กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เปิดตัวโครงการ “KTAXA Advisor” Your Future, Your Way “ยกระดับที่ปรึกษามืออาชีพด้านประกันชีวิต-การเงิน

บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำการเป็นผู้นำประกันชีวิต เปิดตัวโครงการ “KTAXA Advisor” Your Future,Your Way “ความสำเร็จ ในแบบที่เป็นคุณ” ที่มุ่งมั่นยกระดับบทบาทของตัวแทนประกันชีวิตให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ของที่ปรึกษามืออาชีพด้านประกันชีวิต และการเงิน เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำด้านการให้คำปรึกษาด้านประกันชีวิต พร้อมรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายในปัจจุบัน

คุณณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า  “หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ขับเคลื่อนบริษัทฯ ให้ประสบความสำเร็จ คือ กลยุทธ์ของฝ่ายขายผ่านช่องทางตัวแทน ซึ่งในปีนี้เป็นปีแห่งการสนับสนุนและยกระดับให้ฝ่ายขายประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ หรือ “Bigger and Bolder” นอกจากนี้เรายังมุ่งมั่นในการมีลูกค้ามาเป็นที่หนึ่ง หรือ Customer First และอีกหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของบริษัทฯ คือการพัฒนาและเพิ่มจำนวนฝ่ายขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ มีตัวแทนมืออาชีพมากกว่า 13,000 คน และบริษัทฯ มีการส่งเสริมตัวแทนให้ก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านประกันชีวิต และการเงิน โดยตัวแทนที่ติดคุณวุฒิ AXA Prime ซึ่งเป็นคุณวุฒิสูงสุดระดับนานาชาติของแอกซ่า มีจำนวนมากกว่า 700 คน และมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี

ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ ได้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจก้าวเข้าสู่อาชีพที่ปรึกษาด้านประกันชีวิต และการเงิน ภายใต้ชื่อโครงการ “KTAXA Advisor”  โดยพร้อมให้การสนับสนุนและพัฒนาทักษะต่างๆ อาทิ การฝึกอบรมที่เข้มข้นตลอดหลักสูตรผ่านทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ สนับสนุนเครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย อีกทั้งมุ่งมั่นยกระดับให้ฝ่ายขายประสบความสำเร็จในอาชีพ จนก้าวสู่การเป็นนักขายมืออาชีพ ในแบบที่เป็นตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายหลักของบริษัทฯ ในการมีลูกค้ามาเป็นที่หนึ่ง และเคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป”

คุณชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายจัดจำหน่าย กล่าวเสริม “สำหรับโครงการ KTAXA Advisor เป็นโครงการใหม่ของฝ่ายขายผ่านช่องทางตัวแทน ซึ่งมาจากวิสัยทัศน์อันมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ต้องการยกระดับบทบาทของตัวแทนประกันชีวิต ให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ของที่ปรึกษามืออาชีพด้านประกันชีวิต และการเงิน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายในยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นในการสร้างมาตรฐานใหม่ของตัวแทนแบบเต็มเวลา ที่ทำหน้าที่เป็น ที่ปรึกษามืออาชีพด้านประกันชีวิตและการเงิน อย่างครบวงจร เพื่อช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายทางการเงินและสร้างความมั่นคงในทุกช่วงชีวิต

โครงการแบ่งเป็น 2 ระดับ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน คือ 

1.KTAXA Advisor สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นในอาชีพที่ปรึกษามืออาชีพด้านประกันชีวิต และการเงิน เป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการสร้างอาชีพ พร้อมเข้าร่วมหลักสูตรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีทักษะการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม โดยมีแผนรองรับรายได้ที่ 15,000 บาท/ เดือน

2.KTAXA Advisor X สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้านการวางแผนทางการเงิน ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าระดับ KTAXA Advisor โดยมุ่งเน้นผู้ที่มีศักยภาพในการสร้างเครือข่าย และพร้อมรับบทบาทเป็นผู้นำทีมในอนาคต โดยผ่านการอบรมและการประเมินตามมาตรฐานที่เข้มข้น และมีแผนรองรับรายได้ที่ 30,000 บาท/เดือน

บริษัทฯ เชื่อว่า เส้นทางสู่อนาคตความสำเร็จ ไม่มีสูตรเดียว สำหรับทุกคน แต่เรามีเส้นทางที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แต่ละคน ล้วนมีเป้าหมายและวิธีการประสบความสำเร็จที่แตกต่างกัน ไม่ยึดติดกับสูตรตายตัว ตามสโลแกนที่ว่า Your Future, Your Way “ความสำเร็จ ในแบบที่เป็นคุณ”

คุณกฤช ธีรสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายตัวแทน กล่าวเพิ่มเติม “โครงการ KTAXA Advisor มี 3 จุดเด่นที่สำคัญ กล่าวคือ 1.ความสำเร็จที่เร็วกว่า โดยใช้เวลาเพียง  10 เดือน ซึ่งน้อยกว่าหลักสูตรทั่วไป แต่ยังคงความเข้มข้นและครบถ้วน เพื่อให้ตัวแทนพร้อมทำงานจริงในเวลาที่สั้นที่สุด 2. หลักสูตรดังกล่าว เป็นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning Community ที่ทุกคนมีส่วนร่วม ซึ่งครอบคลุมทั้งความรู้ด้านประกันชีวิต การวางแผนการเงิน การเล่นบทบาทสมมุติ หรือ Role Play และการ Coaching เพื่อให้มั่นใจว่าตัวแทนสามารถทำได้จริง

อีกทั้งมีหลักสูตรที่ได้รับรองโดยสถาบันชั้นนำ ทั้งนี้ผู้จัดการหน่วยจะได้รับความสำเร็จไปพร้อมๆ กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ และ 3. การต่อยอดสู่การเป็นหัวหน้าหน่วย สร้างเส้นทางอาชีพที่มั่นคง พร้อมรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โครงการนี้ไม่ใช่แค่การสร้างตัวแทน แต่คือการสร้างที่ปรึกษามืออาชีพด้านประกันชีวิต และการเงิน และว่าที่เจ้าของธุรกิจ ซึ่งเราเชื่อว่าด้วย KTAXA Advisor และ KTAXA Advisor X จะทำให้ทุกคนมีเส้นทางอาชีพที่มั่นคง รายได้ที่เติบโต และโอกาสไร้ขีดจำกัด

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ KTAXA Advisor สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานตัวแทนใกล้บ้านท่าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 1159 หรือ www.krungthai-axa.co.th

ระดมกองทัพรถคลาสสิก 1,000 คันสร้างปรากฏการณ์แห่งปี ท้าลมหนาวที่บุรีรัมย์

น้ำแร่ธรรมชาติ ตรา ช้าง ร่วมกับ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สังเวียนความเร็วระดับโลกของไทย ประกาศความพร้อมจัดงาน ช้าง คลาสสิค คาร์ รีไววัล (Chang Classic Car Revival)  สานต่อความสำเร็จปีที่ 6 กับเทศกาลรถคลาสสิคและรถสปอร์ตยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย-อาเซียน ยกระดับความมันส์ครบวงจร ทั้งการแข่งขันจับเวลา, แดร็ก, แทร็กเดย์, มอเตอร์โชว์และประกวดรถคลาสสิค ฯลฯ ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 13-14 ธ.ค.นี้ เปิดให้ชมงาน “ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย” คาดผู้ร่วมงานทะลักกว่าหมื่นคน รถคลาสสิคและรถหายากเข้าร่วมกว่า 1,000 คัน  จัดเต็ม 2 วัน 2 คืน ครบรส เพื่อคนรักรถสายเก๋าจอมซิ่งทุกยุคสมัย พร้อมปะทะกับงานยักษ์ของชาวสองล้อ “Chang Presents 23 ปี Commander City” ที่อัดแน่นความบันเทิงและกิจกรรมเพื่อการกุศล

นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กรรมการผู้อำนวยการ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เปิดเผยว่า “การจัดงาน Chang Classic Car Revival เป็นมากกว่าเทศกาล แต่เป็นความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาวงการรถคลาสสิคในประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยงานในปี 2025 นี้ ได้ยกระดับความยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น ทั้งในแง่ของจำนวนรถที่เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,000 คัน และความหลากหลายของกิจกรรมที่ตอบโจทย์คนรักรถทุกประเภท ตั้งแต่รถย้อนยุค วินเทจ, Super Car, Exotic Car รถสปอร์ตพิเศษ สมรรถนะสูงที่ผลิตจำนวนจำกัด รวมถึงรถจักรยานยนต์คลาสสิค ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยไปพร้อมๆ กัน”

“Chang Classic Car Revival จัดขึ้นเพียงปีละครั้งและเป็นงานเดียวที่จะได้นำรถคลาสสิคมาร่วมแสดงศักยภาพในสนามระดับโลกที่มีความปลอดภัยสูงระดับ FIA Grade 1 สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อวงการรถคลาสสิคในหลายภาคส่วนอย่างแท้จริง ไล่ตั้งแต่การเพิ่มมูลค่าให้กับวงการรถคลาสสิคไทย, การพัฒนาทักษะแแสดงถึงความสามารถและศักยภาพของช่างไทย ในการทำรถคลาสสิคในระดับสากล สู่สายตาชาวโลก เพื่อให้วงการรถคลาสสิคไทยสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรม 2 วัน จัดเต็มครบรสที่คนรักรถคลาสสิคไม่ควรพลาด อาทิ ขบวนพาเหรดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์, การประกวดรถคลาสสิค และมอเตอร์โชว์ของคลาสสิค ชมรถสะสมหายาก ฯลฯ ภายในงานยังมีบูธสินค้าของตกแต่งรถ และร้านอาหารชื่อดังชั้นนำของจังหวัดบุรีรัมย์ให้บริการอย่างเต็มที่

ไฮไลต์สำคัญที่ชาวมอเตอร์สปอร์ตต้องจับตา คือกิจกรรมหลักสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์สายเก๋าจอมซิ่ง ที่มาพิสูจน์สมรรถนะคันโปรดในสนามระดับโลก
• Chang Track Parade ( ช้าง แทร็กพาเหรด) ขบวนพาเหรดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย-อาเซียน ของรถคลาสสิคทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์

• Classic Trackday (คลาสสิค แทร็กเดย์) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนสนามแข่งระดับโลก แบ่งรุ่นการขับขี่สุดคลาสสิคไล่ตั้งแต่ Infinity Super Car Club, Siam Lotus & Sports Car, โมเดิร์นคลาสสิคปี 90, ไปจนถึงรถคลาสสิคปี 50-90, รถสกู๊ตเตอร์คลาสสิค และมอเตอร์ไซค์คลาสสิค
• Classic Drag (คลาสสิค แดร็ก) การแข่งขันประลองความเร็วในสนามแดร็กแบบแข่งทางตรง ชิงถ้วยรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์

• MINI Challenge (มินิ ชาเลนจ์) การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบแบบวันเมคเรซของรถมินิคูเปอร์ รถเล็กสเปคจี๊ด
• Classic Gymkhana Battle (คลาสสิค จิมคาน่า แบทเทิล) แข่งขันทักษะการขับขี่สไตล์จิมคาน่า
• ชมรถจักรยานยนต์คลาสสิคและย้อนยุค ช้าง คลาสสิค แอนด์ เรโทร มอเตอร์ไซเคิล

พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกของไทย เมื่อรถอเมริกันสุดคลาสสิคจะยกทัพมาวิ่งกันอย่างคับคั่งในสนามระดับโลกอย่าง ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และที่ห้ามพลาดอีกอย่างคือ การอวดโฉมของ Dodge Charger รถสปอร์ตในตำนานรุ่นเดียวกับรถคู่ใจของ โดมินิก ทอเร็ตโต พระเอกจากภาพยนตร์ Fast & Furious ที่โด่งดังไปทั่วโลก

พิเศษสุด! สำหรับประชาชนทั่วไป ร่วมงานฟรี รวมทั้งกิจกรรม Grid Walk ในวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. เวลา 17.30 น. และวันอาทิตย์ที่ 14 ธ.ค. เวลา 17.00 น. อีกหนึ่งสีสันที่จะได้ชมรถสวยๆนับร้อยคันอย่างใกล้ชิดบริเวณกริดสตาร์ต บนสนามแข่งระดับโลก พร้อมถ่ายรูปสวยๆเป็นที่ระลึก

ภายในงานยังมีการฉลองครบรอบ 23 ปี คอมมานเดอร์ซิตี้ ในงาน Chang Presents 23 ปี Commander City วันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป พบกับมหกรรมดนตรีของชาว 2 ล้อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นำโดยนักร้องลูกทุ่ง 1,000 ล้านวิว “มนต์แคน แก่นคูณ” และสาวลูกทุ่งอินดี้เจ้าเสน่ห์ “มีนตรา อินทิรา” พร้อมศิลปินอีกคับคั่ง อาทิ มอคค่า การ์เดน, ไก่ กะละมัง, ป๋าพยัพ คำพันธุ์ และวงฟรีดอม พร้อม 2 สาวสุดเซ็กซี่ DJ ‘ฟิวส์ฟี่ และ MC รมณ โดยบรรยากาศภายในงานมาในธีมย้อนยุค งานวัด ครบครันด้วยซุ้มปาลูกโป่ง สาวน้อยตกน้ำ ชิงช้าสวรรค์ และบูธสินค้าของตกแต่งรถ รวมถึงการแข่งขัน “คอมมานเดอร์ ซิตี้ แดร็ก เรซ” สำหรับประชาชนทั่วไป ชิงถ้วยรางวัล

บัตรเข้างานเพียง 500 บาท รับฟรีเสื้อ ครบรอบ 23 ปี คอมมานเดอร์ซิตี้สำหรับเข้างาน 1 ตัว ซึ่งสามารถใส่เสื้อแทนบัตรเข้างานได้ และได้รับสิทธิ์ขับขี่ในสนามแข่งระดับโลก “ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต” รายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้กับโรงพยาบาลทั้ง 5 ภาค เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ซื้อบัตรได้ที่ LINE @ccmc หรือแฟนเพจ Commander City ด่วนมีจำนวนจำกัด วันนี้ถึง 10 ธ.ค.

ทั้งนี้ ในส่วนของงาน “Chang Classic Car Revival 2025” ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 13-14 ธันวาคม 2568 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดให้เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย  หรือรับชมทางออนไลน์ได้ทางเพจ Chang Circuit Buriram

ไทยยิงควันเตือนหลังเมียนมาสู้รบเดือดทำให้กระสุนปืนตกใส่ฝั่งชายแดนแม่สอด

กองกำลังนเรศวร ยิงควันเตือนทันที ตามกฏการใช้กำลัง สถานการณ์ความไม่สงบชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก หลังกองทัพเมียนมาเปิดศึกปะทะดุเดือดกับกลุ่มชนน้อยทำให้กระสุนปืนใหญ่ตกใส่ฝั่งไทย

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568. ที่บ้านแม่โกนเกน ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก  พล.ต. ไมตรี ชูปรีชา ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร พร้อมด้วย หน่วยเฉพาะกิจราชมนู หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 ,ตำรวจตระเวณชายแดน ร้อย 346  ,ฝ่ายปกครอง ส่วนราชการ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ชายแดนไทย–เมียนมา บริเวณ ท่าข้าม บ้านแม่โกนเกน ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้  ได้เกิดเหตุการปะทะ ระหว่างทหารเมียนมา กับกองกำลังชนกลุ่มน้อย/กลุ่มต่อต้านอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ บ้านนิละป่าน ฝั่งประเทศเมียนมา ทำให้มีกระสุน ค.60 จำนวน 5 นัด ข้ามมาตกยังฝั่งไทย บริเวณไร่ข้าวโพด ชาวบ้านแม่โกนเกน ทำให้มีแรงงานชาวเมียนมาบาดเจ็บ จำนวน 2 ราย

โดยในครั้งนี้ พลตรีไมตรี ชูปรีชา ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร ได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจราชมนู ทำการยิงเตือน ด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 120 มิลลิเมตร จำนวน 4 นัด ไปยังพื้นที่การปะทะ เพื่อเตือนให้ฝั่งตรงข้าม เพิ่มความระมัดระวัง การใช้วิถีกระสุนที่ส่งผลกระทบต่อฝั่งประเทศไทย พร้อมทั้ง จัดกำลังพล และยุทโธปกรณ์ เตรียมการปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง หรือ Rules of Engagement หากมีการละเมิดการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ตลอดแนวชายแดน

กองกำลังนเรศวรยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และตรึงกำลังตามแนวชายแดน เพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงการปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มขีดความสามารถ

เศรษฐกิจคึกคัก!แห่ชิมช้อปเทศกาลกินกุ้ง กินปลา @ปราจีนบุรี

ในช่วงค่ำคืนหยุดเสาร์-อาทิตย์คึกคักท่ามกลางลมหนาวแห่ชิมช้อปในเทศกาลกินกุ้ง กินปลา @ปราจีนบุรีงาน ปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่มอบคออาหารกุ้ง-ปลามีคุณภาพใหม่สดสะอาดได้มาตรฐานความปลอดภัยพักผ่อนสบายๆเพลินไปกับเสียงดนตรีทั้งนี้ จ.ปราจีนบุรีมีการเลี้ยงกุ้ง-ปลามากที่สุดที่ 1ใน 6 ของไทยอ.บ้านสร้างเป็นแหล่งเลี้ยง-ขายใหญ่สุด ปริมาณระหว่าง 60,000 – 81,000 ตัน/ปี สร้างมูลค่ารายได้ทางเศรษฐกิจสู่จังหวัดปีละมากกว่า 300 ล้านบาท/ปี

นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ปราจีนบุรีเขต 3 (สส.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมงานเทศกาลกินกุ้ง กินปลา @ปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ที่ตลาดสามทหาร สถานีขนส่งอำเภอกบินทร์บุรี ( บขส.กบินทร์บุรี ) ตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี โดยมีนายวีระพันธ์  ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยนายอำเภอกบินทร์บุรี ,นายกเทศมนตรีตำบลเมืองเก่า,นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเก่า(อบต.),หัวหน้าภาคส่วนราชการร่วมเป็นเกียรติ โดยมีนายกมล ผิวเหมาะประมงจังหวัดปราจีนบุรีกล่าวรายงาน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้บริโภคสินค้าประมงที่มีคุณภาพใหม่ สด สะอาดและได้มาตรฐานความปลอดภัย ทุกภาคส่วนทั้งกลุ่มแปลงใหญ่ กลุ่มองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น กลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงและภาคเอกชน ได้มีโอกาสประชาสัมพันธ์สินค้า มีการเชื่อมโยงตลาดและขยายผลในธุรกิจการเพาะเลี้ยงของเกษตรกรกับผู้ประกอบการแปรรูปในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง

ทั้งนี้โดย จ.ปราจีนบุรีมีการเลี้ยงกุ้ง-ปลามากที่สุดที่เป็น 1ใน 6 ของไทย มากที่สุดที่ อ.บ้านสร้างปริมาณการผลิตกุ้ง-ปลา ระหว่าง 60,000 – 80,000 ตัน/ปี สร้างมูลค่ารายได้ทางเศรษฐกิจ สู่จังหวัดปีละมากกว่า 300 ล้านบาท/ปี

ได้ร่วมกันพัฒนาด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมการเลี้ยงและการแปรรูปให้ก้าวทันกับยุคของการเปลี่ยนแปลงและได้รับรองมาตรฐานเป็นการเกื้อหนุนและส่งเสริมให้เกษตรกร และผู้ประกอบการ ได้เข้าสู่มาตรฐานการผลิตในระดับสากลต่อไป กิจกรรมจัดระหว่างวันที่ 29 และ 30 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา: 10:00 น. ถึง 22:00 น.

มีกิจกรรมไฮไลท์ในงาน อาทิ  ตักกุ้งก้ามกรามราคาพิเศษ!เพียง 199 บาท ต่อกิโลกรัม พร้อมบริการปิ้งย่าง ฟรี!   การแข่งขันกินกุ้งสุดเร้าใจแก่ผู้มาเที่ยวงานประลองฝีมือกันการจำหน่ายสินค้าพบกับสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์ประมงพื้นบ้าน  กุ้งสดราคาพิเศษจำหน่ายกุ้งสด ๆในราคาพิเศษสุด ๆ เฉพาะในงานเท่านั้น!

ในงานยังให้ความบันเทิงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์    ชมฟรี! มินิคอนเสิร์ตบันเทิงเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงจากวงดนตรีคุณภาพ  วงมเหสี แบนด์ (Mahesri Band)  วงภานา แบนด์ (Pana Band)ด้วย

โดย…มานิตย์  สนับบุญ-ข่าว/ณัฐนันท์ – ภาพ / ปราจีนบุรี ###

.

สัตว์ล้มตาย–ฟาร์มจมน้ำ! ปศุสัตว์เปิดเงื่อนไขเยียวยาฉุกเฉินปี 2568 ช่วยเกษตรกรใต้ 9 จังหวัด

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้รับข้อสั่งการจากร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ประสบอุทกภัยใน 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล ปัตตานี สงขลา ตรัง และนราธิวาส โดยมีสัตว์เลี้ยงในพื้นที่น้ำท่วมรวมทั้งสิ้น 10,961,826 ตัว ประกอบด้วย โค 335,382 ตัว กระบือ 7,354 ตัว สุกร 265,146 ตัว แพะและแกะ 181,057 ตัว และสัตว์ปีก 10,172,887 ตัว ขณะที่แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์เสียหายรวม 7,721.60 ไร่

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบสัตว์ตายและสูญหาย 78,721 ตัว ใน 8 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี สตูล สุราษฎร์ธานี นราธิวาส และสงขลา โดยในจำนวนนี้เป็นโค-กระบือ 1,439 ตัว สุกร 8 ตัว แพะ 98 ตัว แกะ 21 ตัว และสัตว์ปีก 77,155 ตัว

กรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือในเบื้องต้น ได้แก่ แจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานจำนวน 444,560 กิโลกรัม อพยพสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่เสี่ยงรวม 56,373 ตัว สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ ยาปฏิชีวนะ วิตามิน) จำนวน 459 ชุด แจกจ่ายถุงยังชีพสัตว์ ส่งหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ดูแลรักษาสัตว์ในพื้นที่

ในส่วนของการเยียวยาความเสียหายด้านปศุสัตว์ ได้สั่งการให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดและสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเร่งสำรวจความเสียหายทันทีที่น้ำลดเพื่อจ่ายเงินชดเชยแก่เกษตรกรผู้เสียหาย โดยหลักเกณฑ์ได้กำหนดตามประเภทสัตว์เลี้ยงและจำแนก ตามช่วงอายุและจำนวนสูงสุดที่ให้ความช่วยเหลือต่อรายดังนี้

• โค อายุ 2 ปีขึ้นไป อัตราชดเชยไม่เกิน 35,000 บาท/ตัว (ไม่เกิน 5 ตัว/ราย)

• กระบือ อายุ 2 ปีขึ้นไป อัตราไม่เกิน 39,000 บาท/ตัว (ไม่เกิน 5 ตัว/ราย)

• สุกร อายุ 30 วันขึ้นไป อัตราไม่เกิน 3,000 บาท/ตัว (ไม่เกิน 10 ตัว/ราย)

• แพะ/แกะ อายุ 30 วันขึ้นไป อัตราไม่เกิน 3,000 บาท/ตัว (ไม่เกิน 10 ตัว/ราย)

• สัตว์ปีก เช่น ไก่ เป็ด นกกระทา นกกระจอกเทศ อัตราช่วยเหลือแตกต่างกันตามช่วงอายุและประเภท โดยช่วยเหลือสูงสุด 300–1,000 ตัว/ราย

• แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ ชดเชยในอัตรา 1,980 บาท/ไร่ ไม่เกิน 30 ไร่/ราย

“ขอให้พี่น้องเกษตรกรชาวใต้มั่นใจว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เราจะอยู่เคียงข้างจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และเกษตรกรสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ขอให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมั่นใจว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยสามารถแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สนามสุดท้าย !!! สปาร์ตัน เรซพัทยา หนุ่มฟิลิปปินส์ คว้าแชมป์ ส่วน”เบนซ์” ดีสุดคนไทย

“เอเลียส ทาแบค่ะ” นักสปาร์ตันหนุ่มสุดแกร่งจากฟิลิปปินส์ ผงาดครองแชมป์โอเวอร์ออล ประเภท Beast 21K ขณะที่ “เบนซ์ วอริเออร์” ขจรศักดิ์ ต๊ะคำ คนไทยผลงานดีสุดในศึก สปาร์ตันเรซ ไทยแลนด์ สนามสุดท้าย “2025 Pattaya Spartan Trifecta Weekend & HH 24HR Presented by TOA”

การแข่งขันวิ่งวิบากลิขสิทธิ์ระดับโลก “สปาร์ตันเรซ ไทยแลนด์” เดินทางสู่สนามสุดท้ายของปี กับรายการ “2025 Pattaya Spartan Trifecta Weekend & HH 24HR Presented by TOA” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2568 ณ วิสดอมวัลเลย์ เขาไม้แก้ว เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรภาครัฐและเอกชนอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมนักวิ่งจากทั่วโลกกว่า 4,000 คนจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมชิงชัยทุกประเภท เตรียมสร้างสถิติใหม่แห่งปีของอาเซียน คาดเงินสะพัดกว่า 300 ล้านบาท

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ, ทีเส็บ (TCEB), กองทัพบก, และจังหวัดชลบุรี ร่วมกันจัดศึกสปาร์ตันเรซ ไทยแลนด์ 2025ใน 5 เมืองหลัก ได้แก่ หัวหิน, เขาใหญ่, ชลบุรี, เชียงใหม่ และพัทยา โดยสนามพัทยาถือเป็นสนามสุดท้ายและยิ่งใหญ่ที่สุดของฤดูกาล ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเส้นทางที่มีความท้าทายสูงสุดของปี ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติของเขาไม้แก้ว เมืองพัทยา ซึ่งผสานความงดงามของภูเขา ป่าไม้ และพื้นที่ท่องเที่ยวเข้ากับความเข้มข้นของกวิ่งวิบากระดับโลกอย่างลงตัว

โดยล่าสุดการแข่งขันเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ไฮไลต์ของการชิงชัยอยู่ที่ประเภท Beast 21K ระยะ 21 กิโลเมตร (30 ด่านอุปสรรค) โอเวอล์ออล ซึ่งผลปรากฏว่า เอเลียส ทาแบค นักสปาร์ตันหนุ่มสุดแกร่งจากฟิลิปปินส์ ผงาดเข้าป้ายเป็นคนแรก กระชากแชมป์ไปครองได้สำเร็จ

ขณะที่นักสปาร์ตันคนไทยที่ทำผลงานได้ดีที่สุดเป็นทาง “เบนซ์ วอริเออร์” ขจรศักดิ์ ต๊ะคำ นักสู้หนุ่มสุดแกร่งวัย 36 ปีชาวเชียงใหม่ จากสังกัดสปาตันเรซ ไทยแลนด์ และแบรนด์แอมบาสเดอร์ของการแข่งขัน ที่ทำเวลาติดอันดับ 5 ของโอเวอร์ออล์ และเป็นเวลาดีที่สุดของนักกีฬาไทย

“คิปโชเก้” ทิ้งรอยเท้าแห่งความทรงจำเมืองไทย สวนเบญจกิติ

เอเลียด คิปโชเก้ ตำนานนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยาเจ้าของแชมป์เมเจอร์ ๑๑ สมัย ในฐานะทูตทางด้านการท่องเที่ยว กีฬา และ วัฒนธรรมของรัฐบาลไทยที่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง (World Capital Marathon Series)  รายการ AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2025 Presented by TOYOTA โดยจะลงแข่งขันในระยะ ฮาล์ฟมาราธอน ๒๑ กม. ร่วมกับนักวิ่งกว่า ๔๘,๐๐๐ คน

ล่าสุด คิปโชเก้ เข้าร่วมกิจกรรม กิจกรรม The Footprint Ceremony ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ณ สวนเบญจกิติ เพื่อบันทึกรอยเท้า “พิมพ์เท้า” หรือ Footprint ที่จัดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ที่สวนสาธารณเบญจกิติ โดยได้รับเกียรติจาก นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร, นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครให้เกียรติประธานเปิดงานร่วมทั้งบัวขาว บัญชาเมฆ นักชกของไทยร่วมงาน

ระหว่างการเยือนประเทศไทยคิปโชเก้ได้ร่วมทำกิจกรรม  The Footprint Ceremony ร่วมกับกรุงเทพมหานคร      เพื่อส่งเสริมการวิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจทางสังคมที่เขาทำต่อเนื่องในหลายประเทศ ถือเป็นส่วนหนึ่งของงาน  Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 Presented by Toyota เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยและนักวิ่งรุ่นใหม่โดยมีแฟนรอต้อนรับคับคั่ง

เอเลียด คิปโชเก้ กล่าวว่า “การได้ทิ้งรอยเท้าไว้ที่นี่ ไม่ได้หมายถึงรอยเท้าของนักวิ่งคนหนึ่งเท่านั้น แต่หมายถึงความตั้งใจที่จะส่งต่อความหวัง พลังบวก และแรงบันดาลใจให้แก่ทุกคน ผมเชื่อว่ากีฬาเปลี่ยนชีวิตคนได้ และผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมมือกับประเทศไทยเพื่อสนับสนุนเยาวชนและสังคมผ่านกีฬาวิ่ง”

ขณะที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า “การที่ เอเลียด คิปโชเก้ เป็นทูตทางด้านการท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรมของรัฐบาลไทย สร้างกระแสความตื่นตัวในการวิ่งให้แก่ชาวไทยอย่างเห็นได้ชัด จากปีที่แล้วมาถึงปีนี้มีผู้สนใจออกมาวิ่งมากขึ้น และปีที่แล้ว คิปโชเก้ ได้ทำกิจกรรมพิมพ์มือไว้ที่นี่มีผู้ให้ความสนใจมาถ่ายภาพเก็บเป็นที่ระลึกจำนวนมาก และปีนี้กรุงเทพมหานคร ตั้งใจว่ารอยพิมพ์เท้าของ คิปโชเก้ จะนำไปจัดตั้งไว้ในสวนสาธารณะแห่งอื่น เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้ประชาชนออกมาวิ่งและเล่นกีฬามากขึ้น
     

สำหรับกิจกรรม “พิมพ์เท้า” หรือ Footprint ถือป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษเพื่อสังคม “Leave Your Footprint by NN Running ซึ่งเป็นแคมเปญของเอเลียด คิปโชเก้ เพื่อสื่อสารว่า  เรา “วิ่งไปเพื่อทิ้งรอยเท้า” (“leave a mark”) ไม่ใช่แค่บน

ถนน แต่บนโลกใบนี้ และในชุมชนนักวิ่งทั่วโลก แนวคิดคือการให้ทุกการก้าว วิ่ง เข้าเส้นชัย หรือการซ้อม กลายเป็น “เรื่องเล่า” ที่มีคุณค่ามากกว่าแค่ตัวเลขเวลา โครงการไม่ได้จำกัดแค่นักวิ่งอาชีพโดยมีเป้าหมายให้ “นักวิ่งทั่วไปทั่วโลก” ได้ร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างชุมชนของคนที่รักการวิ่ง โดยไม่ว่าจะวิ่งเพื่อสุขภาพ วิ่งเพื่อตั้งใจแข่ง หรือแค่ชอบออกกำลังกาย ก็สามารถ “ทิ้งรอยเท้า” ของตัวเองไว้ได้
     

โครงการไม่ใช่ “การแข่งขัน” แต่เป็นแคมเปญให้ “นักวิ่งทั่วไปและนักวิ่งอาชีพ” สร้าง footprint ของตัวเอง ไม่ได้มีการคัดเลือก รางวัล หรือจัดอันดับใด ๆ โปสเตอร์และ wristband ที่ได้เป็นรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง (World Capital Marathon Series) ครั้งที่ ๘ ประจำปี ๒๕๖๘ รายการ AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2025 ชิงถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เวลา ๐๒.๐๐ ถึง ๑๐.๓๐ น. จุดปล่อยตัว ณ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ถนนพญาไท เขตปทุมวัน และจุดเส้นชัย ณ ท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนิน เขตพระนคร

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันและยกระดับให้เป็น ๑ ใน ๑๐ รายการวิ่งมาราธอนระดับโลกซึ่งจัดขึ้นในเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นเจ้าภาพร่วมกับกรุงเทพมหานคร, สมาคมกรีฑาโลก และไทยแลนด์ไตรลีก (ในฐานะคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันฯ)

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จฯ ร่วมวิ่งการแข่งขันมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลกในเมืองหลวง Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 Presented by Toyota ครั้งที่ ๘ ประเภทระยะฮาล์ฟมาราธอน ๒๑.๑ กม. กับเอเลียด คิปโชเก้ และบัวขาว บัญชาเมฆ อีกด้วย

ชัยภูมิหนาวจัดทุบสถิติ! ทุ่งกะมัง 2 องศาฯ ‘แม่คะนิ้ง’ แรกโผล่เกาะ ‘ปีกแมงปอ’ ขาวโพลน! ในรอบหลายปี

ชัยภูมิฮือฮา! ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติสุดขั้ว! เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว-ทุ่งกะมัง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เผชิญกับความหนาวเย็นจัดเป็นวันที่สองติดต่อกัน โดยเช้าตรู่ของ (29 พ.ย. 68) อุณหภูมิยอดหญ้าลดต่ำลงถึง 2-3 องศาเซลเซียส เฉียดจุดเยือกแข็ง จนเกิดเป็น “แม่คะนิ้ง” หรือน้ำค้างแข็งสีขาวโพลนปกคลุมไปทั่วบริเวณ

ปรากฏการณ์ความหนาวเย็นระดับเลขตัวเดียวนี้ ได้สร้างภาพอันน่าทึ่ง เมื่อแม่คะนิ้งไม่ได้เกาะแค่บนยอดหญ้าหรือดอกไม้เท่านั้น แต่ยัง จับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งอยู่บนปีกของแมลงปอ และใบไม้ สร้างทัศนียภาพที่สวยงามและแปลกตา ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา

นายวิชานนต์ แสนผาลา หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว-ทุ่งกะมัง เปิดเผยว่า สภาพอากาศหนาวเย็นขนาดนี้ในยามเช้าตรู่ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยความหนาวจัดทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นจุดดึงดูดสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัส “แสงแรกยามเช้า” พร้อมเก็บภาพความประทับใจของแม่คะนิ้งที่ปกคลุมพื้นที่จนกลายเป็นสีขาว

นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวแล้ว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว-ทุ่งกะมัง ยังเป็นแหล่งอาศัยที่อุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ทั้ง ไก่ฟ้าพญาลอ นกยูง เก้ง กวาง เนื้อทราย กระทิง รวมถึง ช้างป่า จำนวนหลายร้อยเชือก ที่กำลังปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัดนี้ด้วย

โดย…มัฆวาน  วรรณกุล  – อารดา ผู้สื่อข่าวภูมิภาคชัยภูมิ

.

พัทยาเดือด!!! สปาร์ตันไทย รวมพลัง TOA นักวิ่งทั่วโลก 4 พันชีวิตลงชิงชัย

การแข่งขันวิ่งวิบากลิขสิทธิ์ระดับโลก “สปาร์ตันเรซ ไทยแลนด์” เดินทางสู่สนามสุดท้ายของปี กับรายการ “2025 Pattaya Spartan Trifecta Weekend & HH 24HR Presented by TOA” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2568   ณ วิสดอมวัลเลย์ เขาไม้แก้ว เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรภาครัฐและเอกชนอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมนักวิ่งจากทั่วโลกกว่า 4,000 คนเข้าร่วมชิงชัยทุกประเภท เตรียมสร้างสถิติใหม่แห่งปีของอาเซียน

เมื่อวานนี้( 28 พฤศจิกายน2568) ที่โรงแรมอีสต์พาน่า โฮเทล บ่อวิน ศรีราชา โดยมี คุณวัชระ ก้องพลานนท์  ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาการจัดงานเมกะอีเวนท์และเทศกาลนานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ,  คุณทวีเดช ทองอ่อน ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ คุณอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี  พร้อมด้วยผู้บริหารและพันธมิตรหลักของการแข่งขัน ร่วมแถลงข่าวความพร้อมทุกด้านในการจัดแข่งขัน

ภายในงานมีบุคคลสำคัญในวงการสปาร์ตันเรซร่วมแถลงข่าว ได้แก่ คุณบุญเพิ่ม อินทนปสาธน์ CEO บริษัท รันริโอ (ประเทศไทย), Ms. Fusako Kasai International Race Director / Quality Manager, คุณจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), Mr. Ricky Sahni Top ASEAN Elite & SGX Trainer (India), และ คุณศักดิ์ชัย ศิริสวัสดิ์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ Spartan Race Thailand 2025

พร้อมกันนี้ได้มีการมอบของที่ระลึกแก่ผู้สนับสนุนหลัก อาทิ TOA, Shokubutsu, ISUZU, Hooray, JBL, Beanbag, EN-THEORIES, Tigerplast, SUUNTO, aminoVITAL, Cetilar, Ginzy, Pocari Sweat, FightFive, BSM, Wisdom Valley, MPG และ Eastpana Hotel

พัทยาพร้อมเต็มร้อย ปิดฉากซีซั่นสุดยิ่งใหญ่ของ “Amazing Spartan Race Thailand 2025” ซึ่งการแข่งขันในปีนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ, ทีเส็บ (TCEB), กองทัพบก, และ จังหวัดชลบุรี จัดขึ้นใน 5 เมืองหลัก ได้แก่ หัวหิน, เขาใหญ่, ชลบุรี, เชียงใหม่ และพัทยา โดยสนามพัทยาถือเป็นสนามสุดท้ายและยิ่งใหญ่ที่สุดของฤดูกาล สนามนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเส้นทางที่มีความท้าทายสูงสุดของปี ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติของเขาไม้แก้ว เมืองพัทยา ซึ่งผสานความงดงามของภูเขา ป่าไม้ และพื้นที่ท่องเที่ยวเข้ากับความเข้มข้นของการแข่งขันวิ่งวิบากระดับโลกอย่างลงตัว

การแข่งขันครั้งนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 4,000 คน จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ครบทุกประเภทการแข่งขัน ได้แก่
 • Beast 21K (ระยะ 21 กิโลเมตร)
 • Super 10K (ระยะ 10 กิโลเมตร)
 • Sprint 5K (ระยะ 5 กิโลเมตร)
 • Spartan Hurricane Heat 24HR (การทดสอบความแกร่งต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง)

โดยคาดว่าจำนวนผู้เข้าร่วมในสนามพัทยาจะทุบสถิติสูงสุดของสปาร์ตันเรซประเทศไทย และกลายเป็นสนามที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

เตรียมความพร้อมทุกด้าน มาตรฐานสากล สปาร์ตันเรซไทยแลนด์จัดเตรียมความพร้อมอย่างรัดกุม ทั้งด้านเส้นทางการแข่งขัน ระบบความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ควบคุมและจุดบริการน้ำ การแพทย์ฉุกเฉิน ทีมพยาบาล และระบบสื่อสารในสนาม รวมถึงเปิดโซนพิเศษ Spartan Expo และ Spartan Café สำหรับผู้ร่วมงานและผู้ติดตาม

การแข่งขันวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน จะประกอบด้วยประเภท Beast 21K, Sprint 5K และ Hurricane Heat 24HR ส่วนวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน จะเป็นการชิงชัยในประเภท Super 10K และ Sprint 5K ปิดฉากซีซั่นอย่างสมบูรณ์ พร้อมมอบของที่ระลึกให้ผู้พิชิตเส้นชัย ทั้ง Finisher T-Shirt และ Finisher Medal 

ภายในงานยังมีกิจกรรมเสริมสร้างแรงบันดาลใจและความยั่งยืน จากผู้สนับสนุนในโซนเฟสติวัล อาทิ Shokubutsu Men, JBL, FIGHT5, Hooray, Beanbag, Cetilar รวมถึง โรงแรม Eastpana Hotel Bowin Sriracha ที่ให้การสนับสนุนที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน

นอกจากนี้ สปาร์ตันเรซไทยแลนด์ยังร่วมกับ อีซูซุ จัดกิจกรรมอาสาสมัคร “We Care For Tommorow By Isuzu” ในวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน เวลา 14.00 น. เชิญผู้เข้าร่วมร่วมกันเก็บขยะตามเส้นทางแข่งขัน เพื่อรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมรับเสื้อที่ระลึกจากโครงการ

ขายข้าวสด VS แห้ง แบบไหนคุ้มกว่ากัน…!!!

ขายข้าวสดหรือแห้ง แบบไหนคุ้มกว่ากัน มีความน่าสนใจเลยอยากขยายความต่อ เผื่อช่วยชาวนาในการตัดสินเพื่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด 

ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่เกิดขึ้นทำให้ราคาข้าวหอมมะลิถีบตัวสูงขึ้น ณ วันที่ 16/11/68  สกต.สุรินทร์ประกาศซื้อข้าวสด 13 บาท/กก

– ข้าวสด 1 ตัน (1,000 กิโล) โลละ 13 บาท = 13,000 บาท
– ข้าวสด 1 ตัน (1,000 กิโล) ตากแห้งน้ำหนักจะหายไปราว 30% คงเหลือ 700 กิโล
– ข้าวแห้ง 700 กิโล กิโลละ 15 บาท = 10,500 บาท 

ส่วนต่างห่างถึง 2,500 บาท!!! Oh my God!  มาถึงตรงนี้คงสรุปได้ว่าข้าวสดขายแล้วทำกำไรได้มากกว่า แต่!!! ถ้าเราเป็นคนเก๋ รับบทคนชอบตากข้าวและเป็นนักเก็งกำไร ขนาดข้าวสดยังราคาขนาดนี้ถ้าเราชะลอการขายข้าว ต้องทำกำไรได้มากกว่าสิ  ฉะนั้นเรามาคำนวนจุดคุ้มทุนกันต่อว่าต้องขายข้าวแห้งราคาเท่าไรถึงจะเท่าทุนขายข้าวสด 13 บ/โล

– เอาจำนวนเงิน 13,000 หารด้วย 700 = 18.58
– นั่นคือราคาข้าวแห้งต้องดีดตัว 18.58 ถึงจะเท่าทุน อันนี้ยังไม่รวมจ้างตาก ขน ฯลฯ
– หากราคาข้าวปีนี้ ดันไปถึง 19 บาท/กิโล เท่ากับคนตากข้าวขายข้าวแห้งกำลังได้กำไร

สรุปเอาเป็นว่าตัวเลขง่ายๆคือข้าวสดกับข้าวแห้งต้องมีราคาต่างกัน 5.58 บาท คนขายข้าวแห้งถึงจะได้กำไร ถ้าห่างกันไม่เกิน 5.58 บาท ขายข้าวสดคุ้มกว่า