พริกจินดาแดงแพงลิ่วแซงเนื้อหมูสาเหตุต้นทุนขนส่งพุ่งนำเข้าจากจีน

ผู้บริโภคอ่วมอรทัย “พริกจินดาแดง” ราคาพุ่งกิโลกรัมละ 280 บาท แม่ค้าตลาดสดเทศบาล 2 เมืองอุทัยธานีโอด แพงแซงเนื้อหมู คาดต้นทุนขนส่งสูงขึ้น เหตุนำเข้าจากจีน

จากการลงพื้นที่สำรวจราคาพืชผักในตลาดสดเทศบาล 2 อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ริมแม่น้ำสะแกกรัง หลังมีผู้บริโภคเข้าไปซื้อพริกแล้วพบว่า ราคานั้นแพงกิโลกรัมละ 280 บาท จึงได้สอบถามกับ นางสมควร สุราฤทธิ์ อายุ 64 ปี แม่ค้าแผงผักที่ขายมากว่า 10 ปี บอกว่า ขณะนี้ราคาผักอย่างอื่นนั้นยังคงทรงตัวไม่แพง อย่างเช่นคะน้า กิโลกรัมละ 70-80 บาท ต้นหอมกิโลกรัมละ 80-100 บาท

แต่ที่แพงมากว่า 1 เดือนแล้ว คือ พริกจินดาแดง ซึ่งเป็นพริกเมล็ดใหญ่ มีสีแดงสด และส่วนใหญ่ที่ปลูกกันจะอยู่ในประเทศจีน แล้วส่งออกมาขายในเมืองไทย จากนั้นบรรดาพ่อค้าคนกลางก็นำใส่รถบรรทุกผักมาขายต่ออีกทอดหนึ่งให้แม่ค้าในตลาดต่างๆ รวมถึงตลาดสดเทศบาลเมืองอุทัยธานี

โดยพริกจินดาแดงตอนนี้ ราคากิโลกรัมละ 280 บาท เป็นราคาที่สูงมาก หากเทียบกับราคาเนื้อหมูต่อกิโลกรัม ลูกค้าที่เปิดร้านอาหารซึ่งมาเลือกซื้อพริกไปทำน้ำจิ้มซีฟู้ด โดยต้องใช้ทั้งพริกจินดาแดงและพริกขี้หนูสวนเพื่อให้สีของน้ำจิ้มออกมาสวยงาม ต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกัน และหันมาซื้อเป็นขีดแทนซื้อเป็นกิโลกรัม

ทั้งนี้คาดว่า สาเหตุมาจากราคาขนส่งที่เพิ่มขึ้น เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ราคาพริกก็ขึ้นตาม และในช่วงปีใหม่ ความต้องการในการบริโภคสูงจนแทบขาดตลาด ตอนนี้ผู้บริโภคก็หันไปซื้อพริกขี้หนูสวนที่ปลูกในไทยแทน เพราะมีราคาถูกกว่า

อย่างไรก็ตาม เป็นธรรมดาของทุกปีที่ผักแต่ละชนิดจะมีช่วงที่ราคาสูง แต่ก็คาดว่าหลังจากนี้ ราคาพริกจินดาแดง จะกลับลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 100 บาท

“ตลาดสวนไผ่”ฮิตติดลมบนนักท่องเที่ยวทะลักผักผ่อนดันเศรษฐิจพัทลุงคึกคัก

“ตลาดสวนไผ่” พัทลุง เทศกาลปีใหม่แทบแตกนักท่องเที่ยวล้นทะลัก ขากลับภูมิลำเนาและกลับเข้าทำงานในวันจันทร์นี้ ชี้ “เทศกาลตรุษจีน”จะปรับตัวสูงขึ้นอีก

นางขวัญใจ กลับสุกใส เจ้าของสวนไผ่ขวัญใจ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวภาคใต้ตั้งแต่ตอนล่างตอนบนและฝั่งอันดามัน จ.ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ยะลา จ.ปัตตานี ตลอดถึงชาวต่างประเทศ

โดยเฉพาะชาวประเทศมาเลเซีย ได้เดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติพัทลุง เขา ป่า นา เล ท้องทุ่งไม่ปรุงแต่ง เพื่อจับจ่ายซื้อสินค้าอาหารพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์พื้นบ้านท่ามกลางสวนไผ่สวนไผ่ขวัญใจ โดยวันเสาร์ถึงขนาดแน่นตลาดและรวมถึงวันอาทิตย์คาดได้นับหมื่นคน เพราะเป็นช่วงขากลับเข้าทำงานและกลับภูมิลำเนา จึงถือโอกาสแวะตลาดสวนไผ่ขวัญใจ

“โดยเฉพาะในส่วนของอาหารทำยอดขายได้ดีมากตั้งแต่ช่วงเช้า จนมาถึงตอนเที่ยงวันอาหารก็หมด บางรายต้องทำเพิ่มเติม อย่างแม่ค้าข้าวเหนียวหลาม ที่ทำรูปแบบใหม่ที่บรรจุใส่ภาชนะกะลาโดยช่วงก่อนหน้าปีใหม่ ทำยอดขายอยู่ที่ประมาณ 2 กก.แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ต้องใช้ข้าวเหนียวถึง 26 กก. แค่ขายถึงเที่ยงวัน”

สำหรับตลาดสวนไผ่ขวัญใจ มีพื้นที่จำนวน 15 ไร่ มีผลิตภัณฑ์สินค้าอาหาร รวมทั้งสิ้น 80 แผง การมาท่องเที่ยว เดินเที่ยว จับใช้อาหารและผลิตภัณฑ์พื้นบ้านประเภทของฝากพื้นเมือง อาหาร ขนมพื้นเมือง ซึ่งมีกำลังที่ซื้อที่สูงใช้เงินหลักร้อยบาท  พร้อมทัศนะศึกษาสัมผัสบรรยากาศแบบธรรมชาติที่มีศิลปินพื้นบ้านดนตรีเพลง หนังตลุงเยาวชน การเล่นซอ  ตามประสา เขา ป่า นา เล ท้องทุ่งพัทลุง ไม่ปรุงแต่ง”

นางขวัญใจ กล่าวว่า  โดยสวนไผ่ขวัญใจ ในช่วงน้ำยังไม่ท่วมเกิดมหาอุทกภัยเมืองหาดใหญ่สงขลา จะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศซมาเลเซียเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศถึง 80 % แต่มาตอนนี้ที่หาดใหญ่ภายหลังน้ำท่วมที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟู จะมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเข้ามาประมาณ 40 %.

นายจรูญ แก้ววจีทรัพย์ นายกสมาคมการท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย เข้ามาท่องเที่ยว จ.พัทลุง ตรัง และนครศรีธรรมราช เพิ่มขึ้นถึง 20 %  แต่โดยปรากฏว่านักท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวต่างเดกินทางมากับรถส่วนบุคคลทั้งหมด รถบัสนำเที่ยวขนาดจุ 30 – 40 ที่นั่งไม่เดินทางเข้ามา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่ถึงเป้าหมายได้ประมาณ 10 %  เพราะยังขาดความเชื่อมั่นเรื่องการอำนวยความสะดวก ร้านอาหาร สถานบริการต่าง ๆ ยังไม่ถึงเป้าที่ได้เปิดบริการ จึงส่งผลโดยภาพรวม ๆ

“แต่ในระยะอีก 1 เดือนกว่า จะถึงเทสกาลตรุษจีน จะปรับตัวสูงขึ้น คาดการณ์ยังไม่น่าจุถึง 60 – 70 %”.

นักท่องเที่ยวแห่ขึ้นยอดดอยอินทนนท์สัมผัสอากาศหนาวเย็นยะเยือก 3 องศา

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 เวลา 07.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ โดยอุณหภูมิต่ำสุดเช้าวันนี้


ยอดดอยอินทนนท์  อุณหภูมิต่ำสุด3°C  
.
 กิ่วแม่ปาน อุณหภูมิต่ำสุด4°C 
.
ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ (กม.31 บ้านขุนกลาง) อุณหภูมิต่ำสุด8°C

สภาพอากาศบนยอดดอยอินทนนท์  เช้านี้อยู่ในเกณฑ์อากาศหนาวจัด มีสภาพอากาศเปิด แสงแรก ทะเลหมอกสวยงาม  คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดีมาก การขับขี่รถบนยอดดอยโปรดใช้ความระมัดระวัง
.
สถิติการเดินทางท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เฉพาะเมื่อวานนี้ (วันที่ 12 ม.ค. 2569) มีจำนวนทั้งสิ้น 3,088 คน โดยแยกเป็น

คนไทย จำนวน 1,593 คน
ชาวต่างประเทศ จำนวน 1,495 คน
ยานพาหนะ จำนวน 781 คัน

.

“จีน” เอาจริง!ไล่ล่าเครือข่าย “เฉิน จื้อ” ทั้งโคตร! เขมรดิ้นพล่าน “ตัดพ้อ” โลกไม่ยุติธรรม

ทางการ”จีน” เอาจริง! ประกาศขยายผลไล่ล่าเครือข่าย “เฉิน จื้อ” ทั้งโคตร!ขณะที่ เขมรดิ้นพล่าน “ตัดพ้อ” โลกไม่ยุติธรรม

หลังจากที่ทางการกัมพูชาส่งตัว “เฉิน จื้อ” เจ้าพ่ออาชญากรรมข้ามชาติกลับไปดำเนินคดีที่จีนแล้ว ล่าสุดทางการจีนประกาศเดินหน้าขยายผลเตรียมออกหมายจับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในเร็วๆ นี้ พร้อมย้ำความร่วมมือกับเพื่อนบ้านในการกวาดล้างแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ ขณะที่รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยกัมพูชาออกมาตัดพ้อว่า การโทษกัมพูชาฝ่ายเดียวไม่ยุติธรรม เพราะอาชญากรเหล่านี้ล้วนเป็นคนต่างชาติที่วางแผนกันมาตั้งแต่ต้นทาง


ทางการจีน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ “เหมา หนิง” แถลงยืนยันว่า หลังจากได้รับตัว “เฉิน จื้อ” ผู้ก่อตั้ง Prince Group พร้อมพวกอีก 2 คน กลับมาดำเนินคดีเมื่อวันที่ 6 มกราคม ทางการจีนเตรียมจะออกหมายจับสมาชิกคนสำคัญในเครือข่ายของเฉิน จื้อ เพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ เพื่อกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม ให้สิ้นซาก โดยจีนพร้อมร่วมมือกับกัมพูชาและประเทศในภูมิภาคอย่างแข็งขันเพื่อปกป้องประชาชน
.
ในขณะเดียวกัน “ชู บุญเอ็ง” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา ได้ออกมาแสดงความน้อยใจผ่านสื่อ โดยระบุว่าการที่ทั่วโลกพุ่งเป้าโจมตีกัมพูชาว่าเป็นฐานของแก๊งสแกมเมอร์นั้น “ไม่ยุติธรรม” เพราะอาชญากรรมเหล่านี้ดำเนินการโดยชาวต่างชาติที่ล่อลวงคนชาติเดียวกันเข้ามา โดยมีการวางแผนและติดต่อกันมาจากประเทศต้นทางก่อนที่จะเข้ามาเหยียบแผ่นดินกัมพูชาด้วยซ้ำ กัมพูชาเป็นเพียงพื้นที่ที่ถูกใช้เป็นทางผ่านและฐานปฏิบัติการโดยที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ พร้อมตั้งคำถามกลับว่า “ทำไมคนพวกนี้ถึงเลือกกัมพูชา?”

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในวงการอาชญากรรมข้ามชาติ เมื่อจีนเริ่ม “เอาจริง” กับการปราบปรามเครือข่ายทุนสีเทาที่สร้างความเสียหายไปทั่วโลก ขณะที่กัมพูชาเองก็ต้องพยายามกู้ภาพลักษณ์ของประเทศกลับคืนมา ท่ามกลางสายตาของนานาชาติที่ยังคงจับจ้องอยู่อย่างไม่วางตา

กทม.สำลักพิษ!ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐานหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบสุขภาพ

ออกนอกบ้านอย่าลืมสวมหน้ากากอนามัย กรุงเทพฯเริ่มวิกฤต ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐานหลายพื้นที่ อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เช็ก 12 เขตค่าฝุ่นสูงสุดในกรุงเทพมหานคร

เฟซบุ๊ก ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศ กรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 07:00 น. โดยค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานคร 43.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) (ค่ามาตรฐาน 37.5 มคก./ลบ.ม.) 12 อันดับ ของค่าฝุ่น PM 2.5 เขตสูงสุดในกรุงเทพมหานคร

1. เขตบางรัก 62.5 มคก./ลบ.ม.

2. เขตปทุมวัน 60.1 มคก./ลบ.ม.

3. เขตจตุจักร 52.9 มคก./ลบ.ม.

4. เขตสาทร 52.2 มคก./ลบ.ม.

5. เขตลาดกระบัง 51.2 มคก./ลบ.ม.

6. เขตหนองแขม 50 มคก./ลบ.ม.

7. เขตราชเทวี 49.5 มคก./ลบ.ม.

8. เขตคลองสามวา 48.1 มคก./ลบ.ม.

9. เขตบางซื่อ 47.9 มคก./ลบ.ม.

10. เขตประเวศ 47.8 มคก./ลบ.ม.

11. เขตมีนบุรี 46.8 มคก./ลบ.ม.

12. เขตบางคอแหลม 46.7 มคก./ลบ.ม.

กรุงเทพเหนือ 39.8 – 52.9 มคก./ลบ.ม. ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงเทพตะวันออก 37.1 – 51.2 มคก./ลบ.ม. ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงเทพกลาง 34.1 – 49.5 มคก./ลบ.ม. ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงเทพใต้ 33.3 – 62.5 มคก./ลบ.ม. ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงธนเหนือ 38.3 – 44.9 มคก./ลบ.ม. ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงธนใต้ 38.2 – 50 มคก./ลบ.ม. ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ ฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ส่วนข้อแนะนำสุขภาพ คุณภาพอากาศระดับสีส้ม: เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

ประชาชนทั่วไป : ใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร จำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา

ประชาชนกลุ่มเสี่ยง : ใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร เลี่ยงการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์.

ญี่ปุ่นมอบ 1.7 พันล.เยนช่วยกัมพูชา ดำเนินกวาดล้างทุ่นระเบิด-ซับน้ำตาเหยื่อชายแดน

รัฐบาลกัมพูชา-ญี่ปุ่นได้ลงนามบันทึกและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าเพื่อดำเนินโครงการกวาดล้างทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดแบบบูรณาการเฟสที่ 3

ทั้งนี้พิธีลงนามจัดขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายปรัก สุคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา และเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา ลงนามในนามรัฐบาลของตน

ด้านนายเฮง รัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAC) ระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงนี้ญี่ปุ่นจะให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจำนวน 1,700 ล้านเยน (ประมาณ 11.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ CMAC โดยโครงการจะดำเนินการในระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่เดือนม.ค. 2569 จนถึงวันที่ 15 ม.ค. 2571

โครงการดังกล่าวจะมุ่งเน้นกิจกรรมการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดใน 3 จังหวัดเป้าหมาย คือ จ.พระตะบอง จ.โพธิสัตว์ และจ.เกาะกง คาดว่าจะให้ประโยชน์โดยตรงต่อชาวกัมพูชามากกว่า 27,000 ครัวเรือน พร้อมทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์ทางอ้อมอีกจำนวนมาก

“เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ CMAC จะส่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการมากกว่า 350 คน ซึ่งนอกจากการกำจัดทุ่นระเบิดในพื้นที่เกษตรที่ปนเปื้อนแล้ว โครงการจะยังจัดหาอุปกรณ์ทางเทคนิคขั้นสูงและเทคโนโลยีทันสมัย รวมถึงเครื่องตรวจจับทุ่นระเบิด ALIS เครื่องจักรเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดรน ระบบข้อมูลที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และสนับสนุนการพัฒนาอาชีพสำหรับผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิด”นายเฮง รัตนา กล่าว

ผู้อำนวยการ CMAC ยังแสดงความขอบคุณต่อนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และรองนายกรัฐมนตรี นายปรัก สุคน ที่ให้การสนับสนุนในการระดมความช่วยเหลือครั้งนี้ และยังได้กล่าวขอบคุณต่อรัฐบาลและประชาชนของญี่ปุ่นสำหรับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการดำเนินการด้านมนุษยธรรมเกี่ยวกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในกัมพูชา ผ่านเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าและความช่วยเหลือทางเทคนิค

สายการบิน Belavia– Belarusian Airlines เปิดบินตรงจากกรุงมินสค์สู่ไทยกระตุ้นท่องเที่ยวรับไฮซีชั่น

สายการบิน Belavia – Belarusian Airlines เปิดให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำตรงจาก กรุงมินสค์ ประเทศเบลารุส สู่ ประเทศไทย อย่างเป็นทางการ โดยเที่ยวบินปฐมฤกษ์สู่ สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา (พัทยา) ทำการบินเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 และได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม ด้วยอัตราบรรทุกผู้โดยสาร เต็ม 100% ขณะที่เส้นทาง มินสค์–ภูเก็ต จะเริ่มให้บริการในวันที่ 11 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

เที่ยวบินดังกล่าวจะให้บริการ ทุก 10–11 วัน ใช้เวลาบินประมาณ 10 ชั่วโมงในเที่ยวบินขาไป และ ประมาณ 11 ชั่วโมงในเที่ยวบินขากลับ โดยจำหน่ายบัตรโดยสารในรูปแบบ แพ็กเกจทัวร์ครบวงจร ผ่านบริษัททัวร์พันธมิตรของสายการบิน

ฯพณฯ นายอูลัดซิมีร์ บาราวิคอฟ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐเบลารุสประจำเวียดนามและประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างเบลารุสและประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นผลลัพธ์จาก ความร่วมมืออันใกล้ชิดและหลากหลายมิติระหว่างสองประเทศ และจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ท่านเอกอัครราชทูตยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พัทยาเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ผสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์เข้ากับวัฒนธรรมไทยได้อย่างงดงาม และเชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวชาวเบลารุสจะได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวชาวไทยก็จะมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับประเทศเบลารุส เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเส้นทางบินนี้จะทำหน้าที่เป็น สะพานเชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศ และเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันแน่นแฟ้น

ด้าน นายอูลัดซิมีร์ บาร์คุน รองผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาดและเศรษฐกิจต่างประเทศของสายการบิน Belavia กล่าวว่า เที่ยวบินระยะไกลสู่ประเทศไทยได้รับความต้องการสูงจากตลาดเบลารุสมาโดยตลอด ซึ่งเป็นไปตามที่สายการบินคาดการณ์ไว้ โดยแนวคิดในการเปิดเที่ยวบินตรงครั้งนี้ได้มีการหารือกันตั้งแต่การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเบลารุสเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568

“การเปิดเส้นทางบินสู่ประเทศไทยถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ และจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเส้นทางบินนี้ในตารางบินของ Belavia ในอนาคต” นายบาร์คุนกล่าว พร้อมย้ำถึงความร่วมมือกับบริษัททัวร์ชั้นนำในการนำเสนอผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและครบวงจรแก่ผู้โดยสาร

ทั้งสองฝ่ายแสดงความเชื่อมั่นว่า หลังจากความสำเร็จของเที่ยวบินปฐมฤกษ์ในครั้งนี้ จะมีการพัฒนาเส้นทางบินและความถี่เพิ่มเติมในอนาคต รวมถึงการผลักดันให้เกิด เที่ยวบินประจำอย่างต่อเนื่อง ระหว่างเบลารุสและประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

Belavia Opens New Charter Routes from Minsk to Thailand

Belavia – Belarusian Airlines has officially commenced charter operations between Minsk and Thailand, reinforcing aviation and tourism ties between the two countries.

The first flight to Pattaya (U-Tapao International Airport) departed on 8 January 2026, followed by the launch of Minsk–Phuket services on 11 January 2026. The inaugural service operated with a 100% passenger load.

Flights will operate once every 10–11 days, with estimated flight times of 10 hours to Thailand and approximately 11 hours on the return leg.

Seats are sold exclusively through tour operators, as part of packaged travel products.

Belavia’s Deputy General Director for Marketing and Foreign Economic Affairs, Uladzimir Barkun, highlighted that Thailand has long been a high-demand destination for Belarusian travelers. He noted that the route’s development was initiated during high-level diplomatic discussions in July 2025 and represents a new phase in bilateral cooperation.

.

นับถอยหลัง! คนนับแสนมุ่งสู่ค่ำคืนประวัติศาสตร์ 10 ปี “บุรีรัมย์ มาราธอน” ดันเศรษฐกิจทะลุ 1,000 ล้านบาท

นับถอยหลังสู่ “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026 พรีเซนเต็ดบาย น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” งานวิ่งไนท์รันอันดับหนึ่งของไทยที่ครองใจนักวิ่งทั่วโลก ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 24 มกราคม 2569 เตรียมฉลองทศวรรษสุดยิ่งใหญ่ สร้างปรากฏการณ์รวมพลังคนนับแสนคน ทั้งนักวิ่ง-กองเชียร์-ผู้ติดตามที่จะหลั่งไหลสู่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี อย่างยิ่งใหญ่

นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ผู้ริเริ่มจัดการแข่งขันบุรีรัมย์มาราธอน กล่าวว่า “ความสำเร็จของบุรีรัมย์ มาราธอน ไม่ได้วัดกันที่จำนวนนักวิ่งเพียงอย่างเดียว แต่เรามองเห็นการขับเคลื่อนฟันเฟืองทางเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับจังหวัดบุรีรัมย์และประเทศไทยรวมกว่า 966,563,783 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายของนักวิ่งและผู้ติดตามเฉลี่ยต่อทริป ทั้งในส่วนของที่พัก อาหาร การเดินทาง และการท่องเที่ยวในพื้นที่”

โดยสถิติที่น่าสนใจจากปี 2025 ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ร่วมกิจกรรมนับแสนคน ประกอบด้วย นักวิ่งจำนวน 32,936 คน แบ่งเป็นชาย 56.45% และหญิง 43.55% โดยมีผู้เข้าแข่งขันระยะมาราธอน 8,942 คน, ฮาล์ฟมาราธอน 11,983 คน, มินิมาราธอน 8,714 คน และฟันรัน 3,297 คน อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่กว่า 7,238 คน, ผู้ติดตามและกองเชียร์มากถึง 71,023 คน ที่ร่วมสร้างสีสันตลอดเส้นทาง บูธผู้สนับสนุนและร้านค้าในงานเอ็กซ์โป 130 ร้าน, ร้านอาหารสตรีทฟู้ดร่วมงานมากถึง 307 บูธ ที่ยกทัพของดีเมืองบุรีรัมย์มาบริการ

“ในปี 2026 นี้ ซึ่งเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปี ด้วยจำนวนคนนับแสนที่จะหลั่งไหลเข้ามา เชื่อมั่นว่ากระแสการจับจ่ายใช้สอยจะคึกคักยิ่งกว่าทุกปี ส่งผลให้มูลค่าทางเศรษฐกิจพุ่งทะลุ 1,000 ล้านบาท อย่างแน่นอน ถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์เมืองแห่ง Sport Destination ระดับโลก ที่สามารถเปลี่ยนกิจกรรมกีฬาให้กลายเป็นรายได้หลักเข้าสู่ชุมชนและประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมแล้ว งานนี้ยังเน้นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นผ่าน “ของดีเมืองบุรีรัมย์” ที่นำมาเสิร์ฟให้นักวิ่งฟรีหลังเข้าเส้นชัย ซึ่งเป็นการสนับสนุนร้านอาหารและเกษตรกรในพื้นที่ให้มีโอกาสนำเสนอสินค้าและสร้างรายได้ในช่วงเทศกาลงานวิ่งนี้อีกด้วย

จากผลการสำรวจความพึงพอใจของนักวิ่งต่อการจัดงานบุรีรัมย์ มาราธอน 2025 ที่ผ่านมาพบว่า นักวิ่งทุกระยะมีความประทับใจในระดับที่สูงมาก โดยมีค่าเฉลี่ยถึง 4.72 จากคะแนนเต็ม 5 โดยคะแนนสูงสุดคือความประทับใจต่อกองเชียร์ระหว่างเส้นทาง (4.91 คะแนน) และมาตรฐานของเส้นทางวิ่งที่มีความสวยงามรวมถึงการปิดถนนที่ปลอดภัย (4.90 คะแนน) นอกจากนี้ จุดให้บริการน้ำดื่มและมาตรฐานการดูแลความปลอดภัยจากอาสาสมัครยังได้รับคำชมอย่างท่วมท้น สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการจัดงานในระดับสากล และความสำเร็จของการเป็น “สวรรค์ของนักวิ่ง” ที่สร้างความประทับใจนักวิ่ง และแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสฉลอง 10 ปี “ลุงเนวิน” จัดหนักของขวัญและรางวัลรวมกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งทางฝ่ายจัดงานได้เตรียมความพิเศษไว้แบบไม่เคยมีมาก่อน

พิเศษที่ 1 แจกภาพวิ่งฟรีแบบเรียลไทม์ ส่งตรงจากฝีมือช่างภาพมืออาชีพที่อัพเกรดจำนวนมากขึ้นกว่าทุกปี

พิเศษที่ 2 รางวัล Lucky Draw แจกฉ่ำ 1.3 ล้านบาท สุ่มแจกรางวัลเงินสดรวม 200 รางวัลให้กับนักวิ่งทุกระยะ อาทิ มาราธอน รางวัลละ 10,000 บาท จำนวน 50 รางวัล, ฮาล์ฟมาราธอน รางวัลละ 8,000 บาท จำนวน 50 รางวัล, มินิมาราธอน รางวัลละ 5,000 บาท จำนวน 50 รางวัล, ฟันรัน รางวัลละ 3,000 บาท จำนวน 50 รางวัล

พิเศษที่ 3 อัดฉีดนักวิ่งไทย สานฝันสู่โตเกียว มาราธอน 2027 สนับสนุนค่าใช้จ่าย (ค่าสมัคร-เดินทาง-ที่พัก) สำหรับนักวิ่ง (ไม่ใช่ทีมชาติ) ที่ทำเวลาดีที่สุด 10 อันดับแรกทั้งชายและหญิง ผลักดันนักวิ่งไทยต่อยอดสู่เรซระดับโลก ถ้วยรางวัลเกียรติยศ มอบถ้วยรางวัล  A DECADE OF YOUR ULTIMATE DESTINATION พร้อมลายเซ็นลุงเนวิน ให้กับแฟนพันธุ์แท้ตัวจริง นักวิ่ง Superfan 300 คน ที่อยู่ด้วยกันมาครบ 10 ปี (2017-2026)

ปีนี้ยังขนทัพรางวัลเอาใจนักวิ่งแบบจัดเต็ม อาทิ แคมเปญ NEW PB สำหรับนักวิ่งมาราธอนที่ทำลายสถิติเดิมของตนเองในสนามนี้ รับคูปองหมูกระทะฟรี (มีตัวเลือกฮาลาล),หมวก MARATHON SUB 3 สำหรับนักวิ่งระยะมาราธอนที่เข้าเส้นชัยภายใน 3 ชั่วโมง (เฉพาะผู้ทำเวลาได้ตามเกณฑ์เท่านั้น) รวมถึงรางวัลเสริมที่นักวิ่งถามหาทุกปี เช่น NEW PB รับเสื้อแจ็กเก็ต, First Marathon Buriram รับกระเป๋าเอนกประสงค์ และ First Half Marathon Buriram รับผ้าเช็ดตัว (ตามเงื่อนไขและจำนวนผู้มารายงานตัว 200 คนแรกในแต่ละประเภท) ฯลฯ

ทั้งนี้ “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026” จัดการแข่งขันภายใต้แนวคิด Your Ultimate Destination สวรรค์ของนักวิ่ง ออกสตาร์ตจากสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และเข้าเส้นชัยที่ช้างอารีนา แข่งขันทั้ง 4 ระยะ ได้แก่ มาราธอน 42.195 กม., ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม., มินิมาราธอน 10 กม. และฟันรัน 4.554 กม. พร้อมกองเชียร์ แสง สี เสียง และกิจกรรมตลอดเส้นทางวิ่ง 42.195 กม. จะถูกเนรมิตให้เป็นเทศกาลดนตรีและความบันเทิงที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม พร้อมด้วยกองเชียร์ 5 ภาคจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือททท.

ในวาระฉลองทศวรรษแห่งความสำเร็จ ปีนี้ฝ่ายจัดการแข่งขันตั้งเป้าให้ “บุรีรัมย์ มาราธอน” เป็นอีเวนต์แม่เหล็กที่ดึงดูดผู้คนสู่มหกรรมการวิ่งระดับโลก และขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมมากกว่า 1,000 ล้านบาท จากการใช้จ่ายด้านที่พัก การเดินทาง อาหาร สินค้า บริการ และกิจกรรมท่องเที่ยวในจังหวัดบุรีรัมย์และพื้นที่ใกล้เคียง สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้งในต้นปี 2569

.

เจ้าของสปีดโบ๊ทถูกเพลิงเผาปริศนาเรือวอด 20 ลำโอดคดีล่าช้า-หาคนผิดไม่ได้

ภูเก็ต-เจ้าของสปีดโบ๊ทที่ถูกเพลิงเผาเรือวอด 20 ลำโอดแม้ผ่านมาหลายวันยังไร้วี่แววทางคดี-คนผิด ขณะที่นายกเทมส์เร่งเคลียร์ซากเรือที่เกิดเหตุฟื้นคืนชายหาด ช่วยเงินส่วนตัวลำละ 5,000 บาทสงสารเจ้าของเรือตื่นมาก็หมดตัว

จากเหตุการณ์เพลิงไหม้สปีดโบ๊ทที่จอดอยู่ตามแนวชายหาดบริเวณท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ตเมื่อเกือบรุ่งเช้าวันที่ 7 ม.ค.69 ทำให้เพลิงเผาเรือไป 23-24 ลำ โดยเป็นของผู้ประกอบการทั่วไป 20 ลำ และเป็นของบริษัทชื่อดังด้านการท่องเที่ยวทางทะเลอีกจำนวน 4 ลำ ค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 38 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบและสอบสวนของ สภ.ฉลอง เพื่อหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้

สำหรับความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 12 ม.ค.69 ที่บริเวณชายหาดใกล้ท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้สปีดโบ๊ททั้ง 24 ลำดังกล่าว นายเทมส์ ไกรทัศน์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลราไวย์พร้อมทีมเก็บกู้ซากสปีดโบ๊ทได้นำรถแบ็คโฮเข้าเก็บเศษซากไฟเบอร์ของสปีดโบ๊ทขึ้นรถบรรทุก เพื่อนำออกจากแนวชายหาดดังกล่าว หลังจากพิสูจน์หลักฐาน จ.ภูเก็ตได้เข้าเก็บหลักฐานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีผู้ประกอบการเจ้าของสปีดโบ๊ทจำนวน 20 ลำได้มารอดูการเก็บกู้ซากเรือ

โดยนายเทมส์ ไกรทัศน์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลราไวย์ได้เข้าพูดคุยและรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการและเจ้าของสปีดโบ๊ทที่ถูกเพลิงไหม้ ซึ่งมีเจ้าของสปีดโบ๊ทแต่ละลำได้พูดถึงความในใจและปัญหาต่างๆหลังเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้เรือดังกล่าว ชนิดที่ว่าตื่นเช้ามาหมดตัวและเป็นหนี้ทันทีโดยไม่รู้ตัว โดยนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลราไวย์ได้รับฟังปัญหาต่างๆพร้อมกับมีการพูดคุยหลักการในการช่วยเหลือต่างๆ

นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลราไวย์กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของเทศบาลตำบลฉลอง แต่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของเรือส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ ต.ราไวย์ ตอนเกิดเหตุใหม่ๆผู้ประกอบการได้รวมตัวกันมาพบตนเอง เพื่อสอบถามถึงแนวทางในการที่เจ้าของเรือจะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายในเชิงมาปรึกษาหารือ โดยหลังเกิดเหตุเจ้าของเรือได้มาพบกับตนเอง 2-3 ครั้ง

ซึ่งตนเองก็พยายามที่จะหาช่องทางในการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยมีเจ้าของเรือที่เข้ามาพบกับตนเองจำนวน 15 ราย ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 80 ล้านบาท ลำหนึ่งไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านบาท ส่วนอำนาจของทางเทศบาลตำบลราไวย์เกี่ยวกับการเยียวยาอยู่ระหว่างการตรวจสอบของนิติกร แม้ถึงจะมีหรือทำได้ ก็เป็นยอดเงินที่น้อยนิด เทียบกับความเสียหายไม่ได้อย่างแน่นอน

“ขณะนี้ทางเทศบาลพยายามจะนำเศษซากของเรือที่บางส่วนจะนำไปใช้งานได้ โดยให้เจ้าของเรือแจ้งมา ซึ่งทางเทศบาลจะเป็นผู้ขนย้ายและอำนวยความสะดวกในการขนย้าย โดยในวันนี้จะเริ่มขนเศษซากเรือออกจากแนวชายหาด ซึ่งอาจจะใช้เวลาเคลียร์พื้นที่ชายหาดบริเวณจุดเกิดเหตุราว 3-4 วัน”

ขณะที่เจ้าของสปีดโบ๊ทได้รวมตัวกันบริเวณจุดเกิดเหตุ เพื่อดูการเก็บกู้ซากเรือ พร้อมกับพูดคุยกับนายเทศมนตรีเทศบาลตำบลราไวย์ โดยมีเจ้าของเรือพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลังเกิดเหตุยังไม่ได้รับความชัดเจนในการช่วยเหลือจากส่วนที่เกี่ยวข้อง  แม้ว่าเวลาจะผ่านมาแล้วหลายวันก็ตาม

โดยเจ้าของเรือแต่ละลำกำลังตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากต้องเช่าสปีดโบ๊ทจากผู้ประกอบการอื่นๆมารับลูกค้าที่จองเรือไว้ล่วงหน้า เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวตามเกาะแก่งต่างๆ บางรายไม่มีเงินที่จะไปจ้างเรือมารับลูกค้า จำเป็นต้องให้เรือลำอื่นๆรับงานต่อ บางรายยังต้องผ่อนเรือ บางรายมีเรือ 2 ลำหมดตัว บางรายมี 4 ลำเป็นหนี้ที่ไม่ได้ก่อขึ้น

“พวกเราต้องการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจังหวัด-ตำรวจเร่งหาความจริงของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมและความถูกต้อง ขณะเดียวกันต้องการให้เรือที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ออกมารับผิดชอบที่ทำให้เรือของพวกเราต้องเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้”

ล่าข้ามชาติ! รวบมาเฟียยานรกแดนน้ำหอม หนีหมายตำรวจสากล กบดานพัทยา

สตม. โดย กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 โชว์ผลงานชิ้นโบแดง สนองนโยบายรัฐบาล และ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. บุกรวบหนุ่มฝรั่งเศสเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติระดับโลก หลังหนีหมายจับสีแดง ตำรวจสากล เข้ากบดานย่านพัทยา สั่งการเพิกถอนวีซ่าทันควัน เตรียมผลักดันกลับดำเนินคดี

ตามนโยบายของ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาภัยคุกคามความมั่นคงทุกมิติ และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ได้ขับเคลื่อนแนวนโยบาย “1 ยึดมั่น 6 เร่งรัด 9 ก้าวหน้า” โดยเฉพาะการเร่งรัดปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและกลุ่มทุนสีเทา เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ได้สั่งการให้กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 (บก.ตม.3) เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลเฝ้าระวังที่แฝงตัวเข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยว

ชุดสืบสวน บก.ตม.3 ได้ทำการเข้าตรวจสอบและควบคุมตัว นายโบนส์  อายุ 32 ปี สัญชาติฝรั่งเศส ผู้ต้องหาตามหมายแดงตำรวจสากล (INTERPOL Red Notice) ในฐานความผิดฉกรรจ์ ได้แก่ การนำเข้า-ส่งออกยาเสพติด และการมีส่วนร่วมในสมาคมอาชญากรเพื่อเตรียมการกระทำความผิดที่มีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี โดยทางการฝรั่งเศสระบุว่าเป็นบุคคลอันตรายในเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่เคลื่อนไหวในกรุงปารีสและพื้นที่ใกล้เคียง โดยล่าสุดตำรวจสากลตรวจพบว่า คนร้ายรายนี้เป็นตัวกลางในการขายยาเสพติดระหว่างยุโรปและอเมริกา

จากการสืบสวนพบว่า นายควินซี เดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเดินทางไปยังพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อซ่อนตัว ระหว่างรอหนีไปยังประเทศที่ 3 จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ใช้ความพยายามแกะรอย จนพบความเคลื่อนไหวล่าสุด บริเวณชานเมืองพัทยา จึงได้เข้าทำการตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง

เบื้องต้น บก.ตม.3 ได้ดำเนินการ เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เนื่องจากมีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมและเข้าลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 พร้อมควบคุมตัวส่งกักตัวที่สถานกักตัวคนต่างด้าว เพื่อประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ดำเนินการผลักดันส่งกลับไปรับโทษตามกฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศสต่อไป

“เราจะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นที่หลบซ่อนของอาชญากรข้ามชาติ บก.ตม.3 ยึดถือนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเคร่งครัดในการ ‘กวาดบ้าน’ ให้สะอาด การจับกุมรายนี้สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลและการทำงานเชิงรุกของชุดสืบสวน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไทยคือจุดหมายที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวที่ดี แต่คือพื้นที่อันตรายสำหรับอาชญากร”