นักท่องเที่ยวทะลักเชียงใหม่สัมผัสลมหนาวเคาต์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

เชียงใหม่คึกคักแล้ว “นักท่องเที่ยว” แห่เดินทางมาเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ ทำรถแน่นทุกเส้นทาง คาด 30-31 ธ.ค. จะมีปริมาณรถหลั่งไหลเข้าสู่เชียงใหม่วันละไม่ต่ำกว่า 30,000 คัน

บรรยากาศการเดินทางเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่เป็นไปอย่างหนาแน่น ประชาชนทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวกันล่วงหน้าก่อนจะเริ่มหยุดยาวในวันที่ 31 ธ.ค. 2568 ถนนหลายสายคับคั่งไปด้วยปริมาณรถ โดยเฉพาะถนนซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่–ลำปาง และเส้นทางเชียงใหม่ – แม่ริม

ทั้งนี้ เป็นเส้นทางหลักไปสู่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายแห่งใน อ.แม่ริม อ.เชียงดาว และ อ.ฝาง ตลอดทั้งวันปริมาณรถคับคั่ง เช่นเดียวกับถนนในเขตตัวเมืองเชียงใหม่อย่างถนนห้วยแก้วที่มุ่งหน้าขึ้นสู่ดอยสุเทพ โดยคาดว่าในวันที่ 30-31 ธ.ค. จะมีปริมาณรถหลั่งไหลเข้าสู่เชียงใหม่วันละไม่ต่ำกว่า 30,000 คัน

ขณะที่กลุ่มงานจราจร ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ จัดระเบียบการจราจรลดอุบัติเหตุและการจราจรคับคั่งในเส้นทางขึ้นสู่ยอดดอยแหล่งเที่ยวสำคัญ โดยประกาศห้ามรถโดยสารขนาดใหญ่ รถโดยสารสองชั้นเดินรถขึ้นดอยสุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่, ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง และ ดอยอ่างขาง อ.ฝาง ในทุกวันหยุดเสาร์–อาทิตย์ และ วันนักขัตฤกษ์ และ ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค. 2568 ถึง 4 ม.ค. 2569

พร้อมขอความร่วมมือบริษัททัวร์ คนขับรถนำเที่ยว และส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานจราจรและปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันและแก้ไขการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและการจราจรติดขัดในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ

ชนวินาศสันตะโร กระบะพุ่งเสยยับจอดติดไฟแดงกลางเมือง 5 คันรวดดับ 1 เจ็บ 10

ประเดิมก่อนถึง 7 วันอันตราย ชนวินาศสันตะโรไฟแดง กระบะพุ่งชนอัดท้ายกระบะจอดติดสัญญาณกระเด็นไปเสยคันหน้ากระแทกอัดจยย. 2 คัน บาดเจ็บ 10 เสียชีวิต 1 ราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ ได้รับแจ้งเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 ธ.ค.2568 เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันหลายคัน บริเวณสี่แยกไฟแดงบ้านนาไร่ใหญ่ ต.เสนางคนิคม อ.เสนางคนิคม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายรายจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิเพชรเกษม อำนาจเจริญ.

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะโตโยต้า สีดำ ชนอัดท้ายรถกระบะมิตซูบิชิ สีขาว สภาพพังยับเยินทั้ง 2 คัน นอกจากนั้นยังมีรถกระบะอีก 1 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน ถูกชนพังเสียหาย โดยมีผู้บาดเจ็บรวม 11 คน เป็นชาย 7 คน หญิง 4 คน ในจำนวนนี้อาการสาหัส 1 รายเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ เจ้าหน้าที่ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเสนางคนิคม ก่อนคนที่อาการสาหัสจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุรถกระบะ และรถจักรยานยนต์จอดต่อท้ายติดสัญญาณไฟแดงอยู่ จากนั้นมีรถกระบะอีกคันขับพุ่งมาชนท้ายอย่างแรง จากแรงกระแทกเกิดการชนต่อกันไปกระแทกรถจักรยานยนต์ 2 คันที่จอดอยู่หน้าสุด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทีมชาติไทย U23 ฟิตจัดลงซ้อมเตรียมลุย AFC “โค้ชวัง” วางแผนที่ละก้าว

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 เวลา 16.30 น. ณ สนามภายใน ยามาโอกะ ฮานาซากะ อคาเดมี ฟุตบอลชายทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ลงทำการฝึกซ้อมครั้งแรก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้าย ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย

การฝึกซ้อมครั้งนี้ มีนักกีฬาทั้งหมด 22 คน โดยเน้นไปที่การฟื้นฟูร่างกายและการทบทวนคอนเซปต์ การฝึกซ้อมในช่วงที่ผ่านมา

ก่อนการฝึกซ้อม ‘โค้ชวัง’ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี กล่าวว่า “วันนี้เป็นวันแรกที่เรียกน้องๆเข้าแคมป์เก็บตัวเพื่อเตรียมทีมไปชิงแชมป์เอเชีย ที่ซาอุดีอาระเบีย และแผนของเราคือเดินทางในวันที่ 3 มกราคมนี้ โดยวันแรกก็ขาดคนเดียวที่ยังไมได้เข้าแคมป์ แต่จะตามมาวันพรุ่งนี้ เพราะตัวน้องเพิ่งลงเล่นให้กับสโมสร ส่วนที่เหลืออีก 22 คน ก็มาพร้อมกันหมดแล้ว”

“เรามีเป้าหมายทุกครั้ง เด็กไประดับเอเชีย แน่นอนว่าในเรื่องการเจอทีมอย่าง ออสเตรเลีย, อิรัก หรือจีน จะได้ประโยชน์หลายอย่าง โดยเฉพาะประสบการณ์ แต่เราก็ไม่ได้ทิ้งเรื่องของผลงาน อย่างน้อย เรามองทีละก้าวคือผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายก่อน เราจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เราเตรียมทีมมา ผมเข้ามาคุมทีมเกือบ 6 เดือน ก็มีนักเตะแกนหลักจากซีเกมส์ รวมถึง ชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก ในรอบสุดท้ายเราอาจจะขาดตัวหลัก แต่ก็มองว่ามีน้องๆ ที่ทุกคนก็มีความสามารถ เมื่อมีบางคนติดภารกิจกับสโมสร ผมก็เชื่อว่า คนที่เข้ามาใหม่ก็มีความกระหาย ไม่อยากให้เขาสิ้นศรัทธา เราพลาดเป้าในซีเกมส์ แต่ว่าเราจะพยายามเดินหน้าต่อ ตัวผมและนักเตะที่มารับใช้ชาติ อยากให้เขาภาคภูมิใจ และศรัทธา ในการเป็นตัวแทนของทีมชาติไทย ไปทำการแข่งขัน”

“เราก็ขาดหายไปเยอะ ตอนแรกคาดการณ์ว่า 3-4 คน แต่แกนหลัก 11 ตัวแรก ในการเตรียมทีมมาในรอบคัดเลือก และซีเกมส์ หายไปประมาณ 8 คน ก็กระทบค่อนข้างเยอะ แต่อย่างที่บอกเราก็มองว่านักเตะใหม่ เชื่อว่าถ้าเขาได้ไประดับเอเชีย ได้ประสบการณ์ เชื่อว่าต่อไปจะเป็นตัวหลักของทีมชาติชุดนี้ในรุ่นต่อไป เราคิดว่าน้องหลายคนจะก้าวขึ้นไปทีมชาติไทยชุดใหญ่ได้ ตอนนี้ทางฝ่ายเทคนิค ก็ได้ประชุมว่าทุกทัวร์นาเมนต์ เราควรจะมีสถิติเก็บไว้ คนไหนที่ทำผลงานได้ดี ก็มีข้อมูลส่งต่อให้รุ่นต่อไป และชุดใหญ่ ที่เขาสามารถหยิบเลือกขึ้นไปใช้ในรุ่นต่อไป”

“ถ้าคิดในแง่ดี เราก็ได้นักเตะที่ติดทีมชาติเพิ่มขึ้น มีโอกาสให้น้องหลายคน ทั้งจากบุรีรัมย์ U21 รวมถึงอีกหลายคน ที่ได้กลับมาอย่าง ธีรภัทร ปรือทอง ที่ก็มีชื่อในลิสต์ แต่ไม่มีชื่อในซีเกมส์ แต่ก็ได้กลับมา ก็เปิดโอกาสให้น้องหลายคน และจะเป็นทรัพยากรของทีมชาติต่อไปในอนาคต”

ด้าน อิคลาส สันหรน ปีกของทีมชาติไทย U23 กล่าวว่า “ผมก็ต้องเรียนรู้กับรุ่นน้องและรุ่นพี่ที่เข้ามาใหม่ ต้องพยายามศึกษากันและกัน รายการนี้ผมมองว่าคุณภาพคู่แข่งน่าจะดีกว่าเดิม แต่ก็น่าจะสู้กันสนุก แต่เราต้องพยายามปรับตัวเข้าหากัน ผมว่าน่าจะสู้กับทีมอื่นๆ ได้สนุก เพราะเชื่อว่าทุกคนในทีมชาติไทยก็พร้อมจะทำเต็มที่ ส่วนตัวผมถ้าได้โอกาส ก็จะช่วยทีมให้ได้มากที่สุด”

“เป้าหมายของผมถ้ามีโอกาส ก็จะพยายามเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายให้ได้ ผมมองว่าเราต้องดูตัวผู้เล่น เพราะมีคนใหม่เยอะก็ต้องเรียนรู้กันและปรับตัวเข้าหาแทคติกโค้ช ส่วนตัวผมปีนี้ก็เกินกว่าที่เราคิด เป็นปีแรกที่เราติดทีมชาติ และติดทีมชาติมาโดยไม่ได้ตั้งตัวและไปเรื่อย ปีนี้เป็นปีที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ ติดทีมชาติไทย U23 และชุดใหญ่ด้วยครับ”

สำหรับ ทีมชาติไทย U23 จะเก็บตัวฝึกซ้อมที่ประเทศไทยไปจนถึงวันที่ 3 มกราคม 2569 และเดินทางไปประเทศซาอุดีอาระเบีย ในวันดังกล่าว เพื่อเตรียมสำหรับการแข่งขัน โดยโปรแกรมของทีมชาติไทย U23 ในศึกชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี มีดังนี้

#Matchday1 
???? วันที่ 8 มกราคม 2569
???????? ออสเตรเลีย พบ ไทย ????????
⏰ 18.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
????️ อัล ชะบ๊าบ คลับ สเตเดียม

#Matchday2
???? วันที่ 11 มกราคม 2569
???????? ไทย พบ อิรัก ????????
⏰ 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
????️ ปรินซ์ ไฟซอล บิน ฟาฮัด สปอร์ตส์ ซิตี้ สเตเดียม

#Matchday3
???? วันที่ 14 มกราคม 2569 
???????? ไทย พบ จีน ????????
⏰ เวลา 18.30 น. ตามเวลาประเทศไทย 
????️ อัล ชะบ๊าบ คลับ สเตเดียม

โดยทุกนัดจะถ่ายทอดสดทาง Youtube : BG Sports

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ครั้งนี้ ไม่มีการคัดเลือกไปแข่งขันทัวร์นาเมนต์ต่อไป แต่จะมีผลต่อการจัดโถสำหรับการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบคัดเลือก ในปี 2028 และครั้งดังกล่าวจะมีการหาชาติเป็นตัวแทน ไปแข่งขันฟุตบอลชาย ในมหกรรมโอลิมปิก ที่ นครลอส แองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อไป

#FAThailand #ฟุตบอลทีมชาติไทย #ทีมชาติไทยU23 #AFCU23 #AsianCup2026 #AFCU23AsianCup2026

กรมศุลกากรโชว์ผลงาน 3 เดือน ทลายเครือข่ายสินค้าผิดกฎหมาย มูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท

กรมศุลกากรแถลงข่าวผลการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายที่สำคัญในรอบสามเดือน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มูลค่ากว่า 1,650 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร แถลงข่าวผลการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายที่สำคัญในรอบสามเดือน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท โดยมี นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) นายพีรพงศ์ รำพึงจิตต์ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการข่าวและปราบปรามยาเสพติด 6 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) และ พ.อ. กอบปิติ ถาวรพฤกษ์ ผู้อำนวยการกอง 12 สำนักปฏิบัติการข่าว ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย (ศรภ.) เข้าร่วมในการแถลงข่าวครั้งนี้ ณ ห้องโถง อาคาร 1 กรมศุลกากร

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหายาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมาย และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบนโยบายให้กับผู้บริหารกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ในการให้ความสำคัญกับการป้องกันปราบปรามยาเสพติด และการนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อเป็นการปกป้องสังคมและประชาชน โดยกำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบควบคุมการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่มีความเสี่ยงในการทำผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางการค้า โดยให้บูรณาการกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

ในระยะเวลาสามเดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายเป็นไปอย่างเข้มข้นในทุกมิติ

สำหรับสถิติการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายที่สำคัญของกรมศุลกากร ในปีงบประมาณ 2569 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 22 ธันวาคม 2568) มีผลการจับกุมในคดีสำคัญและคดียาเสพติดรวมทั้งสิ้น 510 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1,650 ล้านบาท โดยเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ต.ค. – ธ.ค. 2567) พบว่าสามารถจับกุมคดีสำคัญได้จำนวนเพิ่มขึ้น 3 เท่าของในปีที่ผ่านมา และมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 6 เท่าโดยประมาณ สำหรับข้อมูลการจับกุมด้านยาเสพติด มีการจับกุมจำนวน 69 คดี มูลค่ารวมกว่า 184 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 48% ทั้งนี้ การจับกุมสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 มิติและ 1 กลุ่ม โดยมีรายละเอียดในแต่ละมิติ ดังนี้ 

1. มิติความปลอดภัยต่อผู้บริโภค การป้องกันและปราบปรามสินค้าที่ไม่มีใบรับรองมาตรฐานสินค้า สินค้าไม่มีใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ กรมศุลกากรได้กำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งหากปล่อยให้มีการนำสินค้าดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในประเทศ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินได้ ทั้งนี้ ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมามีการตรวจพบและจับกุมคดีสำคัญจำนวน 55 คดี มูลค่ารวมกว่า 740 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า ได้แก่ นาฬิกา รองเท้า กระเป๋าคละยี่ห้อ รวมถึงน้ำหอมและเครื่องสำอางต่าง ๆ จำนวนรวม 23 คดี ปริมาณกว่า 80,000 ชิ้น โดยมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 700 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการซุกซ่อน และลักลอบนำเข้ามาทาง ด่านศุลกากรในภาคอีสาน ภาคตะวันออก และท่าเรือแหลมฉบัง นอกจากนี้ยังมีการจับกุมสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจำนวน 9 คดี ปริมาณรวมกว่า 150,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 36 ล้านบาท

2. มิติการปกป้องสังคม การป้องกันและปราบปรามสินค้าจำพวก บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เหล้า ไวน์ ทองคำ ธนบัตร และการฟอกเงิน โดยมีการตรวจพบ และจับกุมคดีที่สำคัญสำหรับสินค้าในมิตินี้จำนวนรวม 238 คดี มูลค่ากว่า 520 ล้านบาท สินค้าดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพ สวัสดิภาพ รวมถึงความปลอดภัย ของประชาชนในสังคมเป็นอย่างมาก โดยกรมศุลกากรได้บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในการเข้าตรวจค้นบ้านในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร จนสามารถจับกุมบุหรี่ไฟฟ้า หัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า และอื่น ๆ จำนวนกว่า 180,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 41 ล้านบาทได้เป็นผลสำเร็จ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สามารถจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าได้แล้วเป็นจำนวน 414,974 ชิ้น มูลค่า 65 ล้านบาท รวมถึงสามารถจับกุมบุหรี่มวนได้ถึง 49 คดี มูลค่ารวม 41 ล้านบาท จำนวนรวม 5.3 ล้านมวน นอกจากนี้ ยังได้มีการตรวจพบและจับกุมก๊าซไนตรัสออกไซด์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ก๊าซหัวเราะ (Happy Gas) บรรจุในกระบอกอัดแรงดันสูง ปริมาณ 5,184 กระบอก (กระบอกละ 5 กิโลกรัม) มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 85 ล้านบาท ซึ่งนำเข้ามาทางท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากมีการนำก๊าซไนตรัสออกไซด์ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์อาจจะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ สำหรับการตรวจสอบผู้เดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักรในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการตรวจยึดจับกุมวัตถุคล้ายทองคำ จำนวน 5 คดี น้ำหนักรวมกว่า 9 กิโลกรัม มูลค่ารวมประมาณ 39 ล้านบาท

3. มิติการปกป้องเศรษฐกิจในประเทศ การป้องกันและปราบปรามสินค้าหลีกเลี่ยงอากร สินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ สินค้าที่หลีกเลี่ยงอากรทุ่มตลาด สินค้าเกษตร ซึ่งหากปล่อยให้สินค้าเหล่านี้เข้ามาจำหน่ายในประเทศจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้า และผู้ประกอบการในไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากสินค้าเหล่านี้จะมีต้นทุนที่ต่ำลง และสามารถเข้ามาแข่งขันกับสินค้าของไทยได้ ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้มีการตรวจพบ และจับกุมคดีที่สำคัญสำหรับสินค้าในมิตินี้จำนวนรวมถึง 139 คดี มูลค่า 196.04 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ จำนวน 9 คดี มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 97 ล้านบาท จำนวนรวม 185,373 ชิ้น โดยสินค้าที่ถูกจับกุมได้แก่ พรม ผ้าม้วน กระดาษทิชชู่ หม้อทอดไร้น้ำมัน ไฟแช็ก ภาชนะกระดาษชานอ้อย ถาดเตาอบกึ่งสำเร็จรูป โช้คอัพ ถ้วยกระดาษพร้อมฝา และสินค้าที่หลีกเลี่ยงอากรทุ่มตลาด คดีสำคัญจำนวน 7 คดี ปริมาณกว่า 97 ตัน มูลค่าสินค้ารวมถึง 4.4 ล้านบาท สามารถจัดเก็บอากรทุ่มตลาดได้กว่า 7.6 ล้านบาท

4. มิติการปกป้องสิ่งแวดล้อม การป้องกันและปราบปรามขยะข้ามพรมแดน สิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ และวัตถุอันตราย กรมศุลกากรได้มีการตรวจพบ และจับกุมคดีที่สำคัญสำหรับสินค้าในมิตินี้จำนวน 9 คดี มูลค่า 5.11 ล้านบาท โดยมีกรณีจับกุมที่สำคัญ ได้แก่ สารกำจัดวัชพืช (Cyclosinone หรือ Cycloazine) นำเข้ามาทางท่าเรือแหลมฉบัง ปริมาณ 12,000 ถุง น้ำหนัก 6,000 กิโลกรัม มูลค่า 600,000 บาท ซึ่งยังไม่มีการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรในประเทศไทย และมีการจับกุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ปริมาณ 430,000 กิโลกรัม ซึ่งอยู่ในกระบวนการผลักดัน กลับไปยังประเทศต้นทาง นอกจากนี้ยังมีการจับกุมซากจระเข้ กระเพาะปลาแห้ง ค่าง 5 สี และอิกัวนา อีกด้วย

5. กลุ่มยาเสพติด การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดทุกประเภท เช่น ยาบ้า เมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) เฮโรอีน MDMA โคคาอีน เมฟิโดรน เคตามีน เป็นต้น กรมศุลกากรได้มีการตรวจพบ และจับกุมคดียาเสพติดที่สำคัญ รวมเป็นมูลค่า 184 ล้านบาท แบ่งเป็นการจับกุมยาบ้าปริมาณรวม 300,000 เม็ด มูลค่ารวม 46 ล้านบาท โซพิโคลน (ZOPICLONE) จำนวน 300,000 เม็ด มูลค่า 42 ล้านบาท เมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) ปริมาณรวม 459,275 กรัม มูลค่ารวม 30 ล้านบาท โดยมีกรณีจับกุมที่สำคัญ ได้แก่ การจับกุมหญิงชาวอินเดีย ซุกซ่อนเฮโรอีนไว้ในสัมภาระ น้ำหนักรวม 15,640 กรัม ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ปลายทางประเทศไนจีเรีย มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท การตรวจยึดเฮโรอีนส่งออก จำนวน 1,520 กรัม มูลค่า 4 แสนบาทปลายทางออสเตรเลีย และได้บูรณาการร่วมกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) และศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย (ศรภ.) ขยายผลจับกุมชาวเวียดนามอีก 5 ราย และสามารถตรวจยึดไอซ์  MDMA ยาอี โคคาอีน คีตามีน ไนเมตาซีแพม ได้เพิ่มเติม อีกด้วย

อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับความสำเร็จในการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงาน กรมศุลกากรและทุกหน่วยงานจะร่วมกันปฏิบัติงานเพื่อปกป้องประชาชนและสังคมให้ปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืนต่อไป

รถไฟฟ้าสายสีแดง มอบความสุขปีใหม่ ขยายเวลาวิ่งถึงตี 2 ในคืนเคาท์ดาวน์ 31 ธ.ค.

2025-12-17 เปิดถึงตี 2

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ส่งมอบความสุข ขยายเวลาเปิดให้บริการ ถึง ตี 2 คืนวันที่ 31 ธ.ค. 68 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่มอบให้แก่ประชาชน    

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ได้ให้ความสำคัญต่อการให้บริการประชาชนในระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวก และความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 ที่จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก กระทรวงคมนาคม จึงได้กำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง รวมถึงมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือในการเชื่อมโยงการเดินทางระบบขนส่งสาธารณะเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ 

พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานส่งมอบความสุขให้แก่ประชาชน เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ด้วย โดยบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด พร้อมขานรับนโยบายของกระทรวงคมนาคม เพื่อให้การเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม สามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่นๆได้อย่างสะดวกสบายและมีความปลอดภัย จึงได้ขยายเวลาเปิดบริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 68 โดยให้บริการจนถึงเวลา ตี 2 เพื่อเป็นการส่งมอบความสุขแทนคำขอบคุณมายังประชาชนทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงมาโดยตลอด

พร้อมกับเตรียมของขวัญสุดพิเศษในวันขึ้นปีใหม่ คือ กระเป๋า RED LINE รักษ์โลก มอบให้แก่ผู้ใช้บริการ จำนวน 2,026 ชิ้น ในวันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งผู้โดยสารสามารถติดต่อขอรับได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารทุกสถานี ตั้งแต่เวลา 05.30 น. – 24.00 น. หรือจนกว่าของจะหมด บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ใช้บริการทุกท่านจะได้รับความสุข ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยตลอดการเดินทางในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้

สำหรับด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย มีการจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสุนัขทหาร K9 ตรวจตราในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงจุดที่มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดเหตุก่อการร้าย หรือเหตุวินาศกรรม พร้อมกำชับกวดขันเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คอยสอดส่องและระมัดระวังเหตุอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆทุกสถานี นอกจากนี้ยังมีการจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่ผ่านระบบ CCTV ตลอด 24 ชั่วโมง โดยควบคุมการปฏิบัติงานผ่านวิทยุสื่อสาร หากเกิดเหตุด่วน เหตุร้ายขึ้นภายในสถานีรถไฟฟ้า จะสามารถดำเนินการเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ขอขอบคุณในทุกการสนับสนุนตลอดทั้งปี 2568 ที่ผ่านมา และจะมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปี 2569 ที่จะมาถึง เพื่อให้องค์กรเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ …ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

เขมรคลั่งรัวยิงจรวด BM-21 ถล่มอาคารนักท่องเที่ยวเขาพระวิหารเสียหายหนัก

อช.เขาพระวิหาร รายงานความเสียหายจากสถานการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา พบที่ทำการฯ และสถานที่ให้บริการเสียหายจำนวนมาก ยังมีระเบิดหลายจุด แจ้งฝ่ายความมั่นคงเร่งเก็บกู้

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 นายพิชัย วัชรพงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนางจิตร อาจสัญจร หัวหน้าอุทยานเขาพระวิหาร หลังจากได้ทำการสำรวจความเสียหายของสถานที่จากสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน พบความเสียหายในพื้นที่รับผิดชอบ ดังนี้

บริเวณที่ทำการอุทยานเขาพระวิหาร ถูกกระสุน BM-20 40 ลูก พบความเสียหาย จำนวน 5 จุด ได้แก่ อาคารที่ทำการ พบกระจกแตกรอบอาคาร ฝ้าพังบางจุด หลอดไฟหลุดจากผนัง บ้านพักเจ้าหน้าที่ ภาพรวมเสียหายจำนวนมาก ทั้งผนัง หลังคา ฝ้า และโรงจอดรถ อาคารค่ายเยาวชน เอื้องไอยเรศ พบอาคารโครงสร้างเสียหายหนัก ผนังและฝ้าพัง บ้านพักเจ้าหน้าที่ขนาด 3 ครอบครัว พังเสียหาย ผนังถูกสะเก็ดระเบิด ผนังและฝ้าชำรุด เสาไฟฟ้าภายในพบสายไฟชำรุด ระบบน้ำรั่วหลายจุด ซึ่งแก้ไขให้สามารถใช้การได้แล้ว

เขตบริการผามออีแดง พบความเสียหาย จำนวน 5 จุด ได้แก่ ศูนย์บริการผามออีแดง ฝั่งนิทรรศการ เสียหายหนัก เกือบทั้งหมด อาคารห้องบรรยาย อาคารเสียหายกระตกแตก หลังคาแตก บริเวณจุดรับประทานอาหาร หลังคาพังทั้งหมด ผนัง ช่องพัดลม พัดลมระบายอากาศ พังทั้งหมด ห้องน้ำ หลังคา ชำรุด ร้านค้าชุมชน หลังคาพังเกือบทั้งหมด เสียหายหนักมาก อาคาร อบจ. (ตชด.) ใช้ประโยชน์ เสียหายหนักเกือบทั้งหมด ทั้งหลังคา โครงสร้าง

เขตบริการเนินนับดาว จากการสำรวจ ณ ขณะนี้ พบว่าพื้นที่บ้านทะเลหมอก 1 พังเกือบทั้งหมด ทั้งหลังคา ฝ้า และโครงสร้าง ส่วนบริเวณโดยทั่วไป พบว่ามีระเบิดหลายจุดในแหล่งท่องเที่ยว และอาคารราชการเส้นทางสัญจรที่ยังไม่ระเบิด
ทั้งนี้ ยังมีอาคารรวมถึงพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่ระหว่างสำรวจข้อมูลเพื่อแจ้งให้ฝ่ายความมั่นคง เข้าเก็บกู้และทำลาย หากมีรายงานความเสียหายเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบต่อไป

.

โรงพยาบาลมิตรภาพจีน-กานา ฉลองครบรอบ 15 ปี

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา โรงพยาบาลมิตรภาพจีน–กานา หรือที่รู้จักกันในชื่อโรงพยาบาลเลคมา (Lekma Hospital) ได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปีของการก่อตั้ง ณ เมืองอักกรา เมืองหลวงของประเทศกานา

หลี่ เย่าหง ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกานา กล่าวชื่นชมบทบาทของโรงพยาบาลแห่งนี้ต่อระบบสาธารณสุขของกานา ซึ่งได้พัฒนาเติบโตจากสถานพยาบาลทั่วไปสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคที่มีศักยภาพด้านสหวิทยาการที่แข็งแกร่ง

หลี่ เย่าหง ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกานา กล่าวในระหว่างงานฉลองครบรอบ 15 ปี โรงพยาบาลมิตรภาพจีน-กานา ณ กรุงอักกรา ประเทศกานา (ซินหัว)

หลี่กล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลกานา เพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ทางการแพทย์ของโรงพยาบาลให้มีมาตรฐานขั้นสูง เทียบเท่าโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ

“ในอนาคตข้างหน้า เราจะยังคงยึดมั่นในพันธกิจร่วมกันในการสร้างประชาคมด้านสาธารณสุขโลกเพื่อทุกคน กระชับความร่วมมือ และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน” เขากล่าว

โรเบิร์ต อาเมซิยา (Robert Amesiya) รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริการสุขภาพภูมิภาค กล่าวในระหว่างงานฉลองครบรอบ 15 ปี โรงพยาบาลมิตรภาพจีน-กานา ณ กรุงอักกรา ประเทศกานา (ซินหัว)

ด้านโรเบิร์ต อาเมซิยา (Robert Amesiya) รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริการสุขภาพภูมิภาค กล่าวว่า “ผลลัพธ์การสร้างโรงพยาบาลแห่งนี้ รวมถึงทีมแพทย์ชาวจีน ได้ต่อชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้บริการนั้น เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง”

เขายังเสริมว่า โรงพยาบาลตั้งอยู่ในทำเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และให้บริการผู้ป่วยมากกว่า 100,000 คน ซึ่งทำให้ที่นี่เป็นสถานพยาบาลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศกานา

พยาบาลกำลังตรวจสุขภาพเด็กทารกที่โรงพยาบาลมิตรภาพจีน-กานา ในกรุงอักกรา เมืองหลวงของประเทศกานา (ซินหัว)

ที่มา People’s Daily Online

ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่สัตตะโสม ขาขาดรายที่ 11 ส่งรักษาด่วน รพ.สุรินทร์

ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขณะเข้าเคลียร์พื้นที่ชายแดน”สัตตะโสม”ขาขาดรายที่ 11ส่งรักษาด่วน รพ.สุรินทร์ ขณะเพจกองทัพบกเดือด จี้กัมพูชาต้องชัดเจนเรื่องเก็บกู้ทุ่นระเบิด

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.68 เมื่อเวลา 11.04 น. เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพบก ทันกระแส” โพสต์ข้อความระบุว่า “สัตตะโสมอีกแล้ว ทหารไทยเหยียบกับระเบิดหลังเข้าเก็บกู้พื้นที่ กัมพูชาต้องชัดเจน เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด! #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด”

ทั้งนี้ทหารผู้บาดเจ็บสาหัสคือ จ.ส.ต.สุจินต์ จิตกรียาน สังกัด ช.พัน 8 พล.ม.1 ขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่ เขาสัตตะโสม จ.ศรีสะเกษ ทำให้ได้รับบาดเจ็บที่ขาข้างซ้าย  ขณะปฏิบัติหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 บริเวณเขาสัตตะโสม จังหวัดศรีสะเกษ  โดยอาการของ จ.ส.ต. สุจินต์ จิตกรียาน บาดเจ็บสาหัสที่ขาซ้าย และมีอาการปวดที่ตาซ้ายร่วมด้วย  ทางเจ้าหน้าที่แพทย์ทหารเร่งนำตัวส่งรพ.เพื่อรักษาด่วน

 ต่อมา เจ้าหน้าที่รพ.เร่งประสานทีม sky doctor จาก รพ.ค่ายวีรวัฒน์ บินด่วนไปรับตัวเพื่อไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลสุรินทร์โดยเร่งด่วน เนื่องจาก จ.ส.อ. สุจินต์ จิตกรียาน ได้รับบาดเจ็บและสูญเสียเลือดจำนวนมาก

ต่อมาเวลา13.05น. เจ้าหน้าที่ ได้ส่งตัวจ.ส.ต. สุจินต์ จิตกรียาน ถึงโรงพยาบาลสุรินทร์ นพ.ชวมัย สืบนุการณ์ (ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์) พร้อมทีมแพทย์ ได้เข้ามารับตัวเพื่อเข้าไปรักษาตัวยังห้องฉุกเฉิน และเร่งส่งเข้าห้องผ่าตัดทันทีเนื่องจากอาการของ จ.ส.ต. สุจินต์ จิตกรียาน อาการสาหัสเสียเลือดมากโดยเร่งด่วน เจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เข้ามาดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดตามขั้นตอนต่อไป ตอนที่ลงจากรถพยาบาล อาการของพลทหารอยู่ในอาการหลับ 

บุกจับผู้สมัครสส.พรรคดังเอี่ยวฟอกเงินยาเสพติดกว่า 20,000 ล้านบาท

ตำรวจปราบปรามยาเสพติด บุกจับผู้ต้องหา 2 คน เปิดบริษัทขนส่งบังหน้า ฟอกเงินยาเสพติดกว่า 20,000 ล้านบาท พบมีการโอนเงินรายเดือนให้ผู้สมัคร สส. พรรคดังใน กทม. คุมตัวสอบแล้ว

การจับกุมในครั้งนี้เป็นเครือข่ายบริษัทขนส่ง 4 บริษัท โดยใช้กรรมการบริษัทจดแจ้งสลับกันไปมา และไม่มีกิจกรรมเคลื่อนไหวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะทำหน้าที่รับฟอกเงินให้กับเครือข่ายยาเสพติด รวมแล้วทั้งสิ้น 7 หมายจับ ตรวจค้น 22 เป้าหมาย ในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี ลพบุรี ตรัง ซึ่งจุดที่ทีมข่าวเข้ามาสังเกตการณ์  คือบ้านหรูแห่งหนึ่งย่านบางแวก เขตตลิ่งชัน จับกุมผู้ต้องหา 2 คน พร้อม ตรวจยึดของกลาง เป็นอาวุธปืนหลายขนาดรวม 16 กระบอกเงินสด 1 ล้านบาท รถยนต์หรู 2 คัน และอาร์ตทอย 3 ตัว

พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  เปิดเผยว่า การจับกุมในครั้งนี้เป็นการขยายผลมาจาก การจับกุมเครือข่ายยาเสพติดชาวลาวเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ต้องหา 2 คนในจุดนี้ให้การรับว่า เป็นกรรมการผู้ถือหุ้นบริษัทจริง แต่ชี้แจ้งที่มาของรายได้บริษัทไม่ได้ แต่ตำรวจพบข้อมูลว่า บริษัทดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนกว่า 20,000 ล้านบาทรวมทั้งสิ้น 50 บัญชีโดยหลังจากนี้จะมีการประสานเจ้าหน้าที่ ปปง. มาตรวจสอบเส้นทางการเงิน

นอกจากนี้ หนึ่งในเส้นทาง การเงินสำคัญที่ตรวจพบได้คือการโอนเงินรายเดือนไปให้กับผู้สมัคร สส. พรรคการเมืองชื่อดังในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งตำรวจสามารถคุมตัวได้แล้ว และเป็นการจับตามหมายจับได้ที่ย่านบางพลัด

.

สาวใหญ่ร้องเศษใบมีดเข้าตาหมอวินิจฉัยผิดให้แค่น้ำเกลือมาล้างทำดวงตาเน่าต้องผ่าลูกตาทิ้ง

อุทัยธานี- อุทาหรณ์!!สาวใหญ่ ถูกเศษใบมีดเข้าตาไปพบแพทย์โรงพยาบาล ได้แค่น้ำเกลือล้างตา ล่าสุดทนไม่ไหว ไปรักษาโรงพยาบาลอีกที่ บอกดวงตาเน่าแล้วต้องผ่าลูกตาออกเอาชีวิตไว้

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผย จากนางสาวสริตา แก้วกัณหา อายุ 47 ปี ชาวจังหวัดอุทัยธานี ได้เดินทางมาลงบันทึกประจำวัน ว่าวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณเที่ยง นางสาวสริตา ได้เกิดอุบัติเหตุเศษเหล็กจากมีด คาดว่าน่าจะกระเด็นเข้าตาที่ด้านขวาได้รับบาดเจ็บ และเริ่มรู้สึกเคืองตา พอช่วงบ่ายของวันที่ 19 ธ.ค.68 ได้เดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลในอำเภอแห่งหนึ่ง ในจังหวัดอุทัยธานี เพื่อให้แพทย์ตรวจอาการที่ดวงตา

โดยเล่าเหตุการณ์ให้แพทย์ฟัง หลังจากนั้นทางแพทย์ได้ทำการรักษาดวงตาโดยใช้ไฟฉายส่องที่ดวงตาแล้วแจ้งเบื้องต้น ว่าไม่น่าจะมีอะไรแล้วก็ให้ไปรับน้ำเกลือเพื่อล้างตาที่ห้องฉุกเฉิน พร้อมกับนัดให้มาตรวจพบแพทย์อีกทีในวันที่ 5 มกราคม 2569 ล่าสุดหลังจากที่กลับมาบ้านแล้ว ได้เริ่มมีอาการปวดที่เบ้าตาข้างขวาและมีน้ำหนองไหลออกมา จึงได้ทานยาระงับอาการปวดและในเวลาต่อมาดวงตาข้างขวามีอาการบวมมากขึ้น

พร้อมกับมีน้ำหนองไหลออกมา จึงได้ทานยาอย่างต่อเนื่องหวังว่าอาการคงจะดีขึ้น ต่อมาอาการก็ยังไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจเดินทางไปตรวจอาการรักษาที่โรงพยาบาลอุทัยธานี ในวันที่ 22 ธ.ค.68 จนแพทย์ได้สแกนและวินิจฉัยและมีความเห็นว่าดวงตาด้านขวานั้นอักเสบและติดเชื้อจากเศษเหล็กที่ฝังอยู่ในดวงตาและไม่สามารถรักษาดวงตาไว้ได้แล้วเนื่องจากดวงตามีอาการเน่าจึงจำเป็นต้องควักเอาดวงตาออกเพื่อรักษาชีวิตไว้

ทั้งนี้ตนเอง ได้ขอลงบันทึกประจำไว้เป็นฐาน เพื่อขอยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมจากสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี ว่าตนเองคาใจ เกี่ยวจากแพทย์โรงพยาบาลวินิจฉัยก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่ ที่บอกว่าไม่เป็นอะไร แล้วก็ให้แค่น้ำเกลือมาล้างตาเพียงเท่านั้น หากส่งตัวตนเองไปรักษาตั้งแต่วันแรก ดวงตาคงไม่เน่าเสีย จนถึงต้องผ่าควักลูกตาออกมา ทำให้มองไม่เห็นข้างหนึ่ง

.