นักท่องเที่ยวแห่ชมทะเลหมอกภูกระดึง โต้ลมหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 11.5 องศา

อุทยานแห่งชาติภูกระดึงกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดของปี หลังสภาพอากาศเริ่มหนาวจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 อุณหภูมิบนยอดเขาลดลงต่ำสุดที่ 11.5 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 18 องศา ความชื้นสัมพัทธ์ 88% สร้างบรรยากาศหนาวสบายที่หลายคนรอคอย

บรรยากาศยามเช้าบนภูกระดึงในขณะนี้เต็มไปด้วยอากาศหนาวสดชื่น พร้อมทะเลหมอกที่ปกคลุมไปทั่วทิวเขา ขณะที่แสงแดดยามเช้าส่องประกายผ่านม่านหมอก สร้างภาพที่สวยงามราวกับภาพวาด นักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างพากันตื่นแต่เช้าเพื่อชมทิวทัศน์อันงดงามและสัมผัสลมหนาวที่พัดโชยมาเย็นสบาย

สำหรับใครที่กำลังมองหาจุดหมายท่องเที่ยวรับหน้าหนาว ภูกระดึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ควรพลาด ด้วยอากาศที่หนาวเย็นสบาย บวกกับทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม พร้อมดอกไม้ป่าหลากหลายสายพันธุ์ที่กำลังผลิบาน รับรองว่าจะได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจอย่างแน่นอน

.

ฝนตกหนักต่อเนื่องสงขลาจมยกจังหวัด “หาดใหญ่”หนักสุดรอบ 15 ปี

น้ำท่วมสงขลาทั้ง 16 อำเภอ ประชาชนกว่า 77,000 คน 29,000 ครัวเรือน ได้รับความเดือดร้อน ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฯ เตือนเฝ้าระวังจนถึงวันที่ 25 พ.ย.ประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว 10 อำเภอ

นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า  ฝนตกหนักสะสมกันต่อเนื่องในช่วง 3–4 วันที่ผ่านมา ทำให้หลายพื้นที่เริ่มได้รับผลกระทบ โดยในเบื้องต้นพื้นที่ อ.นาหม่อม หาดใหญ่ และระโนดถูกน้ำท่วมก่อน แต่ปัจจุบันทุกอำเภอได้รับผลกระทบหมด โดยเฉพาะในช่วงเย็นวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา กระแสน้ำหลากเข้าสู่ อ.นาหม่อมอย่างรวดเร็ว และมีระดับสูงที่สุดช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. ก่อนจะไหลเข้าสู่พื้นที่อำเภอหาดใหญ่ในช่วงเที่ยงคืน

“สถานการณ์ปีนี้แตกต่างจากปีที่ผ่านมา โดยปีที่แล้วน้ำจำนวนมากไหลมาจากอำเภอสะเดา แต่ปีนี้ปริมาณน้ำหลักไหลมาจากอำเภอจะนะ เข้าสู่นาหม่อมและเข้าสู่หาดใหญ่ ทำให้ปริมาณน้ำหลากมีความรุนแรงมากขึ้น”

ด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก รายงานว่า ขณะนี้แนวร่องมรสุมยังปกคลุมภาคใต้ตอนล่าง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณตะวันตกของประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้เมฆฝนหนาแน่นปกคลุมตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีถึงสตูล และเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ โดยจังหวัดสงขลายังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักต่อเนื่องจนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 โดยเฉพาะพื้นที่รับน้ำของเมืองหาดใหญ่

ทั้งนี้จังหวัดสงขลาประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีอุทกภัย 10 อำเภอ คือ อำเภอรัตภูมิ อำเภอเมืองสงขลา อำเภอบางกล่ำ อำเภอระโนด อำเภอสิ่งหนคร อำเภอควนเนียง อำเภอหาดใหญ่ อำเภอคลองหอยโข่ง อำเภอนาเภอนาหม่อม และอำเภอจะนะ พร้อมสั่งการให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้าอำเภอหาดใหญ่ โดยมอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้า และติดตามสถานการณ์ พร้อมจัดตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ 2 จุด คือ โรงเรียนเทศบาล 1 (เอ็งเสียงสามัคคี) และโรงเรียนเทศบาล 4 (วัดคลองเรียน)

ปัจจุบันมีพื้นที่ 3 อำเภออยู่ในระดับหนักมาก ได้แก่ 1. อำเภอรัตภูมิ ได้รับผลกระทบ 5 ตำบล 63 หมู่บ้าน 1,875 ครัวเรือน 5,025 คน 2. อำเภอหาดใหญ่ 5 ตำบล 24 หมู่บ้าน 1 ชุมชน 1,348 ครัวเรือน 4,240 คน และ 3. อําเภอนาหม่อม 4 ตำบล 24 หมู่บ้าน 479 ครัวเรือน 1,758 คน และมีพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ 1) อำเภอหาดใหญ่ ทุกพื้นที่ 13 ตำบล 15 ท้องถิ่น 130 ชุมชน 80,000 คน 2) อำเภอนาหม่อม ทุกพื้นที่ 4 ตำบล 3) อำเภอรัตภูมิ ทุกพื้นที่ 5 ตำบล และ 4) อำเภอระโนด

สำหรับอ.หาดใหญ่  น้ำท่วมทั้งเมือง หนักสุดในรอบ 15 ปี ถนนหลายสายถูกน้ำท่วมและไหลเอ่อล้น  เทศบาลนครหาด ใหญ่ประกาศ “ยกธงเหลือง” เฝ้าระวัง 12 พื้นที่เสี่ยง เตือนประชาชนเตรียมพร้อม 

นายกฯลั่นไม่ทิ้งกันแน่นอน ลุยน้ำท่วมหาดใหญ่ให้กำลังใจผู้ประสบภัย

นายกฯ อนุทิน ลงเรือท้องแบนติดตามสถานการณ์น้ำหาดใหญ่ จ.สงขลา แจกถุงยังชีพ ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ย้ำ! เร่งทุกหน่วยทำงานเต็มกำลัง


.
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อมาถึงสี่แยกโรงปูน ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนมารอรับถุงยังชีพ นายกรัฐมนตรีได้ลงจากรถยกสูง ปภ. ทักทายให้กำลังพี่น้องประชาชนอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เข้ามาทักทายและขอข้าว-น้ำ เพราะโดนตัดน้ำตัดไฟไม่มีสถานที่ประกอบอาหาร ร้านค้าปิดเกือบทั้งเมือง ขณะที่บางคนขอความช่วยเหลือให้ช่วยนำผู้สูงอายุและผู้ป่วยซึ่งติดอยู่ที่บ้านออกมา ด้านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายผู้ว่าราชการจังหวัด ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือแล้ว

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ลงเรือท้องแบนแจกถุงยังชีพให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งสิ้น 1,600 ชุด สนับสนุนจากจังหวัดสงขลา 700 ชุด องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา 500 ชุด และจากหน่วยงานอื่น ๆ อีก 900 ชุด

สำหรับจังหวัดสงขลา ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากฝนตกสะสมต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 19–22 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมทั่วทั้ง 16 อำเภอ 70 ตำบล 395 หมู่บ้าน รวม 28,940 ครัวเรือน หรือประชาชน 77,374 คน โดยยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทั้งนี้ ได้ประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่ 10 อำเภอ ได้แก่ เมืองสงขลา บางกล่ำ ควนเนียง คลองหอยโข่ง นาหม่อม หาดใหญ่ รัตภูมิ จะนะ ระโนด และสิงหนคร พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษในอำเภอหาดใหญ่ 13 ตำบล ครอบคลุมประชาชนกว่า 80,000 คน รวมถึงประกาศ “ยกธงแดง” ใน 103 ชุมชน

แนวทางการแก้ปัญหา จังหวัดสงขลาได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งด่วนจำนวน 80 เครื่อง ใน 68 จุดสำคัญ ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำจาก ปภ. เขต 12 จำนวน 6 เครื่อง สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 8 จำนวน 11 เครื่อง สำนักงานชลประทานที่ 16 จำนวน 43 เครื่อง อบจ.สงขลา 3 เครื่อง และจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เสี่ยงอีก 17 เครื่อง นอกจากนี้ ยังสนับสนุนเรือท้องแบนจาก ปภ. เขต 12 จำนวน 6 ลำ รถยกสูง และกำลังพลจากมณฑลทหารบกที่ 42 รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อปพร. ตำรวจ และจิตอาสา เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการอพยพ การจราจร และให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง


ขณะที่เทศบาลนครหาดใหญ่ได้เปิดจุดอพยพ 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 1 (เอ็งเสียงสามัคคี) รองรับได้ 100 คน และโรงเรียนเทศบาล 4 (วัดคลองเรียน) รองรับได้ 50 คน พร้อมจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ของใช้จำเป็น และถุงยังชีพสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและทันท่วงที.

เดชทัต ควง ภริยา ร่วม พปชร.มุสลิม พร้อม หนุน

นายเดชทัต บุนนาค หรือ ชื่อเดิม ไกรเดช อดีต ผู้สมัคร ผู้ว่ากรุงเทพฯตัดสินใจ ร่วม พรรคพลังประชารัฐ สู้ศึก เลือกตั้ง ครั้งหน้า ที่จะมีขึ้นต่อไป

นายเดชทัต บุนนาค อดีตผู้สมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เผยต่อ ผู้สื่อข่าว ถึงการทำงาน การเมือง ในการเลือกตั้ง ครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นนั้น ตนเอง และ ภริยา พรกมล บุนนาค มีความพร้อม ร่วมสู้ศึกไปกับ พรรคพลังประชารัฐ ที่มี พลเอกประวิตร์ วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค 
    
สำหรับ การเลือกตั้งต่อไปที่จะมีขึ้นทาง การเมือง นี้ ตน ได้นำเสนอ นางพรกมล บุนนาค ภรรยา ต่อ กรรมการบริหาร พรรค ร่วมสู้ศึกด้วย โดยจะลงในพื้นที่ อำเภอ เสนา อยุธยา บ้านเกิด

 สำหรับตนเองนั้น น่าจะลงระบบ ปาร์ตี้ลิสต์ ส่วนจะลำดับเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่ที่การพิจารณาของ คณะกรรมการบริหาร พิจารณา เช่นกัน
   
นอกจากนี้ นายเดชทัต ยังได้เปิดเผยต่อว่า ทางตนได้รับแรงสนับสนุน จากพี่น้อง มุสลิม ในกรุงเทพฯ และ ทางใต้ ให้ลง สมัคร ผู้สื่อข่าว ได้ถามว่าทำไม พี่น้อง มุสลิม ถึงได้สนับสนุน นายเดชทัต ตอบว่า ในฐานะ ต้นสกุล บุนนาค มาจาก ท่านเฉก  อะหมัด สมัยกรุงศรีอยุธยา และ ปัจจุบัน ตนเอง ก็ยังมีการร่วมงาน กิจกรรม ต่างๆ กับ พี่น้อง มุสลิม อย่างต่อเนื่อง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ในอดีต ถึง ปัจจุบันนี้

ตำรวจทางหลวงสกัดจับ 6 คนจีนคาดหลบหนีจากถูกทลายรังสแกมเมอร์ในเมียนมา

ตำรวจทางหลวงสกัดจับ ชาวจีน 6 คน คาดหลบหนีออกจากพื้นที่ “เคเคปาร์ค หลังทหารเมียนมาปราบแก๊งสแกมเมอร์ สอบปากคำผ่านล่าม ยังปากแข็ง

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.1 บก.ทล. ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชาวจีน 6 รายที่บริเวณ กม.48-49 ถนนพหลโยธิน(ขาเข้า) ทล.1 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

พฤติการณ์  เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 เวลา 17.00 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมออกตรวจพื้นที่ในเขตรับผิดชอบ เพื่อสกัดกั้นการกระทำผิดทางอาญาและความผิดตามกฎหมายที่มีโทษทางอาญา จนมาถึงบริเวณ กม.48–49 ถนนพหลโยธิน (ขาเข้า) ทล.1 ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบรถยนต์กระบะยี่ห้อ TOYOTA REVO สีขาว ติดป้ายทะเบียนจังหวัดตาก จอดอยู่ริมทางก่อนถึงจุดตรวจประมาณ 200 เมตร

เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ พบ นายวัฒนชัยฯ อายุ 30 ปี เป็นผู้ขับขี่ พร้อมผู้โดยสารชาวต่างชาติหลายรายอยู่ภายในรถ เมื่อขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง พบว่าทั้งหมดเป็น สัญชาติจีน จึงนำตัวมาทำการตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดผ่านระบบสารสนเทศ (PIBIC) ของ สตม. ผลการตรวจสอบพบว่า ผู้โดยสารชาวจีนทั้งหมด เคยได้รับอนุญาตให้เข้าเมือง แต่ไม่ได้ต่ออายุวีซ่า (Overstay) โดยบางรายอยู่เกินกำหนดมากถึง 900 วัน

จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ถูกจับ ไม่ปรากฎการใช้งานตามลักษณะของบุคคลทั่วไป คล้ายต้องการปิดบังตัวตน หรือการตรวจสอบ ทำให้เจ้าหน้าที่สงสัยว่า กลุ่มผู้ถูกจับอาจมี ส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่าย แก๊งสแกมเมอร์ “เคเคปาร์ค” เนื่องจากปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ “เคเค ปาร์ค” ของทหารเมียนมา ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม มีการจับกุมชาวต่างชาติจำนวนมาก  ส่งผลให้แรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ต้องหลบหนีออกจากพื้นที่และลักลอบเข้าสู่ฝั่งไทย เมื่อสอบปากคำเบื้องต้น ผ่านล่ามแปลภาษาจีน ผู้ถูกจับ ไม่ให้ความร่วมมือ และหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูล

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”ต่อมาเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ถูกจับทั้งหมด พร้อมของกลาง ส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.พระอินทร์ราชา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนดิจิทัล นำทีม “สื่อมวลชนจิตอาสา” แจกอาหารพระราชทาน ณ ท้องสนามหลวง

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 (เวลา 11.00 น.) สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนดิจิทัล นำโดยนายรัฐณกรณ์ อมรวีระวัฒน์ นายกสมาคมฯ พร้อมด้วย ที่ปรึกษาสมาคมฯ อาทิ หมึก มายา – ป๋าแหง็ม และเพื่อนพ้องน้องพี่สื่อมวลชน ทุกสำนักข่าวร่วมแจกอาหารพระราชทาน ณ ท้องสนามหลวง

กิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติ จากดร.ชูชีพ ตรีโภคา เลขานุการในองศ์ พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล (ท่านใหม่) พร้อมด้วย คุณสมหมาย เอี่ยมสะอาด ที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราาฎรคนที่ ๒ มาร่วมเป็นประธานฯ แจกอาหารพระราชทานให้กับประชาชนที่มาถวายความอาลัย “สมเด็จพระพันปีหลวง”

โดยได้รับการสนับสนุนซาลาเปา จำนวน 4,000 ลูก และชิฟฟ่อนเค้กฟู 1,000 ชิ้น จาก KOMOLAB CHEESE  MOONE Hand crafted Rolls ขนมปังสังขยา เพื่อร่วมแบ่งปันและเสริมกำลังใจแก่ผู้มาร่วมงาน ณ ท้องสนามหลวง (ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

ขออนุโมทนาบุญกับทุกแรงใจและความเมตตาที่ร่วมกันสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันให้เกิดขึ้นอย่างงดงาม

.

น้ำท่วมใต้ขยายวง รฟท.ปรับเปลี่ยนสถานีต้นทาง-ปลายทาง งดเดินรถท้องถิ่นอีก 13 ขบวน

น้ำท่วมใต้ขยายวงกว้าง การรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งปรับเปลี่ยนสถานีต้นทาง – ปลายทาง และงดเดินขบวนรถท้องถิ่น (สายใต้) เพิ่มอีก 13 ขบวน

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย โพสต์ แจ้งการรถไฟฯ แจ้งปรับเปลี่ยนสถานีต้นทาง – ปลายทาง และงดเดินขบวนรถท้องถิ่น (สายใต้) เพิ่มอีก 13 ขบวน จากเหตุน้ำท่วม ขยายวงกว้างหลายพื้นที่ ตั้งแต่วันนี้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งว่า เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ครอบคลุมหลายจังหวัดและส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินรถ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสถานีต้นทาง–ปลายทาง และงดเดินขบวนรถ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร ดังนี้

– ขบวนรถที่ปรับเปลี่ยนต้นทาง – ปลายทาง จำนวน 8 ขบวน ประกอบด้วย
1. ขบวนรถท้องถิ่นที่ 447/448 (สุราษฎร์ธานี – สุไหงโกลก– สุราษฎร์ธานี)ปรับเปลี่ยนเส้นทาง เป็น 2 ช่วง
ช่วงที่ 1 ขบวนรถท้องถิ่นที่ 447/448 ปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินขบวนรถ สุราษฎร์ธานี – ชุมทางทุ่งสง – สุราษฎร์ธานี
ช่วงที่ 2 ขบวนรถท้องถิ่นที่ 448/447 ปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินขบวนรถ สุไหงโกลก – ยะลา – สุไหงโกลก
(ช่วงชุมทางทุ่งสง – ยะลา – ชุมทางทุ่งสง งดเดินขบวนรถ)
2. ขบวนรถท้องถิ่นที่ 452 (สุไหงโกลก – นครศรีธรรมราช) ปรับเปลี่ยนเส้นทางเป็น สุไหงโกลก – ยะลา
3. ขบวนรถท้องถิ่นที่ 445/446 (ชุมพร – ชุมทางหาดใหญ่ – ชุมพร) ปรับเปลี่ยนเป็น ชุมพร – ชุมทางทุ่งสง – ชุมพร (ช่วงชุมทางทุ่งสง – หาดใหญ่ ไม่มีเดิน)
4. ขบวนรถสินค้าห่อวัตถุด่วนที่ 985/986 กรุงเทพ(หัวลำโพง) – สุไหงโกลก – กรุงเทพ(หัวลำโพง) ปรับเปลี่ยนเป็น กรุงเทพ(หัวลำโพง) – พัทลุง – กรุงเทพ(หัวลำโพง)

– ขบวนรถที่งดเดิน จำนวน 6 ขบวน ประกอบด้วย

1. ขบวนรถท้องถิ่นที่ 451 นครศรีธรรมราช – สุไหงโกลก
2. ขบวนรถท้องถิ่นที่ 454 สุไหงโกลก – ยะลา
3. ขบวนรถท้องถิ่นที่ 455/456 นครศรีธรรมราช – ยะลา – นครศรีธรรมราช
4. ขบวนรถท้องถิ่นที่ 463/464 พัทลุง – สุไหงโกลก – พัทลุง

อย่างไรก็ตาม การรถไฟฯ ได้เร่งดูแลอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารให้เดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย รวมถึงได้ให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำและปริมาณฝนตกอย่างใกล้ชิด โดยให้ฝ่ายการช่างโยธา และนายสถานีในพื้นที่ได้เฝ้าระวังประเมินและแก้ไขสถานการณ์อย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์

ตลอดจนให้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ มาตรการด้านความปลอดภัย และให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหากระดับน้ำลดลงแล้วให้เร่งดำเนินการซ่อมปรับปรุงสภาพทางเพื่อเปิดการเดินรถได้ตามปกติโดยเร็ว อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยในการเดินทางแก่ผู้โดยสารให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

การรถไฟฯ ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ ทั้งนี้ ผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วล่วงหน้าในเส้นทางที่ได้รับผลกระทบและไม่ประสงค์เดินทาง สามารถติดต่อ ขอคืนเงินค่าตั๋วได้ที่สถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ.

ตรังสาหัส!ท่วมลาม 7 อำเภอ บ้านเรือนเสียหายหนัก-พื้นที่การเกษตรพังยับ

ฝนตกหนักติดต่อเนื่อง 2-3 วัน ทำให้หลายพื้นที่ จ.ตรัง เกิดน้ำท่วมลุกลามแล้ว 7 อำเภอ ส่งผลให้ถนนระหว่างอำเภอหลายสายเริ่มสัญจรไปมาลำบาก รวมทั้งมีบ้านเรือน และพื้นที่เกษตร ได้รับผลกระทบไม่น้อย

ขณะที่เจ้าหน้าที่เปิดประตูระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง ในพื้นที่ ต.หนองตรุด หลังล่าสุดมีปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นและไหลมาเร็วมาก ซึ่งอาจส่งผลให้พื้นที่ตอนล่างใน อ.เมืองตรัง และ อ.กันตัง เกิดผลกระทบได้

รวมทั้งยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์มวลน้ำก้อนใหญ่ที่จะไหลทะลักจาก อ.ทุ่งสง มาสบทบเพิ่มอีกใน 1-2 วันนี้ด้วย

.

ตำรวจบุกทลายเครือข่ายทุนจีนเทาปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหดร้อยละ 3,000 ต่อปี

ทลายเครือข่ายแอปพลิเคชันเงินกู้เถื่อน ก๊วนจีนเทา รวมกว่า 30 แอปฯ ดอกเบี้ยพุ่งร้อยละ 3,000 ต่อปี หากไม่จ่ายถูกประจานถ้วนหน้า พบเงินทุนหมุนเวียนรวมกว่า 3,000 ล้านบาท

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้น ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ.เข้าตรวจค้น1. บ้านแห่งหนึ่ง ภายในเขตสายไหม กรุงเทพมหานครและ2. บ้านแห่งหนึ่ง ภายในอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 13 หมายจับ ผู้ต้องหา 10 ราย พร้อมยึดของกลางอีกจำนวนมาก

ทั้งนี้ผู้ต้องหา 1-7จะถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและร่วมกันเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด”

ส่วนผู้ต้องหารายที่ 8-10 จะถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด, ร่วมกันทวงถามหนี้ในลักษณะการข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทำอื่นใดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น ร่วมกันทวงถามหนี้โดยใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้หรือผู้อื่น ร่วมกันทวงถามหนี้โดยแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้”

พฤติการณ์ ในช่วงปี 2568 ได้มีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. กรณีกู้เงินมาจากแอปพลิเคชันเงินกู้นอกระบบชื่อ vita shelf , ทรัพย์พลัส และสินเชื่อมือโปร รวมถึงแอปพลิเคชันอื่นที่เกี่ยวข้อง อีกกว่า 30 แอปพลิเคชัน โดยเรียกดอกเบี้ยโหดกว่าร้อยละ 3,000 ต่อปี นอกจากนั้นยังมีพฤติการณ์ข่มขู่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกหนี้ เป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเสียหาย และมีการข่มขู่คุกคามผู้กู้ให้ได้รับความเดือดร้อน

ต่อมาจึงได้ทำการสืบสวนสอบสวนรวบรวมข้อมูล พบว่ากลุ่มปล่อยเงินกู้ดังกล่าวเป็นเครือข่ายลักลอบปล่อยเงินกู้นอกระบบผ่านแอปพลิเคชันชื่อ vita shelf ,ทรัพย์พลัส และสินเชื่อมือโปร รวมถึงแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกว่า 30 แอปพลิเคชัน ซึ่งมีพฤติการณ์ในการปล่อยเงินกู้เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ทวงถามหนี้โดยส่งข้อความข่มขู่คุกคามผู้เสียหาย ซึ่งจากการสืบสวนพบว่ามีกลุ่มทุนชาวจีนอยู่เบื้องหลัง โดยเจ้าหน้าที่สามารถพิสูจน์ทราบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชัน และสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุมัติหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องได้หลายราย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ฯ ได้ทำการเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 2 จุด ในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และ อุดรธานี ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ทั้งหมด 13 หมายจับ ผู้ต้องหา 10 ราย

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าแอปพลิเคชัน vita shelf ,ทรัพย์พลัส และสินเชื่อมือโปร มีลักษณะคล้ายกันโดยเมื่อดาวน์โหลดแอปพลิชันแล้ว จะพบว่าภายในแอปพลิชันดังกล่าวมีแอปพลิเคชันย่อยแอบแฝงอยู่กว่า 30 แอปพลิเคชัน ซึ่งลูกหนี้สามารถเลือกกู้เงินได้ โดยมีการคิดค่าบริการร้อยละ 40 ของยอดเงินกู้ ต่อ 7 วัน หรือคิดดอกเบี้ยกว่า ร้อยละ 3,000 ต่อปี เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา ก็จะโทรศัพท์และส่งข้อความมาทวงถาม ในลักษณะข่มขู่คุกคามว่าจะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้จากการสืบสวนเพิ่มเติม พบว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือนายทุนชาวจีนที่เป็นผู้รับผลประโยชน์และเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับแอปพลิเคชันดังกล่าว 

โดยในส่วนของแอปพลิเคชัน “vita shelf” “ทรัพย์พลัส” “สินเชื่อมือโปร” จากการตรวจสอบพบว่าไม่เคยได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับแต่อย่างใด โดยภายในระยะเวลา 1 ปี ทั้ง 3 แอปพลิเคชัน มีกลุ่มคนร้ายใช้บัญชีธนาคารกว่า 10 บัญชี ในการกระทำความผิด และมียอดเงินหมุนเวียนรวมทั้ง 3 แอปพลิเคชัน รวมทั้งสิ้นกว่า 3,000 ล้านบาท เมื่อแอปพลิเคชันได้กำไรจากการปล่อยเงินกู้นอกระบบแล้ว

ทั้งสามแอปพลิเคชันมีการนำกำไรดังกล่าว โอนต่อไปยังผู้รับผลประโยชน์เป็นชาวต่างชาติ (คนจีน) และหมุนเวียนใช้จ่ายเป็นการซื้อเหรียญคริปโตเคอเรนซี, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, สินค้า  และบริการต่างๆ เพื่อให้ยากต่อการถูกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ 

ต้นแบบเกษตรกร “ทรงพล เผ่าแสง”พลิกผืนดินปลูกข่าแดงขายโกย3หมื่น/เดือน

ปราจีนบุรี – ทำมาหากินปลูกข่าแดงขายรายได้กระฉูดวันละ1,000 กว่าบาท ใช้แรงงานจ้างคนเฒ่าคนแก่ที่เป็นเครือญาติไม่ให้เหงาและมีรายได้ นอกเหนือจากเบี้ยสูงอายุ วันละ100กว่าบาท เพื่อเป็นค่าหมากค่าพลู

เกษตรกรยุคใหม่ “ทรงพล เผ่าแสง” อายุ 46 ปี นับว่าเป็นเกษตรกรต้นแบบ ชาวตำบลวังดาล อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอดีตหนุ่มโรงงานผันชีวิตออกมาเป็นเกษตรกรพึ่งพาตนเอง ไม่กลับมาเป็นมนุษย์เงินเดือน บริหารจัดการเวลาชีวิตตนเองลึครอบครัวได้ดีโดยทำการปลูกข่าแดงขายหน่อบนเนื้อที่ 5ไร่เศษ แบ่งพื้นที่ทำกับพี่น้อง  ปลูกข่า10กว่าปี ส่งขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดอำเภอกบินทร์บุรี โดยตัดหน่อข่าขายทุกวัน

นายทรงพล กล่าวว่า วิธีการปลูกข่ามีเทคนิคใคร เทคนิคมัน ขยายพันธ์ง่ายๆการปลูกข่าแดงเริ่มต้นด้วยการเลือกเหง้าเลือกเหง้าข่าที่สมบูรณ์ มีตาหรือหน่อประมาณ 4-5 ตา นำมาปลูกในหลุมห่างกันประมาณ 1×1 เมตร หรือตามระยะที่ต้องการ วางท่อสปริงเกอร์ให้น้ำทุก 2 วัน รดน้ำให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอแต่ไม่ชอบน้ำขัง ในช่วงหน้าแล้งหน้าฝนลดลดการให้น้ำช่วงแรก  ข่าจะเติบโตได้ดีในที่แดดรำไรและดินชุ่มชื้นแต่ไม่แฉะ

การปลูก วางเหง้าลงในหลุม โดยให้ยอดชี้ขึ้น บีบดินให้แน่นรอบเหง้า จะเน้นใส่ปุ๋ยขี้ไก่เป็นหลักการปลูกควรมีการรองปุ๋ยรองก้นหลุมและใส่ปุ๋ยทุกครั้งหลังเก็บเกี่ยวและใช้ใบที่เหลือจากตัดต้นขายเป็นปุ๋ยอินทรีภายในตัว หลังจากข่าอายุได้ 3 เดือนจะเริ่มขุดหน่อขายได้แล้วหากต้องการให้ข่าแตกหน่อเร็วและเยอะ ให้เลือกต้นที่ออกดอกแล้ว และหลังจากขุดข่าออกไปแล้ว ให้กลบหลุมด้วยแกลบดำให้พูนเป็นหลังเต่า จะช่วยให้ได้ข่าสีสวยและขุดง่ายในครั้งต่อไป

นายทรงพล กล่าวว่าปลูกข่าแบ่งพื้นที่การปลูกกับแม่และน้องชายเนื้อที่ 5 ไร่เศษ ข่าขายได้ 3 ส่วนได้แก่  หัวข่าอ่อนเมื่อขุดออกมาจากต้นแล้วตัดรากออก ให้เหลือลำต้นไว้ราว 5 ซม.

ส่วนที่สองข่าแก่จะตัดออกแยกไว้ขายให้กับแม่ค้าที่ทำพริกแกงในตลาดสด ส่วนที่สามลำต้น นำลำต้นที่ตัดไว้ประมาณ 35 ซม.นำมาปลอกเปลือกขายมัดเป็นกำเป็นต้นขาอ่อน การขายหน่อข่านั้นจะขายกก.ละ36-40บาท ข่าแก่ขายกก.ละ 20 บาท และต้นข่าอ่อนขายกก.ละ 50 บาท ทุกเช้าจะขุดหน่อข่าทุกวันวันละไม่ต่ำกว่า 30 กก.

การขุดหน่อข่า  จะแบ่งขุดออกให้เหลือไว้ด้านใดด้านหนึ่ง เลือกบริเวณด้านที่ข่าแตกหน่ออ่อนออกมาไว้ 4-5 ต้นแล้วตัดใบทิ้งใช้เปลือกมัดต้นไว้กันต้นหักล้มเพื่อเลี้ยงกอไว้รอตัดขายในอีก25วันข้างหน้าก็สามารถวนมาตัดขายได้อีก ทำแบบนี้จะสามารถหมุนเวียนตัดหน่อขาขายได้ตลอดปี มีรายได้ในการขายข่า ร่ายได้ดี วันละ1,000 กว่าบาท พึ่วพาตนเองเลี้ยงดูครอบครัวอยู่ได้ ส่วนใบข่าจะตัดแล้วเอาวางไว้บริเวณรอบๆกอเพื่อเป็นปุ๋ยอินทรีย์

หลังจากตัดหน่อข่าแล้วจะนำมาล้างทำความสะอาด โดยใช้ปั๊มน้ำแรงดันสูงฉีดล้างดินและเปลือกใช้เวลาไม่ถึงนาทีก็ล้างหน่อข่าแต่ละเหง้าแล้วนำไปตัดรากออกบรรจุใส่ถุง แล้วบรรจุใส่ถุงใสแบบ 5 กก.ขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นขาประจำได้เลย ซึ่งแรงงานจ้างคนเฒ่าคนแก่ที่เป็นเครือญาติไม่ให้เหงาและมีรายได้นอกเหนือจากเบี้ยสูงอายุ วันละ100กว่าบาท เพื่อเป็นค่าหมากค่าพลู

โดย… มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ทองสุข สิงห์พิมพ์-ภาพ/ ปราจีนบุรี ###