มหาอุทกภัยภาคใต้’รฟท.’ แจ้งงดเดินขบวนรถท้องถิ่น 16 ขบวน

รฟท. แจ้ง น้ำท่วมภาคใต้ ระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับเปลี่ยนสถานีต้นทาง – ปลายทาง และงดเดินขบวนรถท้องถิ่น 16 ขบวน ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย. 68 จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. รายงานสถานการณ์ความคืบหน้าน้ำท่วมทางรถไฟในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ที่ยังคงมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะขยายเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ทางรถไฟที่ได้รับความเสียหายก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ยังคงไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบความเสียหายได้ ดังนั้น การรถไฟฯ จึงมีความจำเป็นต้องประกาศแจ้งปรับเปลี่ยนสถานีต้นทาง – ปลายทาง และงดเดินขบวนรถท้องถิ่น (สายใต้) จำนวน 16 ขบวน เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร ดังนี้

1. ปรับเปลี่ยนต้นทางปลายทาง จำนวน 4 ขบวน ประกอบด้วย
– ขบวนรถท้องถิ่นที่ 447/448 สุราษฎร์ธานี – สุไหงโกลก – สุราษฎร์ธานี ปรับเปลี่ยนเป็น สุราษฎร์ธานี – ทุ่งสง – สุราษฎร์ธานี
– ขบวนรถท้องถิ่นที่ 445/446 ชุมพร – ชุมทางหาดใหญ่ – ชุมพร ปรับเปลี่ยนเป็น ชุมพร – ทุ่งสง – ชุมพร

2. งดเดินขบวนรถ จำนวน 12 ขบวน ประกอบด้วย
– ขบวนรถท้องถิ่นที่ 451/452 นครศรีธรรมราช – สุไหงโกลก – นครศรีธรรมราช
– ขบวนรถท้องถิ่นที่ 453/454 ยะลา – สุไหงโกลก – ยะลา
– ขบวนรถท้องถิ่นที่ 455/456 นครศรีธรรมราช – ยะลา – นครศรีธรรมราช
– ขบวนรถท้องถิ่นที่ 463/464 พัทลุง – สุไหงโกลก – พัทลุง
– ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 947/948 ชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ – ชุมทางหาดใหญ่
– ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 949/950 ชุมทางหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ – ชุมทางหาดใหญ่

ขณะเดียวกัน ได้ให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำและปริมาณฝนตกอย่างใกล้ชิด โดยให้ฝ่ายการช่างโยธา และนายสถานีในพื้นที่ได้เฝ้าระวังประเมินและแก้ไขสถานการณ์อย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์ ตลอดจนให้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ มาตรการด้านความปลอดภัย  และให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหากระดับน้ำลดลงแล้วให้เร่งดำเนินการซ่อมปรับปรุงสภาพทางเพื่อเปิดการเดินรถได้ตามปกติโดยเร็ว อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยในการเดินทางแก่ผู้โดยสารให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด  

อย่างไรก็ตาม การรถไฟฯ ขอแนะนำให้ผู้โดยสารตรวจสอบข้อมูลการเดินรถก่อนออกเดินทางผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของ รฟท. พร้อมขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้

ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบเวลาและตำแหน่งขบวนรถแบบเรียลไทม์ได้ทาง https://ttsview.railway.co.th/v3/floodingNST/ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานีรถไฟทั่วประเทศ และศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

TAGS: #น้ำท่วมภาคใต้ #รฟท. #น้ำท่วม #การรถไฟ #การรถไฟแห่งประเทศไทย #น้ำท่วมหาดใหญ่

ขนมหม้อแกงเมืองเพชรเตรียมขึ้นเล้าจ์การบินไทย ดันของดีเพชรบุรีสู่สากล

สส.เพชรบุรีจับมือภาคเอกชน หารือการบินไทย พบมีแนวโน้มสูงนำขนมหม้อแกงขึ้นเสิร์ฟในเล้าจ์ ถือเป็นก้าวใหญ่ผลักดัน Soft Power ไทยและโปรดักต์ท้องถิ่นสู่สายตานักเดินทางทั่วโลก

นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ส.ส.เพชรบุรี ร่วมกับ นายประวิทย์ เครือทรัพย์ ผู้บริหารบริษัท เพชรบุรี ไทยดีเสิร์ท จำกัด และเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี ได้เข้าหารือกับนายนพดล เตี้ยบำรุงญาติ กรรมการผู้จัดการฝ่ายภาคพื้นของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อผลักดันให้ “ขนมหม้อแกง” ของดีขึ้นชื่อเมืองเพชร และขนมหวานตระกูลเมืองเพชรบุรี ได้ถูกนำไปให้บริการเป็นอาหารรองรับในห้องรับรองพิเศษ (เล้าจ์) ของการบินไทย

นางธิวัลรัตน์ เปิดเผยหลังการหารือว่า โครงการมีความเป็นไปได้สูงและขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการ หากสำเร็จจะถือเป็นการยกระดับขนมหม้อแกงจากสินค้าท้องถิ่นสู่ Soft Power ของจังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยให้ผู้โดยสารทั้งไทยและต่างชาติได้รู้จักรสชาติความอร่อยแบบบ้าน ๆ ที่อยู่คู่คนเพชรมายาวนาน

ปัจจุบัน ขนมหม้อแกงของจังหวัดเพชรบุรีได้รับการยกระดับมาตรฐานการผลิต มีบรรจุภัณฑ์ทันสมัย และวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นแล้ว แต่การเดินทางเข้าสู่เล้าจ์ของการบินไทย จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้แบรนด์ท้องถิ่นเข้าถึงตลาดระดับสากลมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้โดยสารพรีเมียมและนักเดินทางต่างประเทศที่มักให้ความสนใจสินค้าไทยที่มีเรื่องราวเฉพาะถิ่น

“ชาวบ้านและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างคาดหวังว่า หากโครงการสำเร็จ จะช่วยเปิดประตูเศรษฐกิจใหม่ให้จังหวัดเพชรบุรี สร้างรายได้ให้ผู้ผลิตท้องถิ่น และทำให้คนทั่วโลกได้ลิ้มลองรสชาติ “หม้อแกงเมืองเพชร” ที่ขึ้นชื่อทั้งความหอม หวานมัน และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น”สส.เพชรบุรีกล่าว

นางธิวัลรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ต้องขอขอบคุณการบินไทยที่เปิดโอกาสให้สินค้าท้องถิ่นมีเวทีสำคัญในการเติบโต เชื่อว่าหากเดินหน้าเต็มรูปแบบ จะเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่ทำให้ชื่อเสียงจังหวัดเพชรบุรีดังไกลไปทั่วโลกแบบไม่ต้องพึ่งโฆษณาใหญ่โต แต่ให้รสชาติของหม้อแกงเป็นเครื่องเล่าเรื่องแทนเอง

.

ตำรวจศรีสะเกษทลายเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบในพื้นที่กันทรลักษ์อายัดทรัพย์สินเกือบ 20 ล้าน

ตำรวจศรีสะเกษ ทำหมายเข้าตรวจค้น ทลายเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบ ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ อายัดทรัพย์ทั้งโฉนดที่ดิน รถยนต์ ได้ล้นเหลือ เกือบ 20 ล้านบาท

 ที่ศูนย์ปฏิบัติการงานสืบสวน สถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ โชว์งานชิ้นโบว์แดง ผลการระดมปราบปรามหนี้นอกระบบ ในช่วงระหว่างวันที่ 17-23 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 19.6 ล้านบาท ภายใต้การอำนวยการของ พลตำรวจตรีศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ, พันตำรวจเอกไพฑูรย์ อยู่เพนียด รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ, พันตำรวจเอกสาธิต สถิตถาวร ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ และ พันตำรวจเอกศรุต จันทร์เกษ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์

โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์ปราบปรามการฟอกเงิน ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ และชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดกันทรลักษ์ หมายเลข 55/2568 และ 56/2568 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 2 จุด ในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จุดแรกเป็นบ้านหลังหนึ่งใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จุดที่สอง โกดังเก็บของแห่งหนึ่งพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

จากการตรวจค้นทั้งสองจุด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ประกอบด้วย โฉนดที่ดิน 4 ฉบับ มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท, สัญญากู้ยืมเงิน 35 ฉบับ รวมยอดหนี้กว่า 3 ล้าน 5 แสนบาท, รถยนต์ 23 คัน มูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท, รถจักรยานยนต์ 5 คัน มูลค่าราว 1 แสนบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้ทั้งหมดกว่า 19.6 ล้านบาท

นอกจากนี้ ระหว่างการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ยังพบบุหรี่ต่างประเทศเถื่อน ซึ่งมีมูลค่าการปรับตามกฎหมายสรรพสามิตสูงถึง 1.7 ล้านบาท จึงได้ตรวจยึดไว้เพื่อนำไปดำเนินการตามกฎหมาย

โดยแจ้งข้อกล่าวหา ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และประกอบธุรกิจสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยหนี้นอกระบบและกฎหมายควบคุมธุรกิจสินเชื่อ

พลตำรวจตรีศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ย้ำว่าจะเดินหน้าปราบปรามหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของนายทุนดอกเบี้ยโหด พร้อมขอความร่วมมือ หากประชาชนพบเบาะแสผู้เกี่ยวข้องกับหนี้นอกระบบ สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม 1567, DSI สายด่วน 1202 ต่อ 53610, ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ 1359, หรือสายด่วนตำรวจ 1599

สำหรับการปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจึงได้ทำการสืบสวนและนำไปสู่การจับกุม และตรวจยึดของกลางจำนวนมาก

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ยืนยันหลักฐานชัด!ทุ่นระเบิด PMN-2 ฝังใหม่ไม่ใช่ของเก่าตามที่กัมพูชาอ้าง

กองบัญชาการกองทัพไทย แถลงผลการสังเกตการณ์ AOT-TH ยืนยันชัดทุ่นระเบิด PMN 2 ถูกฝังในเขตไทยจากหลักฐานเชิงประจักษ์หลักฐานทางกายภาพพิกัดภูมิศาสตร์ ภาพถ่ายวีดีโอ และการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 กองบัญชาการกองทัพไทย ออกประกาศเปิดเผยรายงานผลการตรวจสอบของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team- Thailand: AOT-TH) ต่อเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณพื้นที่ภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ โดยผลการสังเกตการณ์ยืนยันชัดเจนว่า ทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 ที่ถูกฝังใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าตามที่กองทัพกัมพูชาอ้างแต่อย่างใด

คณะ AOT-TH ได้ลงพื้นที่ทันทีหลังเกิดเหตุ และจากการประเมินสภาพหน้าดิน รูปแบบการวางทุ่น และร่องรอยการฝัง พบว่าทุ่นระเบิด PMN-2 ถูกฝังในช่วงเหตุปะทะล่าสุด ลักษณะตรงกับทุกเหตุการณ์ก่อนหน้าในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทุ่นระเบิด PMN-2 ที่พบในแต่ละครั้งล้วนเป็นการฝังใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าที่ตกค้างตามคำกล่าวอ้างของฝ่ายกัมพูชา

จากการตรวจสอบของหน่วยวิศวกรรมร่วมกับ AOT-TH ยังพบสัญญาณบ่งชี้ว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจมีการฝังทุ่นระเบิดเพิ่มเติม และยังไม่สามารถเข้าดำเนินการเก็บกู้ได้ในทันทีเนื่องจากความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

นอกจากนี้ คณะ AOT-TH ได้ยืนยันพิกัดจุดพบทุ่นระเบิดทุกจุดด้วย GPS โทรศัพท์มือถือ (Google Map) ร่วมกับแผนที่ภูมิประเทศอย่างเป็นระบบ ผลการตรวจสอบชัดเจนว่า ทุกตำแหน่งอยู่ในดินแดนของไทยทั้งหมด ไม่มีจุดใดอยู่นอกเขตแดนไทย

ที่สำคัญ หัวหน้าคณะ AOT-TH ได้ตรวจสอบ โทรศัพท์มือถือส่วนตัวของทหารกัมพูชา ซึ่งถูกทิ้งไว้ขณะถอนกำลังบริเวณภูมะเขือ ภายในโทรศัพท์พบภาพถ่าย วิดีโอ และข้อมูลการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ที่เป็นของฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน โดยมีภาพการวางและขุดฝังทุ่นระเบิด PMN-2 รวมถึงภาพการปฏิบัติของทหารกัมพูชาในพื้นที่ ซึ่งถือเป็น หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันได้ว่าทุ่นระเบิดถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชาในเขตแดนไทย

คณะสังเกตการณ์ยังระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเคยใช้เป็นฐานปฏิบัติการส่วนหน้าในช่วงการปะทะ และมีความเป็นไปได้สูงว่าทุ่นระเบิดถูกฝังในห้วงสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุด ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าที่เหลืออยู่ในพื้นที่ตามการชี้แจงของฝ่ายกัมพูชา

กองบัญชาการกองทัพไทยขอย้ำว่า ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงที่มาจากการสังเกตการณ์โดยตรง หลักฐานทางกายภาพ พิกัดภูมิศาสตร์ ภาพถ่าย วิดีโอ และการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ โดยคณะ AOT-TH ซึ่งมีความเป็นกลาง โปร่งใส และปฏิบัติตามมาตรฐานสากลทุกขั้นตอน โดยประเทศไทยปฏิบัติตามทุกข้อตกลงภายใต้กรอบกลไกทวิภาคี ไม่ว่าจะเป็น GBC, JBC หรือข้อตกลงการสังเกตการณ์ร่วมทุกฉบับ พร้อมดำเนินงานตามหลักสันติวิธี ความโปร่งใส และมาตรฐานสากลมาโดยตลอด เพื่อคลี่คลายสถานการณ์อย่างสร้างสรรค์และรักษาความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศเป็นสำคัญ

ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยยังพบพฤติการณ์จากฝ่ายกัมพูชาที่ให้ข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในหลายเวทีการหารือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเจรจาและความเชื่อมั่นในกลไกความร่วมมือ

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยยังคงเดินหน้าตามกลไกทวิภาคีทุกระดับอย่างโปร่งใส ชัดเจน และตรวจสอบได้ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อประชาคมในทุกเวทีที่เกี่ยวข้อง และเพื่อปกป้องอธิปไตย-บูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างมั่นคงต่อไป
เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ทหารจับตาเฝ้าชายแดนไทย-เมียนมา เพิ่มมาตรการลาดตระเวนเข้ม ตั้งอาวุธสนับสนุนทันเหตุการณ์

ทหารไทย หน่วยเฉพาะกิจรามนู กองกำลังนเรศวร ยกระดับเฝ้าระวังชายแดนไทย-เมียนมา เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังลาดตระเวนถี่ขึ้น พร้อมอาวุธปืนหนัก-รถยานเกราะ  นำกำลังพลออกลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา และวางกำลังตามจุดล่อแหลม ทั้งการป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย และการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตลอดทั้งเตรียมความพร้อมตอบโต้หากสถานการณ์ขยายวง

การออกลาดตระเวนชายแดนและการวางกำลัง เนื่องด้วยสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ด้านตรงข้ามพื้นที่รับผิดชอบยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการลักลอบเข้าเมือง และภัยคุกคามต่อความมั่นคง หน่วยเฉพาะกิจราชมนู จึงได้เพิ่มมาตรการในการเฝ้าระวังแนวชายแดน เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว หน่วยได้ดำเนินการจัดกำลังเพิ่มเติมและเสริมขีดความสามารถในการปฏิบัติ  โดยเพิ่มวงรอบการลาดตระเวนทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน , การจัดตั้งจุดเฝ้าตรวจชั่วคราวบริเวณช่องทางธรรมชาติ ริมแม่น้ำเมย และพื้นที่เสี่ยง

ขณะเดียวกันได้นำอาวุธยิงสนับสนุนเข้าที่ตั้งยิงเพิ่มเติมในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการตอบโต้หากสถานการณ์ขยายวง โดยได้รับการสนับสนุนกำลังจากกองกำลังนเรศวร ประกอบด้วย – หน่วยอากาศยานไร้คนขับ สำหรับการตรวจการณ์ทางอากาศในระยะไกล ,- ชุดต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ เพื่อป้องกันการแทรกซึมด้านข่าวกรอง ,- ชุดลาดตระเวนระยะไกล (ชป.ลว.ไกล) เพื่อเสริมศักยภาพด้านการรวบรวมข่าวสารเชิงลึกและการแจ้งเตือนล่วงหน้า

นอกจากนี้ต้องมีการปรับกำลังหมุนเวียน รวมถึงการสนับสนุนยุทโธปกรณ์ กระสุน และระบบตรวจการณ์เพิ่มเติม หากสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรง ,ประสานการปฏิบัติกับฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคง รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ในการเพิ่มการตั้งจุดตรวจ/จุดสกัดในหมู่บ้านที่ติดแนวชายแดน   การเพิ่มมาตรการดังกล่าว เป็นการยกระดับการเตรียมพร้อมในการรองรับสถานการณ์การการสู้รบในพื้นที่ฝั่งตรงข้ามเมื่อมีความรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อประเทศไทยได้อย่างทันท่วงทีต่อไป

.

สืบสุทธิสารจับ 3 ผู้ต้องหาตัดสายเคเบิ้ลกลางดึกยึดของกลาง-กระบะก่อเหตุ

สืบสุทธิสารไหวพริบดี! ขณะขับออกตรวจ พบแก๊ง! 3 ผู้ต้องหามือตัดสายเคเบิ้ลกลางดึก พร้อมของกลางและรถกระบะก่อเหตุ

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สุทธิสาร ภายใต้อำนวยการของ พ.ต.อ.พรเทพ เฉลิมเกียรติ ผกก.สน.สุทธิสาร สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในบังคับบัญชา ตรวจตราพื้นที่ รับผิดชอบอย่างเข้มข้น สามารถจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ที่ร่วมกันก่อเหตุลักลอบตัดสายเคเบิ้ลในเวลากลางคืน พร้อมของกลางและรถกระบะที่ใช้เป็นยานพาหนะในการก่อเหตุ

การจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. บริเวณริมถนนซอย 20 มิถุนา แยก 6 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง  ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.สุทธิสาร นำโดย ร.ต.อ.อภิชาต จันทร์แก้ว รอง สว.สส. พร้อมกำลังชุดสืบสวน  ได้ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ ขณะออกตรวจพื้นที่

เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นกลุ่มบุคคล 3 คน กำลังลากสายเคเบิ้ลและยกขึ้นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ Mitsubishi รุ่น Triton สีขาว หมายเลขทะเบียน บห-1114 พิษณุโลก ที่จอดอยู่ริมถนน จึงได้เข้าแสดงตัวเพื่อขอตรวจสอบ ผู้ต้องหา ทั้งสามคนในตอนแรกอ้างว่าได้รับคำสั่งมาตัดสายไฟที่ชำรุด แต่ไม่สามารถแสดงเอกสารยืนยันได้ และไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทราบ

จากการสอบสวนเพิ่มเติม ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้การยอมรับสารภาพในเวลาต่อมาว่า ไม่ได้เป็นช่างซ่อมสายเคเบิ้ล แต่เป็นการลักลอบตัดและขโมยสายเคเบิ้ลจริง โดยมีแผนจะนำไปทิ้งไว้ตามจุดนัดหมายเพื่อให้บุคคลอีกชุดมารับไปขายเพื่อแลกกับค่าจ้าง

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย มาสอบสวนที่ สน.สุทธิสาร โดยผู้ต้องหาประกอบด้วย
 – นายปภัสร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี
 – นายชลนธี (สงวนนามสกุล)อายุ 21 ปี
 – นายธีรภัทร(สงวนนามสกุล)อายุ 16 ปี “เยาวชน”

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ แจ้งข้อหา”ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่ออำนวยความสะดวกในการกระทำความผิด หรือพาทรัพย์สินนั้นไป หรือหลบหนีจากการจับกุม” ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสามได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดของกลาง หลายรายการ
– สายเคเบิ้ลที่ถูกตัดเป็นท่อนแล้ว จำนวน 18 เส้น ความยาวประมาณเส้นละ 1.50 เมตร
 – สายเคเบิ้ลที่ถูกตัดแล้ว ความยาวประมาณ 50 เมตร จำนวน 1 เส้น

 – รถกระบะ ยี่ห้อ Mitsubishi รุ่น Triton สีขาว 1 คัน (ยานพาหนะที่ใช้ก่อเหตุ)
 – ไฟฉายชนิดติดศีรษะ
 – ครีมตัดท่อสายไฟ
 – ครีมตัดสายเคเบิ้ล จำนวน 2 ด้าม
 – เหล็กแฉลงสำหรับงัดฝาท่อ 1 เล่ม
 – มีดคัตเตอร์ 1 ด้าม

หลังจากการบันทึกจับกุมและตรวจยึดของกลางแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ตำรวจบุกรวบครบแก๊ง”เกาหลี-ไทย”อุ้มหทำร้ายรีดเงินนุ่มจีน

ตำรวจบุกรวบครบแก๊ง หนุ่มเกาหลี ชวนคนไทย เข้าร่วมอุ้มหนุ่มจีนทำร้ายรีดเงิน สมาชิกอ้าง ไม่ได้ส่วนแบ่ง คิดว่าแค่ช่วยทวงเงิน

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผบช.น.ดูแลงานสืบสวน พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 พ.ต.อ.นริศ ปรารถนาพร รองผบก.น.6 พ.ต.อ.ธรรมศักดิ์ สารบุญ ผกก.สน.บางรัก พ.ต.อ.อรรชวศิษฏ์ ศรีบุณยมานนทน์ ผกก.สืบสวน 3 บก.สส.บช.น. พ.ต.ท.ธนพรหม ธนอาภากร รอง ผกก.สส.สน.บางรัก ชุดสืบสวนนครบาล และชุดสืบสวนสน.บางรัก ร่วมกันจับกุมคือนายลี อิน ฮัน  (MR.LEE IN HAN) อายุ 46 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ จับกุมได้หน้าห้องพัก คอนโดแห่งหนึ่ง สุขุมวิท 24 ซอยสุขุมวิท 24, Block B แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จับกุมนายณัฐพงศ์ เทพมา อายุ 35 ปี ได้บริเวณห้องโถงผู้โดยสารฝ่าย ตม.ขาเข้าชั้น 2 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา ควบคุมตัวนายชานนท์ อินทร์โท อายุ 24 ปี และนายธนภัทร ขำกมล อายุ 29 ปี ที่สน.บางรัก เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ตามหมายจับหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่1129, 1130, 1152, 1153/2568 ข้อหา“ร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อการกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่น ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น”

สืบเนื่องจาก พนักงานสอบสวนสน.บางรัก รับแจ้งเหตุชายชาวจีน อายุ 35 ปี ผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ให้การว่า วันที่ 1 พ.ย.68 เวลาประมาณ 10.30 น. หลังจากมาหาเพื่อนที่อาคารมหาเศรษฐ์แล้ว กำลังจะเดินทางกลับที่พัก ได้ยืนรอรถแท็กซี่อยู่บริเวณ ริมถนนมหาเศรษฐ์ หน้าอาคารได้มีบุคคลเป็นชาย 3 คน เป็นชายสัญชาติไทย 2 คน และสัญชาติชาติเกาหลีใต้ 1 คน ขับขี่รถยนต์เข้ามาจอดบริเวณริมถนน จากนั้นเข้ามารุมทำร้ายผู้เสียหาย ด้วยการชกมาที่ใบหน้าของผู้เสียหาย  จากนั้นร่วมกันบังคับฉุดกระชากผู้เสียหาย ให้ขึ้นรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นซีเฮชอาร์ สีขาว เลขทะเบียนรถ 9กฮ5427กรุงเทพมหานคร พาผู้เสียหาย ขับขี่ไปยังบริเวณลานจอดรถใต้ดินไม่ทราบว่าบริเวณที่ใด

จากนั้นพาผู้เสียหายลงจากรถและรวมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอีก โดยมีการรื้อค้นกระเป๋าของผู้เสียหาย  มีเงินสดจำนวน 50,000 บาท คนร้ายได้เอาเงินดังกล่าวของผู้เสียหาย ไปและบังคับให้ผู้เสียหาย โอนเงินเหรียญดิจิตอล (USDT) ของผู้เสียหาย ไปยังบัญชีของชายชาวเกาหลีใต้  ด้วยความกลัวถูกทำร้ายอีก ผู้เสียหาย จึงโอนเงินเหรียญดิจิตอล (USDT) ไปยังบัญชีคนร้ายจำนวน 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 จำนวน 1,500 USDT เมื่อวันที่ 1 พ.ย.68 เวลาประมาณ 11.48 น. และครั้งที่ 2 จำนวน 7,875 USDT เมื่อวันที่ 1 พ.ย.68 เวลาประมาณ 12.05 น. รวมเงินเหรียญดิจิตอล (USDT)ประมาณ 9,375 USDT คิด  รวมมูลค่าเสียหาย 353,656 บาท 

หลังจากได้เงินคนร้ายทั้งสามคนได้พาผู้เสียหาย ขึ้นรถขับขี่ออกไป และพาผู้เสียหายไปปล่อยลงจากรถที่บริเวณปากซอยแสนสุขข้างอาคารมาลีนนท์ ทาวเวอร์ (ช่อง 3 ) ถนนพระราม 4 เวลาประมาณ 12.20 น. เมื่อวันที่ 1 พ.ย.68  การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้เสียหาย ได้รับบาดเจ็บ และเกิดความเสียหาย จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าว

ชุดสืบสวนสน.บางรักจึงได้ขยายผลการตรวจสอบจนทราบว่า 1 ในผู้ก่อเหตุคือนายณัฐพงศ์ เทพมา อายุ 35 ปี จึงได้ขออนุมัติหมาย และออกหมายจับตามภาพนายลี อิน ฮัน จนกระทั่งชุดสืบสวนนครบาล สามารถตามจับกุมนายนายลี อิน ฮัน ได้ดังกล่าวภายหลังหมายจับออก จากนั้นชุดสืบสวนสน.บางรัก จึงได้ทำการจับกุมนายณัฐพงศ์ ที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นชุดสืบสวนสน.บางรัก ขยายผลถึงผู้ร่วมก่อเหตุอีก 2 รายคือ นายชานนท์ และนายธนภัทร เข้ามอบตัวที่สน.บางรัก เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา 

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ก่อเหตุทั้ง 2 ราย เข้ามาร่วมจากการชักชวนของนายณัฐพงศ์ ที่รู้จักกับนายนายลี อิน ฮัน ไม่ได้เงินส่วนแบ่งแต่อย่างใด โดยผู้ก่อเหตุอ้างว่าผู้เสียหายไม่ชำระหนี้จึงลงมือก่อเหตุดังกล่าวเท่านั้น จึงตามหาและลงมือก่อเหตุดังกล่าว เบื้องต้นนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ปิดฉากเรซสุดท้ายยิ่งใหญ่ “อภิวัฒน์-นธีธาร-ต่อศักดิ์” คว้าแชมป์ BRIC Superbike 2025

ศึกซูเปอร์ไบค์มาตรฐานโลก “เน็กซ์เตอร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปียนชิพ 2025” รูดม่านปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเกมการลุ้นแชมป์สุดมันส์ทุกรุ่นในเรซสุดท้าย โดย “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว นักบิดดาวรุ่งจาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม คริสมาส เข้าวินส่งท้ายปี ขณะ “แสตมป์” อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ จาก อีสต์ เอ็นเจที เรซซิ่ง ทีม ผงาดแชมป์ประจำปีรุ่นใหญ่ ด้าน นธีธาร ทองโคตร จาก ยามาฮ่า ทีเอ็นพี พีทีที ลูบริแคนท์ส ทีม คว้าชัย ซูเปอร์สต็อกพร้อมครองแชมป์ประจำปี ส่วน ต่อศักดิ์ นวลสาย จาก ยามาฮ่า ทีเอ็นที พีทีที ลูบริแคนท์ส ครองบัลลังก์ ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี

การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รายการ เน็กซ์เตอร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปียนชิพ 2025 สนามสุดท้าย ดวลความเร็วรอบชิงชนะเลิศเรซสุดท้ายของปี วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้การติดตามของแฟนมอเตอร์สปอร์ตกับการลุ้นแชมป์ประจำปีของทุกรุ่น

รุ่นใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอย่าง ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี ยังคงเข้มข้นเหมือนเดิม แม้ “แสตมป์” อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ นักบิดจอมเก๋าจาก อีสต์ เอ็นเจที เรซซิ่ง ทีม จะคว้าแชมป์ประเทศไทยไปครองได้สำเร็จ หลังซิวชัยชนะในเรซที่ 1 ไปครองแล้วก็ตาม

ในเรซที่ 2 นักบิดดาวรุ่งอย่าง “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว จาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม คริสมาส ทะยานออกนำตั้งแต่ต้นเรซ ก่อนจะบิดคว้าชัยชนะไปครองด้วยเวลา 19 นาที 25.887 วินาที เหนือ อภิวัฒน์ อันดับ 2 อยู่ 2.239 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ มาร์วิน ฟริตซ์ นักบิดเอ็นดูรานซ์แชมป์โลกชาวเยอรมันจาก บัตเลอร์ การาจ เรซซิ่ง ทีม ตามหลัง 13.430 วินาที ขณะที่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” อริย์ธัช วรโรจน์เจริญเดช จาก เรปโซล อาร์-ซีรีส์ ทีม พลาดล้มต้องออกจากการแข่งขันในช่วงต้นเรซ

ส่วนในรุ่น ซูเปอร์สต็อก 1,000 ซีซี เป็นการดวลกันอย่างสนุกของแคนดิเดตลุ้นแชมป์ประจำปีทั้ง 2 คน อย่าง นธีธาร ทองโคตร จาก ยามาฮ่า ทีเอ็นพี พีทีที ลูบริแคนท์ส และ ตะวัน ตั้งจิตเจริญกุล จาก ทีเค ฮอนด้า อิเดมิตสึ สิทธิผล ดิเรก ทีม โดยทั้งคู่ต่อสู้กันตั้งแต่ต้นเรซจนครบ 12 รอบสนาม

ผลปรากฏว่า นธีธาร แซงขึ้นนำและคว้าชัยชนะไปครองด้วยเวลา 20 นาที 11.597 วินาที เฉือน ตะวัน อันดับ 2 เพียง 0.401 วินาที ขณะที่อันดับ 3 ตกเป็นของ ณัฐวุฒิ คำหอม จาก ไบค์ สตอรี พีทีที ลูบริแคนท์ส ยามาฮ่า เรซซิ่ง ทีม ตามหลัง 1.784 วินาที โดยแชมป์ประจำปีในรุ่นนี้ตกเป็นของ นธีธาร ที่โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมตลอดทั้งฤดูกาล เก็บไปได้มากถึง 116 คะแนน

ด้าน “โอม” ภวัต จิตต์สว่างดี พระเอกวัยรุ่นชื่อดัง ที่ลงแข่งขัน ภายใต้สังกัด ยามาฮ่า ทีเอ็นพี พีทีที ลูบริแคนท์ส ที่เพิ่งคว้าโพเดียมแรกในชีวิตจากเรซแรกในรุ่น ซูเปอร์สต็อก 1,000 (ST3) มีลุ้นคว้าชัยชนะเต็มตัว หลังเริ่มเกมได้ดี เกิดพลาดล้มในช่วงต้นเรซ แต่ยังใจสู้ลุกขึ้นมาบิดจนจบเรซ ส่วนผู้ชนะในรุ่นนี้ได้แก่ ประวุฒิ สุขสากล

ขณะที่เกมในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เรซสุดท้ายเป็นการไล่บดกันอย่างสุดมันส์ของ 3 นักบิดในกลุ่มหน้า ก่อนที่ “ข้าวกล้อง” จักรีภัทร พฤฒิสาร จาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม คริสมาส จะปลดล็อคคว้าชัยชนะให้ตัวเองได้สำเร็จด้วยเวลา 20 นาที 23.628 วินาที เฉือน ต่อศักดิ์ นวลสาย จาก ยามาฮ่า ทีเอ็นที พีทีที ลูบริแคนท์ส อันดับ 2 เพียง 0.512 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ “ไฮเปค” กฤษฎา ธนโชติ ดาวรุ่งจาก อีสต์ เอ็นเจที พีทีที ลูบริแคนท์ส เรซซิ่ง ทีม ตามหลัง 1.412 วินาที โดยแชมป์ประจำปีตกเป็นของ ต่อศักดิ์ มีทั้งสิ้น 106 คะแนน

เกมในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 250 ซีซี ชิงชัยกัน 10 รอบสนาม ชัยชนะเรซสุดท้ายตกเป็นของ “เอิร์ธ” ธุรกิจ บัวผา นักบิดดาวรุ่งจาก ไฮสปีด เรซซิ่ง ทีม ที่ออกตัวได้ดีก่อนบิดนำม้วนเดียวจบด้วยเวลา 19 นาที 2.994 วินาที โดยมี ชนะชัย บุญงาม จาก กิกะไบค์ เรซซิ่ง สเปเชียล พาร์ทส์ ซีวาย มอเตอร์สปอร์ต ไฮ-สปีด สุรินทร์ ทีม เป็นอันดับ 2 ตามหลัง 0.765 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ “เชลล์” ศักดิ์ชัย คงดวงดี จาก ไออาร์ซี ดีไอดี สมาร์ทสปอร์ต สนองไซเคิลเรซ ตามหลัง 2.200 วินาที โดยแชมป์ประจำปีในรุ่นนี้้เป็นของ ธุรกิจ บัวผา ซึ่งเก็บ 90 แต้มเท่ากันกับ “เติ้ล” พีระพงษ์ หลุยบุญเป็ง จาก สปีด800 แต่มีผลงาน “เฮดทูเฮด” ที่เหนือกว่า

สำหรับรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 400 ซีซี ชัยชนะเปลี่ยนมืออีกครั้ง โดย หนี่ เถียน นักบิดชาวจีนจาก ศักดิ์สิริ เรซซิ่ง ทีม บุรีรัมย์ เข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 13 นาที 15.357 วินาที เฉือน จื่อ จ้าว ทีมเมทชาวจีนเพียง 0.048 วินาทีเท่านั้น ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ ทัสมาย คาเรียปป้า นักบิดอินเดียจาก เน็กซเตอร์ ลิควิ โมลี ยามาฮ่า โมริเทค เอวีอาร์พี เรซซิ่ง ตามหลัง 0.354 วินาที โดยแชมป์ประจำปีในรุ่นนี้ได้แก่ ทัสมาย ซึ่งเก็บไปทั้งสิ้น 77 คะแนน

นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของ เน็กซ์เตอร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปียนชิพ ที่บรรจุการแข่งขันเอ็นดูรานซ์ 2 ชั่วโมงรุ่น ซูเปอร์สต็อก 1,000 ซีซี เอ็นดูรานซ์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสุดสัปดาห์ โดยมีนักแข่ง-ทีมแข่งทั้งไทยและต่างชาติ ตอบรับเข้าร่วมมากมาย

ผลปรากฏว่าชัยชนะตกเป็นของ รถแข่ง หมายเลข 11 จาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม คริสมาส จากผลงานของ 3 นักบิดอย่าง ตะวัน ตั้งจิตเจริญกุล, ภัทรพงศ์ วัชรอยู่ และ ธนาธิป เลิศธนากร เข้าป้ายเป็นคันแรกหลังผ่าน 2 ชั่วโมงเต็ม โดยมีรถแข่งหมายเลข 12 ซึ่งขับโดย พุฒินัฐ สินทรัพย์, พฤฒิพงศ์ ทรัพย์เจริญ และ จักรกฤษณ์ ศุขศรีไพศาล จากทีมเดียวกัน ตามเข้าป้ายเป็นอันดับ 2 ตามหลัง 1 นาที 31.413 วินาที ส่วนอันดับ 3 เป็นของ นักบิดรัสเซียอย่าง โทมัส ลอทาร์ด, อเล็กซานเดอร์ คลีเยฟ และ เซอร์เก โปรโครอฟ ในรถแข่งหมายเลข 47 จาก ทีซี เรซซิ่ง ตามหลัง 1 นาที 48.692 วินาที

ทั้งนี้ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ฝ่ายจัดการแข่งขัน เน็กซ์เตอร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปียนชิพ ประกาศอย่างเป็นทางการ เดินหน้าสร้างสรรค์ความมันส์ต่อไปในฤดูกาลหน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนานักแข่งไทย และทีมแข่งไทยเพื่อก้าวสู่ระดับสากลอย่างต่อเนื่อง

ปราจีนบุรีจัดงาน“ควายงาน ควายงาม 2569” ส่งเสริมพันธุ์ควายไทย–ยกระดับรายได้เกษตรกร

ปราจีนบุรี – จังหวัดปราจีนบุรีจัดงาน “ควายงาน ควายงาม 2569” ส่งเสริมพันธุ์ควายไทย–ยกระดับรายได้เกษตรกรชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระขนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 8

เมื่อวันที่ 23 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ณ หนองน้ำสาธารณะบ้านหนองรี ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี นายธนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีเป็นประธานเปิดงานประเพณี”อนุรักษ์ควายงาน-ควายงาม”ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระขนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 8

ทั้งนี้จัดโดยองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเก่า (อบต.) อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีร่วมกับภาคีเครือข่ายขณะที่ จ.ปราจีนบุรีมีการพัฒนาเลี้ยงควายเชิงพาณิชย์หรือยายสู่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ในปัจจุบันระดับแนวหน้าของประเทศ  เป็นฟาร์มแบบระบบปิด มีควายอยู่ทั้งหมด 300 กว่าตัว โดยแบ่งเป็นแม่พันธุ์ 200 ตัว และที่เหลือจะเป็น พ่อพันธุ์และลูกควาย ฟาร์มนี้มีการจำหน่ายทั้ง พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และลูกควาย รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์จากควาย อาทิเช่น นมควาย รวมทั้งมีการเพาะพันธุ์ควายเพื่อการประกวด

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ทั้งวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี นายอำเภอกบินทร์บุรี หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(ส.อบจ.)  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองเก่า(อบต.)  คณะผู้บริหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าของฟาร์มและเกษตรกรผู้เลี้ยงควายพันธุ์ดีจากหลายจังหวัด รวมถึงประชาชนในพื้นที่ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดอย่างคับคั่ง

มีกิจกรรมการประกวดควายไถนา และมีการประกวดควายเผือกเพศเมียรุ่นอายุไม่เกิน 18 เดือน เผือกเพศผู้อายุไม่เกิน 18 เดือน เผือกเพศเมียอายุไม่เกิน 26 ปี เผือกเพศเมียอายุไม่เกิน 36 ปี ประกวดควายดำ ดำเพศเมียรุ่นอายุไม่เกิน 18 เดือน ดำเพศผู้ รุ่นอายุไม่เกิน 18 เดือน ดำเพศเมีย รุ่นอายุไม่เกิน 26 ปี ดำเพศผู้อายุไม่เกิน 26 ปี ดำเพศผู้รุ่นอายุไม่เกิน 36 ปี ประกวดควายเผือกดำ รวมเผือกดำเพศเมียรุ่นอายุไม่เกิน 36 ปี รวมเผือกดำเพศผู้ รุ่นอายุไม่เกิน 46 ปี ประกวดควายแข่งขันไถนา ไม่จำกัดอายุเพศและสี และประกวดควายยอดเยี่ยมเพศเมียรวมเผือกดำ

รางวัลควายสวยงาม-ควายงาน ชนะเลิศถ้วยรางวัลพร้อมเงินสดรางวัล 4,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 ถ้วยพระราชทานพร้อมเงินรางวัล 3,000 บาท รองชนะเลิศอันดับที่ 2 ถ้วยพระราชทานพร้อมเงินรางวัล 2,000 บาท ชมเชยอันดับ 1 ใบประกาศพร้อมเงินรางวัล 1,000 บาท ชมเชยอันดับ 2 ใบประกาศ พร้อมเงินรางวัล 1,000 บาท

นายกรกต อุ่นเสนา เจ้าของควายอายุไม่เกิน 3 ปี ได้รางวัลชนะเลิศพร้อมถ้วยรางวัลและเงินสด 4,000 บาทกล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัลจากการงานประกวดควายงาน-ควายงานในครั้งนี้จัดงานได้ดีมากและขอบคุณทางคณะกรรมการที่ตัดสินยังเป็นธรรมจนได้รับรางวัล

นายพรประสิทธิ์ หนูแก้ว นายกอบต. เมืองเก่า กล่าวว่า อบต. เมืองเก่าได้จัดทำโครงการอนุรักษ์ควายงาม-ควายงานขึ้นวัตถุประสงค์ของการจัดงานของเมืองเก่าของเราเป็นเมืองเกษตรทำนาเสียส่วนใหญ่ จึงมีความผูกพันกับควาย    ดังนั้นโครงการอนุรักษ์ควายงามควายงานอยากอนุรักษ์ไว้เพื่อชนรุ่นหลังน้องๆอยากได้รู้คุณค่าของควายที่มีความผูกพันกับชาวนาแต่ไหนแต่ไรมาก็มีควายทำไร่ไถนาลากเกวียนและเป็นพาหนะตลอดรวมถึงขยายสู่ภาคธุรกิจหรือเชิงพาณิชย์

มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพและเพิ่มปริมาณการผลิตควายพันธุ์ดี พร้อมส่งเสริมตลาดและสร้างรายได้ให้เกษตรกรจากมูลค่าเพิ่มของควายพันธุ์ดี โดยภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การมอบควายแก่เกษตรกร การปรับปรุงพันธุ์และส่งเสริมสุขภาพควาย การจัดนิทรรศการด้านปศุสัตว์ รวมถึงการประกวด “ควายงาน ควายงาม” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  นายพรประสิทธิ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมสำหรับ จ.ปราจีนบุรีมีการเลี้ยงควายเชิงพาณิชย์หรือยายสู่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ในปัจจุบันระดับแนวหน้าของประเทศ  “สอนศิริฟาร์มควายไทย” หมู่ 2 ต.บางยาง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี มีนายพรหมพิริยะ สอนศิริ หรือ เอก เจ้าของฟาร์ม ได้พาเยี่ยมชมฟาร์มบนพื้นที่ 70 ไร่

โดยภายในฟาร์มมีโรงเลี้ยงทั้งหมด 9 โรงเลี้ยง และเลี้ยงเป็นฟาร์มแบบระบบปิด มีควายอยู่ทั้งหมด 300 กว่าตัว โดยแบ่งเป็นแม่พันธุ์ 200 ตัว และที่เหลือจะเป็น พ่อพันธุ์และลูกควาย ฟาร์มนี้มีการจำหน่ายทั้ง พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และลูกควาย รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์จากควาย คือ อาทิเช่น นมควาย รวมทั้งมีการเพาะพันธุ์ควายเพื่อการประกวด

ฟาร์มสอนศิริ นี้จะมีพ่อพันธุ์ควายที่มีลักษณะเด่นพิเศษสามารถสร้างมูลค่ามากกว่า 60 ล้านบาท

โดย… มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ทองสุข สิงห์พิมพ์-ภาพ/ ปราจีนบุรี- ###

เขตศก.”ย่านตาขาว”ยังอ่วม หลายพื้นที่ชุมชนริมคลองยังมีน้ำท่วมสูง

เขตเทศบาลตำบลย่านตาขาว ซึ่งเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจของอำเภอย่านตาขาว ยังคงเป็นชุมชนใหญ่ของจังหวัดตรังที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ อันเนื่องมาจากสภาพพื้นที่ที่เป็นจุดรองรับมวลน้ำจำนวนมาก ที่ไหลหลากลงมาจากเทือกเขาบรรทัด ลงสู่คลองลำชาน คลองลำพิกุล และคลองย่านตาขาว จนเข้าท่วมพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลย่านตาขาว อย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ทั้งที่พื้นที่นี้ไม่ได้เกิดน้ำท่วมรุนแรงแบบนี้มานานประมาณ 15 ปีแล้ว หลังจากที่ได้มีการก่อสร้างคลองเพื่อผันน้ำระบายลงสู่ทะเลอันดามัน

อย่างไรก็ ล่าสุดแม้บริเวณถนนสายหลัก อย่างถนนตรัง-สตูล จะเริ่มมีระดับน้ำลดลงบ้างแล้ว แต่ภายในชุมชนตามตรอกซอกซอยริมคลองย่านตาขาว บริเวณหลังตลาดสดย่านตาขาว ซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำ และมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ บางจุดยังคงมีระดับน้ำท่วมสูงมากถึง 1 เมตร จนส่งผลกระทบต่อผู้คนที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือน ซึ่งบางส่วนได้อพยพมาอยู่ในที่สูง แต่บางส่วนยังติดค้างอยู่บนบ้าน 2 ชั้น และออกมายังพื้นที่ภายนอกไม่ได้ จนขาดแคลนอาหาร น้ำ และสิ่งของจำเป็น ทำให้หลายหน่วยงานต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือส่งเสบียง

นอกจากนั้น นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ตรัง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ก็ได้นำทีมงานนั่งเรือและลงเดินฝ่ากระแสน้ำไปตามชุมชนต่างๆ เพื่อแจกจ่ายอาหาร น้ำ และสิ่งของจำเป็นให้กับชาวบ้าน ที่เริ่มเดือดร้อนกันมากขึ้น เพราะต้องเจอกับสภาพน้ำท่วมรุนแรงเป็นวันที่ 2 แล้ว เนื่องจากในเขตเทศบาลตำบลย่าวตาขาว มีทั้งพื้นที่ที่เป็นร้านค้า อาคารพาณิชย์ และบ้านเรือน จึงมีผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น ที่สำคัญคือ เป็นจุดเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดตรังฝั่งทิศใต้

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดตรัง ตั้งแต่วันที่ 19-23 พฤศจิกายน 2568 ล่าสุดมีประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว 9 อำเภอ ยกเว้นเพียงอำเภอเดียวคือ อำเภอหาดสำราญ รวมพื้นที่ประสบภัย 52 ตำบล 220 หมู่บ้าน 7 เทศบาล 19 ชุมชน 9,117 ครัวเรือน

โดย…อำนาทร์ สุวรรณคีรี/ตรัง