ทร.ยึดคลังแสงฐานบังเกอร์ทหารกัมพูชาพื้นที่บ้านสามหลังจ.ตราด

ทหารเรือนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เข้าเคลียร์พื้นที่พร้อมตรวจยึดอาวุธ ทั้งเครื่องยิงจรวดต่อต้านรถถังแบบ PF-89, เครื่องยิงจรวด Type 69 RPG, ลูกจรวด RPG, กระบอกบรรจุกระสุน ปรส. Type 65 ขนาด 82 mm.  ได้เป็นจำนวนมาก ร่วมถึงฐานบังเกอร์ทหารกัมพูชาในพื้นที่บ้านสามหลัง บ้านหนองรี จ.ตราด

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่า ภายหลังกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เข้าควบคุมและยึดคืนพื้นที่บริเวณบ้านหนองรี ซึ่งเดิมถูกใช้เป็นฐานที่มั่นทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ภายหลังการเข้าเคลียร์พื้นที่ได้ตรวจพบคลังเก็บทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกดัดแปลงจากทุ่นระเบิดดักรถถัง จำนวน 16 ลูก ที่พร้อมใช้งาน ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่มีลักษณะจงใจสร้างอันตรายโดยไม่เลือกเป้าหมาย และเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อทั้งกำลังพล และพลเรือน

จากการตรวจยึดและตรวจสอบพื้นที่ฐานพลุกดรัมเรย (บ้านสามหลัง) เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยังได้ตรวจพบเอกสารทางทหารของฝ่ายกัมพูชา เป็นเอกสารการจดบันทึกของผู้เข้ารับการฝึกใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN-2 โดยมีเนื้อหาครอบคลุมถึงลักษณะทั่วไปของทุ่นระเบิด การวาง และการเก็บกู้ ซึ่งมีการระบุวันที่จัดการสอนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 อีกด้วย เอกสารดังกล่าวถือเป็นพยานหลักฐานที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชามีการอบรมให้ทหารกัมพูชาใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง มิใช่การกระทำโดยบังเอิญหรือเฉพาะหน้า และสะท้อนถึงเจตนาในการใช้ “สงครามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล” ต่อฝ่ายไทย ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

กองทัพเรือขอเน้นย้ำว่าการกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศหลายประการ เช่น
• อนุสัญญาออตตาวา ค.ศ. 1997 ซึ่งกำหนดห้ามการใช้ ผลิต หรือครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคล
• พิธีสารเพิ่มเติม ฉบับที่ 1 แห่งอนุสัญญาเจนีวา ที่บัญญัติหลักการแยกแยะระหว่างเป้าหมายทางทหารกับพลเรือน และห้ามใช้อาวุธหรือวิธีการรบที่มีลักษณะไม่สามารถจำกัดผลกระทบต่อเป้าหมายทางทหารได้

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้ ครอบครอง รวมถึงดัดแปลงทุ่นระเบิดสังหารบุคคลดังกล่าว และเจตนาในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ไม่เพียงเป็นการฝ่าฝืนพันธกรณีตามกฎหมายสากลเท่านั้น หากแต่ยังสะท้อนถึงการไม่เคารพหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน และกองทัพเรือขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาอย่างถึงที่สุด และขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศโดยทันที

พร้อมทั้งแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ ฝ่ายไทยขอยืนยันว่าจะดำเนินการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของประชาชน ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด

“กะเพราป่า” สร้างความมั่นคงอาหาร ยกระดับเกษตรกรไทย

ในยุคที่วิถีชีวิตคนไทยต่างมีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบทำให้อาหารพร้อมรับประทานเป็นที่นิยมมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มนิยมบริโภคเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยที่ในใจคนไทยยังคงโปรดปรานรสชาติเมนูอาหารในบ้านที่คุ้นเคยอยู่เสมอ ซีพีแรม ผู้นำอุสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน จึงตอบโจทย์ความต้องการนี้ด้วยเมนูยอดฮิตที่แทบทุกคนต้องเคยลิ้มลองกันมาแล้ว นั่นก็คือ “ข้าวกะเพราถาดสีแดง ใน 7-Eleven” ที่ยังคงความอร่อยจัดจ้าน หอมกลิ่นใบกะเพรา พร้อมรสเผ็ดซ่า อันเป็นเอกลักษณ์ของซีพีแรมซึ่งวันนี้เราจะมาไขความลับความอร่อยของข้าวกะเพราซีพีแรม พร้อมเจาะลึกแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมากกว่าการสร้างสรรค์รสชาติ แต่คือความมั่นคง-ความยั่งยืนทางอาหารที่แท้จริง

ปัจจุบัน เมนูข้าวกะเพราของซีพีแรม มีกำลังการผลิตรวม 5.6 ล้านถาดต่อวัน และใช้ใบกะเพราสดวันละมากกว่า 1.36 ตัน (เฉพาะใบ) โดยเมนูกะเพรายอดนิยม 3 อันดับแรกคือ ข้าวกะเพราไก่คั่ว ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว และข้าวกะเพราหมู ซีพีแรม ให้ความสำคัญกับใบกะเพราอย่างมากซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลัก เพราะเป็นวัตถุดิบหลักที่เป็นกุญแจสำคัญต่อรสชาติ แต่ถึงแม้กะเพราจะเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตไว และให้ผลผลิตตลอดปี แต่ก็ยังเจอกับปัญหาหลายอย่างอาทิ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการเติบโต การกำจัดศัตรูพืชให้สอดคล้องตามมาตรฐาน GAP วิธีการเก็บเกี่ยว และการใช้ทรัพยากรน้ำและดิน เป็นต้น

เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต” ของซีพีแรมจึงถือกำเนิดขึ้น โดยมุ่งพัฒนาระบบเพาะปลูกตามมาตรฐาน GAP เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต สร้างรายได้มั่นคง และเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร ในส่วนของกะเพรา ซีพีแรมได้ศึกษาวิจัยและพัฒนาพันธุ์ “กะเพราป่า” ที่มีรสชาติเผ็ดร้อน กลิ่นหอมเฉพาะตัวที่แตกต่างจากกะเพราทั่วไป ซึ่งเมื่อนำมาปรุงอาหารก็จะให้กลิ่นที่หอมชวนรับประทานและรสชาติเข้มข้นเป็นพิเศษ จนกระทั่งในปัจจุบัน ซีพีแรมได้จดสิทธิบัตรสายพันธุ์กะเพราที่พัฒนาเองแล้วถึง 4 สายพันธุ์

นายกอบชัย คงทวี ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส บริษัท ซีพีแรม จำกัด (ลำพูน) กล่าวว่า “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิตถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สอดคล้องกับแนวคิด Food 3S ของเรา ได้แก่ Food Safety ความปลอดภัยทางอาหาร ที่ต้องควบคุมคุณภาพวัตถุดิบอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ต้นทาง จวบจนถึงปลายทางของกระบวนการผลิต Food Security ความมั่นคงทางอาหารด้วยการวางแผนการผลิตร่วมกับเกษตรกรให้มีวัตถุดิบเพียงพอและต่อเนื่อง และ Food Sustainability ความยั่งยืนทางอาหารที่ส่งเสริมการจัดการเกษตรอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง จากการขายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม ได้รับความรู้และทักษะการทำเกษตรอย่างยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตครัวเรือนได้ในภาพรวม”

ซีพีแรม ขับเคลื่อนฝึกอบรม ส่งเสริม และเสริมสร้างความรู้แก่เกษตรกรครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมดิน การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม และมอบสายพันธุ์กะเพราป่าที่พัฒนาขึ้น พร้อมตรวจสอบคุณภาพและให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กะเพราจากโครงการฯ มีคุณภาพสูง สะอาด ปลอดสารพิษ และผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP 100% นอกจากนี้ ยังให้ความรู้การเก็บเกี่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การใช้ทรัพยากรดินและน้ำมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้น

นางสาวจามจุรี แก้วใสย ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า “เราพัฒนาสายพันธุ์กะเพราป่าโดยคัดเลือกตามเกณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องความต้านทานสภาพอากาศแปรปรวน ความโตไวและให้ผลผลิตเร็ว คุณภาพใบที่มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดเข้มข้น รวมถึงความทนต่อโรคและแมลงเพื่อลดการใช้สารเคมี ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยต่อสุขภาพของเกษตรกรในโครงการ ซีพีแรมยังส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้คำแนะนำตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก จัดส่งเมล็ดพันธุ์ การตัดแต่งกิ่ง การคัดแยกผลผลิต ไปจนถึงการออกแบบโรงเรือนที่เหมาะสม พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร เช่น ระบบเซนเซอร์ควบคุมน้ำอัตโนมัติและระบบบันทึกข้อมูลออนไลน์ เพื่อติดตามและควบคุมผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดการลดการใช้ปุ๋ยเพื่อลดการปลอดปล่อยก๊าซเรือนกระจก กล่าวได้ว่าช่วยปูพื้นฐานการเกษตรที่ยั่งยืนแก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม”

“โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต” ยังให้ผลลัพธ์ที่มากกว่าวัตถุดิบและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่คือการสร้างความยั่งยืนทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรได้อย่างแท้จริง เพราะเมื่อเกษตรกรได้เรียนรู้วิธีการปลูกกะเพราอย่างเป็นระบบและเทคนิคการเก็บเกี่ยวที่มีประสิทธิภาพ จึงทำงานง่าย ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือมั่นใจว่าผลผลิตสะอาดปลอดภัย มีตลาดรับซื้อแน่นอน มีการรับประกันราคา และได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง

นายภานุวัฒน์ วิชัยรัตน์ หรือ “ลุงหนุ่ย” ผู้ริเริ่มกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกะเพรายั่งยืน จังหวัดลำพูน และเกษตรกรต้นแบบ กล่าวด้วยความภูมิใจว่า “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิตในลำพูน ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วม 22 ครัวเรือนทุกบ้านสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้นและมีรายได้ที่มั่นคง นอกจากนี้ ซีพีแรมยังดูแลเกษตรกรแบบองค์รวม เพราะนอกจากการปลูกและเก็บเกี่ยว ยังจ้างให้ช่วยเด็ดใบกะเพรา ทำให้ทุกคนในครอบครัวช่วยกันทำได้ทั้งเด็กเล็กและคนสูงอายุ ทำให้ครอบครัวอบอุ่น ลูกหลานไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน ทำให้พวกเรารู้สึกภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร เพราะผลผลิตจากไร่ของเราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ผู้คนบริโภคทุกวัน ทำให้รู้สึกว่าอาชีพเกษตรกรมีคุณค่าและเป็นส่วนสำคัญของประเทศ อยากให้เกษตรกรคนอื่น ๆ เข้ามาร่วมเรียนรู้กับโครงการฯ เพื่อให้ชุมชนเติบโตไปพร้อมกันและสุขภาพดีขึ้นจากการไม่ต้องใช้สารเคมีในแปลงเพาะปลูกของเรา”

ซีพีแรม ยังคงขยายผล “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต” สู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และความยั่งยืนทางอาหาร ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เปี่ยมโภชนาการ และมีรสชาติอร่อยในราคาที่เข้าถึงง่าย ข้าวกะเพราของซีพีแรมทุกถาดจึงไม่ได้เป็นเพียงอาหารอร่อย แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ทุกมื้ออาหารเป็นมากกว่าความอิ่มท้อง แต่คือการสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่เกษตรกรและสังคมไทย

ตำรวจน้ำดี!ใช้เวลาว่างเปิดร้านก๋วยจั๊บ “แจกันคู่”หารายได้พิเศษจุนเจือครอบครัว

พ.ต.ท.กมล วงศ์แสนสาน เปิดร้าน “ก๋วยจั๊บญวนแจกันคู่” สร้างรายได้สุจริต สะท้อนภาพตำรวจยุคใหม่ นอกเหนือจากบทบาทการทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ในตำแหน่ง รองผู้กำกับการสืบสวน สถานีตำรวจภูธรลำทะเมนชัย แล้ว อีกหนึ่งบทบาทที่หลายคนอาจยังไม่รู้จักของ พ.ต.ท.กมล วงศ์แสนสาน คือการเป็นเจ้าของร้านก๋วยจั๊บญวนสูตรต้นตำรับอุบลราชธานี ภายใต้ชื่อร้าน “ก๋วยจั๊บญวนแจกันคู่” ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา

พ.ต.ท.กมล เปิดเผยว่า ตนเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานีโดยกำเนิด และย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ด้วยความผูกพันกับอาหารพื้นถิ่น โดยเฉพาะก๋วยจั๊บญวนที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในโคราชมานาน ได้ลองชิมก๋วยจั๊บญวนหลายร้าน แต่ยังไม่พบรสชาติแบบดั้งเดิมแท้ตามแบบบ้านเกิด จึงเกิดแนวคิดร่วมกับครอบครัว โดยมีภรรยาซึ่งมีฝีมือด้านการทำอาหาร เป็นกำลังหลักในการพัฒนาสูตรก๋วยจั๊บญวนอุบลแท้ขึ้นมาจำหน่ายเอง

จุดเด่นของร้านก๋วยจั๊บญวนแจกันคู่ คือ เส้นเหนียวนุ่ม หมูยอห่อใบตอง และเครื่องปรุงตามตำรับชาวอุบลราชธานีแท้ โดยวัตถุดิบหลักทั้งเส้นและหมูยอ สั่งตรงจากจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อคงเอกลักษณ์ของรสชาติแบบดั้งเดิมอย่างแท้จริง ใช้พื้นที่หน้าบ้านของตนเองเป็นสถานที่จำหน่าย เปิดให้บริการมาแล้วประมาณ 1 ปี ภายหลังจากสร้างบ้านเสร็จและตัดสินใจปักหลักใช้ชีวิตในจังหวัดนครราชสีมาอย่างถาวร

พ.ต.ท.กมล กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดร้านก๋วยจั๊บญวนแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวคิดของตำรวจยุคใหม่ ที่ต้องรู้จักปรับตัว ดำรงชีวิตด้วยความสุจริต ซื่อตรง และไม่พึ่งพาวิธีการที่ไม่ถูกต้อง พร้อมฝากถึงเพื่อนข้าราชการตำรวจว่า ในยุคปัจจุบันทุกอาชีพสามารถมีรายได้เสริมจากอาชีพสุจริตควบคู่กับหน้าที่หลักได้ เพื่อรักษาเกียรติ ศักดิ์ศรี และความน่าเชื่อถือของวิชาชีพตำรวจ

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจ ร้านก๋วยจั๊บญวนแจกันคู่ ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าเทศบาลตำบลด่านเกวียน ชุมชนเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงของจังหวัดนครราชสีมา สามารถสังเกตได้ง่ายจาก แจกันคู่ขนาดใหญ่หน้าร้าน จำหน่ายในราคาย่อมเยา ธรรมดา 40 บาท พิเศษ 45 บาท ปริมาณคุ้มค่า เจ้าของร้านขอเชิญชวนให้แวะมาลิ้มลองก๋วยจั๊บญวนสูตรอุบลแท้ ที่ยืนยันว่าเป็นรสชาติดั้งเดิม หาทานได้ยากในพื้นที่โคราช

โดย…ประสิทธิ์ วนะชกิจ รายงาน

.

“แสงแห่งอำนาจ รวมใจเทิดไท้พระพันปีหลวง” ขับเคลื่อนพัฒนาจังหวัดสู่มหาอำนาจเจริญ

อำนาจเจริญ เปิดอย่างยิ่งใหญ่งานมหกรรม “แสงแห่งอำนาจ รวมใจเทิดไท้พระพันปีหลวง” ขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาจังหวัดสู่มาหาอำนาจ เชิดชูอำนาจเจริญ

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาจังหวัดสู่มหาอำนาจ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภายใต้ชื่องาน “แสงแห่งอำนาจรวมใจ เทิดไท้พระพันปีหลวง” โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมชมงาน ณ บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา อำเภอเมืองฯ จังหวัดอำนาจเจริญเป็นจำนวนมาก

งาน “แสงแห่งอำนาจ รวมใจเทิดไท้พระพันปีหลวง” เป็นกิจกรรมในโครงการการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาจังหวัดสู่มาหาอำนาจ เชิดชูอำนาจเจริญ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 22 ธันวาคม 2568 ที่บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา อำเภอเมืองฯ จังหวัดอำนาจเจริญ ภายในงานมีกิจกรรมหลัก 5 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ ขบวนแห่เชิดชูอำนาจเจริญ เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมประเพณี และอัตลักษณ์ของจังหวัดอำนาจเจริญ

เช่น ขบวนแห่รถบุปผชาติ, ขบวนแห่ยักษ์คุ อำเภอชานุมาน, ขบวนแห่พระแม่โพสพ (บุญคูณลาน) อำเภอลืออำนาจ, ขบวนแห่หมอลำปลาค้าว อำเภอเมืองฯ, ขบวนแห่บุญข้าวจี่ อำเภอเสนางคนิคม และขบวนแห่อัตลักษณ์ผ้าพื้นถิ่น “ผ้ามหาอำนาจ” 7 ลายผ้าอัตลักษณ์ ของจังหวัดอำนาจเจริญ กิจกรรมการแสดง เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี โดยส่วนราชการและสถานศึกษา กิจกรรมการจัดนิทรรศการเล่าเรื่องเมืองอำนาจ ด้วยระบบแสงสีเสียงทันสมัย แบบ 3D Mapping ชื่อชุด “แสงแห่งอำนาจ”

พร้อมนิทรรศการเล่าเรื่องเมืองอำนาจด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต สถานที่ท่องเที่ยว และจุดเช็คอินสถานที่ตกแต่งด้วยไฟแสงสีตระการตาและทันสมัย กิจกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าชุมชนและผลิตภัณฑ์ OTOP สินค้าพรีเมี่ยม คาราวานสินค้า และการจัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ชิงรางวัลและของที่ระลึกตลอดงาน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแข่งขันกีฬาและนันทนาการ กีฬาฟุตซอลเชื่อมสัมพันธ์จังหวัดอำนาจเจริญ และกิจกรรมวิ่ง “ไนท์รัน วิ่งสนุก สุขที่อำนาจ” เดินวิ่ง เพื่อสุขภาพกับเส้นทางวิ่งชมเมืองยามค่ำคืน

และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังระดับประเทศและศิลปินลูกหลานชาวจังหวัดอำนาจเจริญ โดยในวันที่ 18 ธันวาคม พบกับมนต์แคน แก่นคูน, วันที่ 19 ธันวาคม พบกับ เน็ต ศศิประภา – แซ็ก โกสินทร์ชัย, วันที่ 20 ธันวาคม พบกับ ไรอัล กาจบัณฑิต, วันที่ 21 ธันวาคม พบกับ นุ่น ธิดาพร – ทองเบส ทับถนน และ วันที่ 22 ธันวาคม 2568 พบกับ เว่น ปิยชัย – กิ๊ฟ ชุติมาพร

การดำเนินงานได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในจังหวัดอำนาจเจริญเป็นอย่างดี ส่งผลให้การจัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดอำนาจเจริญได้อย่างเป็นอย่างดี

ภาพข่าว: ทิพกร   หวานอ่อน  ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนาจเจริญ

.

อาลัยรับศพ ‘จ.ส.อ.พรศักดิ์’ วีรบุรุษหนองจาน กลับบ้านเกิดอย่างสมเกียรติ

ครอบครัวร่ำไห้รับร่าง “จ.ส.อ.พรศักดิ์” ทหารกล้าพลีชีพสมรภูมิหนองจาน สระแก้ว กลับสู่อ้อมกอดบ้านเกิดนครนายก มารดาประคองรูปถ่ายเรียก “กลับบ้านเรานะลูก” ท่ามกลางกองทหารเกียรติยศและชาวบ้านนับร้อยร่วมไว้อาลัย ผวจ.นครนายก เป็นประธานพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสำอางค์ เอี่ยมสอาด มารดา น.ส.ฝน สุริวงศ์ ภรรยา นางเตือนใจ ลามนต์ แม่ยาย และ ด.ช.ภูเขา เอี่ยมสอาด ลูกชาย อายุ 6 ขวบ เดินทางไปรับศพ จ.ส.อ.พรศักดิ์ เอี่ยมสอาด อายุ 37 ปี ทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 ค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี จาก รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี มาถึงบ้านเลขที่ 58 หมู่ 7 ต.เขาพระ อ.เมือง จ.นครนายก ซึ่งเป็นบ้านเกิด โดยรถ FTTS มทบ.12 ค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี และมีรถนำของ สภ.เมืองนครนายก

โดยมีกองทหารเกียรติยศจาก มทบ.12 ค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี มาคอยต้อนรับ ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของครอบครัวและญาติพี่น้อง มี น.ส.สุทธิณีย์ เอี่ยมสอาด พี่สาว เดินถือกระถางธูป ภรรยาเดินถือพานใส่เครื่องแบบของสามี และมารดาเดินถือรูปถ่ายของ จ.ส.อ.พรศักดิ์ พร้อมพูด “กลับบ้านเรานะลูก” ตลอดทาง

จากนั้นเวลา 17.00 น. นายชานนท์ วาสิกศิริ ผวจ.นครนายก เป็นประธานในพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ จ.ส.อ.พรศักดิ์ เอี่ยมสอาด วีรบุรุษผู้กล้าที่พลีชีพที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว โดยมีทั้งข้าราชการ จ.นครนายก, ชมรมทหารผ่านศึก จ.นครนายก, ผู้นำท้องที่, ผู้นำท้องถิ่น, อสม. และชาวบ้านกว่า 500 คน ร่วมรับศพทหารผู้กล้าจนเต็มบริเวณลานบ้าน

โดยทางเจ้าภาพได้กำหนดการสวดพระอภิธรรมศพ จ.ส.อ.พรศักดิ์ ตั้งแต่วันที่ 18-23 ธ.ค. 68 ทุกคืนเวลา 19.30 น. ที่บ้าน ต.เขาพระ อ.เมือง จ.นครนายก และกำหนดการพระราชทานเพลิงศพในวันพุธที่ 24 ธ.ค. 68 ที่วัดบ้านขาม ต.เขาพระ อ.เมือง จ.นครนายก เวลา 16.00 น.

“หลิว จงอี้”หารือ”ทบ.” ชี้ชัดรัฐบาลกัมพูชาเชื่อมโยง-มีเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์

“หลิว จงอี้” เข้า บก.ทบ. ซัดรัฐบาลกัมพูชาเชื่อมโยง-มีผลประโยชน์สแกมเมอร์ ชม 3 ชาติกวาดล้างเมียวดี จับผู้ต้องหาจีน 6,600 คน ชี้ รบ.เมียนมา ตั้ง คกก.เฉพาะกิจ ตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่ง

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 กองทัพบก เผยแพร่เอกสารข่าว ว่าวานนี้ (17 ธันวาคม 2568) พล.อ.ดิเรก บงการ หัวหน้าศูนย์ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้การต้อนรับ นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีอาญา กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กองสอบสวนอาชญากรรมโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีน และจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ณ ห้อง จปร. อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อหารือประเด็นสถานการณ์ความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ในระหว่างการหารือ พล.อ.ดิเรก กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้อมูลว่ากลุ่มสแกมเมอร์ที่ถูกปราบปรามอาจหลบหนีไปยังพื้นที่อื่น และอาจใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 โดยใช้การแฝงตัวเข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวหรือนักลงทุน ส่งผลให้การคัดกรองของเจ้าหน้าที่เป็นไปได้ยาก รวมถึงการดำเนินการของกองทัพบกที่รับผิดชอบดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการคัดกรองและระบุตัวผู้ต้องสงสัยร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนข้อมูลข่าวสารหรือเบาะแสของขบวนการสแกมเมอร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็จะสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และทำให้การสกัดจับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พล.อ.ดิเรก ยังกล่าวถึงขั้นตอนการส่งมอบผู้ลักลอบเข้าเมืองให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขั้นตอนการผลักดันออกนอกประเทศ ที่ทางกองทัพบกมีความเห็นว่า หากสามารถกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ก็จะสามารถลดเวลาในขั้นตอนเหล่านี้ได้

ด้าน นายหลิว จงอี้ ได้แสดงความชื่นชมต่อความร่วมมือระหว่างไทย เมียนมา และจีน ในการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่เมียวดี ซึ่งสามารถจับกุมและส่งกลับผู้ต้องหาชาวจีนกว่า 6,600 คน พร้อมกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจในการแก้ไขปัญหา และมีการลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจอาคารใน KK Park กว่า 400 แห่งแล้ว ทั้งนี้ ฝ่ายจีนได้ขอความร่วมมือให้ไทยเพิ่มมาตรการสกัดกั้นผู้กระทำผิดที่พยายามใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่าน ทั้งทางธรรมชาติและด่านตรวจคนเข้าเมือง

รวมทั้งกล่าวว่าอุปกรณ์ที่ขบวนการสแกมเมอร์ใช้ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง คือหลักฐานสำคัญที่จะใช้ในการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่ายอาชญากรรม จึงต้องมีการดำเนินการเก็บวัตถุพยานอย่างรอบคอบและรัดกุม ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทางการจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินการที่ผ่านมา นอกจากนี้ ทางจีนยังได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลกัมพูชามีความเชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกับขบวนการสแกมเมอร์ในหลายมิติ

ดังนั้น จึงขอให้ทั้ง 2 ประเทศได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและมาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ในการดำเนินการ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเสถียรภาพในภูมิภาค.

พบศพปริศนา!ไม่มีหัว แขนขาแยกออกจากกัน ถูกทิ้งในป่ารก พื้นที่คู้บอน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยลงพื้นที่หลังได้รับแจ้งพบศพปริศนา! ถูกทิ้งในดงป่าย่านคู้บอน ชาวบ้านในพื้นที่เผยชอบมีคนมาตกปลาบริเวณนี้อยู่บ่อยครั้ง

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.68 เมื่อเวลา 16.30 น. พันตำรวจตรี ภาสกร กันจู สารวัตรสอบสวน สน.คันนายาว พร้อมอาสาสมัครกู้ภัยปอเต็กตึ๊ง ได้รับแจ้งเหตุ พบศพผู้เสียชีวิต ลักษณะถูกแยกออกจากกัน ระหว่างตัวและขา ภายใน ซอยคู้บอน 31 แยกที่ 1 ลักษณะคล้ายกับมีสัตว์มากัดกิน ซึ่งจากการประเมินสภาพศพแล้ว สันนิษฐานว่าเสียชีวิตมาหลายวัน

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่มายังจุดเกิดเหตุ พบว่า เป็นป่ากกทึบ มีน้ำขัง ต้องเดินเท้าเข้าไปด้านในประมาณ 200 เมตร จึงจะพบกับศพผู้เสียชีวิต ที่อยู่บริเวณป่ากก มีน้ำขัง

ซึ่งจากการสอบถามตกปลาในบริเวณพื้นที่ ได้เล่าว่าเจอศพขณะกำลังเข้าไปหาปลาด้านใน ซึ่งกำลังหาปลาอยู่ แต่ปรากฏว่าพบศพผู้เสียชีวิต จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ซึ่งล่าสุดจนท.ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน เข้ามาตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กู้ภัยคาดว่า ผู้เสียชีวิตอาจจะเป็นคนที่มาหาปลาแถวนี้หรือไม่ แต่จากการสังเกตของผู้สื่อข่าวพบว่า ไม่มีอุปกรณ์หาปลา อยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุการณ์เลย

ขณะเดียวกัน จากการสอบถามคนที่อยู่ในพื้นที่ ก็บอกว่า พื้นที่ดังกล่าวตอนกลางคืนจะมืดมากเพราะว่าไม่มีไฟ และคนในพื้นที่มักไม่ค่อยใช้เส้นทางนี้ในการสัญจรไปมาเนื่องจากเป็นพื้นที่เปลี่ยว

ส่วนทางด้านผู้กำกับสน.คันนายาว พ.ต.อ.นิรุชพล โยธามาตย์  ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพียงคร่าวๆว่า ขณะนั้นก็มีได้รับแจ้งมาจากทางสน.จึงได้รีบเข้าตรวจสอบ จึงไม่ได้ตัดประเด็นใดออกไป อาจจะเป็นฆาตกรรมหรือเสียชีวิตด้วยตัวเองหรือเปล่านั้นทางผู้กำกับจะต้องประสานไปยังนิติเวชและฝ่ายสืบสวนเพื่อดำเนินการหาข้อมูลอย่างละเอียดอีดครั้ง

ส่วนร่างของผู้เสียชีวิตทางมูลนิธิป่อเต็กตึ้งจะดำเนินการส่งชันสูตรที่สถาบันนิติเวชตำรวจเพื่อชันสูตรอย่างละเอียดและหาอัตลักษณ์บุคคลดังกล่าวต่อไป

สยบปมตาย! ผู้การฯ ชัยภูมิ แจงผลแพทย์สรุป ‘รองผู้การฯ สมชัย’ ดับคาห้องพักเพราะโรคประจำตัว หลังเข้ารับตำแหน่งเพียง 8 วัน

ชัยภูมิ – ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ เปิดโต๊ะแถลงด่วน! ยัน “รองผู้การฯ สมชัย” เสียชีวิตจากโรคประจำตัว หลังย้ายมารับตำแหน่งใหม่ได้เพียง 8 วัน สยบข่าวลือการตายปริศนา แพทย์ระบุภาวะ “น้ำท่วมปอด” จากโรคหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 68 ณ ห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ พล.ต.ต.สุจริต ปาณเล็ก ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีสื่อบางสำนักนำเสนอข่าวการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.สมชัย โสภณปัญญาภรณ์ รอง ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ ซึ่งพบศพภายในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงการเสียชีวิตที่อาจมีเงื่อนงำ

พล.ต.ต.สุจริต เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานและภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมอย่างละเอียด ไม่พบความผิดปกติหรือบุคคลต้องสงสัยเข้าไปในห้องพักของผู้เสียชีวิต รวมถึงสภาพในห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้นทรัพย์สินแต่อย่างใด สำหรับประเด็นที่พบสภาพศพไม่มีเครื่องนุ่งห่มนั้น คาดว่าเป็นช่วงเวลาพักผ่อนส่วนตัวของผู้เสียชีวิต

ด้านผลการชันสูตรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลชัยภูมิ ลงความเห็นสรุปสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจาก “ภาวะน้ำท่วมปอด” (Pulmonary Edema) ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก “โรคหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง” สอดคล้องกับประวัติสุขภาพของผู้เสียชีวิตที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหลอดเลือดและไขมันในเลือดสูง โดยคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมงก่อนมีผู้มาพบศพ

“พ.ต.อ.สมชัย เพิ่งเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างรอเข้าพักบ้านพักทางราชการ จึงได้เช่าพักที่โรงแรมดังกล่าวเป็นรายเดือนชั่วคราว ขอยืนยันว่าการสูญเสียครั้งนี้เกิดจากปัญหาสุขภาพและโรคประจำตัวรุมเร้า ไม่ใช่เหตุอาชญากรรมตามที่เป็นข่าวลือ” ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ กล่าวทิ้งท้าย

โดย…มัฆวาน  วรรณกุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค

ปอยเปตสะเทือน!F-16 หย่อนไข่ลูกที่ 2 ถล่มศูนย์กลางสแกมเมอร์-คลังอาวุธกัมพูชา

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2568 เมื่อเวลา 13.11 น.ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force ได้โพสต์วิดีโอคลิปการทิ้งระเบิดในพื้นที่เมืองปอยเปต จ.บันทายมีชัยของกัมพูชา ตรงข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เป็นครั้งที่ 2 ของวัน พร้อมระบุข้อความว่า “ด่วน!! F-16 เสิร์ฟไข่ลูกที่ 2 ลงกลางปอยเปต!!!

“เวลา 13.00น. มีรายงานล่าสุดเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ทิ้งระเบิดจำนวน 2 ลูกใส่ตำแหน่งฐานปฏิบัติการทางการทหารกัมพูชาเขตที่ 5 เมืองปอยเปต เป้าหมายการโจมตีครั้งนี้คืออาคารที่เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงคลังอาวุธของกองกำลังกัมพูชา นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 1 ยังได้ตรวจพบกัมพูชาซ่องสุมกำลังพลและอาวุธบนพื้นที่ดังกล่าวในลักษณะที่คุกคามต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศไทย”

ด่วน! ทหารไทยยิงถล่ม 5 พิกัดเมืองปอยเปต หลังพบทหารกัมพูชาซ่องสุมกำลังพร้อมอาวุธ

Screenshot

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2568 เมื่อเวลา 11.54 น.ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force ได้โพสต์วิดีโอคลิปการทิ้งระเบิดในพื้นที่เมืองปอยเปต จ.บันทายมีชัย ของกัมพูชา ตรงข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พร้อมระบุข้อความว่า “ด่วน! ถล่มปอยเปตแล้ว! เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา – ทหารไทยเปิดฉากถล่มฐานทหารเขต 5 พิกัดเมืองปอยเปต หลังพบทหารกัมพูชาซ่องสุมกำลังพลอาวุธรุกรานประเทศไทย”

.