บช.น. ยกระดับเข้มวินัยจราจรรับเทศกาลปีใหม่ตั้งด่านแอลกอฮอล์–ควันดำ

บช.น. ลุยเข้มวินัยจราจรรับปีใหม่ 1 ธ.ค. ใช้ข้อมูลจุดเสี่ยง–ตั้งด่านแอลกอฮอล์–ควันดำ กรมขนส่งฯ ร่วมเอาผิดเข้ม เล็งคุมเข้มผู้ทำผิดซ้ำ

กองบัญชาการตำรวจนครบาล เดินหน้า กวดขันวินัยจราจรรับเทศกาลปีใหม่ โดย พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รอง ผบช.น. เป็นประธานประชุมบริหารจราจร เพื่อขับเคลื่อนมาตรการเข้ม เริ่มตั้งแต่ 1 ธันวาคมนี้ ตามนโยบาย ผบ.ตร. มุ่งลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยบนถนน

บช.น. เตรียมบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ใช้ข้อมูลจากระบบ PRS วิเคราะห์จุดเสี่ยง จุดเกิดอุบัติเหตุ และพฤติกรรมฝ่าฝืนใน 10 ข้อหาหลัก พร้อมเพิ่มการตรวจในพื้นที่ที่มีการกระทำผิด และเกิดอุบัติเหตุสูง 

ตำรวจนครบาลยังจัดกำลังในจุดสำคัญช่วงเร่งด่วน สำรวจพื้นที่น้ำท่วม–รถติด ปรับช่องทางเดินรถ และจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว ดูแลเหตุฉุกเฉิน พร้อมประชาสัมพันธ์เส้นทางเลี่ยงเมื่อมีงานเฉลิมฉลอง

ด้านมลพิษ บชน.จะร่วมกรมการขนส่งทางบก ตั้งจุดตรวจควันดำ–เสียงดัง หากพบผิดกฎหมายจะดำเนินคดีทันที และอาจสั่งระงับใช้รถชั่วคราว ตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่

พล.ต.ต.ธวัช กล่าวถึง ด้านการจราจร และข้อหาที่พบมาก จะเน้นเป็นพิเศษ ได้แก่ ฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง, ไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่หยุดรถให้คนข้าม รวมถึงผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาต นอกจากนี้ ตำรวจจะเพิ่มจุดตรวจแอลกอฮอล์ในพื้นที่สถานบันเทิง และจุดจัดเทศกาล พร้อมขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยร่วมกัน บนท้องถนน

.

“อัจฉริยะ” ยื่นหลักฐานเด็ด! แฉตำรวจ 3 หน่วยงานเอี่ยวเว็บพนัน-ซื้อขายตำแหน่ง

“อัจฉริยะ” ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม บุกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยื่นหลักฐานสอบตำรวจ 3 หน่วยงาน พัวพันเส้นเงินเว็บพนันและเรียกรับผลประโยชน์ มั่นใจหลักฐาน “น็อค สตช.” เตรียมแฉขบวนการซื้อขายตำแหน่งเต็มรูปแบบต่อหน้ากรรมาธิการตำรวจ 26 พ.ย. นี้ โดยพาดพิงถึง “พลตำรวจเอก-คุณหญิง-ภรรยาน้อย ก.ตร.” เกี่ยวข้อง เชื่อมั่นทำให้การแต่งตั้งระดับรองผู้การฯ-สารวัตร 28 พ.ย. ต้องสะเทือนหรือถูกระงับ ยืนยันทำโดยไร้ใบสั่ง พร้อมรับผิดชอบทุกอย่างเอง

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อยื่นหนังสือและหลักฐานต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอให้ตรวจสอบตำรวจ 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันและการเรียกรับผลประโยชน์

นายอัจฉริยะ ระบุว่ามีหลักฐานชัดเจนที่ผ่านการตรวจสอบจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) โดยพาดพิงถึงนายตำรวจ 3 ราย คือ:

 – รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 มีชื่อรับเงินจากเว็บพนันออนไลน์เป็นจำนวน 2 ล้านบาท

 – พันตำรวจเอก (พ.ต.อ.) อดีตผู้กำกับการกลุ่มงานสอบสวนภาค 2 ในสมัยปฏิบัติการชุดของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ มีการทำเอกสารราชการปลอมเพื่ออายัดบัญชีเว็บพนัน ก่อนจะเรียก “ตบทรัพย์” 50% ของเงินในบัญชี

 – รองสารวัตร กองกำกับการ 1 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.): อายัดบัญชีเว็บพนันออนไลน์ และเรียกรับผลประโยชน์เป็นเงิน รายละ 100,000 บาท มากกว่า 300 เคส

นายอัจฉริยะเรียกร้องให้ ผบ.ตร. ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและวินัยร้ายแรง พร้อมสั่งย้ายนายตำรวจที่ถูกกล่าวหาทั้งหมดมาประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลโยกย้ายตำแหน่ง

เมื่อถูกถามถึงการพัวพันของผู้บังคับบัญชาในคดีของรองสารวัตร สอท. นายอัจฉริยะยังไม่ขอเปิดเผย แต่ระบุว่าเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกเรียกรับ ไม่น่าเชื่อว่ารองสารวัตรเพียงคนเดียวจะสามารถทำได้

นายอัจฉริยะยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเรียกประชุมด่วนที่ สตช. เมื่อวานนี้ (วันที่ 17 พฤศจิกายน) ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ.8) เรียกรับผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้าย โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง อ้างว่ารู้จักกับ พล.ต.ท. รายดังกล่าวเป็นอย่างดี และทราบว่ามีการ ขอ “ขึ้นราคาเก็บส่วย” เพิ่มขึ้น 20-30% จนทำให้ตำรวจในพื้นที่อึดอัด ก่อนจะมีข่าวเรียกรับเงินในการแต่งตั้งเป็นเงินสูงถึง 8 ล้านบาท

ประธานชมรมฯ ย้ำว่า ตนเองมีข้อมูลและหลักฐานที่จะ “น็อคสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ได้อย่างแน่นอน โดยในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ จะนำหลักฐานทั้งหมดไปเปิดเผยต่อที่ประชุมกรรมาธิการตำรวจ เพื่อเปิดโปงขบวนการซื้อขายตำแหน่งให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้

หลักฐานดังกล่าวจะชี้ชัดถึงผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ ระดับพลตำรวจเอก, พลตำรวจโท, คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และ “คุณหญิง” โดยเฉพาะเส้นทางการเงินที่ระบุว่า การขึ้นตำแหน่งจากรองผู้กำกับการไปเป็นผู้กำกับการ ต้องเสียเงิน 5-7 ล้านบาท และสามารถเลือกพื้นที่ “ทำเลทอง” ได้ ซึ่งขบวนการนี้มีมาตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน

นายอัจฉริยะ เชื่อมั่นว่า การเปิดเผยหลักฐานในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบให้การแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บังคับการถึงสารวัตรในวาระประจำปี 2568 ซึ่งมีกำหนดในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ อาจถูกระงับ หรือ “ล้มกระดาน” อย่างแน่นอน

นายอัจฉริยะยืนยันว่า การออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ ไม่มี “ใบสั่ง” จากฝ่ายใด และพร้อมรับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้น พร้อมระบุถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งเพิ่มเติมว่า ประกอบด้วย

 – พลตำรวจเอก ในราชการ

 – พลตำรวจโท (อดีตตำรวจ) ปัจจุบันเป็นประธานการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนทั่วประเทศ

 – ภรรยาน้อยของ ก.ตร. ที่ไม่ใช่ อดีตตำรวจ แต่มีพฤติกรรมแอบอ้างชื่อสามีในการซื้อขายตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม นายอัจฉริยะปฏิเสธว่าไม่เคยรับเงินจากนายตำรวจระดับผู้บัญชาการ เพื่อแลกกับการงดเว้นการเปิดเผยข้อมูลการทุจริตการแต่งตั้งโยกย้ายแต่อย่างใด

คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT-TH) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลเรื่องทุนระเบิดชายแดนอีสาน

คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT-TH) และกองทัพไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลเรื่องทุนระเบิด/กับระเบิดและปัญหา/อุปสรรคในพื้นที่ชายแดนอีสาน

เมื่อวันที่ 18 พ.ย.68 ตั้งแต่เวลา 0900 ถึง 1200 น. คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT-TH) และทีมกองทัพไทย รวม 8 นาย เข้าสังเกตการณ์บริเวณพื้นที่หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 (พื้นที่ปราสาทคนา) อ.กาบเชิง จว.สุรินทร์  เพื่อรับทราบข้อมูลจากหน่วยในพื้นที่ โดยเป็นการรับฟังการบรรยายสรุปในลักษณะบอร์ด walk ชี้แจงสถานการณ์ในพื้นที่  , ชี้แจงเรื่องการตรวจพบกับระเบิด/ทุ่นระเบิดในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้นได้ดูทุ่นระเบิดที่ทางฝ่ายไทยเก็บกู้ได้ในพื้นที่ รวมทั้งมีการสอบถามจาก AOT เป็นการสอบถามวันเวลาที่ตรวจพบ และชิ้นส่วนต่างๆที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุ เพื่อนำมาประกอบหลักฐานความสอดคล้องในการนำมาวางใหม่หรือไม่อย่างไร

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

.

ชาวไร่ยาสูบผวา! มติ “ยกเลิกก้นกรองบุหรี่” หวั่นหมดอาชีพ

ชาวไร่ยาสูบผวา! มติ “ยกเลิกก้นกรองบุหรี่” ในการประชุมควบคุมยาสูบโลก  หวั่นหมดอาชีพ วอน รมว.พัฒนา หาจุดสมดุลทั้งมิติสุขภาพและมิติชาวไร่

ชาวไร่ยาสูบในประเทศไทยจับตาการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ครั้งที่ 11 (WHO FCTC COP 11)  ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–22 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ อย่างใกล้ชิด หลังพบข่าวข้อเสนอ “ยกเลิกก้นกรองบุหรี่” ด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม หวั่นเร่ง “จุดจบ” ของอาชีพชาวไร่ยาสูบ

ข้อเสนอดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบที่กำลังถูกพิจารณาในการประชุมระดับโลกครั้งนี้ ซึ่งหากมีการผลักดันและนำมาบังคับใช้จริง ก็อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่ออุตสาหกรรมยาสูบทั้งระบบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างการเพาะปลูกยาสูบ

นายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมามาตรการควบคุมยาสูบที่ออกมาจากการประชุม WHO FCTC COP ได้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวไร่มาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ ที่ทำให้เกิดปัญหาบุหรี่เถื่อน บุหรี่ปลอมตามมา นำไปสู่การลดโควตาการปลูกยาสูบ ซึ่งทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลงกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อนที่จะมีการปรับภาษียาสูบในปี 2560 โดยมูลค่ายาสูบที่ขายได้เพื่อใช้ในประเทศ และเพื่อส่งออก ลงลดจากราว 3,800 ล้านบาท เหลือเพียง 2,100 ล้านบาท”

“สำหรับการประชุม COP11 นี้ ชาวไร่ยาสูบได้พยายามนำเสนอข้อมูลไปยังหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีข้อเสนอแนะให้เชิญหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและรับฟังผลกระทบอย่างรอบด้าน ไม่เพียงแต่มิติด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ก็ยังมีเพียงตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานด้านสุขภาพเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมนานาชาติครั้งนี้ ไม่มีผู้แทนจากกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลชาวไร่ยาสูบและรับรู้ถึงความเดือดร้อนของพวกเราเสมอมา”

นายสงกรานต์ แสดงความวิตกว่า “การที่หน่วยงานที่เข้าใจมิติทางเศรษฐกิจและการเกษตรโดยตรงไม่ได้มีส่วนร่วมนั้น อาจทำให้มาตรการที่ออกมา “สุดโต่ง” และไม่รู้ว่าตลอดสัปดาห์นี้ที่การประชุมจัดขึ้น ผลที่ออกมาจะกลายเป็นการเร่งจุดจบของอาชีพเราหรือไม่”

นายสงกรานต์ ภักดีจิตร กล่าวว่า “ผมขอเป็นตัวแทนชาวไร่ยาสูบจากเพชรบูรณ์ รวมถึงชาวไร่ยาสูบกว่า 22,000 ครอบครัวในประเทศไทย วิงวอน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีความผูกพันกับจังหวัดเพชรบูรณ์ ช่วยเห็นใจชาวไร่ยาสูบในพื้นที่ ผลักดันให้ประเทศไทยมีจุดยืนที่เป็นกลางและสมดุลย์ในมาตรการควบคุมยาสูบและคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ ขอให้พวกเราไม่ต้องเผชิญกับมาตรการสุดโต่ง เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพทำยาที่มั่นคง สุจริต และเลี้ยงดูครอบครัวกว่า 2 หมื่นครอบครัวได้ต่อไป”

“พืชผลทางการเกษตร” ไทย-กัมพูชา วิกฤติ ราคาตกต่ำไม่แพ้กัน

“พืชเกษตร” ไทย-กัมพูชา ไม่ต่างกันนาข้าว ไร่มัน ไร่ข้าวโพด สวนทุเรียน สวนลำไย สวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน  ส่วนผลผลิตปริมษรกัมพูชาเหนือกว่า  ปัจจัยหนุนเพิ่ง “เปิดป่า” ทำการเกษตรเกษตรไทยเป็นที่ปรึกษาพี่เลี้ยง  

นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) เปิดเผยว่า ได้เดินทางไปยังบ้านหนองจาน อ.หนองจาน จ.สระแก้ว ชายแดนไทย กัมพูชา พร้อมคณะนายวีระรอด ความคิด เกี่ยวกับปัญหาพิพาทชายแดนไทย กัมพูชา บ้านหนองจาน เมื่อเร็ว ๆนี้

จึงได้ศึกษาสภาพพื้นที่จริง ปรากฏว่าพื้นที่ชายแดนไทย กัมพูชา จ.สระแก้ว สภาพพื้นที่ภูมิประเทศภูมิอากาศรูแบบเดียวกับไทย และที่สำคัญการเกษตรของกัมพูชาไม่ต่างกับของไทย มีการทำนาข้าว ไร่มันสะปะหลัง ไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย ทุเรียน ลำไย ยางพารา และปาล์มน้ำมัน

โดยเฉพาะจะทำปริมาณมากคือการทำนาข้าว และไร่มันสำปะหลัง เฉพาะนาข้าวจะเป็นพื้นที่กว้างขนาดใหญ่สวยงาม และดินดีจะมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมสำหรับการเกษตรเป็นอย่างมาก

“ได้ศึกษารับทราบว่าการทำนาข้าวกับไร่มันสำปะหลัง จะมีปริมาณผลผลิตจำนวมาก โดยเฉพาะข้าวจะให้ผลผลิตกว่า 1,000 ตัน / ไร่ จึงได้ข้อสรุปว่ามีเหตุผลที่ข้าวกัมพูชาราคาถูกกว่าของไทยมาก ซึ่งขณะนี้ประมาณ 4,000 บาท / ตัน มันสำปะหลัง ประมาณ 00.80 -00.90 บาท / กก. 

นายทศพล ยังกล่าวอีกว่า  บางส่วนยังมีกลุ่มนักลงทุนจากประเทศไทยได้เข้าไปลงทุนทำการเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมัน เป็นหลักแสนไร่ ฯลฯ  จึงไม่แปลกที่สินค้าการเกษตรทุกตัวราคาต้นทุนการผลิตต่ำ เพราะดินดีและค่าแรงต่ำ จึงสามารถผลิตได้ปริมาณมาก และสามารถกระจายสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศ ที่จะสามารถแข่งขันได้

“ภาวะดังกล่าวจึงส่งกระทบต่อสินค้าเกษตรกรไทยโดยเฉพาะสินค้าการเกษตรหลัก เช่น ข้าว และมันสำปะหลังที่ราคาไม่นิ่งและจะปรับตัว ก็เป็นส่วนหนึ่งจากสินค้าที่ส่งออกและนำเข้ามาจากประเทศกัมพูชา”

นายทศพล  กล่าวเพิ่มเติมว่า อนาคตจึงน่ากังวลถึงตลาดสินค้าการเกษตรของไทย หากไม่มีการดูแลกำกับควบคุมที่ดีเรื่องการตลาจะส่งผลกระทบต่อสินค้าการเกษตรไทยทั้งแต่ราคาข้าว ข้าวโพด ราคามันสำปะหลัง ยาง ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน ฯลฯ  

นายจิระวัฒน์ ภักดี กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เอกภัคเกษตรไทย จำกัด ผู้แทนจำหน่ายพืชเกษตรและปุ๋ย เปิดเผยว่า ได้เข้าศึกษาดูงานการเกษตรและทางด้านการตลาดพืชเกษตรพื้นที่ประเทศชายแดนไทย  สปป.ลาว และกัมพูชา ทั้ง 2 ประเทศสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศไม่ต่างกับไทย แต่ยังมีข้อได้เปรียบมาก คือดินดีเหมาะสำหรับการเกษตร ปัจจัยสนับสนุนเพราะเป็นระยะเพิ่งเปิดป่า และทอยเปิดและยังเพิ่งเริ่มทำการเกษตรอย่างจริงจังในหลายพื้นที่ทั้ง สปป.ลาว และกัมพูชา

โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชายแดนไทย จะมีการลงทุนทำกันมากตั้งแต่นาข้าว ไร่ข้าวโพด ไร่มันสำปะหลัง และตามมาไร่อ้อย สวนทุเรียน และสวนลำไย ส่วน สปป.ลาว โดยเฉพาะลาวเหนือจะลงทุนทำสวนยางพาราเป็นส่วนใหญ่ 

“โดยเฉพาะชายแดนไทย กัมพูชา จ.จันทบุรี จะเน้นลงทุนปลูกทุเรียนตลอดแนวชายแดนหลายหมื่นไร่ โดยต้นแบบสวนทุเรียนจาก จ.จันทบุรี ส่วยชายแดน จ.สระแก้ว จะมีการปลูกลำใยตามมา”  

นายจิระวัฒน์ กล่าวอีกว่า จากสภาพดินดีอุดมสมบูรณ์การทำการเกษตรแทบจะไม่ต้องลงทุนโดยเฉพาะปุ๋ยสำหรับพืชบางตัว เช่น มันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งจะปลูกช่วงต้นฝนเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ซึ่งจะไปเก็บเกี่ยวเดือนเมษายน
“แต่ถึงอย่างไรทางกัมพูชาก็มีสั่งปุ๋ยโดยการขายตรงประมาณหลายหมื่นตัน / ปี เช่นเดียวกันเพราะจะนำไปใช้พืชเกษตรตัวอื่น”

“เกษตรกัมพูชาผลผลิตพืชปริมาณมาก / ไร่ เพราะดินดีจากระยะแรกของการเพิ่งเปิดป่าเริ่มทำการเกษตร เรื่องการเกษตรชาวกัมพูชา จึงยังไม่ความชำนาญความรู้ที่ดี ที่ทำเกษตรอยู่เพราะผู้มีความรู้ด้านการเกษตรจากฝั่งไทยไปเป็นที่ปรึกษาเป็นพี่เลี้ยง”  

นายจิระวัฒน์ กล่าวว่า ได้ศึกษสวนทุเรียนของชาวกัมพูชา ปรากฏว่ามีผลผลิตปริมาณมากโดยผลิตถึง 4-5 กก. / ลูก แต่ทางด้านรสชาดของทุเรียนกัมพูชา ทุเรียนไทยยังมีคุณภาพมากกว่า

“กัมพูชามีที่ดินมากและผู้ประกอบการลงทุนทางด้านการเกษตรต่างเป็นคนมีฐานะ และลงทุนเป็นรายละ 40 – 50 ไร่”.

คุณตา!!คิดสั้นผูกคอลาโลก ทิ้งจมหมายลาตายไว้บนเตียงไม้ บอกพ่อถึงทางตัน

อุทัยธานี- คุณตา!!คิดสั้นผูกคอลาโลก ทิ้งจมหมายลาตายไว้บนเตียงไม้ บอกพ่อถึงทางตัน

เสถานีตำรวจภูธรตลุกดู่ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ได้รับแจ้งว่ามีเหตุชายผู้สูงวัยผูกคอเสียชีวิตที่บ้านหมู่ 2 ต.หนองสระ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี หลังจากได้รับแจ้ง พ.ต.ท.นิรุจน์ พลอยศรี สารวัตรเวร สภ.ตลุกดู่ ได้ประสานไปยังกู้ภัยอุทัยธานี จุดหนองฉาง แพทย์เวรโรงพยาบาลทัพทัน ไปยังบ้านหลังดังกล่าว พบชาวบ้านยืนมุงอยู่ที่เกิดเหตุ พบเป็นบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูน 2 ชั้น พบศพนายบุญส่ง เชิดชูพันธ์ อายุ 88 ปี ใช้เชือกไนล่อนสีแดง ผูกคอเสียชีวิตที่ขื่อแปรติดกับหลังคา อยู่ในสภาพชันเข่าลงอยู่กับพื้น สภาพลำตัวยังอ่อนอยู่ บนเตียงนอนไม้พบจดหมายของผู้ตายเขียนไว้อยู่ 1 แผ่น ระบุใจความประมาณว่า /อโหสิกรรมด้วย พ่อถึงทางตัน อ๋อยรักพ่อมาก ฝากถึงผู้ใหญ่ปุ้ยด้วย โทรหาตู้-ใหญ่-คิด โทรด่วน พ่อตายแล้ว/ จนท.ตำรวจจึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน

ล่าสุดสอบถามนางยาใจ ซึ่งเป็นลูกสะใภ้ของผู้ตาย เปิดเผยว่า ผู้ตายนั้นเป็นคนสมบูรณ์ กินข้าวได้ แต่ตัวผู้ตายเป็นคนชอบคิดมาก เครียดไม่ค่อยปลง ชอบเก็บเอามาคิด และที่บ้านก็ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน ก่อนเกิดเหตุ เห็นว่าผู้ตายนอนดูทีวี ตนเองจึงบอกกับผู้ตายว่า ตนเองกับสามีจะพากันไปหาหมอที่โรงพยาบาล พอช่วงบ่ายสองหลังจากกลับมาบ้าน ตกใจพบว่าผู้ตายผูกคอเสียชีวิตแล้ว และได้ทิ้งจดหมายลาตายไว้ 1 ฉบับ ทั้งนี้ตนเองและญาติไม่ติดใจการเสียชีวิต จึงขอนำศพผู้ตายมาประกอบทำพิธีทางศาสนาต่อไป

.

เรือนจำอำนาจเจริญ ร่วมกับ ตำรวจภูธรจังหวัดจัดโครงการฝึกทบทวนยุทธวิธีควบคุมฝูงชน

อำนาจเจริญ- เรือนจำ ร่วมกับ ตำรวจภูธรจังหวัดจัดโครงการฝึกทบทวนยุทธวิธีควบคุมฝูงชน ที่อาคารหน้าเรือนจำจังหวัดอำนาจเจริญ

ที่อาคารหน้าเรือนจำจังหวัดอำนาจเจริญ นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานเปิดโครงการฝึกทบทวนยุทธวิธีควบคุมฝูงชน มีรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าชุดควบคุมฝูงชนตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและทัณฑปฏิบัติ  ผู้อำนวยการส่วนพัฒนา ชุดปฏิบัติการพิเศษตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ  ชุดปฏิบัติการพิเศษเรือนจำจังหวัดอำนาจเจริญ  เจ้าพนักงานเรือนจำ เข้าร่วมและฝึกอบรมทบทวน

ทั้งนี้เนื่องจาก พันตำรวจโทประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้กำหนดนโยบาย ด้านการควบคุม โดยกำหนดแนวทางให้เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุก่อความไม่สงบ ก่อจลาจล หรือข้อเรียกร้อง ร่วมกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญชำนาญเกี่ยวกับการระงับเหตุจลาจลและการควบคุมฝูงชนภายในพื้นที่ที่เรือนจำตั้งอยู่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการบริหารเหตุการณ์ ไม่ต้องรอการสั่งการจาก ส่วนกลาง  เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเข้าใจกระบวนการในการเผชิญเหตุสถานการณ์ก่อจลาจล

หรือข้อเรียกร้อง  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของชุดปฏิบัติการพิเศษชุดควบคุมฝูงชนของเรือนจำจังหวัดอำนาจเจริญ ให้มีขีดความสามารถด้านการควบคุมฝูงชนเพิ่มขึ้นหากเกิดสถานการณ์จริงจะได้ปฏิบัติการเผชิญเหตุโดยรวดเร็วทันท่วงที เรือนจำจังหวัดอำนาจเจริญ จึงได้บูรณาการสนธิกำลังพลร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ จัดโครงการฝึกทบทวนยุทธวิธีควบคุมฝูงชน ในครั้งนี้ขึ้น.

ภาพข่าว-ทิพกร  หวานอ่อน/จังหวัดอำนาจเจริญ  รายงาน

.

GO Mall ศูนย์รวมเสื้อผ้ากันหนาวที่ “ใหญ่ที่สุดในไทย”ผู้นำตลาด Sharing Economy

เรียกได้ว่าครบจบในที่เดียว สำหรับ GO Mall ศูนย์รวมเสื้อผ้าและอุปกรณ์กันหนาวที่ใหญ่ที่สุดในไทย (The Largest and Most Complete WINTER WEAR STORE in Thailand) แหล่งรวมสินค้ากันหนาวครบวงจรบนพื้นที่กว่า 600 ตร.ม. มีสินค้ามากกว่า 10,000 รายการ เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ชอบท่องเที่ยวต่างประเทศและยังต้องการมีรูปถ่ายสวยๆ ดูดี ทันสมัย เป็นประสบการณ์และความทรงจำที่ดี โดยไม่ต้องเสียเวลาตระเวนเลือกซื้อทีละชิ้นๆจากหลายๆแหล่งแล้วลุ้นว่าเมื่อใส่รวมกันแล้วจะแมชชิ่งเหมาะเข้ากันหรือไม่ ยิ่งไปเที่ยวหลายๆวัน ก็ต้องเลือกหลายๆชุด ความกังวลก็จะยิ่งมากตามจำนวนชุด แต่ GO Mall ที่นี่ได้ช่วยแก้ปัญหา pain point ต่างๆไว้ครบถ้วน มีครบทั้งสไตล์เรียบหรู มินิมอล แฟชั่นเกาหลี หรือแนวลุยหิมะ ครอบคลุมทุกโอกาสและทุกช่วงอุณหภูมิหนาวในจุดหมายปลายทางที่คุณจะไป

คุณวรวุฒิ เหรียญเจริญ ผู้บริหาร GO Mall เปิดเผยว่า GO Mall เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการแก้ไข Pain Point เรื่อง “ตู้เสื้อผ้าเต็ม” และ “การซื้อที่สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น” เพราะหลายคนซื้อเสื้อกันหนาวไว้หลายตัวแต่ไม่อยากใส่ซ้ำ หรือบางคนซื้อเพียงเพื่อถ่ายรูปลงโซเชียลในทริปเดียวแล้วก็ไม่ได้ใช้ต่อ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องพื้นที่จัดเก็บ และการที่หุ่นรูปร่างเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา GO Mall จึงตั้งใจพัฒนาโมเดลธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) เพื่อให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า และลดการสร้างขยะจากเสื้อผ้าแฟชั่นที่ใช้ไม่บ่อย พร้อมขับเคลื่อนแนวทางธุรกิจสายกรีน (Green Business) ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน

“GO Mall เป็นธุรกิจที่ไม่ได้ขายแค่ชุด แต่ขาย ‘ความมั่นใจในการแต่งตัว’ และ ‘ภาพลักษณ์ที่ดีที่สร้างโอกาส’ เรามีสไตล์ลิสมืออาชีพคอยให้คำแนะนำในการเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับบุคลิก สไตล์ และสถานที่เที่ยว โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องการลุคใหม่ๆ ในทุกทริป รวมถึงคนที่มีข้อกังวลด้านสุขภาพ เช่น แพ้อากาศเย็น เป็นคนกลัวอากาศหนาว ปวดข้อ หรือมีปัญหาผิวแพ้ง่าย ก็สามารถเลือกเนื้อผ้าที่มีคุณภาพสูง ให้ความอบอุ่น น้ำหนักเบา ให้ความสบายตัว และไม่ระคายเคืองผิว ซึ่งเมื่อได้ชุดที่เหมาะสมก็จะมั่นใจและสนุกกับการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น GO Mall ยังยกระดับมาตรฐานการดูแลชุดเช่า ด้วยการทำความสะอาดแบบการซักแห้งที่มีมาตรฐานสูงมากด้วยเทคโนโลยีจากประเทศเยอรมันและประเทศญี่ปุ่น จึงมั่นใจได้ในความสะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐานสูงสุด เทียบเท่าระดับโรงแรม 5 ดาว” คุณวรวุฒิ กล่าว

GO Mall เป็นแหล่งจำหน่ายและให้เช่าชุดกันหนาวครบวงจร ตอบโจทย์ทั้งสาย Function และสาย Fashion ไม่ว่าจะเป็นทริปเที่ยวเมืองหนาว ลุยหิมะ เผชิญลมแรงๆ หรือเล่นสกี มีครบตั้งแต่เสื้อโค้ท กางเกงกันหนาว ชุดสกี รองเท้าบูท และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ตั้งแต่ศรีษะจรดเท้าจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ The North Face, Columbia, Canada Goose, Moncler, MLB, Discovery, Timberland, Moon Boot, UGG และอื่นๆกว่า 40 brands พร้อมบริการให้เช่าชุดกันหนาวที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการซื้อ และเหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการใส่ชุดซ้ำในแต่ละทริป หรือเที่ยวแต่ละทริปอุณหภูมิความหนาวเย็นและบริบทไม่เหมือนกัน รวมถึงมีบริการซักเสื้อกันหนาวคุณภาพสูงที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด

สำหรับครอบครัวที่มีลูกเล็ก หรือกลุ่มเพื่อนที่เดินทางด้วยกัน GO Mall ยังเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์เรื่องความคุ้มค่า เพราะการเช่าชุดกันหนาวใช้เพียงงบประมาณหลักหมื่น แต่ได้ชุดคุณภาพระดับแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งหากเทียบกับการซื้อใหม่ที่ต้องใช้เงินรวมๆทั้งทริปหลักแสนและใส่ได้ไม่กี่ครั้ง การเช่าจึงเป็นวิธีที่ชาญฉลาด ประหยัดพื้นที่ และลดภาระหลังการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดการผลิตเสื้อผ้าใหม่ซึ่งสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

เข้าชมสินค้าและบริการของ GO Mall ได้ที่ The Shoppes at Belle พระราม 9 – รัชดา โทร. 084-085-9999 เปิดบริการทุกวัน 10.00 – 20.00 น. หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.gomall.fashion

.

ตำรวจโคราชสุดล้ำใช้ระบบสแกนจับผู้ต้องหาตามหมายจับแบบเรียลไทม์

ตำรวจท่องเที่ยวโคราชโชว์ระบบเอไอสุดล้ำ ช่วยสแกนจับผู้ต้องหาตามหมายจับแบบเรียลไทม์ จับได้แล้วรายที่ 616 ทั่วประเทศ เฉพาะโคราชยอดพุ่ง 238 ราย 

พ.ต.ท.เทพทัฬห์ ขจรเกียรติอาชา สวญ.2 กก.1 บก.ทท. บช.ทท. เปิดเผยถึงการนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้สนับสนุนการทำงานของตำรวจท่องเที่ยวในจังหวัดนครราชสีมาว่า เป็นนโยบายสำคัญของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อช่วยลดภาระกำลังพลและเพิ่มความรวดเร็วในการติดตามผู้ต้องหาตามหมายจับ

ปัจจุบันในพื้นที่โคราชมีการติดตั้งระบบเอไอคัดกรองใบหน้าจำนวน 2 จุดสำคัญ หากผู้ต้องหาตามหมายจับเดินผ่านกล้อง ระบบจะสแกนใบหน้าและเทียบข้อมูลกับฐานหมายจับทันที พร้อมแจ้งเตือนถึงเจ้าหน้าที่ในพื้นที่แบบเรียลไทม์ จากนั้นสายตรวจตำรวจท่องเที่ยวจะเข้าตรวจสอบ และหากยืนยันตัวบุคคลตรงกับหมายจับ ก็จะควบคุมตัวดำเนินคดีทันที

พ.ต.ท.เทพทัฬห์ เปิดเผยว่า การจับกุมล่าสุดถือเป็น รายที่ 616 ในภาพรวมของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีการติดตั้งระบบเอไอลักษณะนี้ในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ขอนแก่น และอุดรธานี

สำหรับพื้นที่นครราชสีมาพบว่ามีผู้ต้องหาตามหมายจับที่ระบบสามารถตรวจพบรวม 238 ราย ส่วนใหญ่เป็นคดีบัญชีม้า แก๊งสแกมเมอร์ ยักยอก และฉ้อโกง ซึ่งระบบเอไอช่วยป้องปรามไม่ให้กลุ่มเหล่านี้เข้ามาก่อเหตุซ้ำในพื้นที่ท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

พ.ต.ท.เทพทัฬห์ กล่าวฝากถึงผู้กระทำผิดว่า“ไม่ว่าจะมาจากเส้นทางไหน หากคิดไม่ดีหรือเข้ามาก่อเหตุในเมืองย่าโม ระบบเอไอและตำรวจท่องเที่ยวพร้อมตรวจสอบทันที เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาเที่ยวโคราช รู้สึกปลอดภัยและมั่นใจสูงสุดในการเดินทาง

นายประสิทธิ์ วนะชกิจ รายงาน 

“ปุ๋ง สุดาวรรณ” ชวนร่วมงานสมโภชวิหารฯ พระนอน 1,300 ปี

หลังผลักดันงบในยุค นายก เศรษฐาฯ บูรณะปฏิสังขรณ์ จนแล้วเสร็จเผย พระนอนวัดธรรมจักรเสมารามแห่งนี้ เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

 “ปุ๋ง – สุดาวรรณ” อดีต รมว.วัฒนธรรม ผลักดันงบฯ ในสมัย นายก เศรษฐา  ทวีสิน พัฒนาโบราณสถานพระนอน วัดธรรมจักรเสมาราม อ.สูงเนิน เร่งระดมช่างฝีมือเข้าพื้นที่บูรณะเพียง 10 เดือน จนแล้วเสร็จ  พร้อมงานสมโภชวิหารประดิษฐานพระนอน 1,300 ปี  ร่วมชมโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “อานุภาพรามราชจักรี” 29 พฤศจิกายนนี้ 

น.ส.สุดาวรรณ  หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) พร้อมด้วย “สส.เม” ณัฎจิรา  อิ่มวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นครราชสีมา เขต 4 ชวนพี่น้องชาว จ.นครราชสีมา และ นักท่องเที่ยว ชมความสง่างามมและทรงคุณค่า ของวิหารประดิษฐานพระนอน 1,300 ปี  ที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ จนแล้วเสร็จ และจะมีการจัดงานสมโภชวิหารฯ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ณ โบราณสถานพระนอน วัดธรรมจักรเสมาราม ต.เสมา อ.สูงเนิน และ ร่วมชมการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ชุด อานุภาพรามราชจักรี โดยกรมศิลปากร เริ่มตั้งแตเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

“การบูรณะปฏิสังขรณ์วิหารประดิษฐานพระนอน 1,300 ปี เป็นโครงการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานพระนอน วัดธรรมจักรเสมาราม โดย อดีต รมว.วธ. สุดาวรรณฯ พร้อมด้วย สส.ณัฎจิรา ฯ ร่วมกันผลักดันงบประมาณ ในโอกาสที่ นายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งดำรงตำแหน่งอดีตนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้จัดประชุม ครม.สัญจร ณ จ.นครราชสีมา ช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งนายเศรษฐาฯ ได้ลงพื้นที่และได้เล็งเห็นถึงศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งนี้ จึงได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 30 ล้านบาท ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ และบูรณะหลังคา ให้มีความสวยงาม ทรงคุณค่า เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่คนรุ่นหลังและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยชาวต่างชาติ ตลอดจนสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและ จ.นครราชสีมา 

“พระนอน” ในวัดธรรมจักเสมาราม เป็นพระนอนหินทรายที่มีขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย สร้างขึ้นจากหินทรายแดงขนาดใหญ่ และมีธรรมจักรศิลาชนิดเดียวกับพระปฐมเจดีย์ สร้างขึ้นในวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 – 16 และจากการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบศิลปกรรม เเละวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากการขุดค้น จึงสันนิษฐานว่า พระนอนองค์นี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 หรือประมาณ 1,300 ปีมาเเล้ว จึงนับได้ว่า พระนอน หรือพระพุทธรูปปางไสยาสน์เมืองเสมา เป็นพระนอนที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

นายประสิทธิ์ วนะชกิจ รายงาน