบ้านเอ็ง” เพื่อกวาดล้างแหล่งอบายมุขขนาดใหญ่ที่ฝังตัวอยู่ใจกลางเมือง และเป็นต้นตอของปัญหาอาชญากรรมและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

จากการร้องเรียนของประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์และกลุ่มข่าวท้องถิ่น พบว่าหลังจากมีการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา บ่อนที่เขมรปิดตัวลงเริ่มมีการลักลอบเปิดบ่อนการพนันขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่หนึ่งในนั้นคือบริเวณโรงแรมแห่งหนึ่ง ในตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนหนาแน่น แต่กลับถูกใช้เป็นฐานอบายมุขของผู้มีอิทธิพล บ่อนดังกล่าวมีนักพนันเข้าเล่นจำนวนมาก เนื่องจากสถานการณ์บ่อนในประเทศกัมพูชา และเมียนมาปิด เจ้ามือไทยจึงอาศัยช่วงดังกล่าวเปิดบ่อนในหลายพื้นที่

การสืบสวนเชิงลึกของพนักงานฝ่ายปกครองพบว่า บ่อนแห่งนี้มีการจัดระบบรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา มีการเข้าออก 2 เส้นทาง ใช้ประตูเหล็กเลื่อน การ์ดพกวิทยุสื่อสาร และการควบคุมด้วยกล้องวงจรปิดทุกจุด พร้อมทั้งมีการตรวจค้นร่างกายและยึดโทรศัพท์มือถือก่อนเข้าสู่พื้นที่เล่น เพื่อป้องกันการบันทึกภาพและการแทรกซึมของเจ้าหน้าที่รัฐ

ภายในอาคารถูกดัดแปลงเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ รองรับนักพนันจำนวนมาก มีการจัดให้เล่นการพนันหลายประเภท โดยเฉพาะ เสือมังกร และไฮโล มีเจ้ามือประจำโต๊ะ ควบคุมรอบการเล่น การรับแทงพร้อมจัดพื้นที่พักผ่อน ร้านอาหาร และจุดบริการต่าง ๆ เพื่อรองรับนักพนันให้ใช้เวลาอยู่ในบ่อนได้นาน สะท้อนถึงการดำเนินการในลักษณะ “บ่อนอิทธิพลเชิงพาณิชย์” อย่างชัดเจน

จากนั้น พนักงานฝ่ายปกครองได้แฝงตัวเข้าไปเป็นนักเล่น ทำการทดสอบการเล่นพนันประเภทเสือมังกร พบว่ามีการจัดให้มีการเล่นจริง มีเจ้ามือ มีระบบรับแทง และมีนักพนันเข้าร่วมจำนวนมาก ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 อย่างชัดเจน

จากพยานหลักฐานทั้งหมด จึงสรุปได้ว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นบ่อนการพนันผิดกฎหมาย มีการวางระบบเพื่อหลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย จึงได้เสนอแผนต่อผู้บังคับบัญชาเพื่ออนุมัติ ปฏิบัติการเชิงรุกเต็มรูปแบบ

วันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 20.00 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้วางกำลังและแผนปิดล้อมพื้นที่เป้าหมายทุกด้าน  และเส้นทางหลบหนี เพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ผลการดำเนินการ
– จับกุมนักพนันได้ทั้งสิ้น 85 คน  โดยมีเจ้ามือ 4 คน เป็นคนกัมพูชา ชาย 2 คน หญิง 2 คน ให้การว่ามีการจ่ายค่านายหน้าพาหลบหนีเข้าเมืองมา โดยไม่มีเอกสารใดๆ และยังมีนักพนันบางส่วนได้หนีการจับกุมออกทางช่องทางหลบหนีไปได้

– ยึดเงินของกลางได้ เป็นเงินสดประมาณ 833,560 บาท ชิปแทนเงินสด 400,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 1,233,560 บาท และพบหลักฐานทางบัญชียอดเงินเฉลี่ยวันละ 2 ล้านบาท (60 ล้านบาท/เดือน) และคาดว่ามีการคว้าเงินสดจำนวนหนึ่งหลบหนีไปด้วย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายจัดระเบียบสังคมและปราบปรามผู้มีอิทธิพลสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องมีความรอบรู้หลากหลาย ทันโลก เพื่อการเฝ้าระวังการกระทำความผิดทางกฎหมาย บ่อนการพนันถือได้ว่าเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของผู้บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญ และเป็นหนึ่งในภารกิจการจัดระเบียบสังคมด้วย 

ดังนั้น ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องมีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ทั้งการหาข่าว การสืบสวน การเข้าถึงแหล่งผู้กระทำความผิด แม้กระทั่งจะต้องแฝงตัวเข้าไปในวงสังคมของแหล่งผู้กระทำผิดกฎหมาย และจะต้องดำเนินกระบวนการทางกฎหมายอย่างรอบคอบและจริงจังด้วย

.

ฟุตซอลทีมชาติไทยซ้อมเข้มข้น เตรียมพร้อมลุยชิงแชมป์เอเชีย 2026 อินโดนีเซีย

ฟุตซอลชายทีมชาติไทย ลงฝึกซ้อมต่อเนื่อง ณ สนามฟุตซอล ชั้น 2 อาคาร FA Thailand  เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย 2026 รอบสุดท้าย (AFC Futsal Asian Cup 2026) ซึ่งจะทำการแข่งขันระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ประเทศอินโดนีเซีย

การฝึกซ้อมครั้งนี้ “โค้ชหมี” รักษ์พล สายเนตรงาม หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตซอลชายทีมชาติไทย นำทัพลงติวเข้ม โดยเน้นไปที่การลงรายละเอียดแทคติกทั้งเกมรุกและเกมรับ รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ภายในทีม ซึ่งใช้เวลา 2 ชั่วโมง

ก่อนการฝึกซ้อม “มินธาดา ภิรมย์อยู่” นักฟุตซอลชายทีมชาติไทย กล่าวว่า “รู้สึกดีครับที่ได้ซ้อมกับพี่ๆในทีม และโค้ชหมีด้วย ถือว่าได้เรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ บรรยากาศการซ้อมภายในทีมช่วงที่ผ่านมารู้สึกว่าซ้อมกันเข้มข้นมาก ตอนนี้ร่างกายฟิตเต็มร้อยครับ”

“ที่ผ่านมาการแข่งขันภายในทีมค่อนข้างสูง เพราะว่าทุกคนต้องเต็มที่เพื่อที่จะมีรายชื่อ 14 คนสุดท้ายครับ ซึ่งเป็นผลดีกับทีม ส่วนตัวผมต้องเต็มที่ในการเก็บตัวครั้งนี้เพื่อที่จะมีรายชื่อติดใน 14 คนสุดท้ายให้ได้ครับ สิ่งที่อยากจะโชว์ให้โค้ชหมีเห็นจะมีเคล็ดลับของตัวเอง และเรื่องการเดินหน้าบอลครับ”

“เพื่อนร่วมสายไม่ว่าจะเป็น คูเวต เวียดนาม  และเลบานอน เป็นทีมที่แข็งแกร่งเราต้องเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุดครับ ส่วนเป้าหมายในครั้งนี้คือต้องเข้ารอบชิงให้ได้ครับ ฝากแฟนๆฟุตซอลชาวไทยทุกคนให้เชียร์กันเยอะๆนะครับ”

สำหรับ ฟุตซอลชายทีมชาติไทย จะเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง ก่อนคัดเลือกผู้เล่นให้เหลือ 14 คนสุดท้าย เพื่อเตรียมออกเดินทางไปประเทศอินโดนีเซียในวันที่ 24 มกราคม 2569 ต่อไป

โปรแกรมของฟุตซอลชายทีมชาติไทย ในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย 2026 รอบแบ่งกลุ่ม มีดังนี้

#Matchday1 
 วันที่ 27 มกราคม 2569
🇹🇭 ไทย พบ เลบานอน 🇱🇧
 เวลา 13.00 น.
จาการ์ตา อินเตอร์เนชั่นแนล เวโลโดรม

#Matchday2
วันที่ 29 มกราคม 2569
🇰🇼 คูเวต พบ ไทย 🇹🇭
 เวลา 17.00 น.
 จาการ์ตา อินเตอร์เนชั่นแนล เวโลโดรม

#Matchday3
 วันที่ 31 มกราคม 2569
🇹🇭 ไทย พบ เวียดนาม 🇻🇳
 เวลา 15.00 น.
 อินโดนีเซีย อารีนา

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ฟุตซอลไทย #ฟุตซอลทีมชาติไทย #ฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย #AFCFutsalAsianCup2026

ตำรวจศรีสะเกษลุยกวาดล้างยาเสพติดรวบหนุ่มขุนหาญเอเย่นต์ค้ายาบ้ายึดของกลางเกือบ3หมื่นเม็ด

ตำรวจศรีสะเกษเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดรวบหนุ่มขุนหาญวัย 21 ปีมั่วยาบ้าทั้งเสพและจำหน่ายตรวจยึดได้ยานรก ร่วม”สามหมื่นเม็ด”(29,116 ) นำตัวมายัดกรงขังดำเนินคดี

พ.ต.อ.จุลฑะ จันทน ผกก.สภ.ขุนหาญ ได้รับรายงาน ว่ามีราษฏร์ตำบลพรานพัวพันกับยาเสพติด ภายหลังได้รับแจ้งจึงระดมเจ้าหน้าที่รีบรุดไปสถานที่รับแจ้งทันที พร้อมด้วย พ.ต.ท.สัตยา แย้มโสภา รอง ผกก.สส.สภ.ขุนหาญ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับ งานสืบสวน สภ.ขุนหาญ ประกอบด้วย พ.ต.ท.ชยาพล นามสุวรรณ เจ้าพนักงาน ป.ป.ส.  ด.ต.อุดมศักดิ์  ปรางศรี, ด.ต.บรรจง  ทรงประโคน,ด.ต.จตุรเดช พิมพ์อักษร,ด.ต.อมร ศิรินาม,ด.ต.ฐิติพงค์ จันคนา,จ.ส.ต.เกียรติคุณ ไชยสิทธิ์,ส.ต.ท.อรรณพ บุญอาจ ,ส.ต.ท.จักรกฤษ  มิ่งบุญ ,ส.ต.ต.ธนวัฒน์  มักสัน

ได้ร่วมทำการจับตัวนายตันติกร เทียมจิตรอายุ 21 ปี สัญชาติไทย เลขประจำตัวประชาชน 1-3392-00034-59-0 อยู่บ้านเลขที่ 124 หมู่ 8 ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมตรวจยึดน้ำปัสสาวะของนายตันติกร เทียมจิตร บรรจุในขวดพลาสติกใสจำนวน 1 ใบพร้อมด้วยของกลาง ของกลางรายการที่ 1 ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีส้มกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 390 เม็ด และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีเขียวกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 4 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกซิบล็อกสีน้ำเงิน จำนวน 2 ใบ 

โดยถุงพลาสติกซิบล็อกสีน้ำเงิน ใบที่ 1 บรรจุยาบ้าจำนวน 197 เม็ด และถุงพลาสติกซิบล็อกสีน้ำเงิน ใบที่ 2 บรรจุยาบ้าจำนวน 197 เม็ด ( รวมมียาบ้า จำนวน 394 เม็ด )ของกลางรายการที่ 2 โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายตันติกร เทียมจิตร ยี่ห้อ oppo รุ่น A18 สีฟ้า หมายเลขโทรศัพท์ 098-0744623 (AIS) IMEI1 :863178062156211 IMEI1 :863178062156203 จำนวน 1 เครื่อง

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แจ้งข้อหาว่า จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต,เป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

สถานที่จับกุม บริเวณถนนหน้าบ้านเลขที่ 57 บ.ม่วงแยก ม.6 ต.พราน อ.ขุนหาญ จว.ศรีสะเกษ นายวุฒิพงษ์ ศรีภักดิ์ อายุ 37 ปี สัญชาติไทย เลขประจำตัวประชาชน 1-3308-00134-12-1อยู่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 6 ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมตรวจยึดน้ำปัสสาวะของนายวุฒิพงษ์ ศรีภักดิ์ บรรจุในขวดพลาสติกใสจำนวน 1 ใบ พร้อมด้วยของกลาง (จากประสบการณ์ทำงานด้านยาเสพติดของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม พบว่าการแบ่งบรรจุจำนวนยาบ้ารายละเอียดดังนี้)

1.ยาบ้าจำนวน 10 เม็ด บรรจุอยู่ในหลอดพลาสติก เรียกว่า 1 แถว (มียาบ้า จำนวน 10 เม็ด) 

2.ยาบ้าจำนวน 1 ถุง มักประกอบไปด้วย ยาบ้าเม็ดสีแดง 196-202 เม็ด โดยจะมียาบ้าเม็ดสีเขียว จำนวน 1-2 เม็ด (เม็ดสีเขียวเรียกว่าตัวนับ มีไว้สำหรับประมาณการ จำนวนยาบ้าเม็ดสีแดง ) ดังนั้น ยาบ้า จำนวน 1 ถุง จะมียาบ้า ประมาณ 200 เม็ด รวมเม็ดสีเขียว

3.ยาบ้าจำนวน 10 ถุง จะรวมกันเรียกว่า 1 มัด ดังนั้นยาบ้า จำนวน 1 มัด จะมีจำนวนยาบ้า ประมาณ 2,000 เม็ด

4.ยาบ้าจำนวน 3 มัด จะรวมกันเรียกว่า 1 แพ็ค ดังนั้น ยาบ้าจำนวน 1 แพ็ค จะมีจำนวนยาบ้า ประมาณ 6,000 เม็ด 

การแบ่งบรรจุภัณฑ์ดังกล่าว เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจนับ ขนส่ง และจำหน่าย

ของกลางรายการที่ 1 ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีแดงกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 198 เม็ด และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีเขียวกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 2 เม็ด โดยบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกซิปล็อก สีน้ำเงิน จำนวน 5 ใบ ( บรรจุถุงละ 200 เม็ด) และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีแดงกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 116 เม็ด โดยบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกซิปล็อก สีน้ำเงิน จำนวน 1 ใบ (รวมมียาบ้าของกลางรายการที่1 จำนวน 1,116 เม็ด)

ของกลางรายการที่ 2 ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีแดงกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 198 เม็ด และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีเขียวกลมแบน มีอักษร A ประทับบนเม็ดหนึ่งด้านและ มีอักษร Y1 ประทับบนเม็ดอีกหนึ่งด้าน จำนวน 2 เม็ด โดยบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกซิปล็อก สีน้ำเงิน จำนวน 8 ใบ ( บรรจุถุงละ 200 เม็ด)  และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีแดงกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 198 เม็ด

และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีเขียวกลมแบน มีอักษร A ประทับบนเม็ดหนึ่งด้านและ มีอักษร Y1 ประทับบนเม็ดอีกหนึ่งด้าน จำนวน 2 เม็ด โดยบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกซิปล็อก สีชมพู จำนวน 2 ใบ ( บรรจุถุง 200 เม็ด)  และห่อหุ้มด้วยกระดาษสาอีก 1 ชั้น (รวมเป็น 1 มัด มียาบ้าประมาณ 2,000 บาท) โดยมียาบ้า จำนวน 3 มัด (รวมมียาบ้าของกลางรายการที่2 จำนวน 6,000 เม็ด)

ของกลางรายการที่ 3 ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีแดงกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 198 เม็ด และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีเขียวกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 2 เม็ด โดยบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกซิปล็อก สีน้ำเงิน จำนวน 10 ใบ ( บรรจุถุงละ 200 เม็ด)  ใบ และห่อหุ้มด้วยกระดาษสาอีก 1 ชั้น (รวมเป็น 1 มัด มียาบ้าประมาณ 2,000 เม็ด) มีจำนวน 2 มัด (รวมมียาบ้าของกลางรายการที่3 จำนวน 4,000 เม็ด)

ของกลางรายการที่ 4 ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีแดงกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 198 เม็ด และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีเขียวกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 2 เม็ด โดยบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกซิปล็อก สีน้ำเงิน จำนวน 10 ใบ ( บรรจุถุงละ 200 เม็ด)  โดยมีจำนวน 3 มัด และห่อหุ้มด้วยกระดาษสาและห่อหุ้มทับอีกชั้นด้วยกระดาษไข  (รวมเป็นยาบ้าจำนวน 3 มัด มียาบ้าประมาณ 6,000 เม็ด เป็นจำนวน 1 แพ็ค ) มีจำนวน 3 มัด (รวมมียาบ้า

ของกลางรายการที่4 จำนวน 12,000 เม็ด) (รวมมียาบ้าทั้งสิ้น 29,116 เม็ด)

ของกลางรายการที่ 5 อาวุธปืนรีวอลเวอร์ ไม่ทราบชนิด-ขนาด จำนวน 1 กระบอก

 ของกลางรายการที่ 6 โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายวุฒิพงษ์ ศรีภักดิ์ ยี่ห้อ oppo a6 สีทอง หมายเลขโทรศัพท์ 0655494382 (ais) หมายเลขอีมี่IMEI1:868924080497375, IMEI2: 868924080497367 จำนวน 1 เครื่อง

โดยกล่าวหาว่า จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต กระทำเพื่อการค้า อันเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน,มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

สถานที่จับกุม บริเวณบ้านเลขที่ 57  ม.6 ต.พราน อ.ขุนหาญ จว.ศรีสะเกษ และนางสาววิไลลักษณ์ ปิ่นมะณี  อายุ 22 ปี สัญชาติไทย เลขประจำตัวประชาชน 1-3392-00022-79-6 อยู่บ้านเลขที่ 182 หมู่ 4 ตำบลกระหวัน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมตรวจยึดน้ำปัสสาวะของนางสาววิไลลักษณ์ ปิ่นมะณี  บรรจุในขวดพลาสติกใสจำนวน 1 ใบ

พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ลักษณะชนิดเม็ดสีส้มกลมแบน มีอักษร wy ประทับบนเม็ดหนึ่งด้าน จำนวน 30 เม็ด โดยบรรจุอยู่ในกระปุกพลาสติก จำนวน 2 ใบ โดยบรรจุอยู่ในกระปุกพลาสติกสีน้ำตาล จำนวน 20 เม็ด และบรรจุอยู่ในกระปุกพลาสติกสีน้ำฟ้า จำนวน 10 เม็ด ( รวมมียาบ้าทั้งสิ้น จำนวน 30 เม็ด )โดยกล่าวหาว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

สถานที่จับกุม บริเวณบ้านเลขที่ 182 ม.4 ต.กระหวัน อ.ขุนหาญ จว.ศรีสะเกษ นำตัวผู้ต้องหา นำส่ง พงส.สภ.ขุนหาญบันทึกประจำวันดำเนินการ ตามกฎหมายต่อไป

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ตร.รุดช่วยนศ.ถูกหลอกว่าเอี่ยวคดีฟอกเงิน จับขัง-เรียกค่าไถ่ทิพย์จากผู้ปกครอง สูญเงินกว่า 1 ล.

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ช่วยเหลือนักศึกษาชายถูกหลอกว่าเอี่ยวคดีฟอกเงิน บังคับขังตัวในห้อง-เรียกค่าไถ่ทิพย์จากผู้ปกครอง สูญเงินกว่า 1 ล้านบาท
 
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดข้อมูลการเข้าช่วยเหลือเหยื่อ ในวันที่ 13 ม.ค.69 โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที

โดยเคสนี้ เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าตำรวจสภ.ปากคลองรังสิต ,สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ และบก.สส.ภ.1  เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นนักศึกษาชายที่อพาร์เมนท์แห่งหนึ่ง ในอ.เมืองจ.ปทุมธานี หลังผู้ปกครองเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สตึก จ.บุรีรัมย์ว่าลูกชายถูกมิจฉาชีพ ลักพาตัวและข่มขู่ให้โอนเงินเข้าบัญชีลูกชาย ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเงินไปแล้วระหว่างวันที่ 11-12 ม.ค.69 เป็นจำนวนรวม 1 ล้านบาทเศษ ซึ่งจากแนวทางการสืบสวนพบว่านักศึกษาชายคนดังกล่าวอยู่ในพื้นที่จ.ปทุมธานี

ภายหลังรับเรื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ จนทราบพิกัดอพาร์ทเมนท์ที่นักศึกษาชายคนดังกล่าวอยู่ จึงประสานนิติฯเข้าเคาะห้อง ก่อนที่ผู้เสียหายจะเปิดประตูออกมา อยู่ในอาการตกใจกลัว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบแสดงบัตรยืนยันตัวตนและปลอบประโลมให้อยู่ในอาการสงบ จากการสอบถามทราบว่าคนร้ายได้โทรศัพท์และวิดีโอคอล อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเลย และเจ้าหน้าที่ ปปง. หลอกเหยื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน ก่อนบังคับให้โอนเงินไปเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ ซึ่งรอบแรกผู้ปกครองโอนเงินไปให้แล้วจำนวน 490,000 บาท

จากนั้นคนร้ายอ้างว่าเหยื่อจะไม่ปลอดภัย พร้อมสั่งให้ย้ายที่พักไปที่อพาร์ทเมนท์หรือโรงแรมรายวัน ทั้งยังสั่งให้เหยื่อจัดฉากว่าถูกทำร้าย มิหนำซ้ำให้ทำการมัดตัวเอง (โดยให้ซื้อเชือกและสีแดงสำหรับมาทำเลือดปลอม) ก่อนจะบังคับให้วิดีโอคอลไปหลอกผู้ปกครอง อ้างว่าถูกลักพาตัว เรียกเงินเพิ่มอีก 500,000 บาท ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะติดตามมาช่วยไว้ได้ดังกล่าว  ซึ่งภายหลังการช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้พาเหยื่อไปหาผู้ปกครองทันที่ โดยทั้งครอบครัวได้โผกอดแสดงความดีใจที่ลูกชายกลับมาอย่างปลอดภัยและได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจสำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยไปยังผู้ปกครอง เด็กและเยาวชน หากพบการกระทำในลักษณะเช่นนี้ ขอให้ตั้งสติ และอย่าหลงเชื่อ โดยขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือตำรวจจริงจะไม่โทรศัพท์แจ้งการกระทำความผิด ไม่ส่งเอกสาร หมายจับ หมายเรียกต่างๆทางออนไลน์ ไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวนหรือควบคุมตัว และที่สำคัญจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์เด็ดขาด โดยเฉพาะหากมีการอ้างให้เรียกค่าไถ่ทิพย์ส่งไปยังผู้ปกครอง ขอให้เยาวชนรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจใกล้เคียง หรือโทรสายด่วน 1441 ทันที

สตม.รวบ “แจ๊ค หยาง” สแกมเมอร์ระดับสั่งการ หลังแปลงสัญชาติหนีคดีโกงกว่า 800 ล้าน

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เปิดปฏิบัติการครั้งสำคัญ รวบตัว “แจ๊ค หยาง” หรือชื่อจริง “นายหยาง/นายยัง” อายุ 41 ปี สแกมเมอร์ระดับสั่งการ (Tier 1) ขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หลังหลบหนีคดีฉ้อโกงออนไลน์ข้ามประเทศ มูลค่าความเสียหายเกือบ 900 ล้านบาท โดยใช้วิธีเปลี่ยนชื่อและแปลงสัญชาติเป็นชาวโดมินิกัน ก่อนแฝงตัวเข้ามาพำนักในประเทศไทย

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากนโยบายเชิงรุกในการปราบปรามอาชญากรข้ามชาติของ “บิ๊กปู” พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผู้บัญชาการ สตม. ที่สั่งการให้ระดมกำลังชุดสืบสวนทุกระดับ ผสานการทำงานของบุคลากรด้านสืบสวนและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อติดตามอาชญากรต่างชาติที่ใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งหลบซ่อน

โดยมี พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ รองผู้บังคับการ ตม.3 และ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผู้กำกับการสืบสวน บก.ตม.3 รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ก่อนสั่งการให้ พ.ต.ท.ปิติพัฒน์ ศรีธนาอภินันท์ รองผู้กำกับการสืบสวน และ พ.ต.ท.จตุรโชค เพชรคง สารวัตร กก.สส.บก.ตม.3 ลงพื้นที่สืบสวน หลังได้รับเบาะแสว่ามีผู้ต้องหาสำคัญในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหลบซ่อนตัวอยู่ในจังหวัดชลบุรี ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568

ย้อนประวัติ นายหยางเป็นบุคคลที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายประเทศจับตามอง หลังสถานการณ์โควิด-19 ในปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยนายหยางถูกระบุว่าเป็นตัวการสำคัญในคดีฉ้อโกงออนไลน์ในประเทศจีน มีผู้เสียหายกว่า 600 ราย มูลค่าความเสียหายเกือบ 900 ล้านบาท ชื่อของเขาถูกซัดทอดจากผู้ต้องหาในเครือข่ายกว่า 320 คน ว่าเป็นผู้สั่งการหลัก มีฐานปฏิบัติการอยู่ที่เมือง Cagayan De Oro จังหวัดมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์

แผนประทุษกรรมของขบวนการ คือการส่งข้อความหลอกลวงให้เหยื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันการพนันออนไลน์ อ้างว่าสามารถทำกำไรได้จริงในช่วงแรก ก่อนล่อลวงให้ลงทุนเพิ่ม และปิดแอปพลิเคชันหนี พร้อมเงินของผู้เสียหาย ส่งผลให้นายหยางถูกบรรจุอยู่ในบัญชีบุคคลที่ตำรวจสากลและหลายประเทศต้องการตัว แต่สามารถหลบหนีการจับกุมมาได้อย่างต่อเนื่อง

กระทั่งวันที่ 12 มกราคม 2568 เจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.ตม.3 สามารถใช้เทคโนโลยีเปรียบเทียบใบหน้าและข้อมูลไบโอเมตริกซ์ ยืนยันได้ว่า “แจ๊ค หยาง” สัญชาติโดมินิกัน เป็นบุคคลเดียวกับ “นายหยาง” ผู้ต้องหาตามหมายจับตำรวจสากล ก่อนเข้าควบคุมตัวได้ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

เบื้องต้น สตม.ได้ดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และควบคุมตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นการปิดตำนานสแกมเมอร์ระดับสั่งการรายสำคัญ และตอกย้ำจุดยืนของประเทศไทยในการไม่เป็นแหล่งพักพิงของอาชญากรข้ามชาติอีกต่อไป

Belavia Opens New Charter Routes from Minsk to Thailand

Belavia – Belarusian Airlines has officially commenced charter operations between Minsk and Thailand, reinforcing aviation and tourism ties between the two countries.

The first flight to Pattaya (U-Tapao International Airport) departed on 8 January 2026, followed by the launch of Minsk–Phuket services on 11 January 2026. The inaugural service operated with a 100% passenger load.

Flights will operate once every 10–11 days, with estimated flight times of 10 hours to Thailand and approximately 11 hours on the return leg.

Seats are sold exclusively through tour operators, as part of packaged travel products.

Belavia’s Deputy General Director for Marketing and Foreign Economic Affairs, Uladzimir Barkun, highlighted that Thailand has long been a high-demand destination for Belarusian travelers. He noted that the route’s development was initiated during high-level diplomatic discussions in July 2025 and represents a new phase in bilateral cooperation.

.