ดส.บุกจับชาวเวียดนามเปิดโกดังปลูกกัญชาเถื่อนยึดต้นกัญชากว่า 1,600 ต้น

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 68 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น.ดูแลงานยาเสพติด พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผกก.ดส.บช.น. จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.หญิง ชาดา เสสะเวช สว.กก.ดส. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกก.ดส.ชุดปฏิบัติการที่ 3 และเจ้าหน้าที่กรมการแพทย์แผนไทย ร่วมกันจับกุม

นายเหงียน ดึ๊ก อัน (NGUYEN DUC ANH) อายุ 28 ปี สัญชาติ เวียดนาม นายโด แวน เบย์ (DO VAN BAY) อายุ 27 ปี  สัญชาติเวียดนาม นายดัง ซือ ไท (DANG SY TAI) อายุ 35 ปี สัญชาติเวียดนาม พร้อมกลาง ของกลาง รวมทั้งหมดจำนวน 1,685 ต้น น้ำหนักช่อดอกกัญชาต่อต้น ประมาณ 100 กรัม น้ำหนักรวม 168.5 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,685,000 บาท จับกุมได้โกดังแห่งหนึ่งบริเวณ ซ.บางกระดี่ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากพลเมืองดี ร้องเรียนโกดังบริเวณ ซ.บางกระดี่ มีกลิ่นกัญชาโชยออกมารุนแรงตลอดทั้งวัน สงสัยว่าจะมีการลักลอบปลูกกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผกก.ดส.,พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล รอง ผกก.ดส. จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.หญิง ชาดา เสสะเวช สว.กก.ดส.พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกก.ดส.ชุดปฏิบัติการที่ 3 ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายค้น ศาลแขวงธนบุรี ที่ 52/2568 ลงวันที่ 16 ธ.ค.68

จากการเข้าค้นพบ ชาวเวียดนาม 3 นาย จากการสอบสวนยอมรับเป็นคนปลูกต้นกัญชาในโกดังดังกล่าว มีการจัดตั้งบริษัทมาเพื่อทำธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาแต่ยังไม่ได้ขอใบอนุญาตในการทำธุรกิจดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการจับกุม แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันฝ่าฝีนศึกษาวิจัยหรือส่งออก สมุนไพรควบคุม หรือจำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 มาตรา 46” นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 นาย พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สน.แสมดำ เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

.

สภ.โคราชลุยขับเคลื่อนงานมั่นคง–ย้ำตำรวจทำงานเชิงรุก ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นครราชสีมา –สภ.เมืองโคราช ประชุมขับเคลื่อนงานมั่นคง–ย้ำตำรวจทำงานเชิงรุก ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

 เมื่อวันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมโคราชโฮเต็ล ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เป็นประธานในการประชุมข้าราชการตำรวจประจำเดือน เพื่อติดตามผลการปฏิบัติงาน สถานการณ์ด้านความมั่นคง และขับเคลื่อนนโยบายการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุมครั้งนี้มีคณะผู้บังคับบัญชาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย พ.ต.ท.หญิง วิสาสิริ เกียรติวิลัย (สอบสวน) สภ.เมืองนครราชสีมา, พ.ต.ท.ไพศาล ปันเร็ว รองผู้กำกับการ (สอบสวน), พ.ต.ท.อธิสรรค์ โพธิ์ศรี รองผู้กำกับการจราจร, พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม และ พ.ต.ท.ณพสรรค์ เพชรสมพานต์ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) พร้อมด้วยหัวหน้างานฝ่ายต่าง ๆ อาทิ งานป้องกันปราบปราม งานสืบสวน งานสอบสวน งานจราจร และงานธุรการ

ในที่ประชุมได้มีการรายงานผลการดำเนินงานในรอบเดือนที่ผ่านมา สถานการณ์อาชญากรรม ปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำตัวข้าราชการตำรวจที่มาดำรงตำแหน่งใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจและความพร้อมในการทำงานร่วมกัน

พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ได้เน้นย้ำให้ข้าราชการตำรวจทุกนายปฏิบัติงานตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การอำนวยความสะดวกด้านการจราจร และการทำงานเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา

ตอนท้ายของการประชุม ประธานได้กำชับให้ข้าราชการตำรวจทุกนายยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของการทำงาน พร้อมขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ทำงานเป็นทีม เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการและการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นายประสิทธิ์ วนะชกิจ รายงาน

อดีตพนง.การท่าเรือฟ้องกลับต้นสังกัดคดีโกงเงินกว่า 2 พันล้านบาท

กลุ่มผู้เสียหายอดีตพนักงานการท่าเรือฯ กว่า 2,000 คน ถูกเบี้ยวเงินบำเหน็จ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เสียหายกว่า2 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่กระทรวงคมนาคม ได้มีตัวแทนจากกอ.รมน. พากลุ่มผู้เสียหาย อดีตพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย บุกกระทรวงคมนาคม เพื่อทวงถามความคืบหน้า ผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย กรณี ไม่ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญหลังเกษียณ และถูกชักชวนเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หลังบ่ายเบี่ยง การเจรจา นานกว่า 8 ปี มีอดีตพนักงานการท่าเรือ ตกเป็นผู้เสียหาย นับพันคน รวมมูลค่า ความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท

ตัวแทนประชาชน กอ.รมน. กล่าวว่า สาเหตุ ที่มายังกระทรวงคมนาคมวันนี้เนื่องจากมี ผู้เสียหายซึ่งเป็นอดีตพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ไม่ได้รับเงิน บำเหน็จบำนาญ ถูกทอดทิ้ง หลังเกษียณ และมีการชักชวนให้เข้ากองทุนฯ แต่กลับไม่ได้รับเงินหลังเกษียณ

ผู้แทน กอ.รมน. กล่าวว่า ได้มีอดีตพนักงานการท่าเรือที่เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ร้องเรียนไปยัง กอ.รมน. ซึ่งตนได้รับมอบหมายให้มาติดตามความคืบหน้า กรณีดังกล่าวกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ทั้งที่ตนพยายามสอบถามความคืบหน้าแต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือจากการท่าเรือ

ด้าน นายสุรินทร์ อดีตพนักงานการท่าเรือแผนกสินค้าเพื่อการส่งออก กองปฏิบัติการสินค้า 3 ท่าเรือกรุงเทพฯ กล่าวว่า ซึ่งวันนี้ทางการท่าเรือได้มีการ นัด เพื่อสรุปประเด็นที่ได้รับปากไว้ตั้งแต่ วันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ว่าจะปฏิบัติตามมติคณะ กรรมการฝ่ายบริหารปี 2560 โดยระบุว่าให้นำเงินเดือนสุดท้ายของพนักงานที่เกษียณ และคำนวณเพิ่มไปจนถึงอายุ 76 ปี และบวกค่าบำเหน็จตกทอดอีก 30 เท่า

โดยทาง อทร. ได้มีการรับปากว่าขอเวลา 30 วัน จะจ่ายเงินดังกล่าวให้ แต่จนถึงขณะนี้ ผู้อำนวยการการท่าเรือ ก็ยังไม่ปฏิบัติตาม แต่วันนี้ ท่านผู้อำนวยการก็ไม่ได้มา ด้วยตนเองตามนัดแต่กลับส่งคนอื่นมาแทน รวมผู้เสียหาย ที่เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีทั้งหมด 2,300 คน รวมระยะเวลา กว่า 8 ปี ที่การท่าเรือบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด

ผู้เสียหาย กล่าวอีกว่า หากรวมมูลค่าที่ต้องจ่าย ให้กับผู้เสียหายทั้งหมดกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งกองทุนดังกล่าว มีงบประมาณอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน

ทั้งนี้มองว่าการท่าเรือไม่ปฏิบัติตาม ที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ จนทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น และหากการท่าเรือบริสุทธิ์ใจ ก็อยากให้ออกมาชี้แจง รายละเอียดการจ่ายเงิน ว่าจ่ายในส่วนใดมาบ้างเรื่องจะได้จบ และที่พยายามบ่ายเบี่ยง หรือหลีกเลี่ยงเพราะยังไม่ได้จ่าย

“Polkadot” รุกเสริมสร้างความรู้ให้นิสิตนักศึกษาคณะวิศวกรรม สาขาคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น

เมื่อเร็ว ๆ นี้  “Polkadot”  ได้จัดกิจกรรมเวิร์คช้อป ให้นิสิตนักศึกษาคณะวิศวกรรม สาขาคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น  เพื่อปูพื้นฐานด้านความรู้ เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงการออกแบบ สร้าง และพัฒนา ปรับปรุงแก้ไขซอฟต์แวร์ให้มีประสิทธิภาพ

Jacques Democrate Ceo Demo Corporation บริษัท  เดโมคอร์ปอเรชั่น ผู้ดูแลด้านการศึกษาและเทคโนโลยี ได้ร่วมมือกับ polkadot Blockchain กล่าวว่า ในการมาจัด workshop ที่สถาบันไทยญี่-ปุ่นครั้งนี้ เพื่อเข้ามาปูพื้นฐานด้านความรู้อยู่ในการแข่งขัน แฮคคาทรอน (Hackathon) ในปี 2026 ของ polkadot ในการทำ smart contract  และ set up environment เพื่อให้พร้อมกับการทำงานกับบล็อกเชน Polkadot

“ถือว่าเป็นการร่วมงานครั้งแรกกับกับทาง Polkadot  ที่จะทำงานด้านเทคโนโลยีในการดูแลด้านโค้ดดิ้งเป็นหลัก ก่อนหน้านี้เราก็ทำงานกับทางมหาวิทยาลัยนี้มา 2-3 ครั้งแล้ว โดยรอบนี้เรามาทำกับ polkdot และช่วงต่อไปเรามีการวางแผนว่าจะเข้าไปจัดกิจกรรมมากขึ้น  โดยเฉพาะทางมหาวิทยาลัยต่าง ๆ   และให้คนทั่วไปได้รับรู้ว่า Polkadot  คืออะไร และพยายามผลักดันให้นักศึกษาก้าวขึ้นไปสู่การเป็น Young Developer ในอนาคต”

ด้าน ดร.กันติชา กิตติพีรชล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ประธานหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ กล่าวว่า  ทางสถาบันพร้อมให้การสนับสนุนนักศึกษา ให้มีพื้นฐานความรู้ในด้านนี้  ซึ่งจะมีประโยชน์กับนักศึกษาในอนาคต  และเห็นว่านักศึกษาให้ความสนใจเป็นอย่างดี  จึงมีการจัดอบรมมาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งหัวข้อและการอบรมก็แตกต่างกัน  ความรู้ในหลาย ๆ หัวข้อก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถพบได้ในการเรียนทั่ว ๆ ไป เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นปีที่ 3 แล้วที่เราเข้ามาจัดให้

“นักศึกษาก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้มาก หลายคนก็ไม่เคยสัมผัสเรื่องเหล่านี้มาก่อน และสามารถเพิ่มเติมความรู้เข้ามาได้ การเรียนรู้เพิ่มเติมก็ทำให้นักศึกษาได้ทราบว่ามีอุปกรณ์ วิธีการที่จะนำไปใช้กับการเรียนการทำงานของตนในอนาคต”

Patricia Krajger  Core Contributor olkadot & OpenGuild กล่าวว่า   ทิศทางในการดำเนินการของ Polkadot ในช่วงปีหน้านั้น จะเน้นเปิดกว้างให้ผู้สนใจเข้าถึงโลกของ Polkadot มากขึ้น การเปิด เวิร์คช็อปในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปิดให้นักศึกษาตามมหาวิทยาลัยได้เข้ามาสัมผัสกับทางเรา และในช่วงต่อไปก็คาดหวังว่า นักธุรกิจ  นักลงทุนจะเข้ามาร่วมงานกับทาง Polkadot มากขึ้น

สำหรับ Polkadot (DOT) คือ โปรโตคอลเครือข่ายบล็อกเชนแบบกระจายศูนย์ที่ออกแบบมาเพื่อ เชื่อมต่อบล็อกเชนต่างๆ เข้าด้วยกัน ให้สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างปลอดภัย

CAMT CMU จับมือ Demo Corp. เดินหน้าสร้างบุคลากรและนวัตกรรม “Blockchain & Web3” เตรียมพร้อมสู่โลกอุตสาหกรรมดิจิทัล

วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท เดโม คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับทักษะแห่งอนาคต โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี Blockchain และระบบ Web 3 (Decentralized Web) ให้แก่นักศึกษาและบุคลากรของ CAMT รวมถึงสนับสนุนและผลักดันโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลในอนาคต

ซึ่งการลงนามในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก Mr. Jacques Democrate ประธานกรรมการบริหาร เป็นผู้แทนลงนามจากบริษัท เดโม คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทางด้านวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย เป็นผู้แทนจากวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมลงนามในพิธีดังกล่าว โดยมีอาจารย์ กฤตย์ จินกลับ อาจารย์ประจำสาขาบูรณาการอุตสาหกรรมดิจิทัล (DII) และนักศึกษาปริญญาตรีชมรม Web3 ร่วมเป็นสักขีพยาน

ทั้งนี้คุณ Jacques Democrate ยังได้ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Web3 in Working Industry” เพื่อมอบความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี Blockchain, การประยุกต์ใช้ Web3 ในโลกธุรกิจ และแนวโน้มของอุตสาหกรรมอนาคต พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ทำงานร่วมองค์กรระดับโลก ให้แก่นักศึกษา คณาจารย์ และบุคคลทั่วไป เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและมุมมองใหม่ให้คนรุ่นใหม่ในวงการดิจิทัล ภายในงาน CAMT FEST 2025 อีกด้วย

ทางวิทยาลัยฯ หวังว่าการผนึกกำลังกันระหว่างสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลกับบริษัทเอกชนชั้นนำในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเร่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ และผลิตบุคลากรคุณภาพสูงด้าน Blockchain และ Web3 เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้ในอนาคต โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568 ณ ห้อง KIND ชั้น 3 อาคารวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

#CAMTCreativeDigital #CMU #CAMTCMU 
#ทีมมช #มช #มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตม.รวบ“บิ๊กบอสสแกมเมอร์” หลอกเหยื่อชาวจีนลงทุนสูญกว่า 1 พันล้าน

ตม.สนามบินสกัด “บิ๊กบอสสแกมเมอร์จีน” ผู้ต้องหาหมายแดงอินเตอร์โพล มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท หนีไม่รอด ขณะเตรียมหลบหนีออกนอกประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตอกย้ำบทบาท “ด่านหน้าแห่งความมั่นคง” สกัดอาชญากรข้ามชาติรายสำคัญ หลังจับกุม ผู้ต้องหาหมายแดง INTERPOL ตัวการแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ หลอกลงทุนเหยื่อชาวจีนกว่า 500 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 200 ล้านหยวน หรือกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะพยายามหลบหนีออกนอกราชอาณาจักรผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

การจับกุมครั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ศ. ปฏิบัติราชการ สตม. และ พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผบก.ตม.2 ที่กำชับให้ ยกระดับการคัดกรองบุคคลเข้า–ออกประเทศอย่างเข้มข้น เพื่อรับมือภัยอาชญากรรมข้ามชาติและภัยความมั่นคงในทุกรูปแบบ

จับกุมกลางสนามบิน ใช้พาสปอร์ตปลอม หวังตัดรอยหมายแดง

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.68 เวลาประมาณ 17.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นำโดย
พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2,
พ.ต.อ.รัฐพงศ์ แก้วยอด ผกก.สส.ปป.บก.ตม.2
และชุดปฏิบัติการของ พ.ต.ต.ดิษฐภัท เรืองหัตถาการ สว.กก.สส.ปป.บก.ตม.2

ได้ร่วมกัน จับกุม นายหวง (Mr. HUANG) สัญชาติจีน อายุ 44 ปี ขณะกำลังเดินทางออกนอกประเทศ โดยพบว่าแสดงตนด้วยหนังสือเดินทางเม็กซิโกปลอม ใช้ชื่อว่า Mr. GOL GOO จากการตรวจค้น พบหนังสือเดินทางจีนฉบับจริงซุกซ่อนอยู่ในความครอบครอง

เปลี่ยนสัญชาติ-เปลี่ยนชื่อ เพื่อหนีหมายแดง INTERPOL

การตรวจสอบเชิงลึกพบว่า นายหวง ถือวีซ่า Thailand Privilege Card ซึ่งยังไม่หมดอายุและสามารถพำนักในประเทศไทยได้อีกหลายปี แต่กลับเลือกใช้หนังสือเดินทางปลอม ทั้งที่การกระทำดังกล่าวทำให้สิทธิการพำนักลดลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติ

เมื่อตรวจสอบฐานข้อมูล พบว่า ชื่อในหนังสือเดินทางจีนของนายหวง มีหมายแดง (Red Notice) ขององค์การตำรวจสากล (INTERPOL) พ.ต.อ.พงศ์ธรฯ รอง ผบก.ตม.2 จึงประสานตำรวจประจำสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ก่อนยืนยันชัดเจนว่า นายหวง คือผู้ต้องหาตัวการสำคัญของเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ทางการจีนต้องการตัว

 เปิดเส้นทางอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานปฏิบัติการเมียวดี

จากการสืบสวนพบว่า นายหวง หลบหนีออกจากประเทศจีนตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 ผ่านช่องทางธรรมชาติในมณฑลยูนนาน เข้าสู่ประเทศเมียนมา ต่อมาในช่วงปีพ.ศ.2565–2567 ได้ร่วมกับเครือข่ายอาชญากรตั้งฐานปฏิบัติการแก๊งสแกมเมอร์ในพื้นที่ New Taichang Park บริเวณพื้นที่ Kyaukhat เมืองเมียวดี ฝั่งตรงข้ามบ้านห้วยแล้ง อำเภอพบพระ จังหวัดตาก

พฤติการณ์ของแก๊งดังกล่าว คือการสร้างแพลตฟอร์มลงทุนเงินตราปลอม ใช้โซเชียลมีเดียล่อลวงเหยื่อ โดยสวมบท “นักธุรกิจโสด ฐานะดี” สร้างความไว้ใจ ให้ผลตอบแทนสูงในช่วงแรก ก่อนปิดระบบ–เชิดเงิน–ตัดการติดต่อ ทำให้เหยื่อชาวจีนกว่า 500 รายสูญเงินจำนวนมหาศาล

ดำเนินคดีไทย–เตรียมส่งต่อจีน เบื้องต้น ตม.สนามบิน ได้แจ้งข้อกล่าวหา “ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอม” พร้อมนำตัวผู้ต้องหาและของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน บก.ตม.3 ดำเนินคดีตามกฎหมายไทย
ก่อนประสานความร่วมมือกับทางการจีน เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศต่อไป

ตม.สนามบิน : ด่านหน้าแห่งความมั่นคงของชาติ ด้าน พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผบก.ตม.2 เปิดเผยว่าตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสนามบินมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ด่านหน้าแห่งความมั่นคงของประเทศ” โดยปัจจุบันได้เพิ่มมาตรการคัดกรองบุคคลอย่างรอบด้าน ครอบคลุมตั้งแต่ภัยสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ การก่อการร้าย ไปจนถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ฐานข้อมูลสากล และความร่วมมือทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานด้านความมั่นคง ให้มีมาตรฐานทัดเทียมหน่วยงานความมั่นคงระดับนานาชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักเดินทางทั่วโลก

.

“หนาวนี้ที่แม่เหาะ”ปลุกท่องเที่ยว- กระตุ้นเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง

รองอธิบดี พส. เปิดโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง “หนาวนี้ที่แม่เหาะ” พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคสู้ภัยหนาวแก่ราษฎรบนพื้นที่สูง

ายศราวุธ มูลโพธิ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจและศูนย์เรียนรู้บนพื้นที่สูงตามวิถีอัตลักษณ์ปีงบประมาณ 2569 ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามวิถีอัตลักษณ์ชุมชนบนพื้นที่สูงและกิจกรรมศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูง “หนาวนี้ที่แม่เหาะ ประจำปี 2568” พร้อมกับมอบของอุปโภคบริโภคให้แก่ราษฎรบนพื้นที่สูง ณ สวนสานต่อที่พ่อทำ บริเวณศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดแม่ฮ่องสอน หมู่ที่ 4 ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โคงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามวิถีอัตลักษณ์ชุมชนบนพื้นที่สูง ผ่านกลไกการท่องเที่ยวภูมิวัฒนธรรม รวมถึงการส่งเสริมให้ภาคส่วน ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมีส่วนร่วม ในการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตตาม วิถีอัตลักษณ์ชุมชนบนพื้นที่สูง โดยการส่งเสริมด้านการตลาดในการจำหน่ายผลผลิตทางเกษตรและผลิตภัณฑ์ของราษฎรบนพื้นที่สูง

.

ยกระดับแฟรนไชส์ไทยสู่มาตรฐานสากล จัด “Franchise Roadshow” ทั่วไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดงานแฟรนไชส์ Roadshow 4 ภูมิภาค 4 จังหวัดทั่วประเทศ เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย คาดมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 590 ล้านบาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการและประชาชนในส่วนภูมิภาคให้สามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ และโอกาสทางการค้าอย่างเท่าเทียม สอดรับตามนโยบาย Quick Big Win ด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)

โดยระหว่างเดือนธันวาคม 2568 – มีนาคม 2569 กรมเตรียมจัดกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow จำนวน 4 ครั้ง ใน 4 ภูมิภาค โดยคัดเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน DBD Franchise Standard 2025 เข้าร่วมโรดโชว์ ประกอบด้วย 

  • ครั้งที่ 1 วันที่ 19-22 ธันวาคม 2568 เซ็นทรัลศรีราชา 
  • ครั้งที่ 2 วันที่ 15-18 มกราคม 2569 เซ็นทรัลเชียงใหม่ เฟสติวัล 
  • ครั้งที่ 3 วันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2569 เซ็นทรัลภูเก็ต เฟสติวัล 
  • ครั้งที่ 4 วันที่ 5-8 มีนาคม 2569 เซ็นทรัลอุดรธานี 

เพื่อเปิดเวทีให้ผู้สนใจในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ได้พบปะเจ้าของแฟรนไชส์โดยตรงและเจรจาธุรกิจ พร้อมเรียนรู้ข้อมูลธุรกิจอย่างครบวงจร

สำหรับไฮไลท์สำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือ บูธแสดงแฟรนไชส์ไทยกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมทั้ง อาหาร เครื่องดื่ม บริการ การศึกษา และธุรกิจค้าปลีก การเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเป็นเวทีในการขยายธุรกิจ พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการ จากหลากหลายภาคธุรกิจ เพื่อเปิดรับและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ นอกจากนี้ยังมีสถาบันการเงินมาร่วมออกบูธให้คำแนะนำและสนับสนุนเงินทุนและเงื่อนไขพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจ

ทั้งนี้กิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow ทั้ง 4 ครั้งที่จัดขึ้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น เพิ่มทางเลือกในการเริ่มต้นธุรกิจที่มีระบบบริหารจัดการรับรอง รวมถึงเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น จำนวนไม่ต่ำกว่า 10,000 คน และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจตลอดการจัดกิจกรรมได้ไม่ต่ำกว่า 590 ล้านบาท

“การกระจายโอกาสการเข้าถึงแฟรนไชส์ถือเป็นภารกิจสำคัญของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการผลักดันการสร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก การจัดกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow นี้ ไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยขยายตลาดได้อย่างกว้างขวางขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพ กระจายรายได้ และเพิ่มความมั่นคงให้เศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกรมฯ ในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

โอกาสนี้ ขอเชิญชวนผู้ว่างงานหรือผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ในพื้นที่จังหวัดที่จัดงานและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow ทั้ง 4 ครั้ง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตนเอง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953, e-Mail : franchisedbd@gmail.com

ปัจจุบันมีธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมฯ รวมทั้งสิ้น 1,253 ราย แบ่งเป็น อาหาร 556 ราย (คิดเป็นร้อยละ 44) เครื่องดื่ม 165 ราย (คิดเป็นร้อยละ 13) การศึกษา 70 ราย (คิดเป็นร้อยละ 6) บริการ 200 ราย (คิดเป็นร้อยละ 16) ค้าปลีก 177 ราย (คิดเป็นร้อยละ 14) ความงามและสปา 85 ราย (คิดเป็นร้อยละ 7)

ชัยภูมิชวนสัมผัสลมหนาวบนขุนเขาชมทุ่งคอสมอสซับสะเลเต

ชัยภูมิ – สีสันการท่องเที่ยวฤดูหนาวอำเภอเทพสถิตคึกคัก เปิดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ทุ่งดอกคอสมอสซับสะเลเต บนขุนเขาสูง เชิญชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสอากาศหนาวเย็น ท่ามกลางทุ่งดอกไม้บานสะพรั่ง เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงเทศกาลปีใหม่ 2569

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568นายวรวิทย์ นามมหานวล นายอำเภอเทพสถิต ได้นำชาวบ้านในพื้นที่ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ พร้อมผู้สูงอายุชาว ญัฮกุร (อ่านว่า ยะ-กุร หรือ ยะ-กุ้น) กลุ่มชาติพันธุ์มอญโบราณที่ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยว ณ สวนทุ่งดอกคอสมอส ซับสะเลเต

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดเดินทางมาถ่ายภาพกับทุ่งดอกคอสมอสที่กำลังบานสะพรั่ง บนพื้นที่กว่า 55 ไร่ บริเวณเทือกเขาพังเหย ความสูงกว่า 854 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งถือเป็นทุ่งดอกคอสมอสขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน โดยช่วงนี้มีอุณหภูมิเฉลี่ย 12–16 องศาเซลเซียส สร้างเสน่ห์การท่องเที่ยวฤดูหนาวอย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากการชมทุ่งดอกไม้แล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมกิจกรรมฤดูหนาว อาทิ ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น–ตก โต้ลมหนาว ดูฝนดาวตก รวมถึงร่วมกิจกรรม เคาท์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 บนขุนเขาซับสะเลเต

นายวรวิทย์ นามมหานวล นายอำเภอเทพสถิต กล่าวว่า เทศกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวซับสะเลเตได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยจุดเด่นอยู่ที่ทุ่งดอกคอสมอสขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทุ่งดอกคอสมอสที่กว้างที่สุดในภาคอีสาน และอาจมีขนาดใหญ่ระดับประเทศ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมไปจนถึง สิ้นเดือนมกราคม 2569

ขณะเดียวกัน พื้นที่โดยรอบซับสะเลเตยังมีที่พัก รีสอร์ท และบ้านพักรองรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 65 แห่ง เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวแบบค้างคืน ทั้งรูปแบบ 2 วัน 1 คืน และ 3 วัน 2 คืน ในช่วงฤดูหนาวและเทศกาลปีใหม่

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดกิจกรรมท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ที่ทำการอำเภอเทพสถิต โทร. 0-4485-7106 หรือ0818670864

โดย…มัฆวาน วรรณกุล  – อารยา  ผู้สื่อข่าวภาพภูมิภาค

.

ปูพรม 10 จุด ทลาย 2 เครือข่ายลักลอบผลิต4×100 มรณะมอมเมาเยาวชนยึดของกลางเพียบ

ตำรวจ (CIB) ร่วม อย. ตัดวงจร 4×100 มรณะมอมเมาเยาวชน ทลาย 3 เครือข่าย ค้น 10 จุด ยึดยาเขียวเหลืองกว่า 1 ล้านเม็ด ยาแก้ไอกว่า 1 หมื่นขวด มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ปคบ., กระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติการทลายเครือข่ายจำหน่ายยาเขียวเหลือง ยาแก้ไอ ตัดวงจรน้ำกระท่อมมอมเมาเยาวชน ในพื้นที่ จ.ชลบุรี จ.สมุทรปราการ จ.สิงห์บุรี และกรุงเทพมหานคร ตรวจค้น 10 จุด ยึดของกลางกว่า 300 รายการ มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท เบื้องต้นจับกุมผู้ต้องหาที่ไม่ใช่เภสัชกร 1 ราย ส่วนผู้ร่วมการกระทำความผิดที่เหลืออยู่ระหว่างรอผลตรวจของกลางจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แล้วจะเรียกมาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม 

พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจากกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเฝ้าระวังการลักลอบจำหน่ายยาผิดกฎหมาย หลังพบการใช้ยาแก้ปวดทรามาดอล หรือที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้ใช้ว่า “ยาเขียวเหลือง” ยาแก้ไอ ผิดวัตถุประสงค์ในกลุ่มวัยรุ่น โดยนำมาผสมกับน้ำกระท่อมเพื่อสร้างความมึนเมา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “4×100” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับไปสู่การเสพสารเสพติดอื่นที่รุนแรงขึ้น

ซึ่งปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขยกระดับยาทรามาดอล เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์ จะสามารถซื้อได้ต่อเมื่อมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. สืบสวนหาแหล่งลักลอบจำหน่ายยาเขียวเหลือง ยาแก้ไอ เพื่อนำไปใช้ผสมน้ำต้มใบกระท่อม รวมถึงโรงงานผลิตยาแก้ไอปลอม จนเป็นที่มาของการระดมกวาดล้างกลุ่มเครือข่าย ผู้ลักลอบจำหน่ายยาเขียวเหลือง (ทรามาดอล) ยาแก้ไอ และผู้ผลิตยาแก้ไอปลอมเพื่อตัดวงจรการเสพ “4×100” จำนวน 3 เครือข่าย ดังนี้

1.เครือข่ายจำหน่ายยาเขียวเหลือง-ยาแก้ไอพื้นที่ จ.ชลบุรี และ จ.สมุทรปราการ โดยเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก. ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเข้าตรวจค้นสถานที่จัดเก็บและจำหน่าย จำนวน 5 จุด ได้แก่

1.1 สถานที่จัดเก็บ นำหมายค้นศาลจังหวัดพัทยาเข้าตรวจค้นภายในบ้านพักแห่งหนึ่ง ในหมู่ 13 

ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี สามารถตรวจยึด ยาแก้ไอ-แก้แพ้ จำนวน 608 ขวด และยาแก้ปวดทรามาดอล จำนวน 1,000 แคปซูล

1.2 สถานที่จำหน่าย นำหมายค้นศาลจังหวัดพัทยาเข้าตรวจค้นภายในห้องพักแห่งหนึ่ง ในหมู่ 13 

ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี สามารถตรวจยึดน้ำกระท่อมที่ผสมยาแก้ไอแล้วจำนวน 15 ขวด และ ยาแก้ไอยี่ห้อต่าง ๆ รวม 25 ขวด

1.3 สถานที่จำหน่าย นำหมายค้นศาลจังหวัดพระประแดงเข้าตรวจค้นภายในบ้านพักแห่งหนึ่ง ใน

ต.คลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ สามารถตรวจยึดน้ำกระท่อมบรรจุขวดปรุงแต่งกลิ่นรส จำนวน 218 ขวด ยาแก้ไอยี่ห้อต่าง ๆ จำนวน 291 ขวด ยาแก้ปวดทรามาดอล จำนวน 1,330 แคปซูล

1.4 สถานที่จัดเก็บ นำหมายค้นศาลจังหวัดพระประแดงเข้าตรวจค้นบ้านไม่มีเลขที่ หมู่ 9 ต.คลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ สามารถตรวจยึดสมุนไพรควบคุม (กัญชา) จำนวน 23 กิโลกรัม ยาแก้ปวดทรามาดอล จำนวน 1,500 แคปซูล ยาแก้ไอ-แก้แพ้ จำนวน 2,930 ขวด

1.5 สถานที่ต้องสงสัยว่าใช้ในการกระทำความผิด นำหมายค้นศาลแขวงพระประแดงเข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่ง ในหมู่ 9 ต.คลองปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ตรวจยึดสมุดบัญชี ใบเสร็จ เอกสารอื่น รวม 9 รายการ 848 ชิ้น

2.เครือข่ายจำหน่ายยาแก้ไอเขียวเหลือง-ยาแก้ไอ พื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเข้าตรวจค้นสถานที่จัดเก็บและจำหน่าย จำนวน 3 จุด ได้แก่

2.1 สถานที่จัดเก็บและจำหน่าย นำหมายค้นศาลแขวงธนบุรีเข้าตรวจค้นภายในร้านขายยาแห่งหนึ่งในซอยพระราม 2 ซอย 33 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ สามารถจับกุมตัว น.ส.สุภัทรา (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ในความผิดฐาน “ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมโดยมิได้รับใบอนุญาต” พร้อมตรวจยึดยาแก้ปวดทรามาดอล จำนวน 980 แคปซูล ยาแก้ไอ 2,242 ขวด และยาอื่น รวมทั้งสิ้น 9 รายการ กว่า 4,000 ชิ้น

2.2 สถานที่จัดเก็บ นำหมายค้นศาลแขวงธนบุรีเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในซอยอนามัยงามเจริญ 35 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ สามารถตรวจยึดยาทรามาดอล จำนวน 162,000 แคปซูล

2.3 สถานที่จัดเก็บ นำหมายค้นศาลแขวงธนบุรีเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่ง ถนนงามเจริญ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ตรวจยึดยาแก้ไอ-ยาแก้แพ้ จำนวน 4,400 ขวด ยาทรามาดอล จำนวน 1.2 ล้านแคปซูล และยาอื่น รวม 71 รายการ กลุ่มเครือข่ายทั้ง 2 กลุ่มที่เข้าตรวจค้นในพื้นที่ จ.ชลบุรี จ.สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานครนั้น มีพฤติการณ์เปิดสถานพยาบาลและร้านขายยาเพื่อให้ได้โควตาในการสั่งซื้อยาในกลุ่มยาแก้ไอ ยาแก้แพ้ โดยเฉพาะยาทรามาดอล มาเก็บไว้ในสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และจากหลักฐานพบมีการนำไปโพสต์ขายทางออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายหรือกระจายยาเหล่านี้ให้กับกลุ่มวัยรุ่นทั้งแบบปลีกและส่ง เพื่อใช้ผสมกับน้ำต้มใบกระท่อม รวมถึงการจำหน่ายให้ร้านขายน้ำต้มใบกระท่อมตามแหล่งชุมชน 

3.เครือข่ายโรงงานผลิตยาแก้ไอปลอม พื้นที่ จ.สิงห์บุรี โดยเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรี ตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด จำนวน 2 จุด ได้แก่

3.1 สถานที่ผลิตและจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ วัสดุอุปกรณ์บรรจุและผลิตยาแก้ไอปลอม นำหมายค้นศาลจังหวัดสิงห์บุรีเข้าตรวจค้นภายในบ้านพักแห่งหนึ่ง ใน ม.5 ต.บางกระบือ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี สามารถตรวจยึดของกลางเป็นขวดเปล่ารอบรรจุยาแก้ไอปลอม 35,000 ขวด ฝาขวด 79,000 ฝา อุปกรณ์การพิมพ์ฝาและฉลาก 6 รายการ สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาแก้ไอปลอม เช่น ซิทริค แอซิด, แซคคารีน จำนวน 17 รายการ รวมของกลางทั้งสิ้นกว่า 120,000 ชิ้น

3.2 สถานที่ผลิต นำหมายค้นศาลจังหวัดสิงห์บุรีเข้าตรวจค้นภายในบ้านพักแห่งหนึ่ง ใน ม.5 ต.หัวไผ่ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นสถานที่ต้มยาแก้ไอปลอม สามารถตรวจยึดของกลาง หม้อต้ม เครื่องจักรที่ใช้ในการบรรจุ เครื่องชั่ง ปั๊มลม สารเคมีและอุปกรณ์สำหรับผลิตยาแก้ไอปลอมจำนวน 23 รายการ จำนวนทั้งสิ้น 18,528 ชิ้น

โดยพฤติการณ์ของกลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตยาแก้ไอปลอมนี้จะผลิตยาแก้ไอปลอมเพื่อส่งให้ร้านขายยาในแหล่งที่มีการจำหน่ายน้ำกระท่อม เพื่อให้วัยรุ่นนำยานี้ไปผสมกับน้ำต้มใบกระท่อมใช้เสพเพื่อความมึนเมา

รวมตรวจค้นทั้ง 3 เครือข่าย จำนวนทั้งสิ้น 10 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาดำเนินคดี 1 ราย ฐาน “ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมโดยมิได้รับใบอนุญาต” ตรวจยึดของกลาง ได้แก่ ยาทรามาดอล จำนวน 1,366,810 แคปซูล ยาแก้แพ้-แก้ไอ จำนวน 10,496 ขวด ยาอื่น ๆ รวมถึงเครื่องจักร วัตถุดิบที่ใช้ในการลักลอบผลิตยาแก้ไอปลอม รวมกว่า 300 รายการ มูลค่ากว่า 20,000,000 บาท

เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ดังนี้

1. กรณีผู้ผลิตยาแก้ไอปลอมจะมีความผิด 

– ฐาน “ผลิตและขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต” โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท

– ฐาน “ผลิตและขายยาปลอม” โทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 50,000 บาท

2. กลุ่มเครือข่ายที่ลักลอบขายยาแผนปัจจุบัน หรือยาอันตราย จะมีความผิด

-ฐาน “ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต” โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีและปรับไม่เกิน 10,000 บาท 

-ฐาน “ขายยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษโดยไม่มีใบสั่งแพทย์” โทษปรับตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท

3. ผู้จำหน่ายยาโดยไม่ใช่เภสัชกร มีความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2537 ฐาน “เป็น

ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใด ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต” โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า อย. ได้เฝ้าระวังและตรวจพบว่า มีการอาศัยใบอนุญาตของสถานพยาบาลทำการขอซื้อยาจากผู้ผลิตในจำนวนนับล้านแคปซูลในช่วงปี 2567-2568 ซึ่งเป็นจำนวนที่มากผิดปกติ จึงได้ขอกำลังจากกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) สืบสวนว่ายาดังกล่าวรั่วไปยังจุดใด

จากการสืบสวนพบว่า มีการลักลอบนำไปขายตามเพจออนไลน์และร้านขายยาจนสืบทราบเครือข่ายการลักลอบขายยาและจับกุมผู้กระทำความผิดได้ในที่สุด จึงขอเตือนผู้ประกอบการที่ลักลอบนำยาทรามาดอลไปขายในช่องทางที่ผิดกฎหมาย อย.จะใช้มาตรการทางปกครองในการพักใช้ใบอนุญาตและดำเนินคดีจนถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างในการใช้ใบอนุญาตด้านยาเพื่อทำการขายยาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จนเป็นภัยต่อสังคม

สำหรับการเฝ้าระวังการลักลอบผลิตยาปลอมหรือยาไม่มีทะเบียนตำรับยานั้น ทาง อย. ได้ประสานการทำงานร่วมกับ บก.ปคบ. มาโดยตลอด แต่ยังคงพบปัญหาการลักลอบผลิตอยู่ จึงขอให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสแหล่งผลิตหรือขายเพื่อลดการนำยาไปใช้ในทางที่ผิด จนเป็นสาเหตุของการเสพติดยาที่รุนแรงขึ้นตามมา สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ปกครอง คนในชุมชน และสังคม