ดอยอินทนนท์สุดคึกคัก!นักท่องเที่ยวแห่สัมผัสหนาวยามเช้า

บรรยากาศการท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ กลับมาคึกคักอย่างต่อเนื่องในช่วงเริ่มต้นฤดูหนาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามเช้าที่อุณหภูมิลดต่ำลงมาอยู่ที่ 6 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอย ทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากพากันหลั่งไหลเดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวเย็น

นอกจากนี้เพื่อชมความงามของปรากฏการณ์ธรรมชาติ อุณหภูมิลดฮวบ บริเวณยอดดอยอินทนนท์รายงานอุณหภูมิต่ำสุดแตะ 6 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่หนาวเย็นที่สุดในรอบหลายวันที่ผ่านมา

นักท่องเที่ยวเนืองแน่น แม้จะเป็นช่วงเช้าตรู่ แต่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติก็ไม่ย่อท้อ ต่างสวมเสื้อกันหนาว หมวก และถุงมือ เพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้นและสัมผัสความหนาวเย็น

.

อุณหภูมิดิ่ง 20 องศา คนขอนแก่นแห่ซื้อผ้ากันหนาวดันยอดขายพุ่ง

อากาศขอนแก่นเย็นต่อเนื่องแตะ 20 องศา ชาวบ้านแห่ซื้อเสื้อกันหนาวมือสองคึกคัก ร้านค้าคอนเฟิร์มปีนี้หนาวแรง–ขายดีกว่าปีก่อน

ประชาชนจำนวนมาก พากันมาออกมาเลือกซื้อเสื้อกันหนาวมือสองที่ตลาดสดบางลำภู จ.ขอนแก่น กันอย่างคึกคัก ภายหลังจากสภาพอากาศที่ จ.ขอนแก่น อุณหภูมิลดลงต่อเนื่องโดยช่วงเช้าวันนี้วัดระดับอุณหภูมิได้ 20  องศาเซลเซียส ทำให้ประชาชนได้ออกมาเลือกซื้อเสื้อกันหนาวมือสอง กันอย่างคึกคัก

น.ส.ไพรัตน์ แสงสว่าง อายุ 58 ปี เจ้าของร้านไพรัตน์ ผ้ามือสอง ตลาดบางลำภู กล่าวว่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาขอนแก่นอากาศเริ่มเย็นลงต่อเนื่อง พร้อมลมหนาวที่พัดมา ทำให้ประชาชนออกมาเลือกซื้อเสื้อกันหนาวจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศการขายเสื้อกันหนาวมือ 2 ที่ร้านตนเอง เริ่มขายดีขึ้น ส่วนปัญหาชายแดนกับการนำเข้าเสื้อกันหนาวมือสองช่วงแรกๆที่รบกันมีปัญหาบ้าง แต่ตอนนี้ค้าขายได้ตามปกติและสามารถนำเข้ามาได้ 

“ส่วนใหญ่เสื้อที่ขายดีจะเป็นเสื้อฮูด สเวกเตอร์ เพราะใส่ได้ทุกเพศทุกวัย นักเรียน นักศึกษาใส่ได้หมด ใส่ได้ทุกช่วงฤดู ราคาขายเสื้อกันหนาวมือสองขายเริ่มต้นตัวละ 70 บาท แพงที่สุดในร้าน 100 บาท อย่างไรก็ตามถ้าเทียบช่วงนี้กับปีที่ผ่านมาปีนี้ ขายดีกว่าเพราะตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา จะหนาวกว่าปีที่ผ่านมา คนเริ่มทยอยออกมาซื้อเสื้อใส่มากขึ้นและคึกคักกว่าปีที่แล้ว”

เกษตรกรตรังรวมกลุ่มปลูกโกโก้ในสวนยาง-ปาล์มพร้อมแปรรูปส่งขายรายได้พุ่ง

สวนยางพาราในพื้นที่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรังของ “นางพะยอม วารินสะอาด” กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตโกโก้ในรอบ 15 วัน เพื่อนำไปผ่าเอาแต่เมล็ดนำไปตากแห้ง แล้วส่งขายให้กับบริษัท โดยพบว่าเป็นการจับมือรวมกลุ่มกันของเกษตรกรชาวสวนปาล์ม และชาวสวนยางในพื้นที่อำเภอห้วยยอด จากหลายตำบล เพื่อรวบรวมผลผลิตในนามกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพะยอมทอง

นอกจากทางกลุ่มจะใช้วิธีการนำโกโก้ไปตากแดดธรรมชาติแล้ว ยังมีการประยุกต์ทำห้องอบเอง โดยการใช้ไม้ทำเป็นโรงเรือนขนาดเล็ก แล้วภายในทำเป็นชั้นๆ สำหรับตากเมล็ด ก่อนหุ้มล้อมรอบโรงเรือนด้วยพลาสติกอย่างหนา ทำให้ได้โรงอบเมล็ดโกโก้อย่างง่ายด้วยภูมิปัญหาของสมาชิกในกลุ่ม แถมยังช่วยลดรายจ่ายได้ด้วย

นางพะยอม ในฐานะประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพะยอมทอง บอกว่า เดิมทีตนเองมีพื้นที่นาอยู่ประมาณ 8 ไร่ แต่ต่อมาถูกน้ำท่วมขังทุกปี ทำให้ทำนาไม่ได้ จึงได้เปลี่ยนมาปลูกยางแทน แต่ก็ต้องประสบกับปัญหาสภาพดินแข็ง และแม้จะปลูกหญ้าแล้ว ก็ยังไม่ค่อยได้ผล จึงอยากหาพืชชนิดอื่นมาปลูกเพื่อช่วยปรับปรุงดิน จึงลองนำโกโก้พันธุ์ชุมพร 1 มาปลูกแซม ปรากฏว่า ใบดก ทรงพุ่มหนาดี และให้ผลผลิตดี

 จากนั้นจึงได้ปลูกโกโก้จนเต็มพื้นที่ ในบริเวณระหว่างร่องยาง ตั้งแต่ปี 2562 แต่ต่อมาประสบปัญหาด้านราคา และไม่มีตลาดรองรับ ทำให้โกโก้ปลูกปล่อยทิ้ง ไม่ได้ดูแลเท่าที่ควร แต่ตอนนี้กลับมาบำรุงเต็มที่ ทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้ทุกๆ 15 วัน รอบละประมาณ 300 กว่ากิโลกรัม สร้างรายได้เสริมให้เดือนละประมาณ 6,000-7,000 บาท ซึ่งถือว่าน่าพอใจ เพราะจากที่มีรายได้ทางเดียวจากยาง แต่ก็มามีรายได้เสริมจากโกโก้ด้วย

โดยในหน้าฝนโกโก้จะให้ผลผลิตออกมามาก แต่ในช่วงหน้าแล้งอาจมีผลผลิตน้อยลง แต่หากได้ปรับปรุงระบบน้ำให้ดี ก็จะออกผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ขณะเดียวกันใบโกโก้ที่ร่วงหล่นคลุมดิน ยังย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย ช่วยเพิ่มความชื้นให้กับดิน และทำให้ดินดีขึ้น จนส่งผลดีต่อต้นยางที่ปลูกร่วม ทำให้ปริมาณน้ำยางเพิ่มขึ้น หลังจากตนเองได้ปลูกโกโก้แซมลงไป 400 กว่าต้น ซึ่งครึ่งหนึ่งเก็บผลผลิตได้แล้ว โดยมีเปลือกบาง เนื้อเยอะ เมล็ดโต

ต่อมาจึงได้มีการชักชวนเพื่อนสมาชิกให้มาปลูกโกโก้แซมในสวนยาง และสวนปาล์ม แล้วร่วมกันจัดตั้งกลุ่มอย่างเป็นทางการ ล่าสุดมีสมาชิกทั้งหมด 22 คน เพื่อผลผลิตของตนเอง และรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก ที่รับซื้อผลสดมาในราคา กก.ละ 9 บาท แล้วจะแกะเอาเมล็ดออก ก่อนนำไปหมัก และนำไปตากแห้ง เพื่อแปรรูปส่งขายให้แก่บริษัทที่มารับถึงที่ในราคาเมล็ดตากแห้ง กก.ละ 160 บาท รวมประมาณรอบละเกือบ 2,000 กก. (รอบละ 15 วัน)

ปัจจุบันเริ่มมีเกษตรกรสนใจมาปลูกโกโก้กันมากขึ้น เพราะต่างมั่นใจในตลาด และผู้ว่าฯ ตรัง เองก็ออกมาส่งเสริมให้มีการปลูก โดยให้นโยบายไว้ว่าในปี 2570 จะขยายพื้นที่ปลูกให้ถึง 1,800,000 ต้นเลยทีเดียว อีกทั้งโกโก้ก็ปลูกไม่ยาก แค่ 3 ปี ก็เก็บผลผลิตได้แล้ว

โดย….คนิตา สีตอง

.

ตลาดพิษณุโลกแหล่งรวมปลาลุ่มน้ำยมที่ครองใจคนเมืองสองแคว

หากพูดถึงตลาดเช้าที่คึกคักที่สุดของเมืองพิษณุโลก ต้องมีชื่อ “ตลาดใต้” หรือ “ตลาดเทศบาล 1” ติดอันดับต้นๆ และหนึ่งในร้านที่เรียกลูกค้าได้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ก็คือ“รวมปลาตลาดใต้ พิษณุโลก — 27 ปีแห่งรสชาติบ้านๆ จากลุ่มน้ำยม ที่ครองใจคนทั้งตลาด” ร้านเก่าแก่ที่เปิดขาย “ปลาธรรมชาติจากลุ่มน้ำยม” มานานกว่า 27 ปี

ทุกเช้าตั้งแต่เวลาประมาณ 01.00 น. นางสมคิด ราชาธร อายุ 50 ปี เจ้าของร้าน จะเริ่มเตรียมเตาถ่าน ย่างปลา ตำน้ำพริก และจัดปลาทอดร้อนๆ เพื่อต้อนรับลูกค้ารอบแรกช่วง 05.00–10.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดคึกคักที่สุด โดยเฉพาะวันเสาร์–อาทิตย์ที่ผู้คนแน่นจนแทบเดินเบียดกัน

สินค้าขายดีของร้านคือ ปลาดุกย่าง–ปลาดุกทอด ตัวละ 30–40 บาท แล้วแต่ขนาด พร้อมน้ำพริกหลากหลายอย่าง ตั้งแต่น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกปลาร้า ไปจนถึงน้ำพริกซีฟู้ด ซึ่งยังคงขายในราคาถุงละ 10 บาท แบบจับต้องได้

เสน่ห์สำคัญที่ทำให้ลูกค้าติดใจ คือ ปลาเกือบทั้งหมดเป็นปลาจากธรรมชาติในลุ่มน้ำยม โดยเฉพาะแถบจังหวัดสุโขทัยและอำเภอบางระกำ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของปลาน้ำจืดพื้นถิ่น ไม่ว่าจะเป็นปลาสร้อย ปลาไส้ตัน ปลาแปป ปลากระดี่ ปลารากกล้วย ปลาเนื้ออ่อน ปลาหมอ และปลาสังฆวาส ซึ่งจะมีมากเป็นพิเศษในช่วงปลายฝนต้นหนาวเมื่อพื้นที่มีน้ำท่วมทุ่ง

อีกเมนูที่ลูกค้าห้ามพลาดคือ มะเขือเผาเตาถ่านและพริกเผาหอมๆ ที่เผาใหม่ทุกวัน ใช้ทำเครื่องจิ้มสดๆ ไม่มีค้างคืน เป็นคู่หูที่เข้ากันดีกับปลาย่างและน้ำพริกของร้านจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ลูกค้าสามารถแวะมาซื้อได้ทุกวัน ร้านตั้งอยู่บริเวณด้านทิศใต้ของอาคารตลาดใต้ วันธรรมดาคนอาจจะไม่แน่นมาก แต่ปลานานาชนิดยังวางขายครบเหมือนเดิม ส่วนวันเสาร์–อาทิตย์ต้องเผื่อเวลา เพราะร้านนี้ขึ้นชื่อว่ามาคนเดียวกินไม่พอ ต้องหิ้วกลับบ้านทุกครั้ง

ข่าว/ภาพ : นายชินวัฒน์ สิงหะ ผู้สื่อข่าวจังหวัดพิษณุโลก

ตำรวจอุทัยธานีพร้อมใจปฏิญาณตน หน้าโรงพัก “พวกเราต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน”

อุทัยธานี – ตำรวจพร้อมใจปฏิญาณตน หน้าโรงพัก พวกเราต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนป้องกันปราบปรามอาชญากรรม

เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน  บรรยากาศหน้าโรงพัก สภ.ทัพทัน อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี หลังมีกระแส พายุโหมกระหน่ำ โจมตีเรื่องภาพลักษณ์ของตำรวจ ที่ถูกกล่าวหา จนเกิดปรากฏการณ์ ตำรวจทั่วประเทศขึงขัง พร้อมใจกันท่องคำปฏิญาณตน

นำโดย พ.ต.อ.ภูมิรพี ผลาภูมิ ผู้กำกับสภ.ทัพทัน นำข้าราชการตำรวจในสังกัด สภ.ทัพทัน ร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติ-กล่าวคำปฏิญาณ ตำรวจต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม

โดยระบุใจความ จะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ จะยอมเสียสละให้แก่ประชาชน ตามหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และจะยึดมั่นรักษาระเบียบวินัย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด เน้นย้ำความรักความสามัคคีในหน่วยงาน

ทั้งนี้ได้มีการยืนถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ชาวปราจีนฯผวา!เจ้าสิบล้อช้างป่าอ่างฤาไนนำโขลง6ตัวยกพลข้ามถิ่นบุกยึดไร่อ้อย

ปราจีนบุ – ชาวบ้านหนองตลาด ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์ผวา “เจ้าสิบล้อ”ช้างป่าอ่างฤาไนบุกข้ามฝั่งจากแปดริ้วไกลถึงปราจีนฯนำโขลง6ตัวยกพลบุกลุยไร่อ้อย

เมื่อวันที่ 18 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีได้รับการร้องทุกข์ชาวบ้านจากชาวบ้านหนองตลาดหมู่ที่ 7 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีต่างพากันหวาดผวาเจ้าสิบล้อช้างป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนจังหวัดฉะเชิงเทรา(ป่าลุ่มต่ำผืนสุดท้ายของไทยในเขตรอยต่อ 6 จังหวัดภาคตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา จ.สระแก้ว จ.จันทบุรี จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี)  พร้อมสมุน 6ตัว  ยกโขลงอพยพข้ามฝั่งจาก จ.ฉะเชิงเทรามาหากินไกลในช่วงต้นหนาวนี้ไกลถึงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี

โดยยกโขลงบุกยึดแหล่งอาหารชั้นเลิศไร่อ้อยของชาวบ้านเป็นที่หากินหลับนอนแล้วไม่ยอมกลับคืนถิ่น สร้างความหวาดผวาอย่างมากในอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน  ชุดจิตอาสาเฝ้าระวังช้างป่าได้ใช้โดรนบินสำรวจพบว่ามีช้างป่าตัวใหญ่รวม6ตัวเข้ามาหากินอยู่ในป่าอ้อยนานนับเดือน  

ล่าสุดเมื่อ 2วันที่แล้ว  เจ้าแข็งแกร่งช้างสีดอจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนยังหากินอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะสลับกันไป-มา  หลังจากถูกเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ผลักดันกลับเข้าเขตพื้นที่อนุรักษ์ผืนป่าเขาอ่างฤาไน จ.ฉะเชิงเทรา และ ลักลอบย้อนกลับมาหากินในพื้นที่ ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีที่มีแหลางอาหารสมบูรณ์ทั้งไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด โดยเฉพาะนาข้าวที่รอการเก็บเกี่ยว(ข้าวนาปี)

แม้ทางเจ้าหน้าที่และจิตอาสาชุดเฝ้าระวังช้างป่าตำบลวังท่าช้าง ตำบลเขาไม้แก้ว ตำบลย่านรี ตำบลลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีร่วมกับชุดของฝั่งสนามขัยเขต จ.ฉะเชิงเทราผลักดัน  ฝูงช้างป่าได้แตกฝูงออกจากผืนป่าเขาอ่าฤาไนข้ามฝั่งจังหวัดจากแปดริ้ว หรือ จ.ฉะเชิงเทรา ข้ามมาหาในกินพื้นที่ จ.ปราจีนบุรีต่อเนื่องแล้วมักอยู่ยาวไม่ยอมกลับคืนถิ่น เนื่องจากในพื้นมีการทำไร่อ้อย มันสําปะหลัง ข้าว ข้าวโพด นับหมื่นไร่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศของช้างอย่างดี

นายชัช วิมุตติกร บ้านหนองตลาด กล่าวว่า   พบช้างป่ามีช้างป่าตัวใหญ่ 2 ตัวเข้ามาในบริเวณหน้าบ้านแล้วดึงลูกขนุนลงมาจากต้น เห็นขนุนยังดิบอยู่กินไม่ได้เหยียบทิ้ง เหยียบทิ้งไม่พอยังใช้งาแทงลูกขนุนอีก แล้วเดินไปยังบริเวณหน้าบ้านหักต้นหมากทิ้งขวางทางเข้าบ้านแล้วเดินจากไป ช่วงนั้นเป็นเวลาดึกประมาณ 23:00 น.

ด้านนายหล่อ บุญส่งกล่าวว่า รู้ว่าช้างป่ามาหากินข้างหมู่บ้านนานแล้ว  เมื่อปีที่แล้วช้างมากินข้าวในนาข้าวกินผลผลิตเสียหาย ปีนี้ช้างยังไม่มาต้องรีบเกี่ยวข้าวหนี

ขณะนางสำรวย วรศรี กล่าวว่าได้ยินผู้นำบอกว่าช้าง 6 ตัว มาหากินข้างหมู่บ้านกินข้าวของเพื่อนบ้าน หลังรู้ข่าวรู้สึกหวาดกลัวมาก  ช้างมาตั้ง 6 ตัว และช้างยังหากินอยู่ในป่าอ้อยข้างหมู่บ้านอีกด้วย คาดว่าเจ้าหน้าที่ฯจะทำการผลักดันออกจากพื้นที่เข้าเขตอนุรักษ์ในค่ำของคืนนี้ (18พ.ย.)

โดย… มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ทองสุข สิงห์พิมพ์-ภาพ/ ปราจีนบุรี ###

.

ชาวบ้านผวา!าเจ้าสิบล้อช้างป่าอ่างฤาไนนำโขลง 6 บุกหากินไกลถึงปราจีนฯ

ปราจีนบุรี– ระวังภัย! ผวาเจ้าสิบล้อช้างป่าอ่างฤาไนบุกข้ามฝั่งจากแปดริ้วไกลถึงปราจีนฯนำโขลง6ตัวยกพลบุกลุยไร่อ้อย

เมื่อวันที่ 18 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรีได้รับการร้องทุกข์ชาวบ้านจากชาวบ้านหนองตลาดหมู่ที่ 7 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีต่างพากันหวาดผวาเจ้าสิบล้อช้างป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนจังหวัดฉะเชิงเทรา(ป่าลุ่มต่ำผืนสุดท้ายของไทยในเขตรอยต่อ 6 จังหวัดภาคตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา จ.สระแก้ว จ.จันทบุรี จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี) พร้อมสมุน 6ตัว ยกโขลงอพยพข้ามฝั่งจาก จ.ฉะเชิงเทรามาหากินไกลในช่วงต้นหนาวนี้ไกลถึงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี

โดยยกโขลงบุกยึดแหล่งอาหารชั้นเลิศไร่อ้อยของชาวบ้านเป็นที่หากินหลับนอนแล้วไม่ยอมกลับคืนถิ่น สร้างความหวาดผวาอย่างมากในอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ชุดจิตอาสาเฝ้าระวังช้างป่าได้ใช้โดรนบินสำรวจพบว่ามีช้างป่าตัวใหญ่รวม6ตัวเข้ามาหากินอยู่ในป่าอ้อยนานนับเดือน

ล่าสุดเมื่อ 2วันที่แล้ว เจ้าแข็งแกร่งช้างสีดอจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนยังหากินอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะสลับกันไป-มา หลังจากถูกเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ผลักดันกลับเข้าเขตพื้นที่อนุรักษ์ผืนป่าเขาอ่างฤาไน จ.ฉะเชิงเทรา และ ลักลอบย้อนกลับมาหากินในพื้นที่ ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีที่มีแหลางอาหารสมบูรณ์ทั้งไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด โดยเฉพาะนาข้าวที่รอการเก็บเกี่ยว(ข้าวนาปี)

แม้ทางเจ้าหน้าที่และจิตอาสาชุดเฝ้าระวังช้างป่าตำบลวังท่าช้าง ตำบลเขาไม้แก้ว ตำบลย่านรี ตำบลลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรีร่วมกับชุดของฝั่งสนามขัยเขต จ.ฉะเชิงเทราผลักดัน ฝูงช้างป่าได้แตกฝูงออกจากผืนป่าเขาอ่าฤาไนข้ามฝั่งจังหวัดจากแปดริ้ว หรือ จ.ฉะเชิงเทรา ข้ามมาหาในกินพื้นที่ จ.ปราจีนบุรีต่อเนื่องแล้วมักอยู่ยาวไม่ยอมกลับคืนถิ่น เนื่องจากในพื้นมีการทำไร่อ้อย มันสําปะหลัง ข้าว ข้าวโพด นับหมื่นไร่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศของช้างอย่างดี

นายชัช วิมุตติกร บ้านหนองตลาด กล่าวว่า พบช้างป่ามีช้างป่าตัวใหญ่ 2 ตัวเข้ามาในบริเวณหน้าบ้านแล้วดึงลูกขนุนลงมาจากต้น เห็นขนุนยังดิบอยู่กินไม่ได้เหยียบทิ้ง เหยียบทิ้งไม่พอยังใช้งาแทงลูกขนุนอีก แล้วเดินไปยังบริเวณหน้าบ้านหักต้นหมากทิ้งขวางทางเข้าบ้านแล้วเดินจากไป ช่วงนั้นเป็นเวลาดึกประมาณ 23:00 น.

ด้านนายหล่อ บุญส่งกล่าวว่า รู้ว่าช้างป่ามาหากินข้างหมู่บ้านนานแล้ว เมื่อปีที่แล้วช้างมากินข้าวในนาข้าวกินผลผลิตเสียหาย ปีนี้ช้างยังไม่มาต้องรีบเกี่ยวข้าวหนี

ขณะนางสำรวย วรศรี กล่าวว่าได้ยินผู้นำบอกว่าช้าง 6 ตัว มาหากินข้างหมู่บ้านกินข้าวของเพื่อนบ้าน หลังรู้ข่าวรู้สึกหวาดกลัวมาก ช้างมาตั้ง 6 ตัว และช้างยังหากินอยู่ในป่าอ้อยข้างหมู่บ้านอีกด้วย คาดว่าเจ้าหน้าที่ฯจะทำการผลักดันออกจากพื้นที่เข้าเขตอนุรักษ์ในค่ำของคืนนี้ (18พ.ย.)

โดย…มานิตย์ สนับบุญ-ข่าว/ทองสุข สิงห์พิมพ์-ภาพ/ ปราจีนบุรี ###

ศรีสะเกษจัดพิธีสู่ขวัญบ้านบายศรีเมืองรุ่งเรือง 243 ปี-สวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระพันปีหลวง

จังหวัดศรีสะเกษจัดพิธีสู่ขวัญบ้านบายศรีเมืองรุ่งเรือง 243 ปีและสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระพันปีหลวง

วันนี้(18พ.ย.68) เพื่อความสิริมงคลและเบิกฤกษ์เบิกชัย“ สู่ขวัญบ้าน บายศรีเมือง รุ่งเรือง 243 ปีการสร้างเมืองศรีสะเกษ ” นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นางโสภา ธรรมประจำจิต นายกเหล่ากาชาดจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะพ่อเมืองแม่เมืองได้นำข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคธุรกิจเอกชน ประกอบพิธีสู่ขวัญบ้าน บายศรีเมือง รุ่งเรือง 243 ปี เป็นพิธีพราหมณ์เพื่อขอพรเทพเทพวาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ปกปักษ์

ตลอดจนดวงวิญญาณบรรพบุรุษผู้สร้างบ้านแปลงเมือง ขอให้การจัดงานสำเร็จลุล่วงโดยดีอย่าได้มีปัญหาอุปสรรคใด ๆ เป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษผู้สร้างบ้านแปลงเมือง อีกทั้งยังร่วมเจตนาในการสืบสานรักษาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาอัตลักษณ์วัฒนธรรมคน 4 เผ่า

ต่อจากนั้น ได้ประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีพระวินัยเมธี เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ (ธรรมยุต)เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เป็นการรวมพลังแห่งความจงรักภักดี และ ต่างน้อมความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขและความผาสุกของปวงพสกนิกรชาวไทยตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการทรงงาน

สำหรับงานเฉลิมฉลอง “ สู่ขวัญบ้าน บายศรีเมือง รุ่งเรือง 243 ปี ”กำหนดจัดระหว่างวันที่ 18 – 19 พฤศจิกายน 2568 ที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ โดยภาคค่ำวันที่ 18 พฤศจิกายน มีการประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญบ้าน บายศรีเมือง รุ่งเรือง 243 ปี และ การบินโดรนแปรอักษร จากนั้นรุ่งเช้าวันที่ 19 พฤศจิกายน จะมีการทำบุญตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์สามเณรเพื่อความสิริมงคลร่วมกัน

จากนั้นจะมีขบวนนางรำจาก 22 อำเภอมาร่วมฟ้อนรำเพื่อถวายอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ เป็นการร่วมเฉลิมฉลอง 243 ปีจังหวัดศรีสะเกษ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าโอทอป โดยเฉพาะเสื้อผ้าพื้นถิ่นของแต่ละชนเผ่า หรือ ผ้าเบญจศรีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะหรือภูมิปัญญาโบราณแท้ๆ ของชาวจังหวัดศรีสะเกษอีกด้วย

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ผบ.ตร. โต้เดือดยันไม่ใช่ลิเก ปมขายตำแหน่ง ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องทำ

ผบ.ตร. เปิดใจหลัง สตช. ตกเป็นหลุมระเบิด ยันตนไม่ใช่ลิเก ปมขายตำแหน่งตัวผู้พูดเคยทำ ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องทำ ย้อนถามยืนปฎิญาณตนผิดอะไร ไม่เห็นด้วย กมธ.ถ่ายทอดสด

ตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดใจครั้งแรก หลังช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีภาคสังคม ภาคประชาชนหลายส่วนโจมตีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนเป็นเหมือนหลุมระเบิด ระบุว่า ต้องยอมรับว่าเราทำงานใกล้ชิดกับกฎหมาย เรามีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายแน่นอนว่าอาจจะไปกระทบกระทั่งกับคนที่ไม่เห็นด้วยหรือเห็นต่างหรือกระทำผิด 

อาจมีคนใช้โอกาสนี้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ได้แจกแจงรายละเอียด ยิ่งโจมตีจนทำให้ประชาชนผู้ฟังเชื่อไปตามนั้นโดยที่ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และตัดสินไปแล้วว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ดี

ส่วนที่มีบุคคลมากล่าวหาว่าตนมีคำพูด การกระทำเหมือนพระเอกลิเกที่แสดงต่อประชาชน เรื่องนี้ตนเป็นตำรวจ พ่อเป็นตำรวจ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นตำรวจ ถ้าจำความได้ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยเล่นลิเก เล่นไม่เป็น ลิเกมีบทละครให้ผู้แสดงและให้ความสุขกับพี่น้องประชาชนที่มานั่งดู การเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเราใช้สมองในการทำงาน สั่งกำชับให้หน่วยปฏิบัติภายใน ทำในสิ่งที่ดี ที่ชอบ ที่ควร ตามกฎหมายและต้องดูแลพี่น้องประชาชน ตนไม่ใช่ตัวละครลิเก ไม่ใช่ผู้กำกับหนัง

บางคนที่คิดว่าตนเองกำลังเล่นลิเก หรือเล่นหนังอยู่ ผบ.ตร. ย้อนถามว่า ตัวคนพูดเองเป็นลิเกอยู่หรือเปล่า ผมยืนยันว่าทุกวินาทีผมคิดแต่เรื่องที่จะทำให้องค์กรดีขึ้น หากเจอหลุมระเบิดก็จะต้องพยายามทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเราเป็นหน่วยงานที่ยืนยันอย่างมั่นคงและต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดีให้ได้

ส่วนที่หลายคนออกมาวิจารณ์ภาพตำรวจยืนปฏิญาณอุดมคติตำรวจหน้าเสาธงว่าเป็นการแก้ภาพลักษณ์ตำรวจที่ไม่ถูกจุด ตนเคยให้นโยบายปรับทัศนคติไปแล้วให้ตำรวจตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ฉะนั้นการที่พวกเขาออกมายืนพูดข้อปฏบัติมันผิดอย่างไรส่วนตนกลับสนับสนุน เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครสั่งการ แต่อยู่ที่การกระทำ ซึ่งตำรวจที่ออกมาทำพวกเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร

ทั้งนี้เรื่องที่มีบุคคลระบบว่าองค์กรตำรวจเป็นองค์กรอาชญากรรม ตนหวังว่าตำรวจที่ทำงานอยู่ก็คงจะรู้สึกไม่ดี หลายหน่วยจึงต้องออกมาปฏิญาณตนออกมายืนยันตนเอง แต่ข้าราชการตำรวจคนใดที่มีพฤติกรรมแอบแฝงอยู่ถ้าใครมีข้อเท็จจริงหรือหลักฐานปรากฏตนก็จะต้องดำเนินการถึงที่สุด

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เรียกรับผลประโยชน์จากการแต่งตั้ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวยืนยันว่า เรื่องรับผลประโยชน์ ปูอย่ากินเลือดปูอย่าเอาผลประโยชน์ที่เราจับกุมมาใช้กับตนเอง ตำรวจคนไหนเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งตนพูดได้เลยว่าเป็นเรื่องที่โง่สุดๆ เพราะตัวเองกำชับมาตลอดว่าห้ามปฏิบัติอย่างนั้นเด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะมีการลงโทษหนัก

ตนได้สอบถามโดยตรงกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และรองผู้บัญชาการฯ ทั้งหมดยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ทั้งนี้การที่เรียกมาไม่ได้หมายความว่าทำผิดแต่เรียกมาสืบทราบความจริง ตนได้กำชับแล้วว่าทุกคนต้องให้สัจจะวาจาให้คำมั่น ว่าจะไม่ทำเรื่องเหล่านี้เพราะว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียชั่วร้าย

เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็ตาม หรือแม้จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นตนเองจะไม่มีการไว้หน้ากัน ประเด็นนี้ตนอยากฝากบอกว่า ใครที่พูดอย่าคิดว่าตัวเองทำ คนอื่นก็จะต้องทำ อย่าไปจินตนาการแบบนั้น แน่นอนว่าถ้าตำรวจคนไหนเคยทำก็จะรู้ขั้นตอน ตนไม่รู้ขั้นตอนเพราะตนไม่เคยทำในลักษณะใดๆ และตนเป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ถ้าผู้บัญชาการภูธรภาค 8 คนปัจจุบันทำ แน่นอนว่าก็คงจะต้องโง่สุดๆเพราะตนก็ต้องมีหูเมตตา 

ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาจะโกหกหรือไม่พูดความจริง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้นให้ใคร แม้แต่คนที่เป็นเพื่อนตัวเอง การที่จะตนจะลงโทษ ข้าราชการตามโซเชียลเป็นไปไม่ได้ เราต้องหนักแน่นในหลักการ พร้อมยืนยันว่าผู้บัญชาการภาค 8 จะยังอยูที่เดิมไม่มีการโยกย้ายตามกระแสข่าว

ในประเด็นเรื่องการแต่งตั้งส่วนที่มีผู้กล่าวหาว่า พล.ต.อ. พล.ต.ท. และ ภรรยาน้อย ของ ก.ตร. บางท่าน เรียกรับผลประโยชน์ ในวาระที่จะถึงนี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการกล่าวหา หากใครมีพยานหลักฐานให้นำมาแสดง หากเผยแพร่ไปลอยๆคนก็จะเชื่อโดยไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ที่ให้ข้อมูลนำหลักฐานมาแสดง

เรื่องตำรวจกว่า 200 นายที่อาจจะข้องเกี่ยวกับเว็บพนันที่มีอดีต ผบ.ตร. อาจเข้าไปเกี่ยวข้อง เรื่องดังกล่าวอยู่ในคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) หน่วยงานที่เกิดขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติตำรว ไม่ได้เกี่ยวกับตำรวจ ฉะนั้นเรื่องต่างๆที่เข้าไปในก.ร.ตร. จะไม่เกี่ยวกับผบ.ตร. แต่หากผลสอบสวนแล้วเสร็จ ตร. จะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโทษทัณฑ์

ส่วนการที่ผบ.ตร.ออกมาแถลงข่าววันนี้หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดกระแสสังคมมากว่า 2 สัปดาห์ จะช้าไปหรือไม่จนทำให้สังคมสับสนและอาจยากต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้องค์กรแล้ว ผบ.ตร. ระบุว่า การชี้แจงไม่ได้เร็วหรือช้า รวมทั้งความเชื่อแต่ละคนไม่สามารถบังคับกันได้ การที่ออกมาชี้แจงวันนี้เป็นการคลายข้อสงสัยอย่างมุ่งมั่นของตนในฐานะหัวหน้าหน่วย

ส่วนที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร จะเชิญผบ.ตร. ให้ชี้แจงวันที่ 26 พ.ย. หากตนเองไม่ติดภารกิจจะไปด้วยตนเองแต่หากติดภารกิจจะมอบหมาย แต่อยากฝากถึงทั้งองค์ประชุมกรรมาธิการ และตำรวจที่ไปชี้แจง ทำหน้าที่ได้ดีแล้ว แต่จุดประสงค์ที่เชิญคือการประชุมฉะนั้นเรื่องการเผยปพร่หรือถ่ายทอดสด ตนไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งที่พูดในที่ประชุมค่อนข้างเหม่ข้อกฎหมาย เนื่องจากบางเรื่องอยู่ในกระบวนการยุติธรรม

ส่วนเรื่องที่มีภาพ ผบ.ตร. ถ่ายรูปกับผู้ต้องหาคดีเว็บพนัน และอื่นๆ เรื่องนี้ไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ตนมองว่าตำรวจเป็นคนสาธารณธไม่ทราบว่าใครร้าย หรือ ดี พร้อมย้อนถามว่าถ่ายภาพคู่กันเฉยๆ ผิดหรือไม่ หากจะผิดมองว่าต้องมีพฤติกรรมอะไรที่แสดงถึงการเกื้อหนุน มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง มีการกินเลี้ยง มีการต่อยอดใกล้ชิดกันบ่อย สิ่งนั้นถึงจะเรียกว่าผิด

“เทคบอล”มีลุ้นกวาด5เหรียญซีเกมส์ ได้กำลังใจ “ดร.ณัฎฐ์” มาเยี่ยม

“เทคบอล” ยันกวาด 5 เหรียญทอง “คิกบ็อกซิ่ง” ไม่น้อยหน้าจอง 5 ทอง หลังได้กำลังใจจาก ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา , ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา และประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา ก่อนลุยศึกซีเกมส์ครั้งที่ 33

 เมื่อวันที่ 18 พ.ย.68 ที่ ชั้น 3 ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ภายใน กกท. ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา , ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา และประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา และกรรมการบริหารมูลนิธิเดินทางมาให้กำลังใจนักกีฬาวอลเทคบอลทีมชาติไทย ชุดสู้ศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 33 โดยมีพลตรีหญิง ปรียาภัสสร์ จรัลพงศ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาเทคบอลแห่งประเทศไทย นำคณะผู้ฝึกสอน และนักกีฬาเทคบอลทีมชาติไทยให้การต้อนรับ

โดย ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ มอบกระเช้าผลไม้และเงินสนับสนุนการฝึกซ้อมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่นักกีฬาจำนวน 20,000 บาท พร้อมให้โอวาทแก่นักกีฬาเทคบอลทีมชาติไทย ให้ประสบความสำเร็จคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5 เหรียญทอง ที่สำคัญนักกีฬาทุกคนขอให้อยู่ในระเบียบวินัยเชื่อฟังผู้ฝึกสอนและดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุดกับมหกรรมกีฬาซีเกมส์ที่เหลือเวลาอีกเพียง 20 วัน

จากนั้นคณะของ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ เดินทางไปเยี่ยมชมการฝึกซ้อมของนักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทยที่ เจริญทองยิมส์ของอดีตยอดมวยไทย เจริญทอง เกียรติบ้านช่อง ที่ปัจจุบันรับหน้าที่ผู้ฝึกสอนให้กับนักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทยด้วยแต่เจ้าตัวติดภารกิจอยู่ประเทศจีน โดยมีนายธนดล ลิกค์ ลูกชายนายไผ่ ลิกค์ นายกสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย , เรืออากาศตรีหญิงทิรา บุญาณี กิตติกรณ์ เลขาธิการสมาคมฯ , ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาให้การต้อนรับ จากนั้น ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ มอบกระเช้าผลไม้พร้อมเงินสดสนับสนุนการฝึกซ้อมให้นักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทยจำนวน 20,000 บาท

 พร้อมกล่าวชื่นชมการทำงานอย่างหนักของผู้บริหารสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งฯ , ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาทุกคนที่ต่างเสียสละเวลา และทุ่มเทในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ที่มีเวลาเหลือเพียง 20 วัน ซึ่งตนเองและกรรมการบริหารมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา พร้อมเป็นอีกหนึ่งพลังใจให้นักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทยทุกคนบรรลุเป้าหมาย 5 เหรียญทองที่ตั้งไว้ พร้อมกล่าวเชิญชวนแฟนกีฬาชาวไทยไปร่วมชมร่วมเชียร์นักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทย หรือติดตามการถ่ายทอดสดผ่านทางทีวีก็จะช่วยเป็นกำลังใจที่ดีให้กับน้องๆนักกีฬาและสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทยเป็นอย่างดี ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธ.ค.68