ของดีมหาสารคาม “จิคามา เมจิก” ซีอิ๊วดำหวานจากมันแกว โซเดียมต่ำ ดีคนรักสุขภาพ

มมส. เปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ “จิคามา เมจิก” ซีอิ๊วดำหวานอเนกประสงค์ พลิกโฉม “มันแกว” พืช GI ของดีจังหวัดมหาสารคาม ให้กลายเป็นเครื่องปรุงรสระดับโลก จุดเด่นเป็นซีอิ๊วที่โซเดียมต่ำ ต่ำกว่าซีอิ๊วทั่วไปถึง 90 เท่า เตรียมผลักดันเป็นสินค้าอัตลักษณ์และของฝากประจำจังหวัดมหาสารคาม

ผช.ศ.สิริพร ลาวัลย์ สังกัดภาควิชาเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์

เมื่อเร็วๆนี้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม แถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ “จิคามา เมจิก ซีอิ๊วดำหวานอเนกประสงค์” โดยมีนายขันชัย สีนอร์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานแถลงข่าว พร้อมผู้ช่วยศาสตราจารย์ สิริพร ลาวัลย์ สังกัดภาควิชาเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ,นายสมพร นามพิลา เกษตรจังหวัดมหาสารคาม และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณีรัตน์ วงษ์ซิ้ม หัวหน้าหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สิริพร ลาวัลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยี มมส ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ เปิดเผยว่า คณะนักวิจัยได้นำมันแกว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดมหาสารคาม มาผ่านกระบวนการหมักแบบ Accelerated Fermentation จนสามารถแปรรูปเป็นซีอิ๊วดำหวานที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างโดดเด่น หัวใจหลักของ “จิคามา เมจิก” คือคุณสมบัติ “โซเดียมต่ำ” โดยผลิตภัณฑ์มีปริมาณโซเดียมเพียง 6.12 mg% หรือประมาณ 1.24 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนโต๊ะ ซึ่งต่ำกว่าซีอิ๊วดำหวานทั่วไปถึง 40-90 เท่า นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ หรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการบริโภคโซเดียม รสชาติและเนื้อสัมผัสมีลักษณะข้นหนืดเล็กน้อย ให้รสชาติเค็มหวานกลมกล่อมจากสมุนไพรจีนและความหวานแหลมของไซรัปมันแกว

ความอเนกประสงค์ในการใช้งาน สามารถใช้เป็นซอสจิ้ม, ใช้ผัด, ใช้หมักอาหารโดย ไม่เกิดการไหม้ของน้ำตาลเมื่อนำไปทอด และยังสามารถใช้เพิ่มสีสันและกลิ่นหอมในเมนูบะหมี่หรือก๋วยเตี๋ยวได้อย่างลงตัว

ขณะที่นายสมพร นามพิลา เกษตรจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า แนวนโยบายของจังหวัดมหาสารคามได้เข้าไปร่วมมือกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เช่นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่มันแกวอินทรีย์และผัก อำเภอกุดรัง เพื่อยกระดับมันแกว GI ให้เป็นของฝากประจำจังหวัด โดยมีการเปิดตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้มันแกวสดใหม่ คุณภาพดี ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค

เช่นเดียวกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณีรัตน์ วงษ์ซิ้ม หัวหน้าหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มมส กล่าวว่า การสนับสนุนทุนและกระบวนการเข้าถึงนวัตกรรมเพื่อให้เทคโนโลยีการแปรรูปนี้สามารถเผยแพร่และนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างกว้างขวาง

การพัฒนา “จิคามา เมจิก” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันมันแกว GI ให้เป็นที่รู้จักและยกระดับมูลค่าเพิ่มของพืชเกษตรในพื้นที่ เป็นการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และสร้างชื่อเสียงใหม่ให้กับจังหวัดมหาสารคามได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

ผู้สนใจสามารถติดต่อสั่งจองและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สิริพร ลาวัลย์ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โทรศัพท์ 09-4195-2562 หรือ 08-9279-4564

ขบวนนางรำกว่า 5 หมื่นชีวิตร่วมรำบวงสรวง 10 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฉลอง 228 ปีขอนแก่น

ประชาชนชาวขอนแก่นกว่า 5 หมื่นชีวิตร่วมรำบวงสรวง 10 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฉลอง 228 ปี-อาลัยพระพันปีหลวง

นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นำหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้า ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ร่วมพิธีบวงสรวงสักการะ 10 สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองขอนแก่น เพื่อความเป็นสิริมงคล ฉลองขอนแก่นครบ 228 ปี” เนื่องในงานเทศกาลไหมนานาชาติ ประเพณีผูกเสี่ยว และงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด ร้อยเรียงไหม ร้อยรวมใจ น้อมแสดงความอาลัยถวายแด่พระพันปีหลวง โดยมีนายรำ นางรำ รวมกว่า 50,228 คน ที่ศาลหลักเมืองขอนแก่น

การรำบวงสรวงในปีนี้เป็นไปอย่างพร้อมเพรียงและงดงาม โดยผู้รำชายแต่งกายด้วยเสื้อสีขาว กางเกงสีดำหรือสีเข้ม คาดเอวด้วยผ้าสีดำ ส่วนผู้รำหญิงสวมเสื้อสีขาว ผ้าซิ่นเข้ม พร้อมสไบสีดำและติดดอกคูณด้านซ้ายตามเอกลักษณ์ของเมืองขอนแก่น เพือน้อมถวายความอาลัยแด่พระพันปีหลวง

นายขจรเกียรติ กล่าวว่า สำหรับวันที่ 29 พ.ย. ขอนแก่นเตรียมเปิดงานเทศกาลไหมนานาชาติ ประเพณีผูกเสี่ยว และงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น ประจำปี 2568 อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อสืบสานมรดกภูมิปัญญาผ้าไหมมัดหมี่ เชิดชูวัฒนธรรมท้องถิ่น และขับเคลื่อนอัตลักษณ์ เมืองศูนย์กลางอีสาน ให้โดดเด่นในระดับประเทศและนานาชาติ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมจำนวนมาก ช่วยสร้างความคึกคักและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดตลอดช่วงเทศกาลอย่างต่อเนื่อง

นายกฯหนู คลอด 8 มาตรการฟื้นฟูชีวิตคนหาดใหญ่ ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

“อนุทิน” เปิด 8 มาตรการฟื้นฟูผู้ประสบภัยหาดใหญ่ -พักหนี้ พักเงินต้น พักดอกเบี้ยลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์-ธนาคารรัฐ รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท 1 ปี -ให้เงินกู้เพื่อการยังชีพและประกอบอาชีพ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟูผู้ประสบภัยให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งเตรียมออก 8 มาตรการฟื้นฟูชีวิตคนหาดใหญ่และผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ ดังนี้

1. พักหนี้ พักเงินต้น พักดอกเบี้ย สำหรับลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 1 ปี

2. ให้เงินกู้เพื่อการยังชีพและประกอบอาชีพ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน โดยธนาคารของรัฐ (ระยะเวลาเงินกู้ 3 ปี)

3. ให้เงินกู้เพื่อการซ่อมแซมที่พักอาศัย 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 1 ปี โดยธนาคารของรัฐ (ระยะเวลาเงินกู้ 3 ปี)

4. ให้บริษัทประกันภัยรถยนต์ จ่ายชดเชยความเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยลดขั้นตอน อำนวยความสะดวกให้ประชาชน

5. ให้สำนักงานประกันสังคม “จ่ายชดเชยสูงสุดทุกกรณี” แก่ผู้ประกันตน

6. จ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้ รายละ 2,000,000 บาท ในพื้นที่ที่ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

7. สำหรับผู้ประกอบการ SMEs รัฐบาลจะจัดมาตรการช่วยเหลือ สนับสนุน ฟื้นฟูธุรกิจให้เป็นกรณีพิเศษโดยเร็วที่สุด

8. รัฐบาลจะสนับสนุนมาตรการทางภาษี และการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่หาดใหญ่และพื้นที่ประสบภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และดึงนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้จ่ายให้มากที่สุด

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งรัดการฟื้นฟูเมืองและฟื้นฟูชีวิต ให้การสนับสนุน อำนวยความสะดวกทุกประการ เพื่อให้คนหาดใหญ่และผู้ประสบภัยทุกท่านกลับมาสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด

สืบสานประเพณี “ตากสินมหาราชานุสรณ์”เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากฯอย่างยิ่งใหญ่อลังการ

พ่อเมืองตาก-นายก.อบจ.ตาก เตรียมจัดงานประเพณีตากสินมหาราชานุสรณ์ ประจำปี 2568-2569 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและสืบสานศิลปวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น-อบจ.ตาก อย่างยิ่งใหญ่อลังการ

เมื่อค่ำคืนวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568. ที่ผ่านมา นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก พร้อมด้วยนางอัจฉรา ทวีเกื้อกูลกิจ “นายกจอย” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ตาก ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานตากสินมหาราชานุสรณ์ประจำปี 2568 – 2569 โดยมีนายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ “ผู้ช่วยเฟริ์ส” กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ , นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา, นายประเดิม เดชายนต์บัญชา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง

เช่น ฝ่าบปกครอง, การท่องเที่ยว,วัฒนธรรม, ตำรวจ, ทหาร และสื่อมวลชน แขนงต่างๆ ทั้งสื่อออนไลน์ วิทยุ โทรทัศนฺ หนังสือพิมพ์ เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนมาก ที่บริเวณศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อ.เมืองตาก จ.ตาก ซึ่งการจัดงานในปี 2568/2569 อบจ.ตาก ได้มอบเงินสนับสนุนให้ฝ่ายปกครองจังหวัดตาก จำนวน 2,300,000 บาท (สองล้านสามแสนบาท) เพื่อให้งานประเพณีตากสินมหาราชานุสรณ์ ยิ่งใหญ่ อลังการ ดึงดูดประชาชน และนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ให้มาท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้ในพื้นที่

โดยจังหวัดตากได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดตากจัดงานประเพณีงานตากสินมหาราชานุสรณ์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี มีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย ให้คงความเป็นไทยจนถึงทุกวันนี้ และเพื่ออนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมจารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดตาก สำหรับกิจกรรมภายในงานมีทั้งกิจกรรมด้านประเพณี วัฒนธรรมและการส่งเสริมเศรษฐกิจภายในชุมชนท้องถิ่น อาทิ ขบวนเทิดพระเกียรติฯ ชมการแสดงแม่ไม้มวยไทย จากบัวขาว บัญชาเมฆ 

การแสดงโขนจากโรงเรียนราษฏร์วิทยา (ตี่มิ้ง) การแสดงแสง สี เสียง เทิดพระเกียรติฯ ประกวดธิดาลูกหลานพระเจ้าตาก ประกวดร้องเพลงลูกทุ่งดาวรุ่งท้องที่ท้องถิ่น ประกวด TO BE NUMBER ONE IDOL TAK การเดินแบบผ้าไทย นิทรรศการ “ภาพเก่า เล่าเรื่องเมืองตาก” กิจกรรม “อาหารพื้นถิ่น กลิ่นอายบ้านเกิด” การแสดงสิงโตมังกร การแสดงงิ้ว รวมไปถึงการออกร้านมัจฉากาชาด

และออกรางวัลสลากกาชาด ของเหล่ากาชาดจังหวัดตาก เพื่อหารายได้สมทบทุนกิจกรรมสาธารณกุศลของเหล่ากาชาด ทั้งนี้มีกำหนดจัดงานฯ ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ถึง วันที่ 3 มกราคม 2569 ณ บริเวณศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก

.

มหานทีจาก “หาดใหญ่”คืนสู่ภาวะปกติ ทิ้งไว้แต่คราบน้ำตา ความหายนะ

หลังระดับน้ำลดลง “หาดใหญ่”กลับคืนสู่สภาวะปกติ หลังเกิดมหาอุทกภัย ทิ้งไว้แต่คราบน้ำตาจากความเสียหายมหาศาล ซึ่งความเสียหายครั้งนี้จะพบเห็นตลอดแนวถนนและย่านการค้าสำคัญของตัวเมืองหาดใหญ่

นอกจากนี้ถนนหลายสายยังเต็มไปด้วยโคลน เศษซากสิ่งปลูกสร้าง และขยะจำนวนมาก เช่นเดียวกับรถยนต์จำนวนมากยังติดค้างอยู่ตามจุดที่ถูกน้ำท่วมหนัก⁣

แม้ว่ามหาอุทกภัยครั้งนี้น้ำลดลงจนเห็นพื้นถนน แต่สภาพโดยรวมยังคงสะท้อนความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการและประชาชนออกมาสำรวจร้านค้าและบ้านเรือนของตัวเอง

ขณะเดียวก็พยายามเคลียร์เส้นทางเพื่อให้การสัญจรกลับมาเป็นปกติท่ามกลางสภาพพื้นที่ที่ยังเฉอะแฉะและเกลื่อนด้วยเศษขยะที่ถูกพัดพามากับกระแสน้ำ⁣

ขณะที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เผยภาพหลังสถานการณ์ระดับน้ำลดเกือบปกติ แต่เต็มไปด้วยซากความเสียหาย ซึ่งเราชาวโรงพยาบาลหาดใหญ่จะเร่งฟื้นฟูอย่างเต็มกำลังความสามารถ

.

“ยิมนาสติก” โชว์ความแข็ง “คณะกรรมาธิการกีฬาฯ” คาดกวาด 5 เหรียญ

“ยิมนาสติกส์” โชว์ความเข้มแข็งผสมผสานสนุกสนาน ให้คณะของ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา , ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา , คณะอนุกรรมาธิการศึกษากฏหมายท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา และประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา ได้ชมพร้อมย้ำชัดเป้าหมาย 5 เหรียญทอง

ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา , ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา , คณะอนุกรรมาธิการศึกษากฏหมายท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา และประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา พร้อมด้วย น.ส.สิริรัตน์ ราวินิจ รองเลขาธิการมูลนิธิฯ , น.ส.ปัญจรีย์ ราวินิจ เหรัญญิกมูลนิธิฯ และสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมการฝึกซ้อมนักกีฬายิมนาสติกส์ทีมชาติไทยชาย-หญิง ชุดสู้ศึกมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33  ที่ สโมสรจินตนายิมส์ ซ.เพชรเกษม 81 สถานที่เก็บตัวฝึกซ้อมนักกีฬายิมนาสติกส์ทีมชาติไทยโดยมีนาวาเอกวัลลภ ชื่นเจริญสุข เลขาธิการสมาคมกีฬายิมนาสติกส์แห่งประเทศไทย , นางสาวกนกรัตน์ ตันติกรพรรณ รองเลขาธิการฯ , ผู้ฝึกสอน และนักกีฬายิมนาสติกส์ศิลป์ชาย 3 หญิง 3 นักกีฬายิมนาสติกลีลาประเภทบุคคล 2 คน และนักกีฬายิมนาสติกส์แอโรบิก 4 คนให้การต้อนรับ ส่วนนักกีฬายิมนาสติกลีลากรุ๊ปอีก 4 คนเดินทางไปเก็บตัวฝึกซ้อมที่ประเทศรัสเซีย จากนั้นนาวาเอกวัลลภ เลขาธิการสมาคมกีฬายิมนาสติกฯ เชิญคณะของ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ และคณะสื่อมวชนชมความสามารถของนักกีฬายิมนาสติกส์ทีมชาติไทยทั้ง 3 ประเภท ซึ่งน้องๆนักกีฬาต่างแสดงศักยภาพอย่างสุดความสามารถจนได้รับเสียงปรบมือเป็นกำลังใจตลอดเวลาของการฝึกซ้อม

จากนั้น ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ได้มอบกระเช้าผลไม้ และเงินสนับสนุนการฝึกซ้อมจำนวน 20,000 บาท พร้อมให้โอวาทแก่นักกีฬายิมนาสติกส์ทีมชาติไทย “โดยขอให้นักกีฬายิมนาสติกส์ทุกคนมีความระมัดระวังในเรื่องของอาการบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม ขอให้เก็บพลกำลังและความตั้งใจทั้งหมดไปโชว์พลังแห่งนักกีฬาไทย ในช่วงของการแข่งขัน และตั้งใจทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยในสนามแข่งขันกีฬาซีเกมส์ เพื่อสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้กับตัวเองและครอบครัว รวมถึงคนไทยทั้งประเทศ ผมในนามของมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา รวมถึงกรรมการบริหารทุกท่าน จะร่วมส่งแรงใจไปเชียร์ให้น้องๆทุกคนประสบความสำเร็จในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์เช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ

ด้านนาวาเอกวัลลภ ชื่นเจริญสุข เลขาธิการสมาคมกีฬายิมนาสติกส์ แห่งประเทศไทย กล่าวขอบคุณคณะของ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่เดินทางมาเยี่ยมชมการฝึกซ้อมและมอบเงินสนับสนุนให้กำลังใจแก่นักกีฬายิมนาสติกส์ทีมชาติไทย พลังบวกจาก ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ และคณะถือเป็นกำลังใจที่ดีกับนักกีฬายิมนาสติกส์ชุดสู้ศึกซีเกมส์ทุกคนอย่างแน่นอน

นางสาวกนกรัตน์ ตันติกรพรรณ รองเลขาธิการสมาคมกีฬายิมนาสติกฯ กล่าวย้ำยังคงมั่นใจว่าสมาคมฯจะทำเป้าที่ประเมินไว้ 5 เหรียญทอง ส่วนช่วง 10 วันสุดท้ายก่อนแข่งขันก็ยังคงเน้นการฝึกซ้อมความต่อเนื่องของท่า เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด พร้อมหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บในการฝึกซ้อม

ในขณะที่ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ กล่าวว่า” ตนเองและคณะเดินทางมาเยี่ยมชมและให้กำลังใจกับสมาคมกีฬายิมนาสติกส์ เป็นสมาคมกีฬาที่ 10 แล้วมองเห็นทุกความทุ่มเทของผู้บริหารสมาคมกีฬาทุกท่าน มองเห็นการทำงานอย่างหนักของทีมงานผู้ฝึกสอนที่ต้องเข้มงวดกับการแก้ไขข้อบกพร่องให้น้องๆนักกีฬา และมองเห็นความเสียสละของนักกีฬาทีมชาติไทยในการฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขัน ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ทำเพื่อประเทศไทยอย่างเต็มที่ ในส่วนของ 10 ชนิดกีฬาที่ย้ายจากสงขลามาจัดแข่งขันที่กรุงเทพฯและชลบุรี และกรรมการจัดการแข่งขันต้องบริหารจัดการช่วงเวลา 10 วันที่เหลือให้คุ้มค่าที่สุด สนามกีฬา-โรงแรมที่พัก-สนามซ้อม-การเดินทาง และสิ่งอำนวยความสะดวกของนักกีฬาทุกชาติทั้ง 10 ชนิดกีฬาต้องพร้อมที่สุด เพราะทั้งหมดคือชื่อเสียงและหน้าตาของประเทศไทย

นายศุภชีพ บ่าวเบ็ญหมัด นักกีฬายิมนาสติกส์ศิลป์ชายทีมชาติไทยจากสงขลาวัย 23 ปี กล่าวกับสื่อมวลชนถึงความมั่นใจในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้ว่า มีการเตรียมตัวฝึกซ้อมมาอย่างดี และมุ่งมั่นจะคว้าเหรียญใดเหรียญหนึ่งมาครองให้ได้ ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่สงขลาบ้านเกิดทางครอบครัวแน่นอนว่าได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ก็สบายใจที่ติดต่อกับครอบครัวได้แล้ว ขอให้ทุกคนอดทนให้เหตุการณ์ร้ายนี้ผ่านพ้นไป ตนเองขอให้พี่น้องชาวสงขลาและชาวใต้ทุกคนเข้มแข็งครับ

รวบแก๊งสแกมเมอร์อ้าง “โดนัลด์ ทรัมป์”ตุ๋นลงทุนเสนอผลตอบแทน20 เท่าเหยื่อสูญกว่า 13 ล้านบาท

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้ปฏิบัติการเข้าจับกุมผู้ต้องหา 6 ราย ที่ร่วมกันก่อเหตุหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนในโครงการที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับ “กองทุนน้ำมันประเทศไนจีเรีย” โดยใช้เอกสารปลอมที่มีลายเซ็นของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความน่าเชื่อถือ เสนอผลตอบแทนสูงถึง 20 เท่า ทำให้มีผู้เสียหายกว่า 15 ราย สูญเงินรวมกว่า 13 ล้านบาท

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยชุดปฏิบัติการ กก.4 บก.ปอศ. สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาพระโขนงได้ 6 ราย ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ขอนแก่น, อำนาจเจริญ, อุบลราชธานี, ปทุมธานี และนนทบุรี

ประกอบด้วย 1.นายอธิณัฏฐ์ฯ (ตัวการหลัก อ้างเป็นเจ้าของกองทุนน้ำมัน) 2.นางสาวณันนภัชสรณ์ฯ หรือมาดามเมตตา (ร่วมอ้างเป็นเจ้าของกองทุน) 3.นางเข็มทองฯ (ดูแลการเงิน/เจ้าของบัญชีรับโอน) 4.นางสาวปรานิศาฯ (หัวหน้ากลุ่มไลน์ลงทุน) 5.นายถาวรฯ (หัวหน้ากลุ่มไลน์ลงทุน) 6.นางอนุภาฯ (พิธีกรดำเนินรายการชักชวนระดมทุน)ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ”

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดพยานหลักฐานสำคัญ 5 รายการ รวม โทรศัพท์มือถือ 8 เครื่อง, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค 3 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคาร 22 เล่ม และที่สำคัญที่สุดคือ เอกสารปลดอายัดเงินมูลค่า 783,800,000 USD ของสหรัฐอเมริกา ที่ปรากฏลายเซ็นของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ จำนวน 1 ฉบับ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

พฤติการณ์ของกลุ่มมิจฉาชีพคือ การตระเวนจัดงานชักชวนระดมทุนตามโรงแรมในต่างจังหวัด โดยอ้างตนว่าเป็นนักธุรกิจใหญ่ เป็นเจ้าของกองทุนน้ำมันประเทศไนจีเรีย มีแผนนำเงินเข้าไทยและต้องระดมทุนเพื่อดำเนินโครงการให้สำเร็จ 
-สร้างความน่าเชื่อถือ นำเอกสารปลอม เช่น หนังสือรับรองการปลดอายัดเงินจากสหรัฐฯ ที่มีลายเซ็นโดนัลด์ ทรัมป์, หนังสือรับรองความเป็นเจ้าของทองคำทั่วโลกที่มีลายน้ำพิเศษ และเอกสารยอดเงิน 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐจากธนาคาร HSBC ประเทศจีน มาแสดง

-เสนอผลตอบแทน ชักชวนให้ลงทุน โดยเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติ ถึง 20 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน 

-เรียกเก็บค่าธรรมเนียม เมื่อถึงกำหนดจ่ายผลตอบแทน ผู้ต้องหาจะบ่ายเบี่ยงและอ้างเหตุขัดข้อง โดยเรียกเก็บเงินเพิ่มจากผู้เสียหายเป็นค่าภาษี, ค่าธรรมเนียม, และค่าทนายสากล ทำให้เหยื่อบางรายหมดเนื้อหมดตัว ต้องกู้เงินมาลงทุนต่อ

ต่อมาผู้เสียหายได้นำเอกสารไปตรวจสอบที่สถานทูตไนจีเรีย พบว่าเป็น เอกสารปลอมทั้งหมด จึงได้เข้าแจ้งความต่อ กก.4 บก.ปอศ.

จากการสืบสวนเส้นทางการเงิน ตำรวจพบว่า กลุ่มผู้ต้องหามีบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องถึง 22 บัญชี และมีเงินหมุนเวียนกว่า 150 ล้านบาท โดยเงินที่ได้รับจากผู้เสียหายจะถูกโอนต่อเป็นทอดๆ และปลายทางของเงินส่วนใหญ่ถูกนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผลต่อไป

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมาย

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการลงทุนกับบริษัทหรือกลุ่มบุคคลที่อ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นอัตราที่ผิดปกติและเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยมิจฉาชีพมักใช้กลโกงต่างๆ เช่น การอ้างชื่อกองทุนต่างประเทศ หน่วยงานรัฐ หรือองค์กรสากลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

191 สนธิกำลังทำหาร รวบเครือข่ายยาเสพติดภาคเหนือ ยึดยาบ้า 5 ล้านเม็ด

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2568 ทึ่ อาคารศึกษาอบรม กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) หรือ 191 พล.ต.ท.สยาม  บุญสม ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.วรวิทย์  ญาณจินดา ผบก.สปพ. ร่วมเเถลงผลการปฏิบัติ บก.สปพ. จับกุมนายสมนึก ศึกสกุล อายุ 42 ปี สมุนเครือข่ายยาเสพติดภาคเหนือ พร้อมตรวจยึดของกลางยาบ้า จำนวน 5,000,000 เม็ด และรถบรรทุก 12 ล้อ ยี่ห้อฮีโน่ สีเขียว ทะเบียน 72-7130 สระบุรี ที่ใช้บรรทุกยาเสพติดมา โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณถนนหน้า ม.มหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ ต.เขาทอง อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์

สำหรับการตจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจากชุดสืบสวน 191 และหน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบกได้ขยายผลการจับกุมผู้ต้องหาลักลอบยาเสพติดโดยครั้งนั้นตรวจยึดยาบ้าได้ 7 ล้านเม็ด จึงได้ทำการสืบสวนมากระทั่งพบว่าจะมีการลำเลียงขนยาเสพติดจากทางภาคเหนือมาจำหน่ายยังภาคกลาง โดยใช้รถบรรทุกสิบสองล้อแบบมีคอกโดยใช้พืชผลทางการเกษตรประเภทข้าวอำพรางตบตาเจ้าหน้าที่ จึงได้วางกำลังเข้าสังเกตการณ์ตามเส้นทางตั้งแต่จ.ลำปาง จนเข้ามาในบริเวณพื้นที่ จ. นครสวรรค์ กระทั่งพบความผิดปกติเมื่อรถต้องสงสัยขับเปลี่ยนเส้นทาง โดยใช้ถนนเส้นทางรองมุ่งหน้ามายังต.เขาทอง อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ลัดเลาะไปตามหมู่บ้าน ซึ่งผิดวิสัยที่รถบรรทุกคันใหญ่จะเข้าไปได้ โดยมุ่งหน้าจึงได้ทำการสะกดรอยติดตาม ก่อนแสดงตัวตรวจค้น

จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวน 25 กระสอบถูกซุกซ่อนโดยกระสอบข้าวเหนียวมาปิดบังอำพรางอยู่ด้านท้ายกระบะ จึงแสดงตัวจับกุม สอบสวนให้การรับสารภาพว่า ได้มีคนว่าจ้างให้ขนยาเสพติดดังกล่าวจาก อ.ฝาง จ.เชียงใหม่  ไปส่งตามจุดต่างๆ ในพื้นที่จ.นครสวรรค์ โดยทำมาแล้วสองครั้ง โดยครั้งแรกได้ค่าจ้าง 3000 บาทส่วนครั้งนี้ยังไม่ได้รับค่าจ้างแต่อย่างใด

เบื้องต้นจึงแจ้งข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

เช็คอินทุ่งทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหงรับลมหนาวเมืองปทุมธานี

ผู้ว่าฯ ปทุมธานี ชวนสัมผัสทุ่งทานตะวันรับลมหนาว  “ทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง ครั้งที่ 6”  เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน ณ บริษัท ซีพีแรม จำกัด สำนักงานใหญ่ ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว

เมื่อวันที่28 พ.ย.68 เวลา 09.00 น. นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี  เป็นประธานเปิดงาน “ทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง ครั้งที่ 6” โดยมี นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยผู้บริหาร บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM)  นายปรัชญา สุวรรณทา นายอำเภอลาดหลุมแก้ว  หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชน เข้าร่วมพิธีเปิด ณ บริษัท ซีพีแรม จำกัด สำนักงานใหญ่ ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี

 นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า “งานทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง ในวันนี้ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 นับเป็นสิ่งที่ดียิ่งที่ภาคเอกชนได้จัดงานดังกล่าวขึ้น จนนับเป็นงานประจำปีของชาวปทุมธานีก็ว่าได้ เป็นงานที่กระตุ้นการท่องเที่ยวท้องถิ่น ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นในชุมชนเป็นอย่างดี รวมถึงช่วยพัฒนาความเข้มแข็งให้กับชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวพื้นถิ่นปทุมธานี

สร้างช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร ส่งเสริมและสนับสนุนชุมชน ในการนำความรู้และทรัพยากรในพื้นที่มาผลิตเป็นสินค้าและบริการ ให้ชุมชนสามารถสร้างรายได้ และยกระดับชุมชนให้มีความเข้มแข็ง พัฒนาช่องทางการตลาดเชื่อมโยงกับระบบพาณิชย์ สร้างพลังสังคม พลังชุมชน และสร้างการเรียนรู้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี”

ด้านนายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า “ซีพีแรม เป็นองค์กรที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วกันว่า เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ มีดินดี มีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้มีผลิตผลทางการเกษตรที่หลากหลายและมากมาย บริษัท ซีพีแรม จำกัด เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทาน ได้เล็งเห็นความสำคัญของเกษตรกรรม ซึ่งเป็นฐานรากของห่วงโซ่อุปทานอาหาร

โดยได้จัดตั้ง “ศูนย์วิชาการเกษตร ซีพีแรม” ขึ้น ดำเนินการศึกษาและทดลองด้านการเกษตร เพื่อนำเอาองค์ความรู้ถ่ายทอดและส่งเสริมเกษตรกร โครงการทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง ครั้งที่ 6 นี้ เป็นโครงการที่สร้างความสุข และให้ความรู้แก่ชุมชนและสังคม

โดยทุกท่านสามารถมาชมและถ่ายรูปสวย ๆ งาม ๆ เป็นที่ระลึก ร่วมกับดอกทานตะวันและไม้ดอกนานาพันธุ์ สามารถมาศึกษาความรู้ด้านการเกษตรจากแปลงสาธิตการเกษตร โครงการยังส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน โดยมีร้านค้าชุมชนมาร่วมจำหน่ายผลิตผลของชุมชนอีกด้วย นับเป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวตามฤดูกาลอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดปทุมธานี”

ผู้ที่สนใจสามารถเที่ยวชมงาน “ทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง ครั้งที่ 6” ในทุ่งทานตะวันสีสันสดใส บนเนื้อที่กว่า 5 ไร่ ได้ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 เวลา 08.00 น. – 18.00 น. ณ บริษัท ซีพีแรม จำกัด สำนักงานใหญ่ ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสามารถปักหมุดพิกัดเดินทางได้ตามลิงก์ [https://maps.app.goo.gl/WtN1ehoWjEDKMHh46]

ปราจีนบุรีเย็นยะเยือก ชาวกบินทร์บุรีต้องก่อไฟผิงคลายหนาวร่างกาย

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี พบสภาพอากาศหนาวเย็นต่อเนื่องมา2-3วันนี้   ล่าสุดชาวบ้านหลายพื้นที่ใน ต.ลาดตะเคียนอ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีต้องลุกออกมาก่อไฟฝิงแก้หนาวช่วงค่อนสว่างเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นคลายความหนาวเย็น 

นางสาวพรทิพย์ ดุษิต แม่ค้าข้าวแกงบอกว่ากลางคืนอากาศหนาวเย็นมา1-2วันแล้วจึงต้องลุกออกมาก่อไฟฝิงแก้หนาวก่อนที่จะเตรียมตัวทำอาหาร อากาศหนาวเย็นในระยะนี้ดูแลตัวเองใส่เสื้อผ้าหนาๆเพื่อความอบอุ่นของร่างกาย และป้องกันการเจ็บป่วย

และยังพบว่าต่างหมู่บ้านก็ทนหนาวไม่ไหวพากันลุกออกมาก่อไฟฝิงแก้หนาว โดยเฉพาะผู้สูงอายุแม้จะใส่เสื้อหน้ากันหนาวแต่ก็ยังต้องลุกออกมาฝิงไฟแก้หนาว หน่มสาวโรงงานก่อนที่จะขี่รถจักรยานยนต์ไปทำงานก็ต้องฝิงไฟแก้หนาวก่อน

นางสนิม ปลั่งประมูล ชาวบ้านบ่อตาดำ หมู่ที่ 2 กล่าวว่า  อากาศหนาวเย็นมาหลายวันแล้ว โดยเฉพาะตอนรุ่งสางจะหนาวเย็นมาก จึงต้องลุกมาฝิงไฟแกหนาวหน้าหนาวต้องดูแลตัวเองโดยใส่เสื้อผ้ากันหนาว การก่อไฟฝิงแก้หนาวนั้นช่วยป้องกันหนาวได้ดี ชาวบ้านตามชนบทจึงต้องหาฟืนมาเตรียมไว้ก่อไฟฝิงในช่วงค่ำและช่วงค่อนสว่าง เฉลี่ยอุณหภูมิในช่วงเย็นและเช้าอยู่ที่ 15-18 องศาเซลเซียส

โดย… มานิตย์  สนับบุญ-ข่าว/ทองสุข สิงห์พิมพ์-ภาพ/ปราจีนบุรี  ###

.