กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568

กรมลดโลกร้อน มอบ 160 รางวัล ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568สนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกเดือด สร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมวัน ทสม. แห่งชาติ เปิดเวที “พลัง ทสม. ฟื้นธรรมชาติ สู่วิกฤตภูมิอากาศ” พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ประจำปี 2568 รวม 160 รางวัล สร้างพลังขับเคลื่อน ต่อยอดการดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ พร้อมสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากนางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมพร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ พร้อมด้วยนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงาน มีผู้ร่วมงานจากผู้แทน ทสจ. และเครือข่าย ทสม.  76 จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานกว่า 400 คน ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร

นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่โดยเฉพาะเหตุกาณ์น้ำท่วม ดินโคลนถล่มในภาคเหนือ น้ำท่วมน้ำหลากในภาคกลาง และน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งภัยพิบัติเกิดขึ้นในหลายประเทศ ทำให้ทุกประเทศเร่งยกระดับความมุ่งมั่นเพื่อจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยได้แสดงจุดยืนในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 หรือ COP 30 ที่ประเทศบราซิล ภายใต้แนวคิด การรวมพลังของประชาคมโลก โดยเน้นการมองคนเป็นศูนย์กลาง สนับสนุนการขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และสร้างภูมิคุ้มกันในการปรับตัวการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และมุ่งเน้นการสร้างกระแสให้เกิดการดำเนินการจากระดับท้องถิ่นถึงระดับโลก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นเชอบเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา และเมื่อมีผลบังคับใช้ ทสม. จะมีบทบาทสำคัญในการเป็นเครือข่ายอาสาสมัครภาคประชาชน ที่จะเป็นผู้นำขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นางสาวปรีญาพร กล่าวต่อว่า ทสม. เป็นกลไกการสื่อสารและการปฏิบัติการ ที่จะทำให้เป้าหมายทั้งในระดับประเทศและระดับโลกเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ชุมชน ทั้งด้านลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การส่งเสริมการคัดแยกและจัดการขยะมูลฝอยอย่างถูกวิธีในชุมชน การเป็นผู้นำสร้างพื้นที่ต้นแบบเพิ่มพื้นที่สีเขียว การปลูกป่าชุมชนเพื่อเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอน ขณะที่ด้านการปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกัน ทสม. จะเป็นผู้เฝ้าระวังและอนุรักษ์ ปราการธรรมชาติให้ระบบนิเวศทำหน้าที่ลดความเสี่ยงและสร้างภูมิคุ้มกันแก่ชุมชนจากภัยพิบัติ ส่วนการเข้าถึงกลไกการเงิน ทสม. จะเป็นผู้สร้างโครงการต้นแบบที่มีศักยภาพ

เช่น โครงการคาร์บอนเครดิตในชุมชน เพื่อให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากกลไกทางการเงินใหม่ อย่างเป็นรูปธรรมและเท่าทัน อีกทั้ง ทสม. ยังเป็นโซ่ข้อกลางระหว่างชุมชน และหน่วยงาน ในกบูรณาการการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ “พลังของเครือข่าย ทสม. จะเป็นกลไกการสื่อสารและการปฏิบัติในการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวในพื้นที่ เปลี่ยนวิกฤตสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน และบรรลุเป้าหมายของประเทศไทยตามพันธกรณีระดับโลก” ด้าน นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีเครือข่าย ทสม. มากกว่า 300,000 คน ทั่วประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้คัดเลือกต้นแบบการทำงานด้วยจิตอาสา ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นแบบอย่างการทำงาน ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด 76 จังหวัด มาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับในปี 2568 ดำเนินการคัดเลือก แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีการแบ่งผลงานการคัดเลือกออกเป็น 2 สาขา 7 ด้าน คือ สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 ด้าน คือ 1) ด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้ และพื้นที่สีเขียว 2) ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ และ 3) ด้านการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และสาขาการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำนวน 4 ด้านคือ 1) ด้านการจัดการขยะมูลฝอยเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2) ด้านการจัดการไฟป่า หมอกควัน และการเผาในที่โล่ง 3) ด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และ 4) ด้านการจัดการระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างพลังขับเคลื่อนการดำเนินงานของเครือข่าย ทสม. ให้เกิดความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถยกระดับ และพัฒนาต่อยอดการดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ให้เป็นที่ประจักษ์ของสังคม

หวาดผวาทั้งหมู่บ้าน!พบรอยเท้าเสือโคร่งยักษ์โผล่ใกล้ชุมชนบ้านหนองบัว อ.แม่สอด

พบอีกครั้ง รอยเท้าเสือโคร่งยักษ์ หลังมีชาวบ้านหนองบัวพบ แจ้งผู้ใหญ่บ้าน  แถวโครงการป่าชุมชนบ้านหนองบัว

น.ส.สุพรรษา คำพีสินธุ์ ผู้ใหญ่บ้านหนองบัว หมู่ 7. ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบรอยเท้าของเสือโคร่ง เข้ามาใกล้บ้านเรือนประชาชน ในระยะห่างประมาณ 100 เมตร โดยเสือตัวดังกล่าวได้ข้าม อ่างเก็บน้ำบ้านหนองบัว มุ่งหน้าเข้ามาทางพื้นที่หมู่บ้านแถวโครงการป่าชุมชนบ้านหนองบัว  จึงออกไปตรวจสอบ และพบรอยเท้าเสือตามที่ชาวบ้านแจ้ง

ทางผู้ใหญ่บ้านหนองบัว จึงขอประชาสัมพันธ์ให้พ่อแม่พี่น้อง ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงโปรดเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด  รวมทั้งสอดส่องดูแลบริเวณรอบบ้านและพื้นที่ทำกิน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของชาวบ้าน และหากมีประชาชนชาวบ้าน ได้พบเห็นเสือหรือร่องรอยเพิ่มเติม โปรดแจ้งผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชนทันที เพื่อประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบต่อไป

รายงานข่าวแข้งว่า ก่อนหน้านี้ ได้มีชาวบ้านพบเห็นรอยเท้าเสือมาก่อนแล้วในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 .ที่ผ่านมา โดยมีชาวบ้าน ที่ออกไปทำ ไร่ สวน เลี้ยงสัตว์ ได้พบเห็นสัตว์ขนาดใหญ่คล้ายเสือโคร่ง ในบริเวณหลังอ่างกักเก็บน้ำดิบป่าชุมชนบ้านหนองหนองบัว หมู่ 7. ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก รอยต่อกับหมู่บ้านห้วยหินฝน หมู่ 7. ต.แม่ปะ

ซึ่งจากการตรวจสอบรอยเท้าพบเป็นรอยเท้าสัตว์ขนาดใหญ่ ชาวบ้านจึงแจ้งให้ ผู้ใหญ่บ้านหนองบัว   และแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และฝ่ายปกครอง  ในพื้นที่ เข้าตรวจสอบค้นหาแต่ก็ไม่พบตัวจนกระทั่งล่าสุดในครั้งนี้อีกรอบหนึ่งที่มีชาวบ้านพบเห็น

เมืองเป่าซาน’ ดัน ‘วาซาบิ’ สร้างรายได้ชุมชน ขึ้นแท่นแหล่งปลูกใหญ่สุดในจีน

เมืองเป่าซาน มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ภูเขาเกาหลีก้ง (Gao Li Gong) ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการปลูกวาซาบิ

ฐานเพาะปลูกวาซาบิบนภูเขาที่เมืองเป่าซาน (ซินหัว)

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทางการท้องถิ่นได้ส่งเสริมการปลูกวาซาบิที่ได้มาตรฐานและขยายพื้นที่เพาะปลูกเชิงอุตสาหกรรม เปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นที่ภูเขา พร้อมช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

ชาวบ้านเก็บเกี่ยววาซาบิ (ซินหัว)

ปัจจุบัน เมืองเป่าซานได้กลายเป็นแหล่งปลูกวาซาบิที่ใหญ่ที่สุดในจีน โดยผลผลิตไม่เพียงครองส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังส่งออกไปยังญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้วาซาบิจากยูนนานมีศักยภาพเติบโตที่สดใสทั้งในและต่างประเทศ

ชาวบ้านเก็บเกี่ยววาซาบิ (ซินหัว)

คนงานกำลังแปรรูปวาซาบิที่โรงงานแห่งหนึ่งในเมืองเป่าซาน (ซินหัว)

คนงานกำลังแปรรูปวาซาบิที่โรงงานแห่งหนึ่งในเมืองเป่าซาน (ซินหัว)

ที่มา People’s Daily Online

หฤษฎ์ โปษณกุล พา Minimice Group กวาด 2 รางวัลใหญ่ระดับเอเชียจาก ACES AWARDS 2025

หฤษฎ์ โปษณกุล CEO Minimice Group ขึ้นแท่นรับ 2 รางวัลยักษ์ใหญ่ระดับเอเชีย Asia’s Most Admirable Young Leaders หรือสุดยอดผู้นำรุ่นใหม่แห่งปี และ Asia’s Most Promising SMEs ธุรกิจ SME ที่เติบโตอย่างมีอนาคต การันตีความสำเร็จในฐานะบริษัทรับทำ SEO ชั้นนำในไทยอย่างต่อเนื่อง 

เมื่อวันที่ 27 พฤษจิกายน 2568 ที่ผ่านมา หฤษฎ์ โปษณกุล CEO Minimice Group เอเจนซีชั้นนำที่ให้บริการด้าน SEO และการตลาดดิจิทัลครบวงจร ได้รับคัดเลือกให้รับ 2 รางวัลเกียรติยศระดับเอเชีย Asia’s Most Admirable Young Leaders และ Asia’s Most Promising SMEs ประจำปี 2025 จากงานมอบรางวัล Asia Corporate Excellence & Sustainability (ACES AWARDS 2025) ซึ่งจัดขึ้นที่ InterContinental Bali Resort ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 27 และ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

Asia Corporate Excellence & Sustainability หรือ ACES Awards จัดโดย MORS Group เป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้นำองค์กร บริษัท และเหล่าแบรนด์ชั้นนำในเอเชียที่มีผลงานโดดเด่นด้านธุรกิจและความยั่งยืน ร่วมถ่ายทอดเบื้องหลังความสำเร็จ กลยุทธ์ธุรกิจ แรงบันดาลใจ พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ผู้นำและอุตสาหกรรมจากเอเชียสู่สายตาระดับโลกมากว่า 12 ปี 
 
เอเจนซีรับทำ SEO แห่งเดียวในประเทศไทยกับ 2 รางวัลเกียรติยศระดับเอเชีย!

หฤษฏ์ โปษณกุล ได้รับรางวัล Asia’s Most Admirable Young Leaders 2025 รางวัลที่มอบเป็นเกียรติให้กับผู้นำธุรกิจที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี มีศักยภาพ แนวคิด และวิสัยทัศน์การบริหารองค์กรโดดเด่น สามารถผลักดันองค์กรให้ประสบความสำเร็จ การได้รับรางวัลนี้ ช่วยตอกย้ำบทบาทเอเจนซีรับทำ SEO และการตลาดดิจิทัลเจนใหม่ ที่พร้อมจะพาองค์กรและอุตสาหกรรม SEO ไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นของนักการตลาดดิจิทัลที่เรียนรู้ด้วยตนเอง จนก้าวขึ้นมา CEO ของ Minimice Group เอเจนซี่รับทำ SEO (Search Engine Optimization) ที่พร้อมวางแผนการตลาดดิจิทัลให้ลูกค้าแบบครบวงจร และมีความคล่องตัวสูงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

เครื่องหมายการันตีความสำเร็จ ไม่เพียงแค่รางวัลในฐานะสุดยอดผู้นำรุ่นใหม่ แต่หฤษฏ์ โปษณกุล ยังพา Minimice Group คว้าอีกรางวัลอย่าง Asia’s Most Promising SMEs 2025  รางวัลที่มอบให้แก่ธุรกิจ SME ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยรากฐานและกลยุทธ์การทำ SEO ที่แข็งแกร่ง เลือกใช้ Tools ที่มีประสิทธิภาพ เน้นผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง โดยผนึกความเชี่ยวชาญทั้งด้าน Citations Keyword,  Martech รวมถึง AI เครื่องมืออัจฉริยะที่ขยายเครือข่ายไปทุกวงการ Minimice Group จึงสามารถสร้างอัตราการเติบโตมากถึง 500% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าชั้นนำอย่างล้นหลาม 

หฤษฏ์ โปษณกุล ได้กล่าวว่า “การได้รับรางวัลสองรางวัลจาก ACES AWARDS 2025 นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จและแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังของ Minimice Group พิสูจน์ว่า การทำ SEO ให้เว็บไซต์ของลูกค้าติดอันดับ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่ยังคงประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มการมองเห็นให้ธุรกิจ และสร้างยอดขายให้แก่ลูกค้าได้จริง ที่ Minimice Group เราเชื่อมั่นว่า การทำงานด้วยทีมเวิร์ก ความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการปรับตัว การเรียนรู้ที่ไม่มีสิ้นสุด ผสานกับการใช้เทคโนโลยีและโซลูชันใหม่ๆ อยู่เสมอ จะทำให้วงการ SEO ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง พาธุรกิจของลูกค้า รวมถึงการตลาดด้านดิจิทัลขยายขนาดได้อย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจไทย พร้อมสู่ระดับสากลอย่างแน่นอน”

ทหารเมียนมาบี๊มตึกสแกมเมอร์ชเวโก๊กโก่ 13 ชั้นพังทลายล้างบางจีนเทา

ทหารเมียนมานำกะเหรี่ยง BGF วางระเบิดถล่มตึกใหญ่ 13 ชั้นในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษหย่างไถ้หรือ “ชเวโก๊กโก่” ครั้งแรก ฐานที่มั่นแก๊งสแกมเมอร์พังทลาย หลังถล่มตึกในเคเค ปาร์ค จนราบมาแล้ว ด้านรัฐบาลจีนเตรียมขนจีนเทากลับชุดสุดท้าย

เมื่อเวลา 12.30 น.วันนี้ (3 ธันวาคม 68) รายงานจากชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก แจ้งว่าทหารกองทัพเมียนมาจากกองพลทหารราบเบาที่ 44 นำโดย พ.อ.มิน ตู่จ่อ รมว.ความมั่นและกิจการชายแดน รัฐกะเหรี่ยง ได้ร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ชายแดนหรือ BGF บก.ควบคุมที่ 3 ทำการระเบิดทำลายตึกสูง 13 ชั้น ภายในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษหย่างไถ้หรือชเวโก๊กโก่ บ้านฉ่วยโก๊กโก อ.เมียวดี จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้ามท่าขนส่งสินค้าที่ 23 หมู่บ้านวังแก้ว หมู่ 44 ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก จนพังเสียหาย เบื้องต้นไม่มีผลกระทบต่อฝั่งไทยและไม่มีคนเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ

การโจมตีดังกล่าวต่อเนื่องมาจากปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์หรือแก๊งสแกมเมอร์ในพื้นที่เคเค ปาร์ค บ้านจี่เหมี่ยน อ.เมียวดี แต่เป็นการใช้ระเบิดโจมตีตครั้งแรกในชเวโก๊กโก่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ใช้กำลังภาคพื้นดินเข้าปราบปราม ทั้งนี้กองทัพเมียนมาได้รับคำสั่งของรัฐบาลเมียนมาให้ปราบปรามหรือทำลายสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ของกลุ่มทุนจีนให้หมด

การปราบปรามดังกล่าวทำให้มีชาวต่างชาติจำนวนมากหนีข้ามแม่เมยมายังฝั่งไทย และตัวเลขกลุ่มคนที่หลบหนีมาที่ อ.แม่สอด ประจำวันที่ 3 ธ.ค.นี้มีจำนวน 1,598 คน เป็นชายจำนวน 1,332 คน และหญิงจำนวน 266 คน ส่วนใหญ่เข้าสู่กระบวนการผลักดันและเดินทางกลับประเทศไปแล้ว

คงเหลือชาวสัญชาติจีนซึ่งทางการจีนได้นำเครื่องบินจำนวน 2 ลำ เดินทางไปรับถึงท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอดตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.เป็นต้นมา วันละประมาณ 300 คน ออกจาก อ.แม่สอด วันละ 6 เที่ยวบินๆ ละประมาณ 50 คน ที่ผ่านมาได้ส่งกลับไปแล้วจำนวน 891 คน และวันที่ 4 ธ.ค.นี้จะเป็นการส่งกลับชาวจีนกลุ่มนี้เป็นชุดสุดท้าย

“นายสลากุล ประเสริฐดี” รับมอบเกียรติบัตรและโล่ประกาศเกียรติคุณ “คนดีของสังคม”

ขอแสดงความยินดีกับ  นายสลากุล ประเสริฐดี ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม วุฒิสภา  ในโอกาสได้รับรางวัลเกียรติบัตรและโล่ประกาศเกียรติคุณ โครงการตอบแทนคุณแผ่นดิน ยกย่องเชิดชูเกียรติคนดีของสังคม ครั้งที่ 5 ประจำปี 2568…จำนวน 4 รางวัล ได้แก่

1.คนดีของแผ่นดิน 

2.พ่อดีเด่นแห่งชาติ 3.ปูชนียบุคคล   

4.คุณพ่อตัวอย่างแห่งชาติ

จากหม่อมหลวง ปนัดดา ดิสกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และกรรมาธิการผู้ทรงคุณวุฒิใน คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา โดยกระทรวงศึกษาธิการและสมาคมส่งเสริมการศึกษาทางไกล (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องเตมียเวส ตึกบัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

พร้อมกันนี้กำหนดรับมอบเกียรติบัตร “คุณพ่อตัวอย่างแห่งชาติ” สมาคมธรรมาภิบาลประจำปี 2568 โดยหม่อมหลวงชาญโชติ ชมพูนุท ประธานในพิธี ในวันที่ 5 ธันวาคม เวลา 12.00 น. โรงแรมรัตนโกสินทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

.

เปิดพฤติการณ์ “ไรบีนา”ปลอมสลิป-อ้างคนดัง หลอกผู้ปกครอง

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รวบดาราสาว หลอกเพื่อนสนิทลงทุน ธุรกิจสินเชื่อ ความเสียหายกว่า 190 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.,พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ, พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.นิตติโชติ เพ็ญจำรัส รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.4 บก.ปอศ., พ.ต.ท.เชาวน์วุฒิ เลียบมา รอง ผกก.(สอบสวน) กก.4 บก.ปอศ. เจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการ นำโดย พ.ต.ท.วรวุฒิ คงรักษา สว.กก.4 บก.ปอศ., พ.ต.ท.ณัฐดนัย บำรุงศิลป์ สว.กก.4 บก.ปอศ., พ.ต.ท.สาธิต หาวงษ์ชัย สว.กก.4 บก.ปอศ. และ พ.ต.ต.หญิง ชนากานต์ นิรัมย์ สว.กก.4 บก.ปอศ. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ตำรวจสอบสวนกลาง กก.4 บก.ปอศ.

ร่วมกันจับกุม นางไรบีนา (สงวนนามสกุล) อายุ 44 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 7195/2568 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ฐานความผิด “ฉ้อโกงทรัพย์ และกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน”

พฤติการณ์ เนื่องด้วยมีผู้เสียหาย จำนวน 17 ราย ได้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กรณีเมื่อประมาณปีเดือน ต.ค. 2565 ได้ถูกดาราสาวชื่อดัง ชักชวนให้ร่วมลงทุนในธุรกิจต่างๆ ได้แก่

  1. ธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล เสนอผลตอบแทนสูงร้อยละ 4-7 ต่อเดือน
  2. ลงทุนเทรดหุ้นกับผู้มีชื่อเสียงในวงการเทรดหุ้น
  3. ลงทุนขายหุ้นในธุรกิจกีฬาบาสเก็ตบอล, ร้านอาหารต่างประเทศ และบริษัทต่างๆ ของตน
  4. ลงทุนในกองทุนเครือธุรกิจครอบครัวรายใหญ่

ซึ่งผู้ต้องหาได้ชักชวนกลุ่มเพื่อนสนิท, บุคคลใกล้ชิด และกลุ่มผู้ปกครองในโรงเรียนนานาชาติ โดยอาศัยความเชื่อใจและความน่าเชื่อถือของตน ประกอบกับมีการแอบอ้างผู้มีชื่อเสียงในแวดวงธุรกิจ ทำให้กลุ่มผู้เสียหายหลงเชื่อ โอนเงินร่วมลงทุนกับผู้ต้องหา ซึ่งในระยะแรกผู้เสียหายบางรายได้รับผลตอบแทนตามที่เสนอจริง ประกอบกับผู้ต้องหาได้นำหลักฐานการโอนเงินปลอมและเอกสารการโอนหุ้นปลอมมาแสดงต่อผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายเกิดความเชื่อมั่นและหลงเชื่อลงทุนกับผู้ต้องหาเรื่อยมา

ต่อมาเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ผู้ต้องหาเริ่มไม่จ่ายผลตอบแทนให้กับผู้เสียหาย โดยอ้างว่าบัญชีเงินถูกหน่วยงานของรัฐระงับการทำธุรกรรม จึงไม่สามารถดำเนินการจ่ายคืนเงินลงทุนและปันผลการลงทุนได้ เมื่อถูกทวงถาม ก็ได้ออกเช็คเงินสดเพื่อจะชำระเงินลงทุนและเงินปันผลคืนให้กับผู้เสียหาย โดยเมื่อนำเช็คเงินสดไปเรียกเก็บกับธนาคาร กลับถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเนื่องจากไม่มีเงินในบัญชี และภายหลังได้ทราบว่าบุคคลมีชื่อเสียงที่ถูกผู้ต้องหากล่าวอ้างนั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนที่ผู้ต้องหาชักชวนแต่อย่างใด ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกหลอกลวง จึงเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายรวม กว่า 190 ล้านบาท

จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า นอกจากพฤติการณ์ในการชักชวนระดมทุนแล้ว ผู้ต้องหายังมีการปลอมหลักฐานสลิปการโอนเงิน ปลอมแปลงเอกสารการโอนหุ้นบริษัทร้านตัดผมชื่อดัง ซึ่งผู้ต้องหาเป็นเจ้าของอยู่ และจากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าผู้ต้องหาไม่ได้มีการนำเงินไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ ตามที่กล่าวอ้าง โดยผู้ต้องหามีการทำธุรกรรมเบิกถอนเงินสดที่ธนาคารเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการนำเงินลงทุนที่ได้รับมาไปหมุนเวียนจ่ายเป็นผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนรายอื่น ซึ่งลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาลขออนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาไว้
ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. ได้นำหมายค้นของศาลอาญากรุงเทพใต้ เข้าตรวจค้นบ้านพักผู้ต้องหาในหมู่บ้านหรู ซอยเอกมัย เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร และสามารถจับกุม

นางไรบีนาฯ บุคคลตามหมายจับได้ พร้อมทั้งได้ตรวจยึดพยานเอกสารและพยานวัตถุ ที่น่าสนใจดังนี้
รายการตรวจยึดที่น่าสนใจ

1.โทรศัพท์ iphone 7 เครื่อง

2.art toy bearbrick และอื่นๆ 11 กล่อง

3.ledger-nano-x (hardware wallet) 1 ชิ้น

4.กระเป๋า hermes berkin 1 ใบ

5.กระเป๋า หิ้ว louis vuitton 1 ใบ

6.จิวเวอรี่ แบรนด์ต่างๆ ประมาณ 50 ชิ้น

7.รถยนต์ mini coper รุ่น aceman สีขาว 1 คัน

นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ โฉนดที่ดิน จ.อ่างทอง จำนวน 1 แปลง พื้นที่ 64 ตร.วา จ.อ่างทอง และโฉนดที่ดิน กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 แปลง พื้นที่ 87.9 ตร.วา ซึ่งจะได้ดำเนินการตรวจสอบการได้มา และได้นำตัวผู้ต้องหา พร้อมสิ่งของตรวจยึด นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอเตือนภัยถึงพี่น้องประชาชน โปรดใช้ความระมัดระวังในการร่วมลงทุนหรือปล่อยสินเชื่อกับบุคคลใดๆ ที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินจริง และใช้ความน่าเชื่อถือเป็นเครื่องมือชักชวน โดยอาจมีการแอบอ้างธุรกิจ การลงทุน หรือบุคคลมีชื่อเสียงสร้างความน่าเชื่อถือ หากพบการเชิญชวนในลักษณะดังกล่าว ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน และระมัดระวังมิจฉาชีพที่อ้างลงทุนในธุรกิจต่างๆ พร้อมเสนอผลตอบแทนสูงรายเดือน หรืออ้างการลงทุนร่วมกับผู้ประกอบการและบุคคลที่มีชื่อเสียง เพื่อหลอกลวงให้โอนเงินร่วมลงทุน ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

อลังการ!ประเพณีฮีตสิบสอง-งานประจำปีอำนาจเจริญ “32 ปี ฮีตฮอย ไทอำนาจ”

อำนาจเจริญ เปิดงานประเพณีฮีตสิบสอง และงานประจำปีจังหวัดอำนาจเจริญ “32 ปี ฮีตฮอย ไทอำนาจ” ประจำปี 2568

ที่ ณ บริเวณสนามด้านหน้าศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีฮีตสิบสองและงานประจำปีจังหวัดอำนาจเจริญ “32 ปี ฮีตฮอย ไทอำนาจ” ประจำปี 2568 พร้อมเฉลิมฉลองวันสถาปนาจังหวัดครบรอบ 32 ปี

โดยมี นางสุขสมรวย วันทนียกุล นางญาณีนาถ เข็มนาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอำนาจเจริญ คณะสมาชิกวุฒิสภา นายพนัส พันธุ์วรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอำนาจเจริญ ดร.ถวัลย์ นิยมพานิชพัฒนา นากเทศมนตรีเมืองอำนาจเจริญ นางผุสณีย์ ส้มเขียวหวาน รักษาการแทนนายกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ นายพรชัย วงศ์งาม ปลัดจังหวัดอำนาจเจริญ, นายไพฑูรย์ พรหมสอน หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอำนาจเจริญ นายอำเภอ, หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ภาคเอกชน และประชาชนชาวอำนาจเจริญ และนักท่องเที่ยวมาร่วมงานในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

จังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับการสถาปนาจัดตั้งเป็นจังหวัด เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2536 นับถึงวันนี้ (1 ธันวาคม 2568 ได้รับการจัดตั้งมาเป็นเวลา 32 ปี ดังนั้น ชาวจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ร่วมกันจัดงานระหว่าง วันที่ 1-10 ธันวาคมของทุกปี เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันที่ได้รับการสถาปนาจังหวัด

สำหรับปีนี้ จังหวัดอำนาจเจริญกำหนดจัดงานประเพณีฮีตสิบสองและงานประจำปีจังหวัดอำนาจเจริญ ประจำปี 2568  “32 ปี ฮีตฮอย ไทอำนาจ” ระหว่างวันที่ 1 – 10 ธันวาคม 2568 ณ บริเวณสนามด้านหน้าศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ รวม 10 วัน 10 คืน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรม จารีต ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงามของจังหวัดอำนาจเจริญ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และส่งเสริมกลุ่มอาชีพของประชาชนในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ โดยจัดให้มีกิจกรรมการแสดงบนเวทีกลางตลอดงานทั้ง 10 คืน

ซึ่งในวันที่ 1 จะมีพิธีเปิดงาน และมีชุดการแสดงฟ้อนเทิดพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง, การแสดงชุดอาภรณ์แผ่นดิน ชุดฮีตสองคราว บุญาข้าวฮากผี การแสดงชุดสำนึกในพระกรุณา ฟ้อนผ้าขาวม้าสืบสานพระราชปนิพาน และฟินาเล่ ไทอำนาจเจริญ เป็นต้น

ส่วนวันที่ 2 เป็นการประกวดกลองยาว วันที่ 3 การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งท้องที่ วันที่ 4 การประกวด TO BE NUMBER ONE วันที่ 5 การประกวด Dance contest วันที่ 6 การแสดงดนตรีของวิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญและการประกวดร้องเพลงหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดอำนาจเจริญ วันที่ 7 การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งท้องถิ่น วันที่ 8 การเดินแบบผ้าไทย “คารวาลัย พระแม่ของแผ่นดิน” วันที่ 9 การประกวดนางสาวอำนาจเจริญ และในวันที่ 10 ชมการแสดงร้องเพลงของผู้ชนะการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งท้องถิ่น ท้องที่ และการออกรางวัลสลากกาชาดการกุศล ประจำปี 2568

นอกจากนี้ ภายในงานมีการจัดบูธนิทรรศการให้ความรู้ของส่วนราชการต่าง ๆ และบูธแสดงนิทรรศการประเพณี วัฒนธรรมของทั้ง 7 อำเภอ การออกร้านจำหน่ายสินค้าโอท็อป และสินค้าจากภาคเอกชน การแสดงของศิลปินนักร้องชื่อดัง ตลอดการจัดงานและกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย และยังมีการแสดงของศิลปินนักร้องชื่อดังตลอดการจัดงาน จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนอำนาเจริญ จังหวัดข้างเคียง และนักท่องเที่ยวได้มาเที่ยว ชม ชิม แชะ แชร์ งานประเพณีฮีตสิบสอง และงานประจำปีจังหวัดอำนาจเจริญ “32 ปี ฮีตฮอย ไทอำนาจ” ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 1 -10 ธันวาคม 2568 ณ บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดอำนาจเจริญ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ

ภาพข่าว  ทิพกร   หวานอ่อน/อำนาจเจริญ  รายงาน

ปัตตานียังอ่วมน้ำยังคงท่วมสูงชาวบ้านเดือดร้อนหนัก

ปัตตานียังอ่วม ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตอย่างอยากลำบาก  เพจละหมาดต่างถิ่น  ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ1,000ชุดบรรเทาความเดือดร้อน

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ปัตตานี ที่น้ำยังคงท่วมสูงอยู่ ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตอย่างอยากลำบาก

โดยวันนี้ ทีมงาน ละหมาดต่างถิ่น นำโดยนายชายูดี สาดและ เจ้าของเพจละหมาดต่างถิ่น ร่วมกับ นส.วรรณวิไล ภูมิสวัสดื์เดชา ครีโม ชลบุรี ,นส.วิภาดา โต๊ะสัน เจ๊โนว่าดี  นำถุงยังชีพไปมอบให้ชุมชนปุโละปุโย ชุมชนตะลุโบะ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

จากนั้นเดินทางไปยัง ชุมชนจางา ต.ปะกาฮารัง อ.เมืองปัตตานี นำถุงยังชีพ ไปมอบให้ชาวบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วมโดยชุมชนจางา ยังคงถูกน้ำจากแม่น้ำปัตตานีเอ่อไหลเข้าท่วมอย่างหนัก บ้านเรือนของชาวบ้านจมเสียหายเกือบทั้งหมด เพราะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนัก จากมวลน้ำจำนวนมากที่ไหลมาจาก จ.ยะลา และน้ำฝน ทำให้บ้านเรือนเสียหายกว่า 100 หลังคาเรือน โดยบางจุดมีระดับน้ำสูงถึง 2 เมตร ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ทางเข้าหมู่บ้านกลายเป็นเหมือนท่าเทียบเรือ ต้องใช้เรือในการเดินทางเข้าออก  โดยมอบรวม 3 จุด 1,000 ถุง

ต.ปะกาฮารัง ถือเป็นพื้นที่ปลายน้ำที่รับน้ำจากทั้ง จ.ยะลา เเละน้ำใน จ.ปัตตานี ก่อนลงสู่ทะเล จึงถูกน้ำท่วมเเทบทุกปี เเม้ชาวบ้านจะมีการเตรียมความพร้อมยกของขึ้นที่สูงหรือมีเรือเเทบทุกบ้าน เเต่ปีนี้น้ำมาเร็วเเละเเรงทำให้เสียหายอย่างหนัก และท่วมนานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว

โดยพรุงนี้จะเดินทางไป ต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา เพื่อไปมอบถุงยังชีพไปมอบให้ชาวบ้านที่ยังคงประสบภัยน้ำท่วมอยู่เนื่องจากน้ำยังไม่ลดลง

.

กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เปิดตัวโครงการ “KTAXA Advisor” Your Future, Your Way “ยกระดับที่ปรึกษามืออาชีพด้านประกันชีวิต-การเงิน

บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำการเป็นผู้นำประกันชีวิต เปิดตัวโครงการ “KTAXA Advisor” Your Future,Your Way “ความสำเร็จ ในแบบที่เป็นคุณ” ที่มุ่งมั่นยกระดับบทบาทของตัวแทนประกันชีวิตให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ของที่ปรึกษามืออาชีพด้านประกันชีวิต และการเงิน เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำด้านการให้คำปรึกษาด้านประกันชีวิต พร้อมรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายในปัจจุบัน

คุณณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า  “หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ขับเคลื่อนบริษัทฯ ให้ประสบความสำเร็จ คือ กลยุทธ์ของฝ่ายขายผ่านช่องทางตัวแทน ซึ่งในปีนี้เป็นปีแห่งการสนับสนุนและยกระดับให้ฝ่ายขายประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ หรือ “Bigger and Bolder” นอกจากนี้เรายังมุ่งมั่นในการมีลูกค้ามาเป็นที่หนึ่ง หรือ Customer First และอีกหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของบริษัทฯ คือการพัฒนาและเพิ่มจำนวนฝ่ายขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ มีตัวแทนมืออาชีพมากกว่า 13,000 คน และบริษัทฯ มีการส่งเสริมตัวแทนให้ก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านประกันชีวิต และการเงิน โดยตัวแทนที่ติดคุณวุฒิ AXA Prime ซึ่งเป็นคุณวุฒิสูงสุดระดับนานาชาติของแอกซ่า มีจำนวนมากกว่า 700 คน และมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี

ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ ได้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจก้าวเข้าสู่อาชีพที่ปรึกษาด้านประกันชีวิต และการเงิน ภายใต้ชื่อโครงการ “KTAXA Advisor”  โดยพร้อมให้การสนับสนุนและพัฒนาทักษะต่างๆ อาทิ การฝึกอบรมที่เข้มข้นตลอดหลักสูตรผ่านทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ สนับสนุนเครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย อีกทั้งมุ่งมั่นยกระดับให้ฝ่ายขายประสบความสำเร็จในอาชีพ จนก้าวสู่การเป็นนักขายมืออาชีพ ในแบบที่เป็นตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายหลักของบริษัทฯ ในการมีลูกค้ามาเป็นที่หนึ่ง และเคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป”

คุณชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายจัดจำหน่าย กล่าวเสริม “สำหรับโครงการ KTAXA Advisor เป็นโครงการใหม่ของฝ่ายขายผ่านช่องทางตัวแทน ซึ่งมาจากวิสัยทัศน์อันมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ต้องการยกระดับบทบาทของตัวแทนประกันชีวิต ให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ของที่ปรึกษามืออาชีพด้านประกันชีวิต และการเงิน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายในยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นในการสร้างมาตรฐานใหม่ของตัวแทนแบบเต็มเวลา ที่ทำหน้าที่เป็น ที่ปรึกษามืออาชีพด้านประกันชีวิตและการเงิน อย่างครบวงจร เพื่อช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายทางการเงินและสร้างความมั่นคงในทุกช่วงชีวิต

โครงการแบ่งเป็น 2 ระดับ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน คือ 

1.KTAXA Advisor สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นในอาชีพที่ปรึกษามืออาชีพด้านประกันชีวิต และการเงิน เป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการสร้างอาชีพ พร้อมเข้าร่วมหลักสูตรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีทักษะการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม โดยมีแผนรองรับรายได้ที่ 15,000 บาท/ เดือน

2.KTAXA Advisor X สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้านการวางแผนทางการเงิน ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าระดับ KTAXA Advisor โดยมุ่งเน้นผู้ที่มีศักยภาพในการสร้างเครือข่าย และพร้อมรับบทบาทเป็นผู้นำทีมในอนาคต โดยผ่านการอบรมและการประเมินตามมาตรฐานที่เข้มข้น และมีแผนรองรับรายได้ที่ 30,000 บาท/เดือน

บริษัทฯ เชื่อว่า เส้นทางสู่อนาคตความสำเร็จ ไม่มีสูตรเดียว สำหรับทุกคน แต่เรามีเส้นทางที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แต่ละคน ล้วนมีเป้าหมายและวิธีการประสบความสำเร็จที่แตกต่างกัน ไม่ยึดติดกับสูตรตายตัว ตามสโลแกนที่ว่า Your Future, Your Way “ความสำเร็จ ในแบบที่เป็นคุณ”

คุณกฤช ธีรสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายตัวแทน กล่าวเพิ่มเติม “โครงการ KTAXA Advisor มี 3 จุดเด่นที่สำคัญ กล่าวคือ 1.ความสำเร็จที่เร็วกว่า โดยใช้เวลาเพียง  10 เดือน ซึ่งน้อยกว่าหลักสูตรทั่วไป แต่ยังคงความเข้มข้นและครบถ้วน เพื่อให้ตัวแทนพร้อมทำงานจริงในเวลาที่สั้นที่สุด 2. หลักสูตรดังกล่าว เป็นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning Community ที่ทุกคนมีส่วนร่วม ซึ่งครอบคลุมทั้งความรู้ด้านประกันชีวิต การวางแผนการเงิน การเล่นบทบาทสมมุติ หรือ Role Play และการ Coaching เพื่อให้มั่นใจว่าตัวแทนสามารถทำได้จริง

อีกทั้งมีหลักสูตรที่ได้รับรองโดยสถาบันชั้นนำ ทั้งนี้ผู้จัดการหน่วยจะได้รับความสำเร็จไปพร้อมๆ กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ และ 3. การต่อยอดสู่การเป็นหัวหน้าหน่วย สร้างเส้นทางอาชีพที่มั่นคง พร้อมรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้ไม่ใช่แค่การสร้างตัวแทน แต่คือการสร้างที่ปรึกษามืออาชีพด้านประกันชีวิต และการเงิน และว่าที่เจ้าของธุรกิจ ซึ่งเราเชื่อว่าด้วย KTAXA Advisor และ KTAXA Advisor X จะทำให้ทุกคนมีเส้นทางอาชีพที่มั่นคง รายได้ที่เติบโต และโอกาสไร้ขีดจำกัด

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ KTAXA Advisor สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานตัวแทนใกล้บ้านท่าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 1159 หรือ www.krungthai-axa.co.th