สมาคม สตป. ร้อง DSI สอบอบต.ใน จ.ราชบุรี จัดซื้อจัดจ้างมิชอบ

สมาคมส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน ยื่นหนังสือ ดีเอสไอ ตรวจสอบโครงการ จัดซื้อจัดจ้าง อบต. ใน จ.ราชบุรี อาจ เข้าข่ายทุจริต

ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) นายพิชัย พิทักษ์ เลขาสมาคมส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน(ส.ต.ป) พร้อมพวก เข้ายื่นเรื่องถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใส ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล แห่งหนึ่งในจ.ราชบุรี และผู้เกี่ยวข้อง ต่อกรณี การขุดบ่อ ขยะ และการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ช่วงปี  พ.ศ. 2565 – พ.ศ.2568 จำนวน กว่า 590 โครงการ มูลค่าความเสียหายเสียหาย กว่า 30 ล้านบาท

นายพิชัย พิทักษ์ เลขาสมาคมส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน(ส.ต.ป) เปิดเผยว่าตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากราษฎรในพื้นที่ ว่า ได้พบความผิดปกติของการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบลดังกล่าว ในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งมีการสมยอมกันในการเสนอราคา โดยมีนายก อบต.  ร่วมกับบุคคลและนิติบุคคล รวม 8 ราย ผลัดเปลี่ยนหมุน เวียนกันในการเข้าทำสัญญากับ ทาง อบต.ซึ่ง คู่สัญญาบางรายเป็นผู้ไม่ได้มีอาชีพโดยตรงแต่เลือกใช้วิธีจัดหาโดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ทั้งนี้ การเดินทางเข้ามายื่นหนังสือถึงดีเอสไอในวันนี้เพื่อต้องการให้ตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างในอบต. ดังกล่าวว่าเข้าข่ายการทุจริตหรือไม่

อย่างไรก็ตามวันนี้นางสาวอรุณศรี วิชชาวุธ ผู้อำนวยการกองบริหารคดี เป็นตัวแทนในการรับหนังสือเพื่อเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นต่อไป

ร้อง ‘ประธาน กอ.’ สอบวินัยอัยการ 9 ราย ฐานให้การเท็จและส่งหลักฐานเท็จในคดีฟ้อง กทท.

‘ทนายปราบโกง’พา 9 ผู้เสียหาย ร้อง ‘ประธาน กอ.’ สอบวินัยอัยการ 9 ราย ฐานให้การเท็จและส่งหลักฐานเท็จในคดีฟ้อง กทท.ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้

ที่ สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคาร A) ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ นายกฤษฎา อินทามระ หรือ ทนายปราบโกง พากลุ่มผู้เสียหายจำนวน 9 ราย เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ประธานคณะกรรมการอัยการ (กอ.) เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและเอาผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงต่ออัยการคดีแพ่งจำนวน 9 ราย ที่เข้าไปเป็นทนายความแก้ต่างให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ในคดีที่ผู้ร้องทั้ง 9 รายเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กทท. ข้อหาละเมิดและเรียกค่าเสียหายรายละ 4 ล้านบาท

ทนายกฤษฎา เปิดเผยว่า การกระทำของอัยการทั้ง 9 รายที่เข้าแก้ต่างให้ กทท. ได้สร้างความเสียหายแก่ผู้ร้อง เนื่องจากมีการปฏิบัติหน้าที่ผิดพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2553 โดยเฉพาะประเด็นการให้การเท็จในข้อสาระสำคัญของคดี

ทนายกฤษฎา ระบุว่า เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 อัยการทั้ง 9 ราย ซึ่งเป็นทนายจำเลยในคดีละเมิดของผู้ร้อง ได้ยื่นคำให้การในทำนองเดียวกันต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ว่า “จำเลย (กทท.) ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายจงเด่น บุตรสุทธิวงศ์ กับพนักงานรวม 32 คน โดยไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ร้องทั้ง 9 รายแต่อย่างใด ผู้ร้องทุกคนจึงไม่ได้รับความเสียหาย…” พร้อมทั้งแนบรายชื่อบุคคลที่ถูกแจ้งความจำนวน 32 ราย โดยไม่มีชื่อผู้ร้องทั้ง 9 รายรวมอยู่ด้วย

ทนายกฤษฎา กล่าวต่อ อย่างไรก็ตามตนได้ไปแสวงหาหลักฐานจากคดีอื่นและพบความขัดแย้งอย่างชัดเจนในคดีแรงงานของศาลแรงงานกลาง ที่มีโจทก์ 384 คน ฟ้อง กทท. เรียกค่าล่วงเวลาที่จ่ายขาดไป โดยในคดีดังกล่าว อัยการสำนักงานอัยการสูงสุด (ซึ่งเป็นสังกัดเดียวกัน) ได้ยื่นคำให้การต่อศาลเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 ระบุว่า

“…ดีเอสไอได้ดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงในเบื้องต้นแล้วและเห็นว่าคดีเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง การท่าเรือจึงมาร้องทุกข์กล่าวโทษพนักงานที่ทำการทุจริต ผลปรากฏว่าโจทก์ทั้งหมด 384 คนในคดีนี้ได้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีพิเศษแล้ว…”


พร้อมทั้งมีการส่งรายชื่อโจทก์ 384 คนต่อศาล ซึ่ง ปรากฏชื่อผู้ร้องทั้ง 9 รายรวมอยู่ด้วย โดยภายหลัง กทท. และดีเอสไอได้แถลงข่าวว่า ได้สรุปสำนวนส่งต่อ ป.ป.ช. โดยมีผู้กระทำความผิด 560 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงโจทก์ 384 คนด้วย

ทนายกฤษฎา กล่าวว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดจากคำให้การของอัยการในคดีแรงงาน ย่อมพิสูจน์ได้ว่าผู้ร้องทั้ง 9 ราย มีชื่ออยู่ในกลุ่ม 384 คนที่ถูก กทท. ร้องทุกข์ดำเนินคดีจนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีพิเศษแล้ว ดังนั้น การที่อัยการทั้ง 9 รายในคดีแพ่ง ยื่นคำให้การว่า กทท. ร้องทุกข์เพียง 32 ราย และส่งบัญชีรายชื่อ 32 รายที่เป็นเท็จต่อศาล จึงถือเป็นการให้การเท็จในข้อสาระสำคัญของคดี

การกระทำนี้เข้าข่าย ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ปราศจากความซื่อสัตย์ และมีเจตนาพิเศษในการส่งรายชื่ออันเป็นเท็จ เพื่อสนับสนุนคำให้การเท็จ และอาจทำให้ศาลหลงเชื่อว่าผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือกุเรื่องขึ้นมาหลอกศาล ซึ่งเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอัยการ และก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อผู้ร้องทั้ง 9 ราย

การยื่นหนังสือร้องเรียนในวันนี้ จึงมีจุดประสงค์ให้ ประธาน กอ. สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาว่าอัยการทั้ง 9 รายมีความผิดวินัยร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2553 หรือไม่

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการอัยการรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ร้องทั้ง 9 คนไว้เสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป

สิ้นสภาพ!รถถังไทยถล่ม กาสิโน-ศูนย์สแกมเมอร์ช่องสายตะกู

รถถังทหารไทยยิงถล่มตึกกาสิโน-ศูนย์สแกมเมอร์ช่องสายตะกู สิ้นสภาพ หลังพบถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร และศูนย์ปล่อยโดรนโจมตีทหารไทย

เมือวันที่ 16 ธ.ค.22568 เวลา 19.41น. เพจ กองทัพบก ทันกระแสโพสต์วิดีโอคลิปอาคารบริเวณช่องสายตะกู ในกัมพูชา ตรงข้าม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ถูกโจมตีทำลาย โดยระบุข้อความว่า “ทหารไทย กองทัพภาพที่ 2 ยิงปืนใหญ่โจมตี ทำลายแหล่งเงินเทา และเป้าหมายทางทหาร สิ้นสภาพ!!! แหล่ง Scammer, คาสิโน ที่กัมพูชา ใช้เป็นจุดขึ้นโดรนบินโจมตีไทย พื้นที่ช่องสายตะกู ทหารราบ ม้า ปืน แห่งกองทัพ ระดมยิงถล่มจนไฟไหม้สิ้นสภาพ ข้อมูล : ได้รับอนุญาตจาก ทภ.2 #เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่”

ด้าน เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force ได้โพสต์วิดีโอคลิปเดียวกัน พร้อมระบุข้อความว่า “ทหารม้ารถถังไทย ยิงถล่มตึกคาสิโน-ฐานสแกมเมอร์ ช่องสายตะกู“วันนี้ 16 ธ.ค. หน่วยทหารม้ารถถังของไทยได้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้ โดยใช้รถถังทำการยิงถล่มอาคารบ่อนคาสิโนและฐานสแกมเมอร์ของกัมพูชาในพื้นที่ ช่องสายตะกู การโจมตีครั้งนี้มีขึ้นหลังจากพบว่า ทหารกัมพูชาได้ใช้ตึกสูงแห่งนี้เป็นสถานที่ปฏิบัติการทางทหาร สำหรับปล่อยโดรนโจมตีประเทศไทย การยิงถล่มดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายฐานปฏิบัติการขนสิ้นสภาพ”

.

สะเทือนใจชาวพุทธ!ไฟไหม้โบสถ์ปริศนาเสียหายหนัก

ปราจีนบุรี- ชาวบ้านร้องทุกข์!ปริศนาไฟไหม้ในโบสถ์ไม่มีใครรู้เห็นสะเทือนใจพุทธศาสนิกชนพบริมหน้าต่างโบสถ์ด้านนอกภายในโบสถ์ถูกไฟไหม้บริเวณหน้าพระประธานที่มีพรมปูทันพื้นกระเบื้องถูกไฟไหม้เสียหายขนาดกว้าง4×5เมตร แผ่นกระเบื้องที่ถูกความร้อนเผาแตกร้าวขึ้นมาหลายแผ่น พระพุทธรูปถูกไฟเผาไหม้ล้มลงจำนวน2องค์

เมื่อเวลา 17:30 น.วันที่ 16ธ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ได้รับการร้องทุกข์ชาวบ้านจาก คณะกรรมการวัดสระขุด ต.นนทรี อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี เกิดเหตุไฟไหม้ปริศนาโดยไม่รูสาเหตุ  ภายในโบสถ์วัดสระขุด จึงเดินทางไปพบกับเจ้าอาวาสวัดฯ ซึ่งมีเจ้าอาวาสและมัคนายกกับชาวบ้านได้พาไปดูภายในโบสถ์ที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของวัดห่างจากกุฏิเจ้าอาวาส 50 เมตร ก่อนหน้า

บริเวณทางด้านทิศใต้พบมีรอยดำอยู่ริมหน้าต่างโบสถ์ด้านนอกภายในโบสถ์ถูกไฟไหม้บริเวณหน้าพระประธานที่มีพรมปูทันพื้นกระเบื้องถูกไฟไหม้เสียหายขนาดกว้าง4×5เมตร แผ่นกระเบื้องที่ถูกความร้อนเผาแตกร้าวขึ้นมาหลายแผ่น พระพุทธรูปถูกไฟเผาไหม้ล้มลงจำนวน2องค์

บริเวณด้านบนพระประธานพบว่าองค์พระประธานที่ประดิษฐานอยู่ภายในโบสถ์ถูกควันไฟสีดำเกาะองค์พระประธานไม่ได้รับความเสียหายและผนังโบสถ์มีรอยควันไฟเกาะทั่วภายในบริเวณ ในส่วนปลั๊กไฟที่อยู่ภายในโบสถ์ ไม่พบร่องรอยการถูกไฟไหม้ที่อาจจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรแต่อย่างใด

พระอธิการอำพันธ์ จารุธัมโม เจ้าอาวาสฯกล่าวว่าเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมามีโยมมาบอกว่าบริเวณหน้าต่างโบสถ์ มีจุดสีดำไหลออกมา ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรขอให้เข้าไปตรวจสอบภายในโบสถ์ด้วย จากนั้นเจ้าอาวาสและมัคนายกได้พากันไปยังโบสถ์ซึ่งไม่พบร่องรอยการถูกงัดแงะแต่อย่างใด เมื่อไขกุญแจประตูโบสถ์ที่ปิดไว้ไม่ได้ใช้งานเข้าไปดู ทันทีที่ไขกุญแจเปิดประตูออกถึงกับอึ้ง พบว่ามีร่องรอยไฟไหม้บริเวณพรมที่ปูอยู่ด้านหน้าพระประธานเสียหาย

ซึ่งค่าเสียหายนั้นยังไม่ได้ประเมินความเสียหายมากน้อยเพียงใดและได้แจ้งทางสำนักพุทธให้เข้ามาร่วมตรวจสอบแล้วซึ่งทางวัด จากนี้ไปจะได้หารือกับชาวบ้านจะช่วยกันบูรณะซ่อมแซมเพื่อให้อยู่ในสภาพเดิม เผื่อไว้ใช้ภายในกิจของสงฆ์สวดมนต์ไหว้พระต่อไป หากผู้ที่มีจิตศรัทธาอยากจะร่วมซ่อมแซมติดต่อสอบถามกับเจ้าอาวาสได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 080-645-8715

โดย…มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ ทองสุข สิงห์พิมพ์-ภาพ / ปราจีนบุรี###

.

มือมืดแอบเผาป่าหน้าแล้งไฟโหมลามเข้าบ้านยายหวิดวอดทั้งหลัง

ปราจีนบุรี- ระวังภัย-!เผาป่าหน้าแล้งไฟโหมลามเข้าบ้านยายหวิดวอดทั้งหลังผู้เฒ่าเจ้าของบ้านระบุมีคนจุดไฟบริเวณข้างบ้านมาครั้งหนึ่งแล้วรอบนี้ครั้งที่ 2 ใน 1เดือนไม่คิดว่าจะมีคนแอบจุดลามไหม้มาถึงบ้านโดยบ้านมีแค่คนแก่อยู่บ้านกัน2คนพี่น้อง โชคดีที่มีคนมาช่วยดับไฟขณะที่กำลังโหมลุกไหม้ฝาบ้านเล็กน้อยมีคนมาช่วยดับก่อนไฟไหม้บ้านเสียหายทั้งหลัง

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยองค์การบริหารส่วนตำบลลาดตะเคียน (อบต.) อ.กบินทร์บุรี ได้รับแจ้ง เกิดเหตุระทึกมีคนจุดไฟเผาป่าบริเวณข้างโรงงานอาหารสัตว์  พื้นที่หมู่ที่ 1 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีจึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและพร้อมด้วยรถดับเพลิงรีบไปที่เกิดเหตุ

 ต้นเพลิงอยู่ริมถนนหนองบุญเกิด-หาดยาวคาดว่าน่าจะเกิดจากคนมือบอนลักลอบจุดเผาป่ารกร้างช่วงหน้าแล้งนี้ ซึ่งเป็นป่าหญ้าแห้งหนาแน่น พบไฟได้โหมลุกลามไหม้หญ้าหนาทึบอย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพอากาศแห้งในหน้าหนาวมีหญ้าแห้งรกร้างเป็นเชื้อเพลิง อย่างดี   พบเพลิงโหมลุกลามเข้าบ้านของนางประกอบ ไพรดี อายุ 75 ปี อยู่บ้านเลขที่ 224 หมู่ที่ 1 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีที่อยู่ใกล้กัน

สภาพไฟลุกลามไหม้ถึงบ้านหลังดังกล่าวมีผู้สูงอายุแขนขาอ่อนแรงอาศัยอยู่ 2 คน พลเมืองดีผ่านมาประสบเหตุจึงช่วยฉีดน้ำสกัดไฟที่กำลังโหมลุกไหม้ประชิดบ้าน ต่อมารถดับเพลิงขององค์การบริหารส่วนตำบลลาดตะเคียน (อบต.) มาดับเพลิงช่วยก่อนที่ไฟจะลุกลามไหม้ตัวบ้านเสียหาย

นางประกอบ ไพรดี เจ้าของบ้านกล่าวว่า มีคนจุดไฟบริเวณข้างบ้านมาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ไม่คิดว่าจะมีคนแอบจุดเผ่าหญ้าจนลามไหม้มาถึงบ้านแบบนี้ ซึ่งตอนเองอยู่บ้านกัน2คนพี่น้อง โชคดีที่มีคนมาช่วยดับไฟขณะที่กำลังโหมลุกไหม้ฝาบ้านเล็กน้อย หากไม่มีคนมาช่วยดับ ไฟอาจไหม้บ้านเสียหายทั้งหลัง

โดย… มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ ทองสุข สิงห์พิมพ์-ภาพ / ปราจีนบุรี ###

.

ศึกสมัครนายก อบจ.ปราจีนฯวันที่ 2 “คณิณพัชญ์ “เบอร์ 3 โปรไฟล์ไม่ธรรมดา

ปราจีนบุรี – ได้ผู้สมัครฯนายกอบจ.ปราจีนฯเพิ่ม ศึกสมัครนายก อบจ.ปราจีนฯวันที่ 2 นายคณิณพัชญ์ หรือ “ต้อง”อัมพุชศศิภัณเบอร์ 3  โปรไฟล์ไม่ธรรมดา อดีตผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม (อบต.)อ.ศรีมหาโพธิ  ก่อนหน้าเคยดำเนินงานทางการเมืองของพรรคประชาชนมาเตรียมทีมงานฝ่ายบริหารไว้พร้อมแล้วก่อนหน้าอาชีพธุรกิจส่วนตัว เป็นประธานที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจเศษอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ระบุพร้อมลงลุยหาเสียงทันทีทั้งสื่อสารการเมืองสมัยใหม่-ดั้งเดิม “ลั่น” ขอเป็นทางเลือกใหม่พี่น้องปราจีนฯ พร้อมชน! ผู้สมัครฯจากทีมบ้านใหญ่ปราจีนฯตระกูล “วิลาวัลย์” และทีมบ้านเล็กตระกูล พากเพียรศิลป์ 

เมื่อเวลา16.30 น.วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีเพจองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) รายงานผลการรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) ในวันที่ 2  สถานที่รับสมัครหอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี   กำหนดการรับสมัครระหว่างวันที่ 15-19 ธ.ค. 68 ระหว่างเวลา 08.30 น. 16.30 น. กำหนดวันเลือกตั้งฯวันที่ 25 ม.ค.69 นั้น

นายคณิณพัชญ์ หรือ “ต้อง” อัมพุชศศิภัณ  

ในวันนี้ (16 ธันวาคม)มีผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) เพิ่มขึ้น 1ราย   ได้แก่ เบอร์ 3 นายคณิณพัชญ์ หรือ “ต้อง”อัมพุชศศิภัณ   ทำให้ยอดผู้สมัครนายกองค์กาบริหารส่วนจังหวดปราจีนบุรี (อบจ.) สะสม (ตั้งแต่วันที่ 15 – 16 ธันวาคม 2568) รวม จำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 3 ท่าน  ดังนี้ เบอร์ 1นายเกียรติกร  หรือ สส.หรั่ง” พากเพียรศิลป์  อายุ  อดีต สส.ปราจีนบุรี เบอร์ 2 นายกฤษฎิ์  หรือรองอุ๊”  กษมพันธุ์  และเบอร์ 3 นายคณิณพัชญ์ หรือ “ต้อง” อัมพุชศศิภัณ  อายุ 46 ปี  อดีตผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม(อบต.)

นายกฤษฎ์ หรือ รองอุ๊  กษมพันธุ์

ต่อมาเวลา 20.15 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดต่อ นายคณิณพัชญ์ หรือ “ต้อง” อัมพุชศศิภัณ อายุ 46 ปี  อดีตผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม(อบต.) กล่าวว่า    มีความตั้งใจเร่งด่วนลงสมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.)ได้เบอร์ 3 โดยกลุ่มของตน   มีความเห็นร่วมกันว่ามีโอกาสชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้  ตั้งใจเปลี่ยนแปลงปราจีนบุรีเป็นของชาวปราจีนบุรีจริง ๆ เป็นไข่มุกตะวันออกโดยลงสมัครฯในนามอิสระ ขอฝากพ่อ แม่ พี่น้องชาวปราจีนบุรีทุกๆคน

นายเกียรติกร หรือ สส.หรั่ง พากเพียรศิลป์

นโยบายในการลงสมัครฯ    มีความตั้งใจทำงานเกี่ยวกับพัฒนาชุมชน อาทิ  เรื่องของภัยพิบัติ ในการ พัฒนาระบบการควบคุมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยชัดเจนในการป้องกัน-ลดหรือการเกิดความเสียหาย การสร้างความมั่นคงในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทางอาชีพเชื่อมโยงชุมชน อุตสาหกรรมให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างให้ดีที่สุด  การศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม  การสาธารณะสุข  ส่งเสริมการท่องเที่ยว สาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนนหนทาง ไฟฟ้า ส่องสว่าง  สิ่งแวดล้อม ตลอดรวมถึง ให้ราชการทำงานโดยอิสระ นายคณิณพัชญ์ กล่าว

สำหรับ นายคณิณพัชญ์ หรือ “ต้อง” ก่อนหน้าเคยเป็นอดีตผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม (อบต.)อ.ศรีมหาโพธิ  ก่อนหน้าเคยดำเนินงานทางการเมืองของพรรคประชาชนมาก่อน   ได้เตรียมทีมงานไว้พร้อมแล้วก่อนหน้านี้  มีอาชีพธุรกิจส่วนตัว เป็นประธานที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจเศษอุตสาหกรรมภาคตะวันออก

การหาเสียง ต่อไป หลังได้เบอร์ 3 ของการสมัครฯแล้ว  จะดำเนินการหาเสียงทั้งสื่อสมัยใหม่ผ่านทางโลกออนไลน์-โซเชียล ที่จะเข้าถึงประชาชนโดยง่าย ทั้งผ่านเพจ, เฟซบุ๊ก, ติ๊กต็อก และ  รวมถึงรูปแบบการหาเสียงดั้งเดิม อาทิ การตั้งป้ายโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นเด่นชัด สะดุดตา ในการนำเสนอนโยบายต่าง ๆ

และการลงพื้นที่เข้าหาประชาชนรับทราบปัญหาพบปะพูดคุยเคาะประตูบ้านแจกแผ่นพับแนะนำตนเองทีมงาน และวิ่งรถกระจายเสียงประชาสัมพันธ์ในการหาเสียงต่อไปทันที 

สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) ก่อนหน้าในวันแรก (15ธ.ค.) เบอร์ 1นายเกียรติกร หรือ” สส.หรั่ง” พากเพียรศิลป์ ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) อายุ 62 ปี อดีต สส.ปราจีนบุรี ลงสมัครผู้สมัครอิสระ

มีฐานเสียงหลัก กลุ่ม “บ้านเล็กทางการเมืองปราจีนบุรี” ตระกูลพากเพียรศิลป์  มีพี่-น้อง-ญาติ เป็นนักการเมืองท้องถิ่นในตำแหน่งสำคัญ ๆ เขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี และ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลรอบเมือง (อบต.) อ.เมืองปราจีนบุรี และอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (ส.อบจ.) ที่ผ่านมา นายเกียรติกร หรือ หรั่ง ทำการบ้านตลอด ไม่เคยทิ้งพื้นที่ และต่อสู้ เป็นปากเสียง ให้ประชาชนชาวปราจีนฯ ทุกปัญหา

ทั้งนี้ นายเกียรติกร หรือ” สส.หรั่ง” เคยเป็นอดีต ส.ส. ปราจีนบุรี พรรคมัชฌิมาธิปไตย และย้ายมาพรรคประชาธิปัตย์ และเบอร์ 2นายกฤษฎ์ หรือ “รองอุ๊” กษมพันธุ์ อายุ 51 ปี อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปราจีนบุรีสมัยนายสุนทร วิลาวัลย์ เป็นนายก อบจ.ปราจีนบุรี ทำงานด้านการเมืองพื้นฐานให้กับนายสุนทร หรือ โกทร ในสมัยที่นายสุนทร หรือ โกทร วิลาวัลย์ เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี (อบจ.) และ เป็นรองนายกอบจ.ปราจีนบุรี  ฐานเสียงหลัก  เป็นกลุ่มบ้านใหญ่ตระกูล “วิลาวัลย์” 

โดย…มานิตย์ สนับบุญ -ข่าว/ณัฐนันท์-ชัชวาล ศิริปิ่น – ภาพ / ปราจีนบุรี ###

อำนาจเจริญ เตรียมจัดงาน “แสงแห่งอำนาจ รวมใจเทิดไท้พระพันปีหลวง”

อำนาจเจริญเตรียมจัดงาน “แสงแห่งอำนาจ รวมใจเทิดไท้พระพันปีหลวง” เพื่อขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาจังหวัดสู่มาหาอำนาจ เชิดชูอำนาจเ จริญ กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ 2569

ที่ตลาดฮิมอ่าง อ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน-ห้วยชัน (ด้านหอชมวิวธรรมชาติ ตรงข้ามศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ) อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมด้วย นายชัยยงค์ ผ่องใส พัฒนาการจังหวัดอำนาจเจริญ และนายพนัส พันธ์วุรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนจเจริญ ร่วมกัน แถลงข่าวการจัดงาน “แสงแห่งอำนาจ รวมใจเทิดไท้พระพันปีหลวง” ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 18 – 22 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาจังหวัดสู่มาหาอำนาจ เชิดชูอำนาจเจริญ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ โดยมี นายเทพรัตน์ ตันตยานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน สื่อมวลชนทุกแขนก และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมแถลงข่าวในครั้งนี้

ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ แจ้งว่า จังหวัดอำนาจเจริญ กำหนดดำเนินงานโครงการการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาจังหวัด สู่มาหาอำนาจ เชิดชูอำนาจเจริญ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งเดิมกำหนดจะจัดในช่วงระหว่างวันที่ 7-16 พฤศจิกายน 2568 และได้เลื่อนมา โดยกำหนดจะจัดให้เหมาะสมกับบรรยากาศแห่งความอาลัย จึงปรับรูปแบบการจัดงานให้สอดคล้องกับแนวทางการถวายความอาลัยเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเข้าสู่เทศกาลปีใหม่2569นี้ จึงกำหนดจัดงาน “แสงแห่งอำนาจ รวมใจเทิดไท้พระพันปีหลวง” ณ สวนเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ภายในงาน จะมีกิจกรรมหลัก 3 กิจกรรม อาทิ “แสงแห่งอำนาจ รวมใจเทิดไท้พระพันปีหลวง” เป็นการจัดแสดงสวนแสงแห่งอำนาจ แสง สี เสียง สุดอลังการ หนึ่งเดียวในภาคอีสาน การจัดนิทรรศการ 3D Mapping เล่าเรื่อง แสงแห่งอำนาจรวมใจ (Light of Amnat)

ด้านพัฒนาการจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า มีการแสดงสวนแสงแห่งอำนาจ ประดับไฟ

แสงสีแล้ว ยังมีการจัดมหกรรมจำหน่ายสินค้าคุณภาพมาตรฐานสูง จากร้านค้าของดีกว่า 150 ร้านค้า และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจการค้า ทั้งในจังหวัดและนอกจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการให้มาพบปะและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกัน และมีการแสดงฟรีคอนเสิร์ตสร้างสีสันจากศิลปินดังทุกค่ำคืนทั้ง 5 วัน โดยวันที่ 18 ธันวาคม พบกับมนต์แคน แก่นคูน, วันที่ 19 ธันวาคม พบกับ เน็ต ศศิประภา – แซ็ก โกสินทร์ชัย, วันที่ 20 ธันวาคม ไรอัล กาจบัณฑิต, นุ่น ธิดาพร – ทองเบส ทับถนน และ วันที่ 21 ธันวาคม 2568 พบกับ เว่น ปิยชัย – กิ๊ฟ ชุติมาพร

โดยวันทึ่ 18 ธันวาคม 2568 จะมีขบวนแห่ เชิดชูอำนาจเจริญ ที่ตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม เพื่อเผยแพร่ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณี และอัตลักษณ์ของจังหวัดอำนาจเจริญ ทั้ง 7 อำเภอ อาทิ ขบวนแห่รถบุปผชาติ ขบวนแห่ยักษ์คุ ของอำเภอชานุมาน ขบวนแห่พระแม่โพสพ (บุญคูณลาน) อำเภอลืออำนาจ ขบวนแห่หมอลำปลาค้าว อำเภอเมือง ขบวนแห่บุญข้าวจี่ อำเภอเสนางคนิคม ขบวนแห่อัตลักษณ์ผ้าพื้นถิ่น “ผ้ามหาอำนาจ” และลายผ้าอัตลักษณ์ของจังหวัดอำนาจเจริญ

ส่วนกิจกรรมที่ 2 เป็น กิจกรรม NIGHT RUN วิ่งสนุก สุขที่อำนาจ เดิน – วิ่ง เพื่อสุขภาพกับเส้นทางวิ่งชมเมืองยามค่ำคืน บรรยากาศดี วิ่งเพลินรับลมหนาว ส่งเสริมอำนาจเจริญสู่เมืองกีฬาท่องเที่ยว กระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจตลอดแนวเส้นทาง ณ ริมอ่าง สวนพุทธอุทยาน อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ในวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. โดย 500 ท่านแรกที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับ เสื้อฟรี พร้อมอาหารว่างและเครื่องดื่ม ซึ่งขณะนี้มีผู้ ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 1,000 คน นอกจากนี้  500 ท่านแรกที่วิ่งเข้าเส้นชัยจะได้รับเหรียญที่ระลึกอีกด้วย

      ด้านนายพนัส  พันธุ์วรรณ   นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวเชิญชวนประชาชน และนักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวอำนาจเจริญ จังหวัดเล็กๆ แต่อบอุ่นด้วยหัวใจ มาร่วมชม ช้อป ชิม ชิล ภายในงาน “แสงแห่งอำนาจ รวมใจเทิดไท้พระพันปีหลวง” ระหว่างวันที่ 18 – 22 ธันวาคม 2568 ณ สวนเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ

ภาพข่าว นายทิพกร  หวานอ่อน ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดอำนาจเจริญ รายงาน

ตำรวจ ฝ่ายปกครองโคราช ตรวจเข้มโรงแรมกลางเมือง ไม่พบทหารรับจ้างหรือบุคคลต้องสงสัย

สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอเมืองนครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยและความมั่นคง ภายใต้มาตรการเฝ้าระวังบุคคลต่างชาติที่อาจเข้ามาพักอาศัยในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นทหารรับจ้าง

การปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.เมืองนครราชสีมา พร้อมด้วย ร.ต.อ.สากล รอดคำทุย รองสารวัตรป้องกันปราบปราม (ร้อยเวร 20) และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับ นางสาวสมทรง เขียวเกษม ปลัดอำเภอเมืองนครราชสีมา รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองนครราชสีมา และคณะฝ่ายปกครอง

เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบโรงแรมและที่พักในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ โรงแรมเดอร์ฟอร์จูน, โรงแรม KS พาวิลเลี่ยน, โรงแรมซิตี้ ปาร์ค, โรงแรมแคนทารี่, โรงแรมโครานารี, โรงแรมเดอ วี ลอฟท์, โรงแรมเซ็นเตอร์ พอยต์ และโรงแรมไทยโฮเต็ล 2

จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีบุคคลต้องสงสัยหรือชาวต่างชาติที่เข้าข่ายเป็นทหารรับจ้างเข้าพักแต่อย่างใด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้กำชับและประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการโรงแรม หากพบเห็นบุคคลต้องสงสัยหรือมีพฤติการณ์ผิดปกติ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่โดยทันที เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนของกฎหมาย

การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการเชิงรุกในการดูแลความสงบเรียบร้อยและสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา.

นายประสิทธิ์ วนะชกิจ รายงาน 

เกมคาด่าน!ตร.ทางหลวง พบพิรุธก่อน ขอค้นหมุ่มใหญ่พบยาบ้า 9 เม็ด อ้างเอาไว้เสพ

เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) โชว์ไหวพริบ รวบผู้ต้องหาคดียาเสพติดได้คาหนังคาเขา ขณะตั้งด่านกวดขันวินัยจราจรและป้องกันอาชญากรรม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ท.กีรติ เหิมศรีชาติ สว.ส.ทล.5 กก.6 บก.ทล. (จ.อำนาจเจริญ)พร้อมด้วยชุดจับกุมนำโดย ร.ต.อ.พรชัย พวงใส รอง สว.ฯ และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ได้ร่วมกันตั้งจุดตรวจบริเวณทางหลวงหมายเลข 212 กม.478 ต.โคกสำราญ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร

ขณะปฏิบัติหน้าที่ ได้มีรถจักรยานยนต์ Honda Wave 110 สีน้ำเงิน ทะเบียน กทษ 114 อำนาจเจริญ ขับขี่เข้ามายังจุดตรวจ โดยเจ้าหน้าที่สังเกตเห็นว่าทั้งผู้ขับขี่และคนซ้อนท้ายไม่สวมหมวกนิรภัย จึงได้ส่งสัญญาณเรียกหยุดรถเพื่อทำการตรวจสอบตามขั้นตอนปกติ

แต่ทว่า ทั้งสองคนกลับแสดงอาการตื่นตระหนก มีท่าทีลุกลี้ลุกลนผิดสังเกต เจ้าหน้าที่จึงแสดงความบริสุทธิ์ใจขอทำการตรวจค้นร่างกาย กระเป๋าผลปรากฏว่า พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) เม็ดสีแดง จำนวน 9 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใส ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านซ้ายของ นายชารี คณาทอง อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นผู้ซ้อนท้าย

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายชารี ให้การรับสารภาพว่ายาบ้าจำนวนดังกล่าวเป็นของตนจริง และตนเพิ่งเสพยามา เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวไปตรวจหาสารเสพติดที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา ซึ่งผลการตรวจปัสสาวะยืนยันว่ามีสารเสพติดในร่างกาย

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เลิงนกทา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โดย…ทีมข่าวภูมิภาค..

ตำรวจทางหลวงลำตะคองสกัดไอซ์ล็อตใหญ่ 500 กก. มูลค่าเกือบ 300 ล้าน

นครราชสีมา – ตำรวจทางหลวงลำตะคองสกัดไอซ์ล็อตใหญ่ 500 กก. มูลค่าเกือบ 300 ล้าน กลางดึกสีคิ้ว คนร้ายไหวตัวทิ้งรถหลบหนี

เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง สถานีตำรวจทางหลวง 3 กองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ภายใต้นโยบาย “ห่วงใยทุกชีวิต เป็นมิตรทุกเส้นทาง” สามารถสกัดตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เมทเอมเฟตามีน หรือยาไอซ์ ได้จำนวนมากถึง 12 กระสอบ รวมน้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม บริเวณริมถนนหน้าหน่วยสอบสวนตำรวจทางหลวงสีคิ้ว กิโลเมตรที่ 155 อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา การปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พ.ต.ท.ปริญญ์ โคตรมณี สวญ.ส.ทล.3 กก.8 บก.ทล. พร้อมด้วย พ.ต.ท.ภาณุ พละศักดิ์ สว.ส.ทล.3 กก.8 บก.ทล., พ.ต.ต.ธีรพงศ์ ตาบัวตูม สว.(สอบสวน), ร.ต.อ.ณัฐพล ฤทธิรงค์ รอง สว.(สอบสวน) รวมถึงข้าราชการตำรวจทางหลวงชุดปฏิบัติการ

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งข้อมูลจากสายลับไม่ประสงค์ออกนาม ว่าจะมีขบวนการลำเลียงยาเสพติดใช้รถยนต์กระบะสี่ประตู ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ทะเบียนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ต้นทาง มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังเฝ้าระวังบนถนนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 เมื่อพบรถต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ได้ส่งสัญญาณเรียกให้หยุดตรวจ แต่ผู้ขับขี่ได้จอดรถบริเวณไหล่ทาง ก่อนเปิดประตูวิ่งหลบหนีไปในความมืด ทิ้งรถยนต์ไว้ในที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบภายในรถ พบกระสอบสีดำจำนวน 12 กระสอบ บรรจุยาไอซ์เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังตรวจยึดรถยนต์กระบะสี่ประตู ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ซึ่งตรวจสอบพบว่าใช้ทะเบียน กษ 7347 นครราชสีมา และพบแผ่นป้ายทะเบียน กษ 183 พระนครศรีอยุธยา จำนวน 2 แผ่น คาดว่าเป็นการสวมทะเบียนเพื่ออำพรางการขนส่ง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด และนำส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาที่หลบหนีมาดำเนินคดี

โดย…ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าวนครราชสีมา