“ลิบง”เกาะแห่งมนต์เสน่ห์ ทะเลสวยงาม เทรนด์ใหม่ที่นักเที่ยวต้องเช็คอิน!!

ปัจจุบันการท่องเที่ยวกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวก็เปลี่ยนแปลงไป อย่างมาก นักท่องเที่ยวจำนวนมากกำลังมองหาที่พักผ่อนที่ไม่เพียงแค่เติมเต็มประสบการณ์การเดินทาง แต่ต้องช่วยให้พวกเขาได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับมิติความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เน้นการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเดินทางที่ไปเพื่อเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์  เน้นเที่ยวแบบมีความหมายไม่ใช่แค่การเติมเต็มความสุขให้ตัวเอง แต่ยังเป็นการสร้างโอกาส ความเปลี่ยนแปลงและความยั่งยืนให้กับชุมชนที่เราไปเยือน

การเที่ยวที่มากกว่าการท่องเที่ยวและเป็นการเติมเต็มชีวิตด้วยการท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าให้กับสังคม  บนเกาะลิบง จังหวัดตรัง จึงเป็นการตอบโจทย์นักท่องเที่ยวอีกหนึ่งสถานที่ที่พบว่าเป็นเกาะแห่งมนต์เสน่ห์ที่ อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ  เกาะที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดในทะเลตรัง แหล่งชมนกทะเลหายาก มากด้วยหญ้าทะเลอันเป็นแหล่งอาหารของพะยูนฝูงใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น บนเกาะและรอบเกาะยังมีความหลากหลายของระบบนิเวศ มีพื้นที่ป่าดิบชื้น น้ำตก ชายหาด ป่าชายเลน ฯลฯ เป็นแหล่งท่องเที่ยวแนวเน้นธรรมชาติที่ลดการปล่อยคาร์บอน

โดยหากคิดถึงเกาะลิบง จุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวต้องไปสัมผัสด้วยตา เช่น หอชมพะยูน, สะพานหิน,   หาดหญ้าคา, สันหลังมังกร, ปืนเขาบาตูดูพะยูน, สำรวจร่องรอยประวัติศาสตร์ที่ถ้ำชาวเล, อุโมงค์ป่ายาง ซึ่งนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เกาะลิบงยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสน่ห์ทางวัฒนธรรมจากชุมชน   ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมพื้นถิ่น รสชาติท้องถิ่นกับเมนูข้าวยำ ที่สำคัญยังได้สนับสนุนการสร้างงานสร้างอาชีพภายในชุมชนอีกด้วย เพราะเกาะลิบงเป็นพื้นที่พัฒนาชุมชนแบบองค์รวมภายใต้โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” งานด้านการพัฒนาสังคม ชุมชน และส่งเสริมการออม ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ภารกิจหลักของธนาคารออมสิน ในการเดินหน้าบทบาทการเป็นธนาคารเพื่อสังคม

โดยมีเป้าหมายการพัฒนาเกาะลิบงครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงการส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ และการท่องเที่ยวให้กับชุมชนด้วย เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึงพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน จึงอยากเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสการท่องเที่ยววิถีใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น และสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่คนในชุมชน พร้อมส่งเสริม  การกระจายรายได้จากเมืองหลักสู่พื้นที่ชนบท

แต่เป็นการค้นหาความหมายของเกาะแห่งมนต์เสน่ห์ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชุมชน เที่ยวที่นี่ต้องใช้หัวใจ ไม่ใช่แค่สายตา แล้วจะได้ประสบการณ์ที่ลึกและ มีความหมายยิ่งขึ้น ในรูปแบบ“Meaningful Travel” ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น

.

บุกรวบ “3 เขมร” กร่าง! ควงสปาร์ต้า ท้าคนไทย ก่อนโชว์ปาระเบิดกลางถนน

จากกรณีวัยรุ่นชาวกัมพูชา กว่า 10 คน ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี แล้วไปรวมตัวกันที่บริเวณสามแยกโรงงานเหล็กซิงเคอร์หยวน ถนนเฉลิมลาภ ต.ตาสิทธ์ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ก่อนที่วัยรุ่นชาวกัมพูชา รายหนึ่งซึ่งสวมหมวกกันน็อคสีขาว โดยในถือมีดสปาร์ต้ามีความยาวกว่า 1 เมตร ได้ปาระเบิดปิงปองประดิษฐ์ลงพื้นถนนจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมตะโกนท้าทายให้คนไทยออกมาต่อสู้กัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลคนไทยที่เห็นคลิปเกิดความโกรธแค้น จึงเรียกร้องให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมกลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชา มาดำเนินคดีไปตามกฎหมาย พร้อมให้ผลักดันกลับประเทศต้นทางโดยเร็วที่สุด

ล่าสุดเมื่อเวลา 15.30 น. (17 ธ.ค.68) มีรายงานว่า พ.ต.อ.วสุรัชย์ ชัยธีราพัฒน์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ชลบุรี พร้อม นายพงษ์นที นายดอน ปลัดอำเภอหนองใหญ่ ได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าทางคดีที่ สภ.หนองใหญ่ ก่อนเดินทางไปตรวจสอบบริเวณสามแยกโรงงานเหล็กซิงเคอร์หยวน ถนนเฉลิมลาภ ต.ตาสิทธ์ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ซึ่งเป็นจุดที่กลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชา ปาระเบิดลงถนน

ต่อมาเวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สามารถติดตามจับกุมกลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชา ที่รวมตัวก่อเหตุ ได้ 3 ราย ประกอบด้วย นายเคมมารา เมือท อายุ 20 ปีสัญชาติกัมพูชา, นายเมย เมย อายุ 21 ปี มือปลาระเบิดและถือมีดสปาร์ต้า และวัยรุ่นชาวกัมพูชา อีก 1 รายซึ่งเป็นคนถ่ายคลิปวิดีโอ ก่อนนำไปโพสต์ลงโซเชียล พร้อมตรวจยึดรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน 2 กษ 8790 ระยอง ไว้เป็นหลักฐาน ก่อนคุมตัวชาวกัมพูชา ทั้ง 3 รายไปสอบปากคำที่ สภ.หนองใหญ่ โดยมี นางเกิด นวล อายุ 50 ปี แม่ของนายเมย เมย มือปาระเบิด เดินทางไปที่ สภ.หนองใหญ่ ด้วย

จากการสอบถาม นางเกิด แม่ของนายเมย เมย มือปาระเบิด ให้ข้อมูลว่า มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ 25 ปี โดยได้ทำงานเกี่ยวกับการผลิตอุปกรณ์โรงงานอยู่ใน อ.หนองใหญ่ โดยวันนี้ขณะที่ตนอยู่กับลูกชายและลูกสะใภ้ที่บ้าน จู่ๆ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายบุกเข้ามาในบ้าน ก่อนคุมตัวลูกชายมาที่ สภ.หนองใหญ่ ตนจึงตามมาด้วย เพราะไม่รู้ว่าลูกชายไปก่อเหตุอะไร กระทั่งลูกสะใภ้นำคลิปมาให้ตนดู จึงรู้ว่าลูกชายพร้อมกลุ่มเพื่อนชาวกัมพูชาไปก่อเหตุปาระเบิด พร้อมท้าทายคนไทยให้ออกมาสู้กัน 

ทั้งนี้ตนรู้สึกเสียใจที่ลูกชายและกลุ่มเพื่อนไปก่อเหตุปาระเบิด และท้าทายคนไทย ทั้งๆ ที่ตนสอนลูกอยู่ตลอดเวลาว่าให้ขยันทำงาน อย่าไปทำเรื่องไม่ดี แต่ลูกชายกลับแอบหนีไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนในตอนกลางคืน สุดท้ายไปก่อเหตุปาระเบิดและท้าทายคนไทย ตนในฐานะแม่จึงอยากจะขอโทษคนคนไทยทุกคน ที่ลูกชายก่อเหตุปาระเบิดในขณะที่สถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนยังเกิดขึ้อนอย่างต่อเนื่อง

มีรายงานเพิ่มเติมว่า พ.ต.อ.วสุรัชย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ชลบุรี พร้อม พ.ต.อ.ราเมศ ชนะศุภกาญจน์ ผู้กำกับการ สภ.หนองใหญ่ ได้ทำการสอบสวนกลุ่มผู้ก่อเหตุชาวกัมพูชา อย่างเข้มข้น เพื่อเร่งขยายผลติดตามจับกุมวัยรุ่นกัมพูชา ที่ร่วมก่อเหตุมาดำเนินคดีไปตามกฎหมายโดยเร่งด่วน ก่อนส่งตัวให้ ตม.ผลักดันกลับประเทศต้นทางต่อไป

สดุดีทหารกล้า!เปิดชื่อกำลังพลพลีชีพ 4 นาย รวมสู้รบ 10 วัน 21 นาย

สดุดีทหารกล้า! ‘กองทัพบก’เปิดชื่อกำลังพลพลีชีพ 4 นาย รวมสู้รบ 10 วัน 21 นาย

เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 17 ธ.ค.68 กองทัพบก เผยแพร่รายชื่อทหารที่เสียชีวิตจากสถานการณ์สู้รบไทย- กัมพูชา รายที่ 18 ถึง 21  ได้แก่

18. จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน
สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23

เสียชีวิตในสมรภูมิเนิน 350 ปราสาทตาควาย

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568

19. พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา

สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23

เสียชีวิตในสมรภูมิเนิน 350 ปราสาทตาควาย

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568

20. จ.ส.อ.พรศักดิ์ เอี่ยมสะอาด”

สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์

เสียชีวิตในสมรภูมิ บ้านหนองจาน

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568

21. พลทหาร วสันต์ ขานหัวโทน

สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13

เสียชีวิตในสมรภูมิ ซำแต เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568

ข้อมูล ณ วันที่ 17 ธ.ค. 68

กองทัพบกขอสดุดีแด่กำลังพลผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และจะดูแลสิทธิและสวัสดิการของทหารกล้าเหล่านี้ให้ดีที่สุด

กรี๊ดไม่ยั้ง ปังไม่ไหวส่งท้ายปี3 ฉลาก “โค้ก” หรือบัตร นร./นศ. เที่ยวสยามอะเมซิ่งพาร์ค 250.- สนุกจุใจทั้งวัน

เซอร์ไพรส์ใหญ่ส่งท้ายปี สยามอะเมซิ่งพาร์คจัดให้ นำฉลาก “โค้ก” “แฟนต้า” หรือ “สไปรท์” รสชาติใดก็ได้ 3 ฉลาก หรือ แสดงบัตรนักเรียน/นักศึกษา รับส่วนลดทันทีหน้าเคาน์เตอร์  ซื้อบัตรผู้ใหญ่ (131 ซม. ขึ้นไป) เที่ยวสวนน้ำสวนสนุกไม่อั้นทั้งวัน เหลือเพียงคนละ 250.- (ปกติ 1,000.-) โปรแรงขนาดนี้ พลาดไม่ได้แล้ว

สนุกจุใจได้ทั้งวัน ชุ่มฉ่ำในสวนน้ำ เล่นสไลเดอร์หลากหลาย น้ำวน ทะเลเทียมใหญ่ที่สุดในโลก รับรองโดย กินเนส เวิลด์ เรคคอร์ดส และสไลเดอร์เรือโจรสลัดใหม่ล่าสุด Ranger’s Pirate Lagoon กรี๊ดสุดเสียงกับเครื่องเล่นในสวนสนุก ทั้งวอร์เท็กซ์-รถไฟเหาะตีลังกาเกลียวสว่านแบบห้อยขา ใหญ่ที่สุด 1 ใน 2 ของโลก บูมเมอแรง-รถไฟเหาะตีลังกาที่ทั้งเดินหน้าและถอยหลัง ไซแอมทาวเวอร์-หอคอยชมวิวหมุนรอบตัว สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอีกมากมาย เก็บภาพฉ่ำๆ กับมุมสวยไม่ซ้ำใครบนม้าหมุนสองชั้น บอลลูนเหินฟ้า และ บางกอกเวิลด์ โซนใหม่ธีมพระนครวันวานที่สวยอลังการที่สุด

เที่ยวสยามอะเมซิ่งพาร์ค เดินทางสะดวกด้วยรถส่วนตัว ที่จอดรถในร่มกว้างขวาง หรือรถประจำทางสาย 36, 60, 71, 73, 178  รถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีนพรัตน์ ทางออก 2 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 10.00-18.00 น. โปรจึ้งๆ ชวนกันมาเที่ยวส่งท้ายปี ซื้อแล้วเข้าเที่ยวได้ทันที วันนี้ ถึง 11 ม.ค. 69 สอบถามเพิ่มเติม line @siamamazingpark

“จุนจุน”เด็กปทุมฯเจ๋งคว้ารางวัลชนะเลิศวาดภาพ(Grand Prix Award)นานาชาติ

น้องจุนจุน ด.ช.ปรินทร์ อารินทร์ นักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ จ,ปทุมธานีได้เข้ารับรางวัลชนะเลิศ (Grand Prix Award) ระดับนานาชาติ ภาพวาดฝีมือเด็กไทย บอกเล่า เรื่องราวชีวิตประจำวันภายใต้ “โครงการ Mitsubishi Asian Children’s Enikki Festa 2024- 2025 “

ซึ่งโครงการนี้จัดขึ้นในทุก 2 ปี โดยความร่วมมือระหว่าง วธ.โดย สศร. และ National Federation of UNESCO Association in Japan (NFUA) จากประเทศในภูมิภาคเอเชียทั้งหมด 24 ประเทศ รับรางวัล ระหว่างวันที่ 30 กรกฏาคม ถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

“จุนจุน” สร้างสรรค์ผลงานชื่อว่า “ชีวิตของฉันที่อยากจะแบ่งปันกับทุกคนในเอเชีย” โดนใจคณะกรรมการ ทำให้คว้ารางวัล Grand Prix Award มาครองได้

“จุนจุน” บอกว่า เริ่มฝึกหัดวาดภาพระบายสีมาตั้งแต่อายุ 6 ปีทั้งภาพผู้คน ต้นไม้และสัตว์ ทำให้ชื่นชอบศิลปะและได้พัฒนาทักษะฝีมือวาดภาพมาโดยตลอด กระทั่งเข้าเป็นสมาชิกชมรมศิลปะของโรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ และได้รับการถ่ายทอดความรู้และคำแนะนำเพิ่มเติมจากคุณครูอริยา ขุนแก้วซึ่งเป็นผู้ดูแลชมรมศิลปะของโรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์

พร้อมได้รับการสนับสนุนจากคุณครูอริยาให้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดในงานของหน่วยงานต่างๆ และได้รับรางวัลจากการวาดภาพส่งเข้าประกวดในหลายเวที เช่น ปี 2567 ได้รับรางวัลชนะเลิศ “ด้วงกว่างไทย พัฒนาไปสู่ Soft Power”, รางวัล Gold Junior Artist หัวข้อ “สถานที่ท่องเที่ยวที่ประทับใจ เมื่อไปกับครอบครัว” , รางวัลชนะเลิศ “บุหรี่กับมะเร็ง”, รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 “ในหลวง ร.10 ในดวงใจ” และล่าสุด รางวัล Grand Prix Award ผลงานระดับนานาชาติในโครงการ Mitsubishi Asian Children’s Enikki Festa 2024 – 2025

ยกเหล็กโกยไม่เลิก “ชลิดา-ดวงอักษร” รับอีก 2 ทองซีเกมส์ครั้ง33

การแข่งขันกีฬายกน้ำหนัก มหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่โรงยิมเนเซียม โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี ล่าสุดวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ชิงชัยวันที่ห้า (วันสุดท้าย) ชิง 3 เหรียญทอง ในการนี้ พลตรีหญิง ท่านผู้หญิงอรอนงค์ ปิยนาฏวชิรพัทธ์ ประธานกรรมการที่ปรึกษา โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานมอบเหรียญรางวัลในรุ่น 77 กิโลกรัม หญิง และรุ่นมากกว่า 77 กิโลกรัม หญิง

สำหรับผลการแข่งขันมีดังนี้ รุ่น 77 กิโลกรัม หญิง ทีมไทยส่ง นางสาวชลิดา เที่ยงดี ลงชิงชัย ท่าสแนทช์ ยกผ่านรวด 3 ครั้ง 90, 92, 94 กิโลกรัม/ ท่าคลีนแอนด์เจิร์ก ยกผ่านทั้งหมดเช่นกัน 110, 115, 120 กิโลกรัม ทำให้มีสถิติน้ำหนักรวม 214 กิโลกรัม รับเหรียญทองที่ 8 ให้จอมพลังไทย 

ส่วนเหรียญเงิน  อัลยามอลิดา คาร์ติกา เปอร์ติวิ จากอินโดนีเซีย 206 กิโลกรัม (ท่าสแนทช์ 91 กิโลกรัม, ท่าคลีนแอนด์เจิร์ก 115 กิโลกรัม) และเหรียญทองแดง ธิ พวง เหงียน จากเวียดนาม 185 กิโลกรัม (ท่าสแนทช์ 90 กิโลกรัม, ท่าคลีนแอนด์เจิร์ก 95 กิโลกรัม)

ภายหลังการแข่งขัน ชลิดา กล่าวว่า ดีใจมากที่สามารถคว้าเหรียญทองได้ เพราะเป็นซีเกมส์ครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นมาก สถิติเป็นไปตามที่ฝึกซ้อม หลังจากนี้จะกลับไปฝึกซ้อม เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองว่าจะทำผลงานได้ดีขึ้นแน่นอน

รุ่นมากกว่า 77 กิโลกรัม หญิง ทีมไทยส่ง นางสาวดวงอักษร ใจดี ลงชิงชัย ท่าสแนทช์ ผ่านไปได้สบาย 105, 110, 113 กิโลกรัม ตามลำดับ/ ท่าคลีนแอนด์เจิร์ก โชว์ฟอร์มดีเหมือนเดิมยกผ่านหมด 135, 140, 145 กิโลกรัม ทำให้มีน้ำหนักรวม 258 กิโลกรัม รับเหรียญทองที่ 9 ให้ทีมยกเหล็กไทย และเป็นการป้องกันแชมป์ซีเกมส์สมัยที่ 3 ของตัวเอง

ส่วนเหรียญเงิน สิ โร พา จากเวียดนาม 245 กิโลกรัม (ท่าสแนทช์ 105 กิโลกรัม, ท่าคลีนแอนด์เจิร์ก 140 กิโลกรัม)
เหรียญทองแดง สิติ อกีลาห์ ฟาร์ฮานา ดรามาน จากมาเลเซีย 240 กิโลกรัม (ท่าสแนทช์ 105 กิโลกรัม, ท่าคลีนแอนด์เจิร์ก 135 กิโลกรัม)

หลังการแข่งขัน ดวงอักษร กล่าวว่า ยอมรับว่าตนมีเวลาซ้อมน้อย ภูมิใจที่ป้องกันแชมป์ซีเกมส์ได้เป็นสมัยที่ 3 ได้ ส่วนอนาคตในปีหน้าขอตัดสินใจอีกครั้ง เพราะตอนนี้ต้องทำอีกหน้าที่คือไปเป็นครูด้วย ทำให้ยังไม่ได้วางแผนไว้เลย

** ยังเหลือการแข่งขันรุ่นสุดท้าย 15.00 น. รุ่นมากกว่า 94 กิโลกรัม ชาย นายรุ่งสุริยา โยธะพล **

.

พลิกโฉมอาชีวเกษตร! วษท. มหาสารคาม ลุยปั้นเด็ก ปวช.- ปวส. สู่มือโปรโรงแรมและท่องเที่ยว“กินอยู่ฟรี!! มีรายได้ระหว่างเรียน”

มหาสารคาม – วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีมหาสารคาม ภายใต้การบริหารงานอย่างมีวิสัยทัศน์โดย ดร.ปรัชญา ตะภา ผู้อำนวยการวิทยาลัยฯ ประกาศรุกหนักด้านการศึกษาสายอาชีพ ประเภทวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สาขางานการโรงแรม และสาขาการจัดธุรกิจท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ  เปิดรับสมัครนักเรียน นักศึกษาใหม่ในแผนกการโรงแรมและการท่องเที่ยว เพื่อสร้างโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ตลาดแรงงานในยุคปัจจุบัน

ดร.ปรัชญา ตะภา ผอ.วษท. มหาสารคาม

ดร.ดาริณี ปันกันสกุล (ครูโม) หัวหน้าแผนกการโรงแรมและการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า การจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแบ่งเบาภาระผู้ปกครองและสร้างรายได้ให้แก่ผู้เรียนโดยเฉพาะ โดยเน้นย้ำจุดเด่นที่แตกต่างกันในแต่ละระดับชั้น ดังนี้

ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สำหรับผู้จบ ม.3

• เรียนฟรีและสวัสดิการครบวงจร: นักเรียนจะได้เรียนฟรี พร้อมบริการที่พักฟรี และอาหารฟรีครบ 3 มื้อตลอดหลักสูตร
• เน้นประสบการณ์จริง: เรียนภาคทฤษฎีเพียง 1 ภาคเรียน จากนั้นลงสนามฝึกงานกับเครือข่ายสถานประกอบการชั้นนำทันที
• มีรายได้เสริม: มีรายได้สนับสนุนทั้งในช่วงระหว่างเรียนและระหว่างฝึกงาน
ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สำหรับผู้จบ ม.6

ดร.ดาริณี ปันกันสกุล (ครูโม)หัวหน้าแผนกการโรงแรมและการท่องเที่ยว

• ค่าธรรมเนียมเข้าถึงง่าย: ค่าเทอมเพียงภาคเรียนละ 2,500 บาท และสามารถผ่อนชำระได้ตามความจำเป็น
• ฝึกงานระดับสากล: นักศึกษาจะได้ออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ณ โรงแรมเครือข่ายชื่อดังในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก
• การันตีอนาคต: มีรายได้ระหว่างฝึกประสบการณ์ และมีเครือข่ายสถานประกอบการรองรับการเข้าทำงานทันทีหลังจบการศึกษา

ดร.ปรัชญา ตะภา ผู้อำนวยการวิทยาลัยฯ มุ่งหวังให้สาขานี้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยให้ความสำคัญกับการ “เรียนจริง ปฏิบัติจริง และมีงานทำจริง” ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของคณะครูผู้เชี่ยวชาญ

ผู้สนใจสามารถเตรียมเอกสารประกอบการสมัคร ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน (ตนเองและบิดามารดา), สำเนาวุฒิการศึกษา และรูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว 2 แผ่น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: 092-7788611 (ครูโม – ดร.ดาริณี หัวหน้าแผนกฯ)

เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์แฉนาทีหนีตาย ถูกทหารเขมรบังคับให้ทำยอด 2 แสนต่อวัน

เหยื่อชาวไทยถูกหลอกไปทำงาน เล่านาทีหนีตาย ทหารกัมพูชาร่วมมือแก๊งสแกมเมอร์ บังคับทำงานให้ได้ยอด 2 แสนบาทต่อวัน

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.68 ที่ศูนย์รับแจ้งความ บช.ก. จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ อดีต สห.ทอ. พานางดวงใจ สำโรง อายุ 47 ปี แม่ของ ศิระมงคล กล้าหาญ หรือ นนท์ หรือ นายเสือ อายุ 24 ปี พร้อมด้วยน้องหมิว น.ส.ศยามล จีนกิ้ม 26 ปี ภรรยาของนายเสือ ที่อุ้มลูกสาววัย 3 เดือน  และนายธนัช วาลารัมย์ หรือ “เปา” อายุ 38 ปี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ เข้าพบ กำลังสอบสวน บก.ปคม. เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับขบวนการหลอกคนไทยไปทำงาน ซึ่งพบว่ามีคนไทย คนจีน และคนกัมพูชา ร่วมขบวนการ ที่สำคัญมีทหารกัมพูชาเป็นคนมารับตัวไปส่งให้กับแก๊งสแกมเมอร์ด้วย

นางดวงใจ สำโรง อายุ 47 ปี แม่ของ ศิระมงคล กล้าหาญ หรือ นนท์ หรือ นายเสือ อายุ 24 ปี คนจากจังหวัดชลบุรี สะอื้นร่ำไห้ เล่าให้ฟังว่า ลูกชายบอกว่าจะไปฝึกงานเกี่ยวกับอาหารเสริมที่ต่างจังหวัด 7 วัน และจะได้ค่าจ้างด้วย แต่พอไปได้ 2 วัน เสือก็ส่งข้อความไปบอกเพื่อนที่จะตามไปฝึกงานด้วยกัน ว่า “อย่ามา ๆ ไม่ต้องมาแล้ว” หลังจากนั้นตนเองก็ติดต่อลูกชายไม่ได้อีกเลย จนช่วงเย็นวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา เสือก็ส่งข้อความมาบอกว่าติดคุกอยู่ที่กัมพูชา ในคดีร่วมกันฆ่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ตึกที่เสือทำงานอยู่ โดยถูกจับพร้อมกับเพื่อนประมาณ 5 คน แต่เสือยืนยันว่าไม่ได้ฆ่า คนที่ฆ่าหนีไปแล้ว ส่วนเสือกับเพื่อนเพียงต่อสู้กับ รปภ. เพื่อจะหนีออกจากตึกเท่านั้น ซึ่งข่าวที่ทราบล่าสุดคือเสืออยู่ระหว่างขึ้นศาลที่กัมพูชา จากนั้นก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย

ดังนั้นจึงอยากให้ตำรวจ บก.ปคม. ช่วยประสานงานพา “เสือ” กลับมา เพราะลูกชายโดนหลอกไปทำงาน โดนคนไทยด้วยกันขายคนไทยด้วยกันเอง ตอนนี้คิดถึงลูกชายมาก ทุกวันนี้ไม่เป็นอันทำอะไร ติดต่อลูกชายไม่ได้เลย และยังมีคนไทยอีกหลายคนที่ถูกจับเหมือนกัน อยากให้เจ้าหน้าที่ช่วยพาทุกคนกลับมา

น้องหมิว น.ส.ศยามล จีนกิ้ม 26 ปี อุ้มลูกสาววัย 3 เดือน ที่เกิดกับนายเสือ มาร้องขอความช่วยเหลือด้วยความเป็นห่วงสามี ปกติอยู่ที่ชลบุรี เสือจะไปทำงานเสิร์ฟที่สถานบริการแห่งหนึ่ง เขาหายตัวไปเมื่อวันที่ 29 พ.ย. โดยบอกเพียงว่าจะไปอบรม ตนคิดว่าเป็นงานที่ร้านสะดวกซื้อ เพราะเขาเคยไปทำอยู่พักหนึ่ง แต่กลับไม่ใช่ วันที่ 2 ธ.ค.เพื่อนเสือติดต่อมา บอกว่าเสือแจ้งเขาว่าให้อ่านข้อความอย่างเดียวไม่ต้องตอบ และห้ามเพื่อนอย่าตามไปทำงานด้วยมันอันตรายมาก

จนมาวันที่ 6 ธ.ค.เสือโทรทางแมสเซนเจอร์ มาบอกกับเพื่อนเขาว่าถูกจับดำเนินคดีอยู่ที่กัมพูชา เสือไม่อยากให้ตนเป็นห่วง จึงไม่โทรมาบอกโดยตรง ก่อนเพื่อนของเสือจะมาบอกตนกับแม่เสือจึงรู้ว่าเสือถูกดำเนินคดีข้าหาฆ่า รปภ.ตาย

ตนได้พยายามหาข้อมูลทุกช่องทาง ซึ่งปกติเสือจะเป็นคนติดโซเชียลมาก แต่กลับไม่พบมีความเคลื่อนไหวเลยตั้งแต่หายตัวไป จนตนไปเจอคลิปใน TikTok บัญชีBong Donal พบว่ามีคลิปขณะตำรวจกัมพูชาบุกเข้าไปจับกุมเสือ สามีของตนไป จึงพยายามสอบถามข้อมูล และมีการส่งภาพเสือที่ถูกชี้ตัวและทำประวัติมายืนยันว่าเสือถูกจับจริงๆ จนวันนี้ยังไม่รู้ว่าไปถึงคดีไปถึงไหน มีคนแนะนำให้ตนบินไปดูแลสามีที่โน้นจะดีที่สุด

ขณะที่ผู้เสียหายอีกคน คือนายเปา อายุ 38 ปี คนจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถูกหลอกผ่านเฟซบุ๊กจัดหางาน ไปทำงานอาหารเสริมกลุ่มเดียวกับ “เสือ” และหนีรอดกลับมาได้ เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกผู้ว่าจ้างบอกว่าเป็นงานเกี่ยวกับอาหารเสริม ไปทำงานที่กรุงเทพ แต่สุดท้ายกลับให้เดินทางไปอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยอ้างว่าจะมีทีมงานมารับไปอบรมที่จังหวัดจันทบุรี แต่ระหว่างทางกลับพาเลี้ยวเข้าป่าอ้อยย่านคลองน้ำใส 

และถูกทหารกัมพูชา อาวุธปืนครบมือ เข้ามาล้อมจับกุมตนเองกับพวก โดยทหารกัมพูชาพาเดินข้ามคลองไปฝั่งกัมพูชา และส่งต่อให้นายทุนจีนและบอสคนไทย โดยตนเองถูกพาเข้าไปในตึกสแกมเมอร์แห่งหนึ่งและถูกจับแยกกับกลุ่มที่มาด้วยกัน ถูกยึดบัตรประชาชน และถูกบังคับให้บอกรหัสโทรศัพท์มือถือและรหัสบัญชีธนาคาร เพื่อเอาไปสแกนหน้า ทำบัญชีธนาคารที่ตนเองเปิดมาเพื่อใช้รับเงินเดือนและบัญชีธนาคารส่วนตัว รวม 5 บัญชี ไปทำเป็นบัญชีม้า

หลังจากนั้นกลุ่มสแกมเมอร์ก็บอกว่าจะพาตนเองกลับบ้าน แต่จริงๆ พาไปที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธบอกว่าตนเองทำงานต่อ เดินทางกลับไม่ได้ อ้างว่าถูกขายมาแล้ว ต้องทำงานให้ได้วันละ 200,000 บาท ตนเองพยายามปฏิเสธแล้วแต่ก็ถูกข่มขู่ สุดท้ายจึงอาศัยจังหวะที่ทหารกัมพูชาเผลอ หนีออกจากโรงแรมพร้อมกับน้องอีกคน และวิ่งเข้าป่าเพื่อหลบซ่อนตัวเป็นเวลา 1 คืน ก่อนจะไปพบกับทหารพรานของไทยที่ลาดตระเวนอยู่บริเวณชายแดน จึงขอความช่วยเหลือให้พากลับมาและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมระยะทางที่หลบหนีมากว่า 8 กิโลเมตร

ทั้งนี้หลังจากถูกดำเนินคดีตามพ.ร.บ.คนเข้าเมือง และได้รับการประกันตัวออกมา ตนเองก็ไปติดต่อธนาคาร เพื่อตรวจสอบบัญชีธนาคารที่ถูกกลุ่มสแกมเมอร์เอาไปทำบัญชีม้า พบว่าถูกอายัดทั้งหมด เพราะมีผู้เสียหายแจ้งความไว้ 3 ท้องที่ ได้แก่ สภ.กระทุ่มแบน สภ.บ้านบึง และ สภ.ปากช่อง แต่ยังไม่มีการออกหมายจับ ซึ่งวันนี้ก็มีการนำรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการมาส่งมอบให้ตำรวจด้วย

ดส.บุกจับชาวเวียดนามเปิดโกดังปลูกกัญชาเถื่อนยึดต้นกัญชากว่า 1,600 ต้น

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 68 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น.ดูแลงานยาเสพติด พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผกก.ดส.บช.น. จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.หญิง ชาดา เสสะเวช สว.กก.ดส. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกก.ดส.ชุดปฏิบัติการที่ 3 และเจ้าหน้าที่กรมการแพทย์แผนไทย ร่วมกันจับกุม

นายเหงียน ดึ๊ก อัน (NGUYEN DUC ANH) อายุ 28 ปี สัญชาติ เวียดนาม นายโด แวน เบย์ (DO VAN BAY) อายุ 27 ปี  สัญชาติเวียดนาม นายดัง ซือ ไท (DANG SY TAI) อายุ 35 ปี สัญชาติเวียดนาม พร้อมกลาง ของกลาง รวมทั้งหมดจำนวน 1,685 ต้น น้ำหนักช่อดอกกัญชาต่อต้น ประมาณ 100 กรัม น้ำหนักรวม 168.5 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,685,000 บาท จับกุมได้โกดังแห่งหนึ่งบริเวณ ซ.บางกระดี่ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากพลเมืองดี ร้องเรียนโกดังบริเวณ ซ.บางกระดี่ มีกลิ่นกัญชาโชยออกมารุนแรงตลอดทั้งวัน สงสัยว่าจะมีการลักลอบปลูกกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผกก.ดส.,พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล รอง ผกก.ดส. จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.หญิง ชาดา เสสะเวช สว.กก.ดส.พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกก.ดส.ชุดปฏิบัติการที่ 3 ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายค้น ศาลแขวงธนบุรี ที่ 52/2568 ลงวันที่ 16 ธ.ค.68

จากการเข้าค้นพบ ชาวเวียดนาม 3 นาย จากการสอบสวนยอมรับเป็นคนปลูกต้นกัญชาในโกดังดังกล่าว มีการจัดตั้งบริษัทมาเพื่อทำธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาแต่ยังไม่ได้ขอใบอนุญาตในการทำธุรกิจดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการจับกุม แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันฝ่าฝีนศึกษาวิจัยหรือส่งออก สมุนไพรควบคุม หรือจำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 มาตรา 46” นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 นาย พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สน.แสมดำ เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

.

สภ.โคราชลุยขับเคลื่อนงานมั่นคง–ย้ำตำรวจทำงานเชิงรุก ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นครราชสีมา –สภ.เมืองโคราช ประชุมขับเคลื่อนงานมั่นคง–ย้ำตำรวจทำงานเชิงรุก ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

 เมื่อวันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมโคราชโฮเต็ล ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เป็นประธานในการประชุมข้าราชการตำรวจประจำเดือน เพื่อติดตามผลการปฏิบัติงาน สถานการณ์ด้านความมั่นคง และขับเคลื่อนนโยบายการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุมครั้งนี้มีคณะผู้บังคับบัญชาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย พ.ต.ท.หญิง วิสาสิริ เกียรติวิลัย (สอบสวน) สภ.เมืองนครราชสีมา, พ.ต.ท.ไพศาล ปันเร็ว รองผู้กำกับการ (สอบสวน), พ.ต.ท.อธิสรรค์ โพธิ์ศรี รองผู้กำกับการจราจร, พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม และ พ.ต.ท.ณพสรรค์ เพชรสมพานต์ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) พร้อมด้วยหัวหน้างานฝ่ายต่าง ๆ อาทิ งานป้องกันปราบปราม งานสืบสวน งานสอบสวน งานจราจร และงานธุรการ

ในที่ประชุมได้มีการรายงานผลการดำเนินงานในรอบเดือนที่ผ่านมา สถานการณ์อาชญากรรม ปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำตัวข้าราชการตำรวจที่มาดำรงตำแหน่งใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจและความพร้อมในการทำงานร่วมกัน

พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ได้เน้นย้ำให้ข้าราชการตำรวจทุกนายปฏิบัติงานตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และการทำงานเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา

ตอนท้ายของการประชุม ประธานได้กำชับให้ข้าราชการตำรวจทุกนายยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของการทำงาน พร้อมขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ทำงานเป็นทีม เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการและการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นายประสิทธิ์ วนะชกิจ รายงาน