ขานรับ “กรมการค้าฯ” ช่วยกระจายผลไม้ “โก โฮลเซลล์”ซื้อมังคุด100 ตัน ช่วยเกษตรกรภาคตะวันออก

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ที่มีความสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ช่วยกระจายผลไม้ภาคตะวันออกที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยเพิ่มการรับซื้อมังคุดจากเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี รวมกว่า 100 ตัน หรือ 100,000 กิโลกรัม รวมถึง ผลไม้ฤดูกาลอื่นๆ  พร้อมจัดโปรโมชั่นรณรงค์การบริโภคผลไม้ไทยในกลุ่มผู้ประกอบการ และผู้บริโภคทั่วไป ช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน

โดยได้รับเกียรติจาก นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน และคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมการจำหน่ายผลไม้ฤดูกาล ที่ได้รับความสนใจจากลูกค้า โก โฮลเซลล์ สาขาศรีนครินทร์

นางสาวอรวรรณ ศิริโชติรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กรและรัฐสัมพันธ์  บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจ โก โฮลเซลล์ กล่าวว่า  โก โฮลเซลล์ ตระหนักถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนของเกษตรกรภาคตะวันออก ที่ในช่วงนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก จึงร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ช่วยระบายผลไม้ตามฤดูกาลอย่างเร่งด่วน ด้วยการรับซื้อผลผลิตเพิ่มเติมจากเดิม อาทิ มังคุด ที่มีการรับซื้อจากกลุ่มเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี รวมกว่า 100 ตัน นอกจากนี้ยังมี เงาะ ทุเรียน ลองกอง  ซึ่งเราได้จัดโปรโมชั่นราคาพิเศษ ในทุกสาขาของโก โฮลเซลล์ และช่องทางออนไลน์ GO WHOLESALE แอปพลิเคชั่น เพื่อรณรงค์ให้ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค หันมาบริโภคผลไม้ไทยกันมากขึ้น

ทั้งนี้ โก โฮลเซลล์ ให้ความสำคัญกับนโยบายการสนับสนุนสินค้าจากเกษตรกรไทย โดยในปี 2568 มีแผนการรับซื้อผลไม้ไทยจากเกษตรกรทั่วประเทศกว่า 5 ล้านกิโลกรัม หรือ 5,000 ตัน จากแหล่งเพาะปลูกที่ได้คุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยอย่างสูงสุด

#GOWHOLESALE #GOAlwaysFreshForward #GOสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อคุณ #GOสดครบคุ้ม

ชาวชัยภูมิผวา! สายสื่อสารระเบิดกลางเมือง ไฟลุกท่วมเสา ชุมชนร่วมใจดับก่อนลามเข้าบ้าน

เกิดเหตุระทึกกลางเมืองชัยภูมิ หลังสารสื่อสารจำนวนมากบนเสาไฟฟ้าบริเวณถนนราชพฤกษ์ ตรงข้ามสำนักงานสมาคมนักข่าวสื่อมวลชนจังหวัดชัยภูมิ เกิดการช็อตระเบิดเสียงดังสนั่น และมีไฟลุกโชนท่วมเสาไฟอย่างน่ากลัว สร้างความตื่นตระหนกแก่ชาวบ้านใกล้เคียง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 21.00 น. ของวันที่ 21 มิถุนายน 2568 ศูนย์วิทยุแจ้งเหตุหน่วยกู้ชีพกู้ภัยสว่างคุณธรรม และรถดับเพลิงเทศบาลเมืองชัยภูมิเร่งเข้าระงับเหตุทันที แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะมาถึง ชาวบ้านในละแวกนั้นไม่รอช้า ต่างรีบหยิบถังเคมีดับเพลิงช่วยกันฉีดดับไฟ จนสามารถสกัดเพลิงได้ภายในเวลาประมาณ 10 นาที ป้องกันไม่ให้ลุกลามไปติดอาคารตึกแถวและบ้านเรือนใกล้เคียง

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์พบว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุไฟไหม้สายสื่อสารและสายไฟฟ้าในพื้นที่เทศบาลเมืองชัยภูมิ สาเหตุหลักมาจากสายสื่อสารและสายไฟฟ้าที่พาดอยู่บนเสาไฟฟ้ามีจำนวนมากและขาดการจัดระเบียบ รวมถึงสายไฟบางส่วนเริ่มเสื่อมสภาพเพราะตากแดดและฝนมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดรอยแตกและการรั่วไหลของกระแสไฟจนเกิดการช็อตและเพลิงลุกไหม้

ทั้งนี้ ชาวบ้านฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้พิจารณาแนวทางการจัดการสายไฟและสายสื่อสารอย่างยั่งยืน ด้วยการนำลงดิน เพื่อจัดระเบียบ ลดปัญหาไฟฟ้าดับ และเพิ่มความปลอดภัยทั้งต่อผู้สัญจรและผู้พักอาศัย ทั้งยังรองรับการพัฒนาเมืองในอนาคตอย่างเป็นระบบและปลอดภัยยิ่งขึ้น

มัฆวาน  วรรณกุล  ผู้สื่อข่าวภูมิภาคชัยภูมิ

ทุเรียนมูซังคิงเบตงออกผลผลิตแล้ว ยอดขายสุดปัง เจ้าของสวนโกยทรัพย์อื้อ

ยะลา -สวนทุเรียนมูซังคิง ในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา เริ่มออกผลผลิตแล้วทำยอดขายตลาดออนไลน์ไม่เพียงพอความต้องการบริโภคทุเรียนสายพันธุ์มูซังคิง ขณะที่เจ้าของสวนเป็นปลื้มผลผลิตสร้างรายได้งามทั้งเจ้าของสวนคนในชุมชน

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจสวนทุเรียนบนเนื้อที่กว่า 1,200 ไร่ ที่สวนหมอกเบตง ต.ยะรม อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งมีพื้นที่ปลูกสูงกว่าระดับน้ำทะเล 400 เมตร นับว่าเป็นสวนทุเรียนที่มีการปลูกสวนทุเรียนสายพันธุ์มูซังคิงเป็นจำนวนมาก

นางสาวนูเรีย อาแว ฝ่ายขายบ้านสวนหมอกให้คำแนะนำ กล่าวว่า ที่สวนได้ทำขายทุเรียนมูซังคิงทางตลาดออนไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าในการขายมากยิ่งขึ้นและคนที่ไม่เคยได้กินเขาก็อยากจะลิ้มลองทางเราทำให้แบบแตะในเรื่องของการซื้อได้มากยิ่งขึ้น เพราะปกติถ้าเป็นการส่งล้งรับซื้อทุเรียนทางเจ้าของล้งจะทำการส่งออกนอกประเทศจนทำให้หลายๆพื้นที่ไม่มีโอกาสจะได้กิน ซึ่งทำออนไลน์แบบนี้ทำให้คนเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น

ส่วนราคาทุเรียนพันธ์มูซังคิง ของบ้านสวนหมอกเบตง ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนในช่วงแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้วซึ่งผลผลิตเมื่อ 5 ปีที่แล้วราคาค่อนข้างสูงมากทำให้คนที่อยากกินได้กินเฉพาะกลุ่มแต่ปัจจุบันผลผลิตค่อนข้างมากทำให้ทุเรียนมูซังคิงที่สวนได้ลดลงมาซึ่งจะทำให้คนแตะได้มากยิ่งขึ้น ทุเรียนมูซังคิง เกรด A น้ำหนัก 3 4 กก.อยู่ที่ กก.ละ 400 บาท ส่วนเกรด B อยู่ที่ กก.ละ 300 บาท และเกรด C อยู่ที่ กก.ละ 200 บาท ซึ่งปีนี้ที่บ้านสวนหมอกเบตงได้จัดโปรโมชั่นลูกเซต ซึ่งทางสวนจัดให้ 3 กก. ประมาณ 2 – 3 ลูก ราคา 55.บาทรวมส่ง ส่วนลูกป๊อกแป๊กหมายถึงทุเรียนมูซังคิงลูกเล็ก เหมาะสำหรับคนที่ชอบกินลูกเล็ก ยุมพอดีๆ รสชาติหวานมันพอดี

นางสาวนูเรีย อาแว ฝ่ายขายบ้านสวนหมอก กล่าวอีกว่า การทำทุเรียนไม่ใช่รายได้จะได้แต่เจ้าของสวนแต่ยังทำให้คนในชุมชนในพื้นที่ได้มีอาชีพเสริมและตลอดระยะเวลาในการปลูกทุเรียนจะมีเกษตรกรดูแลสวนตลอดทั้งปีจนออกผลผลิตและทุเรียนจะต้องมีการดูแลในทุกๆวัน และในช่วงทุเรียนออกผลผลิตเยาวชนหรือคนในชุมชนก็จะมีรายได้ไม่ว่าจะเป็นแอดมินเพจ คนแพ็กของ คนเก็บ คนตัด ทำให้ในช่วงเวลาขายทุเรียนมูซังคิงเกือบ 2 เดือนทำให้คนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

นายชูศักดิ์  หวั่นสมัน ชาวบ้านที่มารับจ้างตัดเก็บทุเรียน กล่าวว่า  ทุเรียนมูซังคิง กับทุเรียนบ้าน มันดูไม่ยาก มูซังคิงสังเกตจุได้จากเส้นพู 5 เส้นเป็นจุดสังเกตที่สำคัญที่สุดในการตัด สังเกตลูกทุเรียนผิวต้องแห้ง ขั้วต้องแข็ง บวม  และเคาะ หากเป็นทุเรียนสุกเสียงเคาะจะหลวมๆเบาและต้องดูโดยรวมของต้นทุเรียนด้วยรวมทั้งสถานที่ปลูกด้วย ส่วนรสชาติของทุเรียนตอนตัดแบบตัดขายมาเลเซียเขาจะชอบลูกเล็ก อีกรสชาติ ส่วนคนไทยชอบลูกเคาะ ก็อีกรสชาดซึ่งจะได้รสชาติคนละแบบกัน โดยทุเรียนมูซังคิง จะมีรสชาติที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ คือ หวานมัน หอม หวานนำขมตาม เนื้อเนียนละเอียด ไม่มีเสี้ยน และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

โดย..เจษฎา สิริโยทัย จ.ยะลา 

“เสน่ห์กาแฟน่าน Charming Nan Coffee” ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นาย ชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “เสน่ห์กาแฟน่าน Charming Nan Coffee” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน โดยมีเครือข่ายและผู้ประกอบการกาแฟ มาร่วมออกร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟ และมีภาคส่วนราชการ และประชาชนทั่วไป ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2568 เวลา 17.00 น. ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) จังหวัดน่าน

นางสาวนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน กล่าวว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ได้จัดงาน “งานเสน่ห์กาแฟน่าน Charming Nan Coffee” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการ ท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์ มูลค่าสูง สู่การพัฒนากาแฟน่าน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเสน่ห์ของกาแฟคุณภาพจากผืนดินน่าน และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ซึ่ง กาแฟน่าน ขณะนี้ เป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพ ทั้งรสชาติและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ กาแฟจากน่านสามารถคว้ารางวัลจากเวทีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นที่ต้องการอย่างสูงในตลาด ทั้งในและต่างประเทศ

จังหวัดน่าน ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนากาแฟในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูก การตลาด ตลอดจนการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งโครงการนี้ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากจังหวัดน่าน และดำเนินการโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมศักยภาพของชุมชน พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสายกาแฟ และสร้างรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

โดยก่อนหน้านี้ โครงการฯ ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อวางรากฐานและประชาสัมพันธ์เส้นทางกาแฟของจังหวัดน่าน ได้แก่ การจัด Workshop การจัดกิจกรรม Blogger Fam Trip การรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นของแหล่งกาแฟ และการจัดทำคู่มือเส้นทางท่องเที่ยวกาแฟ เพื่อสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับวิถีชีวิตของชาวน่านอย่างแท้จริง

สำหรับ “งานเสน่ห์กาแฟน่าน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–22 มิถุนายน 2568 โดยภายในงานพบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ บูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกาแฟ เมล็ดกาแฟคุณภาพ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกาแฟ และสินค้า OTOP การสาธิตและ Workshop การชงกาแฟ โดยผู้เชี่ยวชาญ การแสดงดนตรีเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนความตั้งใจของจังหวัดน่าน ในการผลักดันกาแฟให้เป็นมากกว่าสินค้าเกษตร แต่คือเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอนาคต

ระรินธร เพ็ชรเจริญ รายงาน

ผลักดันบ้านกู่เมืองศรีสะเกษชุมชนต้นแบบ 1 ใน 10 “เที่ยวชุมชนยลวิถี” ในระดับประเทศ

หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรมลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษตรวจประเมินเชิงประจักษ์ชุมชนบ้านกู่เพื่อคัดเลือกเป็นชุมชนต้นแบบ 1 ใน 10 “เที่ยวชุมชนยลวิถี” ในระดับประเทศ

นางศศิฑอณร์ สุวรรณมณี หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจประเมินเชิงประจักษ์ ชุมชนบ้านกู่ ตำบลกู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อคัดเลือกชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในทุกมิติ ให้เป็นชุมชนต้นแบบ 1 ใน 10 “เที่ยวชุมชนยลวิถี” ระดับประเทศ จากการคัดเลือกระดับจังหวัดทั้งหมด 20 ชุมชน

ศศิฑอณร์ สุวรรณมณี หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม

โดยมีนางสาวชนมณัฐ รอดบุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นายประหยัด ถิลา วัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ นายสุวรรณ เนตรเนติกุล นายอำเภอปรางค์กู่ นางวาสิตา น้อยพรหม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ ผู้แทนหน่วยงานราชการ และ เครือข่ายภาคธุรกิจเอกชน

นายพสิษฐ์ เจนพิทักษ์กุล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกู่ พร้อมคณะกรรมการหมู่บ้านกู่ ได้ร่วมให้การต้อนรับ    ชุมชนบ้านกู่เป็นกลุ่มชาติพันธ์กูยที่มีการสร้างบ้านแปลงเมืองมากว่า 1,000.- ปี จึงถือว่ามีศิลปะวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นอันโดดเด่น ที่บ่งชี้ถึงความเป็นชาติพันธ์กูยอย่างชัดเจนเป็นเชิงประจักษ์ ซึ่งภาครัฐ ฝ่ายท้องที่ท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จึงได้จับมือพัฒนาต่อยอดเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนร่วมกันอย่างยั่งยืน ภายใต้หลัก“บวร” จนได้รับการคัดเลือกเป็นชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ในระดับจังหวัด และ ผ่านการประกวดจาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ เป็น 1 ใน  20 จังหวัด

 ซึ่งคณะกรรมการในระดับประเทศจะได้ร่วมพิจารณาคัดเลือกว่าจะผ่านเข้ารอบเป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “หรือไม่อย่างไรจากทั่วทุกภูมิภาค ชุมชนบ้านกู่นับเป็นกลุ่มชาติพันธ์กูย ที่คงมีอัตลักษณ์เฉพาะและโดดเด่นในวิถีความเป็นกูยที่มีความเข้มแข็งมาก พร้อมกับมีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ อีกทั้งยังมีการพัฒนาต่อยอดและขยายผลความสำเร็จเชื่อมเป็นภาคีเครือข่ายในชุมชนร่วมกัน

ที่สำคัญ ต่างยึดมั่นชาติ ศาสน์ พระมหากษัตริย์ ควบคู่การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในทุกครัวเรือน จึงนำมาซึ่งความอยู่ดีมีสุข ตามวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงาม พร้อมรองรับการท่องเที่ยววิถีชุมชน สู่การสร้างรายได้ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอีกด้วย

เสนาะ วรรักษ์/รายงาน

ชีวิตสู้กลางสวน “ช่างมน บ้านหรั่ง” มือเสียบ แทง ตัดทางบน “ยอดปาล์ม”

อาชีพหนึ่งแถวปักษ์ใต้ ที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวพอกกิน พอใช้ แต่ถ้ามีความขยัน มุ่งมั่น อดทน สามารถสร้างรายได้เป็นกอบ เป็นกำได้ ไม่แพ้อาชีพรับกรีดยาง ที่นิยมรับจ้างกันในแถวภาคใต้ แต่ปัจจุบัน “ปาล์ม” กลายเป็นไม้เศรษฐกิจที่ทำรายให้กับชาวสวน ไม่แพ้ “ยางพารา” และนับมีการขยายพื้นที่ปลูกสวนปาล์มเพิ่มขึ้นตามลำดับ

เนื่องจากว่าระยะหลังๆราคายางตกต่ำ แต่ต้นทุนการปลูกยางสูง ปุ๋ยแพง แถมเจอโลกรวน ฝนตก ภัยแล้ง ต้องใช้เวลาและมีความอดทนกว่าที่ชาวสวนขายน้ำยางได้ แต่ในทางกลับกัน “การทำสวนปาล์ม” อายุแค่  3 ปีกว่าจะเริ่มลืมตา อ้าปาก  อีกทั้ง พืชชนิดนี้ยังชอบความชื้น ถ้ารู้จักการปลูกและดูแลที่ถูกวิธีจนกว่าที่ตัดทะลายปาล์มขายสู่ตลาดได้

หารู้ไม่ว่า “อาชีพตัดผลปาล์มน้ำมัน” หรือในท้องถิ่นที่เรียกกันว่า “แทงปาล์ม” เพื่อนำผลปาล์มทั้งทลายไปขายให้พ่อค้า หน้าโรงงานผลิตและแปรรูปน้ำมันนั้น ไม่ง่ายไปกว่าการรับจ้างอาชีพชาวสวนทั่วไป ต้องอาศัยทักษะ ประสบการณ์ เทคนิคการดูผลปาล์มว่าจะสุกงอม เพื่อทำการตัดออกไปจำหน่ายได้มากน้อยแต่ไหน ยิ่งบางปีชาวสวนเจอวิกฤติราคาปาล์มตกต่ำ อาจทำให้ค่าจ้าง แรงงานรับแทงปาล์มกระทบไปเป็นลูกโซ่ด้วย

“ช่างมน บ้านหรั่ง” อาชีพผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหรั่ง ต.นาเกตุ องโคกโพธิ์ และเคยทำงานเป็นนายช่วงมาก่อน ยามว่าง ปาก กัด ตีนถีบ หารายได้เสริมด้วยการมารับจ้าง “แทงปาล์ม” ในบริเวณพื้นสวนที่ใกล้ๆบ้านร่วม 5-6 ปี  เขาคลุกคลีอยู่กับสวนปาล์มมานาน พอที่มองทะลุ ทะลายว่า อายุของผลปาล์มออกสีแบบไหน ที่พอเริ่มเก็บเกี่ยวไปขายได้ราคา

“สิ่งสำคัญต้องดูสีผลปาล์ม ต้องออกสีคล้ายๆจีวร เหลืองแก่ ถ้าสีเริ่มน้ำตาลดำๆ ผลอาจสุกจนเกินไป เวลาแทงทะลายปาล์มลูกจะร่วงลงมา จะทำให้ราคาขายไม่ดี ยุคนี้พ่อค้าค่อนข้างที่เข้มงวด มีการคัดเลือกผลปาล์มที่ละเอียดมากขึ้น  ราคานำไปขายทั้งทะลาย ราว 3-4 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมในอดีตเคยขายกันกิโลกรัมละ 10 บาท ซึ่งต้องยอมรับว่า ราคาปาล์มไม่ค่อยดีมากนัก แต่แรงงานที่รับจ้างแทงปาล์มรับค่าจ้างมา 1 บาทต่อกิโลกรัม ออกไปแทงปาล์มแต่ละครั้งได้ค่าจ้างระดับหลักพันขึ้นไป” ช่างมน กล่าว

หารู้ไม่ว่า กลวิธีการแทงปาล์ม ค่อนข้างเหน็ดเหนื่อยมากในแต่ละวัน เนื่องจากใช้พละกำลังสูง ร่างกายต้องพร้อม แถมต้องเผชิญกับขวากหนาม กว่าที่แทงมาได้แต่ละทะลายที่อยู่บนลำต้น ต้องตัดก้านใบออก เพื่อความสะดวกที่จะตัดบริเวณโคนผลปาล์มมาได้ บางครั้งเจอกับฝุ่น เศษใบไม้เข้าดวงตา  แมลงที่เป็นพิษ และงู  มีหลากหลายสารพัด เพราะเป็นที่ทราบกันดี สวนปาล์มพื้นที่ด้านล่าง ค่อนข้างที่มีเศษใบตัดทิ้งทับถมอยู่มาก เป็นแหล่งอาศัยงู สัตว์มีพิษ

แต่มีประสบการณ์รู้วิธีแทงปาล์มที่ถูกต้อง ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องมาเจอกับอุปสรรค หนามที่แหลมคมบริเวณอยู่ติดกับทะลายลูกปาล์ม บางครั้งเมื่อแทงทะลายตกลงมาในคู่น้ำ ต้องลงไปเก็บ ซึ่งต้องแบกน้ำหนักลูกปาล์มทั้งทะลาย อาวุธหลักที่ใช้ เคียว และเหล็กแทง ต้องความคมเป็นพิเศษ สามารถแทงโคนใบขาดได้เพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น แตประเภทมือใหม่หัดตัด ต้องระมัดระวังนิด อาจเจออุบัติเหตุได้

อุปกรณ์ที่ใช้ในการแทงปาล์มพื้นฐาน ต้องมีรองเท้าบูท ถุงมือ มีดพร้า เสียมแทงปาล์มขนาด 4 นิ้ว เคียวตัด ทะขอ (ช่วยผ่อนแรง)ยกทะลายปาล์มได้ อย่าลืมว่า ถ้าไม่มีเครื่องมือผ่อนแรง ถ้าใช้มืออาจบาดเจ็บ และอันตราย จากนั้นมีรถชาเล้งสักคัน เพื่อใช้บรรทุกผลปาล์มเพื่อนำไปขายขายต่อพ่อค้าต่อไป

แม้ว่า วันนี้เศรษฐกิจย่ำแย่แค่ไหน แต่อาชีพ “คนแทงปาล์ม” ยังเป็นเส้นเลือดหลักของแต่ละครอบครัว ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพในชุมชน เพียงแค่ว่า จะมุ่งมั่น ขยัน มั่นหางานแค่ไหน ชีวิตนี้มีเกียรติ น้ำมันปาล์มที่แปรูปรูป มาขายหล่อเลี้ยงอาหารบนครัวทั้งประเทศ ส่วนหนึ่งมาจากน้ำพัก น้ำแรง “คนแทงปาล์ม” นี่แหละ

คณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนาฯร่วมไว้อาลัยและเป็นเจ้าภาพงานบำเพ็ญกุศลศพ

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 คณะอนุกรรมาธิการด้านศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม วุฒิสภา นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ด้านศาสนาฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลศพ คุณแม่อำไพ แทนวันดี (มารดาของ คุณปวีณ์พร กรุดทองกุล ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศานาฯ) พิธีบำเพ็ญกุศลจัดขึ้นด้วยความสงบเรียบร้อยและสมเกียรติ ณ วัดวิสุทธิวราราม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

(ภาพล่าง)
ดร.วัชรี ปรัชญานุสรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย ดร.ธนากร แผลงเดช นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ (APANE) และอาจารย์บุญเพ็ญศรี รัตนสุภา ผบห.โรงเรียนกวดวิชาและภาษาซุนได กรุงเทพให้เกียรติร่วมเป็นเจ้าภาพเมื่อวานนี้(20 มิ.ย.68 -คืนวันที่3) ณ วัดวิสุทธิวราราม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

เดือดถึงใจ! “ยอดเหล็กเพชร” คืนฟอร์มเก่งน็อก “ดอนคิงส์” จอดยกแรก ศึก ONE ลุมพินี 113

ศึก ONE ลุมพินี 113 ส่งต่อความมันไปถึงผู้ชมใน 195 ประเทศทั่วโลกแบบจุใจ โดยจอมบู๊ทั้ง 22 คน พร้อมใจกันโชว์ฟอร์มเก่งเพื่อล่าแต้มชัยมาไว้ในกำมือตัวเอง เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ณ สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา)

คู่เอกของรายการ “ดอนคิงส์ โยธารักษ์มวยไทย” มวยฟอร์มสด วัย 24 ปี จากระนอง ทาบชั้นวัดแกร่ง “ยอดเหล็กเพชร อ.อัจฉริยะ” กำปั้นรุ่นพี่สายแข็ง วัย 30 ปี จากร้อยเอ็ด ในกติกามวยไทย รุ่นฟลายเวต

ยกแรก “ดอนคิงส์” ปักหลักแลกหมัดดุเดือดไม่เกรงกลัวรุ่นพี่ แต่ช่วงปลายยก “ยอดเหล็กเพชร” ได้ช่องกดหมัดฮุกขวาตามด้วยหมัดซ้ายตรงเต็มเบ้าหน้า ส่ง “ดอนคิงส์” ลงไปกองคาพื้นลุกไม่ไหว เอาชนะน็อกในนาทีที่ 2:21 ของยกแรก กู้ฟอร์มเก่งกลับมาได้สมใจ พร้อมหยิบโบนัส 350,000 บาท ติดมือเป็นครั้งที่ 6 

คู่เอกภาคอินเตอร์ “เด่นภูไท ซุปเปอร์เล็ก มวยไทย” มวยขวาอันตราย วัย 27 ปี จากอุดรธานี เจองานสุดท้าทาย “อัสซาดูลาห์ อิมานกาซาลิเอฟ” คู่ชกวัย 21 ปี จากรัสเซีย เจ้าของสถิติไร้พ่าย ในกติกามวยไทย รุ่นฟลายเวต

ยกแรก “อัสซาดูลาห์” อาศัยความสูงยาวที่ได้เปรียบเดินบุกเข้าใส่ และได้จังหวะกดหมัดซ้ายเรียกนับ 8 จากทาง “เด่นภูไท” ได้ก่อน เข้าสู่ยก 2 นักชกจากแดนหมีขาวปล่อยทีเด็ดลูกศอกกลับจนได้นับครั้งที่ 2 ก่อนตามไปรัวอาวุธชุดใหญ่ปิดเกมน็อก “เด่นภูไท” ในนาทีที่ 0:52 ของยก 2 ยืดสถิติชนะรวด 5 ไฟต์ติด พร้อมคว้าโบนัส 350,000 บาท เข้ากระเป๋าเป็นครั้งที่ 4 

ตลอดการแข่งขันในค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยความสนุกเรียกเสียงเชียร์จากผู้ชมดังกระหึ่ม ปรากฏว่ามีนักสู้ 3 ราย ทำผลงานเข้าตา บิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ไม่รอช้าสั่งจ่ายโบนัสพิเศษตอบแทนให้ทันทีคนละ 350,000 บาท ไม่รวมค่าตัว รวมยอดเงินทั้งสิ้น 1,050,000 บาท (หนึ่งล้านห้าหมื่นบาท) ได้แก่ “อัสซาดูลาห์ อิมานกาซาลิเอฟ”, “หนุ่มสุรินทร์ ช.เกตุวีณา” และ “ยอดเหล็กเพชร อ.อัจฉริยะ”

สรุปผลการแข่งขันทุกคู่ ONE ลุมพินี 113
– คู่เอก ยอดเหล็กเพชร อ.อัจฉริยะ ชนะน็อก ดอนคิงส์ โยธารักษ์มวยไทย นาทีที่ 2:21 ของยกแรก (มวยไทย รุ่นฟลายเวต)
– คู่รอง เดโช ป.บริรักษ์ ชนะคะแนนเอกฉันท์ อีสานเหนือ โชติบางแสน (มวยไทย 130 ป.)
– หนุ่มสุรินทร์ ช.เกตุวีณา ชนะน็อก แป๊ะยิ้ม ส.บุญมีฤทธิ์ นาทีที่ 2:10 ยก 2 (มวยไทย 117 ป.)
– ซันเดย์ บูมเด็กเซียน ชนะคะแนนเอกฉันท์ ดิโอนาธา ซานโทส โทไบอัส (บราซิล) (มวยไทย 118 ป.)
– เพชรวิเศษ เพชรเกียรติเพชร ชนะน็อก รุ่งเพชร เพชรเจริญ นาทีที่ 0:18 ของยก 2 (มวยไทย 130 ป.)
– อัสซาดูลาห์ อิมานกาซาลิเอฟ (รัสเซีย) ชนะน็อก เด่นภูไท ซุปเปอร์เล็ก มวยไทย นาทีที่ 0:52 ของยก 2 (มวยไทย รุ่นฟลายเวต)

– ฟรานซิสกา เวรา (ชิลี) ชนะคะแนนเอกฉันท์ น้องฟ้าใส ท็อป พีเค.แสนชัย (มวยไทย รุ่นอะตอมเวต)
– มาเชจ์ คาร์ปินสกี (โปแลนด์) ชนะทีเคโอ ดอนนี สมิธ (สหราชอาณาจักร) นาทีที่ 1:05 ของยก 2 (มวยไทย รุ่นไลต์เวต)
– อายูบ เอล คาดราวิ (โมร็อกโก) ชนะทีเคโอ คาอิเซอิ ซาโตะ (ญี่ปุ่น) นาทีที่ 0:30 ของยก 2 (มวยไทย 157 ป.)
– เจย์สัน มิราลเปซ (ฟิลิปปินส์) ชนะทีเคโอ เยียร์ซาต เกอมิงนูเออร์ (จีน) นาทีที่ 3:23 ของยกแรก (MMA รุ่นสตรอว์เวต) 
– ซาร์ดอร์ การิมโบเอฟ (อุซเบกิสถาน) ชนะซับมิชชัน โรมัน โปปอฟ (คีร์กีซสถาน) นาทีที่ 1:38 ของยกแรก (MMA รุ่นฟลายเวต)  

การใช้ข้อมูลเท็จและหมิ่นประมาท กรณีศึกษาปลาหมอคางดำ

ในโลกที่ข้อมูลแพร่กระจายได้ง่ายราวกับไฟลามทุ่ง การเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดพลาดหรือบิดเบือน สามารถก่อให้เกิดความเสียหายที่ร้ายแรงต่อใครก็ตามที่ถูกโจมตี ยกตัวอย่างกรณีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ถูกใช้ข้อมูลเท็จในการกล่าวหาเรื่องการเลี้ยงปลาหมอคางดำ จนทำให้ต้องออกมาดำเนินคดีผู้กล่าวหาในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งการฟ้องร้องในคดีนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงปัญหาการใช้ข้อมูลเท็จเพื่อบิดเบือน แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ผู้เสียหายต้องลุกขึ้นปกป้องตนเอง

เมื่อพิจารณาบทบาทของระบบนิติธรรม จะเห็นว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต้องมาควบคู่กับความรับผิดชอบ การที่จะกล่าวหาใครสักคนด้วยข้อมูลเท็จหรือข้อมูลที่มีการบิดเบือน อาจทำให้ผู้กล่าวหาตกอยู่ในกับดักของการหมิ่นประมาทได้ ฉะนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์จะต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างถี่ถ้วนและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น การตัดสินสิ่งที่เห็นด้วยความเชื่อของตนเอง แล้วชี้นำให้ผู้อื่นเข้าใจไปตามความเชื่อของตนด้วยการใช้ข้อมูลเท็จ ย่อมเป็นสิ่งไม่พึงกระทำ

การลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง ไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อการโดนให้ร้ายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของการกล่าวหาหรือการวิพากษ์วิจารณ์นั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หากประเทศไทยยอมให้ข้อมูลเท็จมีบทบาทในชีวิตประจำวันและชี้นำความคิดได้ ความเชื่อมั่นที่มีในสังคมย่อมลดน้อยลงและก่อให้เกิดความวุ่นวายมากยิ่งขึ้น

การยกระดับสังคมให้พ้นจากวังวนของข้อมูลเท็จ ต้องอาศัยความกล้าหาญที่จะฝ่ากระแสเชิงลบยืดอกปกป้องตนเองและให้สังคมได้รับทราบข้อมูลอีกด้าน ดังเช่นที่บริษัทเอกชนชี้ให้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ด้วยการจับเท็จข้อมูลของจำเลยขณะชี้นำในเวทีสาธารณะ นับเป็นข้อมูลที่หนักแน่นและพิสูจน์ได้ทันที

เมื่อพิสูจน์ความจริงในข้อนี้ได้ การกล่าวอ้างว่าบริษัทเอกชนกำลังฟ้องปิดปากผู้กล่าวหานั้น จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ขณะเดียวกันผู้กล่าวหาก็ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง มิได้หยุดการวิพากษ์แต่อย่างใด

การต่อสู้ในคดีปลาหมอคางดำเป็นตัวอย่างที่สำคัญถึงความจำเป็นที่ควรต้องปกป้องทั้งข้อมูลและสิทธิตนเอง การเรียกร้องความยุติธรรมไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความเสียหายของผู้ที่ถูกกล่าวหา แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพในเรื่องของ “ความจริง” การสนับสนุนให้ผู้ที่ถูกกระทำรู้ว่าพวกเขาสามารถเรียกร้องสิทธิของตนเองได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพนั้นจะช่วยให้สังคมดีขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ใครใช้คนในสังคมเป็นเครื่องมือสร้างกระแส จนเกิดปรากฏการณ์มองขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว ซึ่งจะเสียหายกันไปหมด

กมธ.ศาสนาฯ วุฒิสภา รับหนังสือร้องเรียนกรณีหมิ่นพระพุทธศาสนาปมไฟใต้

กมธ.ศาสนาฯ วุฒิสภา รับหนังสือร้องเรียนกรณีหมิ่นพระพุทธศาสนาในโซเชียล และกรณีเหตุรุนแรงใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ เตรียมหาทางออกร่วมกัน

เมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.68) ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (ฝั่ง สว.) คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา รับหนังสือร้องเรียนจากนายประพันธุ์ กิตติฤดีกุล เลขาธิการองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบขบวนการทำลายสถาบันพระพุทธศาสนา 

สืบเนื่องจากปัจจุบันพบการเผยแพร่ภาพ คลิปวิดีโอ รวมถึงภาพยนตร์ทางสื่อโซเชียลมีเดียที่มีลักษณะหมิ่นพระพุทธศาสนา ล้อเลียนแบบพระสงฆ์ รวมทั้งมีการนำเสนอข่าวที่เป็นการใส่ร้ายสถาบันพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง และไม่มีหน่วยงานใดตรวจสอบว่าการนำเสนอข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงการจัดฉากเพื่อทำลายศรัทธาพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเป็นการทำลายความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงใน 4 จังหวัดชายแดนใต้

ดังนั้น จึงขอให้ กมธ.ช่วยหาวิธีป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อรักษาความสงบสุขร่มเย็นให้สังคมไทยกลับมาน่าอยู่ เป็นสังคมแห่งคุณธรรม และมีจารีตประเพณีที่งดงาม

 ทั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ กล่าวว่า จะรับเรื่องดังกล่าวไว้เพื่อพิจารณาศึกษาข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อน จากนั้นจะเชิญผู้ยื่นหนังสือร้องเรียนเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการฯ เพื่อชี้แจงและหาทางออกร่วมกันต่อไป